WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 23, 2012

คนร้ายบุกโชว์รูมฮอนด้าปัตตานีเผาวอด 15 คัน

ที่มา ประชาไท

 
จี้บังคับยามก่อนราดน้ำมันเผาทั้งรถใหม่รถเก่าวอด 15 คันรวด เจ้าหน้าที่เชื่อเป็นกลุ่มก่อเหตุรุนแรง ยามเผยนาทีระทึก คนร้ายใช้เวลาก่อเหตุไม่เกิน 12 นาที

เช้าวันที่ 22 สิงหาคม 2555 เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงเผารถยนต์ป้ายแดงภายใน ศูนย์บริการรถยนต์ฮอนด้า บริษัท ปัตตานี ฮอนด้าคาร์ส์ จากัด เลขที่ 295 หมู่ที่ 7 ต.ตุยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ทำให้รถยนต์ภายในศูนย์ทั้งรถใหม่ และรถเก่า ได้รับความเสียหาย 15 คัน เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้เวลาประมาณ 04.00 น.
ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน กองอานวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) รายงานว่า คนร้ายมีประมาณ 10 – 12 คน มีทั้งอาวุธปืนสงคราม และอาวุธปืนพก ปีนกาแพงด้านหลังศูนย์บริการรถยนต์ฮอนด้า เข้ามาภายในศูนย์ แล้วบังคับให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หมอบลงกับพื้น แล้วเข้าไปทุบกระจกรถยนต์ และราดน้ำมันวางเพลิง ทาให้รถได้รับความเสียหาย 15 คัน หลังก่อเหตุคนร้ายได้หลบหนีไปทางด้านหลังของศูนย์บริการรถยนต์ฮอนด้า
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน คนร้ายไม่ทราบจำนวน ลอบวางเพลิงเสาสัญญาณโทรศัพท์ เอไอเอส ได้รับความเสียหาย 1 ต้น บริเวณบ้านคลองวัว หมู่ที่ 5 ต.ดอนรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่เชื่อว่า ทั้งสองเหตุการณ์เป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
นายรอนิง มะเซ็ง ยามประจำศูนย์บริการรถยนต์ฮอนด้า บริษัท ปัตตานี ฮอนด้าคาร์ส์ จากัด ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในคืนเกิดเหตุ เปิดเผยว่า ตนทำงานมาที่นี่ 15 ปีแล้ว ขณะเกิดเหตุตนเห็นคนร้ายประมาณ 10 คน พร้อมอาวุธปืนยาวสวมหมวกไหมพรมปิดหน้า ปีนกำแพงเข้ามาหมายจะเผารถยนต์ใหม่และรถทดลองขับที่จดอยู่ในโรงรถเก็บรถด้าน หลังศูนย์บริการ เนื่องจากมีแสงสว่างจากไฟด้านหลังอาคาร
นายรอนิง เปิดเผยต่อไปว่า ขณะนั้นมียามรักษาความปลอดภัยอยู่ 3 คน จากทั้งหมด 7 คน โดย 2 คนแรกเฝ้าอยู่ที่ป้อมด้านหน้าเป็นคนพุทธ ส่วนอีกหนึ่งคนคือตนเอง ขณะนั้นนั่งเฝ้ายามอยู่ข้างหลังศูนย์บริเวณที่เป็นห้องละหมาดซึ่งอยู่ใกล้ โรงเก็บรถที่ถูกเผา
“ผมเห็นคนร้ายทุบกระจกรถทีละคันจนกระทั่งใกล้มาถึงคันที่ผมนั่งเฝ้า ยามอยู่ ผมจึงหลบเข้าอยู่หลังห้องละหมาดโดยที่คนร้ายไม่เห็นผม แล้วราดน้ำมันจุดไฟเผา หลังจากนั้น มีคนร้าย 4 – 5 คน เดินไปที่ป้อมยามข้างหน้าแล้วใช้ปืนจี้ยาม 2 คน พร้อมสั่งเป็นภาษามลายูว่า บอเกาะ แปลว่า หมอบ พร้อมกับยึดโทรศัพท์ที่ยามคนหนึ่งถืออยู่ขว้างทิ้งไปหลังกำแพง ปฏิบัติการทั้งหมดคนร้ายใช้เวลาก่อเหตุไม่เกิน 12 นาที จากนั้นผมได้ยินเสียงระเบิดและเสียงกระจกแตก ก่อนจะล่าถอยออกไป” นายรอนิง กล่าว

สุจิตต์ วงษ์เทศ "วัฒนธรรมร่วมราก วัฒนธรรมเริ่มแรกในอาเซียน?"

ที่มา ประชาไท

 
บรรยายสาธารณะ วิพากษ์วัฒนธรรม จากร่วมรากสู่ร่วมสมัย หัวข้อ "วัฒนธรรมร่วมราก วัฒนธรรมเริ่มแรกในอาเซียน?" โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2555 ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)



ดีเอสไอเบิกความคดีเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ไม่มีการตรวจลายนิ้วมือแฝงของกลาง

ที่มา ประชาไท

 

