ที่มา speedhorse
รวมพลคนเคยเหลือง อิมพีเรียล ลาดพร้าว 5-8-2012
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, August 6, 2012
รวมพลคนเคยเหลือง อิมพีเรียล ลาดพร้าว 5-8-2012
เก็บตกเสวนา: บทบาทสถาบันกษัตริย์และภารกิจสองข้อในการปฏิรูปประชาธิปไตย
ที่มา ประชาไท
Mon, 2012-08-06 14:11
5 ส.ค. ยุกติ มุกดาวิจิตร และ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรบรรยายในงานโครงการผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง
(Laedership for Change) รุ่นที่ 3 จัดโดย มูลนิธิสัมมาชีพ ณ สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
เนื้อความดังต่อไปนี้เป็นบันทึกเนื้อหาของวิทยากรทั้งสองท่านในเฟซบุ๊ค
หลังจากที่ได้ไปบรรยายในกิจกรรมข้างต้น
ประชาไทเห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจจึงได้นำมมาเผยแพร่ซ้ำอีกครั้ง
ยุกติ มุกดาวิจิตร: บทบาทสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย
เมื่อเช้า ไปบรรยายที่สมาคมธรรมศาสตร์ฯ (ซึ่งแค่ให้สถานที่จัด
ไม่ได้เป็นผู้จัด) มีวิทยากรร่วมอีก 2 ท่าน (ดูในรูปจากมติชนออนไลน์ครับ)
ตอนแรก ผมจั่วหัวว่าจะบรรยายเรื่อง ม. 112 (ส่วนหนึ่งเพราะหลังๆ
มานี่ผมมักถูกถามว่าเป็นพวกนิติราษฎร์ด้วยหรือเปล่า ซึ่งผมมักตอบว่า
ผมไม่บังอาจเป็นสมาชิกนิติราษฎร์หรอก เพราะไม่ใช่นักนิติศาสตร์
ผมแค่ไปรับใช้เขา ไปร่วมรณรงค์ด้วยกันเท่านั้น) แต่พูดไปพูดมา
ต้องแบ่งการบรรยายเป็น 2 รอบ
รอบแรก พูดเรื่องการกระจายอำนาจและการกระจายทุน
ผมพูดจากงานวิจัยที่กำลังเขียนอยู่ว่า
ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในสังคมไทยในรอบ 20
ปีที่ผ่านมาเป็นดอกผลของประเด็นทางการเมืองในทศวรรษ 2530 คือ
ประเด็นการกระจายอำนาจและการกระจายรายได้
ผลคือได้เกิดการกระจายทรัพยากร เงินทุน ลงไปในพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น
ผู้คนในชนบทเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดตั้งแต่ก่อนการเข้ามาบริหารประเทศของไทยรักไทยด้วย
ซ้ำ ผลการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ เราได้กลุ่มคนที่ผมเรียกว่า homegrown
entrepreneur เป็นผู้ประกอบการที่โตขึ้นมาจากท้องถิ่น พูดง่ายๆคือ
"เจ๊กเริ่มหายไป มีนายทุนน้อยที่เป็นคนท้องถิ่นมากขึ้น"
ผลอีกทางคือ เกิดการกระจายอำนาจ
เกิดการฝังรากลึกของประชาธิปไตยแบบตัวแทนลงในสังคมไทยรากหญ้า
ทำให้การเลือกตั้งมีความหมายสำหรับประชาชน
ไม่ใช่เฉพาะการเลือกตั้งระดับชาติ แต่รวมถึงการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น
การรัฐประหารปี 2549 พยายามกลับกระบวนการนี้ แต่ไม่สำเร็จ
แถมยังต้องตามน้ำรักษาการกระจายทรัพยากรไว้ ทำได้แค่เปลี่ยนชื่อกองทุนต่างๆ
และพยายามดึงอำนาจการปกครองท้องถิ่นกลับมา
ด้วยการให้ผู้ใหญ่บ้านอยู่ในอำนาจนานขึ้น ให้ ผญบ เลือกกำนัน
ตั้งองค์กรสภาชุมชน
แล้วก็พักช่วงแรก ระหว่างพัก
เริ่มมีเสียงวิจารณ์ว่าผมจะพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์จะดีหรือ
จะปลอดภัยหรือไม่ ทั้งๆ ที่ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย
ลำพังพูดเรื่องข้างต้นให้เข้าใจ นำเอาข้อมูลต่างๆ จากการวิจัยมาเสนอ
ก็แทบจะหมดเวลาแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้จัดยืนยันว่าผมสามารถพูดเรื่อง 112 ได้
เพียงแต่ให้ปรับโทนให้เกิดความเข้าใจระหว่างกลุ่มที่เห็นต่างกันหน่อย
หลังเบรค ผมพูด 2 ประเด็น หนึ่ง
ทำไมบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการเมืองระบอบประชาธิปไตยจึงขึ้นมาเป็น
ประเด็นในการเมืองไทยปัจจุบัน สอง สังคมต้องแยกเรื่อง ม. 112
ให้ออกจากเรื่องสีเสื้อ แล้วตอบให้ได้ว่า ทำไม ม. 112
จึงกลายเป็นประเด็นทางสังคมในปัจจุบัน
ประเด็นแรก ผมตอบว่า ประเด็นทางการเมืองในสังคมไทยเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
แต่การเปลี่ยนประเด็นแต่ละสมัยเกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม
ไม่ใช่อยู่ๆ ใครจะจุดประเด็นขึ้นมาก็เกิดได้ง่ายๆ
การที่สังคมไทยปัจจุบันตั้งคำถามถึงบทบาทของสถาบันฯ
แสดงว่าบทบาทเท่าที่เคยถูกคาดหวังให้เป็นมา
ไม่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมปัจจุบันแล้ว (ยาวเหมือนกัน ขอละไว้)
ประเด็นที่สอง การที่ ม.112 เป็นประเด็น ไม่ใช่เพราะนักวิชาการจุดขึ้นมา
เพราะนักวิชาการหลายกลุ่มพูดเรื่องนี้มานานแล้ว
พูดหนักขึ้นหลังรัฐประหารก็จริง แต่ยังไม่เป็นประเด็นอยู่ระยะหนึ่ง
แต่เมื่อเกิดการคุกคามสิทธิเสรีภาพด้วยกฎหมายนี้อย่างรุนแรงในระยะหลังรัฐ
ประหาร และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2553 การคุกคามนี้กระจายไปทั่ว
ประชาชนเขาตระหนักรู้ได้ ชนชั้นนำในสังคมไทยจำนวนมากตระหนักรู้
เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นโดยไม่มีการแบ่งแยกสี
แล้วเมื่อเกิดการเคลื่อนไหวของ ครก.112 และนิติราษฎร์
ไปดูคนที่คัดค้านการรณรงค์ คัดค้านการแก้ไขเป็นใคร
เป็นนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เป็นทักษิณ เป็นพรรคเพื่อไทย
นี่ยังไม่ต้องพูดถึงพวกแม่ทัพนายกอง แสดงว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสี
แต่ผมสรุปว่า เป็นการที่ผลประโยชน์ของประชาชนไม่สอดล้องกับการดำรงอยู่ของ
ม.112 ในลักษณะที่เป็นอยู่นี้อีกต่อไป
ตอนท้าย มีคำถามระดมเข้าใส่ผมมากมาย ล้วนเป็นคำถามสำคัญที่ผมต้องตอบให้ได้
คำถามหนึ่งที่ผมอยากแชร์คือ
ถาม: "ทำไมนิติราษฎร์จึงเสนอให้ถอด ม.112 ออกจากหมวดความมั่นคง จะบอกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่สำคัญต่อความมั่นคงหรืออย่างไร"
ตอบ: "แน่นอนว่าการคุ้มครององค์พระประมุขของรัฐย่อมสำคัญ
แต่กฎหมายในระบอบประชาธิปไตยก็จะต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย
โจทย์คือ จะถ่วงดุลการคุ้มครองนี้อย่างไร และการถ่วงดุลนี้
นานาชาติเขาทำกันอย่างไร เราจะทำให้ทัดเทียมเขาได้อย่างไร"
ขอบคุณผู้จัดที่มีความกล้าหาญให้ผมพูดจนจบ
และขอบคุณผู้ร่วมอภิปรายที่ช่วยให้รูปธรรมของปัญหาของ ม.112
ทำให้ประเด็นที่ผมเสนอชัดเจนขึ้น
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : ภารกิจสองข้อของการปฏิรูปประชาธิปไตย มายาคติสี่ข้อที่ต้องฝ่าไปให้ได้
ได้รับเกียรติจากมูลนิธิสัมมาชีพให้ไปคุยเรื่องการปฏิรูปประชาธิปไตย ผมเสนอความเห็นไปว่าโจทย์ใหญ่ของการปฏิรูปประชาธิปไตยตอนนี้มีสองข้อครับ
