WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, September 30, 2012

วันศุกร์ชายแดนใต้ร้าง ร้านตลาดปิดเงียบผวาคำขู่

ที่มา ประชาไท

 
ร้านตลาดในชายแดนใต้ร้าง ผวาคำขู่ห้ามทำงานวันศุกร์ หวั่นซ้ำรอยเหตุคาร์บอมบ์สายบุรี เตือนระวังรถประกอบระเบิดหลุดเข้าเมืองยะลา นักวิชาการชี้เป็นการตอบโต้กรณีผู้เห็นต่างแสดงตัวต่อรัฐ

ผวาคำขู่ – ร้านค้าต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ต่างผากันปิดร้านหลังจากมีข่าวลือข่อขู่ไม่ให้เปิดกิจการในวัน ศุกร์ เช่นเดียวกับในพื้นที่จังหวัดยะลาและนราธิวาส จนทำให้ประชาชนได้รับความเดือนร้อน
ผู้สื่อข่าวโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) รายงานว่า บรรยากาศทั่วไปในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ในช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2555 ค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าพากันหยุดขายของ หลังจากมีข่าวลือถึงคำขู่ที่ห้ามประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นำสินค้ามาวางขายตามตลาดนัดในวันศุกร์ ตลอดจนห้ามการประกอบอาชีพอื่นๆ ที่เข้าข่ายต้องหยุดทำการด้วย
โดยข่าวลือดังกล่าว ระบุว่า หากใครไม่เชื่อหรือยังคงดำเนินการค้าขายจะไม่รับประกันความปลอดภัย บ้างก็บอกว่าจะถูกตัดใบหู หรือจะถูกดักยิง มากไปกว่านั้น อาจจะถูกวางระเบิด โดยยกกรณีเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่บริเวณชุมชนตลาดสดเทศบาล ต.ตะลุบัน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อวันศุกร์ที่ 21 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากมาพูดกันอย่างกว้างขวาง เป็นเหตุให้ชาวบ้านหวาดกลัวไม่กล้าที่จะนำสินค้ามาวางจำหน่ายตามปกติ
ทั้งนี้ ระหว่างที่ผู้สื่อข่าวโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้กำลังตระเวนถ่ายรูปตามสถาน ที่ต่างๆในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี โดยเฉพาะในย่านเศรษฐกิจ ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาห้ามถ่ายรูป เนื่องจากได้รับการร้องขอจากเจ้าของร้านค้า เนื่องเกรงว่าอาจได้รับอันตรายหากมีการเผยแพร่ภาพถ่ายดังกล่าวออกไป โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า ได้รับการแจ้งเตือนให้ระวังการก่อเหตุ จึงจำเป็นต้องเข้มงวดในการดูแลรักษาความปลอดภัย
ไม่เพียงในเขตเทศบาลเมืองปัตตานีเท่านั้น ในพื้นที่ชุมชนรอบนอก รวมทั้งในอำเภอต่างๆ ในจังหวัดปัตตานี พ่อค้าแม่ค้า รวมทั้งร้านค้าส่วนใหญ่ปิดทำการ เนื่องเกรงว่าอาจจะไม่ได้รับอันตราย ในขณะที่มีโรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่ ประกาศหยุดการเรียนการสอนด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มการดูแลเฝ้าระวังมากขึ้น
ในส่วนของตลาดสดเทศวิวัฒน์ ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับห้างไดอาน่า มีการปิดเงียบทั้งตลาด มีแม่ค้าตั้งแผงขายปลาดุกกับผักสด และพ่อค้าขายเนื้อหมูมีแค่ 2 รายเท่านั้น
สำหรับบรรยากาศโดยทั่วไป มีเจ้าหน้าทั้งทหาร ตำรวจและอส.(อาสาสมัครรักษาดินแดน) ยืนรักษาความปลอดภัยตามจุดต่างๆ โดยเฉพาะในบริเวณที่ยังบางร้านเปิดค้าขายตามปกติอยู่ บรรยากาศดังกล่าว เกิดขึ้นเช่นเดียวกับในพื้นที่ของจังหวัดยะลาและนราธิวาสที่พ่อค้าแม่ค้า ส่วนใหญ่พากันปิดร้าน เนื่องจากหวาดกลัวต่อคำขู่ดังกล่าวเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หลังจากการละหมาดวันศุกร์ในช่วงเวลาประมาณ 13.00 น.แล้ว ผู้ประกอบการร้านค้าบางส่วนได้เปิดร้านตามปกติ แต่ประชาชนบางส่วนโดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองปัตตานียังได้รับความเดือดร้อน อยู่ เนื่องจากมีร้านอาหารที่เปิดขายเพียงไม่กี่ร้าน ทำให้ประชาต้องยื้อแย่งกันซื้ออาหารและกับข้าว