21 ส.ค. 55 เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ห้องพิจารณาคดี 405 มีการสืบพยานในคดีเลขดำที่ 2478/2553 ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4  เป็นโจทก์ฟ้อง นาย สายชล แพบัว จำเลยที่ 1 อายุ 28 ปีอาชีพรับจ้าง และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ จำเลยที่ 2 อายุ 26 ปี อาชีพรับจ้าง ในความผิดะร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นซึ่งเป็นโรงเรือนที่เก็บสินค้าจน เป็นเหตุให้นายกิติพงษ์ สมสุข ซึ่งอยู่ในอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ถึงแก่ความตายและฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เหตุเกิดที่ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ บ่ายวันที่ 19 พ.ค.53 ช่วงที่มีการสลายการชุมนุของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยในวันนี้(21 ส.ค.) มีการสืบพยานโจทก์คือ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าว
ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล เบิกความว่าคดีนี้พนักงานสอบสวนได้ทำสำนวนมายัง DSI เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.53 ซึ่งขณะนั้น สน.ปทุมวัน ซึ่งเป็น สน.ในท้องที่เกิดเหตุได้ฝากขังจำเลยไว้แล้ว ในชั้นพนักงานสอบสวนจำเลยทั้ง 2 ได้ให้การปฏิเสธ และจากนั้นดีเอสไอได้มีการสอบสวนผู้เสียหายทั้งจากห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ห้างเซนและร้านค้าที่เป็นผู้เช่าพื้นที่ในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ประมาณ 300 คน ส่วนผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุคือนายกิติพงษ์ สมสุข ได้ทำการชันสูตรพลิกศพ พบสาเหตุการเสียชีวิตเนื่องมาจากการขาดอากาศหายใจ  นอกจากนี้ในที่เกิดเหตุยังพบถังแก๊สและขวดเครื่องดื่มชูกำลังบรรจุน้ำมัน เชื้อเพลิง และทางเจ้าหน้าที่ของ เซ็นทรัลเวิลด์  ได้มอบซีดี 3 แผ่นที่เป็นภาพถ่ายมาให้เป็นหลักฐานด้วย
อัยการได้สอบถามว่าทำไมดีเอสไอถึงไม่ทำคดีนี้แต่แรก ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ตอบว่า โดยหลักการรับคดี เมื่อเหตุเกิด พนักงานสอบสวนในท้องที่จะรับเรื่องและหากพิจารณาแล้วว่าคดีดังกล่าวเป็นคดี พิเศษก็จะส่งสำนวนมาให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ ส่วนคดีนี้เป็นคดีพิเศษตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษในการประชุมที่ 3/2553 ลงวันที่ 16 เม.ย. 53 และตามคำสั่งนายกฯ ขณะนั้นได้ให้พนักงานสอบสวนในท้องที่ร่วมเป็นทีมสอบสวนคดีพิเศษด้วย
จากการสอบสวนจำเลยที่ 1 พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวันได้มีการจับตัวมาดำเนินคดี โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ชี้ตัวยืนยันว่าเป็นผู้กระทำความผิด ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ให้การปฏิเสธ แต่ไม่ได้อ้างพยานหลักฐานแก้ข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน จึงทำให้มีความเห็นส่งฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ได้ถูกจับกุมในคดีปล้นทรัพย์ ในวันและที่เกิดเหตุเดียวกัน โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ได้ชี้รูปถ่าย พนักงานสอบสนของ สน.ปทุมวัน จึงแจ้งข้อหาดำเนินคดี ซึ่งจำเลยได้ให้การปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้อ้างพยานหลักฐานแก้ข้อกล่าวหาเช่นกัน ดังนั้นพนักงานสอบสวนจึงมีความเห็นส่งฟ้อง
พนักงานดีเอสไอเบิกความต่อว่า รปภ.ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ให้การว่าจำเลยทั้ง 2 ได้บุกเข้ามาในห้างร่วมกับพวกในกลุ่มหลายๆ คนทุบกระจกและร่วมกันวางเพลิง นอกจากจำเลยทั้ง 2 แล้วยังมีผู้ร่วมกระทำความผิดหลายคนและได้ออกหมายจับ 9 คน รวมจำเลยทั้ง 2 คนนี้ด้วย แต่สามารถจับดำเนินคดีได้ 4 คน ซึ่งเป็นเยาวชน 2 คน และที่เหลืออีก 5 คน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการจับกุม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อัยการได้นำภาพถ่ายกลุ่มบุคคลที่เจ้าพนักงานอ้างว่าเป็นจำเลยทั้ง 2 รวมถึงอีก 5 คนที่ออกหมายจับไปแล้วแต่ยังจับไม่ได้ และยังมีบุคคลอื่นๆ รวมอยู่ด้วย โดยได้สอบถามถึงการดำเนินคดีกับคนอื่นๆในรูป ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ชี้แจงว่า เนื่องจากคนอื่นๆในภาพไม่สามารถระบุตำหนิรูปพรรณได้ชัดเจนว่าเป็นใคร ดังนั้นแม้ส่งไปขอหมายจับต่อศาลก็มีความเป็นไปได้สูงที่ศาลจะไม่อนุมัติ จึงไม่ได้มีการขอหมายจับ
นายบพิตร ชำนาญเอื้อ ทนายจำเลยที่ 1 ได้ซักค้านพยานโจทย์ต่อถึงเรื่องหลักเกณฑ์การรับคดีของดีเอสไอ ซึ่งพยานอ้างว่าคดีนี้รับเป็นคดีพิเศษเป็นผลสืบเนื่องจากมติการประชุมของคณะ กรรมการคดีพิเศษ  ครั้งที่ 3/2553 แต่มติดังกล่าวเกิดขึ้นวันที่ 16 เม.ย.53 ให้รับคดีอันเกิดจากการชุมนุมโดยมิชอบในช่วงปลายปี 2552 ขณะที่คดีนี้เกิดหลังจากมติแล้วคือ วันที่ 19 พ.ค.53 ทำไมจึงสามารถรับเป็นคดีพิเศษได้ ร.ต.อ.ปิยะ ตอบว่าถ้าดูในเนื้อหาของมติดังกล่าว ระบุให้รับเป็นคดีพิเศษในส่วนของคดีที่เป็นความต่อเนื่องจากการชุมนุมปลายปี 2552 เป็นต้นไป คำว่า “เป็นต้นไป” บ่งชี้ว่าให้มีผลหลังวัน 16 เม.ย.53 ได้