ข้อแรกคือทำให้สถาบันการเมืองประชาธิปไตยมีความเป็นเสรีประชาธิปไตยที่ สมบูรณ์ขึ้น ข้อนี้หมายความถึงการทำให้ทิศทางประชาธิปไตยกลับไปเป็นแบบก่อนปี 2549 คือเอาอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งเป็นฐานของอำนาจการเมืองทั้งหมด ลดอำนาจของฝ่ายที่ไมไ่ด้มาจากการเลือกตั้งลง เดินหน้าเรืองกระจายอำนาจ ทำประชาธิปไตยให้เดินตามมาตรฐานขั้นต่ำของเสรีประชาธิปไตยที่อารยะ
ข้อสอง ต้องผลักประชาธิปไตยให้ไปไกลว่าปี 2549 ซึ่งในวงนักวิชาการหรือในสังคมก็มีการคิดหาประชาธิปไตยสูตรใหม่ๆ เยอะไปหมด มีเรื่องประชาธิปไตยที่เน้นการมีส่วนร่วม ประชาธิปไตยที่มีฐานจากกลุ่มหรือสมาคมต่างๆ ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ผมก็เคยเขียนเรื่องประชาธิปไตยกับความเป็นศัตรูหรือ Antagonistic Democracy เอาไว้
อย่าทำเหมือนกับการเมืองแบบก่อน 2549 เป็นความสมบูรณ์และเป้นจุดจบของการปฏิรูปโดยตัวเอง
ข้อแรกเข้าใจง่ายเพราะเป็นเรื่องที่ทุกวันนี้คนพูดบ่อย ข้อสองเข้าใจยากหน่อยเพราะยังไม่ค่อยมี่ใครพูดและต้องการเวลาอธิบาย
ประเด็นสำคัญที่ผมคุยต่อคือการปฏิรูปประชาธิปไตยต้องไปให้พ้นจากมายาคติสี่ข้อ
ข้อแรก มายาคติแรกคือ Democracy without Politics คือความคาดหวังว่าประชาธิปไตยจะเต็มไปด้วยทุกสิ่งทีีดีๆ ซึ่งไม่ใช่ ประชาธิปไตยไม่ใช่่จุดจบของทุกอย่าง ประชาธิปไตยคือการเมืองแบบที่แสนเต็มไปด้วยการเมือง เล่นการเมืองกันทั้งนั้น ทุกค่าย ทุกฝ่าย ไม่เว้นสีไหนค่ายไหนกลุ่มไหนชนชั้่นไหน
ถ้าจะอยู่ในระบบประชาธิปไตยก็ต้องทนการแก่งแย่งแบบที่ทั้งมีหลักทั้งไม่ มีหลักของทุกฝ่ายให้ได้ เลิกคิดได้แล้วว่าประชาธิปไตยจะนำสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิตทางการเมือง
อธิบายว่ามายาคตินี้เป็นปัญหาอย่างไรไว้นิดหน่อยในงาน จะไม่ขอเล่าในที่นี้
ข้อสอง มายาคติเรื่อง Democracy = Good Governance ซึ่งแพร่หลายมากในกลุ่มนักธุรกิจหรือนักปฏิรูปทัี้งหลาย เรื่องนี้มันเป็น term หรือคำของพวกนักบริหาร Good Governance สำคัญแน่ แต่ประชาธิปไตยเน้นไปที่ทางเลือกและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร เพราะทางเลือกและโอกาสเข้าถึงทรัพยากรหมายถึงทำให้แต่ละคนแต่ละกลุ่มมี ศักยภาพจะเล่นการเมืองได้มากขึ้น ความสามารถในการเล่นการเมืองได้มากขึ้นคือเงื่อนไขให้คนได้ชีวิตแบบที่เขา ต้องการ
เรื่องนี้สำคัญอย่างไรก็จะเก็บไว้อธิบายในโอกาสถัดไป
ข้อสาม ประชาธิปไตยไม่เท่ากับเสรีประชาธิปไตยหรือระบบที่มีการแข่งขันทางการเมือง ที่สมบูรณ์ที่สุด ประชาธิปไตยวางอยู่บนความคิดเรื่องความเท่าเทียม เชื่อว่าทุกคนเท่ากัน ทุกกลุ่มเท่ากัน ถึงตอนนี้จะไม่เท่ากัน ก็ต้องสร้างเงื่อนไขหรือระบบให้คนเท่ากันในวันข้างหน้าให้ได้
ประชาธิปไตยต้องการพื้นฐานทางสังคมที่เป็นประชาธิปไตย มีการรวมกลุ่ม กลุ่มแต่ละกลุ่มแตกเป็นกลุ่มย่อยได้กว้างขวาง ไม่จำเป็นว่าชนชั้นหรือเพศเดียวกันต้องเป็นกล่มเดียวกันไปหมดทุกเรื่อง เพราะถ้าทุกคนและทุกกลุ่มเท่ากันก็ไม่มีเหตุให้ใครมีสิทธิในการบอกว่ากลุ่ม ของชนชั้นหรือเพศหรืออาชีพหรืออัตลักษณ์ต้องมีลักษณะเดียวกันทุกกรณี
