WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, September 12, 2012

ศาลอุทธรณ์รับฟ้อง "รสนา โตสิตระกูล" ฟ้องหมิ่นประมาท "จตุพร พรหมพันธุ์"

ที่มา ประชาไท

 
ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ขณะที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินว่าการกล่าวของจตุพร พรหมพันธุ์ ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่ารสนา โตสิตระกูลเป็นพวกเดียวกับพันธมิตร ซึ่งทำให้ได้รับความเสียหาย จึงพิพากษากลับให้รับฟ้อง เพื่อสืบพยานและมีคำพิพากษาต่อไป
มติชนออนไลน์ รายงานว่า วันนี้ (11 ก.ย.) ที่ห้องพิจารณา 804 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอุทธรณ์นัดอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ.3982/2553 ที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กทม. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา กรณีเมื่อวันที่ 29 ส.ค.53 นายจตุพร จำเลย ให้สัมภาษณ์ทำนองว่า โจทก์มีความพยายามโยกคดีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง ไปอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยมีโจทก์เป็นตัวตั้งตัวตี โดยศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเนื่องจากเห็นว่าคดีไม่มีมูล ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์
โดยศาลอุทธรณ์ตัดสินว่า พิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้จากคำเบิกความของโจทก์ตอบทนายจำเลยซักค้านว่า โจทก์เคยขึ้นปราศรัยบนเวทีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และโจทก์มีความสนิทสนมกับนายพิภพ ธงไชย เป็นกรรมการมูลนิธิโกมลคีมทอง และมูลนิธิสุขภาพไทย โดยโจทก์รู้จักกับนายพิภพเป็นการส่วนตัวและทราบว่านายพิภพเป็นหนึ่งในแกนนำ พันธมิตร ช่วงที่กลุ่มพันธมิตรล้อมทำเนียบ โจทก์และ ส.ว. หลายคนเดินทางไปเยี่ยมผู้ชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล การกล่าวเช่นนี้ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าโจทก์เป็นพวกเดียวกับกลุ่ม พันธมิตร ที่จำเลยให้สัมภาษณ์ดังกล่าวย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าโจทก์ใช้อำนาจ หน้าที่ช่วยเหลือกลุ่มพันธมิตรผู้ต้องหาซึ่งเป็นพรรคพวกเดียวกับโจทก์ทำให้ โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษากลับเป็นให้ประทับฟ้อง เพื่อสืบพยานและมีคำพิพากษาต่อไป
ทั้งนี้ ศาลอาญานัดสอบคำให้การจำเลย ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ เวลา 09.00 น

กวีประชาไท: "จำปาลาว:ลั่นทม" บทสนทนา:ทุนกับสังคมนิยม

ที่มา ประชาไท

 


เธอบอกว่าเธอชอบดอกจำปาลาว
เธอหลงไหลในกลิ่น และรูปลักษณ์ หอม สวยงาม
งั้นไปหาบนหลุมฝังศพไหม....
ใช่ มันคือ ดอกลั่นทม เธอบอกเธอกลัว
โอ แม่เจ้าดอกไม้ เธอบอกเธอคือคนของทุนนิยม
ชอบสินค้าแบรนด์เนม พักโรงแรมหรู กินกาแฟนอก
ฉันบอก ฉันคือคนของสังคมนิยม ติดดิน คลุกฝุ่น
อะไรก็ได้ที่ง่ายๆ กิน นอน ดำรงอยู่....
เธอหาว่า ฉันปฏิเสธทุน..ทั้งที่อยู่กับเทคโนโลยี
หัดเปิดกะโหลกมองโลกบ้าง...
งั้นฉันจะดักตีหัวพวกทุนนิยม ฉันหยอกเธอเล่น
ฉันก็ชอบตบกับพวกสังคมนิยมจัด เธอโต้ตอบ
ถึงเป็นทุนก็เป็นทุนเห็นหัวชาวบ้าน เธอบอก
ฉันก็บอกเธอถึงจะสังคมนิยม ก็หาได้ปฏิเสธทุน
แค่ทำอย่างไรให้ชาวบ้านมีตัวตนอยู่ในสังคมนี้
อย่าให้พวกเขาเอาแต่กดขี่ ข่มเหง รังแก
ดอกไม้พร้อมออกจากกระถางหรือยัง
ออกไปสู่ทุ่งกว้าง เป็นมิตรกับหนอน ใช่สารเคมี
ออกจากกรอบและระบบวิถี สู่ธรรมชาติ
"มีขี้วัวไหม" เธอถาม ....

ที่มาภาพ: Palm Phakwalan

กสทช. จัดเวที 'สื่อการเมือง' ถก จรรยาบรรณกับการกำกับดูแลกันเอง

ที่มา ประชาไท

 
 กสทช. จัดเวที วอยซ์ทีวี-เอเอสทีวี-บลูสกาย-เอเชียอัพเดท พร้อมนักวิชาการ-สื่อต่างประเทศ-ผู้บริโภค คุยมุมมองเรื่องการกำกับดูแลกันเองของ "สื่อการเมือง"

(11 ก.ย.55) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดเสวนาไตรภาคี ครั้งที่ 3 หัวข้อ “จรรยาบรรณสื่อกับการพัฒนาการเมืองไทย” ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าวโดยมีคนทำสื่อ นักวิชาการ และผู้บริโภคเข้าร่วม
รมิดา จรินทิพย์พิทักษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการแข่งขันและกำกับดูแลตนเอง กสทช. เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงร่างกรอบจรรยาบรรณพื้นฐานของวิชาชีพสื่อ 7 ข้อ ว่าได้แก่ หลักจริยธรรม หลักความเป็นอิสระ หลักสิทธิมนุษยชน หลักความทั่วถึง หลักความหลากหลาย ทั้งแง่เนื้อหารายงานและกลุ่มเป้าหมาย หลักความถูกต้องเที่ยงตรง และหลักความไม่ลำเอียง ไม่ใส่ร้ายป้ายสี ไม่ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง และเปิดพื้นที่ให้ชี้แจง
พิจิตรา สึคาโมโต้ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สื่อถือเป็นสินค้าสาธารณะหรือสินค้าคุณธรรม ซึ่งมีผลต่ออุดมการณ์ความคิดของคนในสังคม สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการจากสื่อ คือ ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ดราม่า รู้ทันกลุ่มการเมือง กลุ่มอำนาจ กลุ่มทุน กลุ่มอำมาตย์ทั้งใหม่และเก่า แม้หลายครั้งในการร่วมเวทีกับสื่อ สื่อมักบอกว่าผู้บริโภคต้องเท่าทันสื่อ แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าผู้บริโภคมีงานส่วนตัวที่ต้องทำ ไม่ได้มีหน้าที่หาความจริง ค้นหาข้อมูลข่าวสาร การจะรู้เท่าทันสื่อคงยาก อยากให้สื่อทันกลุ่มอำนาจมากกว่า
ในด้านความถูกต้องเที่ยงตรง ในข่าวการเมืองนั้น เมื่อนักข่าวลงพื้นที่จะมีการเล่าเรื่อง มุมกล้อง ซึ่งมีอัตวิสัยเป็นปกติอยู่แล้ว จากงานวิจัยของตนเองพบว่า สำนักข่าวต่างประเทศ ไม่ว่าบีบีซี ซีเอ็นเอ็น ก็มีความเห็นส่วนบุคคลอยู่บ้าง แต่จะเห็นว่าสื่อที่ไม่ได้อยู่บนกลไกตลาด เช่น บีบีซี การแบ่งพื้นที่ของสื่อจะเท่ากัน
ด้านองค์กรกำกับดูแลสื่อ ต้องมีจุดยืนเชิงนโยบายว่าจะให้สื่อเป็นตลาดทางความคิด ให้ผู้บริโภคมีทางเลือก หรือจะเป็นสินค้าคุณธรรม ซึ่งจะมีผลกระทบต่ออุดมการณ์ ทั้งนี้ อยากให้เน้นการกำกับข่าวการเมืองช่วงการเลือกตั้ง เพราะระยะเวลาสั้นๆ ในช่วงหาเสียงนั้นสำคัญ และการเมืองหลายครั้งเป็นอารมณ์ หากเสนอข่าวเลือกข้างหรือดราม่า จะมีผลต่อการจูงใจคน อันจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง ซึ่งจะส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจในอนาคต
ทั้งนี้ พิจิตรา เรียกร้องต่อสื่อสามข้อ ได้แก่ หนึ่ง ขอให้เคารพข้อมูลส่วนตัว หรือสิทธิมนุษยชนของคนที่เป็นข่าว สอง ระวัง hate speech ข้อมูลที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง ความแตกแยก และ สาม สื่อไม่ควรทำตัวเป็นศูนย์โฆษณาชวนเชื่อ ไม่ควรเป็นเอเย่นต์ของกลุ่มอำนาจใด เพราะถือว่าให้พื้นที่สาธารณะแก่สื่อแล้ว ก็อยากให้สื่อให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงกลับมา โดยถ้าสื่อทำได้ ประเทศไทยจะมีความหวังมากขึ้น

