ที่มา Voice TV
รายการ คิดเล่นเห็นต่างกับคำผกา ประจำวันที่ 1 กันยายน 2555
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, September 2, 2012
ประวัติและผลงาน ก้าวย่างที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อ 12
ปีก่อนสปอร์ตไลท์ดวงใหญ่ในวงการการเมืองจับไปที่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"
นักการเมืองหนุ่มปูมหลังดี หน้าตาดี มีการศึกษาระดับสูง
และเป็นความหวังของการเมืองไทยยุคใหม่
ที่ในขณะนั้นยังเต็มไปด้วยผู้เฒ่าทางการเมืองหัวโบราณ
ด้วยความมุ่งมั่นและจริงจังทำให้ชื่อของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคน
นี้ในรัฐบาลชวน หลีกภัย 2
ผุดปรากฏขึ้นมาว่าจะเป็นผู้สืบทอดทางการเมืองของชวน หลีกภัย
บทความจากเว็บไซต์ Siam Intelligence
ถ้าหากพูดถึงพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุด
ในประเทศไทย และเป็นพรรคการเมืองที่มีบทสำคัญตั้งแต่ปี2489จนถึงปัจจุบัน
คงหนีไม่พ้น "พรรคประชาธิปัตย์" อย่างแน่นอน
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
ก่อตั้งเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2489
เป็นพรรคการเมืองจดทะเบียนที่เก่าแก่ที่สุดของไทยที่ยังดำเนินการอยู่
ในสมัยนั้นการก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นฝ่ายค้านคาน
อำนาจของ นายปรีดี พนมยงค์ และมีอุดมการทางการเมืองว่าจะต่อต้านเผด็จการ
ต่อมานายปรีดีลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
หลังถูกกดดันใส่ร้ายป้ายสีในกรณีการสวรรคตของ ร.8 และรัฐสภาลงคะแนนให้
พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้ใกล้ชิดนายปรีดี
ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสืบต่อ ในช่วงปี พ.ศ. 2489
ที่ประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ร.ต.ถวัลย์
ยาวนานถึง 7 วัน 7 คืนติดต่อกัน รวมถึงการหาเสียงในเดือนสิงหาคมด้วย
ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 รัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์
ถูกนายทหารฝ่ายจอมพล ป. ที่นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ทำรัฐประหารยึดอำนาจ
นายควงได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ
และมีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2491
ผลการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจึงได้เป็นแกนนำจัด
ตั้งรัฐบาลครั้งแรก
ในปี2544 พันตำรวจโท ทักษิณ
ชินวัตรหัวหน้าพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งทำให้นายชวน หลีกภัย
ตัดสินใจผลัดใบ เปิดโอกาสเพื่อให้มีการสรรหาหัวหน้าพรรค
ซึ่งอภิสิทธิ์ได้ลงสมัครแข่งกับนาย บัญญัติ บรรทัดฐาน
แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับความเก๋าและสายสัมพันธ์ภายในพรรค
จนเมื่อเกิดการเลือกตั้งในปี 2548 นายบัญญัตินำพรรคแพ้การเลือกตั้งแบบ
"แลนด์สไลด์" ต่อทักษิณอีกคำรบ
ที่ทำให้พรรคไทยรักไทยกลายเป็นรัฐบาลพรรคเดียวครั้งแรกในประวัติศาสตร์การ
เมืองไทย
เมื่อเกิดรัฐประหารในปี2549 พันตำรวจโท
ทักษิณ ชินวัตร ถูกปลดออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี
และพรรคไทยรักไทยถูกยุบลงไปทำให้ส.ส.พรรคถูกตัดสิทธ์ทางการเมืองนานถึง 5 ปี
การก้าวเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะเริ่มขึ้นหลังจากที่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชนถูกยุบ
พรรคประชาธิปัตย์จึงชนะการเลือกตั้ง
ในวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ได้เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ
(นปช.) ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก
คำว่า "ประชาธิปัตย์" หรือ Democrat
หมายถึง "ประชาชนเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตย"
เป็นชื่อและความหมายที่ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่สองได้บัญญัติไว้เมื่อครั้งก่อตั้งพรรคประชาธิ
ปัตย์ ปี2489
ออกจะดูขัดแย้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่ยุคแรกจนถึง
ปัจจุบัน ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
1 กันยายน 2555 เวลา 19:05 น.
ฮิลลารีเยือนแปซิฟิคใต้ มุ่งลดอิทธิพลจีนในภูมิภาค
ที่มา Voice TV
Voice News 19.00 น. พบกับ ดร.ปวิน ชัชวาลย์พงศ์พันธ์ จะมาวิเคราะห์สถานการณ์ต่างประเ ทศใน Go Global

นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ เดินทางไปเยือนหมู่เกาะคุก (Cook Islands) ในแปซิฟิคใต้ นักวิเคราะห์การเมืองระหว่
จีนกลายมาเป็นผู้ส่งออกอาวุ
ทวีปอารค์ติคกำลังประสบกับปั
2 กันยายน 2555 เวลา 09:33 น.
"1 ปี ทักษิณ คิด เพื่อไทย ทำ" ส่งสัญญาณจาก "ฮ่องกง" หากอยากปฏิวัติ...ก็ปฏิวัติสิ!
ที่มา thaifreenews
การ จำนำข้าว ชาวนาได้เต็ม แต่การประกัน คือเอาเงินไปให้พ่อค้า หากใครทุจริตฟ้องเลย ผิดให้ถึงที่สุด ชาวนาได้เงินเต็มที่ หมื่นห้าหรือน้อยกว่านิดหน่อย แต่ประกันจะได้แค่เจ็ดพัน แต่พ่อค้ารวย เราต้องคิดปรัชญาว่า อยากให้ไทยผลิตข้าวขายอันดับ๑ ไหม