เวลา 08.00 น. วันเดียวกัน ที่ตลาดสดพิมลชัย เทศบาลนครยะลา พ.อ.นพพร เรือนจันทร์ รองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจยะลา และ พ.ท.ชลัช ศรีวิเชียร รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 11 พร้อมกำลังทหารและอาสาสมัครทหารพราน ออกตรวจสอบการค้าขายของพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยมุสลิมในตลาดสดดังกล่าว พบว่ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของแม่ค้าชาวไทยมุสลิมต่างปิดร้านหยุดจำหน่ายสินค้า ทำให้บรรยากาศของตลาดสดดังกล่าวเงียบเหงากว่าปกติทุกวัน
วันเดียวกันที่บริเวณตลาดย่านธุรกิจในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมด้วยนายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสและคณะ เดินเท้าตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประกอบการ ร้านค้าต่าง ๆ ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส ที่ต่างพากันปิดร้านหลังจากที่มีข่าวลือออกมาว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุห้ามให้ร้าน ค้าโดยเฉพาะร้านมุสลิมจำหน่ายสินค้าในวันศุกร์
ผู้ประกอบการรายหนึ่งกล่าวว่า หลังจากมีกระแสข่าวลือดังกล่าวทำให้บรรดาผู้ประกอบการทั้งพุทธและมุสลิม เดือดร้อนอย่างหนัก ขาดรายได้ไปเป็นจำนวนมาก เพราะช่วงวันศุกร์ถือเป็นวันสุดท้ายของการทำงาน ปกติจะมีผู้คนออกมาจังจ่ายซื้อของมากกว่าทุกวัน และตนเองก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้างกระแสข่าวลือนี้ เพราะไม่สามารถหาต้นตอของแหล่งที่มาได้ เพียงแต่เห็นเพื่อนผู้ประกอบการปิดร้านก็เลยปิดตามไปด้วย
แจ้งเตือนระวังคาร์บอมบ์ในเขตเมืองยะลา
พล.ต.ต.พีระ บุญเลี้ยง ผู้บังคับการสถานีตำรวจภูธรจังหวัดยะลา เปิดเผยว่า การข่มขู่ไม่ให้ขายของในวันศุกร์มีมาประมาณ 3-4 สัปดาห์แล้ว ซึ่งสัปดาห์นี้ส่งผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากเกิดเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานีในวันศุกร์ที่ผ่านมา ตนมองว่าเป็นเรื่องทางจิตวิทยา หากคนในพื้นที่ทำตามคำข่มขู่ของพวกเขา หมายความว่าพวกเขาสามารถท้าทายอำนาจรัฐได้ แต่ในเขตเมืองยะลาไม่พบการโปรยใบปลิวข่มขู่
พล.ต.ต.พีระ เปิดเผยอีกว่า ตนได้สั่งการให้สถานีตำรวจภูธรทุกแห่งของจังหวัดยะลา ประชาสัมพันธ์กับพ่อค้าแม่ค้าทั้งไทยพุทธและมุสลิมเชิญชวนให้ออกมาขายของใน วันศุกร์ตามปกติ แต่เมื่อถึงเวลาละหมาดวันศุกร์ก็ให้ไปละหมาด โดยอธิบายว่า การข่มขู่ดังกล่าวของผู้ก่อการเป็นสิ่งที่ผิด ซึ่งศาสนาอิสลามไม่ได้สั่งให้หยุดขายของในวันศุกร์
พล.ต.ต.พีระ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับแจ้งจากหน่วยข่าวกรองว่า ในวันนี้คนร้ายได้นำรถยนต์ที่ประกอบระเบิดเป็นคาร์บอมบ์เข้ามาในเขตเทศบาล นครยะลา โดยมีข่าวว่าผู้ก่อการจะนำไปวางระเบิดที่ตลาดพิมลชัย ตลาดรถไฟและถนนสิโรรส จึงสั่งให้ประชาชนจอดรถบริเวณเกาะกลางถนน ห้ามจอดหน้าร้านค้า ซึ่งหากเกิดระเบิดจริง ก็จะไม่เกิดความเสียหายมากนัก พร้อมทั้งได้แจ้งเตือนให้ประชาชนระมัดระวัง และสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่
