WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 3, 2012

'โคทม' แนะขอโทษสร้าง 'ปรองดอง'

ที่มา uddred

 คมชัดลึก 3 สิงหาคม 2555 >>>






'โคทม' แนะขอโทษ สร้าง 'ปรองดอง' ชี้ผู้ชุมนุมต้องได้รับนิรโทษกรรมเป็นกลุ่มแรก ส่วนบุคคลให้ทำการ 'อภัยโทษ'

3 ส.ค. 55 นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติวิธีและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ทางออกของประเทศในเรื่องของการปรองดอง ควรมีการเปิดเวทีเพื่อให้มีการพูดคุยกัน พร้อมทั้งให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการหาแนวทางแก้ไข ทั้งนี้ ยังระบุว่า คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ต้องมีหน้าที่ในการสืบแสวงหาข้อเท็จจริง และสร้างความปรองดอง แต่โดยส่วนตัว ยังไม่เห็นองค์กรดังกล่าวออกมาทำหน้าที่ พร้อมกันนี้ยังเชื่อว่า การออกมาขอโทษ คือ กระบวนการปรองดองที่แท้จริง
   "กลุ่มผู้ชุมนุมที่ดำเนินการขัดต่อพระราชกำหนดการชุมนุม สมควรเป็นผู้ที่ได้รับการนิรโทษกรรมกลุ่มแรก เพื่อเป็นการยืนยันว่า เลิกแล้วต่อกัน ส่วนบุคคลใดที่ถูกศาลพิพากษา ให้ทำการอภัยโทษแก่บุคคลดังกล่าวไป" นายโคทม กล่าว

“นายมาร์ค หัวปลอก” กับเรื่องปลอมๆ

ที่มา vattavan



                                                     วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
        มื่อ ประมาณสักสี่สิบปีเห็นจะได้ บัณฑิตหนุ่มคนหนึ่ง จบจากคณะสถาปัตยกรรมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เข้ารับราชการในกองพลาธิการกรมตำรวจ ได้รับพระราชทานยศเป็นร้อยตำรวจตรี
       กองพลาธิการกรมตำรวจ เป็นหน่วยงานซึ่งมีงานสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นแหล่งรวมงานพลาธิการ งานโยธา และงานสรรพาวุธไว้ด้วยกัน มีลักษณะเป็นการ “รวมการ” ซึ่งต่างจากทหาร ที่แยกงานทั้งสามลักษณะออกจากกัน แต่ละส่วนราชการมี “เจ้ากรม” กำกับดูแล
         สำหรับกองพลาธิการ กรมตำรวจ ในยุคนั้นเพียง “หัวหน้ากองพลาธิการ” (ต่อมาเปลี่ยนเป็นตำแหน่ง “ผู้บังคับการ”) รับผิดชอบเพียงคนเดียวเท่านั้น ทั้งๆที่กำลังพลประจำการของตำรวจ มีจำนวนมากกว่าทหารประจำการ (ไม่รวมทหารเกณฑ์) ด้วยซ้ำไป
         วันหนึ่ง นายตำรวจคนนี้ ได้รับมอบหมายให้ออกแบบอาคารหลังหนึ่ง ซึ่งเขาทำเสร็จภายในกำหนดเวลา และนำไปให้นายตำรวจผู้รับผิดชอบแผนก ซึ่งในขณะนั้นมีร้อยตำรวจเอกคนหนึ่ง เป็นผู้รักษาราชการในตำแหน่ง “สารวัตร” เพราะยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสารวัตรตัวจริง
         ผู้รักษาการณ์สารวัตรเอาแบบอาคาร ไปตรวจอยู่ข้ามวัน จึงได้เดินมาถามนายร้อยตำรวจตรีหนุ่ม ซึ่งเป็นสถาปนิก ว่า
         คำว่า “คอม้า” ในแบบที่เขียนเสนอมานั้น หมายความว่าอย่างไร?

         นายตำรวจหนุ่มถึงกับอึ้งกิมกี่ เพราะอย่าว่าแต่สถาปนิกเลย แม้แต่ช่างก่อสร้างธรรมดา จะมีวุฒิระดับ ป.ว.ช. หรือ ป.ว.ส. หรือไม่ก็ตาม จะต้องรู้ว่า
         “คอม้า” นั้นคือ เหล็กลูกตั้ง หรือเหล็กคอม้า ที่วิศวกรผู้ออกแบบ จะเสริมเพื่อช่วยในการต้านทานแรงเฉือน ที่เกิดขึ้นในชิ้นส่วนขององค์อาคาร          ดังนั้น การถามของสารวัตรนั้น มันเข้าลักษณะ “พิกล” ไม่ผิดอะไรกับผู้มีตำแหน่งเป็น “เชฟ” ใหญ่แผนกอาหารไทย แต่ดันไปถามพ่อครัวหนุ่มหน้าใหม่ ว่า
         ขมิ้นชันคืออะไร?
         ทำไมขมิ้น มันถึงต้อง“ชัน” ด้วยล่ะ!?
         อะไรทำนองนี้!! 

         หลังจากนั้น นายตำรวจสถาปนิกหนุ่ม ได้นำปัญหาในข้อสงสัยเรื่องวุฒิการศึกษา ของนายร้อยตำรวจเอก ผู้รักษาการณ์ในตำแหน่งสารวัตร ๆ ไปหารือกับผู้บังคับบัญชา
         จากนั้นไม่นานนัก กรมตำรวจก็ส่งผู้แทนไปแจ้งความ ให้ดำเนินคดีกับนายตำรวจยศร้อยตำรวจเอกคนดังกล่าว ในข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอม เพราะ...         เขาใช้วุฒิ “สถาปัตยกรรมศาสตร์บัณฑิต” ปลอม มาสมัครเข้ารับราชการตำรวจ!

         รื่องที่เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังข้างต้นนั้น ผู้คนอาจคิดว่า เป็นการ “ล้วงคองูเห่า” เพราะดันเอาเอกสารราชการ (ปริญญา) ปลอม มาใช้กับหน่วยงานผู้รักษากฎหมาย อย่างกรมตำรวจ แต่เมืองไทยของเรานั้น มีคนจำนวนมากมายเหลือเกิน ที่อยากเป็นตำรวจ จนพวกเขายอมเสียเงินเสียทอง และกล้าเสี่ยงแม้กระทั่ง ทำ “ทุจริต” ในการสอบเข้าด้วยซ้ำไป
         ตัวอย่างเช่น

         ในการสอบเข้าเป็นตำรวจชั้นประทวน ระหว่างสองสามปีที่ผ่านมานี้ ได้มีแก๊งทุจริตในการสอบ ทำเป็นขบวนการใหญ่โต โดยผู้เข้าสอบ ต้องจ่ายเงินจำนวนมาก ให้กับพวกขบวนการ เป็นค่าใช้บริการเพื่อทุจริตในการสอบ
         จากนั้น ก่อนเข้าห้องสอบ ผู้เข้าสอบที่จ่ายเงินแล้ว ต้องนำโทรศัพท์มือถือ ซ่อนเข้าไปในห้องสอบ โดยยัดใส่กางเกงชั้นในบ้าง เอาไปใส่ไว้ชิดกับอวัยวะเพศบ้าง บางคนนำไปใส่ไว้ใกล้ทวารหนัก ทั้งนี้ เพื่อหลีกเหลี่ยงการตรวจค้น จากกรรมการคุมการสอบ
         เมื่อเข้าห้องสอบเรียบร้อย และได้รับข้อสอบแล้ว จะต้องรอสัญญาณคำตอบ จากหัวโจกผู้จัดการทุจริตในการสอบ ซึ่งจะส่งสัญญาณแหวกอากาศ มาสั่นสะเทือนเครื่องรับ ที่ตั้งอยู่ใน
ซอกหลืบ-ซอกลับ แนบชิดกับร่างกายของผู้เข้าสอบเอง
         การสั่นสะเทือนนั้น ส่งเป็นรหัสที่รู้กัน ระหว่างผู้เข้าสอบ กับผู้อำนวยการทุจริตในการสอบ
         รหัสสัญญาณนี้ อาจเป็นการสั่นสะเทือน 1-2-3 หรือ 4 ครั้ง ต่อ 1 คำตอบ ข้อสอบปรนัย
         วิชาหลักที่ออกเป็นปรนัยนั้น คือ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ อย่างละ 100 ข้อ นอกจากนั้นยังมีวิชาอื่นๆอีก สิริรวมเบ็ดเสร็จ ก็ตกหลายร้อยข้ออยู่
         ดังนั้น สัญญาณจะถูกส่งไปกระตุ้นที่เครื่องรับ ต้องมีจำนวน
         ...หลายร้อยครั้งทีเดียว!

         ตำรวจเมาท์กันอย่างสนุกสนานว่า หลังการสอบ อวัยวะเพศของผู้เข้าสอบ ถึงกับมีอาการ “ชา” ดิกๆ ไปหลายวัน จนชิ้นส่วนสำคัญของร่างกาย ซึ่งเป็นที่หวงแหนสำหรับคนทั่วไป นั้น
         ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกได้ดี เหมือนก่อนเข้าห้องสอบ ผู้เข้าสอบชายบางคน ถึงกับบ่นว่า
         ไม่สามารถปลุกชิ้นส่วนที่หวงแหน ให้ลุกขึ้นมา..
         ทักทาย เซย์ “กู๊ดมอร์นิ่ง” ได้เหมือนเดิม!

         ส่วนผู้เข้าสอบหญิง อาการหนักไม่แพ้ฝ่ายชาย คือ เธอเหล่านั้น ได้ซึมซับถึงอาการ “ชา” บริเวณผิวหน้าถนนรนแคม
ทั้ง สองซีก ที่วางโทรฯศัพท์มือถือ ทาบเอาไว้แน่น เพื่อรองรับแรงสั่นสะเทือน จากสัญญาณที่ส่งมาถี่ๆ แบบซอยยิกๆนับร้อยๆครั้ง ยังผลให้ภายหลังการสอบเสร็จสิ้น ตำบลกระสุนตกบริเวณนั้น ถึงกับไร้ความรู้สึก ไปหลายวันเลยทีเดียว
         ว่ากันว่า...
         ถึงขั้นใช้เล็บ “หยิก” ยังไม่เจ็บ!!
         นึกภาพแล้ว...ช่างน่ากลัว ซะจริงเชียว!!!

         ส่วนพวกที่นำเครื่องรับ ไปไว้ใกล้กับทวารหนัก หรือแนบชิด
“รูตูด” เกินไป สร้างปัญหาที่เจ้าตัวคาดไม่ถึง เพราะบางคนที่ประสาทไวมาก พอเครื่องรับสั่นสะเทือน เคลื่อนไหวเข้าหน่อยเดียวเท่านั้น ถึงกับ “ตด” พรวดพราดออกมา เพราะควบคุม “หูรูด” เอาไว้ไม่ได้
         บางคนถึงกับ “รัว” ออกมาเป็นชุด...แบบปืนกล!          กรณีวางเครื่องรับไว้ ที่ตำแหน่งทวารบานใกล้ชิดริดสีดวง
นี้ มีอาการคล้ายคลึงกันหมด ทั้งในหมู่ผู้สมัครสอบ ไม่ว่าชายหรือหญิง
         น่าสงสารมาก...คงเหม็นคละคลุ้ง ไปทั้งห้องสอบ!!

         แต่...ที่ผมเห็นว่า น่า “ทุเรศ” กว่าผู้สอบเข้าตำรวจ ที่พยายามจะกระทำการ “ทุจริต” ในการสอบ นั่นก็คือ...         เมื่อกว่าสิบปีมาแล้ว มีข่าวฉาวตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า ลูกสาวนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ดันเอาวุฒิปริญญาปลอม จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของสหรัฐ มาสมัครเข้าเป็นตำรวจ
         เรื่องนี้เมื่อตรวจพบ มีการโวยวายกันแหลก แต่คนเป็นพ่อให้ลูกสาวชิงลาออกก่อน แล้วคนเป็นพ่อ ก็ลาออกตาม
         คดีนี้เลยแบ๊ะๆ กันไป ไม่มีใครถูกลงโทษอะไร!         น่าทุเรศมาก!!

         ารปลอม เอกสารนั้น มีในทุกประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการปลอมหนังสือเดินทาง ในเมืองไทยของเรานั้น เป็นแหล่งใหญ่ของการปลอมแปลง เพราะเรามีความก้าวหน้าทางการพิมพ์ ทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศ อีกทั้งช่างเทคนิคในวงการพิมพ์บ้านเรา ยังมีความสามารถ และแสนเก่งกาจอีกด้วย
         ผมเคยพบเห็น การปลอมเอกสารมาหลายอย่าง ตั้งแต่ หนังสือเดินทาง, ล๊อตเตอรี่, โฉนด, ทะเบียนรถ ฯลฯ แต่มีเรื่องคาดไม่ถึง ที่จะนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง เพราะเป็นเรื่องค่อนข้างแปลก ดังนี้

         หญิงสาวนางหนึ่ง ที่คิดว่าตนจดทะเบียนสมรสกับข้าราชการ อีกทั้งมีการกินเลี้ยงฉลองกันใหญ่โต แต่เอาเข้าจริงปรากฏว่า ทะเบียนสมรสนั้นเป็นของ
         “ปลอม”          เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างเหลือเชื่อ เพราะฝ่ายเจ้าบ่าว ไปเอาพวกสิบแปดมงกุฎ ปลอมเป็นปลัดอำเภอ แต่งเครื่องแบบเรียบร้อยมาที่งาน และจดทะเบียนสมรสนอกสถานที่ ให้กับคู่บ่าวสาว โดยใช้แบบฟอร์มของทางราชการ
         ทะเบียนสมรสที่เจ้าสาวได้รับ เป็น “ของปลอม” เพราะไม่มีต้นขั้ว ปรากฏในหลักฐานของทางอำเภอ
         เธอถือใบทะเบียนสมรสอยู่นาน กว่าจะรู้ว่า ไม่ใช่ของจริง! 
         น่าสงสาร...เจ้าสาวเคราะห์ร้ายคนนี้มาก!!