แทบ เล็ตนั้น พ่อแม่อายุประมาณ ๓๐-๔๐ ปี ซึ่งวัยเด็กและพ่อแม่จะเป็นวัยที่สามารถใช้แทบเล็ตร่วมกัน การใช้แทบเลตฟรีไวไฟ สามารถเรียนรู้ “โลกทั้งใบ” ได้ ผ่านแทบเล็ต เด็กสามารถเข้าเนต เข้าโปรแกรมร่วมกับพ่อแม่เพื่อส่งเสริมความรุ้ให้กับเด็ก แต่ปัญหาวันนี้กลายเป็นคนอายุมากกับคุณครูที่ปรับตัวตามเด็ก ตามโลกไม่ทันที่ออกมาคัดค้าน วันนี้ หนังสือทั้งหมดบนโลก ถูกทำขึ้นในอินเตอร์เนตหมดแล้ว เราต้องเข้าไปหาตำราเหล่านี้ หรือ สมัยนี้ครูเก่งๆ ต่างอัดคลิปตัวเองในเนต เราก็ต้องวิ่งเข้าไปหาครูในเนต เราจะรอให้เด็กโง่ไปก่อนไม่ได้ ครูต้องปรับตัวให้ฉลาดพร้อมกับเด็ก เราต้องเอาสิ่งดีๆ ฉลาดๆที่ดีในโลกนี้ มารวมให้กับเด็ก หากจะรอครูให้ฉลาด รอครูให้พร้อม มันคงเป็นไปไม่ได้ ต้องให้ครูและเด็กพัฒนาควบคู่ เราไม่ทันเทคโนโลยี แต่อย่าขัดขวางเด็กไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยี
วันนี้ คนเราไม่ได้อยู่ได้ด้วยปัจจัยสี่ เราต้องมีมือถือ มีสารพัดสิ่งอำนวยความสะดวก บิลเกตเคยบอกว่า เราเกิดมาจนไม่มีความผิด แต่หากตายแล้วยังจนมันคือความผิด เป็นหน้าที่ของ “รัฐ” มาช่วยเหลือประชาชนให้มีความกินอยุ่ที่ดีขึ้น เราต้องให้โอกาสคนระดับล่าง ให้ได้รับการดูแล เพื่อให้เขาเลี้ยงตนได้ ฐานรากแข็งแรงแล้วประเทศจะเดินหน้าได้
ปรัชญา ของโอท็อปคือการต่อยอดโครงการศิลปาชีพในสมเด็จฯ ที่ได้ทำไว้ เอาคนเหล่านี้ที่มีฝีมืออยู่แล้วมาออกแบบ มาสร้างตลาด มาเสริมแหล่งทุน มาเป็นอาชีพเสริม จนกลายเป็นหลายๆครอบครัวงานเหล่านี้ปรับกลายเป็นอาชีพหลัก
ท่าน นายกฯ ท่านเป็นยุคใหม่ ผมเป็นยุคเก่า ผมพอบอกได้ว่าคนไหนประวัติเป็นอย่างไร ผมพอบอกได้ แล้วตัวนายกฯ ก็จะเป็นคนเลือกในการตัดสินใจสุดท้ายว่าจะเลือกใคร ตอนแรกผมก็คาดหมายว่านายกฯทำงานได้ แต่ปรากฏว่าทำงานได้ดีกว่ามากกว่าที่คิด นายกฯ ทำงานบริหารองค์กรมาตั้งแต่เรียนจบ วันนี้นายกฯ รู้จักคนมากขึ้น รู้จักกฎ กติกาการเมืองมากขึ้น วันนี้ นายกรัฐมนตรีมีภาวะผู้นำในตัว มีการมาปรึกษาอยู่บ้างเพราะในฐานะเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นปกติ แต่การบริหาร เป็นสิ่งที่นายกฯ มีอิสระของท่านเองที่ท่านทำได้ดีมากๆ
บทบาท ของนายกฯนอกสภามีมาก ทั้งสังคม ต่างประเทศ สส. ดังนั้นจึงไม่สามารถไปงานสภาได้ แต่ขณะเดียวกัน งานต่างๆ ได้ถูกแบ่งให้รองนายกฯ และรัฐมนตรีดูแล ได้ชัดเจน
เป็น เรื่องของสภา ผมทุกวันนี้ใช้เวลาเดินทางไปต่างประเทศ พบผู้นำประเทศ พบนักธุรกิจ แต่ผมไม่ใช่นักการเมืองวันนี้ ผมจึงพูดไม่ได้ แต่ก็เจอกันคุยกัน ทำไงที่จะเอาสินค้าเกษตร เอาสินค้าประเทศไปขายให้ทุกประเทศที่ไปพบ
ยังแข็งแรงดี เขาบอกผมเป็น “มะเร็ง” แต่ผมเป็น “มาเล็ง” คือ.. เอาอะไรมาเสริฟ ผมเล็งกินหมด ฮา
มีคนบอกผมสมัยเป็นนายกฯ บอกผมว่า “ตราบใดที่สิบล้อยังกินยาบ้า ปฏิวัติก็ไม่พ้นจากประเทศไทย” เค้ากำลังบอกผมว่า สิ่งบ้าๆ มันยังมีอยู่ในประเทศไทย ไม่คุ้ม หาก คิดจะปฏิวัติวันนี้ ไม่คุ้มกับ คนทำปฏิวัติ ไม่คุ้มกับคนสั่งปฏิวัติ ไม่คุ้มกับคนถูกปฏิวัติ และไม่คุ้มกับประชาชนเลย หากอยากปฏิวัติก็ปฏิวัติสิ!
ที่มาGo6TV โดย JJ สาธร / ภาพโดย Ice Angel TFN
http://www.go6tv.com/2012/08/blog-post_31.html
(วันที่ 31 สิงหาคม 2555) อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร
ให้สำภาษณ์พิเศษในรายการ Hot Topic กับธีระ รัตนเสวี
โดยท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงโครงการต่างๆ
ของรัฐบาลตลอด 1 ปี ว่ามีมุมมองอย่างไร
คิดอย่างไร และหากมีรัฐประหารอีก จะทำอย่างไร
“๑ ปี ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”
โครงการจำนำข้าว
การ จำนำข้าว ชาวนาได้เต็ม แต่การประกัน คือเอาเงินไปให้พ่อค้า หากใครทุจริตฟ้องเลย ผิดให้ถึงที่สุด ชาวนาได้เงินเต็มที่ หมื่นห้าหรือน้อยกว่านิดหน่อย แต่ประกันจะได้แค่เจ็ดพัน แต่พ่อค้ารวย เราต้องคิดปรัชญาว่า อยากให้ไทยผลิตข้าวขายอันดับ๑ ไหม
วันนี้
ราคาข้าวกำลังแพง เพราะอินเดียวนาล่ม ราคาข้าว ๔๐๐เหรียญ แต่วันนี้ ๖๐๐
เราขายข้าวได้ลดลงแต่ได้ราคาแพงขึ้น สมัยก่อนประกันข้าวนี้
ชาวนาจนแต่พ่อค้ารวย พ่อค้าจึงชอบ
วันนี้
เรานิ่งเพราะเรารอขายในราคาดี วันนี้เราไม่ได้รังแกคนส่งออก
แต่เราต้องการให้เกษตรกรได้ราคามากขึ้น ไม่ต้องการให้ได้ของถูก
เราต้องการขายข้าวราคาแพง ให้เขาวิ่งมาหาเราเพื่อซื้อข้าวคุณภาพดีราคาแพง
เรา
ต้องการยกระดับการเป็นอยู่ประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ยกแค่หัว แต่ชาวนาชาวไร่
เกษตรกร คนยากจนนั้นเป็นส่วนใหญ่ เราต้องยกพวกเขาให้ดีขึ้น
พอคนยากจนเลี้ยงตนได้อยู่ได้ทั้งประเทศ ทั้งประเทศเราก็จะยกขึ้น อีกอย่าง
การให้เขาสามารถเลี้ยงอาชีพเขา เป็นการ “รักษาอาชีพเกษตรกร” เราต้องกำหนดราคา ทิศทางราคา เราเป็นผู้ส่งออกอันดับ ๑ แต่กลับกลายเป็นปล่อยให้ประเทศอื่นมาชี้ราคาได้อย่างไร
OTPC แทบเล็ต
