WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 9, 2012

คุยกับ ‘ป้าอุ๊’ ในงาน 100 วันอากง

ที่มา ประชาไท

 


7 ส.ค.53 ที่วัดด่านสำโรง ครอบครัวของนายอำพล หรือ อากง จัดพิธีทำบุญครบรอบ 100 วันการจากไปของเขา โดยส่วนใหญ่มีเพียงสมาชิกในครอบครัวที่มาร่วมงาน สำหรับการฌาปนกิจนั้น มีกำหนดตั้งศพในวันที่ 25 ส.ค.และฌาปนกิจในวันที่ 26 ส.ค.นี้ โดยสถานที่จัดงานทางครอบครัวจะแจ้งอีกครั้งภายหลัง
รสมาลิน หรือ ป้าอุ๊ ภรรยาของอากงให้สัมภาษณ์ว่า จนถึงวันนี้ยังไม่ได้รับผลชันสูตรศพอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานใด ส่วนเรื่องการไต่สวนการตายนั้น เธอก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าจะมีหรือไม่อย่างไร แต่ทางตำรวจเคยบอกว่ากระบวนการดังกล่าวอาจต้องใช้เวลา 2-3 เดือน
เธอกล่าวด้วยว่า ทุกวันนี้ทุกคนในครอบครัวยังคิดถึงอากงเสมอ และยังคงไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับครอบครัวชาวบ้านธรรมดา อย่างครอบครัวเธอได้อย่างไร ส่วนตัวเธอเองก็ต้องกลายมาเป็นผู้นำในครอบครัวและต้องเข้มแข็งเพราะยังมีลูก หลานอีกหลายคนที่ต้องดูแล ปัจจุบันหลานๆ ที่เคยเขียนจดหมายถึงอากงในเรือนจำ ยังคงส่งจดหมายไปหาผู้ต้องขังคดี 112 ในเรือนจำที่รักและช่วยดูแลอากงโดยเฉพาะธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล



สภาที่ปรึกษาศอ.บต. ค้านตั้งศูนย์ปฏิบัติการดับไฟใต้ที่ กทม.

ที่มา ประชาไท

 

ยันไม่เห็นด้วยกับการให้อำนาจกองทัพคุมงานด้านพลเรือนและอำนวยความยุติธรรม
          สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกแถลงการณ์หลังมีมติ เป็นเอกฉันท์ในการประชุมเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2555 ว่าไม่เห็นด้วยการจัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้” ที่กรุงเทพฯ ซึ่งรัฐบาลจะมีการเรียกประชุมหารือประเด็นนี้เป็นครั้งแรกในวันที่ 8 สิงหาคม 2555
          โดยเนื้อหาของแถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่าการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวซึ่งเป็น แนวคิดของรัฐบาลที่จะรวมหน่วยงาน 16 กระทรวงหลักที่เกี่ยวข้องกับงานความมั่นคงและงานการพัฒนา โดยให้แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้กำกับดูแลงานของฝ่ายพลเรือนทั้งหมด รวมทั้งศอ.บต. ทางสภาที่ปรึกษาเห็นว่า  ตั้งข้อสังเกตว่าแม้ว่ารัฐบาลจะทุ่มเทงบประมาณจำนวนมหาศาลในการแก้ไขปัญหา ความรุนแรงในภาคใต้ แต่ว่าก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้  และจากการฟังการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนพบว่าประชาชน “เริ่มขาดความเชื่อมั่นต่อนโยบายของกองทัพในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาค ใต้”  
          ในแถลงการณ์ดังกล่าว ยังชี้แจงเหตุผล 4 ข้อ  ดังนี้ ประการที่ 1 นโยบายการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2555 - 2557 ได้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม การรับฟัง และสะท้อนความเห็นจากภาคประชาชนกับภาครัฐ โดยมีสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการ และเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน โดยได้แยกงานระหว่างฝ่ายความมั่นคงที่มี พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ. ความมั่นคงฯ) กับงานด้านการพัฒนาฝ่ายพลเรือน ที่มี พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ. ศอ.บต.) ไว้อย่างชัดเจน และดำเนินยุทธศาสตร์สอดคล้องกับนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาค ใต้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบแล้ว จึงเห็นว่า รัฐบาลควรบริหารราชการแผ่นดินให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว   
        ประการที่ 2 ไม่เห็นด้วยในการมอบหมายให้แม่ทัพภาค 4 เป็นผู้กำกับดูแลกิจการในพื้นที่ครอบคลุมไปถึงกิจการฝ่ายพลเรือนและการอำนวย ความยุติธรรม โดยควรที่จะแยกงานการพัฒนาและความมั่นคงออกจากกัน ภารกิจของกองทัพมีมากอยู่แล้วจึงควรเน้นการรักษาอธิปไตยและรักษาความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นหลัก จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในอำนาจรัฐให้มากยิ่งขึ้น
          ประการที่ 3 รัฐบาลควรจะใช้คณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ตาม พ.ร.บ. ศอ.บต. เป็นศูนย์ปฏิบัติการที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และจะต้อง ผลักดันให้กระทรวงต่างๆ มีความเข้มแข็ง ทั้งกำลังคน และงบประมาณ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย   นอกจากนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ศอ.บต. ซึ่งต้องการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมการแก้ปัญหา รัฐบาลจึงควรรับฟังเสียงจากประชาชนเจ้าของพื้นที่ ไม่ใช่เป็นการพิจารณาและสั่งการมาจากส่วนกลางอย่างเดียว
       ประการที่ 4 ในกรณีมีการกล่าวอ้างว่าการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ ประสบความสำเร็จ เพราะมี พ.ร.บ.ศอ.บต. และ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ซ้ำซ้อนกันอยู่ ขอเรียนว่า พ.ร.บ. ศอ.บต. ได้ผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนมาอย่างกว้างขวางและผ่าน ความเห็นชอบจากรัฐสภามาแล้ว เพราะฉะนั้น พ.ร.บ.ศอ.บต. จึงไม่ได้ซ้ำซ้อนกับ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ  เนื่องจาก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ รับผิดชอบในด้านการดูแลรักษาความสงบและอธิปไตยของชาติ ส่วน พ.ร.บ. ศอ.บต. รับผิดชอบเรื่องการเมือง การปกครอง และการพัฒนา จึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ในทางกลับกัน ยังเป็นการหนุนเสริม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ อีกด้วย อีกทั้งประชาชนค่อนข้างพึงพอใจกับการดำเนินการตาม พ.ร.บ. ศอ.บต.
          นายปกรณ์ ปรีชาวุฒิเดช โฆษกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สัมภาษณ์กับ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้เพิ่มเติมว่าศูนย์ดังกล่าวที่มีพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รมว.มหาดไทย เป็นผู้ควบคุมเชิงนโยบายจากศูนย์กลาง และมีแม่ทัพภาค 4 เป็นประธานในการอำนวยการการแก้ไขในพื้นที่ผ่านศูนย์ดังกล่าว ทางสภาที่ปรึกษาฯ เห็นว่าจะเป็นการให้อำนาจแก่ทหารมากเกินไป