         การปลอมที่ฮอทฮิต และเป็นที่กล่าวขานกันมาก คือ การปลอมที่เกี่ยวข้องวุฒิศึกษา โดยเฉพาะปริญญาบัตรสูง เพราะมีกรณี “ลอกเลียน” วิทยานิพนธ์ เพื่อยื่นต่อคณาจารย์ ก่อนจบการศึกษาในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรี ที่กลายเป็นข่าวฮือฮากันในวงสังคม โดยเฉพาะกรณีที่มีคนดังมาเกี่ยวข้องด้วย
         ที่โด่งดังมาก ประจำปี พ.ศ. 2555 และยังสดๆร้อนๆอยู่ คงไม่พ้นกรณี นาย ศุภชัย หล่อโลหการ ซึ่งเพิ่งถูกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีมติเพิกถอน ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์ ที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2550 เพราะมีกรณีถูกกล่าวหา ว่า
         วิทยา นิพนธ์ระดับปริญญาเอก ของนายศุภชัย หล่อโลหการ  นั้น ลอกหรือลอกเลียน วรรณกรรมตามเอกสาร งานวิจัย หรือบทความอื่นอย่างมีนัยสำคัญ!

         นายศุภชัย หล่อโลหการ คนนี้ แกเป็นอาจารย์สอนหลายสถาบัน ผมดูประวัติแล้ว ดูจะเป็นคนมีความสามารถทีเดียว
         ยิ่งไปกว่านั้น
         บุคคลผู้นี้ ดำรงตำแหน่งสำคัญเกี่ยวกับ “นวัตกรรม” เพื่อการสร้างชาติในอนาคต เพราะปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่ง เป็น
ผอ.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และดำรงตำแน่งนี้มา ตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน เกือบสิบปีเข้าไปแล้ว
         พอมีเรื่องฉาวโฉ่อย่างนี้ คงไม่เป็นผลดีกับแวดวง “นวัตกรรม” ของบ้านเราเลย เพราะรู้ไปถึงไหน อายเขาไปถึงนั่น คนต่างด้าวท้าวต่างแดน จะพากันเยาะเย้ยไยไพ เอาได้ว่า
         “นวัตกรรมของประเทศไทย ด้าน ‘ของปลอม’ หรือของลอกเลียนแบบ นั้นเยี่ยมจริงๆ จึงต้องนำคนที่ที่เก่งทางลอก หรือลอกเลียน มาเป็น ผอ.นวัตกรรมแห่งชาติ!” 
         อายเขาแย่เลย!!         ที่ผมเห็นว่า แย่ยิ่งกว่าเรื่องของนายศุภชัย หล่อโลหการ อีก นั่นก็คือ กรณีของนาย กล้านรงค์ จันทิก ซึ่งมีตำแหน่งใหญ่โตในปัจจุบัน คือ เป็นหนึ่งในกรรมการ ป.ป.ช. ชุด “ไอ้บัง กบฏ” แต่งตั้ง ทั้งๆที่สังคมรู้กันทั่วว่า
         มีเรื่องความไม่สุจริต ในการลอกวิทยานิพนธ์ของบุคคลอื่น! 
         เรื่องมีอยู่ว่า
         นาย กล้านรงค์ กบาลเกลี้ยง ได้ทำวิทยานิพนธ์สมัยเป็น
นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 36 ปีการศึกษา 2536-2537 เรื่อง
         "ปัญหาขององค์กรในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการไทย ศึกษาเปรียบเทียบกรณีฮ่องกงกับไทย"

         ชื่อวิทยานิพนธ์ ก็พอไปได้ ฟังดูเกลี้ยงเกลา มีเค้าว่าจะดี แต่มาเสียตรงที่วิทยานิพนธ์ของแกนั้น ดันทะลึ่งไปลอกมาจากวิทยานิพนธ์ต้นฉบับ ซึ่งมีชื่อว่า
         "องค์กรป้องกันปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ : ศึกษาเปรียบเทียบองค์กรของฮ่องกงกับไทย"          วิทยานิพนธ์ฉบับหลัง จัดทำโดย นายชิดชัย พานิชพัฒน์
ซึ่งทำไว้ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2533 ซึ่งเจ้าตัวเสนอต่อทางวิทยาลัยการทัพเรือ ระหว่างการศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยทหารแห่งนี้
         ที่ตลกมากที่สุด คือ เมื่อตรวจสอบในรายละเอียดทั้งหมด ปรากฏว่า เนื้อหาในวิทยานิพนธ์ เหมือนกันทุกหน้า ตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย
         จะมีเพียง "บทนำ" ย่อหน้าแรกเท่านั้น ที่ถูกเขียนขึ้นใหม่!         อพิโถ อพิถัง กะละมังแตก!!         ผมสงสัยจริงๆว่า ทำไม ทาง ป.ป.ช. ไม่ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย กับอีตาคนนี้ ฐานประพฤติตนไม่สมควร เสียตั้งแต่ตอนนั้น?

         ผมว่ามันน่าอับอายมาก เพราะเรื่องอย่างนี้ หากเกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น สหรัฐ อังกฤษ หรือแม้แต่สิงคโปร์ จะเป็นกรณีที่ใหญ่โตมาก แต่สำหรับในเมืองไทย เห็นเป็นเรื่องธรรมดาๆ เพราะไม่มีการดำเนินการอะไร อีตาหัวล้านแกเล่นจึงเล่นบทตีลูกเฉยเมย
ใครจะด่าก็ด่าไป
         อย่างหนาตราช้างซะอย่าง...ใครจะทำไม!?         ไม่น่าเชื่อว่า ไอ้คนพรรค์นี้ ยังได้ดิบได้ดี ได้รับแต่งตั้ง จาก ค.ม.ช. ของ “ไอ้บัง กบฏ” ให้ดำรงตำแหน่ง ใน ค.ต.ส. สอบสวนเอาผิดทักษิณ นอกเหนือจากการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ใน ป.ป.ช. อีกด้วย
         เลย “กร่าง” ซะไม่มีละ!

         แปลกแต่จริง คือ กรรมการ ป.ป.ช.ชุดนายกบาลเกลี้ยงนี้ เป็น ป.ป.ช.ชุดที่ “ไอ้บัง กบฏ” มันตั้งเอง
         ในหลวง...ไม่ได้ทรงตั้ง...ไอ้พวกนี้!          แม้จะขอให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯย้อนหลัง แต่ก็ไม่ทรงโปรดฯ จึงเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดแรก ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่...
         ในหลวงท่าน...ไม่ได้ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง!!
         ปัจจุบันคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีกรรมการเพียง 1 นายเท่านั้น ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แทนกรรมการคนเก่า ที่หมดวาระไปแล้ว
         คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ “ไอ้บัง กบฏ” เป็นผู้ตั้งมากับมือ จึงยังนั่งป๋อหลอในตำแหน่ง จำนวน 8 คน และมีเพียง 1 คน เท่านั้น ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง
         นี่คือผลพวงของการยึดอำนาจ โดยคณะทหาร นำโดย “ไอ้บัง กบฏ” ที่สร้าง “ความแตกแยก-ฉิบหาย” ให้กับบ้านเมืองของเรา!

         แต่คนไทย ที่หัวใจมันเป็น “ทาส” ยังไม่รู้สำนึก!! 
content/picdata/379/data/photo0907.jpg
          ด้อ่านข่าวเรื่องที่ “นายมาร์ค มุกควาย” (ตอนนี้ผมตั้งฉายาให้ใหม่ เป็น “นายมาร์ค หัวปลอก” เพราะดันทะลึ่งเอา “ปลอก” หรือ “ถุงยาง” สวมจู๋ ไปตั้งโด่เด่ บนกบาลตัวเอง ตามภาพที่เห็น) โต้เถียงกับนักการเมืองฝั่งตรงข้าม กรณีเกี่ยวกับหลักฐานใบ ส.ด. ที่เจ้าตัวอ้างว่า เป็นเอกสารจริง เพราะสัสดีอำเภอพระโขนงออกให้ นั้น
         เอกสารฉบับดังกล่าว ทางหน่วยทหารที่เกี่ยวข้อง มีหลักฐานว่า ออกโดยนายทหารสัสดี ที่ถูกดำเนินคดีไปแล้ว เรื่องทำเอกสารเท็จ
         ทั้ง “นายมาร์ค หัวปลอก” และฝ่ายค้าน จึงไปไม่ถูก เพราะไม่มีทางไปแล้ว จำเป็นจะต้องนั่งยัน-ยืนยัน ว่า

         เอกสารที่ฝ่ายตนครอบ ครองอยู่นั้น ทางราชการได้ออกให้ ย่อมถูกต้องเสมอ โดยไม่แยแสว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะแท้ที่จริงแล้ว เอกสารที่ “นายมาร์ค หัวปลอก” ถืออยู่และใช้เป็นหลักฐาน ในการโต้เถียง นั้น
         ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า มันไม่มีหลักฐาน ที่สามารถยืนยัน ให้สอดคล้อง ถูกต้องตรงกันกับเอกสาร “ต้นฉบับ” ที่แท้จริงของทางราชการได้ 
         จึงเป็นเรื่องเป็นราวกัน ยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้!

         ในที่สุดความชัดเจน ก็เกิดขึ้นจนได้ คือ เมื่อ  27 ก.ค.2555 พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แถลงข่าวเรื่อง “นายมาร์ค หัวปลอก” หนีทหาร ซึ่งตกเป็นขี้ปากชาวบ้านมาหลายวัน ว่า 
         จากการตรวจสอบ พบว่า มีการใช้หลักฐาน สด.9 ปลอม ในการขึ้นทะเบียนบัญชีทหาร ซึ่งได้นำหลักฐาน สด.9 ตัวจริงมาแสดงด้วย          รัฐมนตรีว่าการฯ จึงมีคำสั่งไปยังกรมพระธรรมนูญ ให้ทำเรื่องเสนอขอถอดยศ ร.ต.อภิแสบ เรียกเงินเดือนคืนอีกต่างหาก

         คงจะจบสิ้นกันได้เสียที สำหรับเรื่องการหนีทหารของ “นายมาร์ค หัวปลอก” ซึ่งกวนใจผู้คนในประเทศนี้ มาเนิ่นนานกว่าทศวรรษแล้ว เพราะผู้ร้องใช้เวลาในการร้องเรียน และติดตามเรื่องนี้มา...
         ...ยาวนานกว่า 12 ปี ทีเดียว!

         ส่วน “มิสเตอร์ หัวปลอก” จะ แถ-ถู-ไถ หรือตะแบงต่อไปอีกอย่างไร คงไม่ใช่ปัญหาแล้ว เพราะในสายตาพี่น้องประชาชน และผู้คนจำนวนมาก ในบ้านนี้เมืองนี้ นั้น
         “นายมาร์ค หัวปลอก” ฉายาใหม่ หรือ “นายมาร์ค มุกควาย” ฉายาเดิม ที่ผมตั้งให้ บัดนี้ ได้กลายเป็น “มาร์ค มุก (ทหาร) ปลอม” ควบอีกหนึ่งตำแหน่ง ไปเรียบร้อยแล้วครับ!!
         บ๊ายบาย นะ...มาร์ค มุกปลอม!!!
...................
ท้ายบท เพื่อความสมบูรณ์ในเรื่องข้อมูล ขอแนะนำให้ท่านอ่านคอลัมน์ต่อไปนี้ด้วย
         ไอ้คนหนีทหาร มันลากชาติไทยเรา เข้าสู่…สงคราม!!!(
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=279)
         *** อนึ่ง บทความสัปดาห์ก่อน อย่าให้เปลี่ยนชื่อ เป็น “มหาวิทยาลัย...เนชั่ว!!!” 
(
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=378)         มีผู้โพสต์แสดงความเห็น ดังต่อไปนี้ครับ
ความคิดเห็นที่ 1   
แหม!!! รวดเร็วจังเลย อ่านแล้วสะใจจังค่ะ สว.แล้ว แต่ความคิดอ่านท่านไม่ สว.ไปด้วยเลย โปรด"จิก"ทุกรายที่คิด-ทำชั่ว ต่อไปค่ะ เชียร์ๆๆๆ
โดยคุณ
dawraiy@gmail.com  101.109.3.XXX 
ความคิดเห็นที่ 2   
ปากกา ใช้เขียนสิ่งที่ดีเป็นความรู้ย่อมคู่ควรกับบัณฑิต แต่ถ้าอยู่ในมือของสื่อที่ไร้จรรยาบรรณจะมีพิษสงร้ายกาจราวกับปืนหรือระเบิด เขียนให้ใครฉิบหายก็ได้ เสร็จแล้วค่อยออกมาขอโทษว่าเกิดความผิดพลาดอย่างนั้นอย่างนี้ คนพวกนี้อเวจีนรกเปิดประตูรออยู่แล้วครับ
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันชิงชัง  125.24.0.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
ขอบ คุณครับอาจารย์ที่คุ้ยได้อย่างสะใจ เปิดเสียจนเห็นเม็ดในเลยใครอยากให้ลูกหลานชั่วก็ส่งลูกเข้าไปเรียนที่มหาลัย "เนชั่ว"ได้ บางทีอาจได้รับเชื้อชั่วไปจากมหาลัย เอาอีกครับอาจารย์
โดยคุณ narong subsangar  125.24.73.XXX 

ความคิดเห็นที่ 4   
จาก การติดตามอ่านข้อเขียนของท่านมานานพอสมควร มีข้อมูลบ่งบอกว่า ผมอาวุโสน้อยกว่าท่านไม่น่าจะเกิน ๓ ปี เมื่ออยู่ในวัยต้องวางมือจากภารกิจหนัก ขอเรียนว่าทุกวันนี้ท่องอยู่บนโลกออนไลน์เสียเป็นส่วนใหญ่ เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป กระหายอยากเป็นที่สุด คือได้อ่านข้อเขียนของท่าน ตามด้วยคอลัมน์"เปิดฟ้าส่องโลก" และการ์ตูน"เซีย"ในไทยรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกจริตตนเองมากที่สุด ขอขอบคุณท่านวาทฯ ที่ยังยืนหยัดผลิตข้อเขียนทรงคุณค่า ประเทืองปัญญา ให้ข้อคิด สะกิดเมื่อเห็นบางอย่างไม่เข้าท่า ด่าไม่ไว้หน้าเมื่อเห็นว่าสิ่งที่พวกสูทำมันไม่ถูก จึงเป็นผู้กล้าอย่างแท้จริงในยุคนี้ ไม่กระแดะเหมือนพวกที่ชอบลวงโลกและคิดว่าพวกฉันนี่แน่อยู่กลุ่มเดียว ขอท่านวาทฯอยู่เป็นคลังสมองและเข็มทิศชี้นำให้กับอนุชนรุ่นหลังตราบนานเท่า นานเถิด จะเป็นกุศลอย่างยิ่ง
โดยคุณ แฟนท่านวาทฯ  124.122.66.XXX 