สมชัย สุวรรณบรรณ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ทีวีสาธารณะ ระบุว่า ที่ผ่านมา มีความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูลข่าวสาร ทำให้มีการก่อตั้งสื่อขึ้นมากมาย ทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.49 เกิดสื่อเฉพาะกิจหรือสื่อการเมืองจำนวนมาก เนื่องมาจากมีผู้ใช้อำนาจการเมืองและเศรษฐกิจควบคุมข้อมูลข่าวสารให้เป็นไป ในทางที่ต้องการ จึงเกิดการเปิดสื่อใหม่ๆ ผ่านเทคโนโลยีใหม่ เช่น ดาวเทียม วิทยุชุมชน
อย่างไรก็ตาม เขาตั้งคำถามว่า การเกิดขึ้นของสื่อจำนวนมาก แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของข่าวสารจริงหรือไม่ โดยส่วนตัวมองว่าเมื่อเกิดมาก กลับมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้น เกิดการจูงใจ ใช้เป็นกระบอกเสียงการเมือง ทำให้เกิดปัญหา เพราะไม่ได้ใช้หลักวิชาชีพสื่อมาเทียบเคียง สื่อต่างๆ มีภารกิจเฉพาะกิจของตัว เพื่อสร้างคะแนนนิยมหรือกำหนดทิศทางการเมือง มีการใช้กลยุทธ์ต่างๆ สร้างคะแนนนิยม และมองว่าบางครั้ง แม้ว่าคนทำสื่อเลือกข้างจะมีความเป็นวิชาชีพสื่อ แต่ก็ไม่กล้าใช้ฝีมือวิชาชีพเพราะจะกระทบจิตใจผู้ติดตามสื่อ
สำหรับเสรีภาพสื่อ เสนอว่า รัฐไม่ยุ่งจะดีที่สุด ควรปล่อยให้สื่อสามารถดูแลกันเอง กำกับกันเอง อย่างไรก็ตาม หลายปีที่ผ่านมา ดูเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์จะเห็นว่าคุมกันไม่ได้ผล ในต่างประเทศเองก็ไม่สามารถควบคุมดูแลกันเองได้ เช่น กรณี News of the World ของอังกฤษ ซึ่งมีคณะกรรมการไต่สวนเรื่องการได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารที่ผิดจรรรยาบรรณ และความเกี่ยวข้องกับนักการเมือง โดยมีการเสนอให้ภาครัฐมาร่วมกำกับ แต่ก็มีการสะท้อนจากทั้งสื่อและนักการเมืองบางส่วนว่าไม่เห็นด้วย
ขณะที่สื่อวิทยุโทรทัศน์ของอังกฤษ มีการกำกับดูแลมากกว่า เพราะถือว่าเป็นการใช้ทรัพยากรสาธารณะมาทำสื่อ มีองค์กรคล้าย กสทช.กำกับ ครั้งหนึ่งในลอนดอน ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง มีดีเจวิทยุ สนับสนุนผู้สมัครคนหนึ่ง คณะกรรมการกำกับดูแลมีมติว่า ดีเจไม่ได้ปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อ ดีเจคนดังกล่าวจึงถูกเจ้าของสถานีลงโทษ
สมชัย กล่าวว่า จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ดูเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ของไทย ยังดูแลกันเองไม่ได้ผล การกำกับดูแลนั้น อาจต้องมีองค์กรอะไรมาผสมเพื่อให้กำกับได้หรือไม่ นอกจากนี้ ฝากถึงคำถามถึง กสทช.ด้วยว่า จะกำกับสื่อค่ายการเมืองและสื่อค่ายศาสนา ที่มีอิทธิพลควบคุมความคิดคนอย่างไรด้วย

จอม เพชรประดับ ผู้สื่อข่าวอิสระ วอยซ์ทีวี
มองว่า สิบปีที่ผ่านมา ภาวะทำสื่อของเมืองไทย ตกต่ำ วิกฤต และเลวร้ายที่สุด ก่อน 19 ก.ย.49 เห็นการทำข่าวที่ตรวจสอบท้วงติงอย่างเป็นระบบ แต่หลัง19 ก.ย. ไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นแล้ว
จอม กล่าวว่า สื่อรู้ทันทุนอยู่แล้ว แต่สื่อเองก็กลัวที่จะหลุดจากวิชาชีพ ไม่สามารถอยู่ได้ในพื้นที่ แทนการรู้ทันท้วงติงตามวิชาชีพ กลับต้องดูแลปกป้องทุนที่ช่วยเหลือตัวเอง ทั้งนี้ มองว่า สื่อที่ถูกมองว่าเลือกข้างแล้ว การจะยืนบนจริยธรรมยากมาก เพราะมีมวลชน-แฟนคลับที่อยากฟังด้านเดียว เช่น กรณีวอยซ์ทีวี หลายครั้งพยายามสร้างสมดุล สร้างความแตกต่าง วิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง ฝั่งแดง หรือรัฐบาล พบว่าเป็นเรื่องยาก
เรื่องของจรรยาบรรณเป็นสิ่งที่พยายามพูดกัน แต่ปฏิบัติจริงไม่ได้ กลไกการตรวจสอบมี แต่ก็จะเห็นว่า แม้แต่หนังสือพิมพ์ที่มีระบบชัดเจนมานานก็ยังตรวจสอบไม่ได้ เพราะจิตสำนึกคนทำสื่อไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะอย่างจริงจัง แต่คำนึงถึงการอยู่รอดและสถานะส่วนตัว
จอม กล่าวว่า เรามีคนทำข่าวการเมืองที่มีคุณภาพเยอะ แต่ก็เลี่ยงไม่ทำกัน เพราะพูดไปแล้วอยู่ไม่ได้ หรือช่องไม่ยอม จึงหันมาเล่นเชิงดราม่า อาชญากรรม หรือเล่นกับคนที่ไม่มีอำนาจแทน เช่น ศิลปิน ดารา
เขาตั้งคำถามว่า คนทำข่าวคิดหรือยังว่าจะเปลี่ยนผ่านโดยไม่ฆ่ากันได้อย่างไร ในขณะที่ความรู้สึกของคนไทยทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว พวกเขาไม่เชื่อในอำนาจรัฐ หรืออำนาจเดิมที่มีอยู่ เช่นนี้เราจะเปลี่ยนความคิดหลากหลายไปสู่การสร้างประเทศที่มั่นคงได้อย่างไร เรากำลังต่อสู้ทางความคิด ความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมเป็นส่วนหนึ่ง แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ การต่อสู้ทางความคิดในสื่อทุกแขนง ทั้งนี้ ไม่ต้องการให้เกิดสงครามการเมืองอีก คนทำข่าวการเมืองจะต้องสังวรณ์เรื่องนี้ให้มาก
ด้านการกำกับดูแล ไม่อยากให้คนทำสื่อมาตั้งองค์กรดูแลกันเอง เพราะเมื่อกระทบประโยชน์กันจะไม่แตะกัน แต่ควรให้ประชาชนตั้งและบอกว่าอยากเห็นสื่อเป็นอย่างไร นอกจากนี้ การที่ กสทช.จะมากำกับเองนั้นมองว่าไม่ถูกต้อง เพราะยังถือเป็นองค์กรรัฐ แต่อาจทำหน้าที่หนุนองค์กรอิสระที่มีหลายภาคส่วน มาตรวจสอบน่าจะดีกว่า

สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ
กล่าวว่า ข้อแตกต่างของสื่อปัจจุบันกับสิปีก่อน แบ่งได้เป็น 4 ข้อ หนึ่ง เกิดความขัดแย้งทางการเมือง เกิดสื่อหลายฝ่าย ประกาศตัวเองเลือกข้างชัดเจน มีความหลากหลาย สอง ประชาชนเป็นสื่อเองได้ ในแง่การเข้าถึงพื้นที่อินเทอร์เน็ต วิทยุชุมชน เคเบิล ดาวเทียม ต้นทุนลดลง ทำให้ทางเลือกและพลังการเข้าถึง-กระจายความเห็น มากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โลกของสื่อใหม่ เส้นแบ่งระหว่างสื่ออาชีพและมือสมัครเล่นแยกกันยาก ยกตัวอย่างว่า เมื่อเปิดสื่อออนไลน์มา เรามีทั้งข้อความจากนักข่าวสนาม จากเพื่อน จากการแลกเปลี่ยนความเห็น ในพื้นที่เดียวกัน สาม มี กสทช. ซึ่งแบกความคาดหวัง ว่าจะมีบทบาทในการทำให้เกิดสถานการณ์ที่ดีขึ้น
ทั้งสามข้อนำไปสู่ สี่ การเรียกร้องจริยธรรมสื่อ เสนอตัวอย่างของวิชาชีพบัญชี ที่มีสภาวิชาชีพบัญชี ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าวางมาตรฐานและยกระดับวิชาชีพ มีการบังคับใช้ที่เท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ เช่น ร้องเรียนเรื่องการฟอกเงิน มีกลไกตรวจสอบกันเอง เรียกสอบสวน มีการลงโทษตั้งแต่ภาคทัณฑ์ไปจนถึงการยึดใบอนุญาต
ในด้านกรอบจริยธรรม เมื่อยอมรับว่ามีสื่อเลือกข้าง ตั้งคำถามว่าเลือกข้างอย่างเป็นมืออาชีพได้หรือไม่ จะบอกได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่สื่อกลายเป็นโฆษณาชวนเชื่อ และนักข่าว-สมาคมนักข่าว จะว่าอย่างไร ถ้าไม่มีการแก้ไข กสทช.จะช่วยกำกับได้หรือไม่ ถ้ามีการเอาอุดมการณ์การเมืองมายั่วยุ ให้แตกแยก จะมีกลไกจัดการอย่างไร
สฤณี กล่าวว่า โดยสรุป โจทย์ใหญ่ของ กสทช. คือ หนึ่ง สร้างความเข้าใจตรงกันว่ามาตรฐานขั้นต่ำจรรยาบรรณสื่อไทยอยู่ตรงไหน เพราะปัจจุบันสับสนมาก สอง สร้างกลไกให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนว่า ไม่ทำตามมาตรฐานแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ฝากสื่อมวลชนว่าไม่อยากเห็นการแบ่งแยกว่า เป็นมืออาชีพแล้วไม่สนใจว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร เหมือนแพทย์ประกอบโรคศิลป์ที่ทำหน้าที่ของตัวเองแต่สนใจไม่จัดการกับหมอ เถื่อน ก็จะกระทบกับทั้งวงการ

อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการอิสระ
กล่าวว่า จริยธรรมของผู้ประกอบการและนักวิชาชีพนั้นต่างกัน อาจต้องมีกติกาในองค์กรระหว่างผู้มีอำนาจในการคุมเนื้อหากับฝ่ายวิชาชีพที่ ทำหน้าที่ปฏิบัติงาน ไม่อย่างนั้น จริยธรรมของนักวิชาชีพจะถูกคอร์รัป แล้วต่อไปสังคมจะไม่เหลือคนที่พูดอะไรเที่ยงตรง แทนความคิดที่หลากหลาย พูดความจริง จะมีแต่สื่อที่ตีกรอบให้เข้าแนวคิดของตัวเอง
ทั้งนี้ ในการกำกับจริยธรรมนั้น อาจเป็นในรูปแบบไตรภาคี หรือมีวิธีใหม่ๆ เพื่อถ่วงดุลในองค์กรระหว่างห้องข่าวกับผู้บริหาร หรือให้มีการเตือนผู้บริโภคเป็นระยะๆ ว่าสื่อนั้นๆ เลือกข้างไหนเพื่อให้ผู้บริโภคถ่วงดุลด้วยตัวเองได้ เพราะแม้ว่าผู้บริโภคจะรู้อยู่แล้ว แต่อาจมีแฟนคลับใหม่เข้ามาติดตาม
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ASTV อ้างถึงผลสำรวจเอแบคโพลล์ที่บอกว่า ประชาชนกว่า 60% รับได้กับการคอร์รัปชั่น โดยคนอายุน้อยมีแนวโน้มยอมรับได้มาก แสดงถึงความล้มเหลวรวมหมู่ ซึ่งสื่อปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะสื่อเป็นอย่างไร ประชาชนเป็นอย่างนั้น นอกจากนี้ จากการที่ ดุสิต นนทนาคร อดีตประธานหอการค้าไทย เคยบอกว่า การเรียกสินบนเมื่อปี 54 เพิ่มขึ้น 50% จะเห็นว่า สื่อถูกดึงเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมือง ทำให้อิสรภาพสื่อถูกลิดรอนและหายไป
ทั้งนี้ ปานเทพ มองว่า ถ้าให้สื่อรู้ทันนักการเมือง กสทช.ต้องรู้ทันทุนและนักการเมืองด้วย เพราะถ้าตั้งโจทย์ผิดกลายเป็นเครื่องมือฝ่ายทุน สำหรับ เอเอสทีวีตรวจสอบรัฐบาลทุกยุค ประท้วงทุกรัฐบาล ทั้งทักษิณ สุรยุทธ์ สมัคร สมชาย ไม่เว้นแม้อภิสิทธิ์ ได้พิสูจน์บางอย่างโดยเห็นว่า เมื่อเริ่มตรวจสอบประชาธิปัตย์ทุนจะหายไป เมื่อตรวจสอบยิ่งลักษณ์ ยิ่งไม่มีใครกล้าลงโฆษณา
สำหรับไทยพีบีเอสอาจไม่ต้องกังวลเรื่องทุนทางการเมืองกลั่นแกล้ง แต่แคบไปเพียงโทรทัศน์หนึ่งช่อง ปัจจุบันมีสื่อที่สร้างสรรค์ เฟซบุ๊ก บล็อก นำเสนอได้ก้าวหน้ากว่ากระแสหลัก ทั้งหมดเพราะสื่อหลักไม่ทำงาน ถ้าฟรีทีวี วิทยุ มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาอะไรให้ชาติ จะไม่มาถึงขนาดนี้ ถ้าเปิดพื้นที่จริง ไม่จำเป็นต้องมีสื่อทางเลือก
สื่อทางเลือกล้วนมีทุนหนุนหลัง ตั้งคำถามว่าสื่อเหล่านี้จะตรวจสอบคอร์รัปชั่นในทุนของตัวเองได้อย่างไร ทั้งนี้ยังไม่คิดว่าสื่อที่เลือกข้างที่มีทุนทางการเมืองจะดูแลกันเองได้ การตั้งคณะกรรมการกันเองจะทำไม่ได้ เพราะจะเกรงใจกันและไม่ปฏิบัติตาม จนต้องออกมาตรการบังคับ ซึ่งจะกระทบสิทธิเสรีภาพ ทั้งนี้ ในการกำกับกันเองนั้น เสนอว่า ควรแยกสื่อเพื่อนักการเมืองไว้เป็นอีกหนึ่งหมวด และควรให้พื้นที่สื่อแต่ละพรรคเท่าเทียมกัน โดยนอกจากการดูแลกันเอง อาจต้องมี กกต. กำกับด้วย
ปานเทพ กล่าวด้วยว่า โจทย์สำคัญปัจจุบันคือ เรายังแยกไม่ออกระหว่างสื่อกับเครื่องมือของทุนและนักการเมือง

