เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, August 17, 2012
หมอตุลย์บุกดงต้าน112ใบตองแห้งชมถึงดื้อแต่ก็แมน
ที่มา Thai E-News
็นจากคนอื่นบ้าง แต่ดูเหมือนว่าไม่ค่อยจะประ สบความสำเร็จนะ แต่คิดว่าหลายคนก็ได้ฟังข้อ มูลที่แตกต่างบ้าง

เมื่อวานไปงานเวทีสานสัมพันธ์ขอ
ง อ.โคทมครั้งที่ 3 อึด ฮึด ฟังในประเด็น“ศักดิ์ศรีความเป็น
มนุษย์...เสรีภาพในการแสดงออกแล ะมา
ตรา 112” ผมได้แต่อึด ฮึด ฟัง (ฮา) เพราะหมอตุลย์ไปเจอสมศักดิ์ เจียมฯ
กับประัวิตร โรจนพฤกษ์ โต้กันจนผมไม่รู้จะพูดอะไร
เพราะพูดไปจะกลายเป็นรุมหมอตุลย ์โดยเจตนา 555 (ขณะที่คุณวีรพัฒน์ก็ชักใบไปอีก ด้านเพราะแกยืนกรานความเห็นว่าป ัญหาของ 112 อยู่ที่การตีความของศาล แต่ผมว่ามันทั้งตัวบทและทัศนะชี ้นำของศาลนั่นแหละ)
ถกกันหลายประเด็น ยาว สรุปว่าหมอตุลย์ก็ยังยืนกรานควา
มคิดเห็นตัวเอง (ผมถึงขี้เกียจพูดเพราะรู้ว่าพู ดยังไงก็เปลี่ยนความคิดหมอตุลย์ ไม่ได้) แต่ก็โอเคว่า หมอตุลย์แฟร์ดีตรงที่ยินดีมานั่ งคุยกันในเรื่องล่อแหลม ยินดีให้สมศักดิ์ ประวิตร พูดเต็มที่
ซึ่งมองอีกมุมหนึ่ง นอกจากหมอตุลย์แล้ว เราไม่มีพวก ultra royalist คนไหนเลยที่ยอมมานั่งคุย ถก ฟังเหตุผล ทำความรู้จัก ทำความเ้ข้าใจคนคิดต่าง มีแต่ปิดหู ปิดตา อยู่ในกลุ่มตัวเอง ฉะนั้นแม้หมอตุลย์มาร่วมแล้วยัง
กลับไปยืนกรานความเห็นตัวเอง ยังโพสต์เฟซบุคแบบเดิมๆ เหมือนฟังแล้วไม่เกิดผลอะไรเลย ผมก็ว่ายังดีกว่าพวกที่ไม่ยอมมา ถก เอาแต่ปลุกความเกลียดชังบ้าคลั่ งอยู่ในมุ้งของตัว
ลัก
Chatham House Rule ดังนั้น เราจะไม่เจาะไปที่ 'ตัวบุคคล' นะครับ
ว่าใครพูดว่าอะไรบ้าง แต่สามารถเล่าถึง 'เนื้อหา' ที่พูดคุยกันได้
เผชิญหน้า-หมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเสื้อหลากสี
เข้าร่วมสานเสวนากับนักคิด นักวิชาการ นักกิจกรรมฝ่ายที่สนับสนุนให้ยกเลิก
หรือปรับปรุงมาตรา112
หลังจากก่อนหน้านี้เขาได้โพสต์ข้อความว่าจะแจกลูกปืน.358ให้ดร.สมศักดิ์
เจียมธีรสกุล(นั่งหันหลังผมขาว)แต่ต่อมาได้บอกว่าแค่ล้อเล่น
็นจากคนอื่นบ้าง แต่ดูเหมือนว่าไม่ค่อยจะประ
19 นาทีที่แล้ว · · 3
ยังกำลังขับรถอยู่ บรรยายมากไม่สะดวก เอาแค่รูปไปดูเล่นก่อนก็แล้วกัน

เมื่อวานไปงานเวทีสานสัมพันธ์ขอ
มนุษย์...เสรีภาพในการแสดงออกแล
ถกกันหลายประเด็น ยาว สรุปว่าหมอตุลย์ก็ยังยืนกรานควา
มคิดเห็นตัวเอง (ผมถึงขี้เกียจพูดเพราะรู้ว่าพู
ซึ่งมองอีกมุมหนึ่ง นอกจากหมอตุลย์แล้ว เราไม่มีพวก ultra royalist คนไหนเลยที่ยอมมานั่งคุย ถก ฟังเหตุผล ทำความรู้จัก ทำความเ้ข้าใจคนคิดต่าง มีแต่ปิดหู ปิดตา อยู่ในกลุ่มตัวเอง ฉะนั้นแม้หมอตุลย์มาร่วมแล้วยัง
กลับไปยืนกรานความเห็นตัวเอง ยังโพสต์เฟซบุคแบบเดิมๆ เหมือนฟังแล้วไม่เกิดผลอะไรเลย ผมก็ว่ายังดีกว่าพวกที่ไม่ยอมมา
เห็นต่างกัน แต่คุยกันได้ : )
การสนทนาครั้งนี้เป็นไปตามห
ลัก
Chatham House Rule ดังนั้น เราจะไม่เจาะไปที่ 'ตัวบุคคล' นะครับ
ว่าใครพูดว่าอะไรบ้าง แต่สามารถเล่าถึง 'เนื้อหา' ที่พูดคุยกันได้
เห็นต่างกัน แต่คุยกันได้ : )
การสนทนาครั้งนี้เป็นไปตามห
การสนทนาครั้งนี้เป็นไปตามห
****************
****************
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:
หมอตุลย์ล้อฟรีขู่.358สมศักดิ์เจียมแค่ล้อเล่น พบพิรุธพานักรบศรีวิชัยไปดูลาดเลาที่ธรรมศาสตร์มาแล้ว
นักข่าวฝรั่งฉึกๆเสียดเย้ยสลิ่มชาวกรุงผู้มีการศึกษา
ที่มา Thai E-News
ระหว่าง
ที่กำลังเกิดความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทย
เพื่อนนักข่าวรอยเตอร์ของผมคนหนึ่งได้เก็บภาพที่น่าขบขันและเศร้าไปพร้อมๆ
กันภาพหนึ่งเอาไว้ได้ในวันที่ 22 เมษายน
เป็นภาพของกลุ่มผู้ชุมนุมที่มาจากกลุ่มที่เรียกกันว่า “กลุ่มคนเสื้อหลากสี”
ที่กำลังแสดงความไม่พอใจกลุ่มผู้ชุมุนุม “เสื้อแดง”
ที่ปักหลักอยู่อีกฟากหนึ่งของถนน
ชายในกลุ่มผู้ชุมนุมคนหนึ่งได้ชูป้ายที่เขียนขึ้นอย่างบรรจงด้วยปากกาหมึกสี น้ำเงินเป็นภาษาอังกฤษอย่างภาคภูมิ คาดว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์ในด้านการสื่อสารแก่สื่อมวลชนต่างชาติ โดยเนื้อหาเป็นการโจมตีฝ่ายเสื้อแดง –ซึ่งส่วนใหญ่แต่ไม่ทั้งหมดเป็นประชากรคนจนในเมืองและชนบทของประเทศไทย- ว่าเป็นพวก “ไร้การศึกษา”
เมื่อไม่สามารถสามารถชนะใจและการสนับสนุนของคนส่วนใหญ่ได้ พวกคนกรุงก็เลย เลือกที่จะอยู่โดยไม่มีประชาธิปไตยกันไปเลย.. ที่แย่ไปกว่านั้น พวกที่มีการศึกษาของไทยที่ล้อเลียนและประณามการนับถือทักษิณในหมู่คนไทยที่ มีรายได้ต่ำนั้น แสดงถึงการยกยอกองทัพไทย โฆษกกองทัพ ผู้พันสรรเสริญ แก้วกำเนิด ได้สัมภาษณ์ลงในนิตยสารไฮโซอย่างน้อยสองฉบับ และได้รับการยกย่องจากหนังสือพิมพ์เนชั่น ว่าเป็น “ผู้พันที่เท่ที่สุดของประเทศ” ทางเนชั่นถึงขนาดทำ “วิดีโอเอกซ์คลูซีฟ” เกี่ยวกับสิ่งของที่อยู่ในกระเป๋าของผู้พัน โดยที่นักข่าวหน้าแหยๆทั้งหลายแทบจะเก็บความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่
ที่มา เว็บไซต์ www.zenjournalist.org
ระหว่าง
ที่กำลังเกิดความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทย
เพื่อนนักข่าวรอยเตอร์ของผมคนหนึ่งได้เก็บภาพที่น่าขบขันและเศร้าไปพร้อมๆ
กันภาพหนึ่งเอาไว้ได้ในวันที่ 22 เมษายน
เป็นภาพของกลุ่มผู้ชุมนุมที่มาจากกลุ่มที่เรียกกันว่า “กลุ่มคนเสื้อหลากสี”
ที่กำลังแสดงความไม่พอใจกลุ่มผู้ชุมุนุม “เสื้อแดง”
ที่ปักหลักอยู่อีกฟากหนึ่งของถนน ชายในกลุ่มผู้ชุมนุมคนหนึ่งได้ชูป้ายที่เขียนขึ้นอย่างบรรจงด้วยปากกาหมึกสี น้ำเงินเป็นภาษาอังกฤษอย่างภาคภูมิ คาดว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์ในด้านการสื่อสารแก่สื่อมวลชนต่างชาติ โดยเนื้อหาเป็นการโจมตีฝ่ายเสื้อแดง –ซึ่งส่วนใหญ่แต่ไม่ทั้งหมดเป็นประชากรคนจนในเมืองและชนบทของประเทศไทย- ว่าเป็นพวก “ไร้การศึกษา”
ความพยายามอย่างทุลักทุเลในการที่จะขับไล่ไสส่งประชากรรายได้ต่ำของประเทศ
