WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 8, 2012

น้ำท่วมหนักกรุงมะนิลา สังเวยแล้ว 9 ศพ

ที่มา ประชาไท

 
พายุฤดูร้อน 'ไฮกุ' ทำน้ำท่วมกรุงมะนิลาแล้วราวครึ่งเมือง คาดเป็นพายุฝนที่รุนแรงที่สุดในรอบ 3 ปี ส่งผลให้ประชาชนหลายแสนต้องอพยพหนี
7 ส.ค. 55 - เกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ในกรุงมะนิลา เมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 9 คนจากแผ่นดินถล่มในเขตย่านชุมชนแออัด มีการประมาณว่าพื้นที่ราวครึ่งของกรุงมะนิลาน้ำท่วมระดับสูงถึงเอวและคอ ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกไปยังที่พักอาศัยชั่วคราว
ฝนตกฉับพลันที่ตกอย่างต่อเนื่องจากพายุฤดูร้อนไฮกุเมื่อวันจันทร์และ อังคารที่ผ่านมา ทำให้กรุงมะนิลากลายเป็นอัมพาต เมื่อเส้นทางจำนวนมากถูกตัดขาด และมีการสั่งปืดโรงเรียน สำนักงาน และตลาดหลักทรัพย์
มีรายงานว่า ปริมาณฝนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดขึ้นหลังจากเขื่อนในแม่น้ำใกล้เคียงไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำไว้ได้ ประกอบกับฝนตกฉับพลัน ทำให้มะนิลาต้องเผชิญกับพายุฝนที่รุนแรงที่สุดในรอบ 3 ปี
โดยราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ฟิลิปปินส์เผชิญกับพายุไต้ฝุ่นซาวลาที่ส่งผลให้ฝนตกหนักต่อเนื่องกันราว 10 วัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 50 คน
สภาการลดความเสี่ยงและการจัดการภัยพิบัติของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า มีประชาชนกว่า 800,000 คนได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วม โดยราว 18,600 คน อยู่ในศูนย์อพยพของรัฐบาล และอีก 231,000 คนต้องอพยพไปพักอาศัยกับญาติและคนรู้จัก

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Floods paralyse Philippine capital Manila
http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-19159509
Manila turned into 'water world' as floods submerge half the city
http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/asia/philippines/9459204/Manila-turned-into-water-world-as-floods-submerge-half-the-city.html

DSI เบิกความคดี 2 เยาวชนถูกกล่าวหาเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์

ที่มา ประชาไท

 

ตำรวจระบุวันจับกุมแจ้งข้อหาปล้นทรัพย์ แต่ข้อหาวางเพลิงแจ้งภายหลังมีการร้องทุกข์กล่าวโทษ อ้างรปภ.ชี้รูปแล้ว แต่ไม่ได้ชี้ตัว ด้านรปภ.ห้างยันยิงหนังสติ๊กเข้ามาก่อนเพลิงไหม้ สืบพยานจำเลย 7-8 ส.ค. นี้
 
6 ส.ค.55 เวลาประมาณ 10.00 น. ห้องพิจารณาคดี 11 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง มีการพิจารณาคดีอาญา คดีหมายเลขดำที่ 1682/2553 ระหว่างพนักงานอัยการ กับนายอัตพล (สงวนนามสกุล) จำเลยที่ 1 นายภาสกร (สงวนนามสกุล) จำเลยที่ 2 ทั้งสองมีอายุ 16 ปีในวันเกิดเหตุเย็นวันที่ 19 พ.ค.53
จำเลยทั้งสองถูกฟ้องในคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินและร่วมกันว่างเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นซึ่งเป็นโรงเรือนที่เก็บ สินค้าจนเป็นเหตุให้นายกิติพงษ์ สมสุข ซึ่งอยู่ในอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ถึงแก่ความตาย
ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าว เป็นพยานเบิกความว่า จากการรวบรวมสำนวนการสอบสวนในคดีนี้พบว่ามีพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ รปภ.ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ (CTW) ได้ชี้รูปจำเลยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด โดยมีการวิ่งและยิงหนังสติ๊กเข้ามาในห้าง CTW ก่อน หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์วางเพลิงเกิดขึ้น เมื่อมีพยานบุคคลชี้ยืนยันผู้กระทำความผิด ประกอบกับมีการวางเพลิงเผาห้าง ประกอบกับผู้ต้องหาให้การปฏิเสธแต่ไม่ได้อ้างพยานมาหักล้างจึงมีความเห็น สมควรส่งฟ้อง
นายโชคชัย อ่างแก้ว ที่ปรึกษากฎหมายจำเลย ได้ถาม ร.ต.อ.ปิยะ ถึงมติของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ 3/2553 ที่กำหนดให้คดีเกี่ยวกับการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ(นปช.)เป็นคดีพิเศษ รวมทั้งคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ด้วย ใช่หรือไม่ ร.ต.อ.ปิยะ ตอบว่าใช่ โดยคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถือว่าเป็นคดีที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ประธานคณะกรรมการคดีพิเศษในขณะนั้นคือนายกรัฐมนตรีโดยตำแหน่ง และขณะนั้นนายกฯ ได้มอบหมายให้รองนายกฯ คือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ
เจ้าหน้าที่จากดีเอสไอยังตอบทนายถามค้านด้วยว่า เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการยุติการชุมนุมแล้ว และเด็ก 2 คนนี้ถูกจับในวันที่ 19 พ.ค.53 ในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 4 โซน C เวลาประมาณ 17.00 น. โดยระหว่างจับกุมมีการต่อสู้กับเจ้าพนักงานจึงถูกตั้งข้อหาปล้นทรัพย์ โดยในวันนั้นไม่ได้มีการตั้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ฯ แต่มีการตั้งข้อกล่าวหาในภายหลังเนื่องจากมีพยานชี้รูป แม้ไม่ได้ชี้ตัว
สำหรับการเข้าไปตรวจในที่เกิดเหตุของกองพิสูจน์หลักฐานและสถาบันนิติ วิทยาศาสตร์นั้น ร.ต.อ.ปิยะ เบิกความว่าเข้าไปตรวจในที่เกิดเหตุหลังจากเกิดเหตุการณ์และเป็นพื้นที่ใน การควบคุมของทหารแล้ว และจากการตรวจสอบภาพ VCD ในวันเกิดเหตุไม่ปรากฏภาพจำเลยถือถังแก๊สหรือมีลักษณะไปวางเพลิง  
สำหรับการแยกแยะกลุ่มผู้ชุมนุมกับกลุ่มที่แฝงตัวเข้าไปเพื่อไปก่อเหตุใน ที่ชุมนุม เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเบิกความว่าขณะนั้นไม่น่าจะแยกได้ เวลามีการชุมนุมครั้งใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนสีไหนจะมีคนคอยตรวจกรองอยู่ในเวลาปกติ แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถกรองได้อย่างวันที่ 19 พ.ค.53 อันนี้จึงไม่แน่ใจว่าจะสามารถกรองได้หรือไม่
อัยการได้สอบถามต่อถึงเหตุที่ไม่ดำเนินคดีวางเพลิงตั้งแต่แรก ร.ต.อ.ปิยะ อธิบายว่า “กรณีดำเนินคดีฐานปล้นทรัพย์ก่อนนั้นเนื่องจากจับได้ในที่เกิดเหตุ พอจับก็ส่งดำเนินคดี ส่วนเรื่องของการวางเพลิงได้มีการร้องทุกข์และดำเนินคดีทีหลังก็เลยไม่ได้ แจ้งข้อกล่าวหาในขณะนั้นจนกว่ามีพยานยืนยันว่าผู้ต้องหาได้มีส่วนร่วมกระทำ ความผิด”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้จะมีการสืบพยานฝ่ายจำเลยต่อในวันที่ 7 และ 8 ส.ค.นี้
ทั้งนี้ ในคดีวางเพลิง CTW นี้ยังมีผู้ต้องหาอีก 2 รายที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำชั่วคราวหลักสี่คือ นายสายชล แพบัว อายุ 29 ปี ชาว จ.ชัยนาท และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ อายุ 27 ปี ชาว จ.ชัยภูมิ ซึ่งคดีอยู่ระหว่างพิจารณาคดีเช่นกัน ตามคดีหมายเลขดำที่ อ.2478/2553 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้อง
ส่วนคดีร่วมกันปล้นทรัพย์ CTW ที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเยาวชนถูกดำเนินคดีนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาคดี ในขณะที่ผู้ต้องหาในคดีเดียวกันในส่วนที่เป็นผู้ใหญ่นั้น เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.54 ศาลอาญากรุงเทพใต้อ่านคำพิพากษาหมายเลขดำที่  2235/2553 ที่พนักงานอัยการฟ้องนายพินิจ จันทร์ณรงค์ กับพวกรวม 7 คนว่า ให้ยกฟ้องในความผิดเกี่ยวกับการปล้นทรัพย์  รวม 18 รายการ มูลค่า 95,430 บาท เนื่องจากยังไม่มีทรัพย์สินของกลางที่ยืนยันว่าจำเลยทั้งหมดเป็นผู้กระทำ ความผิด คงมีเพียงนายคมสันต์ สุดจันทร์ฮาม จำเลยที่ 3 ที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ( รปภ.) ประจำห้างสรรพสินค้า สามารถตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ และ แบตเตอร์รี่ จากร้านขายโทรศัพท์มือถือได้ ให้ลงโทษ 3 ปี  ส่วนความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้จำคุกคนละ 1 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกไว้คนละ 6 เดือน ส่วนข้อหาใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้ ขัดขวางเจ้าหน้าที่นั้น ศาลยกฟ้อง เนื่องจากแม้จะสามารถตรวจยึดกระสุนได้ภายในห้าง แต่ไม่พบอาวุธที่ตัวจำเลย และเจ้าพนักงานก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าอาวุธดังกล่าวเป็นของจำเลย อีกทั้งไม่มีการนำสืบว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธต่อสู้ขัดขวางการทำงานของเจ้า พนักงาน

เสื้อแดงล่าแสนชื่อ ดันรัฐให้สัตยาบันกรุงโรมว่าด้วย ICC ชี้ไม่ติดมาตรา 8

ที่มา ประชาไท

 
สหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชน ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อแสนชื่อเพื่อยื่นต่อรัฐสภาให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมว่า ด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ย้ำไม่ได้ทำเพื่อคนเสื้อแดงแต่ทำเพื่อทุกคน ป้องกันเหตุการณ์เข่นฆ่าประชาชนในอนาคต ชี้ไม่ขัดรธน.ม.8 โดย 9 ส.ค.นี้จะยื่นรายชื่อต่อสภาแม้ยังไม่ครบ