วิทเยนทร์ มุตตามระ ตัวแทนจากบลูสกายแชนแนล กล่าวว่า คนมองว่าการเกิดขึ้นของสื่อจำนวนมาก มีจุดเปลี่ยนที่การรัฐประหาร แต่จริงๆ แล้วเกิดก่อนหน้านั้น เพราะเสรีภาพที่ถูกจำกัดในช่วงปี 47-48 คน คนเห็นต่างจากรัฐบาล ถูกถอดรายการ เช่น สนธิ ลิ้มทองกุล เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ต้องหาช่องทางแสดงความคิด โชคดีที่มีเทคโนโลยี ดาวเทียม วิทยุชุมชน จนพอมาในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ คนก็ติกันว่ารัฐบาลไม่ทำอะไร ทำให้เกิดสื่อดาวเทียม วิทยุชุมชนเป็นปัญหาขึ้น
สำหรับบลูสกายแชนแนลนั้น ก่อตั้งเมื่อตุลาคม 54 แต่มีปัญหาเรื่องการออกอากาศมาตลอด แม้จะมีการเซ็นสัญญาแล้วก็ตาม จนมาได้ออกอากาศเมื่อ 1 ก.พ.ปีนี้ นอกจากนี้ อาคารที่เช่าก็ถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเข้าไปดูสัญญาเช่า เอกสารชำระเงินถึง 2 ครั้งในหนึ่งเดือน ถามไปยัง กสทช.ว่านี่คือการคุกคามเสรีภาพใช่หรือไม่
สำหรับแนวทางปฏิบัติในการดูแลกันเอง ขอให้มีทั้งการกำกับและส่งเสริม บังคับปฏิบัติใช้กันเสมอหน้า ส่งเสริมค่านิยมที่ถูกให้กับสังคม เช่น ต่อต้านค่านิยมเรื่องคอร์รัปชั่น และส่งเสริมคนที่ปฏิบัติได้ตามกรอบ ให้ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่ใช่ถูกคุกคามในการนำเสนอ เช่น ผู้ประกาศบลูสกายบางคนถูกถอดจากช่องอื่นๆ ที่ทำอยู่

บูรพา เล็กล้วนงาม ตัวแทนจากเอเชียอัพเดท
กล่าวว่า เมื่อพูดถึงจรรยาบรรณสื่อ ต้องพิจารณาก่อนว่า สื่อคืออะไร ส่วนตัวมองว่า สื่อมวลชน คือ สื่อของมวลชน ไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยลัทธิที่เหมาะกับมวลชนคือประชาธิปไตย ซึ่งเคารพสิทธิเสรีภาพ ดังนั้น สื่อจึงต้องมีประชาธิปไตยและประชาชนเป็นผู้กำกับ
สำหรับการกำกับดูแลกันเองของสื่อนั้น กสทช.อาจเป็นตัวกลาง เชิญสื่อมาออกทีวี ตั้งประเด็นว่าการเสนอข่าวแบบนี้ สื่อถึงอะไร ทำไมจึงเสนอแบบนั้น หรือในวาระครบหกปีการรัฐประหาร ก็ให้บอกจุดยืนของสื่อแต่ละแห่ง ทำเช่นนี้ เดือนละครั้ง เพื่อคนจะทราบจุดยืนและถือเป็นการตรวจสอบกันไปมา

แพทริก วินน์ กรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) และผู้สื่อข่าวอาวุโส เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Global Post กล่าวว่า สื่อการเมืองไทยไม่ใช่แค่เลือกข้าง แต่มีส่วนกับการเคลื่อนไหวบนถนน คนดูก็รู้ว่าใครเป็นสีอะไร ซึ่งก็ดีที่จริงใจและยอมรับว่าเป็นสื่อเลือกข้าง ทั้งนี้ มองว่า อคติแบบที่เป็นอันตรายต่อเมืองไทยกว่า คืออคติต่อนายทุนและผู้มีอำนาจ เช่น ถ้าผู้มีอำนาจไม่แถลงข่าวก็ประหนึ่งว่าเรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้น
เขากล่าวว่า ข้อควรรระวังในการนำเสนอคือ การรายงานแบบอ้างคำพูดโดยตรง เพราะอาจได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน เท็จ หรือตกเป็นเครื่องมือ โดยควรมีแหล่งน้อยอย่างน้อย 3 แหล่ง หรือ 2-3 มุมมองในเรื่อง เพื่อมุมมองที่รอบด้าน นอกจากนี้ ส่วนตัวจะไม่เดินทางแบบที่มีสปอนเซอร์จัดให้ เพราะมองว่าจะได้เห็นแต่สิ่งที่เขาอยากให้เห็น และไม่ค่อยเห็นคนที่ไป วิจารณ์คนจัดทริปเท่าใด รวมถึงไม่ควรเสนอข่าวลือของนักการเมือง เพราะแม้จะมีเนื้อหาน่าตื่นเต้นมาก แต่พอนักข่าวไม่เจาะลึก-ตรวจสอบ คนก็จะไม่รู้ว่าเรื่องนั้นๆ จริงไหม
แม้จะมีการเกิดขึ้นของสื่อพลเมืองจำนวนมาก อยู่ในที่ต่างๆ ที่นักข่าวอาจไม่ได้อยู่ อัพเดทได้ปัจจุบันทันด่วน และนำมาใช้ได้ฟรี เช่น ทวิตเตอร์ของมอเตอร์ไซค์รับจ้างคนหนึ่ง ซึ่งถ่ายคลิปเหตุการณ์ระเบิดที่สุขุมวิท แต่นักข่าวอาชีพควรมีอยู่ต่อไป เพราะการทำข่าววันต่อวันต้องใช้เวลาสูง มอเตอร์ไซค์รับจ้างคงไม่ไปรอนายกฯ ที่ทำเนียบเพื่อถามถึงนโยบายจำนำข้าว เพราะไม่ใช่เรื่องสนุกของคนส่วนใหญ่ ดังนั้น ตราบใดที่คนในสังคมยังไม่เห็นว่าเรื่องเหล่านี้สนุกต้องมีนักข่าวต่อไป
เขากล่าวว่า หวังว่า กสทช.จะเน้นการปกป้องนักข่าวจากผู้มีอิทธิพลในสังคม ไม่ใช่ปกป้องผู้มีอิทธิพลจากการเป็นข่า ทั้งนี้หากรัฐบาลอยากกำกับควบคุมสื่อจะนำสู่การลงโทษซึ่งไม่ใช่หนทางที่ดี ควรให้ดูแลกันเอง เราไม่สามารถเซ็นเซอร์ได้อีกแล้ว ทันทีที่ปิดวิทยุชุมชน ดาวเทียม จะขึ้นมาอีกในรูปอินเทอร์เน็ต คนจะกระหายข้อมูลเหล่านั้น ไม่รู้ว่ามีทางเลือกอื่นไหม นอกจากเผชิญหน้ากับมัน เชื่อในผู้บริโภค ให้มีข้อมูลหลากหลาย