ข้อสี่ ประชาธิปไตยไม่เกี่ยวอะไรกับการสร้างความปรองดอง ความเป็นเอภาพ ความสามัคคี ความสมานฉันท์ ประชาธิปไตยไม่เกี่ยวกับการทำให้คนรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน เป็นสมาชิกของชุมชนเดียวกัน ชาติไม่ต้องเป็นแบบเดียวกัน ศาสนา ค่านิยมอื่นๆ ก็เช่นเดียวกันด้วย แม้กระทั่งการวิจารณ์ค่านิยมต่างๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบเดียวกันอย่างไมม่ีเงื่อนไข
พูดง่ายๆ คือแดงไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกเรื่อง เกย์ กลุ่มศาสนา กรรมกร เสื้อหลัง เสรีนิยม ฯลฯ ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันหมดในกลุ่มเดียวกัน
อธิบายปัญหาของมายาคติข้อนี้ไว้ในงาน จะหาโอกาสเขียนเรื่องนี้ในโอกาสถัดไป
สรุปคือผมเสนอว่าในแง่สถาบันการเมือง การปฏิรูปมีโจทย์ใหญ่สองข้อครับ แต่ในแง่ความคิดแล้ว การปฏิรูปถูกล้อมด้วยมายาคติสีข้อซึ่งจะเป็นกรอบของการปฏิรูปอย่างมีนัยยะ สำคัญ
ที่มา:
Facebook Yukti Mukdawijitra
Sirote Klampaiboon (ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์) Fanpage
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:มติชน "สังศิต" ชี้ปชต.ในประเทศไทยแค่ธุรกิจการเมือง แนะสกัดรบ.เสียงข้างมาก-คอรัปชั่น
แจกหนังสือ 'ประวัติขบวนการประชาธิปไตยเกาหลี' โหลดฟรี
ที่มา ประชาไท
Mon, 2012-08-06 15:32
สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย แจกหนังสือเขียนโดย ลีเมียงซิก
นักกิจกรรมที่อุทิศตนให้กับขบวนการประชาธิปไตยในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970-80
แปลโดย กุลชีพ วรพงษ์
สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย จัดพิมพ์หนังสือ
'ประวัติขบวนการประชาธิปไตยเกาหลี' The History of the Democratization
Movement in Korea
ซึ่งเขียนโดย ลีเมียงซิก
นักกิจกรรมที่อุทิศตนให้กับขบวนการประชาธิปไตยในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970
และช่วงทศวรรษที่ 1980
และได้รับการยกย่องเชิดชูในฐานะที่มีคุณูปการต่อประชาธิปไตยจากเหตุการณ์การ
ลุกขึ้นสู้ของประชาชนกวางจูเมื่อ 18 พฤษภาคม
โดยหนังสือเล่มนี้มี นอร์แมน ธอร์ป เป็นบรรณาธิการ และแปลโดย กุลชีพ วรพงษ์
เพื่อเป็นการเผยแพร่ สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย
เปิดให้ดาวน์โหลดหนังสือเล่มนี้
ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดในรูปไฟล์พีดีเอฟได้บริเวณด้านล่าง
0 0 0
คำนำ
ประวัติขบวนการประชาธิปไตยเกาหลี
แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากในช่วงสงครามเกาหลี, ความแตกแยกภายในชาติ,
และที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของคาบสมุทรเกาหลีเป็นด่านหน้าของสงครามเย็น
แต่ประชาชนเกาหลีก็ได้ต่อสู้อย่างไม่ลดระครั้งแล้วครั้งเล่ากับผู้ปกครอง
เผด็จการและนำพาประเทศเข้าสู่หนทางประชาธิปไตยได้ในที่สุด
ประเทศชาติจะไม่มีวันบรรลุถึงความเป็นประชาธิปไตยและสังคมที่มีพลวัติถ้าหาก
ไม่มีผู้เสียสละอันสูงส่งในบรรดานักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
และขบวนการต่อต้านเผด็จการที่เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย
พวกเขาเหล่านั้นได้โค่นล้มรัฐบาลเผด็จการซิงมันรีในระหว่างการปฏิวัติเดือน
เมษายน ต่อสู้คัดค้านรัฐบาลปักจุงฮีในประเด็นการเจรจาสงบศึกกับญี่ปุ่น
คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยืดระยะเวลาการครองตำแหน่งประธานาธิบดี
คัดค้านการเข้าควบคุมครอบงำมหาวิทยาลัยโดยผ่านการอบรมวิชาทหาร
คัดค้านรัฐธรรมนูญยูชินที่เป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ
ขบวนการประชาธิปไตยได้ลุกขึ้นต่อสู้กับเผด็จการทหารในระหว่างการลุกขึ้นสู้
ที่เมืองกวางจู และการเคลื่อนไหวระลอกแล้วระลอกเล่าในช่วงทศวรรษที่ 1980
ซึ่งนำมาสู่การลุกขึ้นสู้ในเดือนมิถุนายน ๒๕๓๐
เราอยากจะแบ่งปันประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ของการต่อสู้เพื่อสร้างสรรค์
ประชาธิปไตยที่อาบด้วยเลือดเนื้อและน้ำตาของคนนับล้านนี้กับเพื่อนมิตรในที่
ต่างๆ ทั่วโลก
ด้วยหวังว่าจะช่วยเผยแพร่ความทรงจำทางประวัติศาสตร์อันชอบธรรมของเราในหมู่
ผู้อุทิศตนใหักับคุณค่าประชาธิปไตยทั่วทุกมุมโลก
สำหรับนักประชาธิปไตยเกาหลี
เราก็หวังว่านี่จะเป็นรากฐานของการย้อนทบทวนความเป็นมาของตนเอง
หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ชาวต่างชาติได้เข้าใจง่ายๆ
และถูกต้องถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยของเกาหลี
พร้อมกับช่วยให้มองเห็นสภาวะของสังคมและประชาธิปไตยในปัจจุบัน
หนังสือเล่มนี้จะฉายภาพให้เห็นถึงความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ของการเคลื่อน
ไหวประชาธิปไตยในเกาหลีโดยลำดับเหตุการณ์ที่เป็นพัฒนาการสำคัญในแต่ละช่วง
และข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านั้น
รวมทั้งจะอธิบายถึงทั้งผลสำเร็จและข้อจำกัดของการพัฒนาประชาธิปไตยในช่วง
ก่อนปี ๒๕๓๐ ตลอดจนความท้าทายในอนาคตที่เผชิญหน้าประชาธิปไตยในเกาหลี
เหตุการณ์ร่วมสมัยเหล่านั้นเมื่อได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์
จะเป็นบ่อเกิดของการทบทวนสำรวจตน และเป็นพื้นฐานของการก้าวไปข้างหน้า
เราหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะทำให้ประวัติศาสตร์ขบวนการประชาธิปไตยที่เรา
ภาคภูมิใจ
กลายเป็นสมบัติที่มีค่าของมนุษยชาติที่ปรารถนาจะเห็นโลกที่ดีกว่านี้
เราหวังว่า
ผู้อ่านทั่วโลกมีจะความสนใจในหนังสือเล่มนี้และให้ความเอาใจใส่อย่างต่อ
เนื่องในการพัฒนาประชาธิปไตยและสันติภาพของเกาหลี และของโลก
สุดท้ายนี้ เราขอส่งความปรารถนาดีและเห็นอกเห็นใจกับผู้ที่กำลังอุทิศตนและเสียสละเพื่อบรรลุซึ่งประชาธิปไตยในที่ต่างๆ ทั่วโลก
เดือนพฤษภาคม 2553
บาทหลวงเซอุง ฮัม
ประธานมูลนิธิประชาธิปไตยเกาหลี
ดาวน์โหลดไฟล์หนังสือที่นี่
http://www.tempf.com/getfile.php?id=1338741&key=501f8596d1fcd
โฉมหน้าสื่อไทยผ่านข้างหลังภาพ80ปีผู้ดีอานันท์
ที่มา Thai E-News
-แถลงการณ์ฺองค์กรสื่อยุคพันธมิตรชุมนุม เมืื่อปี2551 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ใช้ความอดทนอดกลั้นและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบไม่ว่ากรณีใดๆ ( รายละเอียดคลิ้ก)-แถลงการณ์องค์กรสื่อยุคเสื้อแดงนปช.ชุมนุมเมื่อปี2552 องค์กรวิชาชีพสื่อ ขอให้รัฐบาลและกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) ใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อควบคุมสถานการณ์เท่านั้น ขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาการชุมนุมที่ละเมิดกฎหมายโดยใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเหมาะสม (รายละเอียด คลิ้ก)
