ที่มา thaifreenews
29 สิงหาคม 2555
ภาย
ในระยะเวลาแค่ 5 เดือน กำแพงป้องกันน้ำท่วมถาวร เขตอุตสาหกรรมนวนคร ความสูง
5.50 เมตร ได้ถูกเนรมิตรขึ้นตามแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล
พร้อมทดสอบผ่านทุกขั้นตอนแล้ว
ชา
วนวนครมั่นใจหลังจากรัฐบาลได้ร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมนวนคร
ร่วมกันสร้างกำแพงป้องกันน้ำท่วม ซึ่งสามารถรับรองความดันน้ำได้ 3 ตัน
ซึ่งกำแพงดังกล่าวเป็นคอนกรีตหนา 25 ซม. พร้อมยึดเหล็กเส้นถาวร
ปีก่อนน้ำท่วมประมาณ 4.70 เมตร ซึ่งปีนี้สร้างเพิ่มขึ้นอีกให้เป็น 5.5 เมตร
และยาว 21 กิโลเมตร
ซึ่งเป็นความสูงและความหนามากกว่าระดับมาตรฐานที่ไจก้าแนะนำ
นายก
รัฐมนตรีได้มาเยี่ยมชมการทดสอบแรงดันน้ำและได้ชื่นชมการสร้างกำแพงดังกล่าว
และนำแบบดังกล่าวไปเป็นตัวอย่างให้โรงงานและนิคมอุตสาหกรรมอื่นใช้ได้
โรงงานปัจจุบันมี 215 โรงงาน เดินเครื่องไปแล้ว 176 โรงงาน และหลังน้ำท่วม มีโรงงานมาลงทุนเพิ่มเติมมากขึ้นถึงอีก 4 โรงงาน
ขอขอบคุณคลิปจาก พชรปพน พุ่มประพันธ์
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, August 30, 2012
ชาวนวนคร มั่นใจกำแพงกันน้ำท่วม
วิจารณ์ยับ "ยิงจริงแต่เป็นกระสุนยาง"
ที่มา thaifreenews
แท็บเล็ตลอดแรกถึงมือเด็กนราธิวาส
ที่มา thaifreenews
หุ้นร่วงห่วงFEDไม่มีมาตรการฟื้นเศรษฐกิจ แต่ราคาบริษัทไทยประกันภัยกลับสวนควันปืนวิ่งชนเพดาน
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 สิงหาคม 2555
Voice TVรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ทั่วโลกปรับตัวลดลง โดยตลาดหุ้นไทยร่วงลงไป 13 จุด
นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 1,173 ล้านบาท เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณว่า
จะยังไม่มีการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE3 รอบใหม่ เพราะถ้าออกไป
ก็จะทำให้ตลาดเสพติดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
รายพระนาม และรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)-TIC
จดหมายแจ้งต่อไอซีซีถึงกรณีที่พลเอกประยุทธ์ข่มขู่พนักงานสอบสวนและผู้วิจารณ์
ที่มา Thai E-News
ที่มา่ เว็บไซต์โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
เรา ได้แนบเอกสารคำแถลงการณ์ขององค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ ลงวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินของสำนักงานอัยการไอซีซี (โอทีพี) ที่ประกาศต่อจะสาธารณชนว่าจะเริ่มการตรวจสอบเบื้องต้นกรณีการสังหารและ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติในประเทศไทยที่เกิดขึ้นในปี 2553โดยมีประเด็นที่องค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์กล่าวถึงดังนี้:
- ผู้ บัญชาการทหารบกแทรกแซงการสอบสวนเหตุการณ์ความรุนแรงปี 2553 โดยบอกให้กระทรวงยุติธรรมหยุดกล่าวหาทหารว่าสังหารผู้ชุมนุมและห้ามแถลง รายงานความคืบหน้าการสอบสวนต่อสาธารณชน
- ผู้ บัญชาการทหารบกพยายามข่มขู่ผู้วิจารณ์โดยสั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารแจ้งความ ดำเนินคดีภายใต้กฎหมายอาญาหมิ่นประมาทอันล้าหลังต่อนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ซึ่งเป็นหนึ่งในทนายของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (“นปช.”) และล่าม