มติจากการประชุมของคณะกรรมการคดีพิเศษ  ครั้งที่ 3/2553 ที่มา เว็บไซต์ดีเอสไอ
 ทนายจำเลยที่ 1 ถามต่อว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของ นปช.มีหลายคดีดีเอสไอ มีหลักการพิจารณาเป็นรายคดีใช่หรือไม่ พยานโจทย์ชี้แจงว่าเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติแล้ว โดยอ้างว่าเป็นคดีที่ต่อเนื่องเกี่ยวพัน ดังนั้นอธิบดีดีเอสไอมีอำนาจวินิจฉัยได้เลยในการส่งฟ้องต่อพนักงานอัยการ  นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ถูกจับกุมในวันที่ 19 พ.ค.53 แต่มาถูกจับกุมภายหลังที่สนามหลวง ส่วนการชี้ตัวจำเลยในชั้นพนักงานสอบสวนนั้น ทางดีเอสไอไม่ได้เข้าร่วม และไม่ได้มีการนำตัวพนักงานรักษาความปลอดภัยห้าง เซ็นทรัลเวิลด์  ที่ชี้ตัวจำเลยในชั้นสอบสวนมาชี้ตัวจริงๆ ในชั้นการสอบสวนของ DSI
ทนายจำเลยที่ 1 ได้ถามว่าภาพถ่ายที่ รปภ.ห้าง เซ็นทรัลเวิลด์  ส่งมอบให้ทางเจ้าหน้าที่ได้สอบถามว่ามีรูปจำเลยที่ 1 และ 2 ในคดีนี้หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ได้สอบถาม และไม่สามารถระบุได้ว่าขวดเครื่องดื่มชูกำลังบรรจุน้ำมันที่เป็นวัตถุพยาน นั้นเป็นของใคร

ภาพซ้าย : ภาพ1 ที่ รปภ.ห้าง เซ็นทรัลเวิลด์  มอบให้พนักงานสอบสวน และถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานในการจับกุมโดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าภาพชายชุดดำดัง กล่าวคือจำเลยที่ 1 ในที่เกิดเหตุ
ภาพขวา : นายสายชล จำเลยที่ 1 ขณะถูกนำตัวมาแถลงข่าวหลังถูกจับกุม เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.53 ภาพจากเว็บไซต์มติชน

ทนายได้นำภาพที่ตำรวจใช้เป็นหลักฐานจับกุมจำเลยที่ 1 ซึ่งเห็นใบหน้าชายชุดดำขณะเกิดเหตุ เทียบกับภาพจำเลยที่ 1 ขณะถูกนำตัวมาแถลงข่าวหลังถูกจับกุม เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.53 (ดูภาพประกอบด้านบน) มาเปรียบเทียบถามว่าเป็นคนๆ เดียวกันหรือไม่ ร.ต.อ.ปิยะ ตอบว่า ภาพไม่ชัด จึงไม่สามารถยืนยันด้วยตาว่าใช่หรือไม่ใช่


ภาพ2 ที่ รปภ.ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ มอบให้พนักงานสอบสวน และถูกนำมาใช้เป็นหลักฐาน
 ทนายจำเลยที่ 1 ได้ให้พยานดูภาพจังหวะที่มีชายถือวัตถุสีเขียว(ถังดับเพลิง)ซึ่งเป็นภาพต่อ เนื่องกับภาพก่อนหน้าว่า เห็นรอยสักหรือที่แขนขวาของชายคนดังกล่าวหรือไม่ ร.ต.อ.ปิยะ ตอบว่าไม่เห็น รวมถึงไม่มีรอยสักที่หลังมือบุคคลในรูปด้วย
จากนั้นทนายจำเลยที่ 1 จึงได้นำตัวจำเลยที่ 1 ซึ่งถูกควบคุมตัวและมาร่วมฟังการพิจารณาคดีนี้มาแสดงแขนขวาให้พยานได้ พิจารณาดูรอยสัก ซึ่งพยานได้เบิกความต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 มีรอยสักที่ไหล่  ท้องแขนด้านหน้า และหลังมือ ส่วนด้านหลังแขนไม่มี
ผู้พิพากษาได้สอบถามจำเลยว่า รอยสักดังกล่าวสักนานหรือยัง จำเลยที่1 ตอบว่า สักตั้งแต่เด็กๆ
ร.ต.อ.ปิยะ เบิกความด้วยว่า ถังแก๊สหุงต้ม 7 ใบที่เป็นวัตถุพยานของกลางรวมถึงวัตถุพยานอื่นๆ ที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุนั้นไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นของจำเลยทั้ง 2 และไม่มีการตรวจลายมือแฝงของจำเลยกับวัตถุพยานของกลางดังกล่าว ขณะนี้เก็บไว้ที่ สน.ปทุมวัน
อย่างไรก็ตาม การสืบพยานในส่วนของทนายจำเลยที่ 1 เสร็จในเวลา 15.45 น. แล้ว ในส่วนของทนายจำเลยที่ 2 ได้มีการแจ้งต่อศาลว่าจะใช้เวลานานประกอบกับสุขภาพไม่ดี ศาลจึงได้มีการเลื่อนการพิจารณาไปนัดหน้าต่อในวันที่ 5 พ.ย.55 เวลา 9.30 น.
สำหรับอีก 2 ผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนในคดีที่เกี่ยวข้องกัน ได้มีการพิจารณาคดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง มาหลายนัดแล้ว ในคดีอาญา คดีหมายเลขดำที่ 1682/2553 ระหว่างพนักงานอัยการ กับนายอัตพล (สงวนนามสกุล) จำเลยที่ 1 นายภาสกร (สงวนนามสกุล) จำเลยที่ 2 ทั้งสองมีอายุ 16 ปีในวันเกิดเหตุ โดยนัดสืบพยานในครั้งถัดไปเป็นวันที่ 17 ก.ย.55
ทั้งนี้นาย สายชล แพบัว จำเลยที่ 1 และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ จำเลยที่ 2 ปัจจุบันยังคงถูกคุมขังที่เรือนจำชั่วคราวหลักสี่หรือโรงเรียนพลตำรวจบางเขน โดยไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว ตั้งแต่กลางปี 2553