พล.ต.ต.พีระ เปิดเผยอีกว่า ทั้งนี้ ตนได้สั่งการมีการตั้งด่านตรวจโดยการเอ็กซ์เรย์รถทุกคันที่ผ่านเข้ามาในเขต เมืองตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมาแล้ว รวมทั้งได้ออกตรวจเส้นทางต่างๆ ที่รับผิดชอบโดยบูรณาการร่วมกับกองกำลัง อส. และกำลังทหารจากหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 11
สำหรับตำรวจได้ตั้งด่านใหญ่ร่วมกับทหารหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ได้แก่ ด่านมลายูบางกอก ด่านท่าสาป ด่านสะพานข้ามแม่น้ำปัตตานี เส้นทางสายบ้านปาโด สายเนินงาม สายโกตาบารู แยกตือเบาะ แยกปรามะ สายบ้านโสร่ง
กอ.รมน.แจงเป็นการคุกคามเสรีภาพ-ผิดหลักศาสนา
ในวันเดียวกัน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ออกหนังสือชี้แจงในกรณีนี้ว่า เพื่อเป็นการป้องกันการเข้าใจผิดในการนำหลักศาสนาอิสลามอันดีงามไปเบี่ยงเบน กระจายสู่ประชาชน อันก่อให้เกิดผลกระทบต่อการประกอบอาชีพตามปกติ อีกทั้งเป็นการคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพ การดำรงชีวิต และประกอบอาชีพของประชาชนผู้เป็นศาสนิกอื่น กอ.รมน.ภาค 4 สน.จึงขอชี้แจงมายังประชาชน ส่วนราชการ ผู้ประกอบการภาครัฐวิสาหกิจให้ได้รับทราบ ดังนี้
1.ดินแดนของประเทศไทยในทั่วทุกพื้นที่ ล้วนมีความยินดีต้อนรับบุคคลทุกเชื้อชาติ ศาสนา เข้ามาพักอาศัย หรือประกอบกิจทางศาสนาตามที่ตนเองมีความเลื่อมใสศรัทธา หากการเข้ามานั้นกระทำโดยถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นการกระทำที่มิได้มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น
2.“การห้ามชาวไทยพุทธ-มุสลิม หรือเชื้อสายจีน ประกอบกิจการค้าในทุกวันศุกร์” มิใช่การห้ามที่เป็นไปตามหลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง โดยตามบทบัญญัติแท้จริงในหลักศาสนาอิสลามนั้นจะส่งเสริมสนับสนุนให้ชาว มุสลิมปฏิบัติธรรมให้เกิดบุญกุศล ด้วยการละหมาดใหญ่ และฟังธรรม อบรมให้จิตใจบริสุทธิ์ มุ่งสู่การประพฤติในสิ่งที่ดีงามในห้วงกลางวัน เวลาประมาณ 12.00-14.00 หลังจากนั้นมุสลิมทุกเพศ ทุกวัยสามารถใช้เวลาที่เหลือในวันศุกร์ประกอบกิจการส่วนตัว รวมทั้งประกอบกิจการที่ยังคั่งค้างอยู่ได้ตามปกติ
3.หลายประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เช่น ประเทศในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันตก หรือแอฟริกา มิได้ห้ามประชาชนประกอบกิจการในวันศุกร์ แต่ส่งเสริมให้ประชาชนคงปฏิบัติเฉพาะการมุ่งปฏิบัติธรรมให้เกิดผลบุญกุศล ด้วยการร่วมละหมาดใหญ่ และฟังธรรมตามเวลาดังข้างต้น โดยมิได้ห้ามมิให้ใช้เวลาที่เหลือในการประกอบกิจการส่วนตัว หรืออาชีพแต่ประการใด
4.การออกคำสั่งห้ามดังกล่าว ถือเป็นการข่มขู่ต่อประชาชน ที่นอกจากเป็นการคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยส่วนรวมแล้ว ยังถือเป็นการนำหลักธรรมของศาสนามาถ่ายทอดในทางที่ผิดเพี้ยน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อหลักธรรมอันดีงาม ดังนั้น จึงขอแจ้งให้ประชาชนได้ร่วมปฏิบัติดังต่อไปนี้คือ
ประการที่ 1 ไม่ต้องปฏิบัติตามการข่มขู่สั่งห้ามมิให้ประกอบการค้าในวันศุกร์ เนื่องจากผิดหลักกฎหมาย และศาสนา
ประการที่ 2 ขอประชาชนได้รวมพลังต่อต้านไม่สนับสนุนกลุ่มบุคคลที่มิได้มีจุดมุ่งประสงค์ อันบริสุทธิ์ต่อศาสนา ประชาชน และสังคม ด้วยการยังคงให้ความสำคัญต่อการประกอบกิจกรรมทางศาสนา และสามารถประกอบกิจกรรมส่วนตัว หรือธุรกิจภายหลังจากเสร็จสิ้นการประกอบกิจกรรมทางศาสนา ดังเช่นประเทศมุสลิมทั่วโลกได้ถือปฏิบัติ จนเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปแล้วจึงแถลงมาเพื่อทราบ