ประธาน กมธ. ไม่เชื่อ 13 ศพลูกเรือจีน แค่ฝีมือ "หน่อคำ"-ย้ำทหารไทยมีเอี่ยว
ที่มา uddred
สำนักข่าวอิศรา 6 สิงหาคม 2555 >>>

ปธ.กมธ.การต่างประเทศ จากพรรคเพื่อไทย ยังเชื่อว่า "ทหารไทย" เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารลูกเรือจีน 13 ศพ ในแม่น้ำโขง เมื่อปลายปี 2554
นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี กมธ.การต่างประเทศ ได้ทำรายงานสรุปข้อเท็จจริง กรณีฆาตกรรมลูกเรือสัญชาติจีน 13 ศพ ในลุ่มแม่น้ำโขง จ.เชียงราย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน เสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมส่งรายงานทั้ง 2 ฉบับให้ที่ประชุมสภาฯ รับทราบ ในการประชุมสภาฯ ชุดที่ 24 ปีที่ 2 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญทั่วไป) เมื่อวันพุธที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยในรายงานดังกล่าวระบุว่า น่าเชื่อว่าการเสียชีวิตของลูกเรือสัญชาติจีน ทั้ง 13 คนเกิดจากฝีมือของเจ้าหน้าที่ทหารของไทย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวขัดกับข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกมาภายหลังทางการลาวจับตัว นายหน่อคำ หัวหน้ากองกำลังติดอาวุธในแม่น้ำโขง เมื่อต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมาแล้ว แล้วหลังจากตัวไปดำเนินคดีในประเทศจีน ซึ่งมีรายงานข่าวระบุตามมาว่านายหน่อคำเป็นผู้สังหารลูกเรือสัญชาติจีนทั้ง 13 คนนั้นเอง
โดยนายสุนัย ว่า กมธ.การต่างประเทศ คงไม่แก้ไขเนื้อหาในรายงานดังกล่าว เพราะอำนาจในการทำคดีดังกล่าวอยู่ที่พนักงานสอบสวน กมธ.การต่างประเทศ เป็นแค่ฝ่ายการเมืองทำหน้าที่ในสภา ที่ไปตรวจสอบเรื่องนี้เพราะต้องการแสดงความห่วงใย ในเรื่องที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่สำคัญในตัวรายงานก็ไม่ได้สรุปว่าใครผิดเพียงแต่เขียนไว้ว่า น่าเชื่อได้ว่าการเสียชีวิตของลูกเรือสัญชาติจีนทั้ง 13 คน เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ทหารของไทยเท่านั้น
"ส่วนตัวผมก็ยังเชื่อตามข้อมูลที่ปรากฎอยู่ในรายงานของ กมธ. เพราะเรือ 2 ลำวิ่งเข้ามาในน่านน้ำไทย โดยมีเรือไม่ปรากฎสัญชาติประกบ เจ้าหน้าที่ทหารของไทยซึ่งได้รับรายงานตั้งแต่เช้า ถ้าหากนายหน่อคำอ้างว่าเป็นคนยิงลูกเรือสัญชาติจีนทั้ง 13 คนตามลำพัง แล้วคุณปล่อยเข้ามายิงในน่านน้ำไทยได้อย่างไร ที่สำคัญเมื่อถึงปลายทางเรือลำหนึ่งมีศพกัปตันเรืออยู่ แล้วเรืออีกลำจะแล่นเข้ามาในน่านน้ำไทยโดยไม่มีกัปตันได้อย่างไร นอกจากนี้ กมธ.ยังพบพิรุธเรื่องการวางยาบ้า 9.2 แสนเม็ดไว้ในเรือทั้ง 2 ลำ ที่แค่เดินเข้าไปก็เห็นเลย ลำหนึ่งอยู่ในห้องกัปตันเรือ อีกลำอยู่กลางเรือเลย ซึ่งมันผิดวิสัยของการลักลอบขนยาเสพติด” นายสุนัย กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา เว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา ได้นำรายงานของ กมธ.การต่างประเทศ และกมธ.ความมั่นคงแห่งชาติ ที่ต่างมี ส.ส.