ไทยว่าเป็นพวกปัญญาอ่อนนั้นไม่ใช่การดูถูกที่เพิ่งจะเกิดขึ้นหรือเกิดเป็น
กรณีแยกเดี่ยวออกมา
หากแต่เป็นหัวใจของปรัชญาของกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบันที่นำโดยนาย
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
และเป็นศูนย์กลางของความเชื่อทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษ์กษัตริย์
(Royalists)
หรืออีกชื่อคือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเสื้อเหลือง (PAD)
ที่ร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์แบบไม่ค่อยลงรอย
ร่วมกันล้มรัฐบาลและทำให้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรกลายเป็นผู้ต้องหา
ข้ออ้างของพวกเขาก็คือคนไทยนั้นยังไม่พร้อมสำหรับระบอบประชาธิปไตยโดยเฉพาะ
ในเขตชนบท
พวกเขาว่าเครือข่ายอุปถัมภ์และการโกงเลือกตั้งเป็นสิ่งที่เห็นได้ทั่วไป
และคนชนบทไม่รู้อะไรมากไปกว่าการขายเสียงของตนให้กับผู้ที่ให้ราคาสูงสุด
ซึ่งนี่หมายถึงฝ่ายประชานิยมและนักการเมืองที่ดีแต่พูดสามารถยึดฐานอำนาจ
ผ่านทางกล่องคะแนนเสียงเลือกตั้งได้โดยการหลอกและให้สินบนแก่คนจน
และก็ช่วยกันพาประเทศลงเหวโดยการทำแต่สิ่งที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ตัวเองและ
พรรคพวก โดยมีค่าใช้จ่ายก็คือผลประโยชน์ของประเทศชาติ ดังนั้น
ตามที่ข้ออ้างของพวกเขาได้กล่าวต่อไปคือ
มันจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องให้กลุ่มชนชั้นกลางและชั้นสูงของกรุงเทพที่
เป็นผู้มีความรู้ กลุ่มตุลาการศาล อำมาตย์ ทหารยศสูง และเหนือสิ่งอื่นใด
ราชวงศ์ เป็นผู้ปกป้องรักษาระบอบประชาธิปไตย
และขัดขวางเมื่อจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนที่เจริญน้อยกว่าทำสิ่งผิด
พลาดที่เลวร้ายด้วยการถูกชักจูงให้ลงคะแนนให้กับคนที่ไม่เหมาะสม
ประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้นไม่เหมาะสมกับประเทศไทย –อย่างน้อยก็ในตอนนี้-
และในขณะนี้กลุ่มชนชั้นสูงที่มีจริยธรรมและมีการศึกษา
จะต้องเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนพวกโง่เง่าเต่าตุ่นบ้านนอกด้วยการชี้นำที่แข็ง
แรงแต่เต็มไปด้วยกุศลธรรม
ดังที่พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้นำการปฏิวัติในปี 2006 ได้กล่าวในการสัมภาษณ์หลังการยึดอำนาจไม่นานว่า
ผมเห็นว่าประชาชนไทยยังขาดความเข้าใจที่เพียงพอเกี่ยวกับประชาธิปไตย ประชาชนจำเป็นจะต้องเข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง บางคนยังไม่รู้ถึงระเบียบวินัยเลยด้วยซ้ำ ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องทำให้ประชาชนเข้าใจถึงกฏของ ประชาธิปไตย
แต่เป็นที่น่าเสียดายสำหรับผู้ที่อยู่เบื้องหลังของการปฏิวัติ
ว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามแผน
นโยบายของรัฐบาลที่ได้รับการหนุนหลังจากทหารถูกเห็นทั่วกันว่าเป็นหายนะ เมื่อ
การเลือกตั้งได้ถูกจัดตั้งขึ้นอีกครั้งในเดือนธันวาคม ปี 2007
พวกพลังประชาชนซึ่งเป็นตัวแทนของทักษิณ ได้รับชัยชนะ
มีจำนวนเก้าอี้สูงสุดในสภาและก่อตั้งรัฐบาลร่วม
เพียงเพื่อผู้ที่ได้รับเลือกตามระบอบประชาธิปไตย
ต้องถูกล้มอีกครั้งโดยกลุ่มชนชั้นสูงของประเทศ
คราวนี้ด้วยแรงผสมผสานระหว่างอำนาจตุลาการและกฎหมู่ของกลุ่มม็อบ
กลุ่มเสื้อเหลืองเข้ายึดสถานที่ราชการต่างๆ
บังคับให้กลุ่มคณะบริหารที่ได้รับเลือกตั้งมาต้องไปอยู่ในออฟฟิศชั่วคราว
ซึ่งทำให้การบริหารประเทศนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย นายกรัฐมนตรีนาย สมัคร
สุนทรเวช ได้ถูกบังคับให้ลงจากเก้าอี้หลังจากผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ขาดว่านายสมัครขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรีเนื่อง
จากได้รับค่าจ้างจากการไปออกรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ชื่อ “ชิมไปบ่นไป”
สามเดือนต่อมาหลังจากที่กลุ่มเสื้อเหลืองได้ปิดสนามบินซึ่งส่งผลกระทบต่อ
เศรษฐกิจของไทยและภาพลักษณ์ต่อต่างชาติเป็นอย่างมาก ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ตัดสินอีกครั้งให้ยุบพรรคพลังประชาชน และ
หลังจากการต่อรองข้อเสนอกันอย่างดุเดือดในค่ายทหาร
ฝ่ายค้านก็ได้รวมหัวกันเป็นกลุ่มรัฐบาลร่วมปัจจุบันโดยมีนายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
ในที่สุด
รัฐบาลของประเทศไทยก็ได้มาอยู่ในมือของสมาชิกกลุ่มชนชั้นสูงที่มีความน่า
เชื่อถือด้านการศึกษาสมบูรณ์แบบ อภิสิทธิ์นั้นสำเร็จการศึกษาที่มหาวิทยาลัยชนชั้นสูงของอังกฤษคือวิทยาลัยเอตันและมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเขา กรณ์ จาติกวาณิช ก็สำเร็จการศึกษาจากออกซ์ฟอร์ดเช่นเดียวกัน
แต่อย่างไรก็ตาม
พวกไร้การศึกษาบ้านนอกยากจนก็ยังไม่รู้จักเรียนรู้ว่าอะไรดีสำหรับพวกเขา
วิกฤติในประเทศไทยได้เกิดขึ้นอีกครั้งในเดือนมีนาคมเมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงที่
นิยมทักษิณได้เริ่มการประท้วงรัฐบาลขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยสื่อในประเทศ
ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนเกือบทั้งหมด อยู่ในอาการตกใจ
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ได้ขึ้นพาดหัวว่า “รุ่งสางแห่งแดงเดือด” (Red Rage
Rising) “กลุ่มคนชนบทมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง”
กลุ่มผู้ชุมนุมได้เข้ายึดพื้นที่ที่เป็นที่นิยมสูงสุดของกลุ่มชนชั้นสูง
กระเป๋าหนัก
ตั้งค่ายมีรั้วกั้นเป็นป้อมปราการตามโรงแรมและห้างสรรพสินค้าสุดหรูบริเวณ
สี่แยกราชประสงค์ เมื่อทหารได้ขับไล่พวกเขาออกไปในกลางเดือนพฤษภาคม
การต่อสู้ได้คร่าชีวิตพลเรือน 90 คนและบาดเจ็บนับร้อย
สิ่งก่อสร้างหลายแห่งถูกวางเพลิงโดยนักวางเพลิงที่อยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดง
และเศรษฐกิจของประเทศก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักอีกครั้ง