ความคิดเห็นที่ 5   
zEuJhK

jniimakbntfghttp://jniimakbntfg.com/">jniimakbntfg>, [
โดยคุณ kdsemsnwy  208.66.75.XXX 

ความคิดเห็นที่ 6   
อยากฝากลิงค์เรื่องไฟใต้มาให้พิจารณาค่ะ เผื่อมีทางใดที่ท่านจะช่วยเหลือ รบ.ได้บ้าง
โดยคุณ alippreeya  124.122.43.XXX 

ความคิดเห็นที่ 7   
1. ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในการที่สำนักเครือข่ายสมองสีขี้จะสะตอเบอแหลเป็นจิต วิญญาณ ทำอะไรก็ได้ให้อีแอบเห็นและตบมือดีใจที่ได้สนองตัณหามัน มีอะไรที่พวกสำนักสมองสีขี้เล่าความจริงบ้าง ล้วนแต่เป็นเรื่องปั้นแต่งมาเพื่อเอาใจอีแอบทั้งสิ้น สุดท้ายก็พาเอาองค์กรเพื่อนร่วมสายงานบรรลัยวายวอด แต่ก็ไม่เห็นมีใครหน้าไหน "กล้า" ออกมาต่อว่าหรือตัดเนื้อร้ายออก ก็เห็นแต่จะมีท่านวาทฯ ของกระผมเท่านั้นแหละที่ "กล้า" ไม่ใต้ชายกระโปรงอีแอบ เพื่อบอกเล่าความจริงแบบหวั่นเทวดานางฟ้ากำมะลอที่ไหน ....... ขายจรรยาบรรณ คืองานสำคัญในการเอาใจอีแอบ
 2. บรรดารางวัลบ้าบอคอแตกในประเทศด้อยพัฒนาบางประเทศ ก็แค่ตั้งขึ้นเพื่อใช้ในการตลาดทั้งนั้น ยิ่งเยอะยิ่งไร้ค่า ยิ่งเยอะยิ่งเลอะเทอะ ยิ่งมีเอาไว้ให้สิ่งมีชีวิตเน่าๆ บางตัวขึ้นเวทีไปแอบด่าใครต่อใครแบบหน้าบาน ยิ่งทุเรศสุดๆ ตั้งกันไปเถอะ รางวัลบ้าบอแบบนี้ ไม่มีใครเขาสนใจหรอก
3. สะใจที่เห็น teen ใหญ่ๆ ถีบไอ้หน้าโหนกตาหยี กับอีออหรี่หลาวกรวดออกไปจนเดินโชกเลือดกลับไปนั่งเน่าเห่าในซ่องเดิมของตัว เอง ไม่รู้ว่าพวกที่จ่ายเงินจ้างพวกบัดซบพวกนี้ไปเห่าในบ้านตัวเอง ใช้อะไรในสมองปลายเล็บตีนข้างซ้ายคิด ดีเหมือนกันเขี่ยๆ พวกจัญไรพวกนี้ไปอยู่ในที่ในทางของพวกมัน จะได้ไม่ไปหลงเดินเห่าในที่สาธารณะจนโดนเขาเตะปากให้เป็นข่าว
4. เห็นภาพที่ท่านวาทฯ เอามาลงซ้ำอีกครั้ง ก็เลยจำได้ว่าเคยมีสื่อชั่วสำนักหนึ่งจัญไรถึงขนาดปลอมแปลงภาพเพื่อใช้หากิน (และเสริมภาพความรุนแรงของการก่อการร้าย ซึ่งน่าจะเข้าข่ายบ่อนทำลายชาติ) ดูแล้วเวทนาในความคิดอัปรีย์ของมันจริงๆ (ก็ไม่ได้เห็นว่ามีเพื่อนร่วมอาชีพกับมันเป็นเดือดเป็นร้อนอะไร เห็นวางเฉยกันเป็นแถว นอกจากท่านวาทฯ แล้วก็ไม่เห็นจะมีใคร "กล้า" ต่อว่ามัน ช่างมากบารมี (ชั่ว) จริงๆ)
5. อย่ายุให้มันเป็นสถาบันการศึกษา เพื่อสอนวิชาจัญไรเลยครับท่าน ทุกวันนี้ก็มีสำนักการศึกษาชั่วๆ คอยสั่งสอนพวกสมองสีขี้กันออกเกร่อ อย่าเพิ่มอีกเลยถือว่าเป็นเรื่องบาปของแผ่นดิน
โดยคุณ ????  110.164.195.XXX

ความคิดเห็นที่ 8    กลัว พวกโฆษณาเกินความจริง ว่าจบมาแล้วมีงานให้ทำทันที เกรงว่าจบมาแล้ว จะจูงมือบัณฑิตนิเทศฯ ไปเป็นพนักงานขายร้านสะดวกซื้อ seven น่ะ เพราะพนักงานขายของเขา จบปริญญาแล้วมาขายของ ระหว่างรองานกันคนละหลายๆปี 
โดยคุณ 7-11  125.25.148.XXX 

         (คอลัมน์ประจำสัปดาห์ ตอน “นายมาร์ค หัวปลอก” กับเรื่องปลอมๆ ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 4 สิงหาคม 2555)

อย่าให้เปลี่ยนชื่อ เป็น “มหาวิทยาลัย...เนชั่ว!!!”

ที่มา vattavan



วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
        อลัมน์ที่ท่านเห็นอยู่นี้ ผมตั้งใจจะออนไลน์ ตั้งแต่เสาร์ที่ 9 มิถุนายน 2555 แต่สถานการณ์บ้านเมืองผันแปร ต้องเปลี่ยนเป็นคอลัมน์ ตุลาการแห่ง...ศาลรัดทำมะนวยหัวคูณ!!! (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=369) แทน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในตอนนั้น ซึ่งได้ผ่านสายตาท่านผู้อ่านไปแล้ว
        มาถึงสัปดาห์นี้ จะรอคำวินิจฉัยกลาง จากตุลากวยของศาลรัดทำมะนวย คงจะไม่ทันการ เพราะต้องส่งต้นฉบับล่วงหน้า อีกทั้งผมมีภารกิจที่จะต้องเดินทาง เลยต้องย้อนกลับไปนำคอลัมน์
ที่เกี่ยวกับ “มหาวิทยาลัย เนชั่ว” ซึ่งเกริ่นกับท่านผู้อ่านไว้ก่อนแล้ว มาลงให้เห็นกันในวันนี้
        ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย ชื่อฟังดูแปลกๆ เอาไว้อย่างนี้ครับ

        ...คงต้องพูดเรื่องโทรทัศน์บ้านเราสักหน่อย แต่ไม่ใช่รายการ “ไทยแลนด์-ลามกทาเล้นท์” ของ “เสี่ยตา” ที่แกทำรายการได้ “อัปรีย์” เหลือรับจริงๆ จนมีคนพูดกันไปทั้งเมือง แต่กำลังจะพูดถึงไม่ใช่รายการในบ้านเรา แต่บังเอิญผมได้ดูรายการ The Dog Whisperer เห็นคุณ แลร์รี่ คิง (Larry King) เชิญคุณซีซาร์ มิลาน (Cesar Milan) ผู้เชี่ยวชาญการแก้ปัญหาสุนัขไปที่บ้าน เพื่อให้ช่วยเหลือหมาของคุณ แลร์รี่ คิง เอง
        ยอดนักแก้ปัญหาสัตว์สี่ขา อย่างคุณ ซีซาร์ มิลาน สามารถจัดการปัญหาหมาของคุณ แลร์รี คิง ผู้จัดรายการข่าวซึ่งเป็นตำนานของสถานีโทรทัศน์ CNN ได้อย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาให้เจ้าของสุนัขรายอื่นๆ
        เมื่อเห็น Newsman หรือ “คนข่าว” ที่ดังระดับโลกอย่าง แลร์รี่ คิง ซึ่งอำลาเวทีไปประมาณปีเศษอีกครั้ง ผมอดไม่ได้ที่นำเรื่องของบุคคลที่โลกรู้จักดี มาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังในวันนี้

content/picdata/378/data/photo0905.jpg
        แลร์รี่ คิง (Larry King) ที่เรารู้จักนั้น มีชื่อเต็มว่า ลอว์เรนซ์ ฮาร์วีย์ (Lawrence Harvey) เกิดหลังปีที่เริ่มการถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ของสหรัฐอเมริกาได้ เพียงปีเดียวเท่านั้น เพราะเขาเกิดในปี ค.ศ. 1933
        หลังครามโลกครั้งที่สองสงบลง เขาเริ่มอาชีพด้วยการเป็น “นักข่าว” หรือ reporter ท้องถิ่นเล็กๆในฟลอริดา ต่อมาได้เป็นผู้ดำเนินรายการสัมภาษณ์ทางวิทยุ และไต่เต้าขึ้นมาเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ ได้เข้าร่วมงานกับสถานีโทรทัศน์ CNN ตั้งแต่ปี 1985 และทำความประทับใจให้ผู้คน ด้วยความฉลาดหลักแหลม ในการตั้งคำถาม ทำให้ผู้คนติดตามรายการคุณ แลร์รี่ คิง เป็นเวลายาวกว่า 25 ปี และเพิ่งเกษียณตัวเองไปเมื่อปีเศษมานี้ เมื่ออายุตักเข้าไป 78 ปี กว่าเลยทีเดียว
        แลร์รี่ คิง ทำสถิติยากที่จะทำลายได้ ในการสัมภาษณ์นักการเมือง นักกีฬา คนบันเทิง ความถึงผู้ตกเป็นข่าว มากกว่า 40,000 ครั้ง
        ได้รับรางวัลใหญ่อย่าง Emmy 1 ครั้ง Peabody Award
2 ครั้ง และ Cable ACE Awards ถึง 10 ครั้ง!

        างวัลที่ แลร์รี่ คิง ได้รับนั้น อเมริกันชนยกว่าเป็นล้วนรางวัลน่านับถือ แต่หันมาดูรางวัลที่แจกในเมืองไทยของเรานั้น มักมีความน่าเกลียดน่าชัง หรือเบื้องหลังสกปรกโสโครก โผล่ตามติดมา หลังการแจกเสมอ โดยเฉพาะรางวัลที่เกี่ยวกับ “สื่อมวลชน” ซึ่งคนในวงการตัดสิน ยกยอปอปั้นกันเอง จะมีคนนอกก็เพียงกะหรอมกะแหรม แค่หมอยแซมแตดเท่านั้น
มีอยู่รางวัลหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นรายการใหญ่ แต่มาบัดนี้ ดูคุณค่าจะ “ฝ่อ” ลงไปมาก นั่นคือรางวัล “อิศรา อมันตกุล” ที่เคยมีผู้บอกว่า

        มีความหมายสำหรับสื่อมวลชนมาก เพราะคุณอิศราฯนั้น เป็นมุสลิมมะที่ศรัทธาในวิถีอิสลาม เป็นนักหนังสือพิมพ์ยุคต้น ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางทุรกันดาร และพบวิบากถึงขั้นติดคุกติดตะราง แต่เพราะความเป็นนักหนังสือพิมพ์ ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์เหนียวแน่น ไม่ยอมก้มหัวให้กับเผด็จการทหาร ยอมรับผลที่ติดตามมาอย่างกล้าหาญ
        ท่านจึงกลายหนังสือพิมพ์ ที่แม้ผู้คนนอกวงการสื่อ ก็ให้ความยกย่องนับถือ
        แต่....        รางวัลที่นำนาม อิศรา อมันตกุล ปูชนียบุคคลแห่งวงการหนังสือพิมพ์ ที่สังคมยกย่อง มาเป็นชื่อรางวัล ต้องมีสภาพตุปัดตุเป๋ หรือด้อยค่าลง เพราะ “แก๊งเนชั่ว” นี่แหละครับ ต้องย้อนความหลังกันนิด
        อ่านแล้ว ท่านลองตัดสินใจดูว่า จะเห็นด้วยกับผมหรือไม่ ที่ว่าไอ้แก๊งนี้มัน “ชั่ว” จริงๆหรือไม่?
        ผมจะลำดับให้ดูดังต่อไปนี้...