แทบ เล็ตนั้น พ่อแม่อายุประมาณ ๓๐-๔๐ ปี ซึ่งวัยเด็กและพ่อแม่จะเป็นวัยที่สามารถใช้แทบเล็ตร่วมกัน การใช้แทบเลตฟรีไวไฟ สามารถเรียนรู้ “โลกทั้งใบ” ได้ ผ่านแทบเล็ต เด็กสามารถเข้าเนต เข้าโปรแกรมร่วมกับพ่อแม่เพื่อส่งเสริมความรุ้ให้กับเด็ก แต่ปัญหาวันนี้กลายเป็นคนอายุมากกับคุณครูที่ปรับตัวตามเด็ก ตามโลกไม่ทันที่ออกมาคัดค้าน วันนี้ หนังสือทั้งหมดบนโลก ถูกทำขึ้นในอินเตอร์เนตหมดแล้ว เราต้องเข้าไปหาตำราเหล่านี้ หรือ สมัยนี้ครูเก่งๆ ต่างอัดคลิปตัวเองในเนต เราก็ต้องวิ่งเข้าไปหาครูในเนต เราจะรอให้เด็กโง่ไปก่อนไม่ได้ ครูต้องปรับตัวให้ฉลาดพร้อมกับเด็ก เราต้องเอาสิ่งดีๆ ฉลาดๆที่ดีในโลกนี้ มารวมให้กับเด็ก หากจะรอครูให้ฉลาด รอครูให้พร้อม มันคงเป็นไปไม่ได้ ต้องให้ครูและเด็กพัฒนาควบคู่ เราไม่ทันเทคโนโลยี แต่อย่าขัดขวางเด็กไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยี
บ้านหลังแรก รถคันแรก
วันนี้ คนเราไม่ได้อยู่ได้ด้วยปัจจัยสี่ เราต้องมีมือถือ มีสารพัดสิ่งอำนวยความสะดวก บิลเกตเคยบอกว่า เราเกิดมาจนไม่มีความผิด แต่หากตายแล้วยังจนมันคือความผิด เป็นหน้าที่ของ “รัฐ” มาช่วยเหลือประชาชนให้มีความกินอยุ่ที่ดีขึ้น เราต้องให้โอกาสคนระดับล่าง ให้ได้รับการดูแล เพื่อให้เขาเลี้ยงตนได้ ฐานรากแข็งแรงแล้วประเทศจะเดินหน้าได้
OTOP โอท็อป
ปรัชญา ของโอท็อปคือการต่อยอดโครงการศิลปาชีพในสมเด็จฯ ที่ได้ทำไว้ เอาคนเหล่านี้ที่มีฝีมืออยู่แล้วมาออกแบบ มาสร้างตลาด มาเสริมแหล่งทุน มาเป็นอาชีพเสริม จนกลายเป็นหลายๆครอบครัวงานเหล่านี้ปรับกลายเป็นอาชีพหลัก
การปรับคณะรัฐมนตรี
ท่าน นายกฯ ท่านเป็นยุคใหม่ ผมเป็นยุคเก่า ผมพอบอกได้ว่าคนไหนประวัติเป็นอย่างไร ผมพอบอกได้ แล้วตัวนายกฯ ก็จะเป็นคนเลือกในการตัดสินใจสุดท้ายว่าจะเลือกใคร ตอนแรกผมก็คาดหมายว่านายกฯทำงานได้ แต่ปรากฏว่าทำงานได้ดีกว่ามากกว่าที่คิด นายกฯ ทำงานบริหารองค์กรมาตั้งแต่เรียนจบ วันนี้นายกฯ รู้จักคนมากขึ้น รู้จักกฎ กติกาการเมืองมากขึ้น วันนี้ นายกรัฐมนตรีมีภาวะผู้นำในตัว มีการมาปรึกษาอยู่บ้างเพราะในฐานะเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นปกติ แต่การบริหาร เป็นสิ่งที่นายกฯ มีอิสระของท่านเองที่ท่านทำได้ดีมากๆ
บทบาทในสภาฯ
บทบาท ของนายกฯนอกสภามีมาก ทั้งสังคม ต่างประเทศ สส. ดังนั้นจึงไม่สามารถไปงานสภาได้ แต่ขณะเดียวกัน งานต่างๆ ได้ถูกแบ่งให้รองนายกฯ และรัฐมนตรีดูแล ได้ชัดเจน
พ.ร.บ.ปรองดอง
เป็น เรื่องของสภา ผมทุกวันนี้ใช้เวลาเดินทางไปต่างประเทศ พบผู้นำประเทศ พบนักธุรกิจ แต่ผมไม่ใช่นักการเมืองวันนี้ ผมจึงพูดไม่ได้ แต่ก็เจอกันคุยกัน ทำไงที่จะเอาสินค้าเกษตร เอาสินค้าประเทศไปขายให้ทุกประเทศที่ไปพบ
สุขภาพ
ยังแข็งแรงดี เขาบอกผมเป็น “มะเร็ง” แต่ผมเป็น “มาเล็ง” คือ.. เอาอะไรมาเสริฟ ผมเล็งกินหมด ฮา
ประเทศ
ทำงานยาก เพราะรัฐธรรมนูญที่ทำให้ทำงานยาก เพราะมันจ้องล้มทุกขั้นตอน
ส่วนราชการก็ซื้อขายตำแหน่ง แต่มันต้องใช้เวลาเปลี่ยน มันยาก...
ยากมากนะสมัยนี้ทำงานได้ยากกว่าสมัยผมมาก สมัยผมปี ๔๐ เป็น
รธน.ที่รัฐบาลมีอำนาจ แต่รัฐธรรมนูญนี้ มีแต่กับระเบิดตลอดทาง
หากบ้านเมืองเป็น ปชต.จริงๆ บ้านเมืองเราจะไปได้
๖ปี รัฐประหาร
มีคนบอกผมสมัยเป็นนายกฯ บอกผมว่า “ตราบใดที่สิบล้อยังกินยาบ้า ปฏิวัติก็ไม่พ้นจากประเทศไทย” เค้ากำลังบอกผมว่า สิ่งบ้าๆ มันยังมีอยู่ในประเทศไทย ไม่คุ้ม หาก คิดจะปฏิวัติวันนี้ ไม่คุ้มกับ คนทำปฏิวัติ ไม่คุ้มกับคนสั่งปฏิวัติ ไม่คุ้มกับคนถูกปฏิวัติ และไม่คุ้มกับประชาชนเลย หากอยากปฏิวัติก็ปฏิวัติสิ!
ที่มาGo6TV โดย JJ สาธร / ภาพโดย Ice Angel TFN
http://www.go6tv.com/2012/08/blog-post_31.html
สลายม็อบยึดระบบสากล..โอย..ชาวโลกงง ..
ที่มา thaifreenews
จาก 53 ศพ โดนยิงเข้าจุดตาย 41 ศพ
พวกเห้ที่มายิงได้รับการฝึกมาอย่างดี
เหลือเชื่อจริงๆหวะ นี่หากข่าวการให้การของสองฆาตรกรออก
สื่อต่างประเทศ คงจะได้ถูกโห่..กันทั้งโลกที่ตอแหล
เกินความเป็นจริงกระสุนยางทำให้คนหัวเละสมองไหล
ภาพที่เห็นมันบ่งบอกว่าเป็นปืนที่มีลูกจรวดร้ายแรง
คนเสื้อแดงถึงได้สมองเละ โกหกตำรวจและDSIได้
แต่โกหกผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธของโลกไม่ได้
นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพอย่าพยายามโกหกตอแหลต่อไปเลย
ยิ่งโกหกยิ่งมีโทษหนักไปกว่าเดิมฐานให้การเท็จ
การปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นว่าทหารมีอาวูธอยู่ในมือ
แล้วตนเป็นผู้สั่งการณ์ ขึ้นชื่อว่าทหารไม่เคยออกมามือเปล่า
พวกเห้ที่มายิงได้รับการฝึกมาอย่างดี
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 1/09/55 ทหารไทย...เก่งที่สุดในโลก
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

เปรียบประดุจ ผู้วิเศษ แห่งเขตขันธ์
จะยิงคน ไล่ล่า หรือฆ่าฟัน
ไม่หวาดหวั่น แถมล้ำเลิศ บังเกิดดี....
ทั้งยอดเยี่ยม เปี่ยมล้ำหน้า มหาอำนาจ
ความขี้ขลาด อย่าถาม หยามศักดิ์ศรี
รบที่ไหน ก็ลือลั่น สนั่นปฐพี
ใครย่ำยี เป็นต้องจ๋อย ล่าถอยไป....
ที่กล่าวหา ฆ่ากลางเมือง เรื่องตลก
ปืนส่องนก บีบีกัน นั่นเห็นไหม
กระสุนซ้อม นี่เรื่องจริง ยิง..ยังไง
ทหารไทย ภูมิใจภักดิ์ รักประชาชน....
ไม่มีหรอก คนสั่งฆ่า ประชาราษฎร์
อย่าเติมวาด ให้มิ่งมิตร คิดสับสน
ชายชุดดำ ดอกหนา ที่ฆ่าคน
อย่าวกวน ใส่ร้าย ป้ายสีเรา....
บอกปืนปลอม กระสุนปลอม ซ้อมยิงฆ่า
เห็นทาสแท้ พวกชาติหมา ออกมาเห่า
เจาะกะโหลก เหมาะเหม็ง เอ็งคิดเอา
ยังอัปรีย์ ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ....