ในการตามล่าในเวลาต่อมา ผู้นำกลุ่มเสื้อแดงได้ถูกจำคุก
ซึ่งตรงข้ามอย่างชัดเจนกับผู้นำกลุ่มเสื้อเหลืองยึดสนามบินที่มีอิสรภาพเต็ม
รูปแบบ และ –ในกรณีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศนายกษิต ภิรมย์-
เป็นถึงคนสำคัญในรัฐบาล เสียงที่ไม่พอใจได้ถูกทำให้เงียบไป
ด้วยการเซนเซอร์ทุกความเห็นที่เป็นการต่อต้านรัฐบาล
เว็บไซต์หลายหมื่นแห่งถูกปิดกั้น และสถานีวิทยุตามชนบทได้ถูกสั่งปิด
พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินยังถูกบังคับใช้ในหลายจังหวัดรวมถึงกรุงเทพ
อันเนื่องมาจากอำนาจอันกว้างขวางของนายอภิสิทธิ์ที่จะสั่งการและทำลายล้าง
ฝั่งตรงข้ามของตน
สำหรับผู้ที่สนับสนุนรัฐบาล เหตุการณ์อันน่าสลดในปี 2012
ได้ยืนยันฝันร้ายที่สุดของพวกเขาเกี่ยวกับความโง่เง่าและความหูเบาของคนส่วน
ใหญ่ของประเทศ พวกเขาชี้ว่าคนเสื้อแดงทั่วไปที่เข้ายึดกรุงเทพนั้นถูกจ้างมา
อย่างน้อยบางส่วนก็มาจากเงินในประเป๋าของทักษิณ นอกจากนี้
คนเสื้อแดงจนๆหลายคนยังถูกบอกอีกว่า ถ้าทักษิณกลับมา
หนี้ของพวกเขาก็จะได้รับการยกเว้น และการวางเพลิงในวันที่ 19 พฤษภาคม
ก็เป็นการยืนยันว่า “พวกบ้านนอก” ไร้อารยธรรมและอันตรายแค่ไหน
ทำให้พวกเขายิ่งเชื่อขึ้นไปอีกว่า
ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมีรัฐบาลชนชั้นสูงที่แข็งแรงพอจะโค่นทักษิณ
ป้องกันระบบศักดินาที่มีอยู่
และนำประเทศกลับสู่ความเป็นสยามเมืองยิ้มสังคมปรองดองโดยให้ทุกคนสำเหนียก
ว่าตนอยู่ระดับไหนของสังคม
แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่ากลุ่มผู้สนับสนุนจนๆของทักษิณนั้น
ขาดความเข้าใจและง่ายที่จะติดสินบนให้เลือกผู้นำที่จะไม่นำประโยชน์ใดๆมาให้
เลย แอนดรูว วอล์คเกอร์ แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ผู้ซึ่งเป็นคนทำบล็อค New Mandala กับ นิโคลัส ฟาเรลลี่ ได้เขียนบทความวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับการลงคะแนนในชนบทไว้ว่า
นักวิจารณ์การเมืองหลายคนได้ยินยันว่าประชากรไทยนั้น โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรชนบท ขาดคุณลักษณะขั้นพื้นฐานสำหรับการเป็นพลเมืองประชาธิปไตยสมัยใหม่ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความไร้ประสิทธิภาพของประชากรผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนั้นมี อยู่สามปัจจัยหลักคือ อันดับแรก ผู้ลงคะแนนมักจะไม่ค่อยสนใจเรื่องการเมือง ขาดความรู้สึกถึงผลประโยชน์ของชาติและพวกเขาจะลงคะแนนให้กับใครก็ได้ที่นำ ประโยชน์มาให้ในทันที อันดับสอง สืบเนื่องมาจากความยากจนและไร้การศึกษา พวกเขาจึงถูกชักจูงได้ง่ายด้วยอำนาจของเงิน การซื้อเสียงเป็นสิ่งที่เห็นได้โดยทั่วไป เงินส่งที่แจกจ่ายโดยผู้ลงรับสมัครเลือกตั้ง ผ่านทางเครือข่ายและหัวคะแนน เป็นกุญแจสำคัญในการรักษาฐานเสียงและซื้อความซื่อสัตย์ของผู้ลงคะแนน และอันดับสาม การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นนั้นเคลื่อนไหวผ่านทางระบบอุปถัมภ์ที่ซึ่งผู้มี อิทธิพลในท้องถิ่นจะนำกลุ่มผู้ลงคะแนนในท้องถิ่นนั้นๆไปลงคะแนนให้กับผู้ที่ เป็นหัวหน้าทางการเมือง
แต่ว่า
วอร์คเกอร์ก็ได้แสดงให้เห็นถึงการวิเคราะห์ที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับหมู่บ้าน
บ้านเตี๊ยม (ต้นฉบับคือ Ban Tiemผมไม่แน่ใจว่าใช่ชื่อไทยนี้หรือไม่
–ผู้แปล) ซึ่งอยู่ห่างจากเชียงใหม่ประมาณ 1 ชั่วโมงหากเดินทางโดยรถยนต์
ว่าคนชนบทอาจไม่เข้าใจถึงความสลับซับซ้อนของระบอบประชาธิปไตย
แต่พวกเขามีความสามารถเกินพอ
ในการที่จะตัดสินใจเลือกพรรคที่พวกเขารู้สึกว่าจะทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น
มากที่สุด
จากมุมมองของรัฐธรรมนูญชนบทแบบบ้านเตี๊ยม รัฐบาลทักษิณได้รับการเลือกตั้งเพราะประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าผู้แทนและนโยบาย ของพรรคไทยรักไทยนั้นตรงกับสิ่งที่เขาคิดว่าควรเป็นผู้นำทางเมืองมากที่สุด หลายครั้งที่คุณสมบัตินั้นไม่ได้สมบูรณ์แบบตามที่ต้องการ แต่ว่า เมื่อเปรียบเทียบตัวเลือกต่างๆแล้ว ไทยรักไทยเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากที่สุด ความคิดในการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งแบบนี้ถูกซัดหายไปพร้อมกับคลื่นการ ประท้วงในเมืองซึ่งต่อมาส่งผลให้เกิดการเลือกตั้งที่ถูกเตะตัดขาในเดือน เมษายน 2006 และการประท้วงในเดือนกันยายน 2006 กลุ่มผู้สนับสนุนการปฏิวัติและนักเล่นแร่แปรธาตุรัฐธรรมนูญได้พยายามค้นหา ทางที่จะทำให้การสนับสนุนทางการเมืองของผู้ที่ชื่นชอบทักษิณเป็นเรื่องที่ ผิดโดยกล่าวหาว่าความชอบต่างๆนั้นเกิดขึ้นจากเงินที่แจกจ่ายให้กับพวกคนชนบท ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว การลบคุณค่าทุกเมื่อเชื่อวันของการเมืองในกลุ่มชนบทแบบนี้เป็นภัยคุกคามต่อ ประชาธิปไตยของไทยที่ร้ายแรงยิ่งกว่าการฉีกรัฐธรรมนูญของปี 2540 เสียอีก
จากการศึกษาของวอร์คเกอร์ยิ่งชี้ให้เห็นถึงชุดที่น่าจะเห็นได้ชัดเจนกับคน
ที่คิดแม้เพียงสักเล็กเน้อยเกี่ยวกับประเด็นนี้
ว่าไม่ว่าใครจะคิดยังไงกับทักษิณ ชินวัตร (และความเห็นของผม
(เจ้าของบทความ) อยู่ที่นี่ (ICT
คาดว่าย่อมาจาก Internet and Intelligence Censorship of Thailand
-ผู้แปล)) แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ
รัฐบาลไทยรักไทยของเขาได้พยายามรับฟังว่าสิ่งที่ประชาชนชนบทต้องการคืออะไร
และได้ประยุกต์ใช้นโยบายที่พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเหล่านั้น
เป็นเหตุผลในตัวของมันเองที่ว่าทำไมคนชนบทถึงเลือกสนับสนุนทักษิณ
และนี่ไม่ใช่สัญญาณของความโง่เขลา จริงๆเป็นในทางตรงข้ามด้วยซ้ำไป
แน่นอนว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในชนบทนั้นมักจะได้รับอิทธิพลจากปัญหาในท้อง
ถิ่นและตัวบุคคลต่างๆ
แต่จะมีทางอื่นใดให้พวกเขาตัดสินอีกล่ะว่าใครที่พวกเขาควรจะลงคะแนนให้?