        ฤติกรรมของหนังสือพิมพ์กลุ่มเนชั่ว นั้น “วาทตะวัน” เคยเขียนเอาไว้ว่าในคอลัมน์ ซึ่งมีผู้สนใจ เข้าไปอ่านกันเป็นจำนวนมากถึง 37,518 คน/คลิก (สามหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยสิบแปด คน/คลิก) คือคอลัมน์...
        จารุวรรณ “เป็ด หัวยักษ์” โป๊ะเชะ!!!         (
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=145)        ผมแจงเอาไว้ อย่างนี้ครับ
        ...หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ได้เสนอข่าวเจาะ กรณีการคอรัปชั่นและสินบนข้ามชาติซีทีเอ็กซ์ ยุครัฐบาลทักษิณ เป็นที่ตื่นเต้นของผู้คน และจากการเสนอข่าวนี้เอง ได้ทำให้รัฐบาลขณะนั้น ต้องหมองมัวด้านความซื่อสัตย์ในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งยังเป็นเงื่อนไขสำคัญ ให้บรรดากลุ่มพันธมาร ร่วมกับพรรคฝ่ายตรงข้าม ใช้เรื่องนี้เป็นประเด็นโฆษณาโจมตีรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง และสร้างเงื่อนไข ในการทำรัฐประหารอีกด้วย 
        ยิ่งไปกว่านั้น ในการตัดสินรางวัล รางวัลข่าวยอดเยี่ยมปี
พ.ศ. 2548 ผลการตัดสินปรากฏว่ารางวัลยอดเยี่ยมได้แก่ การนำเสนอข่าว “ผ่าขบวนการคอรัปชั่น...สินบนข้ามชาติซีทีเอ็กซ์" โดยกองบรรณาธิการ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ได้รับรางวัลเงินสด 50,000 บาท จากมูลนิธิอิศรา อมันตกุล พร้อมโล่รางวัลประกาศเกียรติคุณ

        ไม่น่าเชื่อว่า แค่เวลาผ่านไปเพียงสามปีกว่าเท่านั้น กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือพิมพ์เครือเดอะเนชั่นกรุ๊ป ได้ตีพิมพ์คำขอโทษอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 51 ในกรณีที่ได้แสดงความเท็จ กล่าวหาว่ามีการทุจริตคอรัปชั่นการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด CTX เพื่อใช้ติดตั้งในสนามบินสุวรรณภูมิ การตีพิมพ์ข่าวเท็จดังกล่าว นอกจากจะทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท แพทริออท บิซิเนส คอนซัลแตนส์ จำกัด และนายวรพจน์ ยศะทัตต์ หรือ “เสียเช”...ผู้คนตกตะลึง!         ข้อความที่ทางกลุ่นเนชั่นขออภัยเสี่ยเช ให้เหตุผลที่ฟังแล้วไม่เข้าท่าเลยคือ กรุงเทพธุรกิจยอมรับว่า เสนอข่าวผิดพลาด และขอโทษผู้เสียหาย ที่ลงข้อความว่าเขาเป็นนายหน้า ค้ากำไรเกินควร...แถมยังติดตลก อีกว่า         ฝ่ายกรุงเทพธุรกิจนั้น แปลสัญญาภาษาอังกฤษ และข้อความกระทรวงยุติธรรมสหรัฐผิดพลาด (ขนาดหัวเหม่งมีหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ The Nation อยู่ในเครือ...นะเนี่ย!)
        ที่ตลกระดับโคตรคือ ดันยอมรับหน้าตาเฉย ว่า  
        ไม่มีสินบนใดๆเกิดขึ้น ตามที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเคยนำเสนอ!
        การออกมายอมรับ แบบไร้ศักดิ์ศรีของกรุงเทพธุรกิจ (กลุ่มของนายหัวเหม่ง) นั้น ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า ไทยแลนด์แดนสยามของเรานั้น ทำท่าจะกลายเป็น “ตอแหลแลนด์” อย่างที่เขาว่ากันเอาไว้จริงๆ แต่...
        อย่าหวังไปหาความรับผิดชอบ จากคนกลุ่มนี้! 

        นอกจากนั้น “แก๊งเนชั่ว” ยังมีพฤติกรรมที่รับไม่ได้ ทำให้ผู้นำของกองทัพเดือดดาลมาก คือความพยายามในการยุแยงให้กองทัพ ผิดใจกับนายกฯปู ผมได้พูดถึงไปแล้ว ในบทความชื่อ
        ชนะทั้งไอ้พวกจังไร ชนะทั้งภัยน้ำท่วม!!!          (
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=333)        ผมเขียนเอาไว้ เป็นหลักเป็นฐาน อย่างนี้ครับ...
        ...เมื่อต้นเดือน พ.ย.2554 สื่อเครือเนชั่นของ นายสุทธิชัย หยุ่น ได้แพร่ข่าวโดยอ้าง ‘แหล่งข่าวระดับสูงจากกองทัพ’ เปิดเผยว่า
        ในระหว่างการประชุมนายทหารระดับสูงของกองทัพ ได้มีการหารือและถกเถียงถึงกันถึงภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรี คนที่ 28 ของไทย โดยเห็นตรงกันว่า นายกฯ ขาดความเด็ดขาดและกล้าตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาอุทกภัย จนส่งผลให้มวลน้ำมหาศาลถาโถมเข้าสู่ กทม. และนำพาให้ประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างหนัก        ทั้งนี้ แหล่งข่าวระดับสูงจากกองทัพ ได้สรุปข้อผิดพลาดของนายกฯ  ในการบริหารจัดการน้ำท่วม มีทั้งหมด 12 ข้อ

        พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกมาปฏิเสธ การปั้นเรื่องเท็จของ ‘แก๊งเนชั่น’ อย่างทันทีทันควัน จึงเป็นเรื่องถูกต้องและสมควรกระทำ ดังที่ ‘ข่าวสด’ วันอังคารที่ 8 พ.ย.2554 พาดหัวตัวเป้งว่า
        ฉะข้อมูลบิดเบือน
        ทัพบกโต้
        ข่าวให้ ‘ปู’ สอบตก

        ใช่แต่แค่นั้นนะครับ อีกสองวันต่อมา ทางกองทัพบกยังทำเป็นหนังสือ ปฏิเสธเรื่อง ‘แหล่งข่าวระดับสูงจากกองทัพ’ อย่างหนักแน่น ไปยังกองบรรณาธิการสื่อดังกล่าว
        การที่สื่อกลุ่มเนชั่น ประพฤตินอกลู่นอกทางอย่างนี้เป็นประจำ คนไทยที่รักชาติรักบ้านเมือง ‘รับไม่ได้’ จึงไม่น่าแปลกใจอะไรเลย ที่สังคมออนไลน์รวมทั้งสื่ออื่นๆ จะเรียกขานสื่อแก๊งนี้ว่า

        ‘เนชั่ว’
        จากนี้ต่อไปไป คำว่า ‘เนชั่ว’ จะเป็น ‘แบรนด์บาป’ ติดตัวแก๊งสื่อเวรตะไลนี้ ไปจนตาย!
        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพ
        ท่านคงสังกตเห็นว่า เมื่อเร็วๆนี้ผมได้ออกมาจวก อ.ส.ม.ท. ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แบบไม่ไว้หน้า ถึงขั้นเรียกว่าองค์กรนี้เป็น
        “เนชั่ว สาขา 2”        ทั้งนี้ เพราะผมขัดอกขัดใจหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ คนใน อ.ส.ม.ท. ใช้องค์กรเป็นที่พิงหลัง แล้วขนขบวนฝ่ายตรงข้าม ที่เป็นศัตรูกับคุณทักษิณ ให้มาขึ้นเวทีวิทยุและโทรทัศน์ แล้วปล่อยให้ยืนเกาะเชือกเวที อ.ส.ม.ท.
        ยกตีนถีบหน้ารัฐบาล นายกฯปู กันอย่างสนุกสนาน!        รัฐบาลปัจจุบันนี้ คงจำต้องกล้ำกลืนความไม่พอใจเอาไว้ และอาจเป็นเพราะนายฯปู เป็นผู้หญิง ไม่นิยมความรุนแรง หรือใช้ระบบโต้ตอบแบบ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
        ไอ้พวกเวร มันเลยได้ใจ!

        หาก ผมเป็นรัฐบาล ทะลึ่งมาทำกันแบบนี้ คงต้องโต้ตอบกันให้หนัก ไม่ปล่อยให้ลักทุบลักถอง ทำกันข้างเดียว อย่างที่ทำกันแบบนี้ เช่น ผมจะแสดงออกอย่างเปิดเผยว่า
        ไม่สนับสนุน อ.ส.ม.ท.อีกต่อไป เพราะเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล แล้วถอนโฆษณาของรัฐ ทิ้งเสียทั้งหมด!         เชื่อว่าคนในองค์กรแห่งนี้ จะส่งเสียงกระโต๊กกระต๊ากออกมา หาว่ารัฐบาลรังแกสื่ออย่างโน้นอย่างนี้ ทั้งๆที่ตัวเองรังแกรัฐบาลซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ด้วย

        ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความชอบธรรม (ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ และอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ด้วย) ที่จะกำหนดท่าทีของการบริหาร ตามหลักนิยมของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ คือ สร้างกำไรสูงสุด ด้วยความสามารถของผู้คนในองค์กรเอง ไม่ใช่ อ.ส.ม.ท.เอ้อระเหย งอมืองอตีน รออานิสงส์ คอยการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นหลักเท่านั้น
        ผมสังเกตเห็นว่า แม้รัฐบาลนายกฯปู ได้ส่งสัญญาณความประนีประนอมอย่างที่สุดแล้ว แต่คนในองค์กรของ อ.ส.ม.ท. กลับไม่สำนึก
        ที่องค์กรแห่งนี้ ทำเสียหายมาก คือ

        การว่าจ้างเอาคนจากสื่อโทรทัศน์สถานีอื่น มาทำหน้าที่ในช่องโทรทัศน์ของตัวเอง ทั้งๆที่องค์กรของตน โดยเฉพาะโทรทัศน์นั้น เก่าแก่กว่าแห่งอื่น มีบุคลากรที่มีพื้นฐานความรู้ ที่จะดำเนินการได้เอง เพียงแต่ฝึกฝนให้มีความรู้ความสามารถขึ้นมานิดเดียวเท่านั้น องค์กรแห่งนี้ก็จะไปโลด และคนของ อ.ส.ม.ท.เอง จะได้ทำหน้าที่ของสื่อ โดยไม่ต้องมีคนจากสถานีโทรทัศน์ช่องอื่น มาปิดกั้นความก้าวหน้าของพวกตน ฉวยเอาเวลาไพร์มไทม์ ไปบริโภคกันเองกัน โดยให้คนขององค์กรเอง ได้จ้องดูตาปริบๆ เท่านั้น
        ไม่รู้จริงๆว่า... 
        ผู้บริหาร อ.ส.ม.ท. เอาหัวอะไรคิด!

        “วาทตะวัน”  วิจารณ์ไปยังไม่ทันจะถึงเดือนเท่านั้น ทาง
อ.ส.ม.ท.ก็รายการของ “นายกนก-นางจอมขวัญ” ถูกลูกแปดีดออกจากผังรายการไปเรียบร้อยแล้ว
        บางคนหาว่า เป็นเพราะผมแท้ๆทีเดียวเทียว ทำให้ อ.ส.ม.ท. ตัดสินใจ
        ถีบรายการของกลุ่ม “เนชั่ว” ออกจากผัง!

        ผมได้แต่บอกเขาไปว่า ไม่ได้มีความสำคัญถึงขนาดนั้น ทั้งไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีประโยชน์ได้เสียกับพรรคการเมืองไหน เพราะตั้งแต่เกิดมาจนเป็น “ปู่” คนแล้ว ยังไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดเลย ทั้งเรื่องนี้
        ไม่มีอยู่ใน ‘ความคิด’ เสียด้วยซ้ำ!         การที่ อ.ส.ม.ท. ปรับผังใหม่ ไม่มีทั้ง นายกนกและนางจอมขวัญ เพราะทั้งคู่เอง ได้รับการต่อต้าน จากประชาชนซึ่งเป็นผู้ชมจำนวนไม่น้อย อีกทั้งการหลุดผังออกไปของพวกเขา ไม่ได้ทำให้สปอนเซอร์ของทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 ของ อ.ส.ม.ท. ถอนการสนับสนุนแต่อย่างใด เพราะผู้สนับสนุนหรือสปอนเซอร์ของ อ.ส.ม.ท. ที่สำคัญ ก็คือหน่วยราชการ และรัฐวิสาหกิจที่มีรายได้สูง เช่น ป.ต.ท. เป็นต้น
        ที่ตกลงไป คือ หุ้นของค่าย “เนชั่ว” นั่นแหละ เพราะทันทีที่นายกนกและนางจอมขวัญ ถูกถอดรายการออกจาก อ.ส.ม.ท. หุ้นของค่ายนี้
        หล่นปุไปถึง 8.8 % !! 

        ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็น ที่ผมจะต้องช่วยเหลือพรรคการเมืองไหน แต่การที่ตัวเองอยู่ในวงการข่าวกรองของชาติมานาน จึงพอมีความรู้เรื่อง “การเมือง” และเรื่องของ “สื่อ” อยู่บ้าง และนำมาแบ่งปันให้กับท่านผู้อ่าน ในฐานะที่มีประสบการณ์  
        สำหรับเรื่องการเมืองนั้น โดยงานที่เคยผ่านมานั้น ทำให้ผมรู้จักสันดานและเล่ห์กระเท่ของนักการเมือง ค่อนข้างดี และที่เขียนหนังสืออยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะเห็นว่า
        เป็นหน้าที่ตัวเอง ในฐานะที่ยังรับเงินหลวงอยู่ทุกเดือน ด้วยเหตุนี้เอง แม้จะมีอายุแล้ว อยู่ในวัยที่พอเป็น “คลังสมอง” ของชาติได้ ดังที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ เคยมีพระราชดำรัสเรื่องนี้ไว้
        จึงเห็นว่า ตัวเองควรทำประโยชน์ ให้กับบ้านเมืองด้วยการแบ่งปันความรู้ และข้อมูลที่ทรงคุณค่า ตลอดจนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับนักการเมือง และพรรคการเมือง ให้กับท่านผู้อ่านซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นหลัง  
        เพื่อสนองคุณแผ่นดิน เต็มกำลังแห่งตน!

        อีกประการหนึ่งนั้น จะพูดว่าผมเป็น “สื่อ” ก็คงพอได้ ไม่ผิดจากความจริง เพราะตลอดระยะเวลากว่าสิบปีมานี้ ผมมีบทความใหม่ๆ ออกมาให้ผู้อ่านได้เห็นอย่างต่อเนื่อง เป็นประจำทุกสัปดาห์ มิเคยหลุดออกจากแผงเว็บไซด์เลย แม้แต่สัปดาห์เดียว  
        นอกจากนั้น ยังมีหนังสือรวมข้อเขียนตัวเอง ออกมาอีกหลายเล่ม ซึ่งท่านผู้อ่านได้กรุณา ให้การตอบรับเป็นอย่างดี
        สำหรับการเขียนทางเว็บไซด์ www.manager.co.th นั้น คอลัมน์ของผมได้รับความนิยมไม่น้อย เพราะมีผู้คนเข้าอ่าน ถึง 1 ล้านคน/คลิก เป็นรายแรกๆ ของประเทศไทย
        เมื่อมาเปิด
www.vattavan.com ยังมีแฟนเก่าตามมาอ่านกัน ไม่ได้ห่างเหินไปไหน ยังติดตามเหนียวแน่น...
        ปัจจุบัน ยอดพุ่งถึง 2 ล้านคน/คลิก เข้าไปแล้ว!        ดังนั้น ผมจึงมั่นใจว่า มีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์สื่อแก๊งนี้ ที่ทำหน้าที่ระยำไว้อย่างเหลือรับ ได้อย่างเต็มที่
        ไม่ต้องไว้หน้ากัน!!