นายกปู ติดอันดับที่30 สตรีผู้ทรงอิทธิพลของโลก

ที่มา thaifreenews





นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของไทย ติดโผอันดับที่ 30 สตรีผู้ทรงอิทธิพลของโลกประจำปี 2012 
ขณะที่อันดับ 1 เป็นเจ้าเก่า อังแกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี

นิตยสารฟอร์บส์ จัดอันดับสตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ประจำปี 2012 (The World's 100 Most Powerful Women) จำนวน 100 อันดับ มีชื่อของ ..ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย ติดอันดับที่ 30 ในการจัดอันดับครั้งนี้ด้วย อันดับขยับสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วที่รั้งอันดับ 59 นิตยสารฟอร์บส์กล่าวถึง ..ยิ่งลักษณ์ ว่าปัจจุบัน ..ยิ่งลักษณ์ อายุ 45 ปี สมรสแล้วกับนายอนุสรณ์ อมรฉัตร มีบุตรชาย 1 คน เธอเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย หลังจากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งในปีที่แล้ว โดยนโยบายสำคัญที่เธอประกาศไว้ช่วงหาเสียงคือ การปรับค่าจ้างขั้นต่ำและปรับฐานเงินเดือนของผู้จบปริญญาตรี พร้อมกับปฏิญาณจะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น

ขณะที่ชื่อของสตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกประจำปีนี้  ได้แก่ นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี อันดับ 2 ได้แก่ นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ อันดับ 3 ดิลมา รุสเซฟ ประธานาธิบดีบราซิล สตรีคนดังคนอื่นๆ ที่ติดโผในการจัดอันดับปีนี้ อาทิ มิเชล โอบามา สตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐ รั้งอันดับ 7 คริสติน ลาการ์ด กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อยู่อันดับ 8 โอปราห์ วินฟรีย์ พิธีกรชื่อดัง อันดับ 11 เลดี้ กาก้า ศิลปินสาวชื่อก้องอยู่อันดับ 14 และออง ซาน ซูจี แกนนำฝ่ายค้านพม่า รั้งอันดับที่ 19. - สำนักข่าวไทย
Queen ติดอันดับด้วย ที่อันดับ 26
http://www.forbes.com/power-women/gallery/yingluck-shinawatra#gallerycontent

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 23/08/55 ดราม่า...กลางกองเลือด

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ใครเห็นภาพ พวกระยำ ทำดราม่า
กวนบาทา สุดขั้ว ชั่วเหลือหลาย
คำออดอ้อน ร้อนรน จนฟูมฟาย
บทไม่แตก แค่ลวดลาย น่าอายนัก....

หาว่าเขา ล้วงลูก ตนถูกแกล้ง
เสียงตะแบง ซ่อนเร้น เห็นประจักษ์
สันหลังหวะ วิปริต ติดชนัก
ถูกฟูมฟัก สันดานเฮี่ย จนเสียคน....

ออกแถลง ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ
เลวเบ็ดเสร็จ ต่ำช้า พาสับสน
สไนเปอร์ ปืนยิงนก พูดวกวน
มันสัปดน เกินเขียนคำ พร่ำบรรยาย....

หมาที่ไหน ที่สั่งฆ่า ประชาราษฎร์
พวกอุบาทว์ มันมุบมิบ จนชิบหาย
ถูกยิงหัว กลางเมือง เรื่องวุ่นวาย
กี่เจ็บตาย ยังด้านแถ แหลทั้งปี....

พวกกากเดน อมนุษย์ สุดเถื่อนถ่อย
คิดลบรอย เรื่องระยำ ทำบัดสี
แล้วเฉไฉ ให้พิสูจน์ ดูพูดซี
เลวอัปรีย์ เกินพวกนี้ ไม่มีแล้ว....