เผยครึ่งปีแรกคนกัมพูชาเที่ยวต่างประเทศ 389,000 คน เพิ่มขึ้น 33% จากปีที่แล้ว

ที่มา ประชาไท

 
เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 55 ที่ผ่านมา สำนักข่าว BERNAMA รายงานว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2012 นี้มีชาวกัมพูชาออกไปเที่ยวต่างประเทศถึง 389,000 คน
Ho Vandy ประธานคณะทำงานร่วมภาครัฐ-เอกชนด้านนโยบายการท่องเที่ยวของกัมพูชา เปิดเผยว่าชาวกัมพูชาส่วนใหญ่ที่ออกไปท่องเที่ยวในต่างประเทศละแวกแถบอา เซียนมากที่สุด เนื่องจากไม่ไกล รวมถึงการที่มีข้อตกลงยกเว้นการตรวจวีซ่า โดยประเทศที่นักท่องเที่ยวชาวกัมพูชานิยมเดินทางไปนั้นได้แก่ เวียดนาม, ไทย, สิงคโปร์ และมาเลเซีย
ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวนอกอาเซียนที่เป็นที่นิยมของคนกัมพูชาได้แก่ฮ่องกง มาเก๊า คุนหมิง และเซี่ยงไฮ้ของจีน ตามการรายงานจากสำนักข่าว Xinhua
ทั้งนี้ประเมินกันว่าสาเหตุที่ชาวกัมพูชาออกไปท่องเที่ยวต่างแดนมากขึ้น นั้นเนื่องจากมาตรฐานและรายได้ในการดำรงชีพที่สูงขึ้น รวมถึงมีเที่ยวบินตรงระหว่างกัมพูชากับหลายประเทศในอาเซียน
โดยตัวเลขนี้ ถือว่าเพิ่มขึ้น 33% จาก 293,100 คนในช่วงครึ่งแรกของปี 2011
ความห่างระหว่างรายได้
กัมพูชาเป็นประเทศที่มีประชากรประมาณ 14.5 ล้านคน เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาสำนักข่าวไทยรายงาน ว่าทางการกัมพูชาได้เปิดเผยว่า ในปี 2011 ชาวกัมพูชามีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีสูงขึ้นเป็น 909 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 28,179 บาท) ในขณะที่ผลผลิตมวลรวมประชาชาติขยายตัว 7% เป็น 12,937 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราความยากจนลดลงเหลือประมาณ 26% โดยเศรษฐกิจกัมพูชาขึ้นกับการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป ซึ่งทำรายได้ให้แก่ประเทศมากที่สุด ถัดไปเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์การเกษตร
อย่างไรก็ดีกว่า 90% ของชาวกัมพูชาเกือบ 14.5 ล้านคน ยังประกอบอาชีพการเกษตร ซึ่งมีรายได้ต่ำกว่าวันละ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ และยังมีชีวิตอยู่ต่ำกว่าขีดแห่งความยากจนของสหประชาชาติ
จากข้อมูลของ tradingeconomics.com พบว่าความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ (GINI index) ของกัมพูชาเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่การสำรวจในปี 1995 ที่มีค่าเฉลี่ยความเหลื่อมล้ำอยู่ที่ 38.28 ในปี 2004 เพิ่มเป็น 41.85 และในปี 2007 เพิ่มสูงเป็น 44.37
*ค่าสัมประสิทธิ์จีนี (Gini coefficient) เป็นวิธีวัดการกระจายของข้อมูลทางสถิติอย่างหนึ่งที่นิยมใช้เป็นตัวบ่งชี้ ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้หรือการกระจายความร่ำรวย สัมประสิทธิ์จีนีถูกนิยามให้เป็นอัตราส่วนซึ่งมีค่าระหว่าง 0 และ 1 (หรือ 0-100%) สัมประสิทธิ์จีนีที่ต่ำจะแสดงถึงความเท่าเทียมกันในการกระจายรายได้ หากค่านี้สูงขึ้นจะบ่งชี้ถึงการกระจายรายได้ที่เหลื่อมล้ำกันมากขึ้น ซึ่งจากการประมาณการของธนาคารโลก (World Bank Gini %)
การค้า-การลงทุนในกัมพูชา
ด้านจากข้อมูลของกรมส่งเสริมการส่งออกกระทรวงพาณิชย์ พบว่าในสถานการณ์ด้านการค้ากับต่างประเทศของกัมพูชา จากสถิติของกระทรวงพาณิชย์กัมพูชาแจ้งว่าในระยะ 10 เดือนแรกของปี 2011 (ม.ค.-ต.ค.) กัมพูชามีมูลค่าการค้ารวม 9.46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แยกเป็นการส่งออก 4.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการนำเข้า 5.41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
กัมพูชานำเข้าจาก 86 ประเทศทั่วโลกมูลค่า 5.41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยนำเข้าจากจีนมูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รองลงมาคือเวียดนามมูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯไทยมูลค่า 0.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และฮ่องกง 0.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ
ด้านสถานการณ์ด้านการลงทุน การลงทุนในกัมพูชานับแต่ปี พ.ศ. 2537 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2011 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกัมพูชา (Cambodian Investment Board: CIB) ได้อนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนรวมจำนวน 1,946 โครงการคิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวม 8,811.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
การลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ พบว่า นักลงทุนเกาหลีใต้เป็นผู้ได้รับอนุมัติโครงการมากที่สุดจำนวน 24 โครงการ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.7 ของจำนวนโครงการรวม รองลงมาคือไต้หวันจำนวน 20 โครงการ และจีนกับฮ่องกง ประเทศละ 16 โครงการ ด้านจำนวนเงินลงทุนมากที่สุดคือเวียดนาม 155.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45.5 ของมูลค่าเงินลงทุนรวม รองลงไปได้แก่ จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ในสาขาต่างๆ ได้แก่ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ยางพารา กระเป๋า รองเท้า อาหารและเครื่องดื่ม โรงแรม เครื่องหนัง โรงงานประกอบชิ้นส่วนมอเตอร์ไซค์ เหมืองแร่ โรงสี อุตสาหกรรมการเกษตร โทรคมนาคมและการท่องเที่ยว เป็นต้น พื้นที่ที่มีการลงทุนมากที่สุดได้แก่ กรุงพนมเปญ รองลงไปคือ จังหวัดรัตนคีรี จังหวัดเสียมเรียบ จังหวัดพระสีหนุ และจังหวัดมณฑลคีรี

สันติภาพแบบไหนที่ประชาชาติปาตานีต้องการ?

ที่มา ประชาไท

 

สถานการณ์การสู้รบกันระหว่างขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชปาตานีกับรัฐ ไทยในรูปแบบของสงครามจรยุทธ์ตลอดห้วงเวลาเกือบ 9 ปีมานี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าได้ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาต่อสังคมโลกที่เคารพในหลักการ สิทธิมนุษยชนและรักสันติภาพ ซึ่งมีท่าทีแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่า “ถึงเวลาแล้วที่สงครามที่นี่ต้องหยุด” เพื่อให้ประชาชนได้ดำเนินชีวิตไปถึงเวลาแห่งความตายอย่างเป็นอิสระตาม ธรรมชาติของวงจร “เกิด แก่ เจ็บ ตาย”
 
เสียงตะโกนจากเหล่าผู้รักสันติภาพทั่วโลกดังกึกก้องมายังประเทศไทย ว่า “หยุดสักทีเถิด วงจรการบังคับให้คนต้องตายเพื่อแลกกับคำว่าสันติภาพ” ในนิยามที่เป็นคู่ขนานกันของความเป็นศัตรูของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราช ปาตานีกับรัฐไทย
 
แต่กระนั้นรูปร่างหน้าตาของคำว่า สันติภาพ ตามความเข้าใจพื้นฐานของคนทั่วไปนั้น คือสภาพความเป็นอยู่อย่างมีความสุขของสังคมหรือประชาชนซึ่งเกิดขึ้นหลังจาก การ “หยุดสงคราม” ได้สำเร็จ
 
ซึ่งสำหรับภาพสันติภาพในอนาคตของชายแดนใต้หรือปาตานีนั้น จะมีลักษณะนิยามตามบริบทของการสู้รบ 2 ลักษณะด้วยกัน คือ
 
1.ลักษณะรูปร่างหน้าตาของสันติภาพ ซึ่งถูกวาดรูปหรือนิยามโดยรัฐไทย ภาพที่เห็นคือ จะเป็นภาพที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ของโครงสร้างการปกครองที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญไทยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกระจายอำนาจ การปกครองพิเศษ หรือแม้กระทั่งการได้รับเอกราชของปาตานี เนื่องจากผู้วาดนั้นเลื่อมใสในอุดมการณ์ทางการเมืองแบบชาตินิยมแนวขยายอำนาจ (expansionist nationalism) และ อุดมการณ์ทางการเมืองแบบชาตินิยมแนวอนุรักษ์ (conservative nationalism)
 