ก่อนที่ทักษิณจะเข้ามาปฏิรูปการเมืองไทยเมื่อ 10 ปีก่อน
พรรคการเมืองในประเทศไทยไม่เคยมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน
และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่ว่าจะในเมืองหรือชนบท จนเหรือรวย
มีการศึกษาหรือไม่มี ได้แต่ลงคะแนนโดยมีข้อมูลเพียงน้อยนิด
ผู้ที่คัดค้านทักษิณได้ชี้ไปที่การคอรัปชั่นและความโลภที่ปฏิเสธไม่ได้ของ
เขาว่าเป็นหลักฐานที่ชี้ว่า ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในชนบทนั้น
ลงคะแนนอย่างไม่ฉลาด แต่นี่ก็เป็นอีกครั้งที่พวกเขาหลงประเด็น ดังที่ เจมส์
สเต๊นท์ ได้บันทึกลงใน “วิเคราะห์วิกฤติประเทศไทย” ของเขาดังนี้
เพื่อนในกรุงเทพของผม[พูดว่า]ทักษิณได้รับเลือกตั้งมาเพียงเพราะว่าความร่ำ รวยของเขา และผู้ลงคะแนนนั้นรับสินบน จากประสบการณ์ของผมเองในบ้านต้นทีในจังหวัดเชียงราย (ต้นฉบับคือ Ban Ton Thi ผมไม่แน่ใจว่าใช่ชื่อไทยนี้หรือไม่ –ผู้แปล) ผมรู้ว่าพรรคไทยรักไทยของทักษิณนั้นได้จ่ายเงิน 500 บาทเพื่อซื้อคะแนนเสียงจริง แต่หลังจากที่ได้สนทนากับคนในหมู่บ้าน เป็นที่เห็นได้ชัดว่าคนในหมู่บ้านเหล่านี้นั้นชอบในสิ่งที่ทักษิณได้พวกเขา จากใจจริง และรู้สึกว่าเขาเป็นนักการเมืองคนแรกที่พูดคุยกับพวกเขาเรื่องคุณภาพชีวิต ของพวกเขา และทำตามที่ตัวเองได้ให้สัญญาไว้เมื่อผมถามชาวบ้านว่า แล้วถ้าเกิดว่าทักษิณไม่ได้เป็นคนโกงกินล่ะ ผมก็ได้รับคำตอบกึ่งขบขันกลับมาเหมือนๆกันว่า “แน่นอน เขาโกงกิน นักการเมืองทุกคนโกงกินทั้งนั้น แต่นี่เป็นนักการเมืองโกงกินคนแรกที่ได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อพวกเรา” จนถึงทุกวันนี้ การคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจในทางที่ผิด และความร่ำรวยส่วนบุคคลของทักษิณก็ยังเป็นที่พูดถึงกันในกลุ่มผู้สนับสนุน ชาวชนบท – ไม่ได้ปฏิเสธ แต่ถูกจัดให้เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
นอกจากนี้ ทุกพรรคก็ใช้การซื้อเสียงและระบบอุปถัมภ์
และนี่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนชาวชนบทจะไม่สามารถลงคะแนน
อย่างมีความรับผิดชอบให้กับพรรคที่นำเสนอการเปลี่ยนแปลงทางด้านบวกที่ดีที่
สุดให้กับพวกเขา ธงชัย วิณิชกุล
ศาสตราจารย์วิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มหาวิทยาลัย
วิสคอนซิน-เมดิสัน
ได้กล่าวอย่างเชือดเฉือนถึงความลำเอียงอย่างไม่เป็นธรรมต่อชาวชนบทของกลุ่ม
คนกรุงเทพในการศึกษาปี 2008 ของเขาที่ชื่อว่า “ล้มประชาธิปไตย” เอาไว้ดังนี้
ข้อกล่าวหาโดยทั่วไปมักจะไปตกอยู่กับกลุ่มผู้ลงคะแนนที่ได้รับการศึกษาน้อย และมีฐานะยากจน โดยเฉพาะในเขตชนบท ซึ่งจะถูกกล่าวหาว่าขายคะแนนเสียงเพื่อแลกกับผลประโยชน์ระยะสั้นและเงิน เพียงน้อยนิด กล่าวกันว่าพวกเขาขาดความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย ขาดซึ่งจริยธรรมที่ดีเพราะพวกเขาไม่รู้เรื่องรู้ราวและไม่มีข้อมูลใดๆสำหรับ การตัดสินเพราะพวกเขาไร้การศึกษา พวกเขาถูกจัดให้เป็นกลุ่มคนที่มีส่วนทำให้ระบอบประชาธิปไตยล้มเหลว แคมเปญโฆษณาเชิงให้ความรู้ต่อต้านการซื้อสียงส่วนมากก็มีกลุ่มเป้าหมายเป็น ประชากรชนบทและคนจนในชุมชนเมือง พวกเขาถูกจัดว่าติดโรคร้าย ในขณะที่กลุ่มชนชั้นกลางในเมืองติดเชื้อน้อยกว่าหรือปลอดโรค กลุ่มหลังเป็นกลุ่มคนที่เป็นฮีโร่ของระบอบประชาธิปไตยที่ซึ่งหน้าที่คือทำ การเมืองให้สะอาด แน่นอนว่าวาทกรรมเรื่องการซื้อเสียงนั้นไม่ได้เป็นการกล่าวหาอย่างลอยๆ และก็มีกลุ่มคนที่ไม่สนใจอย่างอื่นนอกจากผลประโยชน์ระยะสั้นและเงินน้อยนิด อยู่จริง แต่วาทกรรมนี้เป็นการกล่าวแบบเหมารวมที่น่ารังเกียจโดยกลุ่มชนชั้นกลางที่มี อคติต่อกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่มีการเลือกตั้งแบบจังหวัด
ธงชัยได้บันทึกต่อว่า
“ประชาชนชนบทนั้นได้รับข้อมูลข่าวสารและเข้าใจถึงประโยชน์ที่ตัวเองควรจะได้
รับเหมือนกับคนเมือง”
และการทึกทักเอาเองว่าตัวเองเหนือกว่าของกลุ่มชนชั้นกลางในกรุงเทพนั้นเป็น
สัญญาณให้เห็นชัดเจนถึงความไม่รู้ของพวกเขา
ชนชั้นกลางในเมือง โดยทั่วไปแล้ว ขาดข้อมูลข่าวสารและไม่รู้เรื่องรู้ราว อคติของพวกเขานั้นได้ขโมยเอาโอกาสที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับกลุ่มคนชนบทไป
จึงทำให้มีเหตุผลเพียงพอที่จะให้เชื่อว่า
กระบวนทัศน์ที่มองว่าการปฏิวัติในปี 2006 เป็นเรื่องที่ถูกต้อง
การขัดขวางโดยระบบยุติธรรมในปี 2008
และโครงการต่างๆที่ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อบดขยี้กลุ่มคนเสื้อแดง
นั้นบกพร่องตั้งแต่เริ่มต้น
หลายคนในกลุ่มชนชั้นกลางและสูงของกรุงเทพได้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการที่จะ
จับใจความว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในประเทศของตนเอง
ความไร้ความสามารถของพวกเขาที่จะเข้าใจว่ากลุ่มคนจนอาจเข้าใจระบอบ
ประชาธิปไตยบางส่วนและอาจต้องการที่จะเห็นประเทศไทยที่เสมอภาคกันมากขึ้นจาก
ใจจริงนั้น ชี้ให้เห็นว่าพวกเขาเชื่อว่ากลุ่มคนที่สนับสนุนคนเสื้อแดง
ทำเพราะว่าพวกเขาถูกซื้อหรือถูกหลอกโดยทักษิณและ ผู้นำ “ก่อการร้าย”
เสื้อแดงคนอื่นๆ และหัวเราะเยาะคนจนว่าเป็นพวกไร้การศึกษาโง่เง่าเต่าตุ่น
พวกเขายังได้คร่ำครวญเกี่ยวกับความโง่เขวาของสื่อต่างชาติและรัฐบาลต่างชาติ
ที่ไม่เข้าใจว่าการตั้งอยู่ของกลุ่มคนชั้นสูง
ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สนับสนุนการคงอยู่ของสถานการณ์ปัจจุบัน
เป็นคนดี/พระเอกของเรื่องนี้
และตัวร้ายก็คือทักษิณที่เป็นคนปลุกปั่นกลุ่มคนและจ่ายเงินให้กับพวกเขา
เพื่อทำลายประเทศของตนเอง
ตัวอย่างหนึ่งของมุมมองนี้คือ บทความในเดือนเมษายนชิ้นนี้ ในหนังสือพิมพิมพ์เนชั่นซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนชนชั้นสูง พาดหัวว่า “พวกเขารู้กันจริงๆรึเปล่าว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นที่นี่?”