ช่วงบ่ายถึงค่ำ วานนี้ (5 ส.ค.) สหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชน(Union for People’s Democracy) ซึ่งเป็นกลุ่มที่รวมตัวกันของคนเสื้อแดงที่อาศัยอยู่ในประเทศในทวีปยุโรป ได้จัดกิจกรรมตั้งโต๊ะล่า 100,000 รายชื่อเพื่อให้ประเทศไทยลงนามให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญา ระหว่างประเทศ(International Criminal Court หรือ ICC) ในงาน “5 สิงหาประชาชุมนุม” ซึ่งจัดโดยกลุ่มเสื้อแดง กทม. 50 เขต รวมกับวิทยุชุมชน 5 สถานี ที่ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว นางกรรณิการ์ นีลเซ่น ผู้แทนสหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชน เปิดเผยว่าการล่ารายชื่อนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค. ตอนนี้ได้รายชื่อเพียงสองพันกว่ารายชื่อ โดยตามรัฐธรรมนูญกำหนดกำหนดไว้หนึ่งหมื่นรายชื่อในการยื่นเสนอกฎหมายต่อสภา แต่ทางสหภาพฯได้กำหนดไว้ว่าจะยื่นต่อรองประธานรัฐสภาในวันที่ 9 สิงหาคม นี้ เวลาบ่ายโมง ได้เท่าไหร่จะยื่นเท่านั้นก่อน แม้รายชื่อจะยังไม่ครบตามเงื่อนไข และหลังจากยื่นรายชื่อแล้วจะมีการล่ารายชื่อต่อไปเรื่อยๆอีกด้วยเพื่อทำการ จัดส่งภายหลัง โดยหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์ทหารออกมาเข่นฆ่าประชาชนเหมือนกับปี 52, 53 อีก
“เป็นคนเสื้อแดงแต่พี่ทำเพื่อคนทุกคน ทุกสี ทุกชาติ ทุกศาสนา ถึงจะเป็นสีเหลืองสีแดงสีเขียว จะเป็นสลิ่มสิงคโปร์ลอดช่อง พี่ทำเพื่อทุกคน เพื่อป้องกันเหตุในอนาคต เพื่อลูกเพื่อหลานเราอันนี้มันสามารถอยู่ได้ถาวร” นางกรรณิการ์ กล่าว
ผู้แทนสหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชน ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าก่อนหน้านี้ทางกลุ่มได้มีการยืนหนังสือไปยัง กระทรวงการต่างประเทศและทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้รัฐไทยให้สัตยาบันใน ประเด็นดังกล่าวแล้วตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.54 โดยทางรัฐบาลได้ตอบกลับมาว่าติดกฎหมายภายในประเทศหลายมาตรา ซึ่งทางสหภาพฯ ได้มีการตอบโต้ไปแล้วว่าไม่จริง โดยนางกรรณิการ์ ได้นำจดหมายของทางสหภาพฯ ที่ส่งถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อให้รัฐบาลไทยดำเนินการต่อเนื่องในประเด็นดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งจดหมายดังกล่าวให้เหตุผลว่า เป็นข้ออ้างที่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการกำหนดการให้เกิดความคืบหน้าสู่การให้สัตยาบันฯ เพราะในประเทศที่มีระบอบการปกครองเช่นเดียวกับไทย เช่น อังกฤษ เบลเยียม แคนนาดา ญี่ปุ่น ลักซัมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สเปนและสวีเดน ก็มีข้อบัญญัติในลักษณะคล้ายคลึงกับมาตรา 8 ของไทย แต่ก็ให้สัตยาบันฯ ไปแล้ว ข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญของบางประเทศเช่น เบลเยียม บัญญัติไว้ใน Article 91 ที่ว่าพระมหากษัตริย์จะถูกละเมิดมิได้และเหล่ารัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองแทน หรือเดนมาร์กบัญญัติคล้ายกัน Section 13 ที่ว่าพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ จะล่วงละเมิดมิได้ และรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองเช่นกัน
ทั้งนี้เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา  คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาเรื่องบทบาทและอำนาจหน้าที่ของศาลอาญาระหว่าง ประเทศ(ICC) ในคณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ประเทศไทยกับกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ” มีวิทยากรรวม 5 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ คุณวารุณี ปั้นกระจ่าง ผู้อำนายการกองกฎหมายจากกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้ตอบคำถามถึงสาเหตุที่ประเทศไทยไม่เข้าเป็นภาคีของธรรมนูญกรุงโรมว่า “ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ข้อ 27 ของธรรมนูญกรุงโรม กำหนดให้ประมุขของรัฐไม่ได้รับการยกเว้นจากความรับผิดทางอาญาตามธรรมนูญศาล นี้ ไม่ว่ากรณีใดและจะไม่เป็นมูลเหตุให้ลดหย่อนโทษ หมายความว่าถ้าไทยเข้าเป็นภาคีก็จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีข้อนี้ด้วย แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 8 ระบุว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ นี่เป็นข้อติดขัดประการหนึ่ง ซึ่งหากไทยจะเข้าเป็นภาคี ก็จำเป็นจะต้องมีการดำเนินการเพื่อรองรับพันธกรณีตามข้อ 27  ซึ่งไทยจะต้องคำนึงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีสถานะพิเศษในบริบททางสังคม การเมืองและกฎหมายของไทย จะต้องมีการศึกษาพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบ โดยคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา”
ปชป. ยื่นจม. 2 ฉบับ ศาลอาญาระหว่างประเทศ ฟ้องเอาผิด “ทักษิณ” เบื้องหลังฆ่าตัดตอน
เมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา เดลินิวส์ รายงานว่า ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวว่า นายกษิต  ภิรมย์  ส.ส.บัญชีรายชื่อ  พรรคประชาธิปัตย์  ได้ทำหนังสื่อยื่นอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศรวมทั้งประธานศาลอาญาระหว่าง ประเทศที่กรุงเฮก  ประเทศเนเธอร์แลนด์  เมื่อวันที่ 27 ก.ค.   เป็นการร้องศาลอาญาระหว่างประเทศในเรื่องกระบวนการฆ่าตัดตอนตามนโยบายการ ปราบปรามยาเสพติดในรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี อยากเรียกร้องให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายและไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวน การดังกล่าว เช่น  กรณีของน้องฟลุ๊คที่ถูกลูกหลงจากการจับกุมยาเสพติดของตำรวจให้มาร่วมกันเป็น โจทก์ยื่นฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้ด้วย
ส.ส.เพื่อไทยทวีตโต้ ปชป. ทำไมเพิ่งสนใจ ICC ชี้ควรส่งนายอภิสิทธิ์ไปประเดิมสอบสวนคนแรก
น.ส.จารุพรรณ กุลดิลก คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ ทวีตตอบโต้การเคลื่อนไหว ของพรรคประชาธิปัตย์ในประเด็นนี้ ผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวชื่อ @ajarnjar เมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า ต่อกรณีที่ ปชป.เพิ่งจะมาสนใจเรื่องฆ่าตัดตอน โดยจะไปศาล ICC บ้าง ตามรอยเสื้อแดง โดยประกาศส่งนายกษิต (ผู้ก่อการร้ายปิดสนามบิน, จำเลย ICJ, ขึ้นชื่อเรื่องมารยาททรามกับ ประเทศเพื่อนบ้าน) ไปเป็นผู้ดำเนินการนั้น ต้องขอไว้อาลัยต่อการตัดสินใจของปชป.ครั้งนี้อย่างสุดจิตสุดใจ เพราะดิฉันมองเห็นผลลัพธ์สุดท้ายที่ปชป.มีแต่เสียกับเสีย แบบกู่ไม่กลับ
ประการแรก คนทั้งโลกจะตั้งคำถามว่าทำไมเพิ่งจะมาสนใจ ICC ความจริงใจต่อเรื่องฆ่าตัดตอนแทบจะไม่มี เป็นแค่เกมส์ตอบโต้ไปวันๆ
ประการที่สอง ไม่พ้นข้อหาเด็กลอกการบ้านตามเคย ลอกหนทางของเสื้อแดงที่จะแสวงหาความเป็นธรรมสากลให้กับ ประเทศไทย โถ..พรรคนักกฎหมายขี้คุย
ประการที่สาม การที่จะไปฟ้อง ICC บ้าง ก็เท่ากับยอมรับอำนาจศาลICCแล้ว ก็มีความยินดีที่จะส่งนายอภิสิทธิ์ไปประเดิมสอบสวนคนแรก
ประการที่สี่ การส่งนายกษิต (ภิรมย์)ไป นับว่าปชป.เลือกได้ถูกคนแล้ว ดิฉันไม่กังวลอะไรเลย นอกจากจะทำให้ประเทศไทยขายหน้าอะไรอีก
สุดท้าย ขอบอกว่า ช่วยดำเนินการให้ไว เพราะดิฉันอยากเห็นปรากฏการณ์เปรียบเทียบ 'ความเป็นธรรมไทย' กับ 'ความเป็นธรรมสากล'
น.ส.จารุพรรณ ยังทวีตอีกว่า “เท่ากับไม่ต้องออกทุนการศึกษาให้ปชป.ในการเรียนระบบกฎหมายสากล จะได้เข้าใจว่าคนส่วนใหญ่เขาอดทนกับวิธีคิดเรื่องนิติรัฐแบบไดโนฯของคุณมาก แล้วนายกษิตไป ICC กลับมาถ่ายทอดให้ไว เพราะหากปชป.ได้สัมผัสความเป็นธรรมสากลแล้ว อาจจะเกิดสำนึกได้ว่าได้ก่อกรรมทำเข็ญกับปท.นี้ขนาดไหน ดิฉันตื่นเต้นอย่างยิ่ง เพราะรู้อยู่แก่ใจว่ายังไงปชป.ก็ต้องเดินมาตามเส้นทางนี้ ทางที่ไม่เหลือทางเลือกอื่น และในที่สุดเสื้อแดงก็ทำสำเร็จ ดิฉันอยากให้รางวัลโนเบลกับคนเสื้อแดงจริงๆ การปฏิรูปความเป็นธรรมของไทย accountability, no impunity เริ่มแล้วและจะเปลี่ยนแบบไม่มีวันหวนคืน ขอเพื่อนๆทุกคนช่วยกันให้ความรู้เรื่อง ICC ให้กระจ่างแจ้งไปทั้งหมดทุกสีเสื้อนะคะ โดยเฉพาะหลักปรัชญา กรุยทางกันต่อไปค่ะ ลุย”

เรื่องที่เกี่ยวข้อง :
รายงาน: ตอบทุกประเด็น “ศาลอาญาระหว่างประเทศ” ทำไมไทยไม่เป็นภาคี?
ปชป.บุกกรุงเฮกยื่นศาลอาญาโลกเอาผิด“แม้ว”ฆ่าตัดตอน
‘อัมสเตอร์ดัม’ – ‘สุนัย’ เดินหน้ารณรงค์นำผู้กระทำผิดขึ้นศาลโลก
'ไอซีซี' สั่งจำคุกผู้นำกบฎคองโก 14 ปี ฐานใช้ทหารเด็ก 

