ที่มา thaifreenews
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, September 24, 2012
คำถามถึงคอป.
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 24/09/55 เรื่องของ...คนชุดดำ
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

บทพิสูจน์ ใจอคติ ริมุสา
ธงที่ตั้ง ท่านได้ แต่ใดมา
ถึงด้านหนา เฉไฉ ได้บัดซบ....
ความจริง..เป็นอย่างไร ไม่ค้นหา
เอ่อ..ผมเชื่อ..ยืนยันว่า เอามากลบ
รายงานชั่ว 25 ล้าน ที่ผลาญงบ
คิดเลี่ยงหลบ ความจริง ยิ่งเข้าตัว....
เป็นกลเกมส์ ต่ำช้า พาวิบัติ
จึงรวบรัด จัดไว้ ได้ชั่วๆ
"คนชุดดำ" เรื่องหมกมุ่น ที่ขุ่นมัว
แผนรวมหัว โยนผิด คิดอัปรีย์....
เมื่อหูตา ฝ้าฟาง ไร้ทางแก้
เป็นได้แค่ อมนุษย์ สุดบัดสี
เอาอคติ เป็นที่ตั้ง ไม่หวังดี
จึงย่ำยี ด้วยอำนาจ ขาดคุณธรรม....
โน่นไง..คนชุดดำ ย้ำให้เห็น
อยู่ข้างเมรุ เห็นไหม ไอ้ตาต่ำ
อย่ามัวแต่ วิปริต คิดริยำ
คนเค้าขำ รายงานมั่ว..ชั่ว+จัญไร....
๓ บลา / ๒๔ ก.ย.๕๕
ไทยโมเดลสำหรับคิมจองอิล
ที่มา Thai E-News
เขาตอบว่า “ประเทศไทยรักษาประเพณีของระบบราชาธิปไตยไว้ได้แข็งแกร่ง
แล้วยังคงอิสรภาพเอาไว้ได้ตลอดประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และสั่นคลอน
ขณะเดียวกันก็มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ผมติดตรึงใจอย่างยิ่งในไทยโมเดล”
![]() |
| นางแมเดลีน อัลไบร๊ซ์ (ภาพจากวิกิพีเดีย) |
หลังจากสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งเธอปฏิเสธข่าวลือว่าจะกลับไปสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเช็คโกสโลวาเกีย ประเทศบ้านเกิด แต่หันไปดำเนินธุรกิจบริษัทให้คำปรึกษากิจการระหว่างประเทศ พร้อมทั้งดำรงตำแหน่งกรรมการอำนวยการศูนย์กลางที่ปรึกษากิจการระหว่างประเทศบรุ้คกิ้งโดฮา และสถานศึกษากิจการต่างประเทศว้อลส์ มหาวิทยาลัยจ๊อร์จทาวน์
ร่วมเขียนโดยบิล วู้ดเวิร์ด
เหลืองหลบไปแดงคึกต้อนรับยิ่งลักษณ์อินนิวยอร์ก
ที่มา Thai E-News
นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปประชุมUNที่นิวยอร์ก โดยได้แวะร่วมพระราชพิธีอภิเษกสมรสพระราชธิดา ในพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรบรูไนด้วย(ภาพ:น่ารักก็ไม่บอก)
23 กันยายน 2555
เมื่อวันนี้ เวลา 05.00น.นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคณะ บินจากสนามบิน สุวรรณภูมิ แวะประเทศบรูไนฯ ร่วมงานฉลองสมรสพระราชธิดาสุลต่านฯ จากนั้นเดินทางต่อไปยังมหานครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมประชุมสหประชาชาติครั้งที่67 ระหว่างวันที่ 23-29 ก.ย.2555
นายก รัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า จะเข้าร่วมประชุมกับผู้นำกว่า 190 ประเทศ ซึ่งในที่ประชุมจะเน้นการแก้ปัญหาของโลก และพูดถึงความมั่นคงและสันติภาพ และยังจะได้มีโอกาสพบปะหารือกับนายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนถึงการพัฒนาพื้นฐานคุณภาพชีวิตเด็กและสตรี และจะพูดถึงความก้าวหน้าในการปรับปรุงระบบสาธารณสุข และการพัฒนาบทบาทสตรี โอกาสนี้ จะได้กล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน Executive Luncheon Meeting กับภาคเอกชนไทย และนักลงทุนสหรัฐ ในกลุ่ม real sector และกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “The State of Thai Economy” เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและภาวะตลาดทุนไทย
“จะ ใช้เวทีนี้สร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนต่างชาติว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุน และมีความมั่นใจในการบริหารจัดการน้ำ มีโครงการลงทุนและแผนการลงทุนในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายก รัฐมนตรี กล่าวว่า ในระหว่างที่เดินทางไปประชุม ยังมีกำหนดจะพบปะหารือทวิภาคีกับผู้นำประเทศอื่น อาทิ ประธานาธิบดีสหภาพพม่า ซึ่งจะพูดคุยถึงความร่วมมือการค้าการลงทุน และความคืบหน้าในการก่อสร้างท่าเรือทวาย และจะได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อหารือถึงความร่วมมือระหว่างกัน
นายก รัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันที่ 27 กันยายนนี้ ยังมีโอกาสพบปะกับนาย Michael Rubens Bloomberg นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก และจะได้ศึกษาดูงานของนครนิวยอร์ก ซึ่งมีประสบการณ์สำเร็จในด้านธุรกิจและการเมือง รวมทั้งระบบการทำผังเมือง และจะได้นำประสบการณ์นี้มาประยุกต์ใช้กับกรุงเทพมหานครต่อไป
เสื้อแดงนิวยอร์กพรึ้บต้อนรับนายกฯประขุมUN
คุณวิลลี่ แกนนำเสื้อแดงไทยในมหานครนิวยอร์กได้เชิญชวนคนไทยผู้รักประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริการ่วมกันต้อนรับให้กำลังใจน.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่า ที่มีกำหนดการเดินทางมาร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ สมัยที่ 67 (67th Session of the United Nations General Assembly) ระหว่างวันที่ 24-29 กันยายน 2555 ณ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมร่วมรับประทานอาหารค่ำและโฟนอินที่New Broadway Seafood 83-17 Broadway Elmhurst, NY 11373 เวลา18.00 วันที่ 23 กันยายน
สร็จจากทานอาหารเย็น และการประชุม ขอเชิญทุกท่านไปร่วมต้อนรั
โดยติดต่อเข้าร่วมงานได้ทั้งนิวยอร์กและต่างรัฐกับคุณวิลลี่ โทรศัพท์ 9173648067 และคุณเต๋ิอ 917 683 7156
นายกฯ ยิ่งลักษณ์จะออกเดินทางด้วยเที่ยวบินพิเศษ จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วันที่ 23 ก.ย. เวลา 05.00 น. ไปร่วมพิธีอภิเษกสมรสพระราชธิดาในสุลต่านบรูไน ที่กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน เนการา บรูไน ดาลุสลาม จากนั้นจึงเดินทางไปยังนครนิวยอร์คต่อไป
ขณะที่พันธมิตรฯประจำนครนิวยอร์ก นำโดยเจ้าเก่าขาประจำ นางไพลิน คำศิริ ที่เคยก่อการชุมนุมยกป้ายประท้วงอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เยือนอเมริกาเมื่อไม่นานมานี้ ได้นัดพรรคพวกเสื้อเหลืองในอเมริกาออกมาเดินขบวนขับไล่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งของประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่
ความฝันของพันธมิตรนิวยอร์ก-โฉม หน้าของไพลิน คำศิริ พันธมิตรตัวแม่ในนิวยอร์ก จัดโปรไล่นายกฯยิ่งลักษณ์ไปประชุมUNที่นิวยอร์ก 23-26ก.ย.นี้ โดยเขียนป้ายโหยหารัฐประหาร ตั้งความหวังว่าทางเมืองไทยจะยึดอำนาจรัฐบาลจากการเลือกตั้งของคนไทยเสียง ข้างมาก แบบเดียวกับตอนที่พ.ต.ท.ทักษิณไปประชุมUNแล้วเกิดรัฐประรัฐหาร 19 กันยายน 2549 ขณะที่เสื้อแดงนิวยอร์กนัดหมายต้อนรับให้กำลังใจนายกฯกันเต็มที่

ไพลิน กับหมอ ภุชงค์ ศรีเศรษฐนิล และภรรยา เสื้อเหลืองที่ยังไม่สูญพันธุ์ในนิวยอร์ก
ทั้ง นี้นางไพลิน ได้ขออนุญาตการเดินขบวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในนครนิวยอร์กเป็นที่เรียบร้อย แล้ว โดยมีกำหนดชุมนุมและเดินขบวนรวมเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 24-26 กันยายน เวลา 9.00 น. ที่โรงแรม Plaza Athenee New York และ ภาคบ่ายที่โรงแรม The St. Regis New York (ตามกำหนดการของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์) โดยได้ประกาศเชิญชวนพันธมิตรในอเมริกามาร่วมเดินขบวนประท้วง โดยจัดโปรโมโมชั่นว่าหากพันธมิตรต่างรัฐท่านใดต้องการที่พักหรือต้องการมาร่วมชุมนุม กรุณาติดต่อได้ที่
คุณไพลิน (917) 589-2433 FREE (917) 589-2433
คุณจอย (401) 339-7885 FREE (401) 339-7885
คุณฉลาด (312) 607-1519 FREE (312) 607-1519
พันธมิตรนิวยอร์กได้ส่งจดหมายเชิญไปยังกลุ่มเป้าหมายมีข้อความตอนหนึ่ง ดังนี้
พันธมิตรนิวยอร์ก จึงขอเชิญชวนพี่น้องพันธมิตรนิวยอร์กและพันธมิตรจากรัฐใกล้เคียงในสหรัฐอเมริกา ให้มาร่วมกันชุมนุมและเดินขบวนประท้วง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ดำเนินนโยบายภายใต้การบงการของ นช.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งการมาของคณะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในครั้งนี้ ใช้เครื่องบินลำใหญ่บรรจุผู้คนกว่า 100 ชีวิต เสมือนกับการพาคณะละครสัตว์ไปทอดกฐิน และท่องเที่ยว เป็นการสร้างภาพ และนับเป็นการผลาญงบประมาณ ของแผ่นดินอย่างมากมายมหาศาลขอความกรุณาให้ท่านช่วยกันออกแบบความคิดเห็นและข้อความต่างๆ ที่ควรใช้ประกอบในการประท้วง เช่น
(1) Yingluck needs good luck with a brother like Thaksin
(2) Pretty Foxy Pretty Proxy
(3) Thailand is a proud nation,Not Shinawatra’s property.