บทบาทของผู้ต้องหา อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ในฐานะของผู้ร้ายหลัก นั้นได้รับการกล่าวถึงน้อยมากในสังคมและสื่อต่างชาติ เป็นที่เห็นได้ชัดว่า มันเกินจินตนาการของพวกเขาที่จะเข้าใจว่าคนๆหนึ่งสามารถเป็นสาเหตุให้เกิด ความไม่เชื่อฟังและความกระด้างกระเดื่องในกลุ่มประชาชนได้มากขนาดนี้ แต่นี่แหละคือจุดสำคัญ [เพราะ]ทักษิณได้ส่งเงินของเขาผ่านทางภรรยาที่หย่าขาดจากกันแล้วและสมุนทั้ง หลาย เพื่อสนับสนุนการประท้วง
นักเขียนและนักแต่งเพลงปริศนาของไทยชื่อ ส.พ.สมท้าว ได้เข้ามาร่วมในการโต้วาทีครั้งนี้ด้วยบล็อคที่ไม่ค่อยอยู่ในโลกความเป็นจริงอันนี้ ที่
ซึ่งเขาได้อธิบายว่าสื่อมวลชนต่างชาติไม่มีความสามารถทางภาษาเพียงพอที่จะ
เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นและกำลังพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะนำเสนอว่า
วิกฤติในประเทศไทยปัจจุบันนั้นเป็นการเกิดซ้ำของการประท้วงในฟิลิปปินส์ในปี
1986 เพื่อที่จะ “ทำให้แน่ใจว่าเงินค่าโฆษณาไหลเขามาเรื่อยๆ”
ดูเหมือนเขาจะไม่รู้เลยว่าแนวทางทำธุรกิจที่ดีที่สุดในความเป็นจริงของ
ธุรกิจสื่อ คือการรายงานเหตุการณ์ต่างๆโดยถูกต้องแม่นยำและไม่ใส่อารมณ์ร่วม
ในความพยายามที่จะสอนกลุ่มชาวต่างชาติที่ไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นใน
ประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ให้ความช่วยเหลือด้วยการให้แนวทางและคำแนะนำนี้ให้กับนักสื่อข่าวชาวต่างชาติ เรื่อง
หนึ่งที่มันบอกได้ก็คือ
ประเทศไทยนั้นเคารพเรื่องสิทธิ์ของผู้สื่อข่าวเต็มที่
แต่สื่อบางแห่งที่รายงานเกี่ยวกับความรุนแรงจะต้องถูกปิดลง
มันเป็นมุมมองที่ไม่ถูกต้องที่จะมองว่าวิกฤติในประเทศไทยเป็นเรื่องความขัด
แย้งระหว่างกลุ่มคนรวยและคนจน แต่เป็น
“เรื่องนั้นเป็นข้ออ้างที่ถูกนำมาใช้โดยกลุ่มแกนนำการประท้วงเพื่อสร้าง
อารมณ์ร่วมภายในกลุ่ม
เป็นการเล่นบนความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมและความเจ็บปวดของผู้คน“ ว่า
“ราชวงศ์ไทยอยู่เหนือการเมือง” ว่า
“กฎหมายหมิ่นพระบรมฯไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อการปรึกษาหารือกัน” และสุดท้าย
มันผิดที่จะเสนอว่ามันมีการกระทำสองมาตรฐานอยู่ในประเทศไทย
ในรัฐบาลปัจจุบันนี้ มีเพียงมาตรฐานเดียวและทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย
เนื่องมาจากความจริงที่ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นาย กษิต ภิรมย์
ผู้ซึ่งเป็นคนควบคุมดูแลกระทรวงที่ทำบทความแถลงนี้
เป็นหนึ่งในกลุ่มแกนนำคนเสื้อเหลืองที่เกี่ยวข้องกับการยึดสนามบินในปี 2008
มันค่อนข้างจะชัดเจนว่ารัฐบาลไทยคาดหวังที่จะให้สื่อต่างชาติโง่แค่ไหนถ้าจะ
ให้เชื่อสิ่งที่ให้มานี่
นายกษิตก็ยังเป็นบุคคลที่ทำให้ประเทศต้องละอายอย่างต่อเนื่อง
ด้วยเรื่องที่เขากล่าวกับรัฐบาลและฑูตต่างชาติว่าพวกเขานั้นควรจะมองวิกฤติ
ในประเทศไทยอย่างไร
ในขณะที่การมีอยู่ของตัวเขาที่ใจกลางของรัฐบาลนั้นเองเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับ
ที่เขาพยายามจะทำให้คนอื่นเชื่ออย่างชัดเจน
ไม่เพียงแต่สื่อต่างชาติเท่านั้นที่ไม่พบสิ่งใดที่เชื่อถือได้ในข้อโต้แย้ง
ของผู้สนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์
นักวางแผนการลงทุนชาวต่างชาติก็ได้สรุปออกมาเป็นแนวทางเดียวกัน
ทีมวิเคราะห์ความเสี่ยงประเทศของสแตนดาร์ดชารท์เตอร์ได้เขียนลงในรายงานการ
วิเคราะห์ความเสี่ยงของโลกประจำไตรมาสไว้ในเดือนเมษายนว่า
ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าความสำคัญของตำแหน่งนั้นเป็นที่เข้าใจในกลุ่มผู้สนับ สนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์หรือไม่ ซึ่งจนปัจจุบันก็เป็นประเด็นทักษิณ ตอนนี้มันเป็นเรื่องของการขาดความน่าเชื่อถือเชิงประชาธิปไตยของรัฐบาล ปัจจุบันเสียมากกว่า
แต่ในหมู่ของกลุ่มผู้มีการศึกษาชั้นกลางและชั้นสูงของไทย
ผู้ที่ถือตัวเองว่าเป็นผู้ปกป้องประชาธิปไตยของประเทศ
มีความสามารถหรือความตั้งใจเพียงน้อยนิดที่จะคิดอย่างวิเคราะห์วิจารณ์อย่าง
จริงๆจังๆกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
นี่เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นชัดเจนถึงตวามล้มเหลวของพวกเขาในการที่จะเผชิญ
หน้ากับความอันตรายของกองทัพที่นับวันจะทวีอิทธิพลที่น่ากลัวต่อการเมืองของ
ไทยมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ว่าทักษิณจะเลวร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยของไทยมากแค่ไหน
ก็ค้านได้ยากว่าการปกครองโดยกองทัพนั้นมันเลวร้ายกว่าเยอะ
ในประวัติศาสตร์ไทย
กองทัพได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นกลุ่มที่เชี่ยวชาญการจุ้นจ้านเรื่องการเมือง
และคอร์รัปชั่นแบบเปิดเผย
แต่มีความสามารถเพียงน้อยนิดในสิ่งที่ตัวเองควรจะทำ
ซึ่งก็คือการปกป้องประเทศชาติ แพ้แม้กระทั่งสงครามสั้นๆกับประเทศลาวในปี
1987/1988 สุดยอดมากๆ
ในปี 1992
ชนชั้นกลางของประเทศไทยยืนขึ้นต่อต้านการปกครองโดยกองทัพอย่างกล้าหาญ
หลายคนถูกฆ่า
แต่สิ่งที่พวกเขาทำให้เกิดขึ้นถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการ
พัฒนาประเทศไทย –
การเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองของพวกทหารจะไม่เป็นที่ยอมรับได้อีกต่อไป
แต่กระนั้น 14 ปีต่อมา
กลุ่มคนกรุงเทพได้ปรบมือต้อนรับกองทัพที่ทำการปฏิวัติโค่นล้มทักษิณ
และจากนั้นเป็นต้นมา
ก็เป็นใบ้กันถ้วนหน้าเพราะกองทัพเข้ายึดที่นั่งต่างๆทางการเมืองและฝังราก
การคอร์รัปชั่นซึ่งเห็นได้ชัดอย่างน่าเจ็บปวด
ความพยายามอย่างทุลักทุเลของกองทัพที่พยายามปล้นคนไทยคงจะเป็นเรื่องที่น่า
ขบขันหากมันไม่ส่งผลต่อประเทศอย่างร้ายแรง
กองทัพอากาศไทยจากมากกว่าประเทศอื่นๆเช่นโรมาเนีย
ในการจัดซื้อเครื่องบินเจ็ท กริพเพน จากสวีเดน เรือเหาะราคา 350
ล้านถูกสั่งเพื่อนำมาตรวจตราผู้ก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้
แม้ว่าจะมีหลักฐานมากมายมหาศาลชี้ว่ามันไร้ประโยชน์สิ้นดี –
มันบินได้ไม่สูงพอที่จะพ้นวิถีกระสุนปืนไรเฟิล
ซึ่งก็หมายความว่าใช้ไปก็คงไม่พ้นที่จะถูกยิงจนพรุน
ร่วงลงมากระแทกพื้นกลายเป็นเศษเหล็ก กองทัพได้ของบประมาณประมาณ 5,000
ล้านบาทเพื่อซื้อรถเกราะบรรทุกคนเพิ่มขึ้น 121 คันจากยูเครน
แม้ว่าจะยังไม่ได้รับรถเกราะที่คล้ายกันจำนวน 96 คัน ที่สั่งในปี 2007
ในราคา 3,900 ล้านบาท เนื่องจากผู้ขายไม่สามารถใส่เครื่องยนต์มาให้ได้
สิ่งที่น่าแปลกใจมากที่สุดในบรรดาตำนานโกงกินสิ้นชาติทั้งหมดของกองทัพ
ก็คือเรื่องการจัดซื้อเครื่องตรวจจับระเบิด GT200
ซึ่งมันควรที่จะตรวจจับระเบิด ยา หรือแม้กระทั่งคน ได้
ซื้อมาโดยงบประมาณจำนวนมหาศาลโดยกองทัพและบางส่วนของรัฐบาล เครื่อง GT200
ไม่ใช่เครื่องหลอกลวงต้มตุ๋นที่ทำมาอย่างแนบเนียน –
อุปกรณ์ทั้งชิ้นเป็นแค่แท่งพลาสติกโดยไม่มีอุปกรณ์ชิ้นส่วนใดๆเลย
แต่เราก็พบกับหลักฐานชัดแจ้งว่ากองทัพไม่เคยลดละความพยายามในการโกงกินอย่าง
ต่อเนื่องด้วยการออกมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชนโดยนายทหารชั้นสูงของกองทัพ
นำโดยพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ในเดือนกุมภาพันธ์เพื่อมาย้ำกับคนไทยว่า