- “การ ทำร้ายโดยทหารเกิดขึ้นต่อหน้าของประชาชนไทยและสื่อมวลชนทั่วโลก แต่ตอนนี้ผู้บัญชาการทหารบกพยายามข่มขู่พนักงานสอบสวนและผู้วิจารณ์ให้ปิด ปากเงียบ”
- “จนถึงปัจจุบันไม่มีทหารหรือเจ้าหน้าที่คนใดต้องรับผิดต่อเหตุการณ์ความรุนแรงปี 2553 เนื่องจากการสอบสวนดำเนินไปอย่างเชื่องช้า”
- การ ไม่ยอมรับความจริงของผู้บัญชาการทหารบกที่ว่ามีการใช้พลซุ่มยิงทหารเป็น เรื่องที่ “น่าขบขัน” เพราะรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลงลายมือชื่อในเอกสารอนุมัติการใช้พลซุ่มยิง
- “จำนวน พลเรือนผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจำนวนมาก – รวมถึงผู้ชุมนุมมือเปล่า อาสาพยาบาล นักข่าว ช่างภาพและผู้ยืมมุงดูเหตุการณ์เกิดจากการกำหนด ‘เขตใช้กระสุนจริง’ ของรัฐบาลในบริเวณสถานที่ชุมนุมของนปช.ในกรุงเทพฯ”
เราเชื่อว่าข้อมูลนี้จะช่วยสนับสนุนการตัดสินของท่านในการประกาศต่อสาธารณชนว่าจะเริ่มการตรวจสอบเบื้องต้นในกรณีนี้เพิ่มขึ้นเราขอขอบคุณท่านล่วงหน้าในพิจารณาดังกล่าวด้วยความเคารพโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
จากสหายร่วมคุก112สุชาติ นาคบางไทรถึงอากง
ที่มา Thai E-News
สุชาติ นาคบางไทร อดีตนักโทษคดี112ที่เพิ่งพ้นโทษ
กล่าวในงานฌาปนกิจศพ"อากง"นักโทษคดี112เ้มื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา
โดยเชิดชูจิตใจว่าอากงนั้น"ฟ้าสั่งมาเกิด
การเสียชีวิตของคนๆหนึ่งที่สัเทือนถึงจักรวาล"ได้อุทิศตนไม่ต่างไปจากลุงนวม
ทอง แท็กซี่ที่พลีชีพเพื่อต่อต้านเผด็จการ
สุชาติกล่าวว่าแม้เขา
เพิ่งจะออกจากคุก มีคนเตือนว่าไม่ควรพูดอะไีร
แต่การที่ต้องโทษคดี112มาแล้วก็เหมือนได้วัคซีนเป็นภูมิคุ้มกัน
นับแต่ต่อนี้ไปคนจะกล้าพูดมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เกิน 5
ปีจากนี้ไปประชาชนจะครองเมือง และบันทึกประวัติศาสตร์ด้วยตัวของพวกเราเอง
พร้อมกันนั้นได้กล่าวเชิญชวนไปร่วมงานเดี่ยวโทรโข่งของเขาในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ว่าจะเปิดเผยทุกเรื่องราวและมีมุกมายิงกระจาย
คำปราศรัย อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ในงานฌาปนกิจศพ อากง 26 ส.ค. 2555
ที่มา เว็บไซต์ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน
สวัสดี ค่ะ...นมัสการพระคุณเจ้าทั้งหลาย... ณ วันนี้ดิฉันถือว่าเป็นเกียรติยศอย่างสูงที่ได้มาพูด ณ ที่นี้ในงานฌาปนกิจของคุณอำพน ตั้งนพคุณ ที่เราเรียกกันทั้งประเทศและทั่วโลกว่า “อากง” เรามาร่วมกันส่งวิญญาณของคุณอำพนให้ไปสู่สุคติ และเพื่อที่เราจะได้สืบทอดปณิธานเพื่อไม่ให้การเสียชีวิตของคุณอำพนนั้นเป็น การเสียชีวิตที่ไม่สูญเปล่า
แน่ นอน ! อาจมีคนวิพากษ์วิจารณ์ประชาชนทั้งหลายและคนในประเทศนี้จำนวนมากว่า ควรจะทำหลายอย่างที่ดีกว่านี้ในกรณีอากง นั่นก็เป็นความจริงส่วนหนึ่งและก็เป็นความจริงระดับหนึ่ง ดิฉันในเมื่อพอจะมีเวลาก็อยากจะพูดว่าการเสียสละชีวิตของคุณอำพนนั้น ส่งผลสะเทือนถึงสังคมไทยและสังคมโลกทั้งหมด