(4) Welcome to USA Please stay here
แดงอเมริการวมตัวให้กำลังใจนายกฯจากการเลือกตั้งของชาวไทยเสีบงข้างมาก
ขณะ เดียวกันกลุ่มคนไทยที่รักประชาธิปไตย หรือคนเสื้อแดงในอเมริกาก็ได้เคลื่อนไหวที่จะยกขบวนไปให้กำลังใจนายก รัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เช่นกัน โดยผู้ประสานงานคนไทยในอเมริกาเปิดเผยว่า เสื้อเหลืองในอเมริกาอาจจะอยู่ในโลกกะลาแคบๆจนแทบจะไม่รู้ว่า เสื้อเหลืองในเมืองไทยนั้นแทบจะไม่มีที่ยืนแล้ว เพราะมีจุดยืนสนับสนุนเผด็จการ เรียกร้องโหยหวนหาการรัฐประหาร ไม่เคารพเจตน์จำนงค์ของประชาชนไทยส่วนใหญ่ จึงเป็นเรื่องน่าอับอายที่คนไทยเพียงหยิบมือในนิวยอร์กจะมาก่อกวนนายก รัฐมนตรีที่ประชาชนไทยเสียงข้างมากเลือกตั้งเข้ามาตามถิถีทางระบอบ ประชาธิปไตย ทั้้่งที่คนพวกนี้อยู่ในประเทศเสรีประชาธิปไตยก็ตาม
"เท่า ที่ทราบว่าพันธมิตรนิวยอร์กเตรียมป้ายประท้วงไว้หลายป้าย แต่มีป้ายหนึ่งที่ยากจะยอมรับได้คือเขียนว่า Welcome to USA.Please stay here คือเสื้อเหลืองบอกให้นายกฯ อยู่สหรัฐฯถาวร หมายความว่า แช่งให้โดนรัฐประหารเหมือนพี่ชาย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ โดยทำรัฐประหารในคราวมาประชุมยูเอ็นที่นิวยอร์กเมื่อปี2549" ผู้ประสานงานเสื้อแดงในอเมริกากล่าว
ทาง ด้านคุณปรีชา ฉ่ำแฉล้ม ประธานชมรมผู้รักประชาธิปไตยในมลรัฐอิลลินอยส์ กล่าวว่า คนไทยในสหรัฐญก็เช่นเดียวกับคนไทยส่วนใหญ่ในมาตุภูมิ ประเทศไทย คือมีความศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย สนับสนุนมติของสาธารณชนคนส่วนใหญ่ ไม่มีทัศนะล้าหลังคลั่งชาติแต่อย่างใด เพราะพวกเรามาอยู่ในประเทศเสรีประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา แต่ก็มีเพียงบางส่วนที่มีจุดยืนสนับสนุนเผด็จการ ต่อต้านประชาธิปไตย
แดงชิคาโก้จัดงานปัญหาปราสาทเขาพระวิหารกั
คุณ ปรีชากล่าวเปิดเผยด้วยว่า ชมรมฯร่วมกับชมรมต่างๆในสหรัฐฯกำลังจะจัดกิจกรรม Dinner Talk ที่ร้านอาหาร Thai Little Home Cafe. ในวันที่ 28 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ในหัวข้อ "ปัญหาปราสาทเขาพระวิหารกับการเมืองลัทธิชาตินิยมของกรุงเทพฯและกรุงพนมเปญ" โดย ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์การเมืองคนสำคัญของไทย ในโอกาสที่ท่านได้รับเชิญให้มาเป็นองค์ปาฐก (Keynote Speaker) ในงาน Thai Studies Conference ที่ รัฐ Ohio สหรัฐอเมริกา และที่มหาวิทยาลัย Wisconsin ทำให้พวกเรามีโอกาสเรียนเชิญท่านมาพบปะ พูดคุยกับเราที่นี่
"ผม ในนามของชมรมผู้รักประชาธิปไตยไทยในมลรัฐอิลลินอยส์ ขอขอบคุณสมาคมสมาคมไทยแห่งรัฐอิลลินอยส์ สมาคมพยาบาล สมาคมชาวเหนือ สมาคมอีสาน สมาคมกอล์ฟ และสมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบ ที่กรุณาร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราคงจะได้รับการสนับสนุนจากท่านอีกในโอกาสต่อไป"พร้อม ทั้งเชิญชวนคนไทยในอเมริกาเข้าร่วมงาน โดยระบุว่าสถานที่จัดงานสะดวกมากอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน O hare Airport และ ใกล้ สถานีรถไฟ สะดวกมาก
ร้าน อาหาร Thai Little Home มีที่จอดรถ สะดวก ที่หน้า ร้าน Add 638 E Golf Rd Tel. 1 847 806 6221 Or 1 847 878 4042 คุณ โต้ง Precha 1 708 361 6109 or 1 708 435 1939

ศปช. อัด คอป. เละ "‘พวงทอง’ วิพากษ์หลักฐาน-การให้น้ำหนัก-โครงเรื่อง"
ที่มา Thai E-News

23 กันยายน
ประชาไท รายงาน "ศปช. อ่านรายงาน คอป. : ‘พวงทอง’ วิพากษ์หลักฐาน-การให้น้ำหนัก-โครงเรื่อง"
พวงทอง ภวัครพันธุ์ เปิดรายงาน คอป. ชี้ข้อมูลหลายอย่างมีประโยชน์แต่ไม่ถูกให้น้ำหนัก เน้น ‘ชายชุดดำ’ อธิบายทุกเหตุการณ์โดยขาดหลักฐานหนักแน่น ไม่เน้นข้อมูลฝ่ายประชาชน เชื่อลมปาก ศอฉ.ไม่ตรวจสอบ ทำงานไฟลนก้นเอาข้อมูลตัดแปะตามโครงเรื่องที่วาง สรุปรัฐบาล-ศอฉ.แค่ประมาทเลินเล่อ โยนความผิดให้ จนท.ระดับล่าง ‘ผิดทั้งคู่’ ชูฐานะเป็นกลางตัวเอง
23 ก.ย.55 เวลาประมาณ 13.00 น. มีงานเสวนา รัฐประหาร 19 กันยา กับอาชญากรรมโดยรัฐ กรณีการสลายการชุมนุมเมษา-พฤษภา 53 จัดโดยศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) และกลุ่มปฏิญญาหน้าศาล ที่ตึกเอนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมากจนล้นห้องประชุม
พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะตัวแทน ศปช. กล่าวว่า รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นสาเหตุที่นำมาสู่ความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยรัฐประหารถูกให้ความชอบธรรมโดยนักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคมจำนวนมาก แม้ในช่วงเกิดเหตุจะไม่มีความรุนแรง แต่การต่อต้านหลังจากนั้นมีมาโดยตลอด เกิดกลุ่มอิสระต่างๆ และนำสู่การก่อตัวของกลุ่มเสื้อแดง ความรุนแรง เมื่อเมษายนปี 52 และเหตุการณ์ปี 53 ก็เป็นการตอบโต้กับรัฐประหาร ดังนั้น จึงไม่อาจเรียกได้ว่ามันเป็นรัฐประหารที่สันติ
ในส่วนรายงาน คอป. พวงทองกล่าวว่า รายงานนี้มีข้อมูลที่ดีและเป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อย ข้อมูลเหล่านี้ควรถูกนำไปใช้ในชั้นศาลเพราะเป็นวิทยาศาสตร์ เช่น ข้อมูลที่แสดงว่าวิถีกระสุนที่ทำให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิต ล้วนมาจากด้านที่ทหารตั้งอยู่ โดยเฉพาะกรณี 10 เม.ย.53 ซึ่งพบว่า ทหารตั้งอยู่บริเวณสะพานวันชาติ ยิงมายังถนนดินสอ พบรอยกระสุน 120 รอยโดยไม่พบกระสุนปืนที่ยิงไปในทิศทางสวนกัน หรือกรณีที่รายงาน คอป.ระบุว่า เวลาประมาณ 18.00 น.ยังพบทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมวนาราม ถือ M16 กระสุนจริงและยิงไปที่วัด พบรอยกระสุนที่บริเวณประตูทางออก ทางเข้า มีทิศทางการยิงจากรางรถไฟฟ้า ฯลฯ
“แต่น่าเสียดายที่ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญเลย” พวงทองกล่าว
พวงทอง กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันในรายงานเน้นย้ำเรื่องชายชุดดำอย่างมาก ทั้งที่ คอป.ไม่สามารถอธิบายทุกเรื่องด้วยเรื่องชายชุดดำ ศปช.ไม่ได้ปฏิเสธว่ามีชายชุดดำอยู่โดยเฉพาะเหตุการณ์ 10 เมษา แต่ ศปช.อธิบายความรุนแรงบริเวณนั้นแตกต่างจาก คอป. ขณะที่ คอป. สรุปว่าไม่มีหลักฐานว่าผู้ชุมนุมเสียชีวิตจากชายชุดดำ ซึ่งเป็นการปฏิเสธข้อกล่าวหาของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และ ศอฉ.ที่ว่าชายชุดดำยิงใส่ผู้ชุมนุม เท่ากับข้อกล่าวหานี้ตกไปแล้ว คอป.ย้ำว่าชายชุดดำเป็นสาเหตุให้ทหารเสียชีวิต ขณะเดียวกันก็เห็นอกเห็นใจฝ่ายทหาร จากคำอธิบายว่า การระดมยิงใส่ผู้ชุมนุม เพราะทหารระดับบังคับบัญชาเสียชีวิต ทำให้ทหารระดับล่างระดมยิงอย่างไร้การควบคุม
ในส่วนของ 10 เม.ย.53 ข้อสรุปสำคัญของ คอป.คือ ผู้ชุมนุมเสียชีวิตหลังชายชุดดำปรากฏกาย และชายชุดดำทำให้ทหารยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม แต่ ศปช.ยืนยันว่า มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตก่อนชายชุดดำจะปรากฏตัว เช่น บุญจันทร์ ไหมประเสริฐ ซึ่งโดนกระสุนความเร็วสูงยิงที่ต้นขาเสียเลือดมากจนเสียชีวิตตั้งแต่ช่วง เย็น
“การปรากฏตัวของชายชุดดำ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต้องจับกุมดำเนินคดี ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์สิบเมษาจำนวนมากอาจมองว่า ชุดดำมาช่วย แต่จริงๆ แล้วมันสร้างปัญญาให้ขบวนการเสื้อแดงโดยรวม ทำให้สร้างความชอบธรรมว่าเสื้อแดงใช้ความรุนแรงและรัฐสามารถจัดการได้เต็ม ที่” พวงทองกล่าว