๓ บลา / ๒๓ ส.ค.๕๕

โพลล์: ใครเหมาะเป็นหัวหน้าพรรคปชป.

ที่มา Thai E-News




ผลการสำรวจจากท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 16-22 สิงหาคม 2555 โดยมีโหวตจำนวนทั้งสิ้น 2,324 ครั้ง

ชำนาญ จันทร์เรือง: กรณี 98 ศพ จะเอาผิดเฉพาะผู้สั่งการไม่ได้

ที่มา Thai E-News

 ผมไม่เห็นด้วยกับคุณเฉลิม อยู่บำรุง ที่ให้สัมภาษณ์ว่าคดีชันสูตรพลิกศพที่ บชน.เป็นผู้รับผิดชอบ และสิ่งที่ดีเอสไอทำ เป็นไปตามที่มีคนมาร้องทุกข์ว่าให้ดำเนินการกับผู้สั่งการ ไม่ได้ร้องให้ดำเนินคดีกับ     ผู้ปฏิบัติ ส่วนคดีอื่นๆ หากจะให้ดำเนินการ ก็ต้องมีคนมาร้องทุกข์ก่อน

"ผบ.ทบ.ทราบ และเข้าใจดีว่าเราไม่มีเจตนาที่จะไปทำร้ายทำลายกองทัพ ฝากบอกพรรคประชาธิปัตย์ ว่าถ้ามีวิธีคิดดีๆ ว่าจะสั่งดีเอสไอเช็กบิลพรรคประชาธิปัตย์ได้ ช่วยแนะนำผมหน่อยจะได้ฉลองศรัทธา เพราะมันทำไม่ได้ ถ้าไม่ผิดก็คือไม่ผิด และทหารตำรวจไม่เกี่ยวข้อง คนที่สั่งการต้องรับผิดชอบ และผมได้กำชับ ผบช.น.ไปแล้วว่าให้ทำงานไปตามหลักฐาน และอย่าให้สัมภาษณ์” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว(ลิงก์)

ผมไม่แปลกใจในการให้สัมภาษณ์ของคุณเฉลิมที่ออกมาในลักษณะนี้ เพราะประสบการณ์ในอดีตของคุณเฉลิมที่ได้เคยอพยพหลบหนีภัยอย่างหัวซุกหัวซุน จากการปฏิวัติรัฐประหารโดยทหารในอดีตมาแล้ว
แต่ทว่าบัดนี้สถานการณ์เปลี่ยน เวลาเปลี่ยน ข้อเท็จจริงเปลี่ยน ที่สำคัญก็คือผมไม่เชื่อว่าทหารจะลากรถถังมาปฏิวัติรัฐประหารอีกโดยไม่ถูก ต่อต้านจากประชาชน

การให้สัมภาษณ์ของคุณเฉลิมในลักษณะนี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ากรณี 98 ศพนี้จะเอาผิดได้เฉพาะ ผู้สั่งการซึ่งเป็นฝ่ายการเมืองซึ่งหมายถึงคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีและคุณสุเทพ เทือกสุบรรณในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินหรือ ศอฉ. นั้น ไม่เป็นความจริง ไม่ว่าจะเป็นด้วยประเด็นข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง

จริงอยู่ในกรณีนี้ผู้สั่งการต้องรับผิดชอบอย่างแน่นอนและหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผู้ปฏิบัติก็ต้องรับผิดชอบด้วย เพราะมาตรา 17 ของ พรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 บัญญัติไว้ว่า


“มาตรา 17 พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชกำหนดนี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ใน      การระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่”
ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าการคุ้มครองนั้นจะคุ้มครองเฉพาะ “หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น” เท่านั้น

ประเด็นจึงมีอยู่ว่า

กรณี 98 ศพนี้เป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็นหรือไม่ 

คำตอบ คือ ไม่ว่าจะมองด้วยมิติใด การใช้อาวุธปืนไม่ว่าจะเป็นสไนเปอร์หรือไม่ก็ตามสังหารฝูงชนทั้ง    ผู้ชุมนุมประท้วงและเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจตลอดจนผู้สื่อข่าวต่างประเทศนั้น ย่อมเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุและเกินกว่ากรณีจำเป็นอย่างแน่นอน

ผู้บังคับบัญชาฝ่ายประจำที่เข้าร่วมประชุม ศอฉ.และรับคำสั่งมาปฏิบัติต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่

คำตอบ คือ ย่อมต้องร่วมรับผิดชอบด้วย หากพิสูจน์ได้ในการประชุมหรือรับคำสั่งมานั้นทั้งๆที่รู้ว่าเป็นคำสั่งที่ เกินสมควรแก่เหตุและเกินกว่ากรณีจำเป็นแต่ไม่ได้แสดงความเห็นคัดค้านหรือ แสดงเหตุผลถึงผลดีผลเสียหรือความจำเป็นว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ประการใด เพราะไม่เช่นนั้นหากเกิดเหตุการณ์ในทำนองนี้ต่อไปภายหน้าผู้บังคับบัญชาฝ่าย ข้าราชการประจำก็จะใช้ข้ออ้างนี้เสมอเพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบเมื่อมีการ กระทำที่เกินกว่าเหตุ ซึ่งในกรณีนี้นอกจากผู้บังคับบัญชา(ในขณะนั้น)ของเจ้าหน้าที่ทหารที่ใช้ อาวุธปืนแล้วย่อมหมายความรวมไปถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งนั่งอยู่ในที่ ประชุม ศอฉ.ในฐานะเลขานุการฯที่ออกมาแถลงข่าวในวันถัดมาหลังจากที่คุณเฉลิมแถลงด้วย ว่าเคลียร์กับทหารแล้วและยังเสริมอีกว่าเจ้าหน้าที่อาจไม่ต้องรับผิดเสมอไป ด้วยซะอีกแน่ะ

เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติในการใช้อาวุธปืนสังหารกลุ่มบุคคลต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่

คำตอบ คือ ต้องพิสูจน์เป็นแต่ละกรณีๆไปว่าในการใช้อาวุธในครั้งนั้นสามารถหลีกเลี่ยง ได้หรือไม่หรือสามารถยิงไปยังจุดอื่นของร่างกายที่ไม่ต้องถึงแก่ชีวิตได้ หรือไม่ หากได้ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็ต้องรับผิดชอบ ยิ่งหากพิสูจน์ได้ว่ามีการห้ามปรามจากเจ้าที่อื่นที่ร่วมปฏิบัติงานด้วยแล้ว ยังขืนกระทำการอีก(ตามคลิป   ยูทูปและที่เผยแพร่โดยทั่วไป)ก็ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ ที่แย่ที่สุดก็คือการยิงทิ้งผู้ที่หนีไปอยู่ในวัดปทุมวนารามและอาสามัครที่ ไม่มีพิษภัยอันใด

การมุ่งดำเนินการเฉพาะผู้สั่งการซึ่งเป็นฝ่ายการเมืองโดยอ้างว่าผู้ร้อง ทุกข์ต้องการให้ดำเนินการเฉพาะ   ผู้สั่งการ ไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ปฏิบัตินั้นฟังดูแล้วไม่สมเหตุผลเอาเสีย เลย ไม่มีพ่อแม่ใครหรอกครับที่ลุกหลานตัวเองถูกยิงตายไปร้องทุกข์แจ้งความเอา เรื่องเฉพาะผู้สั่งการ แน่จริงลองเอาคำร้องทุกข์ที่ว่านั้นมาเปิดเผยดูสิครับว่าเป็นเช่นนั้นจริง หรือเปล่า แต่ก็อาจเป็นไปได้ในบางกรณีที่ถูกชักจูงหรือถูกกล่อมให้ดำเนินการอย่างที่ ว่า แต่ผมเชื่อว่าไม่ใช่ทุกกรณีอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีชาวต่างประเทศที่เสียชีวิต

ที่สำคัญหากเลือกดำเนินการเฉพาะผู้สั่งการ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตั้งแต่พนักงานสอบสวนจนถึงผู้บังคับบัญชาซึ่งก็อาจ รวมถึงคุณเฉลิมด้วยหากพิสูจน์ได้ว่ามีการสั่งการที่ว่าเช่นนั้นจริง ก็อาจเข้าข่ายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ที่บัญญัติไว้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับอีกด้วย

อย่ากลัวทหารจนอุจจาระขึ้นสมองและอย่าเล่นการเมืองจนลืมหลักการทางกฎหมาย เลยครับ เสียชื่อที่เคยเป็นอดีตทหารเก่าและเป็นนักกฎหมายในระดับปริญญาเอกที่ตนเอง เคยพูดอยู่เสมอว่า “อ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็น”เปล่าๆครับ เผลอๆจะมาเสียคนเอาตอนแก่ ซ้ำร้ายอาจจะติดคุกเอาดื้อๆนะครับ หากมีการเอาเรื่องขึ้นมาน่ะครับ
---------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 22 สิงหาคม 2555

10เมษา-19พฤษภา53:ศปช.ชี้ความจริงคือหนทางสู่ความยุติธรรม สำคัญกว่าการปรองดองอันหลอกลวง

ที่มา Thai E=News 

Posted Image

ที่มา ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.53  (ศปช.)



ศูนย์ ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.53 หรือ (ศปช.) จัดแถลงข่าวนำเสนอรายงาน "ความจริงเพื่อความยุติธรรม: เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 53" เมื่อ19 ส.ค.55 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 




“นี่ เป็นรายงานที่สะท้อนเสียงและมุมมองของประชานที่ตกเป็นเหยื่อ และเป็นเสมือนคำประกาศต่อสังคมไทย ว่า เราจะไม่มีวันยอมรับความพยายามใดๆ ที่จะให้ผู้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ผู้ที่สูญเสีย ลืม เงียบเฉยและยอมจำนน ต่อความอยุติธรรม เราไม่มีวันยอมรับการเปลี่ยนการก่ออาชญากรรมต่อประชาชนให้เป็นสิ่งถูกกฎหมาย เราไม่มีวันไม่ยอมรับวัฒนธรรมการบูชาความปรองดองและความมั่นคงของรัฐ แต่ดูถูกเหยียบย่ำสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกระทำ เราจะไม่มีวันยอมรับวัฒนธรรมการเมืองที่ช่วยโอบอุ้มประเพณีของการปล่อยให้ ผู้กระทำผิดที่มีอำนาจลอยนวล” พวงทองกล่าว




เปิดรายงาน ศปช. "ความจริงเพื่อความยุติธรรม" เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 53



รอบบ่ายช่วงแรก-เปิดรายงาน ศปช. "ความจริงเพื่อความยุติธรรม" เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมยุม เมษา-พฤษภา 53




