WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 31, 2012

มั่วชุดดำ

ที่มา uddred

 ข่าวสด 31 สิงหาคม 2555 >>>






"ชายชุดดำ" ยังเป็นมุขเก่าๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์งัดขึ้นมาใช้ได้ตลอด 2 ปี เป็นข้ออ้าง-สร้างความชอบธรรมในการปราบปรามม็อบเสื้อแดง 98 ศพ
ล่าสุดนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษก ปชป. ก็ขุดเอาภาพเก่าๆ มาเปิดแถลงเสียใหญ่โต เป็นภาพ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมัยที่เป็น แกนนำนปช.นั่งแถลงข่าวหลังเวทีชุมนุม โดยมีผู้ชายสวมเสื้อดำ ใส่หมวกไหมพรม ยืนอยู่ข้างหลัง
นายชวนนท์พยายามชี้ให้เห็นว่ามีชาย ชุดดำอยู่ในม็อบเสื้อแดงจริง ทั้งที่ข้อเท็จจริงแล้ว หากจำกันได้ภาพดังกล่าวเป็นการแถลงข่าวของแกนนำนปช.ที่เวทีราชประสงค์เมื่อ วันที่ 14 เม.ย. 53
นายณัฐวุฒิ พา นายมานพ ชาญช่างทอง อาชีพเก็บของเก่าขาย และเป็นการ์ดอาสา มาเปิดตัวยืนยันความบริสุทธิ์ เพราะช่วงนั้นมีการโชว์รูปนายมานพเดินถือปืนเอ็ม 16 ระบุด้วยว่าเป็นชายชุดดำ เป็นทหารพรานปักธงชัย
นายมานพซึ่งมีหน้าที่วิ่งซื้อหนังสือพิมพ์ให้แกนนำ นปช. ระบุว่า วันที่ 10 เม.ย. เกิดการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับทหาร โดยผู้ชุมนุมล้อมทหาร 30 นายอยู่ จึงเข้าไปเจรจาให้ทหารปลดอาวุธ ซึ่งทหารก็ยินยอม ตนจึงแบกปืน 3 กระบอก ไปเก็บไว้ที่เวทีชุมนุม
   "ผมเป็นคนเดินนำ ช่างภาพถึงถ่ายรูปผมได้ จริงๆ แล้วผมถือปืนเยอะขนาดนั้น ถ้าจะยิงจะยิงยังไง แรมโบ้คงยิงไม่ได้เหมือนกัน ผมมีอาชีพเก็บของเก่า ไม่เคยเป็นทหารพรานค่ายปักธงชัยตามที่ถูกใส่ร้าย ไปตรวจสอบประวัติผมได้ แล้วที่สำคัญผมมีทหารอีก 30 นาย ที่ยอมปลดอาวุธเป็นพยานให้"
จึงแปลกใจว่าทำไม นายชวนนท์ ถึงยังมั่วนิ่ม ตีกินมุขชายชุดดำอยู่อีก หรือว่าต้องการเอาใจ "มาร์ค-เทือก" ที่เพิ่งเข้าให้ปากคำคดี 98 ศพไปหมาดๆ
เพราะทั้งคู่ก็ยังยืนกรานว่ามีชายชุดดำอยู่ในม็อบแดง เป็น "มุข" อมตะของ ปชป. งัดขึ้นมาใช้ตลอดในยามคับขัน !?

Thursday, August 30, 2012

พยานยืนยันเห็นทหารบนรางรถไฟฟ้ายิงปชช.ในวัดปทุม

ที่มา Voice TV



วันนี้ (30ส.ค.)ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีการไต่สวนประจักษ์พยาน ในคดี 6 ศพวัดปทุมวนาราม ซึ่งพยานยืนยันว่าเห็นทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้า ยิงประชาชนในวัดปทุมวนารามจนมีผู้เสียชีวิต6ศพ


นายศักดิ์ชาย แซ่ลี หนึ่งในพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุผู้เสียชีวิต 6 ศพภายในวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่19 พฤษภาคม 2553 ในช่วงที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ. ปฏิบัติการตามยุทธวิธีขอคืนพื้นที่จากผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง เข้าให้การในฐานะประจักษ์พยานไต่สวนการตาย


โดยยืนยันว่าในช่วงเกิดเหตุที่มีประชาชนถูกยิง เขาหลบกระสุนอยู่ภายในบริเวณวัดปทุมวนารามซึ่งเป็นเขตอภัยทาน และได้พยายามช่วยปฐมพยาบาลและดูแลนายอัครเดช ขันแก้ว อาชีพรับจ้าง ซึ่งขณะนั้นถูกยิง ได้รับบาดเจ็บ และระหว่างนั้นได้เห็นทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้า เล็งปืนมาที่เต้นท์ปฐมพยาบาล แล้วระดมยิงใส่ประชาชน ซึ่งเขาได้หลบกระสุนอยู่ที่รถข้างเต้นท์ และเห็นนางสาวกมลเกด อัคฮาด พยาบาลอาสา ถูกยิงนอนแน่นิ่งในเต้นท์ เมื่อเสียงปืนสงบลง ก็ได้เห็นนายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกยิงเสียชีวิตเช่นกัน


นายศักดิ์ชาย ระบุว่า ช่วงเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 18.00 น. ยังสว่างและเห็นทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้า ถือปืนยาวเล็งใส่ประชาชนชัดเจน ซึ่งขณะนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยอื่น


วันนี้นับเป็นนัดที่ 3 ที่ศาลอาญากรุงเทพฯใต้ นัดไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพ คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนชันสูตรการเสียชีวิต 6 ศพในวัดปทุมวนาราม คือนายสุวรรณ ศรีรักษา อายุ 30 ปี อาชีพเกษตรกร ผู้เสียชีวิตที่ 1 นายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้เสียชีวิตที่ 2 นายมงคล เข็มทอง อายุ 36 ปี เจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิปอเต็กตึ๊ง ผู้เสียชีวิตที่ 3  นายรพ สุขสถิต อายุ 66 ปี อาชีพพนักงานขับรถรับจ้างในสนามบิน ผู้เสียชีวิตที่ 4  นางสาวกมนเกด อัคฮาด อายุ 25 ปี อาชีพพยาบาลอาสา ผู้เสียชีวิตที่ 5 และ นายอัครเดช ขันแก้ว อาชีพรับจ้าง ผู้เสียชีวิตที่ 6 เพื่อทำคำสั่ง แสดงว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน เมื่อใด ถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150


อัยการนัดพยานในที่เกิดเหตุเข้าให้การ 3 ปาก ประกอบด้วยนายศักดิ์ชาย แซ่ลี นายสุรศักดิ์ สุขสถิตย์ บุตรชายของผู้เสียที่4 และพระธวัช แสงทน  การไต่สวนในวันนี้มีนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของนางสาวกมนเกด และญาติผู้เสียชีวิตเข้าร่วมรับฟังด้วย
30 สิงหาคม 2555 เวลา 11:42 น.