ผู้บริโภคจี้รัฐฯ ห้ามใช้สารอันตรายในผัก เผยผัก 3 ชนิดสารพิษตกค้างมากสุด

ที่มา ประชาไท

 
7  สิงหาคม 2555  เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN : Thailand Pesticide Alert Network) ร่วมกับนิตยสารฉลาดซื้อ ได้ดำเนินการสุ่มตรวจผัก 7 ชนิดซึ่งเป็นผักที่บริโภคกันทั่วไป โดยสุ่มเก็บจากผักที่ได้รับมาตรฐาน Q และผักตราห้าง (house brand)ที่ขายในห้างค้าปลีกขนาดใหญ่และซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆในเขตกรุงเทพมหา นคร  และพบว่าพืชผักดังกล่าวมีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินค่ามาตรฐาน[1]ถึง 6 ตัวอย่างจากจำนวนที่สุ่มเก็บมา 14 ตัวอย่าง หรือคิดเป็น 43% ของตัวอย่างทั้งหมด ซึ่งได้แถลงไปเมื่อวันที่ 11 กรกฏาคม 2555 ที่ผ่านมานั้น
นายพชร แกล้วกล้า โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลไกการคุ้มครองความปลอดภัยด้าน อาหารโดยผู้บริโภค   มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค   แฉผลการทดสอบสารเคมีในผักโดยระบุว่า   เครือข่ายไทยแพนและนิตยสารฉลาดซื้อยังได้สุ่มผักจำนวน 7 ชนิด ซึ่งประกอบไปด้วย กะหล่ำปลี คะน้า ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี และพริกจินดา ที่ขายในตลาดสดทั่วไป 2 ตลาด ได้แก่ ตลาดห้วยขวาง และตลาดประชานิเวศน์ รวมถึงผักที่ขายในรถเร่ ไปวิเคราะห์หาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้าง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มออร์แกโนฟอสเฟตและคาร์บาเมต ที่ห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
จากจำนวนตัวอย่างผักที่สุ่มตรวจจากตลาดห้วยขวาง 7 ตัวอย่าง ตลาดประชานิเวศน์หนึ่ง 7 ตัวอย่าง และจากรถเร่ 7 ตัวอย่าง พบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐานทั้งหมด 8 ตัวอย่างจากทั้งหมด 21 ตัวอย่าง หรือคิดเป็น  38.1 % ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับผลการสุ่มตรวจผักที่มีตรามาตรฐาน Q ของกรมวิชาการเกษตรและผักที่ขายในห้างซึ่งพบว่ามีผักที่พบสารเคมีกำจัดศัตรู พืชตกค้างเกินมาตรฐาน 43 %  ทั้งๆที่ผักดังกล่าวมีราคาแพงมากกว่าผักที่ขายในตลาดสดตั้งแต่ 2-10 เท่า
ชี้ “ผักชี ถั่วฝักยาว พริกจินดา คือผัก 3 ชนิดที่มีสารพิษตกค้างมากที่สุด
1) ถั่วฝักยาว พบสารตกค้างเกิน มาตรฐาน 6 ชนิด  ได้แก่ Acephate, Carbofuran, EPN, Ethion, Methomyl และ Omethoate  เช่น ถั่วฝักยาวตราผักดอกเตอร์มี CarbofuranและMethomyl  เกินค่ามาตรฐานยุโรป 3.5 และ 4 เท่าตามลำดับ ถั่วฝักยาวที่ได้จากห้างเทสโก้พระรามสองพบ Ethion เกินมาตรฐาน 5 เท่า ในขณะที่ถั่วฝักยาวที่ได้จากตลาดห้วยขวางพบ EPNเกินค่ามาตรฐานถึง 34 เท่า
2) ผักชี พบสารตกค้างเกินมาตรฐาน 5 ชนิด  ได้แก่ Carbofuran, Chlorpyrifos, EPN, Methidathion และ Methomy ที่น่าสนใจคือผักชีจากกูร์เมต์ มาร์เก็ต (สยามพารากอน) พบCarbofuran เกินค่ามาตรฐาน  37.5 เท่า ผักชีตลาดประชานิเวศน์ พบ Carbofuran เกิน 56.5 เท่า ในขณะที่ตลาดห้วยขวาง พบ EPN เกิน 102 เท่า
3) พริกจินดา พบสารตกค้างเกินมาตรฐาน 2 ชนิด ได้แก่ Methidathion และ Triazophos  โดยพริกจินดาจากรถเร่ มี Methidathion ตกค้างสูงกว่าค่ามาตรฐานถึง 121 เท่า ในขณะที่พบจากตลาดห้วยขวางและประชานิเวศน์ประมาณ 5 เท่า
4) คะน้า พบสารตกค้างเกินมาตรฐาน 2 ชนิด ได้แก่ Dicrotophos และ Methidathion โดยพบสารเคมี Dicrotophos ตกค้างมาก ที่สุดที่ตลาดห้วยขวาง โดยพบสูงกว่า 202 เท่าเทียบกับมาตรฐานของยุโรป
นอกจากนี้ยังมีสากำจัดศัตรูพืชที่ต้องเฝ้าระวังหรือห้ามใช้ นอกเหนือจากวัตถุอันตรายร้ายแรง 4 ชนิด  (Carbofuran, Methomyl, Dicrotophos และ EPN) คือ  Carbofuran, Methomyl, Dicrotophos, EPN ที่เป็นสารอันตรายร้ายแรงและอยู่ในบัญชีเฝ้าระวังของกรมวิชาการเกษตรแล้ว ยังมีสารเคมีที่น่ากังวลอีก คือ Methidathion (ยุโรปห้ามใช้แล้ว) ที่พบในผักหลายชนิด พบจากทุกแหล่งซื้อ และมีปริมาณที่ตกค้างสูงมากจนน่ากังวล เช่น ในพริกจินดา ที่พบตกค้างมากเกินค่า MRL ถึง 121 เท่า
นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์  ผู้ประสานงาน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN : Thailand Pesticide Alert Network)   เสนอทางออก ดังนี้
1. กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องดำเนินการควบคุมการส่งเสริมการใช้สารเคมีกำจัด ศัตรูพืชของบริษัทสารเคมีและเกษตรกรให้เข้มงวดเท่าเทียมกับที่มีมาตรการที่ ใช้กับผักส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่ติดตรา Q ซึ่งเป็นมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรกำกับอยู่ ทั้งนี้รวมทั้งการยกเลิกการขึ้นทะเบียนและห้ามมิให้มีการใช้สารเคมีกำจัด ศัตรูพืชที่หลายประเทศห้ามใช้แล้วโดยทันที
2. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขต้องมีมาตรการในการสุ่มตรวจดูความปลอดภัยของผักและผลไม้โดย อาจประสานความร่วมมือกับเครือข่ายภาคประชาสังคมและองค์กรผู้บริโภค ทั้งนี้โดยทำงานในเชิงรุกร่วมกับห้างขนาดใหญ่ และตลาดสดที่อยู่ภายใต้กำกับของกรุงเทพมหานคร องค์กรท้องถิ่น หรือภาคเอกชน เพื่อให้ผักและผลไม้ภายในประเทศปลอดภัยยิ่งกว่านี้
3. ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปร่วมกันสนับสนุนและผลักดันเกษตรกรรม อินทรีย์ เกษตรกรรมยั่งยืนซึ่งปฏิเสธและหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้เป็น แนวทางหลักของระบบเกษตรและอาหารของประเทศ อีกทั้งร่วมอุดหนุนผักและผลไม้จากระบบการผลิตดังกล่าวให้มากยิ่งขึ้น
4. ในระยะเฉพาะหน้านี้ ผู้บริโภคอาจสามารถลดผลกระทบจากปัญหานี้ได้โดยการเลือกซื้อหรือบริโภคพืชผัก ที่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชน้อย ผักพื้นบ้าน ผักที่ได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การลดสารเคมีตกค้างในผักโดยการล้างด้วยน้ำหลายๆครั้งหรือการใช้ด่างทับทิม (อาจไม่ได้ผลเสมอไปเพราะสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหลายชนิดเป็นประเภทดูดซึม) ไปจนถึงการปลูกผักเพื่อบริโภคเอง โดยอาจหาข้อมูลเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องได้จากเว็บไซท์ที่เกี่ยวข้อง เช่น www.consumerthai.org , www.thaipan.org  และ www.ฉลาดซื้อ.com
ส่วน นางสาวทัศนีย์  แน่นอุดร  หัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ แนะผู้บริโภค ควรบริโภคผัก ผลไม้ตามฤดูกาล หรือผักพื้นบ้าน  เพราะปลอดภัยจากสารฆ่าแมลง  นอกจากนี้ผู้บริโภคควรเป็นผู้กำหนดวิถีการกินได้ด้วยตนเอง    โดยต้องเข้มแข็งในการเลือกอาหารที่ปลอดภัยและมีประโยชน์  ไม่ใช่ให้ผู้ประกอบการมีบทบาทกำหนดสินค้าในตลาดได้อีกต่อไป
โดยนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ  ผอ.มูลนิธิชีววิถี ( BioThai) กล่าวเชิญชวนสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการแสดงพลังในการฉลาดเลือกที่จะบริโภค อาหารที่ปลอดภัย  และรักสุขภาพ ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องการแบนสารเคมีอันตรายทั้ง 4 ชนิดในเวทีสาธารณะที่กรมวิชาการเกษตร ในวันที่ 9 สิงหาคมนี้




[1]
ในการวิเคราะห์นี้ใช้ค่ามาตรฐาน MRL ของสหภาพยุโรปเป็นค่าเปรียบเทียบ

จัดโต๊ะจีนระดมทุน สร้างหนัง 'นวมทอง' เปิดตัวนักแสดงนำครั้งแรก

ที่มา ประชาไท

 

 
6 ส.ค.55 รายงานข่าวแจ้งว่า ตัวแทนคณะกรรมการบริหารและจัดการกองทุนสร้างภาพยนตร์ "นวมทอง" ร่วมกับแนวร่วมประชาธิปไตยกลุ่มต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ จัดเลี้ยงโต๊ะจีนเพื่อระดมทุนสร้าง "นวมทอง" ซึ่งมีสโลแกนว่า หนังประชาธิปไตยเรื่องแรกของคนเสื้อแดง โดยคนเสื้อแดง และเพื่อคนไทยทั้งประเทศ  ในวันที่ 13 ส.ค. 55 เวลา 18.00 น. ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว
สำหรับความคืบหน้าล่าสุดในการระดมทุน จากที่ตั้งงบประมาณในการสร้างไว้ที่ 3 ล้าน สามารถระดมทุนได้แล้วกว่า 2.2 ล้านบาทแล้ว จึงมีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รักประชาธิปไตยได้มีส่วน ร่วมในการระดมทุนและเป็นเจ้าของหนัง "นวมทอง" โดยจ่ายค่าบัตรเพียง 300 บาท/คน โดยภายในงานนอกจากการเสวนาเรื่องการเมืองแล้ว จะมีการพูดคุยกับวัฒน์ วรรลยางกูร เจ้าของบทประพันธ์  ผู้กำกับ และเปิดตัวนักแสดงนำเป็นครั้งแรก  สามารถซื้อบัตรได้ที่หน้างาน หรือติดต่อ 0818106966 และสามารถสนับสนุนทุนสร้างหนัง "นวมทอง" โดยการโอนเงินเข้าบัญชีระดมทุนฯ ธนาคารกรุงไทย สาขาเซ็นทรัลเวิร์ล หมายเลขบัญชี 691 0100 549