“ไอ่เครื่อง GT200 นี้มันใช้ได้จริงๆนะ”
แม้กระทั่งทักษิณยังอาจจะต้องคิดแล้วคิดอีกในการคิดจะหาทางชิ่งหากทำการหลอก
ลวงหน้าด้านๆแบบนี้ แต่แล้วก็เป็นอีกครั้ง
ที่กลุ่มผู้มีการศึกษาของประเทศไทย
รู้ทั้งรู้ว่ากองทัพของประเทศไทยมันเลวทรามต่ำช้าแค่ไหน
ก็เลือกที่จะหยุดความไม่เชื่อเอาไว้ที่ตรงนั้น แล้วพวกเขาและชนชั้นปกครอง
ก็ได้เหยียบย่ำคำปฎิญาณที่ให้ไว้ว่าจะถอนรากถอนโคนการคอร์รัปชั่นที่เคยพูด
ไว้ ด้วยการยอมศิโรราบให้กับการกระทำของกองทัพ
พวกเขาเลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงที่กระทำ
โดยกองทัพ
ที่เห็นชัดคือการสังหารผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาหลายร้อยคนจากประเทศพม่า –
ในขณะที่ประณามการกระทำของทักษิณเช่นสงครามกับยาเสพติด
และการฆ่าคนมุสลิมในภาคใต้ของไทยที่กรือเซะและตากใบ
แม้ว่าตอนนั้นจะมีผู้สนับสนุนการกระทำอยู่ไม่น้อยก็ตาม
ที่แย่ไปกว่านั้น
พวกที่มีการศึกษาของไทยที่ล้อเลียนและประณามการนับถือทักษิณในหมู่คนไทยที่
มีรายได้ต่ำนั้นเป็นการแสดงถึงการยกยอกองกำลังติดอาวุธ(กองทัพ)ไทย
โฆษกกองทัพ ผู้พันสรรเสริญ แก้วกำเนิด
ได้ในสัมภาษณ์ลงในนิตยสารไฮโซอย่างน้อยสองฉบับ (ที่นี่ และ ที่นี่) และได้รับการยกย่องจากหนังสือพิมพ์เนชั่น ว่าเป็น “ผู้พันที่เท่ที่สุดของประเทศ” ทางเนชั่นถึงขนาดทำ “วิดีโอเอกซ์คลูซีฟ” เกี่ยวกับสิ่งของที่อยู่ในกระเป๋าของผู้พัน โดยที่นักข่าวหน้าแหยๆทั้งหลายแทบจะเก็บความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่
พฤติกรรมเหล่านี้
ถ้ามาจากกลุ่มคนจนของประเทศก็คงจะโดนหัวเราะเยาะกันทั่วประเทศ –
และก็จะเป็นอีกหลักฐานหนึ่งถึงความไร้การศึกษาและไร้อารยธรรม
แต่ดูเหมือนว่าถ้ามาจากคนกรุงแล้วละก็มันเป็นสิ่งที่ยอมรับได้
ชนชั้นกลางและสูงของไทยนั้นอยู่ในสภาวะของการปฎิเสธความจริงที่ไม่น่าดูว่า
เพื่อที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป
รัฐบาลอภิสิทธิ์จะต้องทำข้อตกลงต่าๆงกับนักการเมืองบางกลุ่มที่เรียกได้ว่า
ทรามและเลวร้ายที่สุดของประเทศ – ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ เนวิน ชิดชอบ
มุมมองของพวกเขาคืออะไรก็ถูกต้องตราบใดที่สิ่งที่ทำนั้นช่วยป้องกันไม่ให้
รัฐบาลทักษิณกลับมามีอำนาจ
และมันก็เป็นที่เห็นได้ชัดเจนแก่ผู้สังเกตการณ์ทุกคน
ว่าสิทธิและเสรีภาพของคนไทยนั้น
ถูกตีกรอบและบั่นทอนมากกว่าสมัยทักษิณจนเปรียบไม่ได้
และการคอร์รัปชั่นก็เลวร้ายกว่ากันมาก
คนไทยที่สนับสนุนการปกครองปัจจุบันได้เถียงว่านี่มันเป็นสิ่งจำเป็นต่อ
ประชาธิปไตย
มุมมองของพวกเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำให้นึกถึงคำแถลงที่เป็นที่กว่างขานในด้าน
ลบอย่างมากของนายพันคนหนึ่งในช่วงสงครามเวียดนามเกี่ยวกับการทิ้งระเบิดปูพรมหมู่บ้านเบนเทร “มันเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำลายมันทิ้งเพื่อที่จะรักษามันไว้”
ประชาธิปไตยนั้นไม่สมบูรณ์แบบและมีข้อบกพร่อง
ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือประเทศไหนๆ ดังที่วินสตัน เชอร์ชิล
เคยกล่าวไว้อย่างโด่งดังว่า
“ระบบประชาธิปไตยเป็นรูปแบบที่แย่ที่สุดของรัฐบาล
ยกเว้นว่าจะได้ลองแบบอื่นมาหมดแล้ว”
ผู้ลงคะแนนเสียงมักจะเลือกทางที่แย่บ่อยๆที่ทำให้เขาต้องมาเสียใจในภายหลัง
แต่นั้นก็เป็นวิธีที่สังคมเรียนรู้
ถ้าคุณคิดว่ารัฐบาลกำลังทำนโยบายที่ทำร้ายประเทศชาติ
คุณก็จะต้องออกมาพร้อมกับทางเลือกใหม่ นโยบายใหม่
ที่จะเอาชนะใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง คุณไม่มีสิทธิ์ส่งกองทัพ
ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างชอบธรรมผ่านทางการขัดขวางด้วยกระบวน
การ”ยุติธรรม”ที่มีแต่ข้อกังขา
ปิดสื่อที่ไม่เห็นด้วยและตราหน้าแม้แต่คนที่ประท้วงอย่างสันติว่าเนรคุณแผ่น
ดิน
ดังที่ เจมส์ สเตนท์ ได้เถียงเอาไว้ว่า พรรค
ประชาธิปัตย์ของประเทศไทย
ล้มเหลวอย่างต่อเนื่องในการที่จะคิดการตอบสนองแบบประชาธิปไตยที่เชื่อถือได้
มาต่อกรกับความนิยมในตัวทักษิณ
พรรคประชาธิปัตย์ .. ได้รับการพิสูจน์มาตั้งแต่หลังการได้รับเลือกตั้งของทักษิณในปี 2001 ว่าไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการและภาพลักษณ์ได้ หรือแม้แต่จะนำเสนอผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในชนบทด้วยนโยบายทางเลือกที่เชื่อ ถือได้มาแข่งทักษิณ พวกมีการศึกษาชนชั้นกลางและสูงในเมืองได้แต่แสดงอาการไม่พอใจ แต่ความรู้สึกของผมก็คือพวกเขาต้องเลือกว่าจะออกมาพร้อมนโยบายใหม่ๆที่เป็น ทางเลือกที่ดีกว่าของทักษิณ หรือไม่ก็ยอมรับว่าจะต้องอยู่ภายใต้การปกครองของทักษิณไปสักพักใหญ่ๆ ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่พวกเขาต้องจ่ายในฐานะที่ไม่สามารถพัฒนาวิสัยทัศน์แบบ องค์รวมที่ออกไปถึงและเกี่ยวข้องกับผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนที่ยากจนส่วนใหญ่ ที่ซึ่งตอนนี้หันไปหาทักษิณในฐานะที่เป็นไอดอลทางการเมืองของพวกเขา
เมื่อไม่สามารถพัฒนาวิสัยทัศน์ได้
พวกคนกรุงก็เลยเลือกที่จะอยู่โดยไม่มีประชาธิปไตยกันไปเลยสำหรับเวลานี้
แทนที่จะก้าวข้ามความไม่พอใจและออกมาพร้อมกับนโยบายที่ดีกว่า
พวกเขากลับเลือกพยายามที่จะทำให้ฝั่งตรงข้ามเป็นพวกนอกกฎหมายให้ได้มากที่
สุด
พวกเขาได้เลือกที่จะพึ่งวิธีที่ใช้โดยผู้นำเผด็จการที่ล้มละลายทางสติปัญญา
ที่ว่า เมื่อไม่สามารถชนะใจและการสนับสนุนของคนส่วนใหญ่ได้
ก็หันไปหาการเซนเซอร์ ปิดกั้นข่าวสาร ข่มขู่ และกดขี่
และคนไทยที่มีการศึกษาจำนวนมากก็ได้ให้การสนับสนุนวิธีการนี้อย่างเต็มที่
ในขณะที่ปากก็ยังกล่าวหาความล้มเหลวของประชาธิปไตยในประเทศว่าเป็นความผิด
ของคนจน อย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในการประณามอย่างโจ่งแจ้งที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานเกี่ยวกับการกดขี่ใน
ประเทศไทย ได้ออกมาจากปากของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 2008
ในสมัยที่เขายังอยู่ฝ่ายค้านและผู้ประท้วงเสื้อเหลืองสองคนเสียชีวิตระหว่าง
การตีกันในกรุงเทพ:
ในเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ นายกรัฐมนตรีไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ไม่ว่าจะเกิดจากความไม่รู้หรือโดยตั้งใจ สิ่งที่แย่กว่าการโยนความผิดให้กับหน่วยงานของรัฐก็คือ การทำให้ประชาชนเป็นผู้ร้ายของเรื่อง ผมไม่เคยคิดว่าเราจะมีรัฐที่ทำให้ประชาชนถูกฆ่าและบาดเจ็บสาหัส และจากนั้นก็กล่าวหาประชาชนว่าเป็นคนก่ออาชญากรรม นี่เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ผมได้ยินพวกที่อยู่ในรัฐบาลถามประชาชนอยู่เสมอว่าพวกเขาเป็นคนไทยหรือเปล่า เมื่อพิจารณาสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ในตอนนี้แล้ว มันไม่ใช่คำถามว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า แต่คุณเป็นมนุษย์หรือเปล่าเสียมากกว่า
มันเป็นโศกนาฏกรรมสำหรับประเทศไทย
ที่ผู้มีการศึกษาจำนวนมากที่ควรจะมีความรู้ความคิด
ได้ล้มเลิกหลักการที่พวกเขาอ้างว่าสนับสนุนเมื่อไม่ถึงสองปีก่อน
ทิ้งไปอย่างไม่ใยดี
จะมีประโยชน์อะไรถ้ามีการศึกษา แล้วลืมว่าการคิดเองนั้น ทำยังไง?
กวีไกรไอ้คลั่งการ์ดพธม.โพสต์ภาพโดนยิงนอนรพ.