รอบบ่ายช่วงสุดท้าย-เปิดรายงาน ศปช. "ความจริงเพื่อความยุติธรรม" เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 53




เวทีเสวนา "ปรองดองกับความเป็นธรรม?"-วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2555 เวลา 16.30-22.00 น. ที่ Book Re:public 

ติดตามรายงานฉบับเต็ม 1 กันยายนนี้ที่ http://www.pic2010.org/
 Posted Image

Posted Image



ไม่นานหลังการปราบปรามการชุมนุมคน เสื้อแดง เสียงเรียกร้องให้มีการสมานฉันท์ สามัคคี ปรองดองก็ดังกระหึ่มขึ้น เสียงร้องเหล่านี้มักแฝงมากับการบอกให้ประชาชนช่วยกัน “ทำ ให้สังคมก้าวไปข้างหน้า” “หันหน้ามาคืนดีกัน” “เลิกแบ่งสีแบ่งฝ่าย” ซึ่งแท้ที่จริงก็คือการบอกให้ผู้ถูกกระทำ “ลืม เงียบเฉย และยอมจำนน” ต่อ ความอยุติธรรมนั่นเอง เหตุการณ์ทำนองนี้เป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจและปัญญาชนที่สนับสนุนพวกเขากระทำ บ่อยครั้งในอดีต ดังจะเห็นว่าความรุนแรงทางการเมืองทุกครั้งในประเทศไทย จบลงด้วยการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้อยู่เบื้องหลังการปราบปรามประชาชน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนอาชญากรรมของรัฐต่อประชาชน ให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ความ เงียบและการยอมจำนนของเหยื่อจึงเป็นด้านมืดของวัฒนธรรมการเมืองไทยที่บูชา “ความมั่นคง” “ความสามัคคี” “ความปรองดอง” แต่ดูถูกเหยียบยํ่าสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกระทำ เป็นวัฒนธรรมการเมืองที่ช่วยกันโอบอุ้มประเพณีของการปล่อยให้ผู้กระทำผิดที่ มีอำนาจ ลอยนวล (culture of impunity) เป็นภาวะด้านชาและมืดบอดต่อความเจ็บปวดของคนร่วมสังคมเดียวกัน เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่จนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกันกับจิตวิญญาณของการเป็นพลเมือง ไทยที่ดี ที่ถูกกล่อมเกลาด้วยวาทกรรมรักชาติตลอดมา
ในขณะที่ปัญญาชนในสังคมมักหยิบยืม แนวคิด ทฤษฎี หรือวาทกรรมจากตะวันตกเพื่อแสดงถึงความทันสมัยของตนเอง แต่เมื่อต้องรับมือกับปัญหาความรุนแรงและความอยุติธรรมภายในสังคมไทยที่มี สาเหตุมาจากกลุ่มอำนาจเดิม ซึ่งไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ฐานอำนาจอยู่ที่เสียงส่วนใหญ่ของ ประชาชน พวกเขากลับไม่สามารถเรียนรู้บทเรียนใดๆ จากสังคมภายนอกได้เลย แม้แต่ คอป. ที่ยืมเอาแนวคิดเรื่องการแสวงหาความจริงในฐานะที่เป็นด้านที่แยกไม่ได้จาก การแสวงหาความยุติธรรม ก็ดูจะรับเอามาแต่ส่วนที่เป็นวาทศิลป์ มากกว่าจะรับเอาแก่นสารของแนวคิดดังกล่าวมาผลักดันให้เป็นจริง ขณะที่พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า สังคมต้องรับรู้ “ความจริง” และรื้อฟื้น “ความยุติธรรม” ให้แก่เหยื่อ แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่สามารถสลัดหลุดออกจากความปรองดองแบบไทย ๆ ที่มุ่งปกป้องสถาบันอำนาจในสังคมเป็นสำคัญ
หากเราหันไปดูสังคมอื่นที่เคยประสบ กับความรุนแรงทางการเมืองโดยรัฐ เช่น แอฟริกาใต้ อาร์เจนตินา ชิลี ฯลฯ การสร้างความปรองดองล้วนต้องเดินควบคู่ไปกับการคืนความยุติธรรมให้แก่เหยื่อ อย่างน้อยที่สุด ความยุติธรรมขั้นพื้นฐานที่จะต้องมีให้ได้คือการเปิดเผยความจริงว่าใครคือ ผู้กระทำและอยู่เบื้องหลังอาชญากรรมต่อประชาชน ในสังคมเหล่านี้ ความจริงและความยุติธรรมดูจะเป็นคุณค่าที่มีความสำคัญมากกว่าการปรองดอง ความสามัคคี ความสงบสุข และความมั่นคงของรัฐ เพราะพวกเขาเชื่อว่าหนทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้การละเมิดสิทธิในชีวิตของ ประชาชนอย่างรุนแรงโดยอำนาจรัฐเกิดขึ้นอีก มีแต่ต้องเรียนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีต ใครคือผู้สั่งการ ใครคือผู้สมรู้ร่วมคิดก่ออาชญากรรมต่อเพื่อนร่วมแผ่นดินของตน อุดมการณ์แบบไหนที่ทำให้ผู้มีอำนาจสามารถระดมคนชาติเดียวกันให้ช่วยกัน สังหารคนอีกกลุ่มหนึ่งได้อย่างเลือดเย็น โครงสร้างทาง อำนาจหรือระบบราชการหรือระบบกฎหมายแบบใดที่อนุญาตให้ผู้สั่งการเชื่อว่าพวก เขาจะสามารถรอดพ้นจากการรับผิดได้ ใครบ้างที่จะต้องถูกลงโทษ ฯลฯ ประเด็นเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ประชาชนในประเทศอื่น ๆ เห็นความสำคัญของการแสวงหาความจริง และร่วมกันต่อสู้เพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่เหยื่อให้ได้ แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะต้องเสี่ยงภัยและใช้เวลาต่อสู้กับอำนาจเผด็จการอย่าง เนิ่นนานก็ตาม
แต่ในกรณีของไทย เสียงเรียกร้องให้มีความปรองดองนั้นดังกระหึ่ม ขณะที่เสียงเตือนให้สังคมต้องมุ่งไปที่การแสวงหาความจริงและนำผู้กระทำผิดมา ลงโทษกลับอ่อนแอกระปลกกระเปลี้ย สำหรับสังคมไทย ความจริงและความยุติธรรมไม่ใช่สิ่งที่มีความสำคัญแม้แต่น้อย ฝ่ายที่มีอำนาจรัฐและบรรดาปัญญาชนที่ช่วยปกป้อง อำนาจเหล่านี้ต่างช่วยกัน “มอมยา” ให้ผู้คนในสังคมคล้อยตามไปกับการปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล โดยไม่ต้องคิดมากว่าเหตุการณ์อาชญากรรมโดยรัฐจะกลับมาทำร้ายประชาชนในอนาคต ซํ้าแล้วซํ้าเล่าอีกหรือไม่ เราอยู่กับปัจจุบันเสียจนไม่ยี่หระกับอนาคตของตนเอง ไม่หยี่หระต่ออนาคตของสังคมไทย ไม่หยี่หระกับโศกนาฏกรรมที่เราทิ้งไว้ให้แก่ของคนรุ่นหลัง
ฉะนั้น ความพยายามของคนกลุ่มหนึ่งในนามของ ศปช. ที่ท่านถืออยู่ในมือนี้ จึงเกิดขึ้นด้วยความหวังว่า สักวันหนึ่ง หากผู้คนในสังคมนี้ไม่กลายเป็นโรคความจำเลอะเลือนทางการเมืองไปหมดเสียก่อน เราจะสามารถสถาปนาความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนในเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2553 และนำผู้ที่เกี่ยวข้องมารับผิดได้ในที่สุด เรามีความหวังว่าข้อมูลที่รวบรวมขึ้นมานี้จะมีประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรม ในอนาคตได้บ้าง
รายงานฉบับนี้เป็นเสมือนคำประกาศต่อสังคมไทยว่า วัฒนธรรม แห่งการปล่อยให้ผู้กระทำผิดที่มีอำนาจลอยนวล และการเหยียบยํ่าสิทธิในชีวิตและความเป็นคนจะต้องยุติลงในสังคมไทยเสียที ถึงเวลาที่คนรุ่นใหม่จะต้องช่วยกันรื้อถอนวัฒนธรรมการเมืองอันน่ารังเกียจ ที่ครอบงำสังคมไทยนี้ เราขอเน้นยํ้าว่า ความจริงและความยุติธรรมมีความสำคัญมากกว่าความปรองดองอันหลอกลวงฉาบฉวย ความจริงและความยุติธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างสังคมใหม่ ที่คุณค่าและศักดิ์ศรีของประชาชนทุกชนชั้นต้องได้รับการเคารพและปฏิบัติ อย่างเท่าเทียมกัน
ณ จุดหนึ่งบนแผ่นดินที่เปื้อนเลือด