        ก่อนจบบทความวันนี้ ผมเห็นข่าวกลุ่ม “เนชั่ว” กำลังเปิด มหาวิทยาลัย สอนวิชา “นิเทศศาสตร์” มีการรับประกันว่า คนที่เข้าไปเรียน จบออกมาแล้ว        มีงาน...ให้ทำทันที!        ในส่วนตัวของผม เห็นว่า
        หากสอนกันให้ดีๆ ทำให้เด็กมีคุณภาพ ออกมามีงานทำจริงอย่างที่โฆษณากันเอาไว้ ผมจะอนุโมทนาด้วย
        แต่...

        หากสอนตอแหล ตอหลด ตดใต้น้ำ เหมือนอย่างการทำข่าว CTX หรือเต้าข่าวขึ้นมา เพื่อยุแยงตะแคงรั่ว โดยหวังจะเอื้อประโยชน์กับพวกพ้องของตัว หรือกลุ่มที่ตัวเองสนับสนุนอยู่
        นายหัวล้าน สุทธิชัย หยุ่น จงฟังไว้นะว่า...
        ยี่ห้อ “วาทตะวัน” นี่แหละ ที่จะไม่รีรอ เปลี่ยนชื่อสถานศึกษา ที่กำลังจะเปิดใหม่ ว่าเป็น... 
        “มหาวิทยาลัย...เนชั่ว!!!”
...............
ท้ายบท อีกเรื่องที่ผู้คนยังไม่ลืม คือการตกแต่งฟิล์ม ของ “แก๊งเนชั่ว” ที่เคยอื้อฉาว และเป็นการตอหลดตอแหลที่น่าขยะแขยงครั้งใหญ่ ของสื่อสารมวลชนไทย ซึ่งแก๊งนี้จำต้องออกมายอมรับต่อสาธารณะชน
content/picdata/378/data/photo0906.jpg
        ในโอกาสที่สื่อแก๊งนี้ จะไปเปิดมหาวิทยาลัย ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับเยาวชนคนรุ่นหลัง ก็ขอเตือนอีกครั้งว่า         อย่าเผลอเอาเรื่องอัปรีย์ของพวกตัว ไปสอนเด็กเข้าล่ะ!
        *** อนึ่ง บทความสัปดาห์ก่อน พวกมึงอยากเป็น ‘ทาส’ เชิญเลย!!! (http://vattavan.com/detail.php?cont_id=376)
มีผู้โพสต์แสดงความเห็น ดังต่อไปนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 1   
ทาสที่เขาปล่อยแล้ว ยังไม่ไปอีกด้วย
โดยคุณ ไทยใช่ทาส  101.108.228.XXX 

ความคิดเห็นที่ 2   
ทาส ที่ไม่ยอมเป็นไท แม้นได้รับอิสระแล้ว..มีเหตุผลอยู่เพียงประการเดียวคือ ไม่สามารถยืนอยู่บนขาของตนเองได้ ยังคิดเองไม่เป็น...หรือจะแปลเป็นภาษาง่ายๆก็คือพวกสมองหมาปัญญาควาย ครับ
โดยคุณ วาดฝัน ตะวันเป็นไท  125.24.1.XXX 

ความคิดเห็นที่ 3   
รัด ทำมะนวยฉบับหน้าแหลมฟันดำวางกับดักไว้หลายชั้นอย่างเหลือเชื่อ เมื่อสถานการณ์พัฒนาไปเรื่อย ๆ จะเห็นค่ายกลซ่อนอยู่เป็นระยะ ๆ ยิ่งมีคำวินิจฉัยที่กำกวมจากศาล ยิ่งหาทางออกยากขึ้น จะขยับไปทางใหนก็ให้ติดขัดไปหมด เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ก็จะทำให้มีเรื่องกวนใจสาธุชนไปอีกนานกว่าจะพบทาง สว่าง หรือหาทางออกได้ อาจต้องรอจนยมพบาลช่วยจัดการให้ ภาวนาว่าอย่าให้ถึงต้องละเลงเลือดกันอีกครั้งเลย นี่นายหน้าแหลมก็ออกมากู่ก้องร้องตะโกนท้าทายเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า ใครอยากจะแก้ทั้งฉบับก็ลองดู เป็นการจุดไฟใส่เชื้อให้เกิดความเคียดแค้นชิงชังอย่างจงใจ (เพราะคิดว่าพวกตนถือไพ่เหนือกว่า) ไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าถ้าเหตุการณ์พัฒนาการไปในทางเลวร้าย อะไรจะเกิดขึ้น ???
โดยคุณ ข้องใจ  124.120.36.XXX 

ความคิดเห็นที่ 4    พวก 5 กลุ่ม/ตัว ที่ยื่นให้ ตลก.พิจารณาคัดค้านกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 แท้จริงพวกเขา/มัน มีจุดประสงค์เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องทั้งนั้น เพราะหากแก้ไข รธน.ได้ พวกมันคงหายสาปสูญจากสังคมไทยแน่
โดยคุณ คนร้อยเอ็ด  223.204.61.XXX 

ความคิดเห็นที่ 5   
ไม่ น่าจะใช้ชื่อว่า "ศาลรัฐธรรมนูญ" น่าจะใช้ชื่ออื่น ที่ไม่ใช่ "ศาล" เพราะหากใช้คำว่า "ศาล" ต้องทำให้คนเขาเคารพนับถือ ไม่ใช่ทำเรื่องเหลวไหล หรือไม่ถูกต้อง เช่น
การลงมามีปากเสียง โต้ตอบกับคู่ความ แทนอีกฝ่ายหนึ่ง ความเสียหายที่ศาลรัฐธรรมนูญก่อขึ้นครั้งนี้ กระเทือนถึง "ศาลยุติธรรม" ด้วย เพราะใช้คำว่า "ศาล" เหมือนกัน แต่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน หากผู้พิพากษาศาลยุติธรรม ประพฤติตนไม่สมควร หรือทำผิด ก็มีการลงโทษกันรุนแรง แต่ศาลรัฐธรรมนูญนี้ กลับทำได้แบบไม่อายใคร ดังนั้นการที่ถูกเรียกว่า "ศาลรัดทำมะนวย หัวคูณ" คงไม่ผิดจากความจริงนัก
โดยคุณ ตถตา  58.11.20.XXX 

ความคิดเห็นที่ 6   
คน ไทยเห็นว่า เรื่องศาลรัดทำมะนวยนี้ ตลก. แม้แต่ฝรั่งก็ใช้คำเดียวกัน แต่ออกแนว "เย้ยหยัน" มากกว่า บ้านเมืองของเรา เลยกลายเป็น "ตลก" แม้แต่เป็นทาสแล้ว ยังดันทำตลกอีก
โดยคุณ ตลกทั้งชาติ

ความคิดเห็นที่ 7   
ใคร มีอำนาจปลดผบ.ทบ.ครับ ดูข่าวที่ผบ.ทบ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องนายอภิซวยหนีทหารไม่มีมูลเรื่องจบไปแล้วคุณวาท ตะวันคงได้เห็นแล้ว ไม่ทราบมีความเห็นอย่างไรครับ.
โดยคุณ
w.vanderkley@gmail.com  223.204.113.XXX 
        (คอลัมน์ประจำสัปดาห์ อย่าให้เปลี่ยนชื่อ เป็น “มหาวิทยาลัย...เนชั่ว!!!”  ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 28 กรกฎาคม 2555)

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: มาตรา 112 กับการล่าแม่มดครั้งใหม่

ที่มา ประชาไท

 

ในสมัยกลางของยุโรป เมื่อคริสตศาสนายังคงเป็นความคิดอันครอบงำ ชนชั้นปกครองและพระชั้นสูงในสมัยนั้น รักษาอำนาจโดยการอ้างอิงตนเองว่า เป็นผู้ศรัทธาต่อพระเจ้าอันแท้จริง และกล่าวหาคนที่คิดต่างว่า เป็นพวกแม่มด ต้องถูกลงโทษโดยการเผาทั้งเป็น ผลจากกรณีนี้ทำให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ถูกสอบสวนและถูกลงโทษ เมื่อเวลาผ่านไป มาตราการล่าแม่มดเช่นนี้ ถือว่าเป็นมาตราการป่าเถื่อนจึงถูกยกเลิก เสรีภาพในด้านความคิดความเชื่อจึงเป็นที่ยอมรับ และชาวยุโรปก็จะเลิกบังคับให้คนคิดและศรัทธาในแบบเดียวกัน
แต่ในกรณีของประเทศไทย การล่าแม่มดยังคงดำเนินการอยู่ กรณีล่าสุด เริ่มต้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยกรณีที่ศาลเองไปทำการละเมิด อำนาจนิติบัญญัติ ด้วยการใช้คำสั่งให้รัฐสภายุติการพิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ที่จะต้องมีการลงมติในวาระที่สาม ในวันนั้น กลุ่มประชาชนฝ่ายขวาหลายกลุ่มที่ให้การสนับสนุนศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกตนเองว่า กองทัพปลดแอกประชาชน ได้ไปชุมนุมกันที่บริเวณด้านหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยอ้างเหตุผลว่าจะปกป้องศาล ซึ่งในที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เสนอข้อวินิจฉัยอันไร้สาระออกมาชุดหนึ่ง แต่ปัญหาของเหตุการณ์ไม่ได้อยู่ที่คำวินิจฉัย หากแต่อยู่เหตุการณ์หน้าศาล ดังที่เอเอสทีวีรายงานว่า
“ในระหว่างที่กลุ่มกองทัพปลดแอกประชาชน จะให้สื่อมวลชนบันทึกภาพในพิธีอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวฯ มาร่วมในการบันทึกภาพ ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อมีหญิงสูงอายุคนหนึ่ง ทราบชื่อภายหลัง นางฐิตินันท์ แก้วจันทรานนท์ อายุ 63 ปี ได้เดินฝ่าฝูงชนเข้ามาตรงไปยังผู้ที่อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ ก่อนที่จะกระทำการอันมิบังควรกับพระบรมฉายาลักษณ์ซึ่งผู้ถือได้ชูอยู่เหนือ ศีรษะ สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมที่เห็นเหตุการณ์เป็นอย่างมาก”
เหตุการณ์นี้เองได้กลายเป็นที่มาของการล่าแม่มดครั้งใหม่ เพราะกลุ่มพลังฝ่ายขวาทั้งหลายได้ถือโอกาสนำมาเป็นเรื่องสร้างกระแสติดตาม และสำแดงพลังคุกคาม โดยส่วนหนึ่งก็ได้นำเรื่องนี้มาโจมตีกล่าวหาฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ และโจมตีไปถึง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวหาว่า ไม่สนใจติดตามตัวคุณฐิตินันท์มาดำเนินคดี แม้ว่าจะมีรายงานข่าวว่า คุณฐิตินันท์เป็นบุคคลไม่ปกติ มีอาการทางประสาท ทั้งเป็นผู้สูงอายุแล้ว แต่กลุ่มฝ่ายขวาก็ยังคงไม่ละเว้น ยังคงกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเล่นงานคุณฐิตินันท์ให้เป็นเหยื่อกรณี 112 อย่างปราศจากความเมตตา และยังโจมตีไปถึงสื่อกระแสหลัก เช่น ไทยรัฐ มติชน และ โทรทัศน์ช่องต่างๆ รวมไปถึงรายการของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ว่ามิได้อนาทรร้อนใจต่อพฤติกรรมมิบังควรของหญิงชรารายนี้
เหตุผลในการติดตามไล่ล่าคุณฐิตินันท์ครั้งนี้ กลุ่มฝ่ายขวาก็กระทำเช่นเดิม คือโจมตีคุณฐิตินันท์ว่าเป็นคนชั่ว หนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการ นำรูปมาขึ้นปกแล้วเปรียบเทียบว่าเป็น “เห็บหมา” พวกฝ่ายขวาพยายามอ้างตนเองเป็นผู้มีความจงรักภักดีอย่างสุดซึ้งยิ่งกว่าใคร และได้แสดงความเห็นในทางที่ไม่เชื่อว่า คุณฐิตินันท์จะเป็นผู้มีอาการป่วย แต่กล่าวหาไปว่า ทางการตำรวจใช้ข้ออ้างนี้ในทางที่จะไม่ดำเนินคดี เช่นในการชุมนุมเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม กลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายขวาได้นำหุ่นแทนตัว พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ นำใส่โลงศพจำลอง มายังบริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนทำการฌาปนกิจ ด้วยการฉีดสารเคมีแทนการเผาหุ่น เพื่อแสดงเชิงสัญลักษณ์ว่าไม่ต้องการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ไม่ดำเนิน คดีกับกลุ่มคนที่กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
 ในการติดตามไล่ล่าแม่มดครั้งนี้ ได้นำเอาประวัติของคุณฐิตินันท์มาเปิดเผยว่า เป็นชาวอำเภอพล ขอนแก่น และเปิดร้านอาหารที่เมืองไครสเชิร์ส ประเทศนิวซีแลนด์ อ้างกันว่ามีเฟสบุคในโลกไซเบอร์ และมีการกดไลค์เพจของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นเพื่อนกับอดิศร เพียงเกษ และขวัญชัย ไพรพนา มีรายการดนตรีโปรดปรานคือ วิสา คัญทัพด้วย และยังคลิกไลค์เพจ “รวมพลังสนับสนุนการทำงานของ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง” ทั้งที่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้เป็นพฤติกรรมอันผิดกฎหมายแต่อย่างใด
กรณีที่คุกคามอย่างมาก คือเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม กลุ่มฝ่ายขวาจำนวนหนึ่งได้ไปรวมกลุ่มกันถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อมีข่าวว่า คุณฐิตินันท์จะเดินทางกลับนิวซีแลนด์ ผู้ชุมนุมฝ่ายขวาอ้างว่า ต้องการไปยุติการเดินทาง เพราะทราบมาว่า คุณฐิตินันท์จะเดินทางด้วยเครื่องบินของการบินไทยในเวลา 18.40 น. และยังบางกระแสข่าวระบุว่า กัปตันของการบินไทยที่ทำหน้าที่ในไฟลต์บินดังกล่าวได้ประกาศว่า เขาและลูกเรือจะไม่ทำการบิน หากนางฐิตินันท์มีรายชื่อเป็นผู้โดยสาร เพราะถือว่าเป็นบุคคลวิกลจริต ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมสถานการณ์อยู่ ได้บอกต่อประชาชนที่มาประท้วงว่า นางฐิตินันท์ ไม่ได้มาเช็กอิน แต่อยู่โรงพยาบาล ซึ่งเมื่อแน่ใจว่า นางฐิตินันท์ไม่ได้เดินทางกลับนิวซีแลนด์ ประชาชนที่ไปรวมตัวดักรอนางฐิตินันท์ จึงสลายตัวในเวลาต่อมา
ปรากฏว่า พ.ต.อ.พงษ์ สังข์มุรินทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง ยืนยันว่า ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต่อคุณฐิตินันท์แล้ว พร้อมควบคุมตัวส่งโรงพยาบาลศรีธัญญา เนื่องจากมีประวัติการรักษาที่โรงพยาบาลดังกล่าว ต่อมาได้นำตัวส่งสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์และอายัดตัวไว้เพื่อตรวจสอบสภาพ จิต จึงไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ ประกอบกับพาสปอร์ตของคุณฐิตินันท์ยังอยู่กับพนักงานสอบสวน ส่วนตั๋วเครื่องบินเดินทางไปประเทศนิวซีแลนด์ นั้นเป็นการซื้อตั๋วแบบไป – กลับ ราคาประหยัด หากไม่ได้เดินทาง ก็จะเป็นการยกเลิกไปโดยปริยาย และมีการสอบปากคำพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ไปแล้ว 3 ปาก รวมถึงสอบปากคำสามี และบุตรชายของนางฐิตินันท์ ซึ่งระบุว่า ช่วงหลัง นางฐิตินันท์ไม่ค่อยรับประทานยา พร้อมนำตัวอย่างยามอบให้พนักงานสอบสวนด้วย
กรณีนี้จึงอธิบายได้ว่า คุณฐิตินันท์ก็ตกเป็นเหยื่ออีกกรณีหนึ่งของกรณีมาตรา 112 ที่เริ่มต้นจากฝ่ายพันธมิตรประชาชนโดย คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่อ้างเอาสีเหลืองของสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มของตน เพื่ออ้างอิงผูกขาดความภักดี และใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการ เมืองและใส่ร้ายบุคคลที่มีความคิดต่าง และต่อมาในสมัยรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็มีการขานรับการดำเนินการของฝ่ายเสื้อเหลือง โดยกวาดจับประชาชนจำนวนมากในข้อหาความผิดตามมาตรา 112
พร้อมกันนั้น สื่อมวลชนของฝ่ายเสื้อเหลืองและฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ใช้วิธีปลุกระดมประชาชนให้เกิดความเคียดแค้นชิงชังผู้ที่มีความคิดต่าง โดยดึงเอาสถาบันเบื้องสูงมาเป็นข้ออ้างตลอดเวลา ในระยะที่ผ่านมาจึงมีผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ต้องตกเป็นเหยื่อตามข้อกล่าวหาในมาตารานี้ ตัวอย่างเช่น กรณีของ คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข คุณสุรชัย ด่านวัฒนุสรณ์ และ คนอื่นอีกหลายคน และยังมีผู้บริสุทธิ์ที่ถูกขังจนถึงแก่กรรมในคุกมาแล้ว เช่น กรณีคุณอำพน ตั้งนพคุณ
ปัญหาคือ การเคลื่อนไหวปลุกเร้าประชาชนลักษณะนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดพุทธิปัญญาแต่อย่าง ใด และยิ่งไม่เป็นผลดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่กลับยิ่งทำให้เกิดความงมงายคับแคบ คิดและศรัทธาแบบเดียวตายตัว เห็นคนที่คิดต่างเป็นศัตรูที่ต้องกวาดล้างทำลาย ย้อนกลับไปในเมื่อปี พ.ศ.2519 กลุ่มฝ่ายขวาของสมัยนั้นก็ดำเนินการลักษณะเดียวกันในการปลุกปั่นให้เกิดความ เข้าใจผิดและความเกลียดชังต่อขบวนการนักศึกษา โดยกล่าวหาว่าเป็นพวกที่ไม่จงรักภักดี และผลจากการเคลื่อนไหวปลุกกระแสเช่นนั้น ก็นำมาสู่การฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิจำนวนมากในกรณี 6 ตุลาคม ซึ่งเป็นรอยมลทินครั้งใหญ่ประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน
คำถามก็คือ ถ้าคิดอย่างมีสติแล้ว สังคมไทยจะได้คุณประโยชน์อย่างใดหรือ ถ้าจะต้องจับเอาผู้สูงอายุ เช่น คุณฐิตินันท์มาเป็นจำเลย หรือต้องถูกจำคุกต่อแถวอีกคนหนึ่ง ในจำนวนนักโทษการเมืองผู้บริสุทธิ์ที่ถูกดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้