ครม.ขยายเวลาเก็บ vat 7% ต่ออีก 2 ปี เหตุน้ำท่วม 54 กระทบเศรษฐกิจ

ที่มา ประชาไท

 
ครม.มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตรา 7% ออกไปอีก 2 ปี จากเดิมที่จะครบกำหนดในสิ้นเดือน ก.ย.55 เหตุน้ำท่วมปี 54 ทำจีดีพีตก หวังกระตุ้นการจับจ่าย

(7 ส.ค.55) น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตรา 7% ออกไปอีก 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555-30 กันยายน 2557 จากเดิมที่จะครบกำหนดสิ้นเดือนกันยายน 2555 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยจะเริ่มจัดเก็บในอัตรา 9% ตั้งแต่ 1 ต.ค.2557
การดำเนินการดังกล่าว สำนักงบประมาณให้ความเห็นว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่องบประมาณ เนื่องจากเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อช่วงปลายปี 54
ทั้งนี้กระทรวงการคลัง แจ้งว่า การขยายระยะเวลาออกไปนั้น มีผลมาจากกรณีที่ประเทศไทยประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 54-55 ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เมื่อเทียบกับปี 53 มีอัตราการเติบโตลดลงจาก 7.8% เหลือ 0.1% รวมทั้งอัตราการบริโภค การลงทุน การส่งออก และการนำเข้าลดลงด้วย รวมทั้งช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อในการจับจ่ายสินค้าเพิ่มขึ้น
ขณะที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เห็นว่า การขยายเวลาลดการจัดเก็บภาษีออกไป มีความจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนให้ขยายตัวด้านการใช้จ่ายภาคเอกชนอย่าง ต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยช่วงหลังน้ำท่วมด้วย


ที่มา: เว็บไซต์เดลินิวส์, เว็บไซต์ไทยพีบีเอส

สัมภาษณ์ ชาวนากับการจำนำข้าว

ที่มา thaifreenews



ที่อังกฤษทาสีทองตู้ ปณ.ที่ไทย...

ที่มา การ์ตูนมะนาว


พระมหากรุณาธิคุณราชินีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า

ที่มา Thai E-News

 เมื่อ วันที่ 13 ตุลาคม 2551 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ไปในการพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดการชุมนุมและปะทะกับเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ณ เมรุวัดศรีประวัติ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์ 
8 สิงหาคม 2555

13 ตุลา 51 เย็นศิระ เพราะพระบริบาล

 

พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกร-เมื่อ วันที่ 13 ตุลาคม 2551 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ไปในการพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดการชุมนุมและปะทะกับเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ณ เมรุวัดศรีประวัติ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 

ใน โอกาสดังกล่าวนายจินดา ระดับปัญญาชาติวุฒิ บิดาของนางสางอังคณา พร้อมด้วยนางสาวดารณี นางสาววิชชุดา บุตรสาวทั้งสองเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พลับพลาที่ประทับ 

สมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับครอบครัวระดับปัญญาวุฒิ ประมาณ 15 นาที ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินกลับ 

หลัง จากที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯกลับ นายจินดาให้สัมภาษณ์ โดยที่หนังสือพิมพ์มติชนรายงานว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งว่า นางสาวอังคณาเป็นคนดีเป็นคนเก่ง และขอชื่นชมที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ขอเป็นกำลังใจให้ครอบ ครัวสู้ต่อไป 



"พระองค์ทรงรับสั่งว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางสาวอังคณา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับรู้เรื่องราวโดยตลอด รวมทั้งกรณีพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานทรัพย์ช่วยเหลือมาด้วย ซึ่งผมและครอบครัวระดับปัญญาวุฒิรู้สึกภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้

ที่ทั้งสองพระองค์เสด็จในงานพระราชทานเพลิงของลูกสาว ซึ่งผมและครอบครัวจะน้อมนำเอาพระราชดำรัสที่ทรงห่วงใยมาเป็นกำลังใจในการ ดำเนินชีวิตต่อไป"

ต่อมานายจินดาให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า
"พระองค์ตรัสว่า อังคณาเขาทำดีน่ะ รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ พระองค์ท่านตรัสว่า เสียใจไม่น่าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เลย"

"สมเด็จพระราชินีทรงถามสารทุกข์สุกดิบของครอบครัว พระองค์ตรัสถามถึงอาการของภรรยาผมเป็นอย่างไรบ้าง ผมทูลฯตอบไปว่า รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช อยู่ในพระราชินูปถัมภ์ พระองค์ท่านยังทรงกล่าวอีกว่า ยังไงก็ต้องมางานนี้ เพราะทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์ด้วย"

พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า 


"ตี๋ ชิงชัย" วาดพระสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วยมือซ้าย 

พระ มหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯต่อพสกนิกรนั้นยังแผ่ไพศาลต่อมาอย่างสืบ เนื่อง ในคราววันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหามหาราชินีเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2552 เวบไซต์ผู้จัดการASTV รายงาน ข่าวว่า "พระราชินีตรัสชื่นชม"ตี๋ ชิงชัย"วาดพระสาทิสลักษณ์"เก่งมาก" โดยรายละเอียดข่าวมีว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ หรือ ตี๋ ชิงชัย ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 พร้อมภรรยาเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่นายชิงชัยวาดด้วยมือซ้าย ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารว่า "เก่งมาก" 


พระ บรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผลงานการวาดด้วยมือซ้ายของนายชิงชัย อุดมเจริญกิจ ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลา 51 

"ตี๋ ชิงชัย" เป็นหนึ่งในศิลปินนักสู้ที่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมนั้น "ตี๋ ชิงชัย" ถูกระเบิดแก๊สน้ำตาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจนมือข้างขวาที่เคยใช้วาดรูป ขาดกระจุยและกล่องเสียงถูกทำลาย แต่มีตำรวจบางคนและสื่อมวลชนบางฉบับ ได้รายงานว่านายชิงชัยว่ากำระเบิดมาเอง แต่ผู้จัดการASTVระบุว่า ในความเป็นจริงสิ่งที่เขากำอยู่ในมือคือพวงกุญแจหนัง 

พสกนิกร ไทยต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า นับเป็นบุญที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ได้อาศัยพระบรมโพธิสมภารเป็นที่พึ่ง โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองมีวิกฤตการณ์แตกแยกความสามัคคี แบ่งออกเป็นหลายฝ่ายช่วงหลายปีมานี้ 

ทั้ง นี้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ที่อาศัยอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร นอกจากประชาชนฝ่ายผู้ชุมนุมแล้ว ก็รวมทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ขัดแย้งทางการเมือง ด้วย

พระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น-พระ ราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในการวางพวงมาลา และพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 ในการนี้มีรับสั่งว่า
เสียใจ เสียดายนายทหารที่ดี นับว่าเป็นการสูญเสียทหารที่ทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมือง และขอขอบคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกมาเป็นอย่างดี มีความภักดีต่อราชวงศ์
(รายละเอียดข่าว

ใน คราวเกิดเหตุการณ์จลาจลขึ้นในบ้านเมืองเมื่อปีที่แล้ว ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่นั้น เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ตามประกาศสำนักนายกฯ ระบุว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ ข้าราชการทหารสังกัดกองทัพบก ซึ่งเสียชีวิตเนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยความเสียสละและฝ่าอันตรายจนถึงแก่ชีวิต ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการและเป็นแบบอย่างอันควรแก่การยกย่อง สรรเสริญสืบไปจำนวน 5 ราย ดังนี้ 

ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก 
1. พลเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม 
เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย 
2 . ร้อยเอก ภูริวัฒน์ ประพันธ์ 
3. ร้อยเอก อนุพนธ์ หอมมาลี 
4. ร้อยโท อนุพงษ์ เมืองอำพัน 
5. ร้อยตรี สิงหา อ่อนทรง 

ประกาศ ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ 
สุเทพ เทือกสุบรรณ 
รองนายกรัฐมนตรี 

เย็นศิระ เพราะพระบริบาล-เมื่อ เวลา19.00น.เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2553 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ยังอาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ถนนราชวิถี เพื่อทรงเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติการขอพื้นที่คืนจากผู้ ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 
โดยมีประชาชนมาเฝ้ารับเสด็จเป็นจำนวนมาก(ภาพข่าว:ASTVผู้จัดการ

ทรงมีพระราชหัตถเลขาชมเชยสตรีไทยช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ของชาติ 

อีก เรื่องหนึ่งที่นำความปลาบปลื้มปิติเป็นล้นพ้นต่อปวงพสกนิกรชาวไทยก็คือใน คราวที่เกิดจลาจลในกรุงเทพฯเมื่อปีที่แล้วนั้น ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ นางสนองพระโอษฐ์ และรองราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้อัญเชิญพระราชหัตถเลขา ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชทานให้กับคุณนภัส ณ ป้อมเพชร 



พระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2553 มีความรายละเอียดว่า 


ถึง คุณนภัส ณ ป้อมเพ็ชร์

ฉันได้อ่านจดหมายของคุณที่เขียนถึงสำนักข่าว CNN แล้ว รู้สึกภูมิใจที่คุณยืนขึ้นทำหน้าที่ของคนไทยตอบโต้นักข่าวต่างชาติอย่าง องอาจตรงไปตรงมา แต่ก็ด้วยความสุภาพและมีเหตุผลที่ชัดเจนพอที่จะทำให้ประชาคมโลกที่ได้อ่าน จดหมายของคุณต้องทบทวนความเชื่อถือที่มีต่อ CNN

ชื่นชมยิ่งที่คุณช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศชาติ

( ลายพระราชหัตถเลขาในสมเด็จพระนางเจ้าฯ )

'พล.อ.ณพล'เผย พระราชินีพระราชทานเงินช่วยชุมชนบ่อนไก่20ล.บาท


395834
ไทยรัฐ รายงาน ว่า พล.อ.ณพล บุญทับ รองสมุหราชองครักษ์ เผย "พระราชินี" พระราชทานเงิน 20 ล.บาท ช่วยชาวบ่อนไก่ 2 พันคน จากเหตุทหารกระชับพื้นที่เสื้อแดงปี 53 ระบุผู้ค้ารถเข็นไม่อยู่ในข่ายได้เงินชดเชย...            