ชี้ตอบโต้กลุ่มเห็นต่างแสดงตัวต่อรัฐ
ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) กล่าวว่า การข่มขู่ดังกล่าว เป็นการต่อสู้ในทางการเมืองอย่างหนึ่งของขบวนการก่อความไม่สงบในจังหวัดชาย แดนภาคใต้ ในเชิงอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมของพื้นที่ และเพื่อแสดงให้เห็นว่ายังมีศักยภาพอยู่ หลังจากที่มีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐได้ออกมาแสดงตัวต่อ รัฐ
ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังเป็นการตอบโต้กรณีที่รัฐออกมาบอกว่า ช่วงนี้พื้นที่เกิดเหตุรุนแรงมีเพียงแค่ 10 – 15 เปอร์เซ็นต์ อีกประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่พื้นที่ที่มีเหตุรุนแรง แต่การข่มขู่ครั้งนี้ปรากฏว่า ทำให้ประชาชนกลัวไปทั้ง 3 จังหวัด มีพื้นที่ที่หยุดงานน่าจะมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์
ผศ.ดร.ศรีสมภพ เสนอด้วยว่า ประเด็นการข่มขู่ให้หยุดงานในวันศุกร์ ควรที่จะมีการพูดคุยในพื้นที่สาธารณะกันอย่างจริงจังว่า จริงๆแล้ว วันศุกร์เป็นอย่างไร มีความสำคัญอย่างไร แล้วตกลงจะเอาอย่างไร ซึ่งการข่มขู่ลักษณะนี้แม้ประชาชนจะทำตาม แต่ก็ไม่ใช่เพราะเห็นด้วย แต่ทำไปเพราะกลัว ซึ่งการทำตามลักษณะนี้ไม่มีความยั่งยืน เหตุที่กลัวเพราะรัฐไม่สามารถคุ้มครองประชาชนได้ ดังนั้นต้องมาคุยกันว่าจะเอาอย่างไร