เพื่อไทย เป็นประธาน กมธ. ที่สรุปตรงกันถึงสาเหตุการเสียชีวิตของลูกเรือสัญชาติจีนทั้ง 13 ศพว่า น่าจะมีเจ้าหน้าที่ทหารของไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์คนเครือไท เคยรายงานว่า หลังนายหลิว เย่จิน อธิบดีกรมควบคุมยาเสพติด กระทรวงความมั่นคงภายในสาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและเจ้าหน้าที่ด้านนิติวิทยาศาสตร์ 15 นาย เดินทางเข้าพบ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. ช่วงปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ก็มีรายงานระบุว่า จากการสืบสวนร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 ชาติ คือจีน, ลาว, พม่า และไทย นายหน่อคำร่วมกับขบวนการค้ายาเสพติดและทหารไทยกลุ่มหนึ่งวางแผนกันสังหารลูก เรือสัญชาติจีนทั้ง 13 คน
9 ส.ค. ศาลอาญาห้ามแดงวุ่นวาย
ที่มา msn ข่าว
ทั้งนี้การวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดูแลความเรียบร้อยบริเวณศาลอาญา นั้น จะใช้กำลังของ สน.พหลโยธิน 70 นาย และจะมีกำลังของกองปราบปราม และตำรวจสันติบาลอีกจำนวนหนึ่ง พร้อมกันนี้จะมีการตรวจเข้มรถยนต์ที่เข้าออก ด้านในพื้นที่ และจะมีการตรวจเข้มเรื่องวัตถุระเบิดด้วย
อย่างไรก็ตามจะมีการประสานกำลังจากกองบังคับการตำรวจจราจร มาช่วยดูแลจัดการจราจรบริเวณหน้าศาลอาญาด้วย ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่จะจัดจุดจอดรถไว้ ที่ริมถนนรัชดาภิเษก ตั้งแต่ช่วงหน้าศาลอาญา ไปจนถึง สน.พหลโยธิน และจะให้จอดเพียง 1 ช่องจราจร เท่านั้น
นายกฯ เก่ง ถูกซักฟอกไม่น๊อก
ที่มา msn ข่าว
นายกฯ เก่ง ถูกซักฟอกไม่น๊อก
ส่วนใน 5 ประเด็นที่ฝ่ายค้านเปิดเผยออกมานั้น เชื่อว่า จะไม่ทำให้รัฐบาลล้มอย่างแน่นอน เชื่อว่า หากรัฐบาลไม่มีเรื่องทุจริตก็จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ เป็นฝ่ายค้านต่อไปอีก 5 ปี นอกจากนี้ เห็นว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นไม่ควรมีการเปิดเผยข้อมูลก่อน
ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในการดูแลเรื่องความมั่นคงลงพื้นที่นั้น มองว่า รัฐบาล ทำงานแบบเป็น CEO ที่ต้องมีการวางแผนงาน จึงไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่ให้เสียกำลังเจ้าหน้าที่ ที่ดูแลรักษาความปลอดภัย
นอกจากนี้ ยังเปิดเผยว่า หลังจากที่มีสำนักข่าวหนึ่ง ระบุว่า จะมีการติดต่อขอมอบตัวของผู้ต้องสงสัยในการก่อเหตุความไม่สงบ 40 คน โดยยื่นข้อเสนอ 3 ข้อกับตนนั้นจะต้องนำข้อเสนอดังกล่าวไปให้ฝ่ายความมั่นคงตรวจสอบอีกครั้ง
ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึง กรณีเหตุการณ์การขนอาวุธสงคราม บนรถทัวร์โดยสาร สายกรุงเทพฯ - นครราชสีมา ยังไม่ได้ข้อสรุปจากทางตำรวจ ซึ่งเห็นว่าเรื่องนี้จะไม่เชื่อมโยงการเมืองอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบรถโดยสารเข้าออกอย่างเข้มงวด
โอ๊ค โพสต์หนีทหาร ซีรี่ส์ ตอน2 'หลักเกณฑ์-หลักการ-หลักกู ควรเชื่อใคร'
ที่มา Voice TV

นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊กส่วนตัว Oak Panthongtae Shinawatra ระบุถึงกรณีต่อเนื่อง เรื่อง หนีทหาร เดอะซีรี่ย์" ตอนที่2 มีชื่อว่า"หลักเกณฑ์-หลักการหรือหลักกู ควรเชื่อใคร"