ซึ่งการที่อาณาจักรสยามมาทำสงครามกับอาณาจักรปาตานีในปี ค.ศ.1785 มาชนะในปี ค.ศ.1786 และทำการผนวกเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนอาณาจักรสยามสำเร็จในปีค.ศ.1909 ด้วยสนธิสัญญา Anglo-Siamese Treaty ถือเป็นก้าวแรกของความสำเร็จของการใช้อุดมการณ์ชาตินิยมแนวขยายอำนาจของ อาณาจักรสยามต่ออาณาจักรปาตานี  
 
ชาตินิยมแนวขยายอำนาจนี้เป็นชาตินิยมในเชิงรุกหรือก้าวร้าว (aggressive) เน้นการใช้กำลังทหาร (militaristic) และเน้นการขยายดินแดน หรือขยายอำนาจไปครอบครองดินแดนอื่น (expansionist) ที่เห็นได้ชัดก็คือ ชาตินิยมของรัฐมหาอำนาจยุโรปในปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งมีลักษณะของการแข่งขันกันล่าอาณานิคมเพื่อแสดงให้เห็นถึงเกียรติและความ ยิ่งใหญ่ของชาติ ชาตินิยมแนวขยายอำนาจจึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น ลัทธิจักรวรรดินิยม (imperialism)
 
ส่วนอุดมการณ์ชาตินิยมแนวอนุรักษ์นั้นเกิดขึ้นหลังอุดมการณ์ชาตินิยม แนวเสรีในครึ่งแรกของศตวรรษที่19 ทำให้นักอนุรักษ์นิยมมองอุดมการณ์ชาตินิยมด้วยความหวาดระแวง ความหวาดระแวงดังกล่าวนี้สมเหตุสมผล เพราะชาตินิยมในต้นศตวรรษที่19 เป็นชาตินิยมแนวเสรีที่มาพร้อมกับการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งเท่ากับเป็นภัยคุกคามต่อระบอบการเมืองเก่าที่มีบทบาทอยู่ในขณะนั้น
 
อย่างไรก็ดีในระยะหลัง ชาตินิยมกับอนุรักษ์นิยมมีจุดร่วมกันที่สำคัญประการหนึ่งคือ ทั้ง 2 อุดมการณ์ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่าประเพณีนิยม (traditionalism) ประเพณีเป็นแนวคิดหลักของทั้งลัทธิอนุรักษ์นิยมและลัทธิชาตินิยมแนววัฒนธรรม (cultural nationalism) การผสมผสานระหว่างอนุรักษ์นิยมกับชาตินิยมแนววัฒนธรรม จึงออกมาเป็นชาตินิยมแนวอนุรักษ์ (conservative nationalism)
 
2.ลักษณะรูปร่างหน้าตาของสันติภาพซึ่งถูกวาดรูปหรือนิยามโดยขบวนการ เคลื่อนไหวเพื่อเอกราชปาตานี ภาพอนาคตที่เห็นก็จะเป็นภาพของการได้รับเอกราชของชาวปาตานีจากชัยชนะของการ สู้รบกันกับจักรวรรดินิยมสยามหรือไทยมาอย่างยาวนานเป็นศตวรรษ เนื่องจากผู้วาดนั้นเลื่อมใสในอุดมการณ์ทางการเมืองแบบชาตินิยมแนวเสรี (liberal nationalism) และแนวต่อต้านการล่าอาณานิคม (anticolonial nationalism) ซึ่งชาตินิยมแนวเสรีเป็นรูปแบบของชาตินิยมในราวกลางศตวรรษ ที่19 ของยุโรป ในภาคพื้นยุโรปกลางศตวรรษที่19 นั้น การเป็นนักชาตินิยม หมายถึงการเป็นนักเสรีนิยมและในทางกลับกันการเป็นนักเสรีนิยม ก็หมายถึงการเป็นนักชาตินิยม กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า นักชาตินิยมกับนักเสรีนิยมเป็นคนๆเดียวกัน
 
ความเคลื่อนไหวของขบวนการชาตินิยมอิตาเลียน เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของชาตินิยมแนวเสรีนี้ ในภาษาอิตาเลียนเรียกชาตินิยมแบบนี้ว่า “Risorgimento”แปลว่า (เกิดใหม่/rebirth)
 
หัวใจของชาตินิยมแนวเสรีตั้งอยู่บนพื้นฐานคติที่ว่า มนุษยชาติถูกแบ่งออกเป็นชนชาติต่างๆตามธรรมชาติ ดังนั้นชาติจึงเป็นชุมชนที่แท้จริงและเป็นอินทรียภาพ มิใช่ผลงานการสร้างของผู้นำทางการเมืองหรือชนชั้นปกครอง ชาตินิยมแนวเสรีถือว่า ชาติกับอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนและเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งแนวคิดนี้มีต้นกำเนิดมาจาก รุสโซ มาสชินี เป็นนักคิดที่เด่นที่สุดของชาตินิยมแนวเสรี เขาต้องการให้รัฐต่างๆในอิตาลีปลดแอกจากออสเตรีย ด้วยเหตุนี้ชาตินิยมแนวเสรีจึงชูหลักการอีกประการหนึ่ง นั่นคือหลักการที่ว่า “ชาติควรมีอัตวินิจฉัย (national self -determination)” หรืออีกนัยหนึ่งชาติควรกำหนดชะตาชีวิตของตนเองโดยอิสระ อัตวินิจฉัยนี้จะทำให้ชาติสามารถพัฒนาไปสู่ความเป็น “รัฐประชาชาติ” (nation-state) ได้อย่างสมบูรณ์ นั่นคือความเป็นรัฐกับความเป็นชาติตรงกันจนกระทั่งเป็นเนื้อเดียวกัน
 
ส่วนชาตินิยมแนวต่อต้านการล่าอาณานิคมนั้น เป็นชาตินิยมที่เกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ในโลกที เป็นชาตินิยมซึ่งเกิดจากการต่อต้านการปกครองอาณานิคมของเมืองแม่ ชาตินิยมแบบนี้จึงเหมือนกับเป็นดาบกลับไปทิ่มแทงเจ้าอาณานิคมผู้ซึ่งพัฒนา ลัทธิชาตินิยมขึ้นมาก่อนนั่นเอง ในเอเชียและแอฟริกาสำนึกของความเป็นชาติเป็นพลังทางอุดมการณ์ให้คนพื้นเมือง ต้องการ “ปลดแอกชาติ” (national liberation) ของตนให้พ้นจากอำนาจปกครองของเจ้าอาณานิคม และถือได้ว่าภูมิศาสตร์การเมืองของโลกในศตวรรษที่ 20 ต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวงก็ด้วยพลังของอุดมการณ์ชาตินิยมแนวต่อต้าน การล่าอาณานิคมนี้มากกว่าปัจจัยอื่นๆ
 
อินเดียต่อสู้จนได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อ ค.ศ.1947 จีนถูกญี่ปุ่นเข้าครอบครองในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง 8 ปี จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนทำสงครามปฏิวัติปลดแอกจีนจากการครอบงำของต่าง ชาติได้เด็ดขาดในปี 1949 อินโดนีเซียใช้เวลา 3 ปี ทำสงครามกับเนเธอร์แลนด์จนกระทั่งได้อิสรภาพในปี 1949 เวียดนามขับไล่ฝรั่งเศสจนต้องถอนตัวออกไปในปี 1954 แต่กว่าเวียดนามจะได้รับเอกราชสมบูรณ์ก็ต้องใช้เวลาสู้รบกับสหรัฐอเมริกา อย่างหนักหน่วงถึง 14 ปี จนกระทั่งสามารถรวมเวียดนามเหนือและใต้เข้าด้วยกัน พร้อมกับการถอนตัวออกไปอย่างสิ้นเชิงของกองทัพอเมริกันในปี 1975 และท้ายที่สุด ติมอร์ตะวันออกเป็นเอกราชจากอินโดนีเซียด้วยการทำประชามติเมื่อปี 2002
 
ในแอฟริกาขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชก็ดำเนินไปคล้ายกับที่เกิดในเอเชีย ไนจีเรียได้เอกราชจากสหราชอาณาจักรในปี 1960 อัลจีเรียต้องต่อสู้ทำสงครามกับฝรั่งเศสอย่างยืดเยื้อกว่าจะได้เอกราชในปี 1962 เคนยาเป็นเอกราชในปี  1963 แทนซาเนียและมาลาวีเป็นเอกราชปี 1964 นามิเบียเป็นเอกราชเมื่อ ค.ศ.1990 ท้ายที่สุดคือซูดานใต้เป็นเอกราชจากประเทศซูดานด้วยการลงประชามติเมื่อปี 2011 นี้เอง
 
ในยุโรปนั้นหลายๆ สำนักทางวิชาการรัฐศาสตร์ฟันธงว่าไม่มีทางที่ภูมิศาสตร์การเมืองยุโรปจะ เปลี่ยนแปลงในท่ามกลางกระแสของประชาธิปไตยเสรีนิยมในศตวรรษที่ 21 และแล้วโคโซโวก็พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีอะไรจะมาต้านทานพลังของความต้องการ อันแน่วแน่ของมวลมหาประชาชนได้ ในที่สุดโคโซโวหรือคอซอวอได้ประกาศเป็นรัฐเอกราชแบบเอกภาคีในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2008
 
แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชทั้งหลายในเอเชีย แอฟริกา และแม้กระทั่งล่าสุดที่โคโซโวในยุโรปตะวันออกก็ดี คือ การที่ชาติควรมีอัตวินิจฉัย (nation self-determination) เช่นเดียวกับที่เคยเกิดแก่นักคิดชาตินิยมในยุโรปตะวันตกและอเมริกาเมื่อปลาย ศตวรรษที่ 18 ถึง ศตวรรษที่ 19 แต่สิ่งที่พิเศษสำหรับประเทศในแอฟริกา เอเชีย และยุโรปตะวันออกคือประเทศเหล่านี้ “ต้องการเอกราชและต้องการพัฒนาเศรษฐกิจในคราวเดียวกัน” ดังนั้น การปลดปล่อยชาติหรือประเทศชาติจึงมิใช่การเคลื่อนไหวทางการเมืองเท่านั้น หากเป็นการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจด้วย
 
ในการแสวงหาแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจนี้ประเทศกำลังพัฒนาเลือกที่จะหันไป หาลัทธิสังคมนิยมมากกว่าลัทธิเสรีนิยม ความข้อนี้เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากนัก เพราะประเทศสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ต่างก็ต้องการเสนอตัวเป็นทางเลือกใหม่ ให้กับประเทศด้อยพัฒนา เพราะสังคมนิยมเองก็มีประเทศเจ้าอาณานิคมเป็นศัตรูร่วมอยู่ด้วยเช่นกัน
 
อย่างไรก็ตาม การที่ลัทธิชาตินิยมกับลัทธิสังคมนิยมจะจับมือกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะตามทฤษฎีแล้วชาตินิยมแบ่งความแตกต่างของมนุษย์ตามชาติ ส่วนสังคมนิยมแบ่งตามชนชั้น ส่วนที่สังคมนิยมกับชาตินิยมแบบต่อต้านเจ้าอาณานิคมเห็นพ้องต้องกัน จึงอยู่ที่การช่วยกันต่อสู้กับจักรวรรดินิยมหรือประเทศทุนนิยมตะวันตกนั่น เอง
 
สำหรับนักสังคมนิยมนั้นประเทศจักรวรรดินิยมตะวันตกคือ หัวแถวของนายทุนซึ่งกดขี่ขูดรีดชนชั้นกรรมกรในขอบข่ายกว้างขวางทั่วโลก แต่สำหรับนักชาตินิยมในประเทศกำลังพัฒนาหรือที่เรียกว่าประเทศโลกที่สาม จักรวรรดินิยมตะวันตกคือ นักล่าอาณานิคมที่ปล้นเอกราชและวัตถุดิบจากประเทศของตน
 
แต่ทว่าท่าทีการแสดงออกเพื่อหยุดสงครามที่ชายแดนใต้ของประเทศไทยหรือปา ตานีของสังคมโลก ด้วยการเปิดพื้นที่ให้มีการพบปะพูดคุยเพื่อสันติภาพระหว่างตัวแทนของขบวนการ เคลื่อนไหวเพื่อเอกราชปาตานีกับตัวแทนของรัฐไทย เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงสมัยของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2009
 
โดยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ซึ่งมีสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)เป็นผู้ดำเนินการ และมีองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศด้านสันติภาพชื่อว่า Humanitarian Dialogue Center หรือเป็นที่รู้จักว่า HDC แปลว่า ศูนย์การพูดคุยเพื่อมนุษยธรรม สำนักงานใหญ่อยู่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และสำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์เป็น ผู้ประสานงาน
 
ครั้งนั้น การพูดคุยก็ดำเนินการไประหว่างตัวแทน PULO (Patani United Liberation Organization) กับตัวแทน สมช. จนเกิดเงื่อนไขในการพิสูจน์ความจริงใจและพิสูจน์สถานะของตัวแทน PULO ว่ามีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวในพื้นที่จริงหรือไม่ของ สมช. ด้วยการเสนอให้มีการหยุดยิงเป็นเวลา 3 เดือน ทันใดนั้น วันรุ่งขึ้น หลังจากข้อเสนอหยุดยิงได้ถูกรับปากโดยตัวแทน PULO ก็ได้เกิดเหตุระเบิดที่ จ.นราธิวาส
 
ต่อมาเมื่อปลายปี 2011 HDC ก็ได้เชิญตัวแทนภาคประชาสังคมชายแดนใต้หรือปาตานีเข้าร่วมโต๊ะการพูดคุยด้วย ด้วยเหตุผลที่แน่ชัดอย่างไรนั้น ผู้เขียนก็มิอาจทราบได้ แต่ดูเหมือนว่า สมช.และ HDC กำลังส่งสัญญาณไปยังกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นตัวแทนขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อ เอกราชปาตานีว่า เจตจำนงทางการเมืองหรือความต้องการที่ชอบธรรมนั้น ไม่ได้อยู่ที่ตัวขบวนการฯ เท่านั้น ภาคประชาสังคมและประชาชนคือคำตอบสุดท้ายของสันติภาพที่นี่
 
เพราะกระแสการเมืองโลกหลังยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา ตัวชี้วัดการคลี่คลายความขัดแย้งในลักษณะทำสงครามต่อกันระหว่างรัฐกับ ชนกลุ่มน้อย ไม่ได้อยู่ที่ความเป็นรัฐกับรัฐอีกต่อไป องค์กรนอกรัฐหรือภาคประชาสังคมที่ยึดมั่นและเคารพในหลักการประชาธิปไตยและ สิทธิมนุษยชนต่างหาก คือตัวแปรชี้ขาดสันติภาพในศตวรรษนี้ เช่น กรณีของอาเจะห์
 