พวงทองกล่าวว่า รายงาน คอป.อ้างชายชุดดำ อธิบายเรื่องนี้ในทุกพื้นที่ที่เกิดเหตุ แต่เราเสนอว่า ยกเว้น 10 เมษาแล้ว ไม่มีหลักฐานภาพถ่ายหรือวิดีโอของชายชุดดำที่อื่นๆ จึงขอให้ คอป.เสนอหลักฐานเหล่านี้ให้ชัดเจน เพื่อให้ถูกตรวจสอบได้โดยประชาชนด้วย ที่สำคัญเราจะแยกแยะอย่างไรเพราะการ์ดนปช. หรือเจ้าหน้าที่จำนวนมากก็ใส่เสื้อดำ
ตัวแทนจากศปช.กล่าว่า ในขณะที่อ่านรายงาน คอป. พบว่ามีโครงเรื่องที่ชัดเจน เพื่ออธิบายว่ารัฐบาลและ ศอฉ.ห่วงใยผู้ชุมนุม โดยอ้างแถลงการณ์หรือคำให้สัมภาษณ์ของรัฐ ตามด้วยการเน้นย้ำเรื่องชายชุดดำประกอบการตายในทุกจุด การวางโครงแบบนี้ชี้ว่า ชายชุดดำสร้างสถานการณ์ปั่นป่วนขึ้น จนเจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังอาวุธคุมสาถานการณ์ การชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่ใช่สันติวิธี ขาดความชอบธรรม และเป็นสิทธิให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรง
คอป.ไม่เห็นว่าความรุนแรง ที่เกิดจากฝั่งผู้ชุมนุมเป็นปฏิกริยาตอบโต้ความรุนแรงของฝ่ายรัฐ แต่เห็นว่าความรุนแรงของฝ่ายรัฐเป็นการตอบโต้ผู้ชุมนุมที่ใช้ความรุนแรง เท่านั้น
“นี่เป็นการเล่าเรื่องที่จะเป็นข้อแก้ตัวให้ ศอฉ.และรัฐบาลอภิสิทธิ์ในอนาคต” พวงทองกล่าว
พวงทอง เสนอว่า คอป.ต้องคิดใหม่ว่าทำไมการปรากฏตัวของชายดำ ทำให้เจ้าหน้าที่ยิงใส่ผู้ชุมนุมมือเปล่า อาสากู้ชีพที่เสียชีวิต 6 คนสัมพันธ์อย่างไรกับชายดำ อาวุธของทหารมีกล้องส่องระยะไกลช่วยในการยิง ทำไมจึงเล็งไปที่เขา
พวงทองกล่าวว่า ต่อให้ผู้ชุมนุมบางคนมีอาวุธ ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ต้องติดตามจัดการกับผู้ชุมนุมรายนั้น แต่ไม่ใช่จะนำมาเป็นเป็นข้ออ้างใช้ความรุนแรงกับคนทั้งหมด การมีอาวุธของบาง ไม่สามารถทำให้ทั้งหมดเป็นผู้ก่อการร้าย ไปด้วย โดยสามารถใช้กระสุน 1.2 แสนนัด ใช้กำลังพล 6.7 หมื่นนายเข้าจัดการ คอป.ต้องแสดงข้อมูล บทวิเคราะห์ที่ชัดเจนกว่านี้ เพื่อจะได้มีการพิสูจน์กันต่อไป
“คอป.อธิบายเรื่องนี้มาก แต่ไม่พยายามวิเคราะห์การตายผู้ชุมนุมเป็นกรณี กลับสรุปความตายเป็นก้อน เป็นพื้นที่ ซึ่งเป็นวิธีการที่แตกต่างกับ ศปช. ที่มุ่งเน้นเป็นรายกรณีหากมีหลักฐาน เราไม่เหมารวมกันเป็นก้อน เราเชื่อว่าถ้าคอป.วิเคาะห์เป็นรายกรณี จะทำให้เห็นว่า ศอฉ. เจ้าหน้าที่ไม่ได้ตอบโต้ชายชุดดำจนเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิตจำนวนมาก แต่เป็นการใช้กำลังเกินกว่าเหตุตามอำเภอใจอย่างเข้าใจไม่ได้” พวงทองกล่าว
กรณี เผาเซ็นทรัลเวิลด์ รายงานคอป.ระบุว่า ทหารเข้าถึงพื้นที่เวลาประมาณ 15.00 นง แล้วถอนกำลังเพราะมีการยิงเข้าใส่ทหาร แต่ภาพถ่ายปรากฏว่าทหารมาถึงสี่แยกราชประสงค์แล้ว มีนักข่าวติดตามด้วย เจอคุณผุษฏี ซึ่งนั่งอยู่ไม่ได้ไหน ทหารก็พาเดินออกจากพื้นที่ คุณผุษฏีเคยให้สัมภาษณ์ว่า ระหว่างที่ทหารเดินออกไปกับนักข่าว เห็นรถดับเพลิงจอดอยู่ไม่ไกล แต่กลับไม่เข้าไปดับเพลิงที่กำลังไหม้เลย ส่วนนี้ชี้ว่าทหารคุมพื้นที่หมดแล้ว เราไม่ได้บอกว่าทหารเผา แต่การบอกว่าทหารเข้าไม่ถึงนั้นมีการตรวจสอบหรือไม่
พวงทองพูดถึง วิธีการนำเสนอของ คอป. ว่า 1.ในรายงานมีการกล่าวถึงภาพถ่าย วิดีโอ แต่กลับไม่ปรากฏภาพถ่าย วิดีโอ ในโลกออนไลน์ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญเลย 2.การสัมภาษณ์จำนวนมากเพิ่งกระทำ 2-3 เดือนก่อน คป.หมดอายุการทำงานในราวเดือนมิถุนายน ซึ่งในจำนวนนั้นมีรายสำคัญอยู่หลายราย เช่น ข้อมูลที่สัมภาษณ์ผู้ดูแลบ้านโบราณตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทย แล้วนำสู่ข้อสรุปว่า เชื่อว่าชายชุดดำโยนระเบิดเข้าใส่กองบัญชาการทหาร
“รายงานที่ซับซ้อนขนาดนี้ เพิ่งได้ข้อมูลสดๆ ร้อนๆ มันสามารถทำได้จริงหรือ หรือเอาข้อมูลมาใส่ในโครงเรื่องที่วางไว้แล้ว”
คอป.ชี้ ว่าผู้ชุมนุมเท่ากับความรุนแรง บอก โดยอธิบายว่า รัฐบาล ศอฉ.พยายามระมัดระวัง ขณะที่ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง ต่อสู้ขัดขวาง ประทุษร้ายเจ้าหน้าที่ ยึดอาวุธ ยึดสายพานลำเลียง ถอดเป็นชิ้นๆ เข้าข่ายความรุนแรง แกนนำปลุกเร้าสร้างความเกลียดชัง มีสิ่งเทียมอาวุธ เช่น ท่อนไม้ ตะไล พลุ ระเบิดขวด การสร้างป้อมด้วยไม้ไผ่
“ในทางกลับ กันอธิบายว่า ความตายของผู้ชุมนุมเกิดจากความผิดพลาดในการประเมินสถานการณ์ของทหาร เพราะเจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้ชุมนุมจะใช้ความรุนแรง ในแง่นี้ไม่ใช่เราไม่เสียใจกับเจ้าหน้าที่ที่บาดเจ็บเสียชีวิต แต่สมดุลในการอธิบายความรุนแรงมันหายไป” พวงทองกล่าว
“นอกจากนี้ คอป.ยังละเลยการตัดสินใจส่งกำลังจำนวนมากและอาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุม คอป.ไม่สนใจว่า สิบเมษา แม้ท้องฟ้ามืด ทหารก็ไม่ถอนกำลง คอป.รับฟัง ศอฉ.โดยไม่มีการตรวจสอบ ศอฉ.บอกว่าได้สั่งให้ถอนกำลังตั้งแต่ 16.15 น. แล้วคอป.ก็เชื่อ แต่ถ้าคอป.สัมภาษณ์ผู้ชุมนุม จะพบว่าก่อน 18.00 น. จนท.ยังพยายามเสริมกำลังจุดต่างๆ รุกเข้าห้าผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง โยนแก๊สจากเฮลิคอปเตอร์ต่อเนื่อง”
ขณะที่บทสรุปของรายงานเสนอว่า รัฐบาล และเจ้าหน้าที่ต้องแสดงความรับผิดชอบโดยต้องขอโทษต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ที่ใช้มาตรการที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ แต่ในบทวิเคราะห์ทั้งเล่มกลับไม่ชี้เลยว่ากรณีใดบ้างที่ทหารใช้กำลังเกิน กว่าเหตุ
พวงทองกล่าวย้ำว่า คอป.เห็นว่า รัฐบาลและ ศอฉ. แค่ประมาท เลินเล่อ ไม่ตรวจสอบการใช้กำลังเคร่งครัด ซึ่งเท่ากับโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ระดับล่าง แต่ปกป้องผู้สั่งการ ซึ่งหากผู้สั่งการไม่ไร้สติสัมปชัญญะ ก็ย่อมเล็งเห็นผลเสียหายต่อชีวิตประชาชน นี่คือสงครามในเมืองและปราบปรามขบวนการเสื้อแดง
“การที่คอป.สรุปว่า ผิดทั้งคู่ การใช้คำพูดทำนองนี้ ตั้งใจทำให้ความรุนแรงของรัฐพล่าเลือน ทั้งที่เห็นได้ชัดว่าขนาดกำลังและอาวุธสองฝ่ายไม่มีทางเทียบกันได้เลย ศปช.อยากฝากให้ คอป.ทบทวนว่า การสรุปว่าผิดพอกัน คอป.อาจดูมีวุฒิภาวะ เป็นกลางในสายตาคนต่อต้านคนเสื้อแดงและองค์กรระหว่างประเทศ ที่อ่านภาษาไทยไม่ได้ แต่ความเป็นกลางของคอป.แลกมาด้วยการละเลยการปกป้องศักดิ์ศรี สิทธิความเป็นมนุษย์ของผู้ชุมนุมอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น” พวงทองกล่าว
พวงทอง กล่าวถึงสันติวิธีของคนเสื้อแดงว่า เราทราบกันดีว่าไม่ได้เป็นไปตามทฤษคานธี สำหรับคนเสื้อแดง เขามองว่า เรามาเรียกร้องให้ยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่ ไม่มีอาวุธใดๆ แต่ถ้ามีใครมาทำร้ายเขาก็ต้องป้องกันตัวเอง จะให้นั่งเฉยๆ ให้ทหารยิงคงไม่อาจทำได้ แต่ปัญหาคือ นักสันติวิธีในประเทศนี้เอาแต่นั่งดูและคอยจับผิด มากกว่าจะมาช่วยกำหนดยุทธวิธีในการต่อสู้ว่าต้องระวังอะไร
สำหรับ นปช.ก็ถูกวิจารณ์อย่างมากตลอดมา ในการชุมนุมที่ยืดเยื้อยาวนาน แกนนำนปช.ก็ได้สรุปบทเรียนและทราบดีว่ามันยากในแง่ผู้ชุมนุม แกนนำย่อยมีหลากหลายมากแม้เป็นข้อดี แต่ขณะเดียวกันก็ควบคุมกันไม่ได้ ไม่มีความเด็ดขาด
พวกทองกล่าวสรุปว่า มีหลายเรื่องเราน้อมรับคำแนะนำของ คอป. เช่น การเอาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีโดยเคร่งครัด กองทัพไม่ควรเกี่ยวการเมือง แต่กองทัพไม่ได้ยืนโดดๆ ในสังคม เราต้องพูดถึงพลังการเมืองต่างๆ ที่อยู่ข้างหลังและผลักให้กองทัพออกมาทำรัฐประหารด้วย