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2555 ที่โรงแรมเฟิร์ส ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ พล.อ.ณพล บุญทับ รองสมุหราชองครักษ์ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไม่ได้ทรงสนพระทัยทุกข์ของประชาชนเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่ต้องการช่วยประชาชนที่ทุกข์ยากในทุกภาคของประเทศ เมื่อได้รับจดหมายร้องเรียน หรือร้องทุกข์เข้ามา พระองค์ท่านก็จะรับสั่งให้ตนและคณะทำงานลงไปดู เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาให้ราษฎรเหล่านั้น

“สมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็บอกให้ผมไปดูหน่อยว่า ชาวบ้านตรงบ่อนไก่มีปัญหาอะไร เพราะพระองค์ทรงทราบว่ามีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ก็มีคนค้านว่าจะไปช่วยทำไมตรงนั้น บ่อนไก่แดงทั้งเมือง พระองค์ท่านก็ไม่ว่าอะไร รับสั่งให้ผมลงไป  เพราะ เชื่อว่าผมจัดการได้ พร้อมพระราชทานเงินเบื้องต้นใส่ถุงมา 2 ล้านบาท ผมแต่งชุดธรรมดา ใส่เสื้อขะมุกขะมอม หมวกทรวงม้าเหยียบไปดู คุยหาข่าวจากร้านส้มตำไก่ย่าง ถามว่าไปไหนกันหมด  เขาก็บอกว่าไปหาเงิน เพราะพวกทหารไล่ยิง เดือดร้อน รถเข็นเดือดร้อน ยิงหม้อก๋วยเตี๋ยวทะลุ กระจกพัง ชาวบ้านบอก ทหารตัวดี ถ้าเจอจะเอาทุเรียนตบหน้า เท่าที่ฟังชาวบ้านไม่ได้รับการช่วยเหลือจากทางการ เพราะหาบเร่ รถเข็นไม่มีใบทะเบียนการค้าที่จะได้รับสิทธิ์ได้เงินชดเชย” พล.อ.ณพล กล่าว

รองสมุหราชองครักษ์ กล่าวต่อไปว่า จากนั้นตนได้นัดหมายให้ชาวบ้านมารับความช่วยเหลือที่กองงานของรองสมุหราช องครักษ์ ในเบื้องต้นมีคนมาขอให้ช่วยเหลือ 50 คน ซึ่งตนได้มอบเงินพระราชทานให้คนละ 5 พันบาท เพื่อใช้ทำทุนในการค้าขาย หรือซื้อรถเข็นใหม่ พร้อมถุงยังชีพพระราชทาน ที่สามารถใช้ยังชีพได้ 2-3 สัปดาห์ พร้อมบอกชาวบ้านว่า มีใครที่เดือดร้อนอีกให้มากรอกประวัติ และแจ้งความเสียหาย แล้วเราจะส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจเพื่อช่วยเหลือต่อไป ปรากฏว่ามีชาวบ้านมาแจ้งความจำนงจำนวนมาก สรุปแล้วเราได้ช่วยชาวบ้านที่บ่อนไก่ไปกว่า 2 พันคน ใช้เงิน 20 ล้านบาทที่พระองค์ท่านพระราชทานลงมา.
มติชนออนไลน์ รายงานว่า นารี แสงประเสริฐศรี วัย 52 ปี มารดาของนายมานะ แสงประเสริฐศรี วัย 21 ปีเจ้า หน้าที่กู้ภัยที่เสียชีวิตเนื่องจากถูกยิงที่ศีรษะ จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 บอกว่า ลูกชายมีอาชีพขับแท็กซี่ ในช่วงเหตุการณ์สลายการชุมนุมนั้น ไม่สามารถไปขับแท็กซี่ได้ ขณะเกิดเหตุได้เข้าไปช่วยเหลือประชาชน เนื่องจากเป็นอาสาสมัครป่อเต็กตึ๊ง แต่กลับถูกยิงที่ศีรษะเสียชีวิตคาที่

"หลัง จากการเสียชีวิตได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นเงิน 400,000 บาท และได้รับเงินช่วยเหลือจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จากการเป็นหน่วยกู้ภัย 150,000 บาท นอกจากนี้ยังได้รับเงินช่วยเหลือจากสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มาแล้ว 1 ครั้งเป็นเงิน 50,000-100,000 บาท โดยยื่นเรื่องผ่านทางจดหมายเวียนของชุมชน

"โดย ส่วนตัวรู้สึกเสียใจที่ลูกชายเสียชีวิต แต่ก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป ทั้งนี้ ลูกชายถือเป็นกำลังสำคัญในการเลี้ยงดูครอบครัว ส่วนเงินช่วยเหลือที่ได้รับมาแล้วนั้น แม้จะมากแต่ก็เทียบไม่ได้กับการสูญเสียที่เกิดขึ้น ฉันเองไม่คาดฝันว่าจะมาสลายการชุมนุมที่บ่อนไก่เนื่องจากห่างไกลพื้นที่ราช ประสงค์มาก ส่วนเรื่องความช่วยเหลือที่จะได้รับจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถนั้น ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ก็มีความรู้สึกปลื้มปีติยินดีมาก" นารีกล่าว

ด้วย น้ำพระทัยแผ่ไพศาลต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่าใต้ร่มพระบารมี ทำให้บ้านเมืองที่เคยรุ่มร้อน ก็ผ่อนคลายร่มเย็นสงบลงด้วยพระบารมีเป็นที่ตั้ง

ปวงข้าพระพุทธเจ้าต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน 

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

กำหนดการทักษิณอินUSA 11-12สิงหาคม

ที่มา Thai E-News




โดย RED USA
ภาพการ์ตูนประกอบ GAG LAS VEGAS


งานต้อนรับการมาเยือนแอลเอ อเมริกาของท่านนายกฯทักษิณ
โดยมีแดงอเมริกากลุ่มต่างๆร่วมแรงร่วมใจกันจัดขึ้นดังนี้:
1. วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม 2012
แดงแอลเอจะนำขบวนกลองยาวไปต้อนรับท่านนายกฯทักษิณถึงสนามบินให้กึกก้องคึกครื้น
ขณะนี้แดงอเมริกากำลังรอคำยืนยันในเรื่องของสนามบินที่ท่านนายกฯทักษิณจะมาลงและเวลาที่มาถึง
ทั้งนี้การนำกลองยาวไปต้อนรับที่สนามบินมีจุดประสงค์เพียงต้องการให้ท่านนายกฯทักษิณ
ได้ รับทราบว่าคนรักท่าน มีอยู่ทุกหนแห่ง และเราจะประกาศให้ชาวโลกรู้ว่าท่านนายกฯทักษิณยิ่งใหญ่ เพียงใด ด้วยลำหักของน้ำหนักมือที่กระหน่ำลงบนหน้ากลอง
2. วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม 2012
งาน เลี้ยงต้อนรับท่านนายกฯทักษิณจะจัดที่ศูนย์อาหารไทยแลนด์พลา โดยจะเปลี่ยน parking lot ของไทยแลนด์พลาซ่าเป็นงานรื่นเริง มีซุ้มอาหารและเครื่องดื่มของคนเสื้อแดง ทุกภาด ให้บริการฟรีตลอดงาน ในบริเวณงานยังมีเกมส์และการละเล่นต่างๆเช่นการปาเป้า
และกิจกรรมบนเวที
งาน เลี้ยงต้อนรับจะมีขึ้นระหว่างเวลา 18.00 - 22.00 น. และกำหนดให้มีผู้เข้าร่วมงานในตัวอาคารไม่เกิน 500 ท่าน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ Department of Building and Safety และเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียหากมีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น
กติกา ในการเข้าร่วมงานคือ first come first serve ประตูเข้างานจะปิดลงทันที่หลังจากมีผู้เข้าร่วมงานครบเต็มตาม จำนวน หรือท่านนายกฯทักษิญได้เข้ามาถึงงานแล้ว ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย
3. หลังงานเลี้ยงต้อนรับอย่างเป็นทางการเสร็จสิ้น แกนนำคนเสื้อแดงและคณะผู้จัด งาน จะเข้าพบและสนทนาอย่างเป็นกันเองกับท่านนายกฯทักษิณ สำหรับสถานที่การ สนทนาจะกำหนดในภายหลังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ความสะดวกและความปลอดภัย
การ เข้าพบและสนทนากับท่านนายกฯทักษิณ จะเสร็จสิ้นไม่เกินเวลา 24.00 น. เนื่องจากเกรงว่าท่านนายกฯทักษิณจะเหนื่อยเกินไป และเชื่อว่าท่านคงมี ภาระกิจที่จะต้องทำในวันถ้ดไปอีกมาก
4.ใน ส่วนของผังการจัดงานอย่างละเอียดแบบนาทีต่อนาที ทั้งบนเวที ในโถงใหญ่ ในพื้นที่บริเวณงานและการแวะเวียนทักทายคนไทย และผู้เข้าร่วมงานเลี้ยงต้อน รับของทานนายกฯทักษิณ ผมจะจัดส่งให้ในคืนวันอาทิตย์หรืออย่างช้าในวัน จันทร์ หลังจากการประชุมรอบสุดท้่ายเป็นผลสรุปออกมาแล้ว
5. ประเด็นและหัวข้อที่แดงอเมริกาอยากให้ท่านนายกฯทักษิณพูดบนเวที จะแจ้งให้ทราบต่อไป 
จะ มีการจัดหาจอขนาดใหญ่ที่เราสามารถ monitor งานไปยังด้านล่างของไทยแลนด์่พลาซ่า ทั้งนี้เพื่อเตรียมไว้ในกรณีที่มีผู้มาร่วมงานเกินกว่าจำนวนที่กำหนดและเข้า งานไม่ได้

และเพื่อเตรียมไว้ฉายกิจกรรมของคนเสื้อแดงอเมริกาด้วยในบางช่วงบนเวที

สงสัยจะแยกปลาออกจากน้ำ

ที่มา Thai E-News

 



โดยระยิบ เผ่ามโน

๗ สิงหาคม ๒๕๕๕

เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พล.อ. ณพล บุญทับ รองสมุหราชองครักษ์ ได้ไปบรรยายพิเศษในการประชุมของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หัวข้อ ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเนื้อความน่าสนใจอย่างยิ่งเกี่ยวกับพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ

พระราชินีฯ มีรับสั่งให้ผมไปดูแลปัญหาชาวไทยพุทธในพื้นที่ พล.อ. ณพลกล่าวในการบรรยายปัจจุบันยังมีจดหมายร้องทุกข์จาก 3 จังหวัดภาคใต้จำนวนมากผ่านกองราชเลขาฯ ในพระองค์สมเด็จพระราชินี ทรงให้ส่งคนไปดูแล ทรงให้การช่วยเหลือด้านการประกอบอาชีพสำหรับประชาชน และจัดหาที่อยู่ให้กับผู้ได้รับผลกระทบ และ ผมยังคงต้องลงไปในพื้นที่ทุกเดือน ไปแบบเงียบๆ ไม่ให้ใครรู้ล่วงหน้า”*(1)

นับ เป็นการเปิดเผยถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯ เหมาะเจาะกับช่วงเวลาในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาวันที่ ๑๒ สิงหาคมที่จะมาถึง แล้วยังเป็นการเปิดเผยถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ในประเด็นที่เป็น ข้อมูลใหม่ ทีเดียวสำหรับพสกนิกรจำนวนไม่น้อย

ดังที่พล.อ. ณพล กล่าวตอนหนึ่งว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ มิได้เพียงแต่ทรงสนพระทัยในเรื่องทุกข์ของราษฎรในสามจังหวัดภาคใต้เท่านั้น  แม้แต่ที่ชุมชนบ่อนไก่ในใจกลางกรุงเทพมหานครก็ทรงเอื้ออาทรมอบหมายให้รองสมุหราชองครักษ์นำพระราชทรัพย์ลงไปช่วยเหลือถึง ๒๐ ล้านบาทแล้ว

เพราะท่านรู้ว่ามีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ก็มีคนค้านว่าจะไปช่วยทำไมตรงนั้น บ่อนไก่แดงทั้งเมือง พระองค์ท่านก็ไม่ว่าอะไร รับสั่งให้ผมลงไป เพราะเชื่อว่าผมจัดการได้ พร้อมพระราชทานเงินเบื้องต้นใส่ถุงมา 2 ล้านบาท”*(2)