นายกฯไทยชูสันติภาพและความมั่นคง ย้ำต้องไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาข้อพิพาทต่อที่ประชุมใหญ่UN

ที่มา Thai E-News

 

 

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยแถลงชูประเด็นสันติภาพและความมั่นคง ย้ำต้องไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาข้อพิพาท ความมั่นคงต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง การพัฒนาทั้งเศรษฐกิจและการเมืองต้องครอบคลุมและทั่วถึงทั้งระดับประเทศ ภูมิภาค และระหว่างประเทศ
วันที่ 28 กันยายน เวลา 19.00 น. ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 67 ในประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคง สันติภาพ และการพัฒนาของโลก สรุปดังนี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงเวลาของความท้าทาย ต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจและการเงินของโลก และหาทางแก้ปัญหาระยะยาวของวิกฤติเศรษฐกิจยูโร  ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่ขณะนี้ สะท้อนถึงความพยายามในการส่งเสริมสันติภาพ ความรุ่งเรือง และประชาธิปไตย รวมทั้ง การส่งเสริมความอดทนอดกลั้น การเคารพซึ่งกันและกัน และความเข้าใจในสังคม เพื่อป้องกันปัญหาความรุนแรงต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและสันติภาพอย่างยั่งยืน จะต้องแสวงหาแนวทางการแก้ปัญหาที่ทันสมัย และการคิดแบบใหม่ รวมทั้ง การเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ความตั้งใจจริงทางการเมือง และธรรมาภิบาล  ข้อพิพาทต่างๆ จะต้องแก้ปัญหาด้วยแนวทางสันติ  ที่สำคัญไปกว่านั้น จะต้องคิดถึงการปฏิบัติเชิงป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทตั้งแต่ต้น ที่สำคัญที่สุด จะต้องพิจารณาถึงการพัฒนาและสันติภาพที่ครอบคลุมและทั่วถึง ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพราะสันติภา ความมั่นคง และการพัฒนานั้นเชื่อมโยงกัน
การพัฒนาทาง เศรษฐกิจจะต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาทางการเมือง ซึ่งมีประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศอย่างทั่วถึง  การพัฒนาระดับภูมิภาคที่ทั่วถึงเพื่อการเติบโต และการพัฒนาที่ต่อเนื่องและทั่วถึงในระดับระหว่างประเทศ เพราะ ประชาคมระหว่างประเทศ ถือเป็นวาระการพัฒนาต่อจากปี 2558ในยุคโลกาภิวัตน์ แนวคิดเรื่องความมั่นคง ไม่สามารถทำได้เพียงอย่างเดียวแต่ต้องควบคู่ไปกับการพัฒนา
เราไม่สามารถ แสวงหาสันติภาพผ่านความมั่นคงและเสถียรภาพขั้นพื้นฐานเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องมีการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรในแต่ละภูมิภาคเพื่อเสริมสร้างศักยภาพ ในการพัฒนาสู่เป้าหมายดังกล่าว ซึ่งประเทศไทยเชื่อว่า สันติภาพของเพื่อนบ้าน คือ ของเราเช่นกัน
ดังนั้นประเทศ ไทยจึงให้การสนับสนุนเมียนมาร์อย่างเต็มที่ ในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย  เราต้องร่วมมือกันในฐานะพันธมิตรเพื่อช่วยให้เมียนมาร์สามารถเดินหน้ากระบวน การเปลี่ยนแปลงนี้ได้ต่อไป  ซึ่งในที่สุดทุกคนจะได้ประโยชน์จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจและจากการรวมตัว กัน