แดงนิวยอร์กพรึ้บรับยิ่งลักษณ์บินประชุมUN สลิ่มเหลืองแช่งเจอรัฐประหารมาแล้วมาลับไม่ได้กลับไทย
ที่มา Thai E-News
ความฝันของพันธมิตรนิวยอร์ก-โฉม หน้าของไพลิน คำศิริ พันธมิตรตัวแม่ในนิวยอร์ก จัดโปรไล่นายกฯยิ่งลักษณ์ไปประชุมUNที่นิวยอร์ก 23-26ก.ย.นี้ โดยเขียนป้ายโหยหารัฐประหาร ตั้งความหวังว่าทางเมืองไทยจะยึดอำนาจรัฐบาลจากการเลือกตั้งของคนไทยเสียง ข้างมาก แบบเดียวกับตอนที่พ.ต.ท.ทักษิณไปประชุมUNแล้วเกิดรัฐประรัฐหาร 19 กันยายน 2549 ขณะที่เสื้อแดงนิวยอร์กนัดหมายต้อนรับให้กำลังใจนายกฯกันเต็มที่
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 กันยายน 2555
คุณวิลลี่ แกนนำเสื้อแดงไทยในมหานครนิวยอร์กได้เชิญชวนคนไทยผู้รักประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริการ่วมกันต้อนรับให้กำลังใจน.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่า ที่มีกำหนดการเดินทางมาร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ สมัยที่ 67 (67th Session of the United Nations General Assembly) ระหว่างวันที่ 24-29 กันยายน 2555 ณ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมร่วมรับประทานอาหารค่ำและโฟนอินที่New Broadway Seafood 83-17 Broadway Elmhurst, NY 11373 เวลา18.00 วันที่ 23 กันยายน
โดยติดต่อเข้าร่วมงานได้ทั้งนิวยอร์กและต่างรัฐกับคุณวิลลี่ โทรศัพท์ 19173648067 และคุณเต๋ิอ 1917 683 7156
นายกฯยิ่งลักษณ์จะ ออกเดินทางด้วยเที่ยวบินพิเศษ จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วันที่ 23 ก.ย. เวลา 05.00 น. ไปร่วมพิธีอภิเษกสมรสพระราชธิดาในสุลต่านบรูไน ที่กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน เนการา บรูไน ดาลุสลาม จากนั้นจึงเดินทางไปยังนครนิวยอร์คต่อไป
ขณะที่พันธมิตรฯประจำนครนิวยอร์ก นำโดยเจ้าเก่าขาประจำ นางไพลิน คำศิริ ที่เคยก่อการชุมนุมยกป้ายประท้วงอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เยือนอเมริกาเมื่อไม่นานมานี้ ได้นัดพรรคพวกเสื้อเหลืองในอเมริกาออกมาเดินขบวนขับไล่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งของประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่

ไพลิน กับหมอ ภุชงค์ ศรีเศรษฐนิล และภรรยา เสื้อเหลืองที่ยังไม่สูญพันธุ์ในนิวยอร์ก
ทั้ง นี้นางไพลิน ได้ขออนุญาตการเดินขบวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในนครนิวยอร์กเป็นที่เรียบร้อย แล้ว โดยมีกำหนดชุมนุมและเดินขบวนรวมเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 24-26 กันยายน เวลา 9.00 น. ที่โรงแรม Plaza Athenee New York และ ภาคบ่ายที่โรงแรม The St. Regis New York (ตามกำหนดการของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์) โดยได้ประกาศเชิญชวนพันธมิตรในอเมริกามาร่วมเดินขบวนประท้วง โดยจัดโปรโมโมชั่นว่าหากพันธมิตรต่างรัฐท่านใดต้องการที่พักหรือต้องการมาร่วมชุมนุม กรุณาติดต่อได้ที่
คุณไพลิน (917) 589-2433 FREE (917) 589-2433
คุณจอย (401) 339-7885 FREE (401) 339-7885
คุณฉลาด (312) 607-1519 FREE (312) 607-1519
พันธมิตรนิวยอร์กได้ส่งจดหมายเชิญไปยังกลุ่มเป้าหมายมีข้อความตอนหนึ่ง ดังนี้
พันธมิตรนิวยอร์ก จึงขอเชิญชวนพี่น้องพันธมิตรนิวยอร์กและพันธมิตรจากรัฐใกล้เคียงในสหรัฐอเมริกา ให้มาร่วมกันชุมนุมและเดินขบวนประท้วง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ดำเนินนโยบายภายใต้การบงการของ นช.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งการมาของคณะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในครั้งนี้ ใช้เครื่องบินลำใหญ่บรรจุผู้คนกว่า 100 ชีวิต เสมือนกับการพาคณะละครสัตว์ไปทอดกฐิน และท่องเที่ยว เป็นการสร้างภาพ และนับเป็นการผลาญงบประมาณ ของแผ่นดินอย่างมากมายมหาศาลขอความกรุณาให้ท่านช่วยกันออกแบบความคิดเห็นและข้อความต่างๆ ที่ควรใช้ประกอบในการประท้วง เช่น
(1) Yingluck needs good luck with a brother like Thaksin
(2) Pretty Foxy Pretty Proxy
(3) Thailand is a proud nation,Not Shinawatra’s property.
(4) Welcome to USA Please stay here
แดงอเมริการวมตัวให้กำลังใจนายกฯจากการเลือกตั้งของชาวไทยเสีบงข้างมาก
ขณะ เดียวกันกลุ่มคนไทยที่รักประชาธิปไตย หรือคนเสื้อแดงในอเมริกาก็ได้เคลื่อนไหวที่จะยกขบวนไปให้กำลังใจนายก รัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เช่นกัน โดยผู้ประสานงานคนไทยในอเมริกาเปิดเผยว่า เสื้อเหลืองในอเมริกาอาจจะอยู่ในโลกกะลาแคบๆจนแทบจะไม่รู้ว่า เสื้อเหลืองในเมืองไทยนั้นแทบจะไม่มีที่ยืนแล้ว เพราะมีจุดยืนสนับสนุนเผด็จการ เรียกร้องโหยหวนหาการรัฐประหาร ไม่เคารพเจตน์จำนงค์ของประชาชนไทยส่วนใหญ่ จึงเป็นเรื่องน่าอับอายที่คนไทยเพียงหยิบมือในนิวยอร์กจะมาก่อกวนนายก รัฐมนตรีที่ประชาชนไทยเสียงข้างมากเลือกตั้งเข้ามาตามถิถีทางระบอบ ประชาธิปไตย ทั้้่งที่คนพวกนี้อยู่ในประเทศเสรีประชาธิปไตยก็ตาม
"เท่า ที่ทราบว่าพันธมิตรนิวยอร์กเตรียมป้ายประท้วงไว้หลายป้าย แต่มีป้ายหนึ่งที่ยากจะยอมรับได้คือเขียนว่า Welcome to USA.Please stay here คือเสื้อเหลืองบอกให้นายกฯ อยู่สหรัฐฯถาวร หมายความว่า แช่งให้โดนรัฐประหารเหมือนพี่ชาย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ โดยทำรัฐประหารในคราวมาประชุมยูเอ็นที่นิวยอร์กเมื่อปี2549" ผู้ประสานงานเสื้อแดงในอเมริกากล่าว
ทาง ด้านคุณปรีชา ฉ่ำแฉล้ม ประธานชมรมผู้รักประชาธิปไตยในมลรัฐอิลลินอยส์ กล่าวว่า คนไทยในสหรัฐญก็เช่นเดียวกับคนไทยส่วนใหญ่ในมาตุภูมิ ประเทศไทย คือมีความศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย สนับสนุนมติของสาธารณชนคนส่วนใหญ่ ไม่มีทัศนะล้าหลังคลั่งชาติแต่อย่างใด เพราะพวกเรามาอยู่ในประเทศเสรีประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา แต่ก็มีเพียงบางส่วนที่มีจุดยืนสนับสนุนเผด็จการ ต่อต้านประชาธิปไตย
แดงชิคาโก้จัดงานปัญหาปราสาทเขาพระวิหารกั
คุณ ปรีชากล่าวเปิดเผยด้วยว่า ชมรมฯร่วมกับชมรมต่างๆในสหรัฐฯกำลังจะจัดกิจกรรม Dinner Talk ที่ร้านอาหาร Thai Little Home Cafe. ในวันที่ 28 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ในหัวข้อ "ปัญหาปราสาทเขาพระวิหารกับการเมืองลัทธิชาตินิยมของกรุงเทพฯและกรุงพนมเปญ" โดย ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์การเมืองคนสำคัญของไทย ในโอกาสที่ท่านได้รับเชิญให้มาเป็นองค์ปาฐก (Keynote Speaker) ในงาน Thai Studies Conference ที่ รัฐ Ohio สหรัฐอเมริกา และที่มหาวิทยาลัย Wisconsin ทำให้พวกเรามีโอกาสเรียนเชิญท่านมาพบปะ พูดคุยกับเราที่นี่
"ผม ในนามของชมรมผู้รักประชาธิปไตยไทยในมลรัฐอิลลินอยส์ ขอขอบคุณสมาคมสมาคมไทยแห่งรัฐอิลลินอยส์ สมาคมพยาบาล สมาคมชาวเหนือ สมาคมอีสาน สมาคมกอล์ฟ และสมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบ ที่กรุณาร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราคงจะได้รับการสนับสนุนจากท่านอีกในโอกาสต่อไป"พร้อม ทั้งเชิญชวนคนไทยในอเมริกาเข้าร่วมงาน โดยระบุว่าสถานที่จัดงานสะดวกมากอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน O hare Airport และ ใกล้ สถานีรถไฟ สะดวกมาก
ร้าน อาหาร Thai Little Home มีที่จอดรถ สะดวก ที่หน้า ร้าน Add 638 E Golf Rd Tel. 1 847 806 6221 Or 1 847 878 4042 คุณ โต้ง Precha 1 708 361 6109 or 1 708 435 1939

ทนายนปช.ให้สอบรายงานคอป.