๓ บลา / ๑ ก.ย.๕๕
เหลียวหลังแลไปข้างหน้าเพื่อประชาธิปไตย วันที่ 1 กันยายน 2555 ตอน อภิสิทธิ์-สุเทพ ผู้ร้ายปากแข็ง
ที่มา uddred
รายการเหลียวหลังแลไปข้างหน้าเพื่อประชาธิปไตย ออกอากาศวันเสาร์ที่ 1
กันยายน 2555 ตอน อภิสิทธิ์-สุเทพ ผู้ร้ายปากแข็ง ในตอนนี้
อาจารย์ธิดาบรรยายถึงผู้ร้ายปากแข็งสองคนชื่ออภิสิทธิ์และสุเทพที่ต้อง
พยายามปฏิเสธความรับผิดชอบในกรณีสังหารประชนทุกวิถีทาง
ทั้งโยนความผิดว่าประชาชนสังหารกันเอง
หรืออ้างว่าเสื้อแดงจะสร้างรัฐไทยใหม่
หรือปฏิเสธความรับผิิดชอบเช่นอ้างว่าสั่งให้ทหารหยุดปฏิบัติการตั้งแต่
18.15น.ของวันที่ 10 เมษายน 2553 เป็นต้น
ตอนที่1
ตอนที่2
โพลล์ไทยอีนิวส์: 6ปีรัฐประหาร19กันยา49
ที่มา Thai E-News
สำรวจจากท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 23-30 สิงหาคม 2555 โดยมีจำนวนการโหวตทั้งสิ้น 1,924 ครั้ง
พลาดไม่ได้ โฟนอินครั้งแรกของจรรยา ยิ้มประเสริฐ 2 กันยาฯ ที่ "งานเปิดตัวหนังสือแรงงานอุ้มชาติ"
ที่มา Thai E-News
หนังสือแรงงานอุ้มชาติและเชิญชวนร่วมงานเปิดตัวหนังสืออย่างเป็นทางการ
โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
ขอเชิญร่วมงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ "แรงงานอุ้มชาติ"
2 กันยายน 2555
เวลา 8.30-12.30 น.
ณ ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา (ด้านหลัง) อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน
08.30 - 09.15 น. ลงทะเบียน09.15 - 09.30 น. กล่าวต้อนรับ/ชี้แจงวัตถุประสงค์ของงาน
โดย สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผอ.โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
09.30 - 10.00 น. เปิดตัวหนังสือแรงงานอุ้มชาติ โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ อดีตผอ.โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
10.00-10.10 น. พักดื่มชา-กาแฟ
10.10-11.10 น. วิจารณ์หนังสือ และเสวนาหัวข้อ "ประวัติศาสตร์ขบวนการแรงงานไทยกับการสร้างประชาธิปไตยในอนาคต" โดย
- บรรจง บุญรัตน์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานศูนย์กลางแห่งประเทศไทย
- เซีย จำปาทอง เลขาธิการสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอการตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย (ส.พ.ท.)
- ศิโรฒน์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์
- จิตรา คชเดช นำเปิดประเด็นสนทนาแลกเปลี่ยน
12.00-12.30 น. วิทยากรและผู้ดำเนินรายการสรุปประเด็น
ผู้ดำเนินรายการ พัชณีย์ คำหนัก ผู้ประสานงานโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
สนใจซื้อหนังสือแรงงานอุ้มชาติได้ที่งาน
ติดต่อสอบถาม พัชณีย์ คำหนัก 085 0441778
สนใจเข้าร่วมงาน ดูรายละเอียดเพิ่มเติม "เปิดตัวหนังสือชื่อ “แรงงานอุ้มชาติ” : ประวัติศาสตร์ขบวนการแรงงานไทยกับการสร้างประชาธิปไตยในอนาคต"
* * * * * * * *
สำหรับวันที่ 2 กันยายน 2555
ทางผู้จัดและจรรยา จะเตรียมอุปกรณ์สำหรับวีดีโอลิงค์จากฟินแลนด์
พร้อมฉายภาพประกอบการนำเสนอถึงบทวิเคราะห์และความเป็นมาของ "แรงงานอุ้มชาติ"

* * * * * * * *

การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ของคนงานตัดเย็บเสื้อผ้าวัย หนุ่มสาวและวัยกลางคนแห่งเบดแอนด์บาธและไทรอัมพ์ สร้างประวัติศาสตร์แห่งการก่อเกิด "โรงงานของคนงาน โดยคนงาน เพื่อคนรักความยุติธรรม" และเสื้อผ้ายี่ห้อของคนงาน "Dignity Returns และ Try Arm "Try Arm" Underwear "Fair Trade Fashion"
หน้านี้ในหนังสือเล่มนี้ ร่วมชื่นชมและอุทิศให้การต่อสู้ของคนงานตัดเย็บเสื้อผ้าไทย จนหลุดพันการเป็นคนงานทาส และประกาศ "กู้ศักดิ์ศรีคืน" ด้วยการสร้างโรงงานของตัวเอง
เรื่องราวการต่อสู้อันมากสีสันของพวกเขาและเธออยู่ในแรงงานอุ้มชาติ
* * * * * * * * *
หาซื้อหนังสือแรงงานอุ้มชาติได้ที่ร้าน B2S, Se-Ed, นายอินทร์,
Book : Republic และบนแผงหนังสือของคนเสื้อแดงทั่วไป
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม "หาซื้อหนังสือ “แรงงานอุ้มชาติ” ตามแผงหนังสือได้แล้ววันนี้"
* * * * * * * * *
ผู้อ่านเขียนถึงแรงงานอุ้มชาติ
1
ไม่ได้มาวิจารณ์หนังสือหรือแนะนำหนังสือ แต่มาชวนซื้อหนังสือ ชวนอุดหนุนกันตรงๆ แบบฮาร์ดเซลล์ ดังนั้นแล้ว บรรทัดด้านล่างจึงไม่มีความจำเป็นต้องอ่าน แค่จำปก จำชื่อเรื่อง แล้วเดินเข้าร้านหนังสือ ซื้อหามาอ่าน เท่านี้การสื่อสารของผมก็ครบถ้วน … ลืมบอกไปว่า ผมซื้อที่ B2S นะครับ
……….
ไม่ได้มาวิจารณ์หนังสือหรือแนะนำหนังสือ แต่มาชวนซื้อหนังสือ ชวนอุดหนุนกันตรงๆ แบบฮาร์ดเซลล์ ดังนั้นแล้ว บรรทัดด้านล่างจึงไม่มีความจำเป็นต้องอ่าน แค่จำปก จำชื่อเรื่อง แล้วเดินเข้าร้านหนังสือ ซื้อหามาอ่าน เท่านี้การสื่อสารของผมก็ครบถ้วน … ลืมบอกไปว่า ผมซื้อที่ B2S นะครับ
……….