จตุพร : 'นักรบย่อมมีแผล'

ที่มา uddred

 กรุงเทพธุรกิจ 30 สิงหาคม 2555 >>>





ถึงแม้บทบาทการเป็น"ตัวชน"ของเขาจะถูกมองว่าขัดต่อบุคลิกผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรี แต่มุมของจตุพร มองว่า "คนเรามันอยู่บริบทต่างกัน


ชื่อของ "จตุพร พรหมพันธุ์" อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง อยู่ในบัญชีว่าที่รัฐมนตรีใหม่ แทบทุกครั้งเมื่อมีกระแสการปรับคณะรัฐมนตรี ทว่าอีกด้านหนึ่งก็ถูกมองว่าเป็นของแสลง หากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเดินหน้านโยบายสร้างความปรองดองอย่างจริงจัง  

โอกาสทางการเมือง สำหรับ "ผู้นำนักรบเสื้อแดง" จตุพรมองว่า "ก็มีข่าวทุกครั้งว่าผมจะได้เป็น แต่ทุกครั้งก็เป็นเหมือนทุกข์ลาภ บางทีก็เจอคนกเฬวรากในพรรคบ้าง และหากจะไปรบกับเขาก็ว่ารบเพื่อตัวเอง แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่ที่นายกรัฐมนตรี แต่คนเสื้อแดงไม่เคยต่อรอง ผมผ่านมาทุกสถานการณ์แล้ว ในเวทีของรัฐสภา ถ้าจัดลำดับ 1 ใน 10 หรือ 1 ใน 5 ของนักอภิปรายในสภา ผมก็ต้องอยู่ในนั้น เวทีข้างนอกก็ครบถ้วน เป็นข่าวก็น้อยลง แต่ทำหน้าที่เชิงความคิดมากขึ้น แต่ถ้าพูดว่าจะได้เป็นไหม ก็มีชื่อทุกครั้ง ก็เป็นรัฐมนตรีตามข่าว ตามโพล" (หัวเราะ)

หากชื่อจตุพรอยู่ในคณะรัฐมนตรี จะเป็นเป้าหมายให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีได้ง่ายขึ้นหรือไม่ เขาถามกลับว่า "ถ้าบอกว่าผมเป็นเป้าหมายโจมตี จึงต้องถามว่าเป้าใคร และขอถามหน่อยว่า ถ้าผมไม่ลุแก่อำนาจ ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน และยังคงอยู่กับประชาชน มันก็ไม่มีเหตุจะตกเป็นเป้าใคร การจะวิพากษ์วิจารณ์คนวิจารณ์ ต้องไม่ใช่พูดเพราะหน้าตา"

ถึงแม้บทบาทการเป็น"ตัวชน" ของเขาจะถูกมองว่าขัดต่อบุคลิกผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรี แต่มุมของจตุพร มองว่า "คนเรามันอยู่บริบทต่างกัน ตอนนั้นเพื่อนอยู่ในคุกหมด ถ้าเราทำตัวเรียบร้อย มันก็พลิกฟื้นไม่ได้ ผมอาจจะเป็นคนที่ยื่นถูกถอนประกันมากที่สุดในประเทศไทยก็ได้ (ยิ้ม) ผมแสดงหน้าที่ทั้งในและนอกสภา สู้เต็มเหยียด"

"เปรียบเปรยได้ว่า ผมก็เหมือนนักรบที่อยู่ในสนามรบ และไม่มีนักรบคนใดที่ต่อให้เก่งกาจแค่ไหนต่างล้วนมีบาดแผลทั้งสิ้น แต่บาดแผลจากการสู้รบ ไม่ใช่รอยตำหนิ ผมไม่ปฏิเสธเรื่องนี้ แต่ตำหนิหรือคดีที่ได้รับมา ไม่มีเรื่องส่วนตัวแม้แต่คดีเดียว เป็นเรื่องส่วนรวมทั้งนั้น ในทางการเมืองเมื่อไปรบแล้วมันก็อาจจะพลาดกันบ้าง แต่ถ้ายังคิดว่าการอยู่ในสนามรบแล้วบาดแผลคือรอยตำหนิ วันข้างหน้ามันจะหานักรบไม่ได้ เวลารับรางวัลนักรบอยู่ปลายแถว แต่เวลารบอยู่ข้างหน้า และมันจะไม่ให้หน้าช้ำได้ไง แต่ขณะที่อีกคนผัดหน้าขาวรออยู่ พวกที่หน้านวลเพราะไม่อยู่ในสนาม"

เมื่อถามว่า จะเสียใจไหมถ้าไม่ได้เป็นรัฐมนตรีเพราะเหตุผลว่าเป็นนักรบ จตุพร กล่าวว่า "มันไม่ใช่ว่าเราสู้เพื่อต้องการเป็น ถ้าจะเอาคนที่ไม่มีภาพช้ำเลย วันหน้าเราจะหานักรบไม่ได้ ทุกคนจะเห็นแก่ตัว เราไม่ต้องการสร้างให้กระบวนการนี้เป็นที่รวมของคนที่เอาตัวรอด แต่ไม่ใช่ว่าเพื่อผม แต่เหมา เจ๋อ ตุง บอกว่า “ผู้ลงแรง ย่อมอิ่มหนำ” เพื่ออธิบายความว่าผู้ที่ไปทำงาน ไปต่อสู้ ไปสู้รบ ต้องได้รับการดูแล แต่เราไม่ได้เรียกร้องว่าเราต้องเป็นอะไร"

เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาได้รับเรื่องจากประชาชนมาเยอะ แต่เราได้แต่งึกๆงักๆ เพราะไม่มีอำนาจอะไรในมือ ทำอะไรไม่ได้เลย สั่งการได้เฉพาะ(ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) รมช.เกษตรฯ (หัวเราะ) คนอื่นก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่เวลาชาวบ้านตามเรื่อง ตามจากเราเพราะเขารู้จักเรา เราก็แบกรับปัญหาไปเรื่อย คือจะเป็นหรือไม่เป็นมันเป็นเรื่องเล็ก มันไม่ใช่เพราะอยากใส่ชุดเป็นรัฐมนตรี เพียงแต่ว่าในทางการเมือง ผมมันก็พิสูจน์ทุกมุม ทุกเวที ได้ผ่านการทดสอบมาแล้วทั้งปวง ในสภาหรือข้างนอก ทุกมุม ทุกบริบท และไม่รู้ว่าในชีวิตจะทำอะไรได้ดีขนาดนี้ เพราะมันสุดทางหมดแล้ว หมดปัญญาแล้ว ไม่รู้จะพิสูจน์เรื่องอะไรอีกแล้ว"

ส่วนแนวทางการสร้างความปรองดองในมุมมองของคนเสื้อแดงจากนี้ไป จตุพร ยืนยันว่า ปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ต้องตั้งต้นความยุติธรรมให้เท่ากันก่อน มันไม่ได้อยู่ที่ผลวิจัยสถาบันพระปกเกล้าหรือ พ.ร.บ.ปรองดอง แต่ขอให้อารมณ์มันเท่ากันเสียก่อน โดยทุกฝ่ายถูกทำแบบเดียวกัน ทั้งคดีของกลุ่มพันธมิตรฯ คดีสั่งการของอภิสิทธิ์-สุเทพ ขณะที่คดีของคนเสื้อแดงเร็วเหมือนขึ้นลิฟต์  เรื่องการออกกฎหมายล้างผิด ผมยังยืนยันว่าเราไม่เห็นด้วย หากจะละเลยการแสวงหาความจริง"

 สำหรับสถานการณ์ของลุ่มคนเสื้อแดงในขณะนี้และจากนี้ไป จตุพร บอกว่า "เหมือนเป็นช่วงตั้งหลัก คนเสื้อแดงผ่านมาหมดแล้ว ทั้งเจ็บ ตาย สูญสิ้นอิสรภาพ เพราะฉะนั้นเมื่อผ่านมาหมดแล้วก็ต้องสู้อย่างมีสติ ให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้า เราต้องให้สติทั้งตัวเราและพี่น้องเสื้อแดง"

โอบามาไฟเขียว 'เต็ง เส่ง' เยือนสหรัฐ

ที่มา Voice TV

 โอบามาไฟเขียว 'เต็ง เส่ง' เยือนสหรัฐ



ประธานาธิบดีโอบามาออกคำสั่งฝ่ายบริหาร เลิกแบนผู้นำพม่าเยือนสหรัฐ เปิดทางเต็ง เส่งพบหารือกับเจ้าหน้าที่อเมริกันระหว่างร่วมประชุมยูเอ็นในเดือนหน้า

เมื่อวันพุธ ประธานาธิบดีสหรัฐ บารัก โอบามา ได้ยกเลิกข้อห้ามการออกวีซาแก่ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เพื่อให้ผู้นำพม่าผู้นี้สามารถเดินทางในสหรัฐได้โดยอิสระระหว่างการประชุม สมัชชาแห่งสหประชาชาติ

หากข้อจำกัดการตรวจลงตราของผู้นำพม่ายังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป เต็ง เส่งจะไม่สามารถไปไหนได้ไกลเกินกว่าบริเวณอาคารสำนักงานใหญ่ของยูเอ็นใน นิวยอร์ก

โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว ทอมมี วีเตอร์ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า โอบามาได้ตัดสินใจดังกล่าวเพื่อส่งสัญญาณว่า สหรัฐสนใจที่จะติดต่อกับเต็ง เส่งอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

"การที่เราติดต่อกับบรรดานักปฏิรูปคนสำคัญในรัฐบาลพม่ามากขึ้น จะเอื้ออำนวยให้การปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองของพม่ามีความคืบหน้า" วีเตอร์กล่าว

เขาบอกอีกว่า การตัดสินใจครั้งนี้จะเปิดทางให้เต็ง เส่ง และบรรดารัฐมนตรีหัวปฏิรูป สามารถพบหารือกับเจ้าหน้าที่สหรัฐได้ และ "เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยและนโยบายของสหรัฐมากขึ้น" ระหว่างการเยือน

รัฐบาลโอบามาได้ส่งเอกอัครราชทูตสหรัฐไปประจำในพม่าเป็นครั้งแรกในช่วงเวลา กว่าสองทศวรรษ และได้ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการลงทุนของบริษัทอเมริกัน

อองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่า มีกำหนดเดินทางไปยังสหรัฐในเดือนหน้าเช่นกัน โดยนางจะเข้ารับเหรียญทองคำของสภาคองเกรส ซึ่งเป็นเกียรติยศขั้นสูงสุด ทั้งนี้ เต็ง เส่งก็จะไปเยือนในช่วงเวลาเดียวกัน

Source : AFP ; Reuters (image)
30 สิงหาคม 2555 เวลา 11:24 น.