"เฟซบุ๊ก" คาดมีผู้ใช้ปลอมมากกว่า 83 ล้านชื่อ

ที่มา ประชาไท

 
จัดประเภทเป็นแอคเคาท์ที่สองของผู้ใช้ แอคเคาท์ของสัตว์เลี้ยง และสแปม ด้านบริษัทผู้ลงโฆษณา เริ่มไม่แน่ใจทำตลาดบนเฟซบุ๊ก คนมากดไลค์ใช่ตัวจริง?


 
สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า เฟซบุ๊ก เว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กอันดับหนึ่งของโลกคาดการณ์ว่า ขณะนี้มีผู้ใช้ปลอม 83.09 ล้านชื่อในเฟซบุ๊ก โดยจากข้อมูลของบริษัทที่เผยแพร่ใน สัปดาห์นี้ ระบุว่า 8.7% ของผู้ใช้ที่ยังมีความเคลื่อนไหว (แอคทีฟ) อยู่ 955 ล้านราย ไม่ใช่ตัวจริง โดยแบ่งเป็นโปรไฟล์สำเนาตัวจริง 4.8% ผู้ใช้ "ผิดประเภท" 2.4% และผู้ใช้ที่ "ไม่เป็นที่พึงปรารถนา" อีก 1.5%
เฟซบุ๊กอธิบายว่า โปรไฟล์สำเนาตัวจริง หมายถึงบัญชีที่ผู้ใช้มีไว้นอกเหนือจากบัญชีหลัก ส่วนผู้ใช้ผิดประเภท คือผู้ใช้ที่สร้างโปรไฟล์ส่วนตัวให้กับธุรกิจ องค์กร หรือสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น สัตว์เลี้ยง ขณะที่ผู้ใช้ที่ไม่เป็นที่พึงปรารถนา หมายถึงโปรไฟล์ซึ่งใช้เพื่อส่งข้อความสแปมหรือเนื้อหาอื่นๆ
บีบีซีระบุว่า เฟซบุ๊ก ซึ่งมีโมเดลธุรกิจขึ้นกับการโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย เริ่มถูกตรวจสอบถึงคุณค่าของโมเดลโฆษณาที่มาจากการนับการกด "ไลค์" จากผู้ใช้
โดยเอกสารระบุว่า เฟซบุ๊กนั้นมีรายได้หลักที่สำคัญจากการขายโฆษณา และว่า หากขาดผู้ลงโฆษณา หรือผู้ลงโฆษณากับเฟซบุ๊กน้อยลงอาจเป็นอันตรายต่อธุรกิจของเฟซบุ๊ก
เมื่อเดือนก่อน โรรี เซลลัน-โจนส์ ผู้สื่อข่าวสายเทคโนโลยีของบีบีซี ได้ตั้งบริษัทปลอมชื่อ VirtualBagel เพื่อสืบเรื่องการปลอมแปลง "ไลค์" และพบว่า การปลอม "ไลค์" จำนวนมากมาจากบริษัทปลอมในตะวันออกกลางและเอเชีย
สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท Limited Press กล่าวหาว่า จากการวิเคราะห์ด้วยซอฟต์แวร์ของบริษัท พบว่า จำนวนการกดไลค์ 80% ของโฆษณาในเฟซบุ๊กมาจากผู้ใช้ปลอม โดยโพสต์ในเพจเฟซบุ๊กของบริษัทว่า พวกเขาพบว่ามี บอท (โปรแกรมอัตโนมัติ) กำลังโหลดเพจของพวกเขา และกำลังถีบราคาโฆษณา ทั้งยังระบุว่า พวกเขาเหนื่อยแล้วกับการติดต่อกับเฟซบุ๊กในเรื่องนี้ เพราะเฟซบุ๊กไม่ตอบกลับเลย
อย่างไรก็ตาม เมื่อประเด็นนี้ทำให้บริษัทดังกล่าวกลายเป็นที่สนใจขึ้นมา บริษัทดังกล่าวก็มีการลบโพสต์ และระบุว่า เฟซบุ๊กกำลังตรวจสอบเรื่องดังกล่าว
ในส่วนบทวิเคราะห์ โรรี เซลลัน-โจนส์ ผู้สื่อข่าวสายเทคโนโลยีของบีบีซี แสดงความเห็นว่า เมื่อตอนที่เขาพบว่ามีโปรไฟล์ปลอมนั้น โฆษกของเฟซบุ๊กตอบกลับว่าไม่มีหลักฐานในเรื่องนี้ แต่ตอนนี้จากข้อมูลของเฟซบุ๊กเองก็ปรากฏแล้วว่ากว่า 80 ล้านผู้ใช้ที่เฟซบุ๊กมีอาจไม่มีผลอะไรเลยต่อผู้ลงโฆษณา และว่า ขณะนี้ผู้ลงโฆษณาจำนวนมากกำลังท้าให้เฟซบุ๊กพิสูจน์ว่า จำนวนคลิกที่โฆษณาของพวกเขาได้รับนั้นเป็นของจริง


ที่มา:
Facebook has more than 83 million 'fake' users
http://www.bbc.com/news/technology-19093078

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 03/08/55 กลัวจะโดนรื้อถอนซะเอง....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




จงทำดี เถิดหนา อย่าท้อถอย
"เรา" ยังคอย เคียงข้าง ไม่ห่างหนี
อิทธิพล คนทราม ตามราวี
พวกอัปรีย์ ต้องถอนราก จากผืนดิน....


ทั้งนายทุน นักการเมือง ผู้เลื่องชื่อ
มันยึดยื้อ ฟันฟาดลง คนตรงฉิน
แสร้งเฉไฉ บีบน้ำตา ไหลบ่าริน
หวังตีกิน และกลั่นแกล้ง แสดงละคร....


ฮุบผืนป่า อุทยาน มานานเนิ่น
แบ่งกันเพลิน รีสอร์ตผุด ไม่หยุดหย่อน
ผิดกฎหมาย ยังหนุนเกื้อ เอื้ออาทร
ไม่ทุกข์ร้อน เพราะอิทธิพล คนลงทุน....


มาช่วยกัน ปกปักรักษาป่า
แล้วเดินหน้า ร่วมด้วย เพื่อช่วยหนุน
มุ่งกำจัด พวกจัญไร ให้เป็นจุล
ที่หมกมุ่น แฝงเร้น เห็นแก่ตัว....


ทำดีแล้ว ได้ดี มีแน่ๆ
อย่ายอมแพ้ อิทธิพล คนชั่วๆ
ทำถูกต้อง ตามครรลอง ไม่ต้องกลัว
พวกมั่วๆ คิดสั่งย้าย ไม่อายรึ?....


๓ บลา / ๓ ส.ค.๕๕

โลกธรรมทั้งแปด

ที่มา Thai E-News




โลกธรรมทั้งแปดปกติ
ตรึกตรองตริพิจารณาล้วนน่าขำ
มีลาภ-เสื่อมลาภบาปบุญนำ
มียศ-เสื่อมยศซ้ำกรรมซัด

มีสุข-ทุกข์,สรรเสริญ-และนินทา
ปกติมรรคาสังสารสัตว์
มีเกิดแก่แพ้-ชนะสารพัด
มีพบ-พรากจากพลัด บัดเดี๋ยว..ตาย

ตถตา-เช่นนั้นเอง
พินิจเพ่งให้สงบพบความหมาย
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิดทั้งใจกาย
เว้นแต่เวรที่สร้างไว้ต้องใช้กรรม



ปีกซ้าย

สื่อสามหาวเอามัน แค่จองล้างจองผลาญ

ที่มา Thai E-News

 


"..สิบประเทศในอาเซียน มีประชากรประมาณครึ่งหนึ่งของโลกค่ะ.." (นาทีที่ ๐.๑๕)

โอว..ผมขอร้องเถอะครับ ถ้าจะปล่อยหล่อนไปข้างนอกไกลๆ ช่วยหาอะไรครอบปากเธอไว้ได้มั๊ยครับ? ผมไม่ไหวละ..pleaseeee
โดย ระยิบ เผ่ามโน
2 สิงหาคม 2555 

เป็นข้อความที่ขบวนการเสรีไทยเฟชบุ๊คแปะไว้ โดยนำมาจากหน้า Kanok Ratwongsakul Fan Page ของนายกนก รัตน์วงศ์สกุล บุคคลสาธารณะระดับ หัวหน้า ภายในเครือข่ายสื่อเนชั่น พาดพิงถึงคำปาฐกถาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการประชุมสัมมนาเศรษฐกิจโลกเกี่ยวกับเอเซียตะวันออก (World Economic Forum on East Asia) ในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ถึง ๑ มิถุนายน ที่ผ่านมา

ทั้งนี้เนื่องจากมีการขุดเอาเอาคลิปคำปาฐกถานายกฯ ๔๒ วินาฑี บนยูทู้ปมาบริภาษณ์กัน ตัดตอนเฉพาะช่วงที่ปรากฏถ้อยคำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า "..ten countries altogether contain half the number of the population of the world" ซึ่งเธอได้กล่าวว่าสามารถใช้เป็นความแข็งแกร่งถ้ากลุ่มประเทศอาเซียนประสาน (synchronize) เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้