เท่าที่ผู้เขียนได้รับรู้การเคลื่อนไหวของ HDC ที่มีบทบาทคล้ายคนกลางที่คอยประสานงานอำนวยการจัดการให้ได้มีการพบปะพูดคุย กันของทั้ง 3 ฝ่าย คือตัวแทนขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชปาตานี ตัวแทนรัฐไทย และตัวแทนจากภาคประชาสังคมในพื้นที่ ในวาระ “จะร่วมกันสร้างสันติภาพที่ชายแดนใต้ของประเทศไทยหรือปาตานีได้อย่าง ไร?”ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปลายปี ค.ศ.2011 นั้น มาถึงตอนนี้ก็ดำเนินการไปแล้ว 3 ครั้ง ในประเทศเพื่อนบ้าน
 
ส่วนรายละเอียดว่ามีข้อเสนอหรือเงื่อนไขอะไรบ้างจากการพูดคุยนั้น ผู้เขียนเองก็คิดว่าน่าจะต้องมีบ้างเป็นปกติของการพูดคุย แต่ผู้เขียนไม่มีความสามารถที่จะรับรู้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่สำคัญเท่าท่าทีของ HDC ในฐานะตัวแทนของสังคมโลกที่เคารพในหลักการประชาธิปไตย หลักสิทธิมนุษยชนและรักสันติภาพ มีความมุ่งมั่นที่จะพยายามสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นจงได้
 
แน่นอนว่าตลอดการสู้รบกันระหว่างขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชปาตานี กับรัฐไทยในห้วงเวลาเกือบ9 ปีมานี้ ทั้งสองฝ่ายต่างก็อ้างเหตุผลว่า “หยุดสงคราม คือ เป้าหมายของการทำสงคราม” แต่สำหรับประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามเล่า จะมีส่วนร่วมในการหยุดสงครามได้อย่างไร?
 
ถ้าประชาชนรู้สึกว่าตัวเลขสถิติคนตายจากการสู้รบซึ่งปัจจุบันนั้นอยู่ ที่ 5,000 กว่าคน มันมากเกินไปแล้วในการเดิมพันกับการพยายามหยุดสงครามเพื่อสร้างสันติภาพ ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าจะเป็นสันติภาพในมุมของประชาชนต้องการหรือไม่
 
ก็น่าจะถึงเวลาได้แล้ว ที่ประชาชน “ต้องทำอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่การทำสงคราม แต่เพื่อหยุดสงคราม” เพราะในแง่ขององค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศโดยเฉพาะ HDC นั้น ตัวเลขคนตาย 5,000 กว่าคนนั้นมันมากเกินไปตั้งแต่ปี 2009 แล้ว ปีที่เริ่มมีการทำงานร่วมกับ สมช. ด้วยการเปิดไฟเขียวของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ในการพยายามสร้างสันติภาพด้วยการเปิดพื้นที่การพูดคุยกับฝ่ายขบวนการเคลื่อน ไหวเพื่อเอกราชปาตานี
 
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ประชาชนกำลังคิดว่าจะทำอะไรเพื่อหยุดสงครามแล้วสถาปนาสันติภาพตาม ความต้องการของตนเองหรือกำลังทำอยู่แล้วก็ตามแต่ ก็อย่าลืมเตรียมคำตอบให้ชัดๆ ด้วยว่า “สันติภาพแบบไหนที่ประชาชนหรือประชาชาติปาตานีต้องการ?”  
 
จะเป็นแบบรัฐไทยนิยาม คือ ปาตานีเป็นจังหวัดปัตตานีของประเทศไทยต่อไป หรือ แบบขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชปาตานีนิยาม คือ ปาตานีเป็นเอกราช?
 
เพราะตามหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนนั้น ตัวแปรชี้ขาดอยู่ที่ประชาชนที่ต้องเลือกระหว่างสองตัวเลือกนี้ เพราะตัวเลือกที่สาม คือการปกครองตนเองนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นตัวเลือกที่มาจากผลลัพธ์ของการเจรจาหยุดสงครามระหว่างคู่ สงคราม หรือมาจากการที่ประชาชนใช้สิทธิในการทำประชามติไม่ถึงเกณฑ์ที่วางไว้สำหรับ ให้เป็นเอกราช
 
เพราะถ้าประชาชนไม่ได้เตรียมคำตอบของตัวเองเลย ว่าสันติภาพแบบไหนที่ต้องการ กลัวว่าสันติภาพที่เกิดหลังจากการหยุดสงครามนั้น เป็นสันติภาพที่มาจากการถูกบังคับให้ต้องการด้วยความรุนแรงของทั้งสองฝ่าย คือขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชปาตานีและรัฐไทย  
 
สรุปแล้วสันติภาพที่ชายแดนใต้ของประเทศไทยหรือปาตานีจะเกิดขึ้นช้าหรือ เร็ว ก็ขึ้นอยู่กับบทบาทของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพมากน้อยแค่ ไหนนั่นเอง

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์: ถ้าระวังเสื้อแดงบุกศาล ก็ต้องระวังสื่อเล่นเสื้อแดงด้วย

ที่มา ประชาไท

 


เรื่องราวของศาลกับเสื้อแดงที่จะเกิดขึ้นจากการพิพากษาว่าแกนนำเสื้อแดง ควรจะอยู่ในคุกนั้น ความจริงอาจไม่ใช่เรื่องราวง่ายๆ ระหว่างศาลกับเสื้อแดงหรอกครับ
แต่อาจจะเป็นเรื่องระหว่าง สื่อ กับ เสื้อแดง หรือเปล่า?
โดยหลักวิชาทางด้านนิเทศศาสตร์เชิงวิพากษ์ ได้มีการพูดถึงเรื่องราวของ "กระบวนทัศน์ของสื่อที่มีต่อการชุมนุมประท้วง" (protest paradigm) เอาไว้อย่างน่าสนใจ โดยพิจารณาเรื่องการนำเสนอข่าวในฐานะการผลิตข่าวด้วยกรอบ-แนวดำเนินเรื่อง บางประการ (framing)
พูดง่ายๆว่าสื่อไม่ได้รายงานข่าวอย่างเดียว แต่อาจจะสร้าง-ผลิตข่าวด้วย
กรอบแนวคิดหรือกระบวนทัศน์นี้จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้รับสาร เข้าใจข้อมูล โดยที่ผู้ผลิตข่าวนั้นทำหน้าที่คัดสรร เบียดขับ หยิบเน้น และขยายความข้อมูลต่างๆ
อาทิการระบุปัญหา การอธิบายเหตุผล-ที่มาที่ไป นำเสนอการตัดสินถูกผิด หรือแม้กระทั่งการนำเสนอทางออก
กล่าวง่ายๆ ก็คือ สื่อไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกว่า เกิดอะไรขึ้น แต่สื่อบอกเราว่าเราควรจะมองเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งเมื่อเรื่องราว-ตัวแสดงที่อยู่ในสื่อนั้นถูกผลิต-บอกเล่าผ่านกระบวน ทัศน์ ก็จะนำไปสู่การเลือกโดยประชาชนว่าใครคือคนที่ควรจะถูกกล่าวหาสำหรับปัญหาที่ เกิดขึ้น
โครงเรื่องหลักของการรายงานการประท้วงนั้น อาจจะมีหลายแบบ อาทิ โครงเรื่องว่าด้วยเรื่องความไม่เป็นธรรม ซึ่งเน้นเรื่องของความถูกต้อง ชั่วดี โครงเรื่องว่าด้วยความเห็นอกเห็นใจ โครงเรื่องว่าด้วยเรื่องของการสร้างความชอบธรรม หรือ ลดความชอบธรรมที่มีต่อผู้ประท้วง ซึ่งจำนวนมากมักเป้นเสียงส่วนน้อยของสังคม หรืออาจจะมีโครงเรื่องว่าด้วย
การตรวจสอบค้นหาผู้ที่มีความรับผิดชอบ และ ความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายสาธารณะด้วย
จากการศึกษาเรื่องของการรายงานข่าวประท้วงในโลก เขาพบว่า ข่าวที่ถูกผลิตโดยสื่อนั้นจะเน้นเรื่องการประท้วงในฐานะที่เป็นพฤติกรรมที่ เบี่ยงเบนไปจากพฤติกรรมปรกติ รวมถึงเรื่องของความรุนแรง และเรื่องของการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ประท้วง
ทั้งที่ผู้ประท้วงส่วนใหญ่นั้นมาประท้วงในลักษระที่ไม่เข้าข่ายการใช้ความรุนแรงและมีลักษระสันติวิธี
การเน้นการผลิตข่าวในแบบดังกล่าวนี้นำไปสู่การสร้างความคลุมเครือให้กับ ปัญหาขั้นพื้นฐานที่นำมาสู่การประท้วง และกลายเป็นการสร้างความไม่น่าเชื่อถือให้กับผผู้ประท้วง รวมไปถึงอาจเป้นไปได้ที่จะทำให้ไม่เกิดการสนับสนุนการประท้วงในท้ายที่สุด
ดังนั้นในทางกลับกัน หากจะมีการชุมนุมและต้องการเป็นมิตรกับสื่อ ที่มีฐานันดรของตัวเอง รวมทั้งอยากได้รับการสนัยวนุนจากสังคม ผู้ชุมนุมก็จะต้องเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า fame resonance หรือความพร้อมเพรียง-คล้องจอง-กึกก้องในการเปล่งเสียงออกมาขององค์ประกอบสาม ประการ
นั่นคือ ประสบการณ์ตรงในการดำเนินชีวิตของผู้คน ความเชื่อของชุมชน และ การใช้ภาษาของสื่อ
ยิ่งในกรณีที่ความเชื่อของชุมชนนั้นถูกกล่อมเหลามาอย่างยาวนานด้วยเรื่อง ราวบางอย่าง และสื่อเองไม่ได้มีฐานะ(และฐานันดร) เดียวกับผู้คนจำนวนมาก ก็เป็นเรื่องยากนะครับที่การเคลื่อนไหวจะได้รับการสนับสนุน เพราะอย่างน้อยก็ไม่ผ่านด่านการเล่าเรื่องโดยสื่ออย่างที่แกนนำต้องการ หรืออย่างที่ปัญหามันเกิดขึ้นขริงๆนั่นแหละครับ
ดังนั้นผมจึงไม่ได้จบบทความนี้อย่างง่ายๆแค่ว่า ต้องการโทษสื่อ หรือเชื่ออย่างหลับหูหลับตาว่าการมีสื่อทางเลือก จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เพราะเราคงต้องฝ่าหันเรื่องของกระบวนทัศน์ของสื่อที่ว่าด้วยการประท้วงไปให้ ได้ก่อนครับผม