ป.ป.ช. ลงมติเอกฉันท์ ยกฟ้องคดีทุจริต CTX 9000

ที่มา ประชาไท

 
ป.ป.ช. ลงมติยกฟ้องข้อกล่าวหาทักษิณ- สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรมต.คมนาคม และผู้เกี่ยวข้องอีกกว่า 20 ราย ข้อหาทุจริตจัดซื้อเครื่องตรวจระเบิดในสุวรรณภูมิ เหตุหลักฐานอ่อนไป
 28 ส.ค. 55 - คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ 7 เสียง ยกฟ้องข้อกล่าวหาการทุจริตจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด และการก่อสร้างระบบสายพานลำเลียงกระเป๋า ซีทีเอ็กซ์ 9000 จำนวน 26 เครื่อง โดยมีผู้ถูกกล่าวหาประกอบด้วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต รมว.คมนาคม ข้าราชการระดับสูงใน บทม. และบริษัทเอกชนหลายกลุ่มรวม 25 คน แต่ ป.ป.ช.เห็นว่าพยานหลักฐานทั้งหมดไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าผู้ถูกกล่าว หากระทำผิดโดยปราศจากข้อสงสัย จึงมีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้อง โดยยืนยันไม่มีการเมืองกดดันการพิจารณา
ขณะเดียวกัน มีมติให้ไต่สวนต่ออดีตกรรมการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอีก 6 คน ซึ่งพบหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวพันกัน ได้แก่ นายศรีสุข จันทรางศุ พล.อ.สมชัย สมประสงค์ นายชัยเกษม นิติสิริ นายเทิดศักดิ์ เศรษฐมานพ นายศุภเดช พูนพิพัฒน์ และ พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์
โดยมติครั้งนี้ เลื่อนมาจากการประชุมลงมติเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยนายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยถึงสาเหตุที่ต้องเลื่อนประชุม เพราะต้องแปลเอกสารจากอัยการและหน่วยงานยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประเด็นสำคัญต้องพิจารณาเพิ่มเติม เช่น ใบเสร็จ และหลักฐานการซื้อขาย นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังพบข้อมูลใหม่ ที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ยังไม่ได้ตั้งประเด็นส่งมา คือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าข้าราชการระดับสูงของรัฐ ประมาณ 7-8 คน เกี่ยวข้องกับตัวแทนขายเครื่องซีทีเอ็กซ์ โดยข้อสรุปมี 2 แนวทาง คือ หากเห็นว่าหลักฐานครบถ้วน ก็จะดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยไม่ต้องผ่านอัยการสูงสุด ที่มีความเห็นไม่ส่งฟ้องมาก่อนหน้านี้ หรือหากเห็นว่าหลักฐานอ่อน ก็จะมีมติให้ยกคำร้อง
สำหรับจุดเริ่มต้นของคดีนี้ มาจากคณะกรรมการกำกับและตรวจสอบตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐฯ หรือ เอสอีซี ตรวจสอบบริษัทอินวิชั่น เทคโนโลยีส์ อิงค์ และชี้มูลว่ามีความผิดในการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐหรือนักการเมืองไทย เพื่อจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9000 จำนวน 26 เครื่อง วงเงิน 35 ล้าน 8 แสนดอลล่าร์สหรัฐฯ ในราคาแพงกว่าปกติ จากเครื่องละ 1,400 ล้านบาท เป็น 2,600 ล้านบาท และไม่มีการประมูล จากนั้น คตส.เข้าตรวจสอบ รวมทั้งระบุตัวผู้กระทำผิดตามสัญญาก่อสร้างอาคารผู้โดยสารและความผิดฐาน เรียกรับสินบน โดยแยกผู้กล่าวหาเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มนักการเมือง ได้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายธีรวัฒน์ ฉัตราภิมุข อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผู้ถูกกล่าวหากลุ่มที่ 2 ได้แก่ คณะกรรมการ-พนักงานบริษัทท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด หรือ บทม. รวมทั้งคณะกรรมการ-พนักงานบริษัทท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. 9 ราย ซึ่งมีข้าราชการระดับสูงรวมอยู่ด้วย ส่วนผู้ถูกกล่าวหากลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา 13 ราย
หลังจากคตส.ชี้มูลผู้กระทำผิดและส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณาเพื่อ ส่งฟ้องคดี แต่นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุดในขณะนั้น และยังเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ด้วย มีความเห็นไม่ส่งฟ้อง จนกระทั่ง คตส.หมดวาระ คดีจึงถูกโอนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ตั้งคณะทำงานร่วมกับอัยการสูงสุด เพื่อไต่สวนเพิ่มเติม แต่ในที่สุดอัยการสูงสุดยืนยันไม่ส่งฟ้อง โดยให้เหตุผลว่า คดีไม่สมบูรณ์ หลักฐานอ่อน และไม่มีพยานหลักฐานหรือพยานบุคคลที่จะเอาผิดเรื่องการทุจริตเรียกรับผล ประโยชน์ในการจัดซื้อจัดจ้างได้
นอกจากนี้ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เอสอีซีของสหรัฐฯ ที่เป็นผู้ตรวจสอบพบการทุจริต กลับส่งหนังสือมายืนยันในภายหลังว่า ไม่พบร่องรอยการให้สินบน หรือการเสนอผลประโยชน์ตอบแทนใดๆในการจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9000 ทำให้คณะกรรมการป.ป.ช.ต้องดึงสำนวนกลับมาเพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการฟ้องคดี เอง หรือยุติการฟ้องคดีตามความเห็นของอัยการ โดยภายใน ป.ป.ช.เองก็มีความคิดเห็นขัดแย้ง เพราะบางส่วนเห็นว่า หลักฐานในคดีนี้อ่อน
แหล่งข่าวจาก ป.ป.ช. เปิดเผยว่า เมื่อพยานหลักฐานไม่สามารถเอาผิดนักการเมืองเรื่องการทุจริตได้ ก็อาจมีการเอาผิดข้าราชการระดับรองลงไป เช่น กรณีอดีตคณะกรรมการของ ทอท.และบทม. ซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เดินทางไปตรวจเครื่องซีทีเอ็กซ์ที่สหรัฐฯ โดยมีบริษัทเอกชนเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งถือว่า ผิดกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 103 ที่ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกจากทรัพย์สินอันควรได้ตามกฎหมาย

ที่มา: เรียบเรียงจาก TNN, ผู้จัดการออนไลน์

ทุนนิยาม: อุปสรรคของวาระแห่งงานที่มีคุณค่าในศตวรรษที่ 21

ที่มา ประชาไท

 