ประการ แรกที่สำคัญที่สุดคือ อากงเป็นคนธรรมดา อากงไม่ใช่นักการเมือง อากงไม่ใช่นักวิชาการปัญญาชน อากงไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่ แต่อากงเป็นประชาชนธรรมดาและความเป็นประชาชนธรรมดานั้นจึงยิ่งใหญ่ที่สุดที่ สร้างผลสะเทือนต่อประเทศไทยและสังคมทั้งโลกโดยที่ฝ่ายระบอบอำมาตย์ฯ ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ เพราะฉะนั้นความเป็นคนธรรมดานั้นคือความยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำนักต่อสู้ แต่ว่าคนธรรมดาสามารถสร้างผลสะเทือนทางการเมืองยิ่งใหญ่ได้ นี่คือแบบอย่างอากง
ตัว ดิฉันเองได้มีโอกาสเข้าไปพบอากงในเรือนจำและได้ฝากคำพูดนี้กับอากงว่า คืออากงเป็นคนถ่อมเนื้อถ่อมตัว ฝากเนื้อฝากตัว ดิฉันได้เข้าไปกับทนายและเข้าไปพบกลุ่มผู้ถูกคุมขังทั้งหมดตอนนั้น 40 กว่าคน และดิฉันได้เรียนกับอากงตอนมีชีวิตอยู่ว่า อากงจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่อากงได้สร้างประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ว่า คนธรรมดาคนหนึ่งสามารถทำให้ประเทศไทย ระบอบอำมาตย์ฯไทยสั่นสะเทือน และชนชั้นนำไทยนั้นสั่นสะเทือนด้วยความง่าย ๆ อ่อนน้อมถ่อมตัว และการที่คนทั่วโลกพร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างว่า อากงไม่ควรจะเป็นผู้ถูกกล่าวหาเยี่ยงนี้
ประการ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ชี้ให้เห็นว่าประเทศนี้ระบบนิติรัฐนิติธรรมนั้นยังไม่ถูกต้อง กระบวนการกล่าวหาหรือข้อพิสูจน์ หลักฐานต่าง ๆ นั้นมันไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็นในประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย มันยังเป็นเครื่องยืนยันต่อโลกว่าการกล่าวหาโดยหลักฐานอ่อน และการที่ไม่พบว่ามีความผิดชัดแจ้งเพียงแต่มีข้อสงสัย ข้อสงสัยก็ทำให้คน ๆ หนึ่งนั้นต้องกลายเป็นนักโทษการเมืองผู้ถูกคุมขังและไม่ได้รับการประกันตัว และคำพูดที่ยิ่งใหญ่ของคนธรรมดาของคุณรสมาลินหรือป้าอุ๊ เมื่อคืนนี้ป้าอุ๊บอกดิฉันว่า “ป้าอุ๊จบ ป.4” แต่ดิฉันบอกป้าอุ๊ว่า คำพูดของป้าอุ๊นั่นสั่นสะเทือนมาก ตอนที่บอกว่า “อากงกลับบ้านกันเถิดเขาปล่อยลื้อแล้ว”
นี่ เป็นคำพูดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ต้องการที่จะตอกหน้าระบอบอำมาตย์ฯไทยให้รู้ว่า กระบวนการนิติรัฐนิติธรรมไทย ทำให้คน ๆ หนึ่งต้องกลับบ้านด้วยร่างที่ไร้วิญญาณ และทั้งสองคนนั้น คนหนึ่งเสียชีวิตไปแล้ว แต่ครอบครัวที่ยังอยู่ล้วนเป็นวีรกรรมทั้งสิ้นต่อประชาชน นอกจากปัญหาหลักฐานที่ไม่ได้มีความแน่นอนแน่ชัด เพียงแต่สงสัยก็เอาคนเข้าคุก นี่จึงเป็นการพิสูจน์ว่าระบอบนิติรัฐนิติธรรมในประเทศไทยนั้นยังไม่เกิด และดิฉันอยากจะเรียนว่าพี่น้อง เราเศร้าใจ เสียใจ แต่ว่านี่คือสิ่งที่ตอกย้ำให้รู้ว่า ในการเสียสละของอากงนั้นเป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย และอากงถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อที่ต้องการจะปราบปรามจัดการ ไม่ว่าโดยการใช้อาวุธหรือการใช้กระบวนการยุติธรรม เพื่อที่จะมีความเชื่อว่าถ้าทำเช่นนี้แล้ว คนทั้งหมดจะไม่มีใครกล้าที่จะออกมาท้าทายอำนาจรัฐระบอบอำมาตย์ฯอีก แต่เป็นความเข้าใจผิด