ที่มา uddred
ข่าวสด 24 กันยายน 2555 >>>
วันเดียวกัน นายคารม พลพรกลาง ทนายความนปช. กล่าวว่า
หลังจากที่ตนได้อ่านรายงานของ คอป.
ที่สรุปเหตุการณ์อ้างเจ้าหน้าที่ทหารสลายการชุมนุม
และการกระชับพื้นที่คนเสื้อแดงแล้ว เห็นว่า
ผลการสรุปเหตุการณ์บางส่วนมีผลเสียกับคดีของคนเสื้อแดง เช่น คอป.สรุปว่า
ในเหตุการณ์กระชับพื้นที่นั้น มีชายชุดดำเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง
และเป็นผู้ยิงมวลชนที่มาร่วมชุมนุม ดังนั้นช่วงระหว่างวันที่ 25-28 ก.ย.
ตนจะทำหนังสือไปยังพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.
และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ตรวจสอบรายงานของคอป.ว่า
มีความขัดแย้งกับสำนวนการสอบสวนของตำรวจนครบาล และดีเอสไอหรือไม่
เพราะทีมทนายความ นปช. เห็น ว่า คอป. ตั้งขึ้นในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์
มีการใช้งบประมาณจำนวนมาก และรายงานที่ออกมานั้น
ไม่ได้ก่อให้เกิดความปรองดอง สมกับเจตนารมณ์ที่ตั้งขึ้นมา
แต่อาจเอื้อประโยชน์ในทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากกว่า
วัน
เดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชน
กรณีรายงานสรุปคอป. พบว่าประชาชนร้อยละ 27.23
เห็นว่ารายงานดังกล่าวเป็นรายงานสรุปที่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง
เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ขณะที่ร้อยละ 53.70
เห็นด้วยกับรายงาน คอป. เพราะใช้เวลาในการศึกษานานพอสมควร
มีการชี้แจงอย่างละเอียด ทั้งขั้นตอนการทำงาน การรวบรวมพยานหลักฐาน
ขณะที่ร้อยละ 42.74
มองว่าค่อนข้างเป็นไปได้ที่รายงานคอป.จะนำไปสู่การสร้างความปรองดองของชาติ
ประชาชน
ร้อยละ 54.21 เห็นว่า ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ หากรัฐบาลศึกษารายละเอียด
และนำข้อเสนอแนะของ คอป.ไปปฏิบัติ ร้อยละ 44.78 มองว่า
ฝ่ายค้านควรให้ความร่วมมือกับรัฐบาลตาม คอป. เสนอ ร้อยละ 48.34
พบว่าประชาชนควรรับฟังการวิจารณ์รายงาน คอป. อย่างมีสติ
และส่วนใดที่สามารถดำเนินการได้ก็ควรให้การสนับสนุน
Saturday, September 22, 2012
MEDIA INSIDE OUT: สินบนนำเที่ยว
ที่มา ประชาไท
Fri, 2012-09-21 21:42
กรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ใช้งบประมาณ 7 ล้านบาทของสภาฯ พาสื่อมวลชน 39 คน ไปทัวร์ยุโรปในประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม ช่วงปลายเดือนกันยายน 2555 กลายเป็นข่าวทอล์กออฟเดอะทาวน์ซึ่งน่าจะไม่จบง่ายๆ ไม่ใช่เพราะนักการเมือง หรือ หน่วยราชการไทย หรือ คนทำสื่อไม่เคยทำอย่างนี้มาก่อน
เรื่องจริงคือ คนทำสื่อในประเทศไทยส่วนใหญ่มักเดินทางฟรีด้วยเงินคนอื่นเป็นอาชีพหลักและ ไม่เป็นข่าว (เหมาะสมหรือผิดหลักจริยธรรมอัน “สูงส่ง” หรือไม่ เป็นอีกประเด็น) แต่ครั้งนี้ที่เป็นข่าวเพราะคนจ่ายเงินไม่ใช่บริษัทเอกชนซึ่งจัดทัวร์เพื่อ ผลประโยชน์ทางการขาย หรือเพื่อภาพลักษณ์องค์กรว่าช่วยเหลือสังคมบ้าง ช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติบ้าง ช่วยอนุรักษ์/พัฒนาศิลปะ-วัฒนธรรมบ้าง ฯลฯ
ประเด็นคือ ผู้ที่จ่ายเงินงวดนี้คือ รัฐสภา หมายถึงเป็นงบประมาณของรัฐที่มาจากภาษีอากรของประชาชน และสื่อมวลชนที่ร่วมทริปก็มีแต่ “ฝ่ายแดง” หรือฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลทั้งหมด แม้บางคนมีชื่อว่าเป็นนักวิชาการ ก็ทำงานสื่อด้วย เช่น พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ และวิโรจน์ อาลี ซึ่งจัดรายการให้วอยซ์ทีวีทั้งคู่ และแม้เจ้าตัวจะอ้างว่าไปในนามนักวิชาการ แต่ในงบประมาณของสภาฯ ก็ระบุว่าทั้งคู่ได้รับเชิญในฐานะสื่อมวลชน
วิโรจน์ อาลี ไปในนามผู้จัดรายการวอยซ์ทีวี และ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ไปในนามคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ซึ่งมีข่าวว่าคม ชัด ลึก ไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย
ยิ่งกว่านั้น ในรายชื่อลูกทัวร์ ยังมีบรรดาคนใกล้ชิดทั้งที่นามสกุลเดียวกับประธานรัฐสภาและที่ไม่ใช่ร่วม เดินทางไปอีกต่างหาก
มีการตรวจสอบข่าวนี้กันอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะจากสื่อเครือผู้จัดการ ซึ่งชัดเจนว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสื่อเลือกข้างแดง และผลจากการตรวจสอบก็คือ โปรแกรมทัวร์เจ็ดล้านครั้งนี้ เห็นๆ ว่าเป็นทัวร์เพื่อความบันเทิงมากกว่าเพื่อการศึกษาดูงาน แถมยังมีการพาไปดูฟุตบอลนัดสำคัญระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล เสียอีก เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทัวร์ คือ จักรพันธ์ ยมจินดา “มีเส้นสาย” กับสยามสปอร์ตซึ่งมีที่นั่งวีไอพีในสนาม
เสียงก่นด่าคุณสมศักดิ์และคนทำสื่อสาย “แดง” ดังระงม ยิ่งกว่าเสียงกบและอึ่งอ่างในสายฝน โดยเฉพาะคนทำสื่อสายแดงที่ถูกด่าว่า ไหนล่ะ จริยธรรมสูงส่งกันดีนัก ไอ้พวกอ้างตัวเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ที่แท้ก็มาแอบใช้งบประมาณรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัวกันหน้าด้านๆ
ทัวร์นี้มีชื่อหรูว่า โครงการดูงานรัฐสภา สื่อ และวิชาการ โดยงบประมาณ 7 ล้านบาทที่ใช้ไปนั้น เป็นงบประมาณปี 2555 ซึ่งจะถึงกำหนดสิ้นปีงบประมาณ ในวันที่ 30 กันยายน
ตามโปรแกรมทัวร์ซึ่งกำหนดโดยบริษัททัวร์ Skylight Elegance ระบุว่า ในวันที่ 20 กันยายน คณะทัวร์จะเข้าชมรัฐสภาอังกฤษ ระบบจัดเก็บข้อมูล และระบบการทำงานของรัฐสภาอังกฤษ โดยในช่วงกลางวันไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารโฟร์ซีซั่นส์ ลอนดอน (Four Seasons London) จากนั้นในช่วงค่ำไปรับประทานอาหารที่บลูมเบอรี ลอนดอน (Bloomsbury London) และเข้าพักที่โรงแรมปาร์ก พลาซา เวสต์มินสเตอร์ (Park Plaza Westminster) จากนั้นในวันที่ 21 กันยายน จะไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (Oxford) ชมพิพิธภัณฑ์ ดิ อิมพีเรียล วอร์ มิวเซียม (The Imperial War Musem) วันที่ 22 กันยายน ชมสำนักงาน ดิ อีโคโนมิสต์ กรุ๊ป (The Economist Group) และพาไปซื้อของที่โบโรห์มาร์เกต (Borough Market)
จากนั้น ในวันที่ 23 กันยายน จะไปเยี่ยมชมสถานีโทรทัศน์บีบีซี กรุงลอนดอน ช่วงบ่ายไปชมการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฟุตบอลคู่แดงเดือด ระหว่างสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล วันที่ 24 กันยายน เดินทางโดยรถไฟไปประเทศฝรั่งเศส วันที่ 25 กันยายน เยี่ยมชมรัฐสภาฝรั่งเศส ช่วงบ่ายพาชมพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ช่วงค่ำรับประทานอาหารแบบฝรั่งเศสบนเรือที่ล่องแม่น้ำเซนน์ วันที่ 26 กันยายน นั่งรถโค้ชไปกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อเยี่ยมชมรัฐสภายุโรป และวันสุดท้ายที่ 27 กันยายน ไปเยี่ยมชมอะตอเมียม (Atomium) ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ของประเทศเบลเยียม ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงค่ำ