ก่อนเริ่มสหัสวรรษ ในปี ค.ศ. 1999 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization; ILO) ได้นำเสนอแนวคิด “วาระแห่งงานที่มีคุณค่า” (Decent work agenda) ที่มีเป้าหมายประกอบไปด้วย
การสร้างงาน ระบบเศรษฐกิจควรสร้างโอกาสเพื่อการลงทุนประกอบธุรกิจ การพัฒนาทักษะ การสร้างงานและการดำรงชีพอย่างยั่งยืน
สร้างหลักประกันสิทธิในการทำงาน สิทธิของคนงานควรมีการ คุ้มครองคนงานทั้งหมด โดยเฉพาะผู้ที่เสียเปรียบและคนงานที่ยากจน ทั้งนี้จำเป็นจะต้องมีตัวแทนการเข้ามามีส่วนร่วม และการบังคับใช้กฎหมายที่สนับสนุนสิทธิของคนงาน (ไม่ใช่ต่อต้านสิทธิคนงาน)
ความคุ้มครองทางสังคม ส่งเสริมเพื่อให้มีการคุ้ม ครองอย่างทั่วถึง และการเพิ่มผลิตผลโดยสร้างหลักประกันการทำงานในสภาพที่ปลอดภัยทั้งชายและ หญิงจะมีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ โดยคำนึงถึงคุณค่าของครอบครัวและสังคม จัดให้มีการทดแทนอย่างเพียงพอในกรณีที่มีการสูญเสียรายได้ หรือรายได้ลดลง และอนุญาตให้มีการเข้าถึงการดูแลสุขภาพอย่างเพียงพอ
ส่งเสริมการเจรจาและการยุติข้อขัดแย้ง คนยากจนเข้าใจ ว่าต้องมีการต่อรองและยุติปัญหาต่างๆ ด้วยสันติ การเจรจาทางสังคม การเข้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรเสรีฝ่ายคนงานและนายจ้างที่เข้มแข็ง คือศูนย์รวมแห่งการเพิ่มผลผลิตและหลีกเลี่ยงการพิพาทในที่ทำงาน และสร้างความสมานฉันท์ให้สังคม
ทั้งนี้วาระแห่งงานที่มีคุณค่าได้ถูกนำเสนอต่อรัฐสมาชิก ILO เป็นครั้งแรกในการประชุมใหญ่แรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Conference) ครั้งที่ 87 เมื่อ ค.ศ. 2004 โดยมีความเชื่อมันว่า งานที่มีคุณค่าจะยกระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานให้ดีขึ้น และส่งเสริมให้มีการพัฒนาแรงงานที่ยั่งยืน
อุปสรรคของวาระแห่งงานที่มีคุณค่า
ถึงแม้จะไม่ใช่ข้อบังคับของ ILO ที่มีบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม แต่หลักการสร้างงานที่มีคุณค่าก็ควรเป็นสิ่งที่รัฐบาลของนานาประเทศนำไปปรับ ใช้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับทรัพยากรมนุษย์ในประเทศ ที่จะส่งผลให้ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ มีความเข้มแข็ง
แต่กระนั้นหลายประเทศยังไม่สามารถไปถึงเป้าหมายของวาระนี้ได้อย่างเต็ม เม็ดเต็มหน่วย เนื่องด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการผันผวนทางเศรษฐกิจตั้งแต่เริ่มสหัสวรรษใหม่เป็นต้นมา รวมถึงการจัดการบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามแนวเสรีนิยมใหม่ ที่พยายามทำให้คนงานเป็นต้นทุนแปรผันยืดหยุ่น ควบคุมให้ใช้งานระยะสั้น-ยาว ได้ตามความประสงค์ของนายจ้างฝั่งเดียว
องค์กรสหภาพแรงงานเองก็โดนผลกระทบจากทั้งสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และการจัดการบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามแนวเสรีนิยมใหม่นี้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสวัสดิการ-ตัดบำนาญของคนงานในประเทศที่มีสวัสดิการที่ ประสบปัญหาเศรษฐกิจ (ในยุโรป เช่น ฝรั่งเศส กรีซ เป็นต้น) หรือข้อกำหนดการกีดกันไม่ให้มีการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ในประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ในเอเชีย (ประเทศไทยก็มีเขตปลอดสหภาพแรงงานในนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง)
นอกจากนี้การจัดการบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามแนวเสรีนิยมใหม่ที่ขัดกับหลัก การสร้างงานที่มีคุณค่านั้น ยังมีเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การจ้างงานระยะสั้น, จ้างงานผ่านบริษัทซัพคอนแทรค, การกำหนดให้แรงงานหนุ่มสาวถูกเลิกจ้างได้ง่ายขึ้น (เช่นในกรณี ประเด็นเรื่องกฎหมายการทำสัญญาจ้างงานครั้งแรก (Contract Premier Embauche; CPE) ในฝรั่งเศส ที่อนุญาตให้นายจ้างสามารถปลดคนงานอายุต่ำกว่า 26 ปีได้ในช่วง 2 ปีแรกของการทำงาน โดยให้ถือเป็นช่วงทดลองงานโดยไม่ต้องมีการแจ้งล่วงหน้า ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้รับแรงต้านจากนักศึกษาประชาชนและสหภาพแรงงานฝรั่งเศส อย่างกว้างขวางในปี ค.ศ. 2006) หรือการขยายระยะเวลาการเกษียณ (เช่น ในปี ค.ศ. 2010 รัฐบาลฝรั่งเศสมีแผนขยายเวลาการเกษียณอายุการทำงานจาก 60 ปี ไปเป็น 62 ปี และในปี ค.ศ. 2011นโยบายของรัฐบาลเบลเยียมที่จะปรับการเกษียณอายุจาก 59 ปี ไปเป็น 65 ปี ฯลฯ) และอื่นๆ เป็นต้น
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงอุปสรรคของการสร้างงานที่มีคุณค่าให้เกิดขึ้น จริง ว่าหากไม่มีการปรับเปลี่ยนทัศนคติการจัดการบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามแนวเสรี นิยมใหม่ ไปเป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีการวางแผนเพื่อสร้างความเท่าเทียม โดยใช้สหภาพแรงงานเป็นแกนกลางในการรวมตัวของคนงานเพื่อทำการปรึกษาหารือกับ นายจ้างแล้วละก็ โอกาสของงานที่มีคุณค่าจริงๆ นั้นก็จะเกิดขึ้นได้น้อยมาก   
ประกอบการเขียน:
Decent work agenda (ilo.org, เข้าดูเมื่อวันที่ 28-8-2012)
http://www.ilo.org/global/about-the-ilo/decent-work-agenda/lang--en/index.htm

ศาลยกฟ้อง! ‘วัลลภ’ ผู้ต้องหายิง M79 เชียงใหม่ปี 53

ที่มา ประชาไท

 


29 ส.ค.55  รายงานข่าวจากศาลจังหวัดเชียงใหม่แจ้งว่า มีนัดพิพากษาคดีของนายวัลลภ พิธีพรม ผู้ต้องหายิง M79 ก่อเหตุวุ่นวายในช่วงปี 53 โดยศาลพิพากษายกฟ้อง แต่ยังมีคำสั่งให้ควบคุมตัวต่ออีก 30 วันระหว่างรอผลว่าอัยการจะอุทธรณ์หรือไม่
ทั้งนี้ นายวัลลภถูกจับกุมเมื่อวันที่ 21 พ.ย.53  เขาถูกคุมขังที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยศาลไม่อนุญาตให้ประกัน และมีการตระเวนสืบพยานในหลายจังหวัด