เพราะ ฉะนั้น แม้นว่าด้านหนึ่งมันแสดงออกถึงนิติรัฐนิติธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย อันนี้เป็นเหมือนสิ่งรับรองก็คือการไม่ให้ประกันตัวอากงและนักโทษหรือผู้ถูก คุมขังทางการเมืองทุกคน มันเป็นเรื่องยากแสนยาก หลายคนอาจจะเป็นผู้กล้าหาญในการพูด แต่ดิฉันรับรองว่า นปช. คนเสื้อแดงทั้งหมดมีความพยามยามในการปฏิบัติโดยไม่ต้องพูดก็ได้ เพื่อที่จะช่วยเหลือว่าจะทำอย่างไรให้พี่น้องเราออกมาให้ได้ คนที่เสียสละชีวิตไปแล้วและคนที่ยังอยู่จำนวนมากก็รู้ว่าเราได้พยายามเต็ม ที่ แต่ถูกกล่าวหาว่าอาจจะมีความกล้าหาญ (ทางจริยธรรม) น้อยไปสักหน่อยก็ได้ ไม่เป็นไร
แต่อีกอันหนึ่งก็คือว่าคำว่า “จริยธรรม” สำหรับ นักต่อสู้ประชาชนเราจะไม่ใช้ เพราะคำว่าจริยธรรมถูกพวกระบอบอำมาตย์ฯจับจองไปแล้วว่าเขาเป็นพวกมีจริยธรรม แต่สำหรับเราจะพูดถึงความเป็นธรรมและความชอบธรรมเท่านั้น
สำหรับ ความขัดแย้งอันนี้ทางการเมืองนั้นเราจะเห็นได้ว่ากรณีของอากงนั้นเป็นการ สะท้อนออกว่า ความต้องการปราบปรามผู้ที่ท้าทายระบอบอำมาตย์ฯนั้นทำได้ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นการใช้กองกำลังอาวุธปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน หรือแม้นว่าใช้กระบวนการยุติธรรมจับกุมคุมขังไม่ให้ประกันตัว จนพวกเราในที่สุดจำเป็นต้องยอมที่จะสารภาพโดยไม่ต่อสู้คดีเพราะรู้ว่าอนาคต นั้นยากมาก แต่เราพร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างเสมอไม่ว่าผู้ที่ถูกกรณี 112 จะทำอย่างไร ?
เรา มีความเข้าใจว่าแต่ละคนมีเส้นทางชีวิตที่ไม่เหมือนกัน เราพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างและสนับสนุน สำหรับความขัดแย้งทางการเมืองและการแสดงออกที่ทำให้อากงต้องเสียสละชีวิต ก่อนวัยอันควรนี้ ขอให้มันเป็นสิ่งที่ประเทศนี้และประชาชนต้องไม่ลืมเลือนที่จะใช้เรื่องราว นี้ในการต่อสู้ และชี้ให้เห็นว่าประเทศนี้ความจริงแล้วความคิดจารีตนิยม ความคิดล้าหล้งที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงนั้นอยู่ในฐานะครอบงำในทุกปริมณฑล เพราะฉะนั้น
ใน ฝ่ายประชาชนนั้นจำเป็นที่จะต้องเรียกร้องต่อสู้ด้วยการปฏิบัติที่เป็นจริง การพูดก็เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ แต่จะดียิ่งกว่าถ้าเราช่วยกันขับเคลื่อนด้วยความเป็นจริง
เพราะ ฉะนั้นขอให้พวกเราที่อยู่ ณ. ที่นี้ ขอให้รำลึกถึงอากงเพื่อที่ให้วิญญาณของอากงนั้นไปสู่สุคติ เราขอตั้งปณิธานร่วมกันว่าเราที่มีอยู่ทั้งหมดและแม้จะไม่ได้อยู่ ณ ที่นี้ แม้นคำพูดนี้ได้ถ่ายทอดไปยังคนเสื้อแดงและประชาชนทั่วไป เพราะปัญหากรณี 112 ไม่เกี่ยวกับสีเสื้อแต่อย่างใด เป็นหน้าที่ประชาชนไทยทั้งประเทศที่ต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ต่อสู้กับความคิดล้าหลังและจารีตนิยมสุดโต่งที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของ ประเทศต่อไป
เรา จะตั้งปณิธานร่วมกันว่าเราจะยืนหยัดต่อสู้ไม่ให้การเสียสละชีวิตของอากงนั้น สูญเปล่า และขอคารวะดวงวิญญาณของอากงร่วมกันว่า ท่านเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ ท่านไม่รู้หรอกว่า ท่านได้กลายเป็นวีรชน และวีรกรรมอันนี้มีคุณประโยชน์ต่อการต่อสู้ของประเทศชาติ
ขอให้พี่น้องทั้งหลายยืนขึ้นเพื่อไว้อาลัยและรำลึกต่อการเสียสละของอากงร่วมกันด้วยค่ะ....ขอบคุณค่ะ.....สวัสดี.....
ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กล่าวในงานฌาปนกิจศพคุณอำพล ตั้งวัฒนกุล (อากง) ณ เมรุวัดลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2555
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 30/08/55 ขอเล่น โหด มัน โฮ ของพี่ๆ น้องๆ ครับ
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

แล้วลัดเลาะ เคาะกะลา ว่าตนเจ๋ง
หวังบารมี โอบอุ้ม คุ้มกระเตง
เลยหมดท่า ลายนักเลง ทุกเด้งพลัน....
เจออำนาจ หนึ่งเดียว เหลียวมองอยู่
เชือดให้ดู อย่าข้ามหัว มัวหุนหัน
เกียรติภูมิ เหลือน้อยนิด คิดให้ทัน
ใช่กลั่นแกล้ง ฟาดฟัน มันเรื่องจริง....
จะอุ้มโผ ทำซิกแซก ชำแรกตูด
ท้ายที่สุด ก็ได้เห็น เช่นทุกสิ่ง
ว่าตนแน่ ไม่สนใจ ใครท้วงติง
หวังช่างชิง ความได้เปรียบ เหยียบหัวนาย....
แม้นกอดคอ รักกัน ฉันพี่น้อง
ความถูกต้อง ครรลองคน ไม่หล่นหาย
คำ"ซื่อสัตย์" ต่อกัน จนวันตาย
เรื่องมากมาย ควรจบ เคารพกัน....
กองทัพ..ของประชาชน คนอยากเห็น
มันยากเย็น เหลือทน จนเกินฝัน
หยุดแยกสี แยกสาย หมายโรมรัน
นี่พวกกู นั่นพวกมัน พอกันที....
๓ บลา / ๓๐ ส.ค.๕๕
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 29/08/55 ภัยเกิด..แต่ตัวเอง
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

คำสำราก กากเดน เห็นกันทั่ว
ค้านทุกเรื่อง เห่าเยี่ยงหมา ตาพร่ามัว
ละเลงชั่ว สมชื่อพรรค โง่ดักดาน....
สารพัด งัดถล่ม หวังล้มรัฐ
คอยจิกตอด แว้งกัด ซัดให้พล่าน
กี่สิบปี ก็มุสา สุดสามานย์
พรรคอันธพาล สัปดน คนจัญไร....
แต่ละ้เรื่อง ย้อนเข้าตัว มั่วเห็นๆ
เปิดประเด็น ถูกตีกลับ นับไม่ไหว
ล้านคำแถ แค่ลวงหลอก มีนอกใน
พวกสาวก ก็คลั่งไคล้ เอาใจเชียร์....
ภัยจึงเกิด แต่ตัวเอง นักเลงกระจอก
คิดย้อนยอก เพ้อคลั่ง หวังได้เสีย
ฉากสุดท้าย พวกชั่วช้า หน้าตัวเมีย
กลายเป็นเหิ้ย นอนดับดิ้น สิ้นราคา....
นโยบาย สุขสดใส ไปได้สวย
อบอวลด้วย สิ่งหวัง ดังเสาะหา
เพื่อคุณภาพ เป็นหนึ่ง ได้พึ่งพา
มุ่งพัฒนา ให้ล้ำเลิศ เถิดนายกฯ....