Quote of the Day

ที่มา thaifreenews


ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 09/08/55 เน้น"ถูกใจ" และ "ถูกต้อง"

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




คิด ทำ ดี คือนโยบาย ใช่ขายฝัน
ยิ่งนานวัน เห็นทาสแท้ แก้ไม่หาย
ผลประโยชน์ ใกล้ปาก มันมากมาย
มีหลากหลาย คนยื้อแย่ง แข่งกันโกง....

ประชานิยม หว่านไป ได้ผลแน่
มิใช่แค่ ผู้ฉกฉวย รวยยกโขยง
ประชาชน ต้องร่วมด้วย ช่วยเปิดโปง
เพื่อจรรโลง สิ่งถูกต้อง ครรลองธรรม....

ยกระดับ ราคาข้าว ที่กล่าวเน้น
คือประเด็น กินอยู่ดี ไม่ชีช้ำ
เพิ่มรายได้ ให้เป็นทุน ช่วยหนุนนำ
พวก"ใจดำำ" กลับสูบเลือด เชือดไปกิน....

มีข่าวลือ เรื่องทุจริต อย่าคิดเล่น
ต้องชัดเจน โปร่งใส แฉให้สิ้น
หรือจะปล่อย ให้ทำชั่ว ทั่วแผ่นดิน
แล้วหยามหมิ่น ชาวนา ว่าโง่งม....

ขาดทุนกว่า แสนล้าน ที่ผลาญงบ
ใครเลี่ยงหลบ สร้างปัญหา พาหมักหมม
อย่าเลื่อนลอย เหมือนปากว่า ประชานิยม
รีบคลายปม เร่งรัด ให้ชัดเจน....

๓ บลา / ๙ ส.ค.๕๕

13สิงหาเปิดตัวดารานักแสดงภาพยนตร์นวมทอง จัดงานใหญ่ระดมทุนแจ้งเกิดหนังประชาธิปไตยเรื่องแรก

ที่มา Thai E-News




ตัวแทนคณะกรรมการบริหารและจัดการกองทุนสร้างภาพยนตร์ "นวมทอง" ร่วมกับแนวร่วมประชาธิปไตยกลุ่มต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ จัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนเพื่อระดมทุนสร้าง "นวมทอง" หนังประชาธิปไตยเรื่องแรกของคนเสื้อแดง โดยคนเสื้อแดง และเพื่อคนไทยทั้งประเทศ  ในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นวันหยุดชดเชย ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว
สำหรับความคืบหน้าในการสร้างหนัง "นวมทอง" ล่าสุด ซึ่งตั้งงบประมาณในการสร้างไว้ที่ 3 ล้าน นั้น ปัจจุบันระดมทุนได้กว่า 2.2 ล้านบาทแล้ว ยังขาดอยู่อีกเพียง 8 แสนบาทเท่านั้น ตัวแทนคณะกรรมการฯ  และแนวร่วมเสื้อแดงต่างๆ เช่น ตัวแทนกลุ่มเสื้อแดงประเทศเดนมาร์ก ตัวแทนกลุ่มวิศวะเพื่อประชาธิปไตย ส.ส.เสื้อแดง ฯลฯ จึงร่วมกันจัดเลี้ยงโต๊ะจีนขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องเสื้อแดง และผุ้รักประชาธิปไตยทุกท่านได้มีส่วนร่วมในการระดมทุนและเป็นเจ้าของหนัง "นวมทอง" โดยจ่ายค่าบัตรเพียง 300 บาท/คน เพื่อพบปะพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองล่าสุด ทานอาหารอร่อย ฟังการปราศรัยแบบสบายๆ และดนตรีไพเราะจากแกนนำ นักคิด นักประชาธิปไตยเสื้อแดง

ไฮไลท์ในงานฯ

-รายงานความคืบหน้าในการสร้างภาพยนตร์ "นวมทอง" จากตัวแทนคณะกรรมการฯ (คุณอภิรักษ์)  ,เจ้าของบทประพันธ์หนัง "นวมทอง" (วัฒน์ วรรยางกูล) และผู้กำกับภาพยนตร์ พร้อมเปิดตัวนักแสดงนำหนัง "นวมทอง" เป็นครั้งแรก ฯลฯ

-การพุดคุยเกี่ยวกับคำสั่งศาลอาญาเรื่องคนเสื้อแดง และสถานการณ์การเมืองล่าสุด โดยนักประชาธิปไตยเสื้อแดง มากมาย ได้แก่ บก.ลายจุด (คุณสมบัติ บุญงามอนงค์) ดร.สุนัย จุลพงศธร ดร.ประแสง มงคลศิริ ดร.อดิศร เพียงเกษ และดร.ธเนศร์ เป็นต้น รวมถึงนักคิด/นักพูดชื่อดังอีก 2-3 ท่าน ที่อยู่ระหว่างการประสานและเรียนเชิญ

-การบรรเลงดนตรีเพื่อประชาธิปไตยขับกล่อมตลอดงานเลี้ยงโดยวงไฟเย็น ,แป๊ะ บางสนาน และศิลปินเสื้อแดงอื่นๆ

ค่าใช้จ่าย

-ค่าบัตรสำหรับนั่งทานโต๊ะจีนและ เครื่องดื่ม ราคา 300 บาท/บัตร/คน หรือเหมาจ่ายโต๊ะละ 3,000 บาท (10 คน/โต๊ะ) โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะนำสมทบเข้ากองทุนสร้างภาพยนตร์ "นวมทอง"
การระดมทุนรูปแบบอื่น