อ่านโพสต์ของกนกแล้วไม่รู้สึกว่านี่เป็นการอ้างถึงการประชุมระดับนานาชาติ ในประเด็นสาธารณะของภูมิภาค และอยู่บนมาตรฐานของศักดิ์ศรีแห่งชาติแต่อย่างใด ไม่ต่างอะไรกับความสุกเอาเผากินปั้นเรื่อง ว.๕ และสวรรค์ชั้น ๗ ที่ร่วมด้วยช่วยกันยำหลายประสาน ทั้งประชาธิปัตย์ ผู้จัดการ และกนก สมกับที่นานาชาติมองไทยว่าหมกมุ่นแต่เรื่อง เซ็กส์ๆ

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องประหลาดอย่างใดสำหรับมาตรฐานการลงข้อความในหน้าเฟชบุ๊คของนายกนกเกี่ยวกับนายกฯ สตรีคนนี้ เพราะกนกมักจะจัดหนักเสมอ ดูตัวอย่างได้จากการนำคำพูด เอาอยู่ ของน.ส.ยิ่งลักษณ์เกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมมาล้อเลียนในทางลามก (กลัวไม่รู้ว่าต้องการให้ลามกจึงลงรูปประกอบสองฝ่าเท้าคว่ำประกบกับสองฝ่า เท้าหงายให้เห็นเสียด้วย)

มาครั้งนี้กนกใช้วลี หาอะไรครอบปากเธอไว้ จัดว่าเพิ่มความร้อนแรงเข้าไปอีกโสดหนึ่งด้วยการสบประมาทสติปัญญา แล้วยังเทียบเคียงกับสุนัข เนื่องจากคำว่า ครอบปาก ในภาษาไทยมีที่ใช้อยู่อย่างเดียวคือกับ ตะกร้อ ถึงจะทำตัวหัวหมอไม่กล้าเขียนตรงๆ ก็คงจะเบี่ยงเบนเจตนาไปไม่ได้ ผู้เขียนจึงช่วยอธิบายให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้เป็นบันทึกวิชามารของนายกนกสำหรับเวลาที่ชีวิตเขาหาไม่แล้ว

วิธีการของนายกนก เช่นเดียวกับการกระทำของคณะสายล่อฟ้าที่โดนฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทอยู่ขณะนี้ ซึ่งมักใช้ข้อความ และ/หรือคารมส่อเสียด ดูถูก เหยียดหยาม แถมด้วยคำหยาบ ให้ร้าย โป้ปด และบิดเบือน ชนิดที่บางคนอาจตลึงว่ากลุ่มการเมือง (รวมทั้งผู้ที่ให้การสนับสนุน) ที่อ้างตนว่าเป็นผู้ดีมีความรู้จะกระทำต่ำช้าขนาดนี้ได้

จะว่าไปการแสดงออกทางการเมืองอย่างไร้จรรยาเช่นนี้ใช่ว่าจะไม่มีให้เห็นในประเทศที่ก้าวหน้าทางวิถีประชาธิปไตยในโลกตะวันตก ในสหรัฐอเมริกาก็มีกลุ่มการเมืองขวาตกขอบที่ไม่ชอบประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า เพราะเป็นคนผิวดำ ได้นำรูปลักษณ์ และสายเลือดข้างบิดาของประธานาธิบดีไปสร้างเรื่องมดเท็จว่าโอบาม่าเป็นมุสลิมบ้าง นิยมลัทธิสังคมนิยมบ้าง คนทั่วไปที่ได้พบเห็น รับฟังข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จอย่างไร้สาระเช่นนี้ ส่วนใหญ่มักยักไหล่ว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ขันถ่อยๆ เท่านั้น คนที่สร้างเรื่องอาจไม่ถูกฟ้องร้อง หรือไม่มีการสืบสาวหาต้นตอมาลงโทษแต่อย่างใด ก็เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้รับการใส่ใจให้คุณค่าจากปวงชนโดยรวม

ที่สำคัญอย่างยิ่ง ข้อกล่าวหาห่ามห้าว บิดเบือน มดเท็จ หรือลามกทั้งหลายไม่มีโอกาสได้ปรากฏในสื่อสายหลักเลยแม้แต่น้อย ไม่มีแม้แต่การนำไปลงในสื่อสังคมส่วนตัวของผู้ที่มีฐานะเป็นบุคคลสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้ปฏิบัติราชการ หรือบรรดานักข่าว ผู้ปฏิบัติงานสื่อมวลชนใดๆ 

แต่ในประเทศไทยกลับมีครบถ้วนกระบวนสถุน เราจึงได้เห็นการลงข้อความอย่างไร้รสนิยม ขาดวุฒิภาวะ และปั้นน้ำเป็นตัวจากผู้เป็นโฆษกพรรคฝ่ายค้านทั้งชาย และหญิงอยู่เนืองๆ เป็นที่สะอารมณ์อย่างเหลือหลายของแฟนคลับที่สนับสนุน

วิธีการทำนองเดียวกันยังกระจายออกไปในแวดวงการเมืองระดับมวลชนอีกด้วย มีการตามเหน็บแนมกันในโซเชียลมีเดียแล้วเลยเถิดไปกระทั่งใส่ร้าย กล่าวหาอย่างเสียหายในเรื่องส่วนตัว นอกเหนือจากการใช้ถ้อยคำผรุสวาทด่าทอหยาบคาย ดังกรณีที่สตรีวัย ๓๖ ปีผู้ใช้นามแฝงว่า k u n o w หรือ กูนาว ไล่ล่านายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด บนทวิตเตอร์ กระทั่ง @nuling ท้าทายให้ไปพิสูจน์ความจริงกันที่โรงพัก เปิดช่องให้สื่อนักเป่าป่วนอย่างผู้จัดการออนไลน์นำไป “blown out of proportion” ในข่าว"บก.ลายจุดยัวะ ถูกหญิงแฉปล่อยพ่อเสียชีวิตอืดคาบ้าน" เป็นตัวอย่างหนึ่งของการล่าแม่มด

อีกตัวอย่างกรณีล่อเป้า ลงข้อความสามหาวท้าทาย ไม่เพียงให้ร้าย แต่มุ่งหมายให้โทษ (จำคุก) ด้วยการนำเอาช่องโหว่วิชามารในกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มาใช้ทำลายบุคคลที่แสดงความเห็นในที่สาธารณะเพื่อประกาศสิทธิ และความเท่าเทียมทางการเมืองของปัจเจกชน ดังกรณีที่นายนิธิวัติ วรรณศิริ นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยผู้ใช้นาม ป๋าจอมตั๊ป บนเฟชบุ๊ค ถูกนายวิพุธ สุขประเสริฐ ทำการ ล็อคเป้า แล้วยื่นหมายจับเสียเลยล่วงหน้า 

สมาชิกเสื้อเหลืองตัวเอ้ฉายา IPAD ผู้นี้เป็นนักไล่ล่าแจ้งจับผู้รณรงค์ประชาธิปไตยด้วยข้อหา ม. ๑๑๒ ไปแล้วหลายคน นับแต่ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักประวัติศาสตร์ มธ. จิรนุช เปรมชัยพร บก. ประชาไท สุรพจน์ ทวีศักดิ์ นักปรัชญาชายขอบ และประวิตร โรจนพฤกษ์ บรรณาธิการอาวุโสเนชั่น

ได้ เห็นกระบวนการปฏิเสธประชาธิปไตยที่แฝงมาในรูปของการจงเกลียดจงชัง จองล้างจองผลาญทุกสิ่งทุกอย่างที่ผูกพันกับทักษิณ (อดีตนายกรัฐมนตรี) เหล่านี้แล้วชวนให้อดตั้งข้อสงสัยกับวิชาชีพสื่อมวลชนในประเทศไทยไม่ได้ ว่าเขาสอนกันมาอย่างไร 

คนอย่างนายกนกที่ได้รับยกย่องเป็นศิษย์เก่าดีเด่นของคณะวารสารศาสตร์ มธ. คณะที่แตกหน่อมาจากสังคมศาสตร์ และสามารถส่งลูกหม้อเข้าไปเป็นศิษย์เก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัยหลายคน กลับเห็นแก่ฝักฝ่ายในทางการเมืองเสียจนละทิ้งจรรยาทางวิชาชีพ ก่อนที่จะลงข้อความสามหาวอย่างนั้นควรตรวจสอบรูปการณ์แห่งภาพรวมเสียก่อนว่าเป็นอย่างไร เรื่องการประชุมอันเป็นสากลก็น่าที่จะเงี่ยหูฟังถึงความเป็นไปรายรอบจากนานาชาติเสียก่อนที่จะปล่อยอาจมจากภายในออกมาให้คละคลุ้ง เพียงเพื่อที่จะสร้างกลิ่นทำลายบรรยากาศ

แท้ จริงแล้วสิ่งที่เป็นผลพวงจากการประชุมควรแก่การขานรับมากกว่าความผิดพลาดใน ถ้อยคำปาฐกถาของนายกรัฐมนตรีเล็กน้อยที่ว่าประชากรในกลุ่มประเทศอาเซียนมี จำนวนครึ่งหนึ่งของทั้งโลก หากแต่ผลกระทบที่ได้จากการประชุม และประโยชน์อันจะเกิดแก่ประเทศชาติ ปรากฏอย่างละเอียดชัดเจนอยู่ในรายงานของนิตยสารการตลาดบลูมเบิร์ก ฉบับประจำเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ 

จนทำให้ประเด็นอ้างข้อมูลผิดพลาดโดยนายกรัฐมนตรีหญิงของไทย เป็นเพียงเรื่องเล่าเอามันของหมู่คนที่ระดับสติปัญญาหมกมุ่นแต่เรื่องไร้สาระ

นายยูลิม ลี ผู้สื่อข่าวบลูมเบิร์กเขียนไว้ในรายงานเรื่อง Thai billionaires embracing Yingluck soft power for Asia exports โดยเล่าว่าขณะที่เขากำลังสัมภาษณ์นายฐาปนา สิริวัฒนภักดี อยู่นั้น พอเห็นนายกรัฐมนตรีเดินผ่านมาประธานกรรมการ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ วัย ๓๗ ปีรีบลุกขึ้นไปยกมือไหว้ ยิ้มทักทาย 

ทายาทคนสำคัญของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี อภิมหาเศรษฐีกิจการเบียร์ และสุรา บอกกับบลูมเบิร์กว่าเขาป็นผู้ที่ชื่นชมนายกฯ หญิงคนนี้อย่างไม่มีทางวอกแวกเลยทีเดียว เธอเป็นตัวแทนอำนาจนุ่มนวลของประเทศไทย และ เสน่ห์ของเธอในความอดทน อดกลั้น สุภาพ และยืดหยุ่น ช่วยให้เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศไทยฟื้นคืนกลับมาได้นับแต่เธอเข้ารับตำแหน่งในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔

บทความของนายยูลิมกล่าวถึงโครงการลงทุนสร้างโรงงานผลิตเบียร์ และสุราที่ใหญ่ที่สุดในพม่า อันเป็นส่วนหนึ่งในแนวโน้ม หรือเทร็นด์ใหม่ของนักธุรกิจระดับข้ามชาติในประเทศไทย ในการออกไปลงทุนโพ้นทะเลไม่ว่าจะเป็นนายธนินทร์ เจียวรานนท์ แห่งอาณาจักรกิจการยักษ์เจริญโภคภัณฑ์ หรือนายอโลเก โลเฮีย แห่งอินโดรามาเว็นเจอร์ ทั้งนี้เนื่องจากความสามารถเอาตัวรอดจากภาวะวิกฤติเครดิตโลกในปี ๒๕๕๑ และอุทกภัยครั้งมโหฬารเมื่อปีที่แล้วทำให้ธุรกิจไทยที่มีทุนสะสมมากมาย ประกอบกับทักษะในทางธุรกิจอุตสาหกรรม และความสนิทสนมคุ้นเคยกับนักธุรกิจนานาชาติในภูมิภาค เริ่มมองหาตลาดใหม่ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่นกัมพูชา ลาว พม่า และเวียตนาม

ตามฐานข้อมูลบลูมเบิร์ก ผู้ผลิตถ่านหินอย่างบ้านปู พีซีแอล บรรษัทพลังงานอย่าง ปตท. สยามซีเม็นต์ และไทยยูเนียน (สินค้าแช่แข็ง) เป็นบรรษัทขนาดใหญ่ของไทยที่กว้านซื้อกิจการในต่างประเทศนับแต่ปี ๒๕๕๑ เป็นต้นมาถึงวันที่ ๑๘ กรกฎาคมนี้ มีมูลค่ากว่า ๒๐,๔๐๐ ล้านดอลลาร์ เทียบกับช่วงปี ๒๕๔๖ ถึง ๒๕๕๐ ซึ่งมีมูลค่าเพียง ๑,๔๐๐ ล้านดอลลาร์เท่านั้น

เฉพาะการขยายกิจการของไทยเบฟเวอเรจเข้าไปในพม่า ประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอย่างสำคัญนี้ ทำให้เปิดตลาดผู้บริโภคแห่งใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีใครเข้าไปถึงได้ราว ๖๐ ล้านคน และในเดือนกรกฎาคมนี้เอง บริษัทของฐาปนาก็เพิ่งเข้าไปซื้อหุ้นส่วน ๒๒ เปอร์เซ็นต์มูลค่า ๒.๒ พันล้านดอลลาร์ในบริษัทเฟรเซอร์แอนด์นี้ฟแห่งสิงคโปร์ซึ่งถือหุ้นในบริษัทเอเซียแปซิฟิคบริวเวอรี่ ผู้ผลิตเบียร์ไทเกอร์

แม้ แต่นางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านวัย ๖๗ ปีของพม่าอันเป็นที่ชื่นชมนักหนาโดยพรรคฝ่ายค้านอาชีพของไทย ยังกล่าวถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของไทยในการเปรียบเทียบกับบ้านเกิดของ เธอว่า ระหว่างบินเข้าไปร่วมประชุมเวิร์ลเอคอนอมิคฟอรั่มในกรุงเทพฯ เห็นแสงสี และอาคาร-สิ่งก่อสร้างแน่นหนาแล้ว “completely fascinated” (ประทับใจอย่างสุดซึ้ง) ทีเดียว

หรือจะเป็นเพราะกนกและฝ่ายแค้นทั้งหลายไม่สามารถหาเรื่องที่เป็นประเด็นสำคัญมาใช้อ้างเพื่อจองล้างจองผลาญได้อีก เรื่องเก่าๆ ที่ว่า (พี่ชาย) คดโกง และไม่จงรักภักดี ใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ได้ผลจนกร่อยไปแล้ว จึงหันมาเล่นเรื่องหยุมหยิมไม่เป็นสาระ ทั้งการแต่งตัว คำพูดจา (เน้นภาษาอังกฤษมากกว่าไทย) และท่าทาง ก็ยังไม่อาจทำให้นายกฯ หญิงไทยระคายเคือง 

ไม่ช้าคงหันไปเล่นเรื่องประจำเดือนจนได้

มุมสงบ: ชั่วขณะของชีวิต

ที่มา Thai E-News

 โลกที่กำลังมัวเมา ก็ยังสนใจในธรรมของพระตถาคต


ภิกษุ ท.! เพราะเหตุที่ตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะเกิดขึ้นจึงเกิดมีของ น่าอัศจรรย์ไม่เคยมี สี่อย่างนี้ปรากฏขึ้น. สี่อย่างอะไรเล่า?