๓ บลา / ๒๙ ส.ค.๕๕
ดีเอสไอเผยผลสอบ"2พลซุ่มยิง" ยอมรับลั่นไกขู่กลุ่มผู้ชุมนุมจริง แต่ใช้กระสุนยาง ขอตรวจปืนอีกรอบ
ที่มา uddred
มติชน 30 สิงหาคม 2555 >>>
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม พ.ท.บุศริน ทองประไพ
นายทหารพระธรรมนูญ นำส.อ.ศฤงคาร ทวีชีพ และส.อ.คชารัตน์ เนียมรอด
เจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำการในฐานะพลทหารซุ่มยิง
ที่ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงระหว่างเหตุสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553
มาชี้แจงในฐานพยานกับพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ
พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีกรมสอบสวนคดี หรือดีเอสไอ
ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนการเสียชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุม 91 ศพ
จากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเมื่อปี 2553 ระบุว่า
พนักงานสอบสวนจะสอบถามในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของนายทหาร
ทั้ง 2 พร้อมนำภาพเหตุการณ์ในช่วงดังกล่าวมาเปิด ประกอบการสอบถามด้วย
ขณะที่ในช่วงบ่ายนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา น.ส.กมนเกด
พยาบาลอาสาสมัครที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนารามพร้อมมวลชนกว่า 20 คน
นำกระเช้าดอกไม้มามอบให้กำลังใจ พ.ต.อ.ประเวศ
และขอให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและถูกต้อง ไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ
หลังการให้ปากคำผ่านไปกว่า 6 ชั่วโมง พ.ต.อ.ประเวศน์
เปิดเผยว่าการเข้าชี้แจงของ ส.อ.ศฤงคาร และส.อ.คชารัตน์
ในฐานะพลทหารซุ่มยิง ในวันนี้เน้น
สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้อาวุธตามภาพที่ปรากฎ
โดยอาวุธที่ใช้เป็นปืนเอ็ม 16 ไม่ใช่สไนเปอร์อย่างที่เข้าใจ
ส่วนลำกล้องเป็นลำกล้องของปืนบีบีกันที่นำมาติดภายหลัง
พ.ต.อ.ประเวศน์ กล่าวว่า
ขณะเดียวกันทหารทั้งสองให้การยอมรับว่าการปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 15
พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 15 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา
เป็นการปฏิบัติหน้าที่บริเวณบ่อนไก่ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับหน่วย
พร้อมแจ้งเตือน และในวันนั้นได้มีการลั้นไกปืนยิงขู่กลุ่มผู้ชุมนุม
โดยกระสุนที่ใช้เป็นกระสุนยาง
ซึ่งหลังจากนี้ทางพนักงานสอบสวนอาจทำเรื่องขอปืนกระบอกดังกล่าวเพื่อตรวจสอบ
อีกครั้ง
"ยืนยันเร่งทำสำนวนการสอบสวนคดีนี้ให้เสร็จโดยเร็ว
และจะส่งสำนวนดังไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาลเพื่อประกอบสำนวนการเสียชีวิต
ของผู้ชุมนุมบริเวณบ่อนไก่และงามดูพลี"รองอธิบดีดีเอสไอระบุ
Tuesday, August 28, 2012
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: 1 ปีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ที่มา ปรัะชาไท
Mon, 2012-08-27 16:58
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมานี้ เป็นวันครบรอบ 1 ปีแห่งการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งจากการประเมินของพรรคเพื่อไทย ถือว่า รัฐบาลประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เช่น นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ยืนยันว่า รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีผลงานมากกว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ถึง 5 เท่า และนายกรัฐมนตรีก็ประสบความสำเร็จในด้านการสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศ นโยบายที่หาเสียงไว้ก็ทำได้จริงถึงร้อยละ 90 ในขณะที่ฝ่ายต่อต้าน เช่น กลุ่มเอเอสทีวี ตีความว่าผลงานของรัฐบาลติดลบ มีเพียงนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้คะแนนรัฐบาลยิ่งลักษณ์เต็มสิบ เพราะอธิบายว่า ไม่ได้คาดหมายอะไรจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์เลย เพราะถือว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีความสามารถ ทำอะไรขึ้นมาก็ถือว่าเกินความคาดหมายทั้งนั้น