อุษา บิกกินส์ ผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
มองว่า สื่อเลือกข้างนั้นไม่เป็นไร แต่อยากให้บอกหน่อยว่าอยู่ข้างไหน ส่วนการปิดกั้นสื่อเลือกข้างนั้น มองว่าทำไม่ได้ ต้องเข้าใจเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
สำหรับการตัดอิทธิพลสื่อทุน-รัฐพูดกันมานานแล้ว แต่ยังทำไม่ได้ มองว่าสิ่งที่ภาครัฐ หรือ กสทช.ทำได้คือตกลงร่วมกัน ว่า ควรมีข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนกี่เปอร์เซ็น ไม่ใช่ผลิตซ้ำ สะท้อนแต่เสียงนักการเมือง แต่ควรฟังภาคประชาชนด้วย และเน้นว่า การตรวจสอบ-กำกับดูแลกันเอง ควรอยู่ที่สื่อกระแสหลัก ที่อยู่ในฟรีทีวีทุกช่อง

ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.
แสดงความเห็นว่า หลายคนคาดหวังกับ กสทช. แต่อยากบอกว่า กสทช. 11 คนก็มีความคาดหวังส่วนตัว ไม่ว่าจากรัฐ ทุน ฯลฯ สังคมจึงต้องกำกับการโหวตต่างๆ ของ กสทช.ด้วย อย่างไรก็ตาม มองว่า หากรัฐมาเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสาร ประชาธิปไตยจะล้มเหลว ดังนั้น หน้าที่ของรัฐจึงควรกำกับหน่วยธุรกิจ เช่น เวลาโฆษณา ส่วนวิชาชีพนั้นให้กำกับกันเอง

สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการการส่งเสริมการกำกับดูแลกันเอง
ให้ สัมภาษณ์ว่า จากการพูดคุยกันนี้ มองว่า กสทช.ได้รับการยอมรับในระดับหนึ่งในการเป็นตัวกลางระหว่างคนทำสื่อต่างๆ ซึ่ง กสทช. คงต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
สุภิญญา กล่าวว่า สำหรับการพูดคุยในวันนี้จะนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำกับดูแลต่อไป โดยในปีหน้า เมื่อสื่อต่างๆ ลงทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบกิจการแล้ว ต้องมีการตั้งองค์กรวิชาชีพ เพื่อกำกับดูแลกันเอง เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน ต้องแก้ไขปัญหา แต่หากไม่จบในขั้นของวิชาชีพ กสทช.ก็อาจต้องเข้ามาใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งมองว่าจะใช้เวลานาน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดในเรื่องนี้ยังไม่สรุป

คปก.ออกหลักเกณฑ์สนับสนุนร่างกฎหมายประชาชน

ที่มา ประชาไท

 

ครอบคลุมตั้งแต่วิธีการจัดทำร่างกฎหมาย การเข้าร่วมในการจัดทำร่างกฎหมาย การสนับสนุนการศึกษาวิจัย  การประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย การสนับสนุนการเผยแพร่ร่างกฎหมาย
11 กันยายน 2555 – คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.)ได้ออกระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการให้คำ ปรึกษาและสนับสนุนในการร่างกฎหมายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พ.ศ.2555เพื่อการให้คำปรึกษาและสนับสนุนการดำเนินการในการร่างกฎหมายของ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
ในการดำเนินการสนับสนุนการร่างกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จะประกอบด้วย 1.ให้ข้อเสนอแนะวิธีการจัดทำร่างกฎหมาย บันทึกหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ และเหตุผลในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ 2.เข้าร่วมในการจัดทำร่างกฎหมาย 3.สนับสนุนการศึกษาวิจัย ในกรณีที่คณะกรรมการมีความเห็นว่า การร่างกฎหมายดังกล่าวมีความจำเป็นที่จะต้องแสวงหาข้อมูล หรือองค์ความรู้เพิ่มเติม 4.ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของผู้ขอรับการสนับสนุน 5.สนับสนุนการเผยแพร่ร่างกฎหมายของประชาชนต่อสื่อสารสาธารณะ และ 6.เรื่องอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร
ทั้งนี้หลักเกณฑ์ในการให้การสนับสนุนการร่างกฎหมายจะกระทำเมื่อปรากฏว่า เป็นกฎหมายที่มีหลักการเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยหรือแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐหรือที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งในการขอรับการสนับสนุนในการร่างกฎหมายนั้น ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าคนหรือผู้แทนองค์กรเอกชน ซึ่งได้ดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ขอรับการปรึกษาและการสนับ สนุนในการร่างกฎหมายเป็นที่ประจักษ์ ประสงค์จะขอให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายสนับสนุนการร่างกฎหมาย ต้องแต่งตั้งตัวแทนผู้ยื่นคำขอ จำนวนไม่น้อยกว่าสองคน โดยอาจแสดงให้เห็นถึงการประสานงานกับเครือข่ายในการดำเนินการเสนอกฎหมายด้วย และต้องยื่นคำขอนั้นตามแบบ คปก.ขช.๒ พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง อาทิ สภาพปัญหาและความจำเป็นในการปรับปรุงและพัฒนากฎหมาย  สรุปสาระสำคัญและหลักการของกฎหมายที่ต้องการเสนอปรับปรุงและแก้ไขประชาชนผู้ มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้แทนองค์กรเอกชนราย สามารถยื่นคำขอนั้นตามแบบ คปก.ขช. ๑ ต่อสำนักงานฯหรือยื่นคำขอด้วยตนเอง ทางจดหมาย ทางโทรศัพท์ ทางโทรสาร  สื่ออิเล็กทรอนิกส์  โดยดาวน์โหลดแบบคำขอรับคำปรึกษาในการร่างกฎหมายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือก ตั้งได้ทางเว็บไซต์คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย www.lrct.go.th หรือติดต่อขอรับแบบคำขอรับคำปรึกษาในการร่างกฎหมายได้โดยตรงที่สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในวันและเวลาราชการ


AttachmentSize
ระเบียบ_คปก._ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการให้คำปรึกษาและสนับสนุนการดำเนินการร่างกฎหมายของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พ.ศ....pdf231.55 KB