ข้าราชการในรัฐสภา และสื่อมวลชนสายรัฐสภา หรือพูดง่ายๆ ว่านักข่าวที่เน้นทำข่าวต่างๆ ในบริบทรายรอบรัฐสภา แต่ไม่ยักได้รับเชิญร่วมทัวร์นี้ เห็นโปรแกรมทัวร์ก็รำพึงออกมาดังๆ ว่า นี่เป็นการดูงานในระหว่างเปิดสมัยประชุมสามัญทั่วไปนะนั่น สงสัยว่าประธานรัฐสภาคงใช้สินบนนำเที่ยวล่อใจสื่อมวลชนพวกเดียวกันให้สนับ สนุนการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ.....และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 แน่เลย
จริงๆ เราคงบอกไม่ได้ว่า สื่อสายแดงที่ได้รับเชิญไปเที่ยวยุโรปครั้งนี้ จะสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเพียงเพราะได้ไปเที่ยวยุโรปสามประเทศ เพราะถ้าพวกเขาเป็นสื่อที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือเป็นสื่อไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่มีสติปัญญา เขาก็คงตั้งใจทำความเข้าใจสิ่งที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอและในที่สุดก็อาจเห็น ว่ามีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผล สมควรหรือไม่ควรสนับสนุนอยู่เอง
ที่เราควรบอกได้ก็คือ ความจริงสื่อไม่ควรรับเชิญไปงานแบบนี้ เพราะเหตุว่านี่เป็นงบประมาณรัฐ และมันควรนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศ ไม่ใช่เพื่อพาพวกพ้องไปเที่ยว แต่จะโทษคนทำสื่อที่รับเชิญก็ไม่เต็มปากอีก เพราะในการรับคำเชิญแต่ละครั้ง คนทำสื่อไม่รู้หรอกว่า ผู้ร่วมทริปเป็นใคร พวกพ้องเดียวกันไหม ฝักใฝ่การเมืองแบบไหน เชียร์พรรคไหน มัวแต่ดีใจเขาเชิญมาก็รีบตอบรับ กว่าจะรู้ว่าใครไปบ้าง ก็มักจะหลังจากส่งพาสปอร์ตให้บริษัททัวร์ไปแล้ว นอกจากนั้น การรับเชิญไปโน่นนี่นั่น ก็ยังกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในวงการสื่อไทย ทุกวันนี้ภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐต่างๆ ล้วนจัดงบประมาณเพื่อพาสื่อไปดูงานโน่นนี่นั่น และคนทำสื่อก็เดินทางไปดูงานโน่นนี่นั่นกันตลอดปี ซึ่งบางครั้งก็ “ดู” งานประมาณสองวัน เที่ยวและช็อปปิ้งอีกห้าวัน
ที่ว่ามานี้ ไม่ใช่เฉพาะคนทำสื่อ แต่หมายถึงข้าราชการและคนทำงานในหน่วยงานต่างๆ ด้วย บางงานที่มีการออกบูทของหน่วยราชการในต่างประเทศนั้น เอาเข้าจริงๆ คนที่มีรายชื่อมาทำงาน หนีไปเที่ยวเกือบหมด เหลือคนเฝ้าบูทคนเดียวซึ่งมักเป็นเจ้าหน้าที่ระดับเล็กมาก หรือไม่ก็โมเมจ้างคนไทยในพื้นที่มานั่งเฝ้าบูทด้วยข้ออ้างว่า จะได้ใช้ภาษาท้องถิ่นสื่อสารกับคนมาเที่ยวงาน
ในแวดวงคนทำสื่อ เรื่องรับเชิญไปต่างประเทศ เป็นเรื่องชวนอึดอัดอดสูใจเท่ากับลิงโลดใจ เพราะรายรับของคนทำสื่อที่ไม่ใช่เจ้าของสื่อนั้น เมื่อหักกลบลบหนี้กับรายจ่ายในชีวิตประจำวันแล้ว พูดกันตามตรงว่าไม่พอจะขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในโซนยุโรปและอเมริกา คำเชิญร่วมทัวร์ร่วมทริปของแต่ละองค์กรที่ส่งมา จึงเหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้คนทำสื่อ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยมีโอกาสสอบชิงทุนไปดูงานกับใครเขา ได้เห็นโลกภายนอกบ้าง
ความอยากเดินทางเห็นโลก บางครั้งก็ทำให้คนทำสื่อและเจ้าของสื่อซึ่งดีใจไม่ต้องควักกระเป๋าเอง ลืมความรู้สึกอึดอัดอดสูใจว่า เอ๊ะ เขาเชิญเราหรือคนทำงานของเราไปเที่ยวฟรีๆ นี่มันมีมูลค่านะ มันต่างอะไรกับการรับสินบนไหม ? และถึงนักข่าวจะกลับมารายงานข่าว แต่ เอ๊ะ ข่าวอย่างนี้หรือบทความอย่างนี้ มันจะถือว่าเขียนจากพื้นฐานความคิดแบบไหนกันล่ะ เป็นข่าวพีอาร์ บทความพีอาร์ไหม เชื่อถือได้หรือไม่ได้ หรือมันเป็นส่วนหนึ่งของการธุรกิจสื่อ แยกส่วนออกจากข่าวรายวัน แต่เอ๊ะ ข่าวรายวันของเรา แยกออกจากการครอบงำทางความคิดของกลุ่มการเมืองที่ให้เงินสนับสนุนการผลิต สื่อของเราหรือเปล่านะ?
มีคำถามมากมายถ้าอยากถาม และความจริงก็อาจไม่มีคำถาม ถ้าสื่อไม่อ้างจริยธรรมอัน “สูงส่ง” มากนัก ในเวลาที่พยายามเอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ผู้เขียนเองก็ไม่ใช่คนดีเลิศ ยอมรับว่าเคยได้เที่ยวฟรีอยู่บ้างแต่ไม่บ่อยนัก และส่วนใหญ่เป็นทริปในประเทศ ทริปต่างประเทศมักขี้เกียจไปวุ่นวาย พูดแบบขำๆ ก็คือ ชีวิตนี้ได้รับเชิญไปสวิสเซอร์แลนด์ห้าครั้ง แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่เคยไปสักครั้ง
ย้อนกลับมาเรื่องทริปต่างประเทศว่าเคยเป็นชนวนทะเลาะเบาะแว้งในกอง บรรณาธิการหลายแห่ง เพราะคนทำข่าวที่กว้างขวาง มีแหล่งข่าวมาก หรือทำข่าวสายธุรกิจ สายท่องเที่ยว สายสังคม สายข่าวต่างประเทศ สายข่าวพลังงาน ก็มักจะได้รับเชิญบ่อยจากกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ที่มีงบประมาณบ้าง จากสายการบินบ้าง บริษัททัวร์บ้าง บริษัทผลิตเครื่องสำอางบ้าง ฯลฯ ต่างๆ นานา
นักข่าวสายไกลปืนเที่ยงที่ไม่เคยได้รับเชิญ หรือนักข่าวสายเดียวกันที่กว้างขวางน้อยกว่า หรือไม่ใช่ระดับหัวหน้าจึงไม่ได้รับเชิญ ก็จะเกิดอาการน้อยอกน้อยใจว่า ทีไปทำข่าวต่างจังหวัดในแดนกันดารส่งเราไป ไปต่างประเทศไม่เห็นให้เราไปบ้างเลย เกิดเป็นอาการแย่งกันไปต่างประเทศ ไม่แย่งกันไปต่างจังหวัด และแย่งกันไปเที่ยว ไม่ได้แย่งกันไปทำงาน
เพื่อแก้ปัญหานี้ หลายๆ องค์กรสื่อจึงหันมาใช้วิธี “เวียนคิว” หมายถึงแม้แหล่งข่าวเชิญระบุชื่อ กองบรรณาธิการก็ไม่ให้ระบุชื่อ แล้วจัดรายชื่อนักข่าวเข้าคิว ถึงคิวใครคนนั้นก็ไป เว้นเสียแต่การเชิญนั้นเกี่ยวข้องกับข่าวซึ่งเฉพาะทางจริงๆ และนักข่าวที่จะไป ไม่มีความรู้เรื่องนั้นเลย ก็ต้องสลับคิว เช่น ได้รับเชิญให้เดินทางตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศไปรัสเซีย แม้คิวจะมาถึงนักข่าวสายการศึกษา ก็ต้องตัดคิวคืนนักข่าวสายต่างประเทศ
วิธีจัดคิวนี้นอกจากจะลดปัญหาน้อยอกน้อยใจลงได้ระดับหนึ่ง ก็ยังกลายเป็นคุณูปการให้บรรดานักข่าวเริ่มคิดว่า ฉันควรทำได้ทุกข่าว ไม่ใช่หมกหมุ่นทำอยู่แต่ข่าวประจำสาย จนจะกลายเป็นข้าราชการกระทรวงอยู่แล้ว เป็นต้น
การรับเชิญแบบนี้ ถามว่า นักข่าวเขียนข่าวตามใจผู้เชิญไหม แม้แน่นอนว่าคำตอบคือ ไม่ มันก็ซ่อนนัยความพยายามแก้ตัวของนักข่าวและบรรณาธิการในแง่ของความเป็นอภิ สิทธิชน นอกจากนั้น มันก็ยังซ่อนอคติซ้อนอคติเมื่อนักข่าวต้องพยายามคัดค้านข้อดีของสิ่งที่ แหล่งข่าวพยายามนำเสนอ (อย่างไม่เป็นธรรมชาติ) เพื่อให้ตัวเองสบายใจว่า ฉันไปเที่ยวฟรีก็จริงแต่ฉันไม่ได้ถูกซื้อตัวนะ ซึ่งหากมองไปยาวๆ เราก็คงปฏิเสธยากว่า สายสัมพันธ์ที่โยงใยกันอยู่ระหว่างคนทำสื่อกับแหล่งข่าวได้เกิดขึ้นแล้วจาก การร่วมทริปแบบนี้
ดังนั้น วันข้างหน้าหากองค์กรหรือบุคคลที่เป็นแหล่งข่าวเกิดปัญหา การนำเสนอข่าวในรูปแบบที่ผ่อนหนักเป็นเบาให้กับแหล่งข่าว จึงอาจเกิดขึ้นได้ และแม้โดยหลักการประชาสัมพันธ์จะบอกว่า การยืดอกรับความจริงดีกว่าการปกปิดแก้ตัว แต่สายสัมพันธ์ระหว่างแหล่งข่าวกับสื่อก็น่าจะช่วยให้การเปิดตัวรับความจริง เกิดขึ้นได้อย่างสวยงามกว่า