ประเด็นสำคัญคือ ในฐานะของฝ่ายประชาชนคนเสื้อแดง ควรที่จะประเมินรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างไร
ก่อนอื่นเมื่อย้อนหลังกลับไปเวลาที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปีก่อน ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยจำใจต้องยอมรับ เพราะทางเลือกหลักของชนชั้นนำ คือ พรรคประชาธิปัตย์ร่วมกับพรรคภูมิใจไทยนั้น พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ประชาชนส่วนข้างมากในประเทศไทยให้ความนิยมกับพรรคเพื่อไทย และเห็นชอบกับคุณยิ่งลักษณ์ที่เป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มากยิ่งกว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่มีกรณีนองเลือดติดตัว ปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องหาทางแก้ไขในขณะนั้น มีหลายประเด็นทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยปัญหาการเมืองที่สำคัญ ก็คือ ปัญหาประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์ ความไม่เป็นธรรม และการละเมิดสิทธิมนุษยชนของฝ่ายอำมาตย์ ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร พ.ศ.2549 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องพยายามแก้ไขเยียวยา ในท่ามกลางที่กลไกรัฐแทบทั้งหมด คือ ศาล กองทัพ ระบบราชการ ยังอยู่ในอำนาจของฝ่ายอำมาตย์ทั้งสิ้น และยังมีกลไกของฝ่ายขบวนการเสื้อเหลือง และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังคอยเหนี่ยวรั้งทำลาย ฝ่ายรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีเพียงแต่เสียงประชาชนจำนวนมาก และขบวนการคนเสื้อแดงเท่านั้น ที่เป็นฝ่ายสนับสนุนสำคัญให้รัฐบาลก้าวไปข้างหน้า
เมื่อเข้าบริหารประเทศ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ประกาศนโยบายเร่งด่วน 16 ข้อ ที่จะลงมือทำในปีแรก เช่น การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ฟื้นฟูประชาธิปไตย เร่งรัดผลักดันการปฏิรูปการเมือง การแก้ปัญหายาเสพติด การป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น การแก้ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ การเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เพิ่มสวัสดิการต่างๆ เป็นต้น แต่ยังไม่ทันที่จะทำอะไร รัฐบาลก็เผชิญปัญหาเฉพาะหน้าทันที นั่นคือ การเกิดน้ำท่วมใหญ่ในภาคกลางและเขตกรุงเทพฯที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ พ.ศ.2485 เป็นต้นมา ซึ่งการแก้ปัญหาก็ยังไม่ราบรื่นนัก ถือว่ารัฐบาลมือใหม่ประสบความสำเร็จเพียงปานกลาง
ในทางยุทธศาสตร์ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ไทย ได้สร้างมิติใหม่ทางการเมืองทีเดียว โดยการเปลี่ยนธรรมเนียมการปฏิบัติ ใช้วิธีการสร้างภาพให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำประเทศที่ทำงานเฉพาะด้านบริหาร ไม่เที่ยวจ้อหรือ”ดีแต่พูด”เกินความจำเป็น ไม่มีการตอบโต้หรือปะทะทางการเมืองกับใคร ฝ่ายต่อต้านและศัตรูจะวิจารณ์ในลักษณะไหนก็วางเฉย ไม่เป็นคนดำเนินนโยบายการเมือง เรื่องที่เป็นประเด็นปัญหาทางการเมือง ให้รองนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ เป็นผู้ดำเนินการ ผลจากการดำเนินการเช่นนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย เพราะนายกรัฐมนตรีก็ยังสามารถรักษาภาพลักษณ์อันดีไว้ได้ ไม่ค่อยแปดเปื้อน และยังได้รับความนิยมค่อนข้างสูง รัฐบาลก็ยังดูมีเสถียรภาพ ราวกับว่าจะสามารถอยู่ได้ครบวาระ 4 ปี
นอกจากนี้ ที่สำเร็จคือการสร้างภาพให้นายกรัฐมนตรีหญิงเป็นภาพลักษณ์ของประเทศ เพราะในขณะเมื่อเดินทางไปเยือนต่างประเทศ ต้องยอมรับว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีที่สวยได้ในทุกสถานการณ์ ควบคู่กับการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ไม่สร้างความขัดแย้งกับใคร ไม่เผชิญหน้ากับกัมพูชา และเดินหน้าประเทศไทยไปสู่การเป็นเอกภาพกับภาคีอาเซียน สร้างความเป็นมิตรอันแน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และ จีน ถือได้ว่าเป็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างสร้างสรรค์ และไม่คล้อยตามอุดมการณ์ชาตินิยมขวาจัด