กำแพงกั้นน้ำจ.สุโขทัยพัง นายกปูลงพท.กระทันหัน

ที่มา thaifreenews


         แหล่ง ข่าวที่ประชุม ครม.เผยว่า ในการประชุม ครม.นายปลอดประสพได้สรุปสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.สุโขทัย และพื้นที่ภาคเหนือ ว่า เนื่องจากน้ำไหลทะลุกำแพงด้านล่างที่เกิดจากก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน ไมใช่ความผิดของใคร ในขณะที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ได้กล่าวในที่ประชุมว่า เมื่อช่วงเช้านายอภิสิทธิ์ลงพื้นที่ จ.สุโขทัยแล้ว ทันทีที่นายยงยุทธพูดจบ บรรดารัฐมนตรีต่างพากันหัวเราะ ขณะที่นายกฯ ได้เพียงแต่ยิ้มๆ ซึ่งนายยงยุทธยังกล่าวอีกว่า ตอนนี้ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานระดมกำลังลงไปในพื้นที่น้ำท่วมแล้ว เชื่อว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยก่อนนายกฯ ลงพื้นที่วันที่ 13 ก.ย. ที่ จ.พิษณุโลก และสุโขทัย
    มีรายงานอีกว่า ในการประชุม กบอ.เมื่อวันที่ 10 ก.ย. นายกฯ ได้แสดงความไม่พอใจถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ถึงกับกล่าวกลางที่ประชุมว่า ทำไมไม่มีรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบนและตอนล่าง ภาพที่สื่อนำออกมาเผยแพร่สถานการณ์หนักมากแล้ว เหมือนท่วมทั้งประเทศแล้ว ทำไมยังไม่รายงานเรื่องนี้เลย

นายกยิ่งลักษณ์เดินทางลงพท.น้ำท่วมกระทันหัน

รายงานข่าวจากคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า 
การตัดสินใจลงพื้นท่ีจังหวัดภาคเหนือตอนล่างนั้น 
เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาแบบเดียวกับจ. สุโขทัย 
อีกทั้งในการประชุมกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย ( กบอ.)  
เม่ือวันที่  10 กย. ท่ีผ่านมานายกรัฐมนตรี 
ไม่พอใจอย่างมากกับเหตุการณ์น้ำท่วมที่สุโขทัย 
แต่ผู้ว่าฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กลับไม่มีใครรายงาน มีแต่สื่อเท่านั้นที่รายงานสถานการณ์ 
จึงตัดสินใจลงพื้นที่เพื่อไปส่ังการด้วยตัวเอง 
อีกทั้งถูกโจมตีอย่างมากว่าไม่ลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วม

10คำถา่มฮาร์ดคอร์ต่ออริสมันต์6ปี19กันยา49

ที่มา Thai E-News




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 กันยายน 2555

Q:จะครบรอบ6ปีรัฐประหาร 19 กันยา 2549 แล้ว อยากพูดอะไรเกี่ยวกับรัฐประหารบ้าง?

A:พอดีผมไปบวชมา ก็มีข้อสรุปว่าทุกฝ่ายทั้งกองทัพ อำมาตย์ นักการเมือง สื่อ และทุกฝ่ายหากมีพรหมวิหาร4 คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ปัญหาบ้านเมืองจบครับ

Q:คุณเ้คยพูดไว้ว่าหากเกิดปฏิวัติรัฐประหารให้ประชาชนต่อต้านด้วยการเตรียมน้ำมันใส่ขวดละลิตร คุณยังยืนยันเหมือนเดิมไหม?

A:คือที่ผมพูดมันเป็นโวหารสำนวนครับ หากจะเอาจริงเอาจังกับคำพูดผมขนาดนั้น ทำไมไม่ลองจริงจังกับคำพูดคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่พูดว่า"จะประชาชนแสนคนหรือคนเดียวหากแสดงความไม่เห็นด้วย รัฐบาลก็ควรฟัง" นั่นเป็นคำพูดของคนระดัีบนายกรัฐมนตรีนะครับ พอคนออกมาประท้วงเป็นแสนเป็นล้าน ไม่เห็นฟัง ทำไมสังคมไม่ไปเอาเรื่องกับคนพูดแบบนั้นบ้าง

Q:งั้นถามใหม่ หากเกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง คุณจะออกมาต่อต้านไหม หรือวางเฉย

A:ก็เรื่องมันยังไม่เกิด ผมจะไปตอบอะไรได้ แต่หากมันเกิดจริง ผมว่าต้องเจอทีเด็ดแน่ แต่ทีเด็ดอย่างไร ผมไม่ขอบอก

Q:คุณจะสนับสนุนให้ประชาชนต่อต้านการรัฐประหารไหม หากเกิดแบบ19กันยายน49อีก?

A:ผมว่าประชาชนควรมีสิทธิที่จะต่อต้าน เพื่อพิทักษ์รักษาประชาธิปไตย แต่กติกาต่างๆยังไม่เอื้ออำนวยให้ประชาชนลุกออกมาต่อสู้เท่าไหร่..

ผมอยากให้เกิดเรื่องต่อไปนี้นะ อยากเห็นศาลทั้ง3ศาล ชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา ออกมาประกาศเลยว่า ต่อไปนี้จะไม่ยอมรับอำนาจของคณะปฏิวัติรัฐประหารอีกต่อไปแล้ว จะไม่ยอมรับว่าหากใครยึดอำนาจทำรัฐประหารสำเร็จจะได้ชื่อว่าเป็นรัฐาธิปัตย์ เท่านี้ก็จะทำให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยสามารถที่จะออกมาทัดทานต่อต้านการ ทำรัฐประหารได้อย่างเต็มที่

ผมอยากเห็นเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ

Q:ชีัวิตของคุณทุกวันนี้เป็นอย่างไร หากย้อนกลับไปได้คุณยังจะทำแบบที่สื่อกระแสหลักเรียกคุณว่าเป็นฮาร์ดคอร์อีกหรือไม่?

A:เมื่อ20ปีก่อนผมเป็นนักร้องเพลงพ็อพที่คนเรียกว่าเป็นคนร้องเพลงได้ โรแมนติกที่สุด คนก็อยากเห็นผมเป็นแบบนั้น ต่อมาผมมาทำงานการเมืองเป็นส.ส.ออกมาต่อต้านการรัฐประหารของคมช.สื่อก็เรียก ว่าผมเป็นฮาร์ดคอร์ ความจริงผมแค่ดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด

Q:แต่คุณก็มีพฤติการณ์หลายอย่างว่าเป็นฮาร์ดคอร์นะ อย่างตอนการชุมนุมตอนสงกรานต์ปี2552คุณก็พาม็อบบุกโรงแรมที่ประชุมAPECจนการ ประชุมล่มลงไม่เป็นท่า

A:ตอนนั้นคนเสื้อแดงอยากไปฟ้องต่อที่ประชุมAPECว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีที่ มาไม่ชอบธรรม ฝ่ายรัฐบาลก็หาคนใส่เสื้อสีน้ำเงินมาทำร้ายคนเสื้อแดงปางตาย ผมก็ไปช่วย เมื่อคนเสื้อแดงแสดงความไม่พอใจจะเข้าไปในโรงแรมที่ประชุมAPEC ผมก็ไปห้ามปรามว่าอย่าทำให้เกิดความรุึนแรง ก็กลายเป็นการเสนอข่าวว่าผมพาพวกบุกล้มการประชุม

Q:มีข่าวว่าคุณพยายามขัดขืนการจับกุมของเจ้่าหน้าที่ในตอนสงกรานต์ปี52

A:ก็บุกมาเป็น200-300คนที่บ้านผม นำตัวผมไปขึ้นฮ.บอกจะพาไปที่หนึ่งแล้วจะไปอีกที่ ผมนั่งฮ.ไปกับคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ตอนนั้นมีนายตำรวจนายหนึ่งมาควบคุมตัวผมไป เขามีประวัติเรื่องวิสามัญฆาตกรรม ผมก็กลัวโดนวิสามัญก็เลยเอาวะ หากจะตายก็คงต้องสู้กันซักตั้ง ก็ต่อสู้่ตำรวจบนฮ. จนตำรวจบอกว่าพอแล้ว และคุณจตุพรก็ห้ามว่าตำรวจจะพาฮ.ลงแล้ว ผมก็เลยให้ดำเนินคดี