๑. ภิกษุ ท.! ประชาชนทั้งหลาย พอใจในกามคุณ ยินดีในกามคุณ บันเทิงอยู่ในกามคุณ, ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับกามคุณ ประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง. ภิกษุ ท.! นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่หนึ่ง, มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.





๒. ภิกษุ ท.! ประชาชนทั้งหลาย พอใจในการถือตัว ยินดีในการถือตัว บันเทิงอยู่ในการถือตัว, ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่กำจัดการถือตัวประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง. ภิกษุ ท.! นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่สอง, มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.

๓. ภิกษุ ท.! ประชาชนทั้งหลาย พอใจในความวุ่นวายไม่สงบ ยินดีในความวุ่นวายไม่สงบ บันเทิงอยู่ในความวุ่นวายไม่สงบ, ครั้นตถาคตแสดงธรรมที่เป็นไปเพื่อความสงบ ประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง. ภิกษุ ท.! นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่สาม,มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.

๔. ภิกษุ ท.! ประชาชนทั้งหลาย ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา เป็นคนบอด ถูกความมืดครอบงำเอาแล้ว, ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่กำจัดอวิชชาประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง. ภิกษุ ท.! นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่สี่, มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.

บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๗/๑๒๘. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

ที่มา พุทธประวัติจากพระโอษฐ์

หมายเหตุ: ระลึกวันอาสาฬหบูชา

47 ปี ‘มาร์ค’ กับวาทกรรม ‘ดีแต่พูด’ ความทรงจำ อันขมขื่น บนเก้าอี้นายกฯ

ที่มา uddred

 ไทยรัฐ 3 สิงหาคม 2555 >>>






ชีวิตของนักการเมืองคนหนึ่ง หากจะให้เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตคงหมายถึงการขึ้นถึงจุดสูง สุดในชีวิตทางการเมือง ตามที่นักการเมืองทุกคนไฝ่ฝัน นั่นก็คือสักครั้งหนึ่งในชีวิต ขอให้ได้มีโอกาสดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่กุมอำนาจฝ่ายบริหารสูงสุดของประเทศ
วัดกันด้วยเหตุผลข้อนี้ ชื่อของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย ก็คงต้องติดทำเนียบนักการเมืองที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดของ ชีวิตนักการเมืองไทยคนหนึ่ง
แน่นอน ไม่นับ ตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในขณะนั้น ตั้งแต่ปี 2551-2554 กว่า 2 ปี จะมีความทรงจำที่น่าจดจำ หรือ ขมขื่นกับเหตุการณ์ความรุนแรงของการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงปี 2552-2553 แค่ไหน เพียงไร ก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
รวมไปถึงเหล่าวาทกรรม ที่ฝ่ายตรงข้าม ประเคนเข้าใส่ตลอดเวลาของการเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่27 ของไทย ไม่ว่า"ดีแต่พูด", "เก่งแต่กู้"  หรือแม้แต่ที่นายอภิสิทธิ์เจ็บปวดที่สุด คือถูกยัดเยียดจาก กลุ่มคนเสื้อแดงว่า เป็นผู้สั่งปราบปรามประชาชนทำให้มีผูเสียชีวิต 91 บาดเจ็บกว่า 2 พันคน
แต่อีกด้านก็ได้รับคะแนนสงสาร แบบถล่มทลาย เนื่องจากเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ที่โดนกลุ่มคนเสื้อแดง ไล่ลา ก่อกวนอย่างเอาเป็นเอาตาย จนถึงขั้นต้องขับรถหนีตายก็หลายครั้ง
วันนี้ศุกร์ที่ 3 ส.ค. 2555 ซึ่งเป็นวันครบรอบวันคล้ายวันเกิด ครบ 47 ปี ของหัวหน้าพรรค “พระแม่ธรณีบีบมวยผม” คนปัจจุบัน ที่กำลังมีเรื่องถูกกล่าวหา จากฝ่ายตรงข้ามทั้งรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยเป็นที่เกรียวกราว เป็นที่ สนอกสนใจ ของประชาชนทั้งประเทศ อย่างกรณีหนีทหาร และ ใช้หลักฐานเท็จมาสมัครเข้ารับราชการเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุล จอมเกล้า (จปร.) จนถึงขั้น นายอภิสิทธิ์ต้องตัดสินใจ ฟ้องหมิ่นประมาทรวมถึง ขู่จะฟ้องหมิ่นฯ รมว.กลาโหม
และเนื่องในวันนี้ เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 47 ย่าง 48 ปี ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (มาร์ค) ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ จึงทำการคัดบทสัมภาษณ์ ที่เราได้เลือกมาเพียงบางส่วน เนื่องจาก มีโอกาสได้เข้าไปสัมภาษณ์พิเศษ นายอภิสิทธิ์ เมื่อ ปลายปี 2554 และเห็นว่า เนื้อหาการสัมภาษณ์บางส่วน ยังคงทันสมัย เข้ากับเหตุการณ์การเมืองในปัจจุบันได้อย่างไม่น่าเชื่อ....

ในฐานะเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี และอยู่ในวงการเมืองมา ปีนี้ 20 ปีพอดี ดูการเมืองในปี 2555 ของไทย จะเป็นอย่างไร ?
ผมก็มีความเป็นห่วงมาก ว่าความขัดแย้งจะลุกลามออกไป ซึ่งความจริงมันไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น และคนที่เลือกได้ก็คือรัฐบาล ถ้ารัฐบาลจะละเว้นไปหยิบเรื่องปมความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ วันนี้ มันไม่ควรมีความขัดแย้ง อย่าลืมว่าสถานการณ์ในขณะนี้พวกผมเป็นฝ่ายค้าน ไม่มีการไปก่อกวนอะไร ต้องเรียกว่าช่วยรัฐบาลไปได้ตั้งเยอะ แต่ถ้ายังปลุกระดม แล้วก็ไปหยิบยกความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญบ้าง คดีความของคุณทักษิณบ้าง มันก็จะทำให้เราย้อนกลับมาสู่เรื่องเดิมๆ มันก้าวพ้นได้แล้วล่ะครับ เอาประโยชน์ของส่วนรวม ของสังคมประชาชนเป็นที่ตั้ง
   “ส่วนที่ไม่มั่นใจว่าจะได้รับความยุติธรรมในเรื่องใดก็ตาม ก็ใช้สิทธิ์ตามกฎหมายกันไป ฉะนั้นผมคิดว่ามันเลี่ยงได้ ที่เป็นห่วงคือสัญญาณที่ออกมาทุกทางนั่นแหละ ไม่คำนึงถึงตรงนี้ กลับมองประโยชน์ของคน ของกลุ่มมากกว่าส่วนรวม คือก็เป็นเรื่องไปหยิบประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนของสังคม ทำให้เกิดความรุนแรงทั้ง 2 ฝ่ายขึ้นมา ทั้งที่ความเป็นจริง รัฐบาลสามารถเดินหน้าแก้ปัญหาสังคมได้อยู่แล้ว” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ดูการทำงานของรัฐบาล และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีแล้ว อยากแนะนำอะไรบ้างหรือไม่ ?

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าการที่ได้รับการยอมรับไม่ว่าเหตุผลอะไรก็ตาม ให้มาเป็นหัวหน้ารัฐบาลและต้องมีสถานะความเป็นผู้นำ ก็อยากจะให้ใช้สถานะตรงนี้ในการลดปัญหาในประเทศ ผมก็ต้องบอกว่านับแต่คำพูด จะแก้ไข ไม่แก้แค้น เป็นต้นมา เรายังไม่เคยเห็นอะไรที่เป็นรูปธรรมตามคำที่ว่าเป็นผู้นำ ปล่อยให้เกิดความอึมครึม ขัดแย้งให้ดำรงอยู่ตลอดเวลา และโอกาสที่หลุดลอยไปแล้วที่จะดึงความร่วมมือจากทุกฝ่ายในสังคมเข้ามาเป็น หนึ่งเดียว แต่กลับทำการตอกย้ำความเป็นกลุ่มเป็นสี
ฉะนั้นอยากให้ตั้งหลักตรงนี้เสียใหม่ วันนี้เป็นนายกฯ ก็ต้องเป็นนายกฯของคนทั้งประเทศ และก็ต้องคิดถึงประโยชน์ของคนส่วนรวม แล้วก็คนอื่น ใครจะมีประสบการณ์บทบาทอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อเป็นนายกฯ ก็ควรปรามคนที่กำลังจะสร้างปัญหาซะ ท่านนายกฯจะรู้หรือไม่ ผมไม่สามารถไปก้าวล่วง แต่นายกฯต้องปรามคนของตัวเอง เพราะสุ่มเสี่ยงทำให้สังคมต้องยกพวกตีกันอีก ก็ไม่ควรปล่อยอย่างนั้น

ที่ผ่านมา ปชป. เล่นการเมือง พยายามพุ่งเป้าไปที่คนๆเดียว มองอย่างไร ?

ไม่หรอกครับ ไม่มีหรอก มีแต่คนๆเดียว และอีกฝ่ายล่ะครับ ที่ไม่เลิกเล่นประเด็นคนๆเดียว ผมก็บอกตลอดเวลาว่า อย่าไปยุ่งกับคนๆเดียว แก้ปัญหาแรงงานรอ 300 บาท คนจบปริญญาตรี อยากมีรายได้ 15,000บาท แล้วใครล่ะครับ ไปเอาคนๆเดียวมาพูดอยู่ตลอด ทั้งนิรโทษกรรม คดียึดทรัพย์ ผมถือว่าคนๆเดียวจบแล้ว แต่พวกคุณต่างหากที่ไม่ยอมจบ พวกผมมีแต่บอกว่า อย่าไปยุ่งกับคนๆเดียว แต่ให้มาทำงานให้คน 60 ล้านคน
ที่ผ่านมาพวกผมไม่อยากยุ่ง ในคนนั้นอยู่ต่างประเทศต่อไปก็ดีแล้ว เมื่อไม่อยากกลับมายอมรับกฎหมายไทย ถ้าอยากมาอยู่ที่นี่ ก็ต้องยอมรับกฎหมายไทย พวกผมสู้ตั้งแต่วันที่เค้ามีอำนาจ ในวันที่หลายคนยังชื่นชมเค้าอยู่ แต่ผมเห็นว่ามันไม่ใช่ ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีอะไรดีนะครับ ความคิดบางอย่าง นโยบายบางอย่างเป็นประโยชน์ แต่มันไม่ใช่ข้ออ้างมาทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่ข้ออ้างที่มาละเมิดสิทธิ์คนอื่น ฉะนั้นเราต้องทำของเราในแง่รักษาความถูกต้องในบ้านเมือง

เศรษฐกิจโลกปีหน้า น่าวิตกหรือไม่ ?

ยุโรปจะกลายเป็นตัวปัญหา แต่ผมคิดว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจ การเติบโตของ จีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวม ก็ทำตัวเลขได้เหมือนกัน เพราะปี 2554 มันมาชะงักช่วงน้ำท่วม แต่ความเป็นอยู่จริงของประชาชนกับตัวเลขการขยายตัว มันจะไม่สอดคล้องกัน
ยกตัวอย่าง บ้านถูกน้ำท่วมพังทั้งหลัง แล้วคุณต้องหาเงินมาจ่ายให้บ้านกลับมาอยู่สภาพเดิม พอวัดออกมาเป็นจีดีพี เงินที่คุณใส่เข้าไปทั้งหมดเนี่ย มันเหมือนเป็นความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ แต่พอคุณสร้างบ้านเสร็จ มันก็กลายเป็นว่า คุณกลับมามีบ้านเหมือนเดิมเท่านั้นเอง ผมจึงอยากเน้นกับรัฐบาล คือ ชีวิตคนที่เค้าสูญเสีย บางครอบครัวคนในครอบครัวไป บางครอบครัวสูญเสียบ้าน รถ รายได้ ขอให้รัฐเน้นการฟื้นฟูที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนจริงๆให้มาก อย่าไปเน้นเฉพาะแค่ว่า มีการใส่เงินเพื่อกระตุ้นตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างเดียว
สังเกตให้ดี นายอภิสิทธิ์ ในฐานะผู้นำหนุ่ม ที่ผ่านมาเริ่มลงแส้ ค่อยๆปรับเปลี่ยนสไตล์การทำงานของลูกพรรค ให้ดูถึงลูกถึงคนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมากกว่าเดิม หรือที่เรียกตามภาษาชาวบ้านว่า "ให้เท้าติดดิน" มากขึ้น เพื่อลดช่องว่างระหว่างประชาชนกับพรรค ปชป. ที่ดูห่างเหินในช่วงก่อน ที่เป็นจุดอ่อนหนึ่งที่ทำให้พ่ายแพ้พรรคเพื่อไทย ทำให้เชื่อว่า หากดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตโอกาสที่พรรคจะกลับเข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาล คงเกิดขึ้นได้ไม่ช้าก็เร็ว...