โดยในข้อความ ระบุว่า เรื่อง การเข้ารับราชการที่ รร.นายร้อย จปร.ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะถูกจะผิดทางกองทัพบก เขาได้มีการสอบสวนจนได้ข้อสรุปตั้งแต่ปี2542แล้วครับ เป็นการตรวจสอบอย่างเป็นทางการโดยกรมจเรทหารบก ซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก ที่มีหน้าที่ตรวจสอบโดยตรง ตรวจสอบตามคำสั่งของ พลเอก สุรยุทธ จุลลานนท์ ผบ.ทบ. โดยในขณะนั้นนายกรัฐมนตรี ชื่อนายชวน หลีกภัย เมื่อ จเร ทบ. สวบสวนเสร็จ เขาก็ทำเรื่องรายงานถึง ผบ.ทบ. ในเอกสารรายงานนี้มีส่วนที่ระบุถึงนายอภิสิทธิ์ฯ ตรงๆ ซึ่งผมจะขอแยกเป็น3ส่วน "หลักเกณฑ์-หลักการ-หลักกู" เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ตามนี้ครับ
1. หลักเกณฑ์
จเรทหารบก เขาเขียน ชัดเจนแบบไม่ต้องตีความครับ ขัดหรือไม่ขัดหลักเกณฑ์อ่านเข้าใจกันได้ง่ายๆ เขาเขียนไว้อย่างนี้ครับ
"นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะขัดต่อหลักเกณฑ์ของ ทบ. ที่สามารถบรรจุเข้ารับราชการได้"
2. หลักการ
จเร ทบ. ก็ยังได้เขียนรายงานถึงพล.อ.สุรยุทธฯ ผบ.ทบ. ต่อไปถึงหลักการที่ถูกต้อง หากนายอภิสิทธิ์ฯ ต้องการจะเข้ารับราชการจริงๆจะต้องทำอย่างไร ตามนี้ครับ
"เพราะเป็นคนขาดการตรวจเลือกฯ เมื่อ๗เม.ย.๓๐ หากจะดำเนินการบรรจุเข้ารับราชการต้องภายหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกส่งตัวดำเนินคดีตาม พรบ.รับราชการทหาร พ.ศ.๒๔๙๗ พร้อมกับส่งตัวเข้ากองประจำการจนครบกำหนดก่อน"
งานเข้ามั๊ยครับพี่น้อง ผมขอแปลไทยเป็นไทย ใน2ข้อนี้ เพื่อให้เข้าใจง่ายเข้าครับ
1. นายอภิสิทธิ์ฯ ขาดคุณลักษณะที่จะเข้ารับราชการในโรงเรียน นายร้อยจปร.ครับ
2. หากจะให้มีคุณลักษณะ ที่จะให้เข้ารับราชการได้ จะต้องภายหลังจากที่
2.1 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องถูกส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายก่อน และ
2.2 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องถูกส่งไปเป็นทหารเกณฑ์ จนครบกำหนดก่อน
3. หลักกู
ในเมื่อผลการสอบสวนของทางราชการก็ยังคงอยู่ตามนี้จนถึงปัจจุบันครับ และเป็นการสอบสวนในสมัยที่พลเอกสุรยุทธฯเป็น ผบ.ทบ. และนายชวนฯเป็นนายกฯ หากจะอ้างว่าถูกกลั่นแกล้งก็คงไม่งามนะครับ ในเมื่อผลสอบสรุปชัดว่าขัดทั้งหลักเกณฑ์และหลักการ ดังนั้นใครจะมาอ้างอย่างโน้นอย่างนี้ว่าตนเองไม่ผิด ผมถือว่าเป็นการใช้ "หลักกู"ครับ ผมว่าเสียเครดิตตัวเองเปล่าๆ ใครที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็ควรที่จะทำเรื่องชี้แจงหรืออุธรณ์ผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการเพื่อให้ทาง จเรทบ.ได้พิจารณาใหม่อีกครั้ง ยังดีกว่าออกมาอ้างโน่นอ้างนี่ให้สังคมสับสนนะครับ
ติดตามมาถึงตรงนี้ ใครที่ยังคิดว่าการเข้ารับราชการที่ รร.จปร.ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังถูกต้องอยู่อีก รอดูโพสต์หน้าครับ "หนีทหาร เดอะซีรี่ย์" ตอนที่3 "แพะรับบาป" มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้งพลตรี พลโท พลเอก นับสิบคนตกเป็นแพะรับบาปจากกรณีนี้ด้วย ห้ามพลาดครับ..
Source : https://www.facebook.com/oakpanthongtae
เรียบเรียงข้อมูลล่าสุด : Boonyisa Pengboonma
ศาลนัดตรวจพยาน 'ทักษิณ' ฟ้อง 'แก้วสรร'หมิ่นประมาท วันนี้
ที่มา Voice TV