ที่มา Thai E-News
เมื่อวานตอนเช้าผมโดนยิงสองนัด สรุปว่าไม่โดนจุดสำคัญ และกระสุนไม่ฝังใน
ถึงวันนี้หมอให้ทานอาหารได้แล้ว จะต้องอยู่ที่นี่
ไปจนกว่าแผลจะหายซึ่งก็อีกไม่นาน ผมขอขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจ
นายกวี ไกร โชคพัฒนเกษมสุข โพสต์ภาพและข้อความข้างต้นลงในเฟซบุ๊คส่วนตัวของเขาในช่วงเวลา24.00 คืนวันพฤหัสฯที่ 16 สิงหาคม หลังจากมีข่าวสะพัดในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คทั้งฝ่ายเสื้อแดง และฝ่ายเสื้อเหลืองตลอดทั้งวันว่า เขาถูกยิงบาดเจ็บ
อย่าง ไรก็ตามยังไม่มีรายละเอียดใดๆในเหตุการณ์นี้ นอกจา่กที่นายกวีไกรได้โพสต์เพิ่มเติมว่า หมอจะให้เขากลับบ้านได้ไม่วันเสาร์ ก็วันอาทิตย์นี้
นายกวีไกรเคยจิกผมทำร้ายร่างกายผู้ชุมชุมหญิงเสื้อแดงรายหนึ่งในเหตุการณ์เสื้อแดงชุมนุมเมื่อช่วงสงกรานต์ ปีพ.ศ.2552
จาก นั้นมาปรากฎเป็นข่าวอีกครั้งเมื่อไปทุบรถข่าวของVOICE TVที่เวทีพันธมิตรจัดชุมนุมที่สวนลุมพินี เมื่อไม่นานมานี้ ที่เป็นเรื่องตลกร้ายก็คือการ์ดของพันธมิตรควบคุมตัวเขาส่งให้ตำรวจจับกุม ทั้งที่กวีไกรเองก็เคยเป็นการ์ดพันธมิตรมาก่อน
คดี ทุบรถVOICE TV ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง พิพากษาจำคุก 2 เดือน ปรับ 2,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 1 ปี และให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน
ส่วนคดีจิกผมหญิงเสื้อแดงนั้น ศาล พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องพิพากษาจำคุก 1 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการกักขังแทนจำนวน 15 วัน
เขา เคยเป็นการ์ดของพันธมิตรผู้นิยมใช้ความรุนแรง และเมื่อออกจากคุกมาก็ยังไม่เข็ดหลาบ คงมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงเช่นเคย โดยล่าสุดได้โพสต์ลงเฟซบุ๊คส่วนตัวถึงวีรกรรมของตัวเองประกอบรูปภาพสมัยเด็ก ว่า
เด็กหัวโต พ.ศ. 2525 ประวัติย่อๆของเด็กคนนี้ เด็กคนนี้ทำอาชีพมาหลายอย่าง
เด็กเดินเร่ขายดอกไม้ เด็กระเป๋ารถสองแถว เด็กช่วยงานช่างถ่ายภาพ เด็กปั้ม
เด็กเสริฟอาหาร เด็กขายของหน้าร้าน เด็กฝึกงานร้านซ่อมมอไซค์
เด็กนั่งดูดวง(หมอดู) เด็กช่้างซ่อมค
อมฯ มีแฟนมาแล้ว 3 คน(ไม่รวมกิ๊ก/ชู้) ปัจจุบันยังคบกับแฟนคนที่ 3 อยู่
ชอบกินอาหารอิตาเลี่ยน
ชอบขี่มอไซค์ตระเวณกรีดป้ายควายแดงเวลาเอามาตั้งเกะกะริมฟุตบาท
ชอบทำให้พวกควายแดงเกิดบาดแผลตามร่างกาย ชอบทุบ กรีด เจาะ รถของพวกควายแดง
ชอบสาดน้ำยาศัลยกรรมใส่พวกควายแดง
และเป็นเจ้าของเพจหลายเพจที่ต่อต้านพวกควายแดง

คำถามให้คิดยามที่ พธม.คึกคัก
ที่มา Thai E-News
โดย ระยิบ เผ่ามโน
ช่วงนี้ดูทีเหมือนว่าขบวนการต้านทักษิณในคราบของ
พธม. ที่เคยฟู่ฟ่าจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยน้ำมือการป่วนขั้นเทพของกลุ่มเสื้อเหลืองในแอล.เอ.
ซึ่งนัยว่าสามารถทำให้งานต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ในใจกลางย่านฮอลลีหวูดเกิดความวุ่นวายแทบจะล้มทั้งยืน
จนเป็นที่สงสัยกันมากว่าอะไรทำให้คนไทยที่อยู่ในอเมริกาจำนวนหนึ่งเป็นไปได้ถึงขนาดนั้น
ช่างตรงกันข้ามกับบรรยากาศแวดล้อมด้วยจิตวิญญานประชาธิปไตยในสหรัฐ ถ้าหากเป็น พธม.
ในเมืองไทยก็ไปอย่าง ดังที่ปรากฏในการโต้ตอบทางทวิตเตอร์ของสลิ่มนายหนึ่ง
“ดูคลิปซิครัฟ คนถ่ายน่าจะแดง เข้าถึงงานเลย
ตำรวจเมกาเปิดทางคุมอย่างนั้น ใครจะเข้าไปทุบรถได้ถึง ไอ้สัด” และ “สัด ไม่มีภาพ
ไม่มีคลิป หัวกะดอ พูดหมาๆ ว่าคนอื่น เหี้ยหางแดง”
นั่นเป็น
“ถ่อย” คำของผู้ใช้ฉายา @higgsmen โต้เถียงกับผู้อ้างข่าว นสพ.ไทยรัฐว่ากลุ่ม พธม.ที่ไปชุมนุมโห่ด่าหยาบคาย
และปิดทางไม่ให้คนเข้าไปร่วมงานต้อนรับพ.ต.ท. ทักษิณ ในลอส แองเจลีส
มีการทุบรถในขบวนบุคคลสำคัญเสียหาย
โดยถ้าดูจากการยกเท้าถีบรถของหญิงคนหนึ่งในคลิปนี้
http://www.go6tv.com/2012/08/la.html
ก็จะไม่ข้องใจเลยว่าการประท้วงครั้งนี้ร้อนแรง และหยาบคายเพียงใด
ถึงจะไม่มีคลิปที่ใช้เป็นหลักฐานเอาผิดตามตัวบทกฏหมาย
ก็มีพยานบุคคลรู้เห็นแล้วเล่าขานกันมา
เพียงแค่การเสนอข่าวบิดเบือนของเครือผู้จัดการที่ขึ้นแป้นรอโพสต์ก่อน
เหตุการณ์สิ้นสุดนั้นไม่มีทางลบล้างความจริงได้
แถมด้วยใบเสร็จจากจดหมายเวียนฉลองชัยที่พวก
PAD ส่งถึงกันหลังเสร็จกิจป่วนงานต้อนรับทักษิณ
จนอดีตนายกรัฐมนตรีเปลี่ยนแผนไม่เข้าไปปรากฏตัว แต่ใช้การ (โฟนอิน) โทรศัพท์เข้าไปปราศรัยแทน
ย่อมแสดงถึงเจตนาชัดแจ้ง
“ขอคารวะนักสู้ผู้กล้าทุกท่านที่ช่วยกันพิสูจน์แล้วว่า พธม. LA ไม่มีวันให้มึงชูกำปั้นใส่หน้าได้ พวกมันต้องขับรถวนไปวนมาจนเลยเวลานัดปราศัย
8PM ก็แล้ว ทดสอบให้ลูกน้องมาลองดูก็แล้ว
ไม่สามารถฝ่าคลื่น พธม. ที่ block ทางเข้าจำนวนหลายร้อยคน”
หรือจากการรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์เอเซียนแปซิฟิคนิวส์
หนังสือพิมพ์ภาษาไทย-ลาว ตีพิมพ์ในลอส แองเจลีส ที่เป็นศูนย์กลางสื่อสาร
และขยายผลกันในหมู่พธม. ว่า “กลุ่มประท้วงเดินไปมาเพื่อปิดทาง เข้า-ออกไทยแลนด์พลาซ่า
ซึ่งถือเป็นกฎเกณฑ์ของการประท้วงห้ามหยุดอยู่กับที่ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าปิดกั้นการจราจรถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้”
นี่ก็สอดคล้องกับเสียงบ่นของเสื้อแดงที่ไปร่วมงาน
ว่าได้แจ้งตำรวจรักษาการณ์ให้ไล่ผู้ประท้วงที่ปิดทางเข้างานออกไป
ตำรวจบอกว่าไล่ไม่ได้เพราะพวกเขาเดินไปมาเมีการคลื่อนไหวไม่ได้ปักหลักอยู่กับที่
ทำให้ผู้ตั้งใจไปร่วมงานที่เดินทางมาถึงหลังๆ ไม่สามารถฝ่าแนวเข้าไปได้
บางคนถูกก่อกวนด้วยการยกมือตบเขย่าจ่อตรงหน้าโดยไม่ให้ถูกต้องตัว
จะมีก็แต่หญิงคนหนึ่งที่ใช่เท้าเตะจนถูกตำรวจกักตัวใส่กุญแจมือ
แล้วปล่อยตัวไปในภายหลัง เพราะเจ้าทุกข์ไม่ได้ไปแจ้งความเอาผิด หรือ press charge
รวมทั้งกรณีการใช้วาจาหยาบคายตะโกนใส่
ซึ่งฝ่ายเสื้อแดงบอกแก่ตำรวจรักษาการณ์ว่าถูกยั่วยุอย่างนั้น
ก็ได้คำตอบจากตำรวจว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งใน freedom of speech