หลายปีก่อน เมื่อผู้เขียนทำหน้าที่บรรณาธิการ Focus ในหนังสือพิมพ์ The Nation ที่ประชุมคณะบรรณาธิการ กำหนดให้ระบุท้ายบทความของผู้เขียนแต่ละคนที่เขียนเรื่องราวจากการได้รับ เชิญไปเที่ยวฟรีว่า เธอหรือเขาได้รับการสนับสนุนให้เดินทางจากหน่วยงานใด ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าดี แต่ปัจจุบัน สื่อในเครือมีมากขึ้น การระบุอาจไม่ครบครัน นอกจากนั้น หลายปีผ่านไป รูปแบบการทำธุรกิจสื่อก็มีการเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวนี้ หลายองค์กรสื่อรวมทั้งเครือเนชั่น ต่างจัดนำเที่ยวเองในรูปแบบต่างๆ
เรื่องคนทำสื่อเที่ยวฟรีนี้ คาดว่าเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป และประชาชนทั่วไปก็คงหมั่นไส้และเหยียดหยามคนทำสื่ออยู่ไม่น้อย เมื่อครั้งผู้เขียนและช่างภาพไปทริปตามรอยโกษาปานที่ฝรั่งเศสกับอาจารย์ สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยาเพื่อถ่ายทำสารคดีของบริษัทเอ็นบีซี ก็มีผู้ร่วมทริปบางคนพูดจาถากถางว่าสื่อเที่ยวฟรี จึงต้องชี้แจงว่าเดินทางมาทำงานด้วยเงินบริษัท และเมื่อไปร่วมทริปต่างๆ ในอุษาคเนย์กับอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กว่าผู้ร่วมทริปจะเข้าใจกันว่า ผู้เขียนใช้เงินสะสมส่วนตัวเป็นค่าเดินทางเองเพราะอยากได้ความรู้เป็นข้อมูล เอาไปทำงานต่อ ก็ถูกซุบซิบนินทาหมั่นไส้ไปแล้วหลายทริป
เพื่อนชาวต่างประเทศที่ทำงานในวงการสื่อบอกว่า พวกเขาไม่เคยเดินทางไปทำงานต่างประเทศด้วยเงินสนับสนุนจากบริษัทเอกชนที่ เป็นสปอนเซอร์โฆษณา หรือจากหน่วยงานรัฐ ความจริงสื่อไทยที่ชอบอ้างจริยธรรมก็น่าจะทำอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่อย่างนั้น ก็ยอมรับความจริงแล้วไม่ต้องอ้างจริยธรรมให้ใครหมั่นไส้
ทุกวันนี้เส้นแบ่งของคนทำเนื้อหาสื่อกับคนหาทุนหรือหาโฆษณา (รายได้) บางลงมากจนเกือบไม่เห็นเส้น ถ้าพิจารณาดีๆ จะพบว่าบางครั้งคนทำเนื้อหาหลายคนแทบไม่ได้ทำเนื้อหาอะไรนอกจากโฆษณาประชา สัมพันธ์แบบเนียนๆ ให้กับบริษัทโฆษณาที่เป็นผู้สนับสนุน หรือ บริษัทสื่อของตนที่มีกิจกรรมเสริมต่างๆ มากมายเพื่อความอยู่รอด หรืออีกนัยคือเพื่อความเจริญเติบโตทางธุรกิจขององค์กร (ถ้าเก่งหน่อยหรือมือถึง ผู้ทำเนื้อหาก็อาจสามารถเสนอเนื้อหาแบบเนียนๆ ผ่านเนื้อหาประชาสัมพันธ์ และจะว่าไป นี่เป็นเรื่องของการประลองความสามารถกันเลยทีเดียว)
จริยธรรมอันเคร่งครัดของสื่อนั้น เอาเข้าจริงแล้วก็มาจากโลกตะวันตก โลกครึ่งๆ กลางๆ แบบไทย ก็อาจเป็นแบบไทยๆ คือมีหลักการเอาไว้ เพื่อให้ได้ใช้ปาก “พูด” ข่มคนอื่นว่าฉันมีหลักการดูดีแบบสากล แต่ปฏิบัติอย่างไรก็เรื่องของฉัน ทำให้คิดถึงหนังสือพิมพ์ภาษาจีนในประเทศไทยซึ่งคงรู้จริงมาหลายทศวรรษแล้ว ว่า สื่อคือธุรกิจชนิดหนึ่ง ดังนั้น แต่ไหนแต่ไรมา นักข่าวหนังสือพิมพ์จีนจึงหาข่าวด้วย ขายโฆษณาเข้าหนังสือพิมพ์ด้วย รับเที่ยวฟรีแลกโฆษณาด้วย เป็นที่เยาะเย้ยไยไพของนักข่าวชาวไทยที่ถือตัวว่ามีจริยธรรมสูงส่งมาเนิ่น นาน
เขียนทั้งหมดนี้ ไม่ได้สนับสนุนให้นักข่าววิ่งไปหาโฆษณาเพิ่มรายได้ หรือแสดงตัวเป็นอภิสิทธิชนเที่ยวฟรีกันเถิดจะเกิดผล เพียงแต่เปิดประเด็นไว้ให้ช่วยกันพิจารณา
31 ต.ค. นัดพิพากษา ‘สุรภักดิ์’ โปรแกรมเมอร์โดนข้อหาหมิ่นฯ
ที่มา ประชาไท
Sat, 2012-09-22 14:48
20 ก.ย.55 ห้องพิจารณาคดี 804 ศาลอาญารัชดา มีการสืบพยานคดีที่นายสุรภักดิ์ (สงวนนามสกุล) โปรแกรมเมอร์วัย 41 ปี เป็นจำเลยในความผิดตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าของเพจเราจะครอง xxxx ในเฟซบุ๊คและโพสต์ข้อความเข้าข่ายความผิด 5 ข้อความ โดยวันนี้เป็นวันสืบพยานนัดสุดท้าย และศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 31 ต.ค.นี้
ทั้งนี้ คำฟ้องระบุว่า จำเลยเป็นเจ้าของอีเมล์ dorkao@hotmail.com ซึ่งจัดทำเพจในเฟซบุ๊คชื่อว่า “เราจะครองxxxx” และกระทำการโพสต์ข้อความที่เข้าข่ายความผิดในวันที่ 4 พ.ค.54, 18 มิ.ย.54, 22 มิ.ย.54, 16 ส.ค.54 ในเฟซบุ๊ค และในวันที่ 2 ก.ย.54 เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวจำเลย จำเลยถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ถูกจับจนถึงปัจจุบัน รวม 1 ปี 22 วันโดยศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวเพราะเกรงจะหลบหนี
การสืบพยานแบ่งเป็นการสืบพยานโจทก์ ในวันที่ 18, 19, 20 ส่วนวันนี้ (21 ก.ย.) เป็นการสืบพยานจำเลย 2 ปาก คือ ตัวจำเลยและพยานผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่าศาลอนุญาตให้ทนายจำเลยนำคอมพิวเตอร์มาประกอบการเบิกความ โดยฉายแสดงผ่านโปรเจ็กเตอร์ จำเลยขึ้นเบิกความว่า มีอาชีพเป็นโปรแกรมเมอร์ และเป็นเจ้าของบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ซึ่งรับทำระบบให้กับหลายหน่วยงานทั้ง ราชการและเอกชน เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวจำเลยในวันที่ 2 ก.ย.54 ที่ลานจอดรถอพาร์ตเม้นท์ โดยแสดงหมายค้น จำเลยจึงนำตรวจค้นห้อง อย่างไรก็ตาม จำเลยปฏิเสธข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน ส่วนในชั้นจับกุมในที่เกิดเหตุมีการเซ็นเอกสารยอมรับว่าเป็นเจ้าของเฟซบุ๊ค เราจะครองxxxx เพราะคิดว่าเอกสารดังกล่าวเป็นหมายค้น
จำเลยโต้หลักฐานตำรวจ เชื่อสร้างขึ้นใหม่-เครื่องต่อเน็ตหลังโดนจับ
จำเลย เบิกความต่อในประเด็นหลักฐานเอกสารที่พนักงานสอบสวนนำส่งในคดีนี้ ซึ่งเป็น internet temporary file ที่บ่งบอกว่าจำเลยเป็นเจ้าของเฟซบุ๊คเราจะครองxxxx และเป็นเจ้าของอีเมล์ dorkao@hotmail.com ซึ่ง ถูกระบุว่าเป็น user name ของบัญชีเฟซบุ๊คดังกล่าว อย่างละ 1 ไฟล์ ในประเด็นนี้จำเลยยืนยันว่า การใช้เฟซบุ๊คและฮอตเมล์นั้น จะไม่มีการเก็บ temporary file ในเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างแน่นอน เพราะเว็บทั้งสองมีนโยบายไม่ให้เก็บร่องรอยการเข้าใช้ไว้ใน temporary fileด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับการป้องกันไวรัสต่างๆ และมีนโยบายเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน
นอกจากนี้จำเลยยังอธิบายอีกว่า การเกิด cache หรือ temporary file ก็จะต้องเกิดใน partition ที่ตั้งของระบบปฏิบัติการ คือ ไดร์ฟ C แต่หลักฐานระบุว่าเกิดใน ไดร์ฟ E ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ และยังปรากฏหลักฐานว่าเครื่องของกลางมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในวันที่ 2 ก.ย.54 เวลาประมาณ 20.00 น. และวันที่ 7 ก.ย.54 เวลาประมาณ 21.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่จำเลยถูกควบคุมตัวแล้วด้วย