เจ๊ดาดินเนอร์กับพี่น้องแดงชิคาโก้

ที่มา Thai E-News



แดงชิคาโก้ดินเนอร์กับเจ๊ดา-พี่น้องเสื้อแดงชิคาโก สหรัฐอเมริกา เลี้ยงต้อนรับ คุณดารุณี กฤตบุญญาลัย ที่ได้เดินทางมาเยี่ยมเยือน ชาวชิคาโก หลังงาน LA และ San Francisco



ปากคำทักษิณ6ปีหลังรัฐประหาร-ผมไม่ให้่ราคาสนธิลิ้มก็เลยพลาด คือลิ้มนี่ไม่เท่าไหร่ แต่คนที่อยู่เบื้องหลังลิ้มนี่สิื ตรงนี้แหลเะที่ผมพลาด(ทักษิณพูดอยู่ท้ายๆคลิปนี้)

IN & OUT

ที่มา Thai E-News

 
IN-เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำเจ๋ง ดอกจิก หรือ นายยศวริศ ชูกล่อม ไปขังคุกเ้มื่อเย็นวันนี้ หลังศาลสั่งถอนประกันตัว ฐานเคยไปพูดบนเวทีให้เบอร์โทรของผู้พิพากษากับคนในครอบครัวของศาลแก่มวลชนบน เวทีปราศรัย

OUT-มีรายงานว่าสุชาติ นาคบางไทร หรือนายวราวุธ ฐานังกูร แกนนำคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ จะพ้นโทษคดี 112 ออกมาสู่อิสรภาพในวันพรุ่งนี้(23ส.ค.)เวลา06.00น. บรรดาผู้สนับสนุนนัดกันไปรอรับขวัญที่ประตู 3 เรือนจำกลาง