2
ผมไม่มีความรู้เรื่อง "แรงงาน" นัก คงเหมือนกับอีกหลายคนที่เป็น "แรงงาน" แต่ไม่รู้เรื่อง "แรงงาน" เพราะรู้จักแต่งานที่ตัวเองทำ … สิบกว่าปีก่อน อ่านที่ ดร.แล ดิลกวิทยรัตน์ เขียนลงผู้จัดการรายวัน ก็คืนอาจารย์ท่านไปหมดแล้ว ผมเลยกลายเป็น "แรงงาน" ที่ห่างไกลกับมิติต่างๆ เรื่อง "แรงงาน" ออกไปไกลทุกที
ยิ่งถ้าคิดว่า "คำศัพท์" มันมีอีกความหมายที่ไม่ใช่ความ หมายโดยตรง ยิ่งห่างไกล เพราะคำว่า "แรงงาน" นั้นชวนให้คิดถึง คนงานในโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ จะอยู่ในนิคมหรืออยู่ห้องแถวก็ตาม และชวนให้คิดถึง "ชนชั้นล่าง" หรือ "กรรมกร" ในฐานะที่พวกเขาเป็นคนใช้แรงงานเข้มข้น มีหน้าที่รับผิดชอบตายตัว
ส่วนแรงงานของชนชั้นกลางที่ชอบพูดกันว่าตนเป็น กรรมกรห้องแอร์ ทำทุกอย่างเป็นเจเนอรัลเบ๊ ผมไม่ค่อยคิดถึงนัก ไม่ใช่เพราะไม่เห็นเหนื่อยยากและความรับผิดชอบที่สูงขึ้นนะครับ แต่เป็นเพราะว่า แรงงานชนชั้นกลางนั้นถึงไม่มี "จิมมี ฮอฟฟา" ช่วย พวกเขาก็ยังมีพลัง "ต่อรอง" ตามทักษะที่ตนมี มีการสั่งสมข้อมูลข่าวสารส่วนตนที่เป็นอิสระจากองค์กร เช่น รายชื่อลูกค้าหรือคู่ค้า และถึงที่สุดแล้วก็มีโอกาสที่จะออกระบบหรือมีทางเลือกอื่นที่พัฒนาขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่ "ย้ายโรง" เหมือนแรงงานในโรงงาน แต่ชีวิตก็ยังอยู่ในระบบเดิมๆ … นี่ยังไม่ต้องพูดถึงการเข้าถึงแหล่งทุนด้วยซ้ำไป
……
สิบปีที่แล้วเหมือนกัน ผมถูกทางบ้านขอให้ไปสมัครงานที่โรงงานแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค อยุธยา … ปีที่แล้ว ตอนที่โรงงานในนิคมถูกน้ำเข้าท่วมหนัก ผมก็ใจหาย เพราะผมเคยเข้าไปของานเขาทำและเคยเข้าไปมากกว่าหนึ่งครั้ง เมื่อเห็นภาพแล้วเรื่องราวเก่าๆ ก็วนกลับเข้ามาให้คิดถึง
ถ้าจำไม่ผิด ผมไปสมัครงานในตำแหน่งหัวหน้าควบคุมการผลิต มีหน้าที่ดูแลสาวโรงงานให้ผลิตชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ให้เป็นไปตามเป้าหมาย … งานดี เงินดี เข้างานเป็นกะ มีรถส่งถึงหน้าหมู่บ้านที่ปากเกร็ด มีโรงอาหารราคาไม่แพง แถมมีญาติทำบัญชีอยู่ที่นั่น นี่คือ ข้อดีที่ผู้ใหญ่บอก … ผมก็ไปนะครับ ไปทำข้อสอบภาษาอังกฤษ ไปสอบสัมภาษณ์ แต่ผลออกมาก็คือ ผมไม่ได้งาน เพราะเหตุผลน่ารักๆ บางอย่างที่ผมเข้าใจได้
เสียใจต้องมีแน่เมื่อถูกปฏิเสธ แต่อีกด้านผมกลับโล่งใจ เพราะผมเคยเข้าไปเห็นอะไรๆ ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งไทย ทั้งเทศ ทั้งญี่ปุ่น หลายที่หลายแห่ง ในสถานะต่างๆ ตอนที่ผมเห็นรถบัสนับร้อยคันเข้ามาจอด มันวิ่งคลุมพื้นที่ที่ราบภาค กลางทุกจังหวัด ทั้งสายอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ไปถึงชัยนาทก็ยังมี อีกสายก็ไปทางสระบุรี ปากช่องไปโน่น มันเยอะแยะไปหมด ทำไมคนมันเยอะอย่างนี้ … ผมรู้สึกปวดหัว
อีกเหตุหนึ่งนั้น อาจเป็นเพราะผมอ่านหนังสือมาบ้าง มีคนสอนให้ผมคิด ผมรู้ว่าจะมีประโยชน์อะไร ถ้าผมขอให้สาวๆ เหล่านี้ เพิ่มอัตราการผลิตให้มากขึ้น ทำของไม่ผ่าน QC ให้น้อยลง ลาหยุดให้น้อยลง ลาออกให้น้อยลง มันก็แค่จะต้องทำลายสถิติและทำลายสถิติอีกเหมือนเกมกีฬา ผมจะมีชีวิตอยู่เพื่อทำงานอย่างนี้ ทำตัวดีๆ เป็นลูกพี่ที่วางตัวสุภาพกับลูกน้อง สร้างความสามัคคีอย่างนี้เหรอ ผมรู้ตัวว่าไม่น่าใช่คนเกิดมาเพื่อการณ์ดี … อีกเหตุหนึ่งที่ผมโล่งใจก็คือ
สมัยยังเรียนอยู่ ผมดันไปอ่านหนังสือ "เขาว่าผมคือมืออาชีพ" ของคุณสุจินต์ จันทร์นวล ซึ่งเขียนหนังสือได้สนุกมาก เรื่องราวแปลกใหม่ไม่เคยรู้ มีบทแรกๆ ที่คุณสุจินต์พูดถึงแรงงานในเยอรมันที่ทำชิ้นส่วนรถยนต์หรือเครื่องบินนี่ แหละ เป็นพวกยุโรปตะวันออกนะครับ ประเด็นก็คือ คนเหล่านี้ได้แต่ทำงานแยกชิ้น ทั้งชีวิตจึงไม่มีทักษะอย่างอื่น เป็นคนตาบอดที่คลำช้างไปตลอดชีวิต นี่เป็นความโหดร้ายของระบบโรงงานที่ผมอ่านแล้วจำ
ผมทราบดีว่า "ปัจเจก" ที่มีการศึกษาหรือมีโอกาสย่อมเอาตัวรอดได้ แต่งานหลายอย่างต่อให้เราไม่ทำ แต่มันก็ต้องมีคนอื่นทำ แล้วใครล่ะทำ?
เมื่อมองระดับ "สังคม" ผมคิดถึงหนังเรื่อง Dirty Pretty Things ซึ่งสะท้อนปัญหาในอังกฤษว่า บรรดางานใช้แรงงานเข้มข้น งานบริการที่ได้เงินตอบแทนน้อย มันก็มีคนจากที่อื่นมาทำงานพวกนี้แทนเจ้าของบ้าน แล้วมีชีวิตที่รันทด แถมมีขบวนการมาเฟียมากวนมากมาย ไม่น่าเชื่อว่าประเทศชั้นนำจะมีความสกปรกไม่งดงามแบบนี้แฝงอยู่เหมือนที่ ชื่อหนังบอกไว้ … "รัฐ" เองก็ไม่รู้ไม่ชี้เพราะถือว่าไม่ใช่ประชาชนของตน นี่คือเรื่อง "แรงงาน" อีกมุมที่ผมคิดถึง ซึ่งเราต้องไม่ให้ชีวิตหรือมายาคติบดบังว่า ประเทศเราไม่มีปัญหาซุกซ่อนอยู่ … งานในระบบอุตสาหกรรมยิ่งแล้วใหญ่ เพราะมันคนเกี่ยวข้องนับล้านคน เกี่ยวข้องกับเรื่องทรัพยากร เกี่ยวข้องกับการศึกษา คนที่มาทำแทนเรา หรือจำต้องทำ ย่อมมีมากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น
………..
3
ผมเคยสนทนาเคยอ่านบทความเรื่องแรงงานของผู้เขียน "แรงงานอุ้มชาติ" ก็หลายครั้ง วันก่อนยังแซวว่าน่าจะตั้งชื่อ "แรงงานแบกชาติ" แต่เมื่อซื้อมาอ่านแล้วก็พบว่า เธอเขียนไว้จริงๆ ในบท "คนชนบทแบกประเทศ" ผมลองอ่านสลับบทไปบ้าง แล้วมานั่งคิดหลายอย่าง ผมถามตัวเองว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร?
ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ "นักศึกษา" จะต้องอ่านนะครับ เหมาะกับนักศึกษา คนรุ่นใหม่ ไม่เช่นนั้นแล้วระบบการศึกษาของเราก็จะสร้างแต่คนออกไปบังคับบัญชา โดยไต่เต้าจากตำแหน่งที่ผมเคยไปสมัคร เหมือนการสร้างนักปกครองในสมัยเก่านั่นแหละ คนแบบนี้ก็จะมีวิธีคิด วิธีมองโลกอีกแบบหนึ่ง เพราะความจริงเรื่องแรงงานจากปากแรงงานเองโดยตรงไม่เคยอยู่ในสื่อกระแสหลัก เรื่องหนังสือเรียนไม่ต้องพูดถึง นิยาย วรรณกรรมสมัยนี้ ก็เชยเสียแล้วถ้าจะพูดเรื่องแรงงาน เพราะชนชั้นกลางก็สับสนในตัวเอง … การจะแก้ปัญหาอันซับซ้อนของแรงงานไทยได้ ต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคมเดียวกันก่อน
ในเล่มยังมีเรื่องร่วมสมัยอย่าง "ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท" อีกด้วย ซึ่งเป็นปัญหาของคนนอกระบบโรงงานเสียด้วยซ้ำ นี่ก็สะท้อนความเป็นจริงอีกเช่นกัน ดังนั้นแล้ว ไม่ว่าจะรู้เรื่องแรงงานหรือชนชั้นแรงงานหรือไม่ก็ตาม นี่เป็นหนังสือเกี่ยวกับแรงงานที่สามารถช่วยให้ทำความเข้าใจประเทศไทยได้ เป็นอย่างดี โดยที่เราไม่ต้องเรียนเศรษฐศาสตร์มาก็เข้าใจได้
แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้เขียนพูดถึงการเมืองไทยไว้ด้วย กับปัญหามากมายนั้นถ้าไม่พูดถึงโครงสร้างทางการเมือง ไม่พูดเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่พูดเรื่องประวัติศาสตร์ ก็เหมือนพูดไม่สุด จับไม่มั่น คั้นไม่ตาย ผู้ร้ายยังรอดมือละม่อม
ดังนั้นแล้วหนังสือเล่มนี้ จึงมีความเป็นหนังสือการเมือง (อาจมากกว่าเป็นหนังสือแรงงานด้วยซ้ำไป) ซึ่งเป็นการเมืองร่วมสมัยในยุคเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของเรา คือ ทันสมัยนั่นเอง อาจกล่าวได้ว่า บรรดาแรงงานทั้งหลายนั้นก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ "การต่อรอง" ทางการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว รู้ว่าการเมืองเป็นเครื่องมือที่ทำได้ทุกอย่าง และพวกเขาก็มีสิทธิใช้มันเท่าเทียมกับคนกลุ่มอื่นโดยไม่ต้องมีใครมาเห็นใจ ให้ทาน เมื่อเกิดการตื่นตัวทางการเมืองจึงไม่ได้เป็นแค่กลุ่มที่ต้องการแค่การ ประกาศนโยบายธรรมดาๆ ในวันที่ 1 พฤษภาอีกต่อไป
………….
4
ดังที่เรียนไว้ข้างต้นว่า ผมเป็น "แรงงาน" ที่ห่างไกลกับมิติต่างๆ เรื่อง "แรงงาน" ออกไปไกลทุกที … เพราะผมไม่ใช่นักกิจกรรมหรือนักต่อสู้ด้านนี้ ทั้งยังไม่ใช่นักบริหาร ชาวเอ็มบีเอ หรือนักการตลาดที่จะมีความรู้และมีตัวเลขล่าสุดในมือ ผมแค่พยายามใช้ "แรงงาน" กลางดึกในค่ำคืนที่วันพรุ่งก็ต้องออกไปใช้แรงงานแต่เช้าไม่ต่างจากทุกคนที่ ใช้แรงงานอ่านมาถึงบรรทัดนี้ โดยหวังว่ามันจะมีความบันเทิงหรือแง่คิดอะไรบ้างเล็กๆ น้อยๆ ฉะนั้น ถ้ายังไม่เข้าใจ กรุณาย้อนกลับไปอ่านข้อ 1 ใหม่อีกครั้ง
…………
หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมคิดถึง ครั้งหนึ่งที่ชีวิตเฉียดใกล้โรงงานอุตสาหกรรม เกือบได้เป็นหนุ่มโรงงานใส่เสื้อช้อปเสียแล้ว นี่ถ้าพยายามจริงๆ จะเอาจริงๆ ก็คงได้เป็น มันทำให้ผมคิดถึงความรู้สึกของเด็กอายุ 24 ปีที่อีกไม่นานชีวิตก็หักเห … หักเหจนทำให้ผมเขียนหนังสือมากขึ้น เขียนโดยแทบที่จะไม่มีใครใช้มาแรงงานอ่านมัน คนที่เคยอ่านมันก็ไม่อ่านอีกต่อไป
ในตอนนั้น … เมื่อไม่ได้งาน ผมนั่งทำงานพิเศษกับเพื่อน แล้วผมก็หางานใหม่อีก ต่อมาก็ออกมาเช่าอพาร์ทเมนต์อยู่ในเมือง เรื่องนี้ทำให้ผมรู้ซึ้งถึงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำดี ยิ่งเมื่อผมยอมไปเป็น "แรงงาน" ที่ทั้งใช้แรงงานและแรงใจที่ได้เงินน้อยกว่างานในโรงงานอีก สวัสดิการอะไรก็ไม่มีเท่า ผมยิ่งตระหนักมากขึ้น บางครั้งชีวิตก็เป็นตลกร้ายนะครับ ผมคิดแบบนั้นเพื่อแลกกับอะไรบางอย่าง
ในตอนนั้น … บางเวลาที่ผมเดินกลับบ้านช่วงหัวค่ำ ผมเดินผ่านหน้าบุญถาวรรัชดา แล้วข้ามสะพานลอยมายืนรอรถเมล์อีกฝั่ง แต่บางวันผมยืนอยู่กลางสะพานลอย แม้จะมองไม่เห็นกำแพงโรงงาน ประตูโรงงานของตัวเอง แต่บางครั้งผมก็รู้สึกเจ็บ จนถึงกับต้องเดินเข้าออกโรงงานอีกหลายแห่งเพื่อรอวันย้ายโรง
ผมไม่มีความรู้เรื่อง "แรงงาน" นัก คงเหมือนกับอีกหลายคนที่เป็น "แรงงาน" แต่ไม่รู้เรื่อง "แรงงาน" เพราะรู้จักแต่งานที่ตัวเองทำ … สิบกว่าปีก่อน อ่านที่ ดร.แล ดิลกวิทยรัตน์ เขียนลงผู้จัดการรายวัน ก็คืนอาจารย์ท่านไปหมดแล้ว ผมเลยกลายเป็น "แรงงาน" ที่ห่างไกลกับมิติต่างๆ เรื่อง "แรงงาน" ออกไปไกลทุกที
ยิ่งถ้าคิดว่า "คำศัพท์" มันมีอีกความหมายที่ไม่ใช่ความ หมายโดยตรง ยิ่งห่างไกล เพราะคำว่า "แรงงาน" นั้นชวนให้คิดถึง คนงานในโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ จะอยู่ในนิคมหรืออยู่ห้องแถวก็ตาม และชวนให้คิดถึง "ชนชั้นล่าง" หรือ "กรรมกร" ในฐานะที่พวกเขาเป็นคนใช้แรงงานเข้มข้น มีหน้าที่รับผิดชอบตายตัว