อ่านเพิ่มเติม จดหมายจากวัลลภ

สมาชิกสภายุโรปเยือนไทย ภาคประชาชนยื่นจดหมายต้านเอฟทีเอ

ที่มา ประชาไท

 

29 ส.ค.55  ภาคประชาสังคมไทยส่งตัวแทนเข้ายื่นจดหมายกับสมาชิกสภายุโรป นายแวร์เนอร์ ลาเกน และคณะที่ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยถึงข้อห่วงใยต่อการทำเอฟทีเอของสหภาพ ยุโรปที่บังคับให้ประเทศคู่เจรจาต้องยอมรับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ เกินไปกว่ามาตรฐานในองค์การการค้าโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา อีกทั้งยังขัดต่อมติของสภายุโรป จึงขอให้สมาชิกสภายุโรปได้ตรวจสอบการกระทำดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
รายละเอียดของจดหมายมีดังนี้


29 สิงหาคม 2555

เรียน สมาชิกสภายุโรปที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย (นายแวร์เนอร์ ลาเกน)

เรา ในฐานะภาคประชาสังคมที่ทำงานส่งเสริมการเข้าถึงยาในราคาที่เป็นธรรมอย่าง ถ้วนหน้าในประเทศไทย ขอชื่นชมสภายุโรปที่ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวไม่ยอมรับร่างความตกลงการค้าต่อ ต้านสินค้าปลอมแปลง (The Anti-counterfeiting Trade Agreement -ACTA) การกระทำดังกล่าวได้ยืนยันให้เห็นถึงเจตจำนงค์ของสภายุโรปที่ให้ความสำคัญ กับสิทธิของประชาชนในการมีสุขภาพที่ดี และตระหนักว่าการสาธารณสุขของปวงชนสำคัญกว่าผลประโยชน์การค้า
ความตกลง ACTA ที่มีข้อผูกพันที่ขัดขวางการเข้าถึงยาชื่อสามัญที่มีคุณภาพและชอบธรรมของโลก ถือเป็นภัยคุกคามต่อการสาธารณสุข  ด้วยข้อจำกัดที่เข้มงวดในข้อตกลงนี้ ยาชื่อสามัญที่จะใช้ช่วยชีวิตประชาชนเสี่ยงที่จะถูกยึดจับที่ท่าขนส่งสินค้า ในระหว่างการขนส่งไปยังประเทศปลายทาง เพียงเพราะยาเหล่านั้นถูกต้องสงสัยว่าเป็นเวชภัณฑ์ที่ละเมิดทรัพย์สินทาง ปัญญาในประเทศกลางทางที่แวะถ่ายสินค้า  ถึงแม้ว่ายาเหล่านั้นจะเป็นยาที่มีคุณภาพและปลอดภัย และการคุ้มครองสิทธิบัตรจบสิ้นลงแล้วหรือไม่ได้จดสิทธิบัตรในทั้งในประเทศ ต้นทางและปลายทางก็ตาม มาตรการยึดจับสินค้าในระหว่างการขนส่ง หรือที่รู้จักในชื่อ “มาตรการ ณ จุดชายแดน” จะสกัดกั้นไม่ให้มีการขนส่งยาชื่อสามัญที่ชอบธรรมและถูกกฎหมายไปยังมือผู้ ป่วยนับล้านคนในประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาน้อยที่สุดได้ ซึ่งยาดังกล่าวเป็นยาจำเป็นที่จะช่วยรักษาชีวิตไว้ได้ในราคาที่ไม่แพง  ข้อกำหนดในแอ็คต้าเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นมาตรการที่เข้มงวดเกินกว่ามาตรฐานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของโลก (ข้อตกลงทริปส์ขององค์การการค้าโลก) และขัดต่อปฎิญญาโดฮาว่าด้วยข้อตกลงทริปส์กับการสาธารณสุขขององค์การการค้า โลกอย่างสิ้นเชิง
ถึงแม้ว่าสภายุโรปจะมีมติเป็นเอกฉันท์ปฏิเสธ ร่างความตกลง ACTA เมื่อไม่นานมานี้ก็ตาม เรายังคงมีความกังวลอย่างยิ่งว่าข้อกำหนดในลักษณะเดียวกับมาตรการ ณ จุดชายแดนของ ACTA ได้รวมอยู่ในข้อตกลงเขตการค้าเสรี (หรือ เอฟทีเอ) ที่สหภาพยุโรปกำลังเจรจาหรือจะเปิดการเจรจากับประเทศคู่ค้าเป้าหมาย ซึ่งรวมถึง กลุ่มประเทศอาเซียน อินเดีย และไทย  สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้น ข้อกำหนดอื่นๆ อีกจำนวนมาก ที่เข้มงวดเกินกว่าข้อตกลงทริปส์ หรือที่เรียกว่า “มาตรการทริปส์ผนวก” (เช่น การผูกขาดข้อมูลทางยา การขยายการคุ้มครองสิทธิบัตร การบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวด การผูกขาดข้อมูลทางยาในเรื่องสิ่งบ่งชี้ใหม่ การคุ้มครองการลงทุน ฯลฯ) ได้ถูกกำหนดอยู่ในเนื้อหาข้อตกลงเขตการค้าเสรีของสหภาพยุโรปทั้งสิ้น  ข้อกำหนดแบบทริปส์ผนวกเช่นนี้จะกีดกันการแข่งขันของยาชื่อสามัญอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้ จะขัดขวางไม่ให้ประเทศคู่ค้านำมาตรการคุ้มครองการสาธารณสุขได้โดยปริยาย (ถึงแม้จะไม่ได้ห้ามไม่ให้นำมาใช้) และจะเป็นอุปสรรคทำให้ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาเข้าไม่ถึงยาจำเป็นในที่สุด
ด้วยการบีบบังคับให้ประเทศคู่ค้ายอมรับข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่มีมาตร การทริปส์ผนวกทั้งทางตรงและทางอ้อม คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้ากำลังกระทำการในทิศทางที่สวนทางกับมติของสภา ยุโรปว่าด้วยโรคสำคัญและโรคที่ถูกละเลยในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งได้มีการแปรมติแล้ว (การแปรมติเลขที่ 2005/2047 (INI))  ในการแปรมติข้อที่ 1 เรียกร้องให้ขยายประเภทของโรคที่ถูกละเลย และเน้นให้คณะกรรมาธิการยุโรปนำการแปรมติข้อนี้ไปปรับใช้ให้ครอบคลุมโรค อื่นๆ นอกเหนือจากเอชไอวี/เอดส์ มาลาเรีย และวัณโรค  นอกจากนั้น ในข้อที่ 61 สภายุโรปเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป สนับสนุนให้มีการปฏิบัติตามปฏิญญาโดฮาอย่างจริงจังและต่อต้านการกระทำใดๆ ก็ตามของประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก ที่ละเมิดคำมั่นสัญญาที่ได้ตกลงร่วมกันในปฎิญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทาง ปัญญาและการสาธารณสุขดังกล่าว โดยเฉพาะการกระทำที่ผ่านการเจรจาที่มีข้อผูกพันแบบทริปส์ผนวกในข้อตกลงเขต การค้าเสรีใดๆ ก็ตาม
ดังนั้น เราจึงขอเรียกร้องให้สมาชิกของสภายุโรปรักษาเจตจำนงค์ของพวกท่านที่เห็นความ สำคัญกับผลประโยชน์ด้านสุขภาพมากกว่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และนำหลักการเดียวกันนี้ไปใช้กับการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี เฉกเช่นเดียวกับที่ทำกับความตกลง ACTA นอกจากนี้ เรายังขอเรียกร้องให้สมาชิกสภายุโรปตรวจสอบและติดตามการเจรจาข้อตกลงเขตการ ค้าเสรีที่มีเงื่อนไขแบบทริปส์ผนวกต่างๆ ซึ่งขัดแย้งกับมติของสภายุโรปดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