Q:ในการชุมนุมปี2553คุณมีพฤติการณ์ฮาร์ฺดคอร์มากทั้งบุกสภา ทั้งหลบหนีที่โรงแรมSC PARK

A:ที่สภานี่คือคนเสื้อแดงไปชุมนุมหน้าสภา มันมีคนโยนระเบิดมาใส่2ลูก เราเลยขออนุญาตทางเจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมตัวแล้วก็ไปเจอส.ส.ประชาธิปัตย์ รายหนึ่งมีปืนเอ็ม16เราก็ขออาวุธปืนจะได้ไม่เกิดเหตุรุนแรง ผมไประงับความรุนแรงก็กลายเป็นผมนิืยมความรุนแรงไป

ตอนที่ผมหลบหนีที่โรงแรมSC PARKแล้วโรยตัวหนีลงมา มีพี่น้องมวลชนเสื้อแดงไปช่วย และเราได้ขอคุมตัวตำรวจไว้ ก็เพราะมีการยิงเข้ามาในห้องพักผม มีระเบิดเข้ามา ผมก็หนีออกมาได้และก็ต้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพาผมไปส่งเวทีชุมนุมราช ประสงค์ ไม่ได้ให้เป็นตัวประกัีนอะไรเลย ก็หาว่าผมเป็นฮาร์ดคอร์

Q:ตอน19พฤษภา53ทำไมคุณไม่ยอมเข้ามอบตัวกับแกนนำคนอื่น แต่กลับหนี...

A:มันมีข่าวหนาหูมากว่า เขาจะจับตายผม อ้างว่าเป็นคำสั่งจากระดับสูง จริงหรือเท็จไม่ทราบ ผมก็เลยหลบหนีไปลี้ภัยในต่างประเทศ และเมื่อมีการเลือกตั้งเรียบร้อยผมก็กลับมา และได้ประสานงานสายตรงไปยังผู้ใหญ่ระัดับสูงว่า เข้าใจผมผิดทั้งนั้น ผมเป็นเพียงต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมืองเพื่อประชาธิปไตย ผู้ใหญ่ก็เข้าใจผมก็กลับมาต่อสู้ในประเทศ

Q:6ปีหลังรัฐประหาร19กันยา49ประเทศเรามีบทเรียนอะไรบ้าง..

A:ประชาชนไทยหูตาสว่างขึ้นมาก แต่อำมาตย์ยังไม่มีบทเรียนอะไร พวกเขายังอยากให้ประเทศให้ประชาชนเหมือนเดิม แต่ประชาชนไม่เหมือนเดิมอีกต่ิอไปแล้ว

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 12/09/55 ไฟใต้จะดับด้วย น้ำใจหรือน้ำลาย....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ไฟใต้ระอุ ปะทุโถม โหมกระหน่ำ
วิกฤติซ้ำ ร้อนเร่า ถูกเผาผลาญ
ชนถูกฆ่า ถูกเชือด อย่างเดือดดาล
หลายปีผ่าน ยังลุกไหม้ ไฟลุกโชน....

ผ่านมากี่ ยุคสมัย ไฟไม่ดับ
ความย่อยยับ ทับบดขยี้ จนปี้ป่น
แผ่นดินแยก แตกเป็นเสี่ยง เยี่ยงเมืองโจร
ต้องทุกข์ทน ทรมาร มานานปี....

คนบางกลุ่ม มันคุดคู้ อยู่เบื้องหลัง
ยังเพ้อคลั่ง สร้างวุ่นวาย ไม่หน่ายหนี
เป็นเงื่อนไข ให้สั่งฆ่า ตามราวี
ลืมชั่วดี สร้างหายนะ ไม่ละเว้น....

ส่งน้ำใจ จากทั่วถิ่น แผ่นดินสยาม
ชนทุกนาม ร่วมส่งใจ ที่ได้เห็น
ให้เมืองใต้ ผ่องแพ้ว แล้วร่มเย็น
มีรอยยิ้ม ดั่งเคยเป็น ไม่เว้นวัน....

แม้พวกชั่ว ขัดแข้งขา อย่าหวั่นไหว
พวกอัปรีย์ คิดจัญไร ไม่สร้างสรรค์
ไม่ร่วมมือ ไม่ช่วยแก้ ช่างแม่..มัน
"เรา" เชื่อมั่น เดินหน้าช่วย ด้วย"น้ำใจ"....

๓ บลา / ๑๒ ก.ย.๕๕

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 11/09/55 อารมณ์ด้านมืด....

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




เพราะตัวตน วิปริต จิตอคติ
อย่าได้ริ เสนอหน้า มาเทียบชั้น
ต่อมอิจฉา ที่ถาโถม เข้าโรมรัน
ปากคอสั่น น่าสมเพช สุดเวทนา....

พี่ๆ น้องๆ บินพบกัน สัมพันธ์แน่น
ตัวกลับแค้น อกสั่น หวั่นผวา
ใครพบใคร ใยโมโห ทำโกรธา
เสนอหน้า มาเพ้อพร่ำ ทำอัปรีย์....

เผยทาสแท้ คนสามานย์ สันดานถ่อย
พูดตอดเล็ก ตอดน้อย ด้อยศักดิ์ศรี
แถมยังมัว คิดสับสน ว่าตนดี
คุณค่ามี แค่เศษดิน สิ้นราคา....

สั่งปราบฆ่า ประชาชน ทุกคนเห็น
ยังหน้าเป็น ทำเลอะเลือน เห่าเหมือนหมา
แถมค่อนขอด สัปดน คนระอา
ทั้งถูกด่า ถูกไล่ ไม่สำนึก....

คืออารมณ์ คนจัญไร ในด้านมืด
เผยกำพืด ของตนไว้ ไม่รู้สึก
น้ำตาตก หนาวเหน็บ เพราะเจ็บลึก
กรรมตกผลึก ถึงทรราช พวกฆาตกร....

๓ บลา / ๑๑ ก.ย.๕๕

'ประยุทธ์'โวความสำเร็จยิ่งใหญ่ 80 อาร์เคเคเข้ามอบตัว

ที่มา uddred

 ไทยรัฐ 12 กันยายน 2555 >>>






“ประยุทธ์” โวความสำเร็จยิ่งใหญ่ 80 อาร์เคเคเข้ามอบตัว เผยบางรายมีชื่อในทำเนียบโจรใต้ เชื่อแกนนำกดหัวไม่ให้มอบตัว ขณะประกาศลั่นทหารไม่ใช่พยาธินั่งรองาน ยันกองทัพทำงานตามยุทธศาสตร์ เลือกตั้งผู้ว่าฯภาคใต้ต้องถกผลได้-ผลเสีย...