จำเลยสรุปว่าเอกสาร source code ที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าได้จากการกู้ temporary file ในเครื่องนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่ทำขึ้นมาภายหลัง โดยการเซฟเองจากหน้าเพจที่ต้องการ ทำการแก้ไขดัดแปลงตามต้องการแล้วนำกลับเข้าไปใส่เป็น temporary file ในเครื่อง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์สามารถทำได้โดยง่าย จากนั้นจำเลยได้ทดสอบให้ศาลเห็นตามกล่าวอ้าง และยังแก้ไข source code ให้แสดงผลเป็นวันเวลาย้อนหลังตามที่ต้องการได้ด้วย
ทนายถามถึงทัศนคติทางการเมือง จำเลยเบิกความว่าจำเลยเป็นผู้มีความจงรักภักดี และตระหนักดีว่าสถาบันกษัตริย์อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน พระองค์ทรงมีพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรมากมาย ส่วนข้อความที่ปรากฏตามฟ้องนั้นอ่านแล้วรู้สึกแย่มาก และเห็นว่าวิญญูชนย่อมไม่กระทำการดังกล่าว จำเลยยืนยันว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องและเหตุที่มีการดำเนินคดีอาจ เป็นเพราะกลุ่มล่าแม่มดมีความเข้าใจผิดแล้วแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ว่า ตนเองเป็นผู้กระทำ
ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายจำเลยชี้กระบวนการตรวจไม่ได้มาตรฐาน
ต่อมาผู้เชี่ยวชาญฝ่ายจำเลย (ไม่ประสงค์ออกชื่อกับผู้สื่อข่าว-ประชาไท) ซึ่งเป็นอาจารย์สอนด้านวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและการเขียนโปรแกรมให้กับ โรงเรียนนายเรือ เบิกความว่าทั้งเฟซบุ๊คและฮอตเมล์มีระบบป้องกันเรื่องความเป็นส่วนตัวของของ ผู้ใช้ และข้อมูลการใช้งานทั้งหมดจะไปถูกเก็บอยู่ที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ของเฟซบุ๊ค และฮอตเมล์ จากนั้นผู้เชี่ยวชาญได้ใช้คอมพิวเตอร์แสดงให้ศาลเห็นว่าสามารถตรวจสอบพบคำ สั่งดังกล่าวได้ใน source code ส่วน header ของเฟซบุ๊คซึ่งผู้ใช้ทั่วไปมองไม่เห็น
นอกจากนี้ source code ที่ใช้เป็นหลักฐานยังมีลักษณะถูกตัดทอน เลือกแสดงผลบางส่วนเพราะมีลักษณะสั้นมากและพบการดัดแปลงโดยเฉพาะในส่วนที่ทำ ตัวหนา เพราะ source code จะแสดงผลเป็นตัวอักษรแบบเดียวกันทั้งหมด ในส่วนเอกสารประวัติการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้น พบว่ามีความพยามต่ออินเทอร์เน็ต 2 ครั้งในวันที่ 2 ก.ย.54 และ 7 ก.ย.54โดยในครั้งที่สองนั้นล้มเหลว แสดงว่ามีการเปิดเครื่องเพื่อเชื่อมต่อ
พยาน ผู้เชี่ยวชาญขยายความว่า ตามหลักสากลและของไอซีทีเองจะต้องขั้นตอนการก็อปปี้ไฟล์จากฮาร์ดดิสก์ของ กลางที่เข้มงวดมาก แล้วเจ้าหน้าที่จะตรวจจากส่วนที่ก็อปปี้ทั้งหมดมาโดยไม่เปิดเครื่องของกลาง แต่อย่างใด เพื่อประกันว่าจะไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงต้นฉบับ แต่จากหลักฐานที่ตำรวจนำส่งไม่พบว่ามีกระบวนการดังกล่าวแต่อย่างใด
ตำรวจ ปอท.ระบุได้เบาะแสพร้อมจากประชาชนแจ้ง
ส่วน การสืบพยานโจทก์นั้น วันที่ 20 ก.ย.55 มี 2 ปาก ปากแรกคือ พ.ต.อ.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (ปอท.) เบิกความว่า การกระทำนี้ส่วนหนึ่งเกิดนอกราชอาณาจักรซึ่งอัยการสูงสุดได้มีหนังสือมอบ หมายให้ผู้รักษาราชการแทนเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ ก่อนจับกุมมีการสืบสวนมาตั้งแต่ปลายปี 2553 จนถึงต้นปี 2554 พบว่ามีบุคคลใช้นามแฝง เราจะครองxxxx โพสต์ข้อความหมิ่นฯ ในเฟซบุ๊ค โดยเบื้องต้นนั้นได้รับการแจ้งจากพลเมืองดี ผ่านทางเว็บบอร์ดแจ้งเบาะแสของ ปอท. โดยผู้แจ้งใช้ชื่อว่า มานะชัย แสงสวัสดิ์ แจ้งว่าผู้ใช้เฟซบุ๊คดังกล่าวนี้คือ นายสุรภักดิ์ พร้อมให้ที่อยู่ด้วย หลังจากนั้น นายเฉลิมชัย นักศึกษาราชภัฏจันทเกษมจึงมาร้องทุกข์กล่าวโทษระบุว่า ผู้ใช้นามแฝงเราจะครอง xxxx ในเฟซบุ๊คโพสต์หมิ่น และพิมพ์ข้อความต่างๆ ออกมาเป็นหลักฐาน จึงได้เฝ้าดูพฤติกรรมทางออนไลน์ กระทั่งเข้าตรวจค้นห้องจำเลยในวันที่ 2 ก.ย.54 ซึ่งในขณะจับกุมจำเลยก็ได้เซ็นเขียนลายมือยอมรับว่าเป็นเจ้าของชื่อบัญชีดัง กล่าวในเฟซบุ๊คจริง
พ.ต.อ.พิสิษฐ์กล่าวด้วยว่า เมื่อสอบถามถึงมูลเหตุจูงใจ จำเลยรับว่า เชื่อว่าการรัฐประหารเมื่อปี 2549 นั้นสถาบันอยู่เบื้องหลัง จึงทำให้จำเลยโกรธแค้นและโพสต์ข้อความระบายความรู้สึก ซึ่งในเฟซบุ๊คแม้จะเป็นบัญชีส่วนตัวของจำเลยแต่ก็มีเพื่อนอยู่เป็นจำนวนมาก
ส่วนนายโกเมน พิบูลย์โรจน์ ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เบิกความว่า เหตุที่เจ้าพนักงานกองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบไม่เจอร่องรอยข้อความตามฟ้อง เพราะข้อความที่โพสต์ขึ้นเฟซบุ๊คแล้วจะไม่หลงเหลือในเครื่องผู้ใช้ จากข้อมูลที่กู้ได้และนำส่งสามารถตามเอกสารนั้น สามารถยืนยันได้ว่ามีการใช้อีเมล์ dorkao@hotmail.com ในเครื่องนี้ แต่ไม่ทราบว่าใช้งานอย่างไร มีเนื้อหาอะไร และยืนยันว่าการใช้ฮอตเมล์จะเกิด cache ใน temporary file ของเครื่องได้
กองพิสูจน์หลักฐานยันคอมของกลางเกี่ยวข้องการกระทำผิด
ส่วน วันที่ 19 ก.ย.55 ว่าที่พ.ต.ต.นิติ อิทุลักษณ์ จากงานตรวจพิสูจน์อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง เบิกความว่า ได้รับหนังสือจาก ปอท. ให้ตรวจสอบคอมพิวเตอร์ของกลางที่ทำการยึดมาทั้งโน้ตบุ๊กและแบบตั้งโต๊ะ เพื่อให้ค้นหาว่า มีการใช้งานต่ออินเทอร์เน็ตหรือไม่, มีการใช้อีเมล์dorkao@hotmail.com หรือไม่, มีการใช้งานเฟซบุ๊คชื่อ เราจะครองxxxxหรือไม่, เข้าใช้งานบัญชีชื่อ เราจะครองxxxx ในฐานะเจ้าของหรือไม่ รวมถึงตรวจหาข้อความตามรายการที่ส่งมาซึ่งระบุวันที่และเวลามาด้วยว่ามีหรือ ไม่ในคอมพิวเตอร์ของกลาง
พนักงานจากกองพิสูจน์หลักฐานเบิกความต่อว่า ได้ตรวจทุกประเด็น โดยตรวจพบประเด็นที่1-4 แต่ตรวจไม่พบในประเด็นสุดท้ายในการค้นหาข้อความตามฟ้อง ซึ่งอาจเป็นเกิดจากตัวระบบของคอมพิวเตอร์เอง หรือการโพสต์ข้อความดังกล่าวไม่ได้กระทำโดยเครื่องของกลาง
พยานอธิบายเพิ่มเติมว่า เจ้าพนักงานได้ทำการกู้ข้อมูลที่ลบไปและตรวจพบ temporary file ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บตัวอย่างหน้าเว็บไซต์ของเฟซบุ๊คด้วยชื่อดังกล่าว ซึ่งโดยปกติระบบจะเก็บโดยอัตโนมัติ บ่งบอกการเข้าใช้งานจำนวน 1 ครั้ง และไฟล์ที่บ่งบอกว่าเข้าใช้งานฮอตเมล์ในชื่อเมล์ดังกล่าวอีก 1 ครั้งโดยเข้าใช้งานเพียง 3 วินาทีซึ่งถือว่าปกติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายจำเลยได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีระบบปฏิบัติการเช่นเดียวกับเครื่อง ของกลางให้พยานทดลองเข้าเฟซบุ๊คเพื่อดูว่าจะเกิดการเก็บ temporary file โดยระบบได้จริงหรือไม่ ปรากฏผลว่าไม่เกิด temporary file ตามที่เบิกความมา พยานอธิบายว่าอาจเป็นเพราะเพิ่งเข้าใช้งานครั้งเดียว ระบบจึงยังไม่เก็บก็ได้ และการเกิดไฟล์ดังกล่าวสามารถเกิดจากการก็อปปี้มาใส่ไว้ในเครื่องก็ได้ แต่เฉพาะผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นที่สามารถทำได้
อ่านรายละเอียดคดีสุรภักดิ์ เพิ่มเติมได้ที่ http://freedom.ilaw.or.th/th/case/176#detail