เราทุกคนอยู่ ท่ามกลางโลกที่มีการเชื่อมต่อระหว่างกันมากขึ้น ในขณะที่ประชาชนต้องเผชิญความไม่มั่นคงจากความท้าทายข้ามเขตแดน  ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ปัจจุบัน แนวคิดเรื่องความมั่นคงต้องเน้นที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และขณะเดียวกันความท้าทายต่างๆเหล่านี้ ต้องถูกบรรจุอยู่ในวาระแห่งชาติ   โดยประชาคมโลกต้องร่วมกันต่อสู้อาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความเชื่อมโยงระหว่างกันในโลก
นายกรัฐมนตรี เห็นว่า รูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการหยามเกียรติของมนุษย์  คือ การค้ามนุษย์ ซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญเป็นสูงสุด และเรายึดมั่นที่จะกำจัดให้หมดไป เพราะ ทั้งการค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ส่งผลต่อหลักประกันของความเป็นนิติรัฐ และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยเฉพาะบุคคลที่ด้อยโอกาส เด็ก ผู้สูงวัย และคนพิการ
แต่ความท้าทาย เหล่านี้ ไม่อาจสำเร็จได้โดยรัฐบาลแต่ลำพัง  เราต้องทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ด้วยส่งเสริมค่านิยมและมาตรฐานระดับสากล  ผ่านองค์การสหประชาชาติ เพื่อร่วมกันเสริมสร้างหลักนิติรัฐ ให้เป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่นำไปสู่สันติภาพ ความมั่นคงของโลก หลักสิทธิมนุษยชน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน   เราต้องร่วมกันยึดมั่นต่อหลักสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและใน ระดับโลก โดยต้องเริ่มที่บ้านของเราก่อน ซึ่งจะสำเร็จได้ด้วยการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงและกระบวนการปรองดองใน ชาติ  ที่สำคัญคือ เราต้องทำงานร่วมกันแบบหุ้นส่วนในฐานะสมาชิกในประชาคมโลกที่มีความรับผิดชอบ ทำงานร่วมกันผ่านสหประชาชาติ เพื่อเข้าถึงผู้ที่ด้อยสิทธิทางกฎหมาย และปราศจากแรงบันดาลใจ
โดยรัฐบาลไทย หวังให้ ข้อพิพาทต่างๆ ในประชาคมโลก มีทางออกโดยสันติวิธีและไม่ใช่ความรุนแรง ทั้งความขัดแย้งระหว่างอิสลาเอลและปาเลสไตน์  รวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเราห่วงกังวลต่อผลกระทบทางมนุษยธรรมจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับ ประชาชน  โดยไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหาทางออกโดยช่องทางที่มีอยู่เพื่อแก้ปัญหาความ ขัดแย้งทางการเมือง ที่ประชาชนได้รับประโยชน์
การค้นหา สันติภาพและความมั่นคง จำเป็นต้องมองภาพใหญ่ ไม่เพียงแต่ในขอบเขตประเทศของตน ทั้งนี้ ประเทศไทยยืนยันต่อความยึดมั่นในภารกิจการรักษาสันติภาพ ไม่ว่าจะเป็นในติมอเลสเต ฮิติ ดาร์ฟู อ่าวเอเดน ซึ่งนอกจากการปฏิบัติการรักษาสันติภาพ ประเทศไทยยังได้เข้าไปช่วยเรื่องการพัฒนาในท้องถิ่นและชุมชนที่เรามีความ ถนัด ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตร สาธารณสุข และการบริหารจัดการน้ำ
โดยประเทศไทยยึด มั่นต่อการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกผ่าน 3 เสาหลักของสหประชาชาติ ได้แก่ ด้านสันติภาพและความมั่นคง การพัฒนา และสิทธิมนุษยชน โดยการบริหารจัดการในประเด็นที่มีความเชื่อมโยงจะช่วยนำไปสู่แนวทางการแก้ ปัญหาในระยะยาว ไม่เพียงแต่ เป็นทางออกสำหรับความขัดแย้งผ่านกระบวนการสันติวิธีและยังสำหรับป้องกันความ ขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่า ประเทศไทยจะคงยึดมั่นต่อการเป็นสมาชิกที่แข็งขันของสหประชาชาติ และพร้อมที่จะช่วยบรรเทาความท้าทายต่อมนุษยชาติต่อไป