รองสมุหราชองครักษ์ยังบรรยายด้วยว่าตัวท่านเองลงไปปฏิบัติภารกิจอย่างกลมกลืนกับสภาพพื้นที่ คือท่านใส่เสื้อขมุกขมอมไปคุยหาข่าวตามร้านส้มตำ ไก่ย่าง ทราบว่าชาวบ้านเดือดร้อนจากการที่เคยถูกทหารไล่ยิง ชาวบ้านบอกทหารตัวดี ถ้าเจอจะเอาทุเรียนตบหน้า

เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงทางการเมืองระหว่างการชุมนุมของเสื้อแดงในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วงเดือนเมษายน และพฤษภาคม ๒๕๕๓ มีประชาชนเสียชีวิตนับร้อย จากการส่งกำลังทหารใช้กระสุนจริงเข้าปราบปราม เฉพาะบริเวณพื้นที่รายรอบราชประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นปทุมวัน ศาลาแดง แยกประตูน้ำ สามเหลี่ยมดินแดง และบ่อนไก่ มีประชาชนมือเปล่าที่อย่างดีก็มีแต่หนังสติ๊ก และหลาวไม้ไผ่เป็นอาวุธ ต้องตายไปอย่างน้อย ๙๒ คน

คำว่า ก็มีคนค้านว่าจะไปช่วยทำไมตรงนั้น บ่อนไก่แดงทั้งเมือง จึงมีนัยยะน่าคิดยิ่ง

คนที่ค้านดังกล่าวจะเป็นใครก็ตาม การกล่าวเช่นนั้นแสดงถึงการเลือกที่รักมักที่ชังอันไม่บังควรอย่างยิ่งต่อการประกาศพระเกียรติคุณของสมเด็จพระราชินี เดชะบุญในส่วนของสมเด็จพระนางเจ้าฯ นั้นทรง ไม่ว่าอะไร ซ้ำกลับรับสั่งให้ท่านรองสมุหฯ ลงไปดำเนินการ

พระเมตตาของพระองค์ต่อพสกนิกรที่ได้รับความทุกข์ร้อนเนื่องจากเข้าร่วมประท้วงทางการเมืองเคยปรากฏต่อกลุ่มเสื้อเหลืองมาแล้ว ด้วยการพระราชทานทรัพย์ช่วยเหลืองานศพ น้องโบว์ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ที่ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แล้วระเบิดปิงปองที่บังเอิญอยู่ในกระเป๋าคล้องไหล่ของเธอเกิดระเบิดขึ้นทำให้เสียชีวิต สมเด็จพระนางเจ้าฯ ยังเสด็จไปร่วมงานศพด้วยพระองค์เอง

มาคราวนี้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณล้นเหลือต่อคนเสื้อแดงบ้าง แม้จะห่างจากเหตุการณ์มานานกว่าสองปีก็ตาม ทั้งนี้อาจจะเกี่ยวเนื่องถึงข้อความที่ท่านรองสมุหราชองครักษ์กล่าวด้วยว่า

เท่าที่ฟังชาวบ้านไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางการ เพราะหาบเร่ รถเข็นไม่มีใบทะเบียนการค้าที่จะได้รับสิทธิได้เงินชดเชย ประกอบกับปรากฏว่าคนในชุมชนบ่อนไก่ไปแจ้งความจำนงขอพระราชทานความช่วยเหลือ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณรายละ ๒ พันบาท เป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวถึง ๒ พันราย

ท่าน รองสมุหฯ กล่าวเพียงคร่าวๆ ถึงปัญหาความช่วยเหลือของทางการ ทำให้กระทบถึงรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยไม่ตั้งใจ ในฐานะที่น.ส. ยิ่งลักณษ์ได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหารงานแทนที่รัฐบาลซึ่งทำให้มีคนตาย และบาดเจ็บจำนวนมาก ก็ต้องรับภาระไปเต็มๆ ด้วยความเต็มใจ แม้ว่าตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการเยียวยา มูลค่าไม่ต่ำกว่า ๒ พันล้านบาท ได้ดำเนินการไปแล้วหลายขั้นตอนที่ครอบคลุมผู้เสียหายย้อนไปถึงปี ๒๕๕๑ ซึ่งรวมการประท้วงของพันธมิตรฯ ด้วย*(3)

ข้อน่าสังเกตุอยู่ที่ระยะนี้มีการอ้างอิงถึงคนเสื้อแดง และทวงคืนสีแดงโดยนักการเมืองระดับนำของพรรคฝ่ายค้าน อันเป็นกลุ่มคนที่ควรจะต้องรับผิดชอบทั้งทางอาญา และทางสิทธิมนุษยชนต่อการตายของประชาชนเมื่อปี ๒๕๕๓ ดังเช่นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สวมเสื้อแดงไปขึ้นปาฐกถาที่อาคารกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง แล้วนายกรณ์ จาติกวนิช กับนายเทพไท เสนพงษ์ ออกมากล่าวว่าสีแดงเป็นสีธงชาติใครก็ใช้ได้ ไม่ควรมีใครผูกขาด

โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์พยายามเรียกร้องให้สวมเสื้อแดงเพื่อคัดค้าน พ.ร.บ.ปรองดองของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ฝ่ายค้าน และกลุ่มการเมืองหลังพิงสถาบันกษัตริย์ของนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อ้างว่าเป็นกฏหมายที่มุ่งอภัยโทษแก่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

เหมือนดังว่ากลุ่มการเมืองที่ถูกคนเสื้อแดงตราหน้าว่าสังหารประชาชนในเหตุการณ์พฤษภา ๕๓ กำลังพยายามทำดีต่อผู้เสียหาย เพื่อที่จะแยกปลากับน้ำจากกันให้ได้ หลังจากที่ใช้ไม้แข็งทั้งก่อกวน และข่มขู่ให้เสื้อแดงแหยงมาแล้วไม่ได้ผล

ขนาดหมอตุลย์ที่ควรรักษาภาพของ คนดีมีความรู้ ก็ยังหลงไปกับวิธีการก้าวร้าวต่างๆ ที่กลุ่มคนรักเจ้าแสดงไว้ตามโซเชียลมีเดีย ถึงกับหลุดออกมาในการลงข้อความโต้กับ อจ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ว่า"เลิก ๑๑๒ ให้ก็ได้ แล้วมึงกับพวกเอา .๓๕๘ ไปก็แล้วกัน"

บวกกับท่าทีใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ที่มอบหมายให้นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ผู้ที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ระหว่างการยึดสนามบินสุวรรณภูมิว่า อาหารดี ดนตรีเพราะ เดินทางไปกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศข้อหารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ดำเนินนโยบายฆ่าตัดตอนในเหตุการณ์กรือแซะ และตากใบ*(4)

ตีความอย่างอคติก็ว่าเป็นการแก้เกี้ยวต่อการที่คดีฆ่า ๙๒ ศพซึ่งแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ไว้แล้วเป็นปี ขณะนี้คดีคืบหน้ารอเวลาอัยการศาลฯ เข้าไปไต่สวนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในประเทศ 

การ อินเทร็นด์ ของปชป. จะช่วยเปิดช่องทางให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์จัดการประกาศรับอำนาจศาลฯ เป็นการชั่วคราว ให้สองคดีแล่นฉุยทั้งคู่ รู้แล้วรู้รอดไป

เว้นแต่ถ้าตีความโดยพยายามทำความเข้าใจยุทธวิธีของฝ่ายค้าน ก็อ่านว่าเป็นการ บลั๊ฟ รัฐบาลไม่ให้เดินหน้าเรื่องการรับอำนาจศาลฯ ชั่วคราวที่ ส.ส. จารุพรรณ กุลดิลก พรรคเพื่อไทยยื่นกระทู้เรียกร้องไว้แล้ว*(5) คือถ้ารัฐบาลไม่อยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องเป็นกังวลกับข้อหาระดับนานาชาติอีกหนึ่งคดี ก็อาจทำนิ่งเฉยกับการรับอำนาจศาลฯ ต่อไป

รูปการณ์ทางการเมืองขณะนี้ดูทีว่าฝ่ายประชาธิปัตย์ และจัดตั้ง (หมอตุลย์ + แก้วสรร + สายล่อฟ้า) กำลังเพลี่ยงพล้ำถลำลงอย่างต่อเนื่อง กำหนดเดินทางท่องสหรัฐของอดีตนายกฯ ทักษิณเป็นเวลาสองสัปดาห์ รวมทั้งที่ได้มีการเตรียมต้อนรับอย่างมโหฬารจากกลุ่มเสื้อแดงในนครลอส แองเจลีส น่าจะเป็นสาเหตุให้ฝ่ายค้าน และฝ่ายแค้นของคุณทักษิณออกอาการแปลกๆ อย่างไม่น่าเชื่อในช่วงนี้

ภาวนาแต่ว่าอาการนุ่มๆ เนียนๆ ของท่านรองสมุหราชองครักษ์จะไม่ใช่เป็นวิธีแยกปลาออกจากน้ำด้วยเหมือนกัน นี่หมายถึงปลา ปชป. ที่กำลังจะเน่าคาข้อง กับน้ำดีของผู้มีความจงรักภักดีล้นพ้นทั้งหลายนั่นนะ



*(3) รายละเอียดมติคณะรัฐมนตรีจาก http://www.eppo.go.th/admin/cab/cab-2555-03-06.html#7
*(4) รายละเอียดตามข่าวเดลินิวส์ http://www.dailynews.co.th/politics/147274
*(5) ดูเพิ่มเติมคำวิจารณ์ของ ส.ส.จารุพรรณ ที่https://twitter.com/ajarnjar

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 08/08/55 ถึงฤดูโชว์ลีลา วาทะ สร้างราคา....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ถึงฤดู โชว์ลีลา อวดวาทะ
ไ่ม่ลดละ เพ้อพร่ำ คำตอแหล
สร้างราคา ด้วยบิดเบือน มิเชือนแช
มันเป็นเกม พวกขี้แพ้ แค่อวดดี....

วาทกรรม ดีแต่พูด พิสูจน์ชัด
ตระบัดสัตย์ มักง่าย ขายศักดิ์ศรี
กลายเป็นย้อน เข้าตัว มั่วทั้งปี
พวกกาลี แค่เฉไฉ ไร้ราคา....

หนีทหาร และปราบ ฆ่า ประชาราษฎร์
คนอุบาทว์ เลวระยำ สุดต่ำช้า
จ้องล้มรัฐ-ประชาชน คนเลือกมา
เผยทาสแท้ พวกมารยา นับสารพัน....

หลอกตัวเอง หลอกสาวก ตลกนัก
ทำยึกยัก เลี่ยงหลบ น่าขบขัน
เอาสีเสื้อ เป็นแดงเงา เอากะมัน
โง่แต่ขยัน จึงถาโถม โหมเข้าตัว....

ถึงฤดู โชว์ลีลา ว่า..ตนแน่
พวกขี้แพ้ งี่เง่า ไร้เงาหัว
หลอกสาวก ให้ดี๊ด๊า ตาพร่ามัว
แค่เกมชั่ว มั่ว เพ้อฝัน เพื่อคั่นเวลา....