ขอแสดงความนับถือ
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย
คณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์
มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
ชมรมเพื่อนโรคไต
เครือข่ายเพื่อนมะเร็ง
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
มูลนิธิเภสัชชนบท
กลุ่มศึกษาปัญหายา
มูลนิธิชีววิถี
มูลนิธิบูรณะนิเวศ
มูลนิธิสุขภาพไทย
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)

‘กบอ.’ เตรียมปล่อยน้ำเข้ากรุงเทพฯ 5 และ 7 ก.ย.นี้ ทดสอบระบบป้องกัน

ที่มา ประชาไท

 
ปลอดประสพ’ เผยมั่นใจ ไม่บานปลายทำน้ำท่วมเมืองกรุงแน่นอน วอนประชาชนอย่าตื่นตระหนก ด้าน ‘กทม.’ เฝ้าติดตามใกล้ชิด หวั่นกระทบประชาชน ชี้หากทำเดือดร้อนพร้อมประสานรัฐบาลหยุดดำเนินการทันที

 
น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2553 ภาพจากแฟ้มภาพประชาไท
 
วันนี้ (29 ส.ค.55) นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานคณะกรรมการการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เปิดเผยว่า กบอ.มีแผนซ้อมการระบายน้ำ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกและตะวันตก ในวันที่ 5 ก.ย. และ 7 ก.ย.นี้ เพื่อทดสอบความพร้อมในการรับมือกับน้ำเหนือที่จะลงมากรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคมซึ่งถือว่าเป็นการทดลองโมเดลระบบระบายน้ำใหม่ครั้งแรกใน พื้นที่จริง ที่มีระบบเซ็นเซอร์ติดตามการไหลของน้ำ การเปิดปิดประตูระบายน้ำอัตโนมัติ เป็นต้น
 
“แผนดังกล่าวจะสร้างประโยชน์ให้ กทม.และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในกรุงเทพฯ ว่าน้ำจะไม่ท่วมอีกแน่นอน ซึ่ง กทม.ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จึงขอให้ประชาชนอย่าตกใจ เพราะน้ำที่จะระบายลงมากรุงเทพฯ มีปริมาณไม่มาก แค่ทดลองระบบและความพร้อมเท่านั้น และคณะกรรมการ กบอ. ก็ได้พิจารณาแล้ว ไม่ใช่ตนตัดสินใจคนเดียว ที่มีคนมาว่าผมไม่มีความรู้ ผมไม่อยากทะเลาะด้วยแล้ว” นายปลอดประสพ กล่าว
 
ด้านนายสัญญา ชีนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ (สนน.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ตนเองได้ส่งตัวแทนไปร่วมหารือกับรัฐบาลเกี่ยวกับแผนงานดังกล่าว ซึ่งได้รับทราบว่าในวันที่ 5 ก.ย.นี้ จะมีการทดลองปล่อยน้ำมาฝั่งตะวันตก เข้าสู่คลองมหาสวัสดิ์ คลองบางกอกน้อย แม่น้ำเจ้าพระยาและไหลออกแม่น้ำนครชัยศรี และในวันที่ 7 ก.ย.55 จะปล่อยน้ำมาฝั่งตะวันออกไปยังพื้นที่คันกั้นน้ำ (ฟลัดเวย์) และอาจเข้ามาในพื้นที่ชั้นใน บริเวณคลองลาดพร้าวและคลองสองด้วย
 
“ได้รายงานให้ผู้ว่าฯ กทม. และคณะผู้บริหารรับทราบแล้ว ซึ่งก็มีความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชนหรือไม่ และได้สั่งการให้ สนน.ติดตามสถานการณ์อบย่างใกล้ชิด หากพบว่าทำให้ประชาชนเดือดร้อน กทม.จะประสานขอให้รัฐบาลหยุดดำเนินการทดลองแผนดังกล่าวทันที” นายสัญญา กล่าว
 

นัดพิพากษา คดีสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นเบื้องสูง 26 ก.ย.นี้

ที่มา ประชาไท

 