สำหรับเรื่องอื่น ที่ผ่านมาในรอบปี ต้องถือว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและสังคม รัฐบาลทำได้ดีพอสมควร เช่น เรื่องการขยายหลักประกันด้านสุขภาพแก่ประชาชนที่ต่อยอดจากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เรื่องขยายกองทุนภาคประชาชน และลดภาระหนี้ แต่ที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เช่น เรื่องโครงการรับจำนำข้าว เรื่องลดภาษีเงินได้ให้กับชนชั้นกลางผู้มีเงินเดือนในภาวะที่รัฐบาลมี โครงการใช้เงินจำนวนมาก เรื่องนโยบายรถคันแรกที่กลายเป็นการกระตุ้นยอดขายรถยนต์ใหม่ โดยไม่มีแผนการด้านการจราจรรองรับ เป็นต้น
ส่วนในเรื่องการผ่อนคลายความขัดแย้งทางการเมือง นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ดำเนินการได้บรรลุผลพอประมาณ โดยเฉพาะการสร้างฉากอันประนีประนอม ที่ทำให้นายกยิ่งลักษณ์ไม่มีภาพที่ขัดแย้งกับฝ่ายอำมาตย์ เข้าหาองคมนตรี สามัคคีและไม่แตะต้องผู้มีบทบาทในกองทัพ ซึ่งการดำเนินนโยบายลักษณะนี้ ส่วนหนึ่งก็ถือได้ว่าเป็นความพยายามลดความขัดแย้งในกลุ่มชนชั้นนำ แต่เรื่องที่ยังดำเนินการไม่บรรลุผลก็คือ การปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย เพราะรัฐบาลพยายามจะปล่อยให้เป็นการดำเนินการของฝ่ายรัฐสภา โดยใช้กระบวนการเสนอกฎหมายสร้างความปรองดอง และเสนอเพราะถูกต่อต้านอย่างหนักจากพรรคประชาธิปัตย์ และขบวนการเสื้อเหลือง โดยอ้างกันว่า พรรคเพื่อไทยมีวาระซ่อนเร้นในการช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และในที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เข้ามาแทรกแซงขั้นตอนนิติบัญญัติ โดยสั่งให้รัฐสภาชะลอการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสาม จนกลายเป็นกรณีอันสะเทือนเลื่อนลั่น
ควบคู่กันนั้น คือ ความล้มเหลวในเรื่องนโยบายสิทธิมนุษยชน แม้ว่ารัฐบาลจะยังไม่ได้ดำเนินการใดในทางละเมิดสิทธิมนุษยชนเสียเอง แต่ก็ยังช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อความอยุติธรรมน้อยไปและช้าไป จนดูเหมือนว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนคน เสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า เมื่อเวลาผ่านมาแล้ว 1 ปี ก็ยังมีประชาชนคนเสื้อแดงที่ต้องติดอยู่ในคุก หรือยังถูกดำเนินคดีอีกมากกว่า 30 คน ในจำนวนนี้คือ คดีหมิ่นพระเดชานุภาพตามมาตรา 112 คดีก่อการร้าย เผาศาลากลาง และละเมิดภาวะฉุกเฉินที่ประกาศโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลายเป็นว่ารัฐบาลไม่มีมาตรการในการช่วยเหลือ ปล่อยให้ประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อความอยุติธรรมของศาลตามยถากรรม แถมรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยเองก็ยอมจำนนต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนี้จึงกลายเป็นช่องว่างใหญ่ระหว่างรัฐบาลยิ่งลักษณ์กับประชาชนคนเสื้อ แดง ดังที่มีประชาคนเสื้อแดงคนหนึ่งสะท้อนปัญหาว่า
“การต่อสู้อันยาวนานดูเหมือนว่า จะไม่มีวันจบ ก่อนเลือกตั้งก็อยากเห็นความก้าวหน้าของบ้านเมือง ก็เลือกคุณยิ่งลักษณ์ เมื่อชนะเลือกตั้งมาแล้ว ก็ต้องการเห็นการรื้อฟื้นบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตย แต่กลับกลายเป็นว่าต้องไปเยี่ยมนักโทษการเมืองอยู่บ่อยครั้ง เพราะศาลไม่ยอมให้ประกันตัวจับคนบริสุทธิ์ติดคุก รัฐบาลก็ไม่ทำอะไรเลยในการช่วยเหลือขจัดปัญหา คนสั่งฆ่าประชาชนก็ยังลอยนวล อยากเห็นความยุติธรรม แต่กลับเห็นตุลาการภิวัฒน์แทน หนทางข้างหน้ามดมน วีรชนประชาธิปไตยต้องตายเปล่ากระนั้นหรือ”
มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า อนาคตของประเทศไทยไม่ได้อยู่ในมือของพรรคเพื่อไทยหรือรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่อยู่ที่ประชาชนคนเสื้อแดง ที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจปัญหา และตื่นตัวพร้อมจะสร้างประชาธิปไตย ในปีที่สองนี้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทยคงต้องพิสูจน์ตนเอง ถ้ายังประนีประนอมยอมจำนนต่ออำมาตย์ และไม่อยู่ข้างฝ่ายประชาชน อนาคตข้างหน้าก็คงจะต้องประเมินกันใหม่เช่นกัน