เหล่านี้เป็นปัญหากวนใจให้หลายต่อหลายคนต้องตั้งคำถามว่า
ทำไมคนไทยในอเมริกาบางส่วนถึงได้เป็น พธม. ในลักษณะที่นอกจากจะแสดงอาการกักขฬะเช่นในครั้งนี้แล้ว
ทีผ่านมายังเต็มไปด้วยความงมงายในเรื่องของการจงรักภักดี นบนอบต่อเผด็จการ และ abuse หลักการประชาธิปไตย
ถือตนว่ามีเสรีเต็มที่
แล้วไม่เคารพเสรีภาพผู้อื่น ดังที่รายงานข่าวของ น.ส.พ.เอเซียนแปซิฟิคอีกตอนบอกว่า
“เพราะถือว่าวันนี้ทำงานประสบผลสำเร็จมาก โดยการแสดงพลังให้เห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณไปไหนมาไหนในแอล.เอ.ไม่ได้ง่ายดังคิด”
เป็นเสรีภาพในการแสดงพลังที่เปิดช่องให้ยับยั้งได้แต่เฉพาะด้วยอำนาจเด็ดขาด
หรือพลังที่เหนือกว่าเท่านั้น
นี่คือความคิดตามสัญชาติญานของสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์ที่บรรดาบุคคลผู้ถูกเอ่ยนามในจดหมายเวียนถึง
PAD L.A. ผู้เป็น “สุดยอดนักสู้”
ไม่ว่าจะเป็น “คุณแว่น คุณศักดิ์ คุณ Danny....คุณวนิชย์ คุณบรรลพ น้ากรอบ คุณนา อี๊สองท่าน...คุณบุญชู และคุณเตียว”
ล้วนสำคัญผิดในจิตวิญญานแห่งเสรีภาพด้วยกันทั้งขบวน
ว่าการใช้เสรีภาพแบบตาต่อตาฟันต่อฟันมิได้จัดอยู่ในมิติของผู้มีอารยะ
คำถามทำนองเดียวกันนี้เป็นที่กังขากันมานานนมก่อนปรากฏการณ์แยกขั้วแบ่งสีรุนแรงที่เริ่มเมื่อห้าหกปีที่แล้วเสียอีก
ว่าคนไทยในอเมริกาจำนวนมากมีความคิดไม่ก้าวหน้าในทางประชาธิปไตยอย่างชนิดตรงข้ามกับสภาพแวดล้อม
ที่ว่านอกจากเราจะพร้อมแสดงความคิดของตนเองแล้ว
เราต้องเคารพความคิดผู้อื่นควบไปด้วย
มีผู้รักประชาธิปไตยจำนวนไม่น้อยพยายามหาสาเหตุ
และที่มา เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขโดยหลีกหนีวิธีเผชิญหน้า แต่เป็นวิธีที่แต่ละฝ่ายสามารถแสดงความเห็นต่างแล้วยังอยู่ร่วมกันโดยสันติได้
คำตอบข้อหนึ่งพบว่า
การที่คนไทยในอเมริกาบางส่วนยังคิดตื้นในเรื่องสิทธิเสรีภาพทางประชาธิปไตยเนื่องจากมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่ไม่เอื้ออำนวย
อีกข้อหนึ่งเป็นการพยายามอ้างปมเขื่องเรื่องกำพืด
และวัฒนธรรมที่ไม่เอื้ออำนวยนั้นเอง ให้เกิดบุคคลิกเด่น (Significant Identity) หรือที่ในคำพูดพื้นๆ แบบอเมริกันบอกว่าต้องการเป็น Somebody
การแสดงปมเด่น
เช่น ชาติไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า ๗๐๐ ปี มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
และพระราชประเพณีอลังการ
นอกนั้นยังมักอ้างกันไม่ตะขิดตะขวงว่าเราเป็นชาติเอกราชยิ่งใหญ่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร
ทั้งๆ
ที่ปมเด่นเหล่านี้ในยุคปัจจุบันกลายเป็นปัจจัยเหนี่ยวรั้งไม่ให้เราก้าวหน้าแบบสากลโลก
เรื่องประวัติศาสตร์
๗๐๐ ปี นั้นมีนักประวัติศาสตร์ยุคใหม่ค้นพบว่า
แม้ในสมัยเริ่มต้นกรุงสุโขทัยก็มิได้มีลักษณะเป็นรัฐชาติที่ปกครองดินแดนรายรอบอย่างแท้จริง
การมีพระมหากษัตริย์สืบทอดยาวนาน
แต่ละราชวงศ์ล้วนสถาปนากันขึ้นมาโดยขุนศึกหลังจากได้ชัยชนะในการช่วงชิงแทบทั้งสิ้น
ไปจนถึงการไม่เคยเป็นทาสต่างชาติใดๆ ก็เนื่องมาจากองค์ประมุขยอมตัดแบ่งดินแดนที่ดูแลไม่ทั่วถึงให้เขาไป
แลกกับการอยู่รอดของส่วนกลางเท่านั้น
เหล่านี้ชี้แนะย้อนไปให้เห็นถึงประเด็นการยึดติดกับวัฒนธรรมที่ไม่เอื้ออำนวย
ซึ่งผู้รู้ท่านหนึ่งกรุณาให้แง่คิดเพิ่มเติมว่า คนไทยในอเมริกา
(หรือแม้แต่คนไทยที่ไปปักหลักอาศัยถาวรอยู่ในต่างประเทศที่เจริญแล้ว ทั้งในยุโรป
และญี่ปุ่น) จำนวนมากยังติดยึดกับวัฒนธรรมแช่แข็ง (Frozen Culture) จึงมักจำกัดตัวเองอยู่ในกรอบที่ล้าหลังโดยสร้างภาพว่า
เพื่อปกปักอนุรักษ์มรดกอันล้ำค่าไว้
และโดยเหตุที่เป็นการปกปักอนุรักษ์วัฒนธรรมล้าหลังอยู่ในดินแดนที่เปิดกว้างรับบุคคลิกภาพอันแตกต่าง
(ตราบเท่าที่ไม่เข้าไปก้าวก่ายก่อกวนความราบรื่นในครรลองของเจ้าบ้าน)
วัฒนธรรมแช่แข็งนั้นจึงติดสอยห้อยอยู่กับกลุ่มคนไทยที่ไม่ยอมคิดก้าวหน้า รวมทั้ง
พธม. ตลอดมายันศตวรรษที่ ๒๑
การหลงใหลอยู่ในมิจฉาทิฐิแห่งวัฒนธรรมแช่แข็งนี้
อาจทำให้จมปลักกับจิตวิญญานที่ตายด้านเพราะถูกน้ำแข็งกัดกร่อน (Frost Bite) จนไม่มีส่วนดีใดๆ เหลืออยู่เลยก็ได้
อันที่จริงกล่าวได้ว่าการถอยกลับไม่ไปปรากฏตัวในงานต้อนรับที่ศูนย์การค้าไทยแลนด์พลาซ่าของอดีตนายกฯ
และทักษิณยอมให้คนเสื้อแดงที่บางคนอุตส่าห์เดินทางไปจากที่ไกลๆ
เกิดอาการเสียอารมณ์ เสียใจไปบ้างนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะแรงกดดันของ พธม. แต่อย่างเดียว
หากเป็นความสมัครใจของเจ้าตัวด้วย
พ.ต.ท.ทักษิณนั้นไม่เคยถูกระงับ
หรือถอดถอนวีซ่าจากสหรัฐในระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
แต่ได้มีการทำความเข้าในต่อกันว่าเพื่อรักษามิตรจิตมิตรใจกับมือที่มองไม่เห็นผู้ชักใยอยู่เหนือศีรษะอภิสิทธิ์
พ.ต.ท.ทักษิณจึงยับยั้งการเยือนสหรัฐไว้จนกระทั่งพรรคเพื่อไทยได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลยิ่งลักษณ์
เช่นเดียวกับการเดินทางเยือนสหรัฐครั้งนี้
ก็มีการทำความเข้าใจกับทางการตำรวจอเมริกันไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเป็นไปอย่างไม่คึกโครม
(Low
profile) ที่สุด
ครั้นเมื่อมีเหตุการณ์อันอึกทึกในทางที่มุ่งหมายกระตุ้นให้เกิดความวุ่นวาย (Provocation)
พ.ต.ท.ทักษิณจึงได้เปลี่ยนแผนอย่างง่ายดาย
ที่สุดแล้ว
ในบันทึกของฝ่ายรักษาความปลอดภัยสหรัฐ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นเป็นคนว่าง่าย ขณะที่ พธม.
แสดงให้เห็นลักษณะไม่ได้ทำในสิ่งที่พูด (do not practice what they preach) แต่กลับทำในสิ่งที่ก่นด่าคนอื่นเขาไว้
หากจะไปขออนุญาตจัดประท้วงครั้งต่อไปคงต้องมีการซักถามอย่างละเอียดมากขึ้นอีกหน่อย
ดังนั้นการที่เสื้อเหลืองจะตีอกชกลมว่าการกระทำห่ามเหิมเกริมเช่นนี้
มีอิทธิพลให้ฝ่ายรักษาความสงบของทางการอเมริกันเกรงใจนั้นอย่าหมาย เพราะการกลับเป็นว่างานนี้
“แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร” ไปเสียฉิบ
Subscribe to:
Posts (Atom)