๓ บลา / ๘ ส.ค.๕๕

"ทักษิณ" เดินทางถึงสหรัฐแล้ว เหลือง-แดงปะทะกันเล็กน้อย "ศิริโชค" โพสต์FB แขวะกต.

ที่มา uddred

 มติืชน 8 สิงหาคม 2555 >>>




วันที่ 8 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางถึงสหรัฐอเมริกา โดยไปรับประทานอาหารที่ร้านผ่องศรี เมืองนิวยอร์ก ตั้งแต่วานนี้ (7ส.ค.) เวลาประมาณ 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งออกมาต้อนรับ และมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ในนิวยอร์กออกมารวมตัวกันชูมือตบขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งผลให้มีการปะทะคารมกันระหว่าง 2 ฝ่าย เกิดขึ้น


ด้านนายศิริ โชค โสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.สงขลา ได้โพสต์รูปภาพและข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว (Sirichok Sopha)ว่า "นช ทักษิณเดินทางมาถึงร้านผ่องศรี ที่ นิวยอร์ค สหรัฐ เป็นที่เรียบร้อย นี่ก็อีกผลงานของกระทรวงต่างประเทศยุคนายสุรพงษ์"

Monday, August 6, 2012

รวมพลคนเคยเหลือง อิมพีเรียล ลาดพร้าว 5-8-2012

ที่มา speedhorse

รวมพลคนเคยเหลือง อิมพีเรียล ลาดพร้าว 5-8-2012



เก็บตกเสวนา: บทบาทสถาบันกษัตริย์และภารกิจสองข้อในการปฏิรูปประชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท

 
 5 ส.ค. ยุกติ มุกดาวิจิตร และ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรบรรยายในงานโครงการผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง  (Laedership for Change) รุ่นที่ 3 จัดโดย มูลนิธิสัมมาชีพ ณ สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
เนื้อความดังต่อไปนี้เป็นบันทึกเนื้อหาของวิทยากรทั้งสองท่านในเฟซบุ๊ค หลังจากที่ได้ไปบรรยายในกิจกรรมข้างต้น ประชาไทเห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจจึงได้นำมมาเผยแพร่ซ้ำอีกครั้ง

ยุกติ มุกดาวิจิตร: บทบาทสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย
เมื่อเช้า ไปบรรยายที่สมาคมธรรมศาสตร์ฯ (ซึ่งแค่ให้สถานที่จัด ไม่ได้เป็นผู้จัด) มีวิทยากรร่วมอีก 2 ท่าน (ดูในรูปจากมติชนออนไลน์ครับ) ตอนแรก ผมจั่วหัวว่าจะบรรยายเรื่อง ม. 112 (ส่วนหนึ่งเพราะหลังๆ มานี่ผมมักถูกถามว่าเป็นพวกนิติราษฎร์ด้วยหรือเปล่า ซึ่งผมมักตอบว่า ผมไม่บังอาจเป็นสมาชิกนิติราษฎร์หรอก เพราะไม่ใช่นักนิติศาสตร์ ผมแค่ไปรับใช้เขา ไปร่วมรณรงค์ด้วยกันเท่านั้น) แต่พูดไปพูดมา ต้องแบ่งการบรรยายเป็น 2 รอบ
รอบแรก พูดเรื่องการกระจายอำนาจและการกระจายทุน ผมพูดจากงานวิจัยที่กำลังเขียนอยู่ว่า ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในสังคมไทยในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาเป็นดอกผลของประเด็นทางการเมืองในทศวรรษ 2530 คือ ประเด็นการกระจายอำนาจและการกระจายรายได้
ผลคือได้เกิดการกระจายทรัพยากร เงินทุน ลงไปในพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น ผู้คนในชนบทเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดตั้งแต่ก่อนการเข้ามาบริหารประเทศของไทยรักไทยด้วย ซ้ำ ผลการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ เราได้กลุ่มคนที่ผมเรียกว่า homegrown entrepreneur เป็นผู้ประกอบการที่โตขึ้นมาจากท้องถิ่น พูดง่ายๆคือ "เจ๊กเริ่มหายไป มีนายทุนน้อยที่เป็นคนท้องถิ่นมากขึ้น"
ผลอีกทางคือ เกิดการกระจายอำนาจ เกิดการฝังรากลึกของประชาธิปไตยแบบตัวแทนลงในสังคมไทยรากหญ้า ทำให้การเลือกตั้งมีความหมายสำหรับประชาชน ไม่ใช่เฉพาะการเลือกตั้งระดับชาติ แต่รวมถึงการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น
การรัฐประหารปี 2549 พยายามกลับกระบวนการนี้ แต่ไม่สำเร็จ แถมยังต้องตามน้ำรักษาการกระจายทรัพยากรไว้ ทำได้แค่เปลี่ยนชื่อกองทุนต่างๆ และพยายามดึงอำนาจการปกครองท้องถิ่นกลับมา ด้วยการให้ผู้ใหญ่บ้านอยู่ในอำนาจนานขึ้น ให้ ผญบ เลือกกำนัน ตั้งองค์กรสภาชุมชน
แล้วก็พักช่วงแรก ระหว่างพัก เริ่มมีเสียงวิจารณ์ว่าผมจะพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์จะดีหรือ จะปลอดภัยหรือไม่ ทั้งๆ ที่ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย ลำพังพูดเรื่องข้างต้นให้เข้าใจ นำเอาข้อมูลต่างๆ จากการวิจัยมาเสนอ ก็แทบจะหมดเวลาแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้จัดยืนยันว่าผมสามารถพูดเรื่อง 112 ได้ เพียงแต่ให้ปรับโทนให้เกิดความเข้าใจระหว่างกลุ่มที่เห็นต่างกันหน่อย
หลังเบรค ผมพูด 2 ประเด็น หนึ่ง ทำไมบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการเมืองระบอบประชาธิปไตยจึงขึ้นมาเป็น ประเด็นในการเมืองไทยปัจจุบัน สอง สังคมต้องแยกเรื่อง ม. 112 ให้ออกจากเรื่องสีเสื้อ แล้วตอบให้ได้ว่า ทำไม ม. 112 จึงกลายเป็นประเด็นทางสังคมในปัจจุบัน
ประเด็นแรก ผมตอบว่า ประเด็นทางการเมืองในสังคมไทยเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่การเปลี่ยนประเด็นแต่ละสมัยเกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม ไม่ใช่อยู่ๆ ใครจะจุดประเด็นขึ้นมาก็เกิดได้ง่ายๆ การที่สังคมไทยปัจจุบันตั้งคำถามถึงบทบาทของสถาบันฯ แสดงว่าบทบาทเท่าที่เคยถูกคาดหวังให้เป็นมา ไม่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมปัจจุบันแล้ว (ยาวเหมือนกัน ขอละไว้)
ประเด็นที่สอง การที่ ม.112 เป็นประเด็น ไม่ใช่เพราะนักวิชาการจุดขึ้นมา เพราะนักวิชาการหลายกลุ่มพูดเรื่องนี้มานานแล้ว พูดหนักขึ้นหลังรัฐประหารก็จริง แต่ยังไม่เป็นประเด็นอยู่ระยะหนึ่ง แต่เมื่อเกิดการคุกคามสิทธิเสรีภาพด้วยกฎหมายนี้อย่างรุนแรงในระยะหลังรัฐ ประหาร และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2553 การคุกคามนี้กระจายไปทั่ว ประชาชนเขาตระหนักรู้ได้ ชนชั้นนำในสังคมไทยจำนวนมากตระหนักรู้ เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นโดยไม่มีการแบ่งแยกสี
แล้วเมื่อเกิดการเคลื่อนไหวของ ครก.112 และนิติราษฎร์ ไปดูคนที่คัดค้านการรณรงค์ คัดค้านการแก้ไขเป็นใคร เป็นนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เป็นทักษิณ เป็นพรรคเพื่อไทย นี่ยังไม่ต้องพูดถึงพวกแม่ทัพนายกอง แสดงว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสี แต่ผมสรุปว่า เป็นการที่ผลประโยชน์ของประชาชนไม่สอดล้องกับการดำรงอยู่ของ ม.112 ในลักษณะที่เป็นอยู่นี้อีกต่อไป
ตอนท้าย มีคำถามระดมเข้าใส่ผมมากมาย ล้วนเป็นคำถามสำคัญที่ผมต้องตอบให้ได้
คำถามหนึ่งที่ผมอยากแชร์คือ
ถาม: "ทำไมนิติราษฎร์จึงเสนอให้ถอด ม.112 ออกจากหมวดความมั่นคง จะบอกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่สำคัญต่อความมั่นคงหรืออย่างไร"
ตอบ: "แน่นอนว่าการคุ้มครององค์พระประมุขของรัฐย่อมสำคัญ แต่กฎหมายในระบอบประชาธิปไตยก็จะต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย โจทย์คือ จะถ่วงดุลการคุ้มครองนี้อย่างไร และการถ่วงดุลนี้ นานาชาติเขาทำกันอย่างไร เราจะทำให้ทัดเทียมเขาได้อย่างไร"
ขอบคุณผู้จัดที่มีความกล้าหาญให้ผมพูดจนจบ และขอบคุณผู้ร่วมอภิปรายที่ช่วยให้รูปธรรมของปัญหาของ ม.112 ทำให้ประเด็นที่ผมเสนอชัดเจนขึ้น


************************************

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : ภารกิจสองข้อของการปฏิรูปประชาธิปไตย มายาคติสี่ข้อที่ต้องฝ่าไปให้ได้