สำหรับท่านที่ติดภารกิจ ไม่สามารถมาร่วมรับประทานโต๊ะจีนกับพวกเราได้ แต่ประสงค์จะร่วมด้วยช่วยสนับสนุนทุนสร้างหนัง "นวมทอง" สามารถโอนเงินของท่านเข้าบัญชีระดมทุนฯ ธนาคารกรุงไทย สาขาเซ็นทรัลเวิร์ล หมายเลขบัญชี 691 0100 549 ได้ตลอดเวลา

ช่องทางการซื้อบัตรเข้างานฯ

-ท่านสามารถซื้อบัตรได้ที่หน้างาน (ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว) ในวันที่ 13 ส.ค. 55 หรือติดต่อคุณอภิรักษ์ที่ 081 810 6966

-ดร.ประแสง ยังได้่ช่วยประชาสัมพันธ์กิจกรรมพร้อมขายบัตรในที่ประชุมพรรคเพื่อไทยในวันที่ 7 ส.ค. 55 ดังนั้น สส.และสมาชิกพรรคเพื่อไทย สามารถติดต่อซื้อบัตรจาก ดร.ประแสงได้อีกหนึ่งช่องทาง



ชำนาญ จันทร์เรือง: เมื่อศาลทะเลาะกับประชาชน

ที่มา Thai E-News

 ผม ไม่เชื่อว่าทีมงานโฆษกศาลรัฐธรรมนูญจะกินเหล็กกินไหลหรือกินดีหมีดีมังกรมา จากไหน ผมไม่เชื่อว่าทีมงานโฆษกหรือผู้บริหารสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นเดือดเป็น แค้นเจ็บร้อนแทนคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจนกระทั่งลงทุนไปแจ้งความดำเนินคดี ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเพื่อดำเนินคดีกับบุคคลและกลุ่มบุคคลด้วยตนเอง แต่ผมเชื่อว่าทีมงานโฆษกหรือสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับอาณัติจากคณะ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้ไปดำเนินการดังกล่าว



การร้องทุกข์เป็นหนทางเดียวที่สำนักงานจะปกป้องสถาบันได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่มีบทบัญญัติ   อื่นใดที่จะปกป้องตัวเราเองได้นอกจากการใช้กระบวนการขอความยุติธรรมจากศาล และชี้แจงต่อสาธารณะ ซึ่งการดำเนินการไม่ได้เกี่ยวข้องกับคณะตุลาการ เพราะสำนักงานเป็นนิติบุคคล เมื่อมีอะไรมากระทบก็สามารถที่จะดำเนินการเองได้ โดยทางสำนักงานจะมีคณะทำงานพิจารณาว่าจะมีหนทางใดที่จะปกป้องสถาบันเอาไว้ และในข้อเท็จจริงเราไม่มีเจตนาที่จะมุ่งร้ายกับใคร แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชัดเจนว่ามีการใช้ถ้อยคำหยาบคาย ผรุสวาทอาฆาตมาดร้ายตุลาการ ซึ่งเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมการกระทำหรือคำกล่าวไหนจะผิดจะถูกศาลจะเป็นผู้พิสูจน์ แต่ในส่วนที่เป็นการหมิ่นประมาทตุลาการเป็นการเฉพาะตัวนั้นทางตุลาการก็จะวิเคราะห์ด้วยตนเอง ถ้าเห็นว่าทำให้ตนเองเกิดความเสียหาย ท่านก็จะดำเนินการด้วยตนเอง แต่ในชั้นนี้ยังไม่พบว่ามีตุลาการไปดำเนินการแจ้งความเป็นการส่วนตัว ซึ่งสำหรับบุคคลอื่นๆที่ได้กระทำการทำนองเดียวกันกับบุคคลที่เอ่ยชื่อมาข้างต้นนั้น ทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาดำเนินการต่อไปหนึ่งในทีมงานโฆษกฯกล่าว (http://www.naewna.com/politic/16284)

ที่ผมไม่เชื่อว่าทีมงานโฆษกหรือสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องหรือเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย เพราะสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นคนละส่วนกัน ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นคือเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยเลขาธิการขึ้นตรงกับประธานศาลรัฐธรรมนูญอีกทีหนึ่ง

ฉะนั้น การที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะกระทำการเช่นนี้ได้ก็หมายความว่าได้รับไฟ เขียวจากคณะ   ตุลาการศาลรัฐรัฐธรรมนูญ(ซึ่งมิได้เป็นนิติบุคคล)แล้วว่าคณะตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญจะเอาเรื่องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีแล้วล่ะ ประเด็นที่ต้องพิจารณาจึงมีอยู่ว่าการที่ตุลาการไปทะเลาะกับประชาชนนั้นจะ ถูกต้องหรือจะเหมาะจะควรประการใด

ประเด็นแรก การแจ้งความดำเนินคดีโดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญนั้นทำได้แค่ไหนเพียงใด

คำตอบ เห็นว่าไม่สามารถกระทำได้เพราะสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง แต่อาจทำได้โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งหรือหลายคนมอบอำนาจให้เจ้า หน้าที่ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่เลขาธิการลงไปไปแจ้งความดำเนินคดี แทน

ประเด็นที่สอง ข้อกล่าวหาที่แจ้งความดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 6 คดี คือ

1.นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยปราศรัยหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ มิถุนายน 2555 โดยปราศรัยเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของตุลาการ ในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136  ดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในระหว่างพิจารณาคดี ตามมาตรา 198 และ ทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวและความตกใจโดยการขู่เข็ญ มาตรา 392 ตามประมวลกฎหมายอาญา

2. นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในข้อหาข่มขืนใจให้เจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ตามมาตรา 139 และ 140 ของประมวลกฎหมายอาญาและดูหมิ่นศาลหรือ            ผู้พิพากษาในระหว่างพิจารณาคดีตามมาตรา 198 และทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวและความตกใจโดย   การขู่เข็ญ มาตรา 392 จากกรณีที่นายก่อแก้วปราศรัยกับแนวร่วม นปช. ที่เขตมีนบุรี เมื่อวันที่ 16มิถุนายน 2555 และ การแถลงข่าวที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2555

3. จ.ส.ต. ประสิทธิ์  ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวผ่านทางสถานีโทรทัศน์ เอเชียอัพเดต โดยใช้ถ้อยคำที่หยาบคายและไม่เหมาะสม ตามมาตรา 136  และ มาตรา 198 ของประมวลกฎหมายอาญา

4.นายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ ในข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่เจ้าพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 มาตรา 173 และ มาตรา 174 จากการที่นายอนุรักษ์ได้แจ้งความต่อกองปราบปราม เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555

5.นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋  นายมาลัยรักษ์ ทองชัย กับพวกอีก 24 คน ในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรคูคต อ.ลำลูกกาจ.ปทุมธานี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172,173 และ174 

6. นายวุฒิพงศ์ กับพวกที่ไม่ทราบชื่ออีกประมาณ 50 คน เผาโลงประท้วงคณะตุลาการทั้ง 9 คนหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาตรา136 และมาตรา 198

คำตอบ ผม จะไม่แปลกใจอันใดเลยหากกลุ่มบุคคลดังกล่าวจะถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหา หมิ่นศาลหากไปกล่าวหาว่าคณะตุลาการกระทำการอันเป็นการทุจริต กินสินบาทคาดสินบนหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ฯลฯ ซึ่งเป็นการสมควรแล้วหากคณะตุลาการจะต้องดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านั้น แต่ข้อหาที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีนั้นพยานหลักฐาน อ่อนเหลือเกิน จึงจะไม่เป็นข้อสงสัยอะไรเลยหากพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการจะสั่งไม่ฟ้อง หรือแม้กระทั่งการยกฟ้องในชั้นการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม

ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นประเด็นปัญหากฎหมาย แต่ประเด็นความเหมาะสมนั้น มองอย่างไรก็ไม่เห็นผลดีต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มิหนำซ้ำก็อาจจะให้เกิดความเสียหายต่อวงการตุลาการทั้งปวงได้ เนื่องเพราะหากยกฟ้องก็หน้าแตก แต่หากลงโทษก็จะถูกกล่าวหาว่าเข้าข้างพวกเดียวกันเอง

การที่ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญทั้งหลายจะอาสาหรือถูกผลักไสให้มารับตำแหน่งนั้น ย่อมรู้อยู่แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นศาลที่ตัดสินคดีการเมือง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหนักและเบา จึงจะเห็นได้ว่าไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาลในการพิจารณาคดี ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด

ทางที่ดีที่ สุดที่จะให้ผู้คนยอมรับนับถือคือการสงบนิ่งและหนักแน่นดั่งขุนเขาเช่นบรรพ ตุลาการทั้งหลายได้กระทำไว้เป็นบรรทัดฐานอย่างยาวนาน ที่เหนืออื่นใดก็คือการทำคำวินิจฉัยที่มีมาตรฐานและชัดเจน สามารถอธิบายได้ตามหลักของเหตุและผลนั่นแหละจึงจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนยอม รับ มิใช่การเที่ยวไปฟ้องคดีเอากับชาวบ้านชาวช่อง ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะชนะเสมอไป ดังเช่นกรณีนี้เป็นต้น
---------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 8 สิงหาคม 2555

กำหนดการทักษิณอินL.A.กระหึ่มโลก12สิงหาคม

ที่มา Thai E-News


โดย RED U.S.A.
ภาพการ์ตูนประกอบ GAG LAS VEGAS

อดีตนายก รัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำหนดเดินทางเยือนนครลอส แองเจลีส ระหว่างวันที่ ๑๑ ถึง ๑๓ สิงหาคม ศกนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงในอเมริกา “เร็ดยูเอสเอ” จัดการต้อนรับอย่างเอิกเกริก เพื่อแสดงว่าอดีตนายกฯ เป็น “บุคคลไทย บุคคลโลก” ตามถ้อยโศลก หรือ Theme ของงาน 

กลุ่มคนไทยในนคร ลอส แองเจลีสที่เรียกตัวเองว่า Red U.S.A.-L.A.ประกาศจัดการต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างเอิกเกริก หลังจากที่ได้มีการประชุมดำเนินการหลายครั้งจนกระทั่งสรุปเป็นที่สุดว่างาน ต้อนรับทักษิณนี้จะมีขึ้นที่ศูนย์การค้า Thailand Plaza บนถนนฮอลลีวู้ดในใจกลางย่าน Thai Town ของท้องที่ Hollywood นครลอส แองเจลีส 

โดยใช้พื้นที่ ทั้งในบริเวณอาคาร และลานจอดรถ เพื่อให้มีบริเวณกว้างขวางสำหรับผู้เข้าร่วมจำนวนมากได้ ในส่วนบริเวณลานจอดรถนั้นเปิดเป็นงานเฟสติวัล ตั้งเวทีขนาดใหญ่สำหรับการแสดงต่างๆ และจัดซุ้มบริการอาหาร และเครื่องดื่มฟรีแก่ผู้ไปร่วมงานทั้งสิ้นประมาณไม่เกิน ๕๐๐ คน ตามที่ระเบียบเทศบัญญัติอนุญาต 

โดยแยกแยะเป็น ซุ้มของชาวไทยในสหรัฐตามพื้นเพเดิมในประเทศไทย อาทิ จากภาคกลาง-ออก-ตก จากภาคเหนือ และจากภาคอีสานรวมทั้งซุ้มพยายาบาล และพักผ่อนสำหรับผู้สูงอายุ 

 กำหนดงานเริ่มตั้งแต่ ๑๗.๐๐ น. ของเย็นวันที่ ๑๒ สิงหาคม ด้วยการแสดงบนเวทีกลางแจ้งภายใต้การควบคุมของคุณเพ็ญพิมพ์ จิตรธร ประกอบด้วยวงดนตรีไทยแลนด์พลาซ่า และการแสดงฟ้อนพื้นบ้านไทยภาคต่างๆ 

ขณะที่ผู้เข้า ร่วมงานซึ่งทยอยกันเข้าตั้งแต่เวลา ๑๖.๐๐ น. สามารถเดินเต็ดเตร่พบปะสนทนาต่อกัน และเยี่ยมชมนิทรรศการของแต่ละซุ้มพร้อมทั้งรับอาหารไปรับประทาน 

จนกระทั่งเวลาราว ๑๘.๐๐ น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางถึงงาน หลังจากทักทายผู้เข้าร่วมงานแล้วอดีตนายกรัฐมนตรีจะเข้าสู่ภายในห้องโถง รับรองพิเศษที่บรรดาแขกรับเชิญพิเศษประมาณ ๒๐ กว่าคนรออยู่ แล้วจึงรับประทานอาหารร่วมกันกับพ.ต.ท.ทักษิณ 

จนถึงเวลาราว ๑๙.๓๐ น. พ.ต.ท.ทักษิณ จะขึ้นสู่เวทีกลางแจ้งเพื่อเข้าสู่พิธีมอบกุญแจหมู่บ้านเสื้อแดง ต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรีสู่กรุงเทพมหานคร (Los Angeles) แห่งสหรัฐอเมริกา 

จากนั้นนายเชาว์ ซื่อแท้ ประธานจัดงานขึ้นกล่าวต้อนรับในนามของกลุ่มคนไทยเสื้อแดงในลอส แองเจลีส พร้อมทั้งรายงานความเป็นมา และประวัติการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของชาวไทยในมหานครแห่งนี้ รวมถึงกิจกรรมเพื่อเกื้อหนุนนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย 

เสร็จแล้วจะมี การยื่นหนังสือทางการของคณะกรรมการจัดงานผ่านอดีตนายกฯ ทักษิณ ไปยังรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วิงวอนให้ทางการไทยจัดตั้งกองทุนส่งเสริมชุมชนไทยในต่างแดนขึ้นในนครลอส แองเจลีสเป็นแห่งแรก สำหรับเป็นแม่แบบของการจัดตั้งกองทุนลักษณะเดียวกันนี้ตามเมืองใหญ่ๆ ในประเทศต่างๆ ที่มีคนไทยอยู่อาศัยหนาแน่น 

ส่วนรูปแบบของ กองทุนในรายละเอียดเป็นอย่างไรนั้นขอให้อดีตนายกฯ เป็นผู้กำหนดในลักษณะที่เรียกว่า “ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ” เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวตอบแล้ว อดีตนายกฯ จะแสดงปาฐกถาหัวข้อ “สบายๆ กับทักษิณ ชินวัตร” อันเป็นวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศไทยให้โดดเด่นเป็นชาติที่ประสพความสำเร็จ สูงระดับแนวหน้าในประชาคมโลก 

และก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับที่พักในเวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. อดีตนายกฯ อาจจะเข้าร่วมรื่นเริงกับผู้ไปร่วมงานตามแต่อัธยาศัย 

ทั้งนี้นอกเหนือ จากกลุ่มคนไทยหลากหลายอาชีพที่รักประชาธิปไตย และไม่เอาเผด็จการรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้นจะเข้ามาร่วมมือเป็นกรรมการจัดงานโดยเลือกสรรให้นายเชาว์ ซื่อแท้ เจ้าของกิจการนวดไทยแผนโบราณ และสปา เป็นประธานจัดงานแล้ว ยังมีนักธุรกิจเด่นของชุมชนไทยในมหานครที่มีประชากรมากที่สุดในสหรัฐแห่งนี้ เข้าร่วมประสานงานอีกหลายท่าน