29 ส.ค.55  ที่ห้องพิจารณาคดี 908 ศาลอาญา รัชดา ศาลนัดสืบพยานคดีหมายเลขดำ อ.2066/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ หรือพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2551 จำเลยนำคำปราศรัยของน.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ที่พูดบนเวทีปราศรัยบริเวณสนามหลวง เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2551 มาเผยแพร่ซ้ำที่ปราศรัยบนเวทีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ขณะที่ดารณีถูกศาลพิพากษาจำคุกแล้ว 15 ปี และถูกควบคุมตัวในเรือนจำมากว่า 4 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างการอุทธรณ์คดี
ทั้งนี้ ภายหลังสืบพยานในวันนี้เสร็จสิ้น ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ ในวันที่ 26 กันยายน นี้ เวลา 09.00 น.
นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ นำพยานเข้าเบิกความ รวม 3 ปาก โดยนายคำนูญ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว.สรรหา เบิกความสรุปว่า การพูดของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้มีเจตนากระทำผิดตาม มาตรา 112 แต่ต้องการให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 112 ซึ่งน.ส.ดารณี พูดจาจาบจ้วงและพาดพิงสถาบันเบื้องสูงหลายครั้ง เป็นความผิดซึ่งหน้า หากไม่มีใครจับกุม และถ้าปล่อยให้พูดอยู่เช่นนั้น ก็เท่ากับว่ากฎหมายบ้านเมืองเป็นหมัน
นายคำนูญ กล่าวต่อว่า ภายหลังนายสนธิ ถูกพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ตนเองเป็นคนที่ใช้ตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภา ประกันตัวให้นายสนธิ ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ทั้งนี้เมื่อปี 2548-2549 พบข้อความการหมิ่นประมาทสถาบันเบื้องสูง ปรากฏอยู่ตามเว็บไซด์จำนวนมาก ซึ่งนายสนธิก็ได้พูดในการจัดรายการทางโทรทัศน์รวมทั้งพูดบนเวทีการปราศรัย เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองดำเนินการอย่างจริงจัง
นายจินดา ประดับปัญญาวุฒิ บิดาน.ส.อังคณา ประดับปัญญาวุฒิ เบิกความเป็นพยานสรุปว่า ครอบครัวได้เข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะมีความรักต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐธรรมนูญและความถูกต้อง ต่อมาเมื่อเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่หน้ารัฐสภา น.ส.อังคณา ประดับปัญญาวุฒิ ลูกสาวคนโต ถูกยิงด้วยแก๊สน้ำตาเข้าที่ลำตัวบริเวณสีข้าง เสียชีวิตที่รพ.รามาธิบดี ขณะที่ภรรยาของตนเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส นิ้วเท้าขาดและมีบาดแผลที่ขาทั้งสองข้าง รับรักษาที่ รพ.ศิริราช โดยสมเด็จพระราชินีทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมป์
ด้านดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ ขึ้นเบิกความเป็นปากสุดท้ายว่า ได้อ่านเนื้อหาถอดเทปคำปราศรัยของนายสนธิแล้ว วิเคราะห์ได้ชัดเจนว่าผู้พูดมีเจตนาที่จะถ่ายทอดคำพูดของ น.ส.ดารณี เพื่อสื่อให้ประชาชนเห็นว่า น.ส.ดารณี มีพฤติกรรมจาบจ้วงเบื้องสูง อันเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ไม่ใช่ลักษณะของนำข้อความดังกล่าวมาพูดโดยตรง เป็นการบอกเล่าและถ่ายทอดข้อเท็จจริงที่ผู้พูดรับรู้มา เพื่อให้ผู้ฟังทราบเนื้อหาสาระของบุคคล
 ขณะที่วานนี้ (28ส.ค.) พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ เบิกความเป็นพยานระบุว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการปกป้องและรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น พระประมุขซึ่งตลอดการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯไม่เคยมีใครพูดจาจาบจ้วงสถาบัน และพยานก็ไม่ยอมให้ใครมาดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย เพราะพยานถือเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และหากนายสนธิ จำเลยไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน พยานคงจะไม่คบหากับนายสนธิมาจนถึงปัจจุบัน และในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อถึงวาระสำคัญ เช่น 12 ส.ค.และวันที่ 5 ธ.ค.ก็จะจัดกิจกรรมและให้มีการถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวและสมเด็จพระราชินีนาถทุกครั้ง ซึ่งการพูดบนเวทีปราศรัยของนายสนธินั้น เป็นการสรุปคำพูดของน.ส.ดารณี สั้นๆเพียงแค่ 5 บรรทัด เพื่อให้คนฟังทราบ และให้ตำรวจปฏิบัติตามหน้าที่โดยไม่ได้ขยายความแต่อย่างใด โดยเมื่อนายสนธิพูดเสร็จ พยานก็เห็นด้วยว่าเป็นประโยชน์และจะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดดำเนินคดี กับน.ส.ดารณี ซึ่งพูดจาบจ้วงและหมิ่นเบื้องสูงหลายครั้ง และคาดว่าหากไม่มีการดำเนินคดีใดๆ น.ส.ดารณี ก็คงจะกระทำผิดซ้ำอีก
ขณะที่นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เบิกความเป็นพยานปากที่ 2 ระบุว่าการพูดปราศรัยของนายสนธิดังกล่าวสืบเนื่องมาจากที่ น.ส.ดารณี แนวร่วม นปช. ปราศรัยที่เวทีสนามหลวงมีเนื้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง จึงจำเป็นต้องขึ้นพูดบนเวทีพันธมิตรฯ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับ น.ส.ดารณี เพราะก่อนหน้านี้พบว่าน.ส.ดารณีได้ปราศรัยในลักษณะเดียวกันนี้หลายครั้ง แต่ไม่เคยเป็นข่าวว่ามีการดำเนินการใดๆจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเลย จนเมื่อนายสนธิได้พูดกับประชาชนให้รับรู้ว่าน.ส.ดารณีกระทำการหมิ่นเบื้อง สูง จึงได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับน.ส.ดารณี และภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำคุก ซึ่งเห็นได้ว่านายสนธิไม่ได้มีเจตนาหมิ่นเบื้องสูง เพราะคนที่ได้รับฟังการปราศรัยนั้นไม่ได้คล้อยตามหรือเห็นด้วยกับการกระทำ ของ น.ส.ดารณี แต่แสดงความไม่พอใจกับคำพูดของน.ส.ดารณี และในการปราศรัยครั้งนั้นนายสนธิ ได้ว่ากล่าวน.ส.ดารณีด้วยจึงแสดงให้เห็นเจตนาชัดเจนที่แตกต่างกัน


ที่มา: เว็บไซต์ข่าวสด และเว็บไซต์คมชัดลึก