ได้รับเกียรติจากมูลนิธิสัมมาชีพให้ไปคุยเรื่องการปฏิรูปประชาธิปไตย ผมเสนอความเห็นไปว่าโจทย์ใหญ่ของการปฏิรูปประชาธิปไตยตอนนี้มีสองข้อครับ
ข้อแรกคือทำให้สถาบันการเมืองประชาธิปไตยมีความเป็นเสรีประชาธิปไตยที่ สมบูรณ์ขึ้น ข้อนี้หมายความถึงการทำให้ทิศทางประชาธิปไตยกลับไปเป็นแบบก่อนปี 2549 คือเอาอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งเป็นฐานของอำนาจการเมืองทั้งหมด ลดอำนาจของฝ่ายที่ไมไ่ด้มาจากการเลือกตั้งลง เดินหน้าเรืองกระจายอำนาจ ทำประชาธิปไตยให้เดินตามมาตรฐานขั้นต่ำของเสรีประชาธิปไตยที่อารยะ
ข้อสอง ต้องผลักประชาธิปไตยให้ไปไกลว่าปี 2549 ซึ่งในวงนักวิชาการหรือในสังคมก็มีการคิดหาประชาธิปไตยสูตรใหม่ๆ เยอะไปหมด มีเรื่องประชาธิปไตยที่เน้นการมีส่วนร่วม ประชาธิปไตยที่มีฐานจากกลุ่มหรือสมาคมต่างๆ ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ผมก็เคยเขียนเรื่องประชาธิปไตยกับความเป็นศัตรูหรือ Antagonistic Democracy เอาไว้
อย่าทำเหมือนกับการเมืองแบบก่อน 2549 เป็นความสมบูรณ์และเป้นจุดจบของการปฏิรูปโดยตัวเอง
ข้อแรกเข้าใจง่ายเพราะเป็นเรื่องที่ทุกวันนี้คนพูดบ่อย ข้อสองเข้าใจยากหน่อยเพราะยังไม่ค่อยมี่ใครพูดและต้องการเวลาอธิบาย
ประเด็นสำคัญที่ผมคุยต่อคือการปฏิรูปประชาธิปไตยต้องไปให้พ้นจากมายาคติสี่ข้อ
ข้อแรก มายาคติแรกคือ Democracy without Politics คือความคาดหวังว่าประชาธิปไตยจะเต็มไปด้วยทุกสิ่งทีีดีๆ ซึ่งไม่ใช่ ประชาธิปไตยไม่ใช่่จุดจบของทุกอย่าง ประชาธิปไตยคือการเมืองแบบที่แสนเต็มไปด้วยการเมือง เล่นการเมืองกันทั้งนั้น ทุกค่าย ทุกฝ่าย ไม่เว้นสีไหนค่ายไหนกลุ่มไหนชนชั้่นไหน
ถ้าจะอยู่ในระบบประชาธิปไตยก็ต้องทนการแก่งแย่งแบบที่ทั้งมีหลักทั้งไม่ มีหลักของทุกฝ่ายให้ได้ เลิกคิดได้แล้วว่าประชาธิปไตยจะนำสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิตทางการเมือง
อธิบายว่ามายาคตินี้เป็นปัญหาอย่างไรไว้นิดหน่อยในงาน จะไม่ขอเล่าในที่นี้
ข้อสอง มายาคติเรื่อง Democracy = Good Governance ซึ่งแพร่หลายมากในกลุ่มนักธุรกิจหรือนักปฏิรูปทัี้งหลาย เรื่องนี้มันเป็น term หรือคำของพวกนักบริหาร Good Governance สำคัญแน่ แต่ประชาธิปไตยเน้นไปที่ทางเลือกและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร เพราะทางเลือกและโอกาสเข้าถึงทรัพยากรหมายถึงทำให้แต่ละคนแต่ละกลุ่มมี ศักยภาพจะเล่นการเมืองได้มากขึ้น ความสามารถในการเล่นการเมืองได้มากขึ้นคือเงื่อนไขให้คนได้ชีวิตแบบที่เขา ต้องการ
เรื่องนี้สำคัญอย่างไรก็จะเก็บไว้อธิบายในโอกาสถัดไป
ข้อสาม ประชาธิปไตยไม่เท่ากับเสรีประชาธิปไตยหรือระบบที่มีการแข่งขันทางการเมือง ที่สมบูรณ์ที่สุด ประชาธิปไตยวางอยู่บนความคิดเรื่องความเท่าเทียม เชื่อว่าทุกคนเท่ากัน ทุกกลุ่มเท่ากัน ถึงตอนนี้จะไม่เท่ากัน ก็ต้องสร้างเงื่อนไขหรือระบบให้คนเท่ากันในวันข้างหน้าให้ได้
ประชาธิปไตยต้องการพื้นฐานทางสังคมที่เป็นประชาธิปไตย มีการรวมกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มแตกเป็นกลุ่มย่อยได้กว้างขวาง ไม่จำเป็นว่าชนชั้นหรือเพศเดียวกันต้องเป็นกล่มเดียวกันไปหมดทุกเรื่อง เพราะถ้าทุกคนและทุกกลุ่มเท่ากันก็ไม่มีเหตุให้ใครมีสิทธิในการบอกว่ากลุ่ม ของชนชั้นหรือเพศหรืออาชีพหรืออัตลักษณ์ต้องมีลักษณะเดียวกันทุกกรณี
ข้อสี่ ประชาธิปไตยไม่เกี่ยวอะไรกับการสร้างความปรองดอง ความเป็นเอภาพ ความสามัคคี ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตยไม่เกี่ยวกับการทำให้คนรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน เป็นสมาชิกของชุมชนเดียวกัน ชาติไม่ต้องเป็นแบบเดียวกัน ศาสนา ค่านิยมอื่นๆ ก็เช่นเดียวกันด้วย แม้กระทั่งการวิจารณ์ค่านิยมต่างๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบเดียวกันอย่างไมม่ีเงื่อนไข
พูดง่ายๆ คือแดงไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกเรื่อง เกย์ กลุ่มศาสนา กรรมกร เสื้อหลัง เสรีนิยม ฯลฯ ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันหมดในกลุ่มเดียวกัน
อธิบายปัญหาของมายาคติข้อนี้ไว้ในงาน จะหาโอกาสเขียนเรื่องนี้ในโอกาสถัดไป
สรุปคือผมเสนอว่าในแง่สถาบันการเมือง การปฏิรูปมีโจทย์ใหญ่สองข้อครับ แต่ในแง่ความคิดแล้ว การปฏิรูปถูกล้อมด้วยมายาคติสีข้อซึ่งจะเป็นกรอบของการปฏิรูปอย่างมีนัยยะ สำคัญ


ที่มา:
Facebook  Yukti Mukdawijitra

 


Sirote Klampaiboon (ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์) Fanpage


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:มติชน "สังศิต" ชี้ปชต.ในประเทศไทยแค่ธุรกิจการเมือง แนะสกัดรบ.เสียงข้างมาก-คอรัปชั่น

แจกหนังสือ 'ประวัติขบวนการประชาธิปไตยเกาหลี' โหลดฟรี

ที่มา ประชาไท

 
สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย แจกหนังสือเขียนโดย ลีเมียงซิก นักกิจกรรมที่อุทิศตนให้กับขบวนการประชาธิปไตยในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970-80 แปลโดย กุลชีพ วรพงษ์
สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย จัดพิมพ์หนังสือ 'ประวัติขบวนการประชาธิปไตยเกาหลี' The History of the Democratization Movement in Korea
ซึ่งเขียนโดย ลีเมียงซิก นักกิจกรรมที่อุทิศตนให้กับขบวนการประชาธิปไตยในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 และช่วงทศวรรษที่ 1980 และได้รับการยกย่องเชิดชูในฐานะที่มีคุณูปการต่อประชาธิปไตยจากเหตุการณ์การ ลุกขึ้นสู้ของประชาชนกวางจูเมื่อ 18 พฤษภาคม
โดยหนังสือเล่มนี้มี นอร์แมน ธอร์ป เป็นบรรณาธิการ และแปลโดย กุลชีพ วรพงษ์
เพื่อเป็นการเผยแพร่ สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย เปิดให้ดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดในรูปไฟล์พีดีเอฟได้บริเวณด้านล่าง
0 0 0
คำนำ
ประวัติขบวนการประชาธิปไตยเกาหลี
แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากในช่วงสงครามเกาหลี, ความแตกแยกภายในชาติ, และที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของคาบสมุทรเกาหลีเป็นด่านหน้าของสงครามเย็น แต่ประชาชนเกาหลีก็ได้ต่อสู้อย่างไม่ลดระครั้งแล้วครั้งเล่ากับผู้ปกครอง เผด็จการและนำพาประเทศเข้าสู่หนทางประชาธิปไตยได้ในที่สุด ประเทศชาติจะไม่มีวันบรรลุถึงความเป็นประชาธิปไตยและสังคมที่มีพลวัติถ้าหาก ไม่มีผู้เสียสละอันสูงส่งในบรรดานักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และขบวนการต่อต้านเผด็จการที่เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย พวกเขาเหล่านั้นได้โค่นล้มรัฐบาลเผด็จการซิงมันรีในระหว่างการปฏิวัติเดือน เมษายน ต่อสู้คัดค้านรัฐบาลปักจุงฮีในประเด็นการเจรจาสงบศึกกับญี่ปุ่น คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยืดระยะเวลาการครองตำแหน่งประธานาธิบดี คัดค้านการเข้าควบคุมครอบงำมหาวิทยาลัยโดยผ่านการอบรมวิชาทหาร คัดค้านรัฐธรรมนูญยูชินที่เป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ ขบวนการประชาธิปไตยได้ลุกขึ้นต่อสู้กับเผด็จการทหารในระหว่างการลุกขึ้นสู้ ที่เมืองกวางจู และการเคลื่อนไหวระลอกแล้วระลอกเล่าในช่วงทศวรรษที่ 1980 ซึ่งนำมาสู่การลุกขึ้นสู้ในเดือนมิถุนายน ๒๕๓๐ เราอยากจะแบ่งปันประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ของการต่อสู้เพื่อสร้างสรรค์ ประชาธิปไตยที่อาบด้วยเลือดเนื้อและน้ำตาของคนนับล้านนี้กับเพื่อนมิตรในที่ ต่างๆ ทั่วโลก ด้วยหวังว่าจะช่วยเผยแพร่ความทรงจำทางประวัติศาสตร์อันชอบธรรมของเราในหมู่ ผู้อุทิศตนใหักับคุณค่าประชาธิปไตยทั่วทุกมุมโลก สำหรับนักประชาธิปไตยเกาหลี เราก็หวังว่านี่จะเป็นรากฐานของการย้อนทบทวนความเป็นมาของตนเอง
หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ชาวต่างชาติได้เข้าใจง่ายๆ และถูกต้องถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยของเกาหลี พร้อมกับช่วยให้มองเห็นสภาวะของสังคมและประชาธิปไตยในปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้จะฉายภาพให้เห็นถึงความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ของการเคลื่อน ไหวประชาธิปไตยในเกาหลีโดยลำดับเหตุการณ์ที่เป็นพัฒนาการสำคัญในแต่ละช่วง และข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านั้น รวมทั้งจะอธิบายถึงทั้งผลสำเร็จและข้อจำกัดของการพัฒนาประชาธิปไตยในช่วง ก่อนปี ๒๕๓๐ ตลอดจนความท้าทายในอนาคตที่เผชิญหน้าประชาธิปไตยในเกาหลี
เหตุการณ์ร่วมสมัยเหล่านั้นเมื่อได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ จะเป็นบ่อเกิดของการทบทวนสำรวจตน และเป็นพื้นฐานของการก้าวไปข้างหน้า เราหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะทำให้ประวัติศาสตร์ขบวนการประชาธิปไตยที่เรา ภาคภูมิใจ กลายเป็นสมบัติที่มีค่าของมนุษยชาติที่ปรารถนาจะเห็นโลกที่ดีกว่านี้ เราหวังว่า ผู้อ่านทั่วโลกมีจะความสนใจในหนังสือเล่มนี้และให้ความเอาใจใส่อย่างต่อ เนื่องในการพัฒนาประชาธิปไตยและสันติภาพของเกาหลี และของโลก
สุดท้ายนี้ เราขอส่งความปรารถนาดีและเห็นอกเห็นใจกับผู้ที่กำลังอุทิศตนและเสียสละเพื่อบรรลุซึ่งประชาธิปไตยในที่ต่างๆ ทั่วโลก

เดือนพฤษภาคม 2553
บาทหลวงเซอุง ฮัม
ประธานมูลนิธิประชาธิปไตยเกาหลี


ดาวน์โหลดไฟล์หนังสือที่นี่
http://www.tempf.com/getfile.php?id=1338741&key=501f8596d1fcd