วันที่ 11 ก.ย. ที่วิทยาลัยการทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.กล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เสนอการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาภาคใต้ว่า เป็นเรื่องทางการเมือง ตนไม่รู้ว่าถูกหรือผิด ต้องดูว่าเป็นไปได้และประชาชนต้องการอย่างไร ถ้ามองด้านความมั่นคงจะมีผลดีผลเสียคุ้มหรือไม่ที่จะเลือกตั้งผู้ว่าฯ ตนไม่ขัดแย้งกับฝ่ายบริหาร แต่ในฐานะที่ดูแลงานด้านความมั่นคงทุกอย่างสามารถทำได้แต่ต้องมีทุกมาตรการ ป้องกันเหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งต้องทำทุกวิถีทางไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้

เมื่อถามถึง แกนนำกลุ่มอาร์เคเคจะเข้ามอบตัวกับ แม่ทัพภาคที่ 4 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นความก้าวหน้าที่พูดไม่ได้ซึ่งเราพูดคุยมาตลอดขึ้นอยู่ว่ารัฐบาลจะดูแล ผู้ก่อการร้ายได้แค่ไหนทั้ง 80 คน เจ้าหน้าที่แสดงออกถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาที่ไม่ใช้ความรุนแรง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เห็นเขาจึงออกมามอบตัว ส่วนอีกฝ่ายพยายามกดดันไม่ให้คนกลุ่มนี้มอบตัวจึงใช้ความรุนแรงเข้ามาสู้กัน อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่และเรื่องอื่นๆ คงตามมา

“สิ่งที่เกิดขึ้นทำมาหลายปีจนกว่าเขาจะเชื่อใจทั้งในเรื่องคดีและอื่นๆ ผมกังวลแทนเขาเพราะการที่เขาออกมาต้องดูกฎหมายมาตรา 21 ของพ.ร.บ.ความมั่นคงฯจะสามารถดูแลได้แค่ไหน ซึ่งแตกต่างกับ 66/23 ซึ่งเป็นการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อมีคำสั่ง 66/23 ออกมาสามารถยกความผิดให้ได้ แต่เหตุการณ์ในพื้นที่ภาคใต้เป็นพลเรือนที่เสียชีวิต ทั้งไทยพุทธไทยมุสลิมซึ่งมีกฎหมาย ป.วิอาญาเข้ามาเกี่ยวข้องและเราต้องการให้คนกลุ่มนี้ออกมา ส่วนโทษทัณฑ์ค่อยว่ากัน ต้องพอใจกันทุกฝ่ายรวมถึงการดูแลความปลอดภัยทั้ง 80 คน สิ่งที่เราทำมา 7 ปีถือว่าเป็นการเริ่มต้น” ผบ.ทบ. กล่าว

เมื่อถามว่า กลุ่มคนทั้ง 80 คนเป็นตัวจริงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ได้ตรวจสอบแล้วมีทั้งรายชื่อในคดี ป.วิอาญาและที่อยู่ในทำเนียบกำลังรบผู้ก่อความไม่สงบคงต้องพิสูจน์ว่าใช่ หรือไม่ เพื่อแสดงความจริงใจต่อกัน อย่าไปกังวล ถ้าไม่ใช่เขาจะมามอบตัวทำไม ที่ผ่านมาตรวจสอบยากเพราะเขาอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าถูกหลอกจริงหรือไม่ เมื่อถามว่า หากเปลี่ยนแม่ทัพภาคที่ 4 จะกระทบต่อการแก้ไขปัญหาหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กองทัพบกทำงานด้วยระบบไม่ใช่ตัวบุคคล ตัวบุคคลเป็นเพียงตัวขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า ใครที่เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ต้องมีความสามารถ ตนไม่ได้เก่งกาจอะไรแต่สามารถขับเคลื่อนได้ซึ่งไม่มีใครทำได้ดีที่สุด การทำงาน ไม่ใช่ว่าวันนี้คิดจะทำอะไรเหมือนพยาธิในท้องพอตื่นขึ้นมาคนกินอะไรลงไปบ้าง ก็กินตาม ทหารไม่ใช่พยาธิพอตื่นขึ้นมาแล้วถามว่าต้องทำอะไรเราทำงานตามแผนงานตาม ยุทธศาสตร์

นักการเมืองแนะรัฐยก ‘นาทวี’ เป็นจังหวัดใหม่ชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

 
เวทีนักเมืองชายแดนใต้ แนะรัฐตั้งยกฐานะ ‘นาทวี’ ตั้งเป็นจังหวัด รวม 4 อำเภอชายแดนของสงขลา จี้ ปปง.สอบให้ชัดโรงเรียนศาสนาไหนให้เงินหนุนก่อการร้าย ติงอย่าสร้างบรรยากาศให้ระแวง เสนอรัฐตั้งเกณฑ์ซื้อที่ชายแดนใต้
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 กันยายน 2555 ที่ห้องปาหนัน โรงแรมปาร์ควิว อ.เมือง จ.ยะลา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล จัดสานเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนปัญหาและทางออกระหว่างนักการเมืองชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 8 เพื่อเดินหน้าสู่สันติสุขที่มั่นคง มีนักการเมืองจากพรรคต่างๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วม 5 คน ได้แก่ นายเด่น โต๊ะมีนา นายนัจมูดดิน อูมา อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคมาตุภูมิ นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น
จากนั้นเวลา 13.00 น. นายเด่น พร้อมกับนายประเสริฐ เป็นตัวแทนแถลงข้อสรุปจากการสานเสวนา ซึ่งมี 3 ประเด็น ได้แก่ 1.เสนอให้ยกฐานะอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เป็นจังหวัดนาทวี โดยรวมอำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี ของจังหวัดสงขลา รวมเป็นจังหวัดนาทวี เนื่องจากปัจจุบันอำเภอนาทวี หน่วยงานราชการระดับจังหวัดรองรับอยู่แล้ว เช่น ศาลจังหวัดนาทวี สำนักงานอัยการจังหวัดนาทวี สำนักงานขนส่งจังหวัดนาทวี ราชทัณฑ์จังหวัดนาทวี เป็นต้น
2.เสนอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสืบสวนเป็นเฉพาะรายสำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากตรวจสอบพบว่านำเงินไปใช้ที่ผิดกฎหมาย
“การที่ปปง. แถลงข่าวว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามนำเงินไปใช้ในการก่อการร้ายนั้นจะทำ ให้เกิดบรรยากาศหวาดระแวงมากว่าที่ทำให้บรรยากาศที่ดี เพราะโรงเรียนเอกสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับเงินบริจาคจากทั้งใน และต่างประเทศมาใช้ในประโยชน์ในการศึกษา และเกรงว่าจะถูกเพ่งเล็งทั้งๆ ที่ดำเนินงานอย่างถูกต้อง” นายเด่น แถลง
ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง.เปิดแถลงข่าวในประเด็นดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2555 ที่สำนักงาน ปปง. กรณี คณะกรรมการ ปปง.มีมติยึดทรัพย์นายอุเซ็ง ปุโรง เจ้าของโรงเรียนอิสลามบูรพา จังหวัดนราธิวาส กับพวก รวม 3 รายการ มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท และให้อัยการส่งฟ้องศาล พร้อมกับแถลงว่า กำลังจับตาโรงเรียนปอเนาะและโรงเรียนสอนศาสนา 2-3 แห่ง นำเงินมาใช้ผิดประเภท โดยสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
3.ตามที่รัฐบาลตั้งงบประมาณ 1,200 ล้านบาท สำหรับซื้อและจำนองที่ดิน เพื่อแก้ปัญหาการกว้านซื้อที่ดินในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ที่ประชุมเห็นว่า การรับซื้อที่ดินควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น พยายามไม่ให้คนอพยพย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่ ให้ประชาชนได้รับราคาขายที่ดินที่เป็นธรรม เป็นต้น อีกทั้งรัฐบาลควรตั้งเกณฑ์ที่รัดกุมในการรับซื้อที่ดิน โดยไม่เลือกปฏิบัติทั้งด้านเชื้อชาติและศาสนา อนึ่ง รัฐบาลควรตั้งงบประมาณเพื่อการนี้ให้เพียงพอ