ส่วนแรงงานของชนชั้นกลางที่ชอบพูดกันว่าตนเป็น กรรมกรห้องแอร์ ทำทุกอย่างเป็นเจเนอรัลเบ๊ ผมไม่ค่อยคิดถึงนัก ไม่ใช่เพราะไม่เห็นเหนื่อยยากและความรับผิดชอบที่สูงขึ้นนะครับ แต่เป็นเพราะว่า แรงงานชนชั้นกลางนั้นถึงไม่มี "จิมมี ฮอฟฟา" ช่วย พวกเขาก็ยังมีพลัง "ต่อรอง" ตามทักษะที่ตนมี มีการสั่งสมข้อมูลข่าวสารส่วนตนที่เป็นอิสระจากองค์กร เช่น รายชื่อลูกค้าหรือคู่ค้า และถึงที่สุดแล้วก็มีโอกาสที่จะออกระบบหรือมีทางเลือกอื่นที่พัฒนาขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่ "ย้ายโรง" เหมือนแรงงานในโรงงาน แต่ชีวิตก็ยังอยู่ในระบบเดิมๆ … นี่ยังไม่ต้องพูดถึงการเข้าถึงแหล่งทุนด้วยซ้ำไป
……
สิบปีที่แล้วเหมือนกัน ผมถูกทางบ้านขอให้ไปสมัครงานที่โรงงานแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค อยุธยา … ปีที่แล้ว ตอนที่โรงงานในนิคมถูกน้ำเข้าท่วมหนัก ผมก็ใจหาย เพราะผมเคยเข้าไปของานเขาทำและเคยเข้าไปมากกว่าหนึ่งครั้ง เมื่อเห็นภาพแล้วเรื่องราวเก่าๆ ก็วนกลับเข้ามาให้คิดถึง
ถ้าจำไม่ผิด ผมไปสมัครงานในตำแหน่งหัวหน้าควบคุมการผลิต มีหน้าที่ดูแลสาวโรงงานให้ผลิตชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ให้เป็นไปตามเป้าหมาย … งานดี เงินดี เข้างานเป็นกะ มีรถส่งถึงหน้าหมู่บ้านที่ปากเกร็ด มีโรงอาหารราคาไม่แพง แถมมีญาติทำบัญชีอยู่ที่นั่น นี่คือ ข้อดีที่ผู้ใหญ่บอก … ผมก็ไปนะครับ ไปทำข้อสอบภาษาอังกฤษ ไปสอบสัมภาษณ์ แต่ผลออกมาก็คือ ผมไม่ได้งาน เพราะเหตุผลน่ารักๆ บางอย่างที่ผมเข้าใจได้
เสียใจต้องมีแน่เมื่อถูกปฏิเสธ แต่อีกด้านผมกลับโล่งใจ เพราะผมเคยเข้าไปเห็นอะไรๆ ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งไทย ทั้งเทศ ทั้งญี่ปุ่น หลายที่หลายแห่ง ในสถานะต่างๆ ตอนที่ผมเห็นรถบัสนับร้อยคันเข้ามาจอด มันวิ่งคลุมพื้นที่ที่ราบภาค กลางทุกจังหวัด ทั้งสายอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ไปถึงชัยนาทก็ยังมี อีกสายก็ไปทางสระบุรี ปากช่องไปโน่น มันเยอะแยะไปหมด ทำไมคนมันเยอะอย่างนี้ … ผมรู้สึกปวดหัว
อีกเหตุหนึ่งนั้น อาจเป็นเพราะผมอ่านหนังสือมาบ้าง มีคนสอนให้ผมคิด ผมรู้ว่าจะมีประโยชน์อะไร ถ้าผมขอให้สาวๆ เหล่านี้ เพิ่มอัตราการผลิตให้มากขึ้น ทำของไม่ผ่าน QC ให้น้อยลง ลาหยุดให้น้อยลง ลาออกให้น้อยลง มันก็แค่จะต้องทำลายสถิติและทำลายสถิติอีกเหมือนเกมกีฬา ผมจะมีชีวิตอยู่เพื่อทำงานอย่างนี้ ทำตัวดีๆ เป็นลูกพี่ที่วางตัวสุภาพกับลูกน้อง สร้างความสามัคคีอย่างนี้เหรอ ผมรู้ตัวว่าไม่น่าใช่คนเกิดมาเพื่อการณ์ดี … อีกเหตุหนึ่งที่ผมโล่งใจก็คือ
สมัยยังเรียนอยู่ ผมดันไปอ่านหนังสือ "เขาว่าผมคือมืออาชีพ" ของคุณสุจินต์ จันทร์นวล ซึ่งเขียนหนังสือได้สนุกมาก เรื่องราวแปลกใหม่ไม่เคยรู้ มีบทแรกๆ ที่คุณสุจินต์พูดถึงแรงงานในเยอรมันที่ทำชิ้นส่วนรถยนต์หรือเครื่องบินนี่ แหละ เป็นพวกยุโรปตะวันออกนะครับ ประเด็นก็คือ คนเหล่านี้ได้แต่ทำงานแยกชิ้น ทั้งชีวิตจึงไม่มีทักษะอย่างอื่น เป็นคนตาบอดที่คลำช้างไปตลอดชีวิต นี่เป็นความโหดร้ายของระบบโรงงานที่ผมอ่านแล้วจำ
ผมทราบดีว่า "ปัจเจก" ที่มีการศึกษาหรือมีโอกาสย่อมเอาตัวรอดได้ แต่งานหลายอย่างต่อให้เราไม่ทำ แต่มันก็ต้องมีคนอื่นทำ แล้วใครล่ะทำ?
เมื่อมองระดับ "สังคม" ผมคิดถึงหนังเรื่อง Dirty Pretty Things ซึ่งสะท้อนปัญหาในอังกฤษว่า บรรดางานใช้แรงงานเข้มข้น งานบริการที่ได้เงินตอบแทนน้อย มันก็มีคนจากที่อื่นมาทำงานพวกนี้แทนเจ้าของบ้าน แล้วมีชีวิตที่รันทด แถมมีขบวนการมาเฟียมากวนมากมาย ไม่น่าเชื่อว่าประเทศชั้นนำจะมีความสกปรกไม่งดงามแบบนี้แฝงอยู่เหมือนที่ ชื่อหนังบอกไว้ … "รัฐ" เองก็ไม่รู้ไม่ชี้เพราะถือว่าไม่ใช่ประชาชนของตน นี่คือเรื่อง "แรงงาน" อีกมุมที่ผมคิดถึง ซึ่งเราต้องไม่ให้ชีวิตหรือมายาคติบดบังว่า ประเทศเราไม่มีปัญหาซุกซ่อนอยู่ … งานในระบบอุตสาหกรรมยิ่งแล้วใหญ่ เพราะมันคนเกี่ยวข้องนับล้านคน เกี่ยวข้องกับเรื่องทรัพยากร เกี่ยวข้องกับการศึกษา คนที่มาทำแทนเรา หรือจำต้องทำ ย่อมมีมากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น
………..
3
ผมเคยสนทนาเคยอ่านบทความเรื่องแรงงานของผู้เขียน "แรงงานอุ้มชาติ" ก็หลายครั้ง วันก่อนยังแซวว่าน่าจะตั้งชื่อ "แรงงานแบกชาติ" แต่เมื่อซื้อมาอ่านแล้วก็พบว่า เธอเขียนไว้จริงๆ ในบท "คนชนบทแบกประเทศ" ผมลองอ่านสลับบทไปบ้าง แล้วมานั่งคิดหลายอย่าง ผมถามตัวเองว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร?
ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ "นักศึกษา" จะต้องอ่านนะครับ เหมาะกับนักศึกษา คนรุ่นใหม่ ไม่เช่นนั้นแล้วระบบการศึกษาของเราก็จะสร้างแต่คนออกไปบังคับบัญชา โดยไต่เต้าจากตำแหน่งที่ผมเคยไปสมัคร เหมือนการสร้างนักปกครองในสมัยเก่านั่นแหละ คนแบบนี้ก็จะมีวิธีคิด วิธีมองโลกอีกแบบหนึ่ง เพราะความจริงเรื่องแรงงานจากปากแรงงานเองโดยตรงไม่เคยอยู่ในสื่อกระแสหลัก เรื่องหนังสือเรียนไม่ต้องพูดถึง นิยาย วรรณกรรมสมัยนี้ ก็เชยเสียแล้วถ้าจะพูดเรื่องแรงงาน เพราะชนชั้นกลางก็สับสนในตัวเอง … การจะแก้ปัญหาอันซับซ้อนของแรงงานไทยได้ ต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคมเดียวกันก่อน
ในเล่มยังมีเรื่องร่วมสมัยอย่าง "ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท" อีกด้วย ซึ่งเป็นปัญหาของคนนอกระบบโรงงานเสียด้วยซ้ำ นี่ก็สะท้อนความเป็นจริงอีกเช่นกัน ดังนั้นแล้ว ไม่ว่าจะรู้เรื่องแรงงานหรือชนชั้นแรงงานหรือไม่ก็ตาม นี่เป็นหนังสือเกี่ยวกับแรงงานที่สามารถช่วยให้ทำความเข้าใจประเทศไทยได้ เป็นอย่างดี โดยที่เราไม่ต้องเรียนเศรษฐศาสตร์มาก็เข้าใจได้
แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้เขียนพูดถึงการเมืองไทยไว้ด้วย กับปัญหามากมายนั้นถ้าไม่พูดถึงโครงสร้างทางการเมือง ไม่พูดเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่พูดเรื่องประวัติศาสตร์ ก็เหมือนพูดไม่สุด จับไม่มั่น คั้นไม่ตาย ผู้ร้ายยังรอดมือละม่อม
ดังนั้นแล้วหนังสือเล่มนี้ จึงมีความเป็นหนังสือการเมือง (อาจมากกว่าเป็นหนังสือแรงงานด้วยซ้ำไป) ซึ่งเป็นการเมืองร่วมสมัยในยุคเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของเรา คือ ทันสมัยนั่นเอง อาจกล่าวได้ว่า บรรดาแรงงานทั้งหลายนั้นก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ "การต่อรอง" ทางการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว รู้ว่าการเมืองเป็นเครื่องมือที่ทำได้ทุกอย่าง และพวกเขาก็มีสิทธิใช้มันเท่าเทียมกับคนกลุ่มอื่นโดยไม่ต้องมีใครมาเห็นใจ ให้ทาน เมื่อเกิดการตื่นตัวทางการเมืองจึงไม่ได้เป็นแค่กลุ่มที่ต้องการแค่การ ประกาศนโยบายธรรมดาๆ ในวันที่ 1 พฤษภาอีกต่อไป
………….
4
ดังที่เรียนไว้ข้างต้นว่า ผมเป็น "แรงงาน" ที่ห่างไกลกับมิติต่างๆ เรื่อง "แรงงาน" ออกไปไกลทุกที … เพราะผมไม่ใช่นักกิจกรรมหรือนักต่อสู้ด้านนี้ ทั้งยังไม่ใช่นักบริหาร ชาวเอ็มบีเอ หรือนักการตลาดที่จะมีความรู้และมีตัวเลขล่าสุดในมือ ผมแค่พยายามใช้ "แรงงาน" กลางดึกในค่ำคืนที่วันพรุ่งก็ต้องออกไปใช้แรงงานแต่เช้าไม่ต่างจากทุกคนที่ ใช้แรงงานอ่านมาถึงบรรทัดนี้ โดยหวังว่ามันจะมีความบันเทิงหรือแง่คิดอะไรบ้างเล็กๆ น้อยๆ ฉะนั้น ถ้ายังไม่เข้าใจ กรุณาย้อนกลับไปอ่านข้อ 1 ใหม่อีกครั้ง
…………
หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมคิดถึง ครั้งหนึ่งที่ชีวิตเฉียดใกล้โรงงานอุตสาหกรรม เกือบได้เป็นหนุ่มโรงงานใส่เสื้อช้อปเสียแล้ว นี่ถ้าพยายามจริงๆ จะเอาจริงๆ ก็คงได้เป็น มันทำให้ผมคิดถึงความรู้สึกของเด็กอายุ 24 ปีที่อีกไม่นานชีวิตก็หักเห … หักเหจนทำให้ผมเขียนหนังสือมากขึ้น เขียนโดยแทบที่จะไม่มีใครใช้มาแรงงานอ่านมัน คนที่เคยอ่านมันก็ไม่อ่านอีกต่อไป
ในตอนนั้น … เมื่อไม่ได้งาน ผมนั่งทำงานพิเศษกับเพื่อน แล้วผมก็หางานใหม่อีก ต่อมาก็ออกมาเช่าอพาร์ทเมนต์อยู่ในเมือง เรื่องนี้ทำให้ผมรู้ซึ้งถึงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำดี ยิ่งเมื่อผมยอมไปเป็น "แรงงาน" ที่ทั้งใช้แรงงานและแรงใจที่ได้เงินน้อยกว่างานในโรงงานอีก สวัสดิการอะไรก็ไม่มีเท่า ผมยิ่งตระหนักมากขึ้น บางครั้งชีวิตก็เป็นตลกร้ายนะครับ ผมคิดแบบนั้นเพื่อแลกกับอะไรบางอย่าง
ในตอนนั้น … บางเวลาที่ผมเดินกลับบ้านช่วงหัวค่ำ ผมเดินผ่านหน้าบุญถาวรรัชดา แล้วข้ามสะพานลอยมายืนรอรถเมล์อีกฝั่ง แต่บางวันผมยืนอยู่กลางสะพานลอย แม้จะมองไม่เห็นกำแพงโรงงาน ประตูโรงงานของตัวเอง แต่บางครั้งผมก็รู้สึกเจ็บ จนถึงกับต้องเดินเข้าออกโรงงานอีกหลายแห่งเพื่อรอวันย้ายโรง
* * * * * * * *
21วันเต็มๆกับการอ่านงานเขียนที่อ่านยากที่สุดในรอบปี
ปล่าวครับไม่ได้อ่านยากเพราะเป็นงานทฤษฎีหนักๆยากๆอะไร
ตรงข้ามมันมีแต่ภาษาบ้านๆธรรมดาๆไม่มีถ้อยคำฟุ่มเฟือยร้อยรัดร่วมเรียงวาท
กรรมแบบกวีใหญ่ปราชญ์สอพลอพวกนั้น
เหมือนนั่งฟั่งคนในครอบครัวเราเล่าให้ฟังว่าไปเจออะไรมานั่นแระ
แต่ที่มันยากคืออ่านได้แค่ทีละบท2บท ไม่มีปัญญาอ่านต่อเนื่องได้มากกว่านั้น
เพราะระหว่างอ่านต้องพักร้องไห้อยู่ เรื่อยๆ
การอ่านรวดเดียวอาจทำให้คุณเป็นคุณซึมเศร้าได้
อาจจะมีคนวิภากษ์หนังสือเล่มนี้หรือคนเขียนกันไปมากแล้วหลากหลายแง่มุม
แล้วแต่ใครจะคิดยังไง .....
สำหรับผมความเห็นเดียวที่พอจะคิดได้ตอนนี้หลังจากอ่านจบคือ ..........
ผมว่ามันเป็นหนังสือที่ไม่สนุกเลย อ่านแล้วผมหมดแรง หดหู่
สะเทือนใจและทำให้ผมเสียน้ำตาบ่อยเกินไป เป็นน้ำตาของคนอ่าน
ไม่ใช่น้ำตาของคนคอย ซึ่งผมคิดว่ามันต้องหนักหนาสาหัสมากสำหรับเขา
ครั้งสุดท้ายที่มีอาการนี้ตอนอ่านหนังสือ คือตอนอ่านงานแม่ ของแม็กซิมกอกี้
ความเห็นอื่นตอนนี้ยังไม่มีครับคิดอะไรไม่ออก............
Subscribe to:
Posts (Atom)


