เก็บตกจากเฟซบุ๊ค: เขาแชร์อะไรกันบ้าง

ที่มา Thai E-News

 


Toto Cornucopia เละทุกวัน เอ๋อ..!!! •••••••••••••• มาดูป้ายที่เค้าพูดกัน...บนทาง ด่วน ของ เอ๋อ ณ.รังแมงสาปปป... โดย : จอมยุทธเสเพล / บ้านราษฎร์ ภาพนี้สามารถตีความได้ สองแนวทางคือ ๑. ชาวกรุงเทพรักในหลวงโดยไม่เปลี่ยนใจไปรักใครอื่น ก็ถือว่าไม่ใช่ป้ายหาเสียง ๒. หากทำให้เข้าใจว่าถ้าคนกรุงเทพรักในหลวงก็ต้องเลือกสุขพันธ์เป็นผู้ว่า ไม่เปลี่ยนไปเลือกคนอื่น แบบนี้ผมถือว่าไม่เหมาะสม ดังนั้นการสื่อแบบนี้ จึงต้องดูเจตนาที่แท้จริงว่าต้องการหาเสียงโดยดึงสถาบันมาอ้าง ราวกับว่าผู้สมัครคนอื่นไม่รักท่าน หรือรักน้อยกว่าสุขพันธ์หรือไร ........ ไม่บังควรเลยนะครับ

Toto Cornucopia ชั่วชนิดครบครัน ทุกดอกทุกเม็ดทุกเรื่อง ทั้งหัวหงอกหัวดำ...  แล้วก็ไม่มีสำนึกหรือความละอายใดๆ ทั้งสิ้น โคตรด้าน... ต้อง "พรรคแมงสาบนรก" โอนลี่ อิน ทร๊วยส์แลนด์...
 

MaysaaNitto Org-home กรรมหนัก ถุึงทรายในท่อระบายน้ำ รองผู้ว่า กทม. ยังโยงไปถึง คนดูไบได้55555555555555+
สนับสนุนคณะราษฎร นิติราษฎร์ ครก.112 อ.สมศักดิ์ และวิจารณ์ด้านมืดของทักษิณ ทีมผู้ว่าฯกทม. มามุกเก่า โทษท่อตัน เพราะ ทักษิณ 
จอนคูโบต้า ประชาไท อ่ะ..... มาต่อด้วยภาพนี้ครับ
ราษฎร์ ประสงค์ Fan Page อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ลูกหลานอำมาตย์ไม่อยากเห็นชาวนา เงยหน้าอ้าปาก ให้ชาวนาขายข้าวให้อำมาตย์ และนายทุนเกียนละ 8 พัน พวกอำมาตย์ฟันฟรีๆไป 7 พัน ถ้าจำนำข้าว ชาวนาจะได้มากกว่า 1.5 หมื่น มีโอกาสปลดหนี้ มีอนาคตบ้าง อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นนักวิชาการเห็นแก่นายทุนหน้าเลือดขูดรีดชาวนา ถึงเวลาแล้ว ที่ชาวนาต้องปฏิวัติ อย่าให้อำมาตย์นายทุนกดขี่อีกต่อไป

ร่วมกันเชียร์ คุณยิ่งลักษณ์ เพื่อไทย รัฐบาลสู้เพื่อชาวนาจะได้ลืมตาอ้่ปาก แล้วคนพวกนี้เอาอะไรมาคิด อยากถามความเห็นเพื่อนๆค่ะ เราควรจัดการคนพวกนี้ยังไงดี สงสารชาวนา ตากหน้าสู้ฟ้า สู้เเดด ให้เค้าได้มีกินมีใช้บ้างเถอะนะคะ
ทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ ที่มีอิทธิพลอเมริกาครอบงำ บรรยายภาพ--จะกดขี่บีบคั้น และ ขูดรีด ไปถึงไหน?

MaysaaNitto Org-home รูปนี่ คง จี๊ดดด เข้าไปในหัวใจอำมาตย์ 555+
Go6 TV Community Page คุกคามสื่อ คุกคามประชาชน
Go6 TV Community Page  หากพบเขาทำงานสาธารณะที่ไหน สละเงินซื้อน้ำ ขนม ให้พวกเขาทานกันดีไหมครับ เพราะเขาทำงานเหนื่อยทั้งวัน อาหารเรือนจำก็รู้ๆอยู่ มีแต่ข้าวต้มกับผัก ซึ่งไม่ได้ให้พลังงานอะไรเล
คำหยาบ ช่วยได้ สามเหลี่ยม มหัศจรรย์
Oak Panthongtae Shinawatra
 วันนี้ 28 กันยายน พ.ศ. 2555 เป็นวันครบรอบวันเกิด 6 ปี ของสนามบินสุวรรณภูมิ ครับ
มหาวิทยาลัยประชาชน พ่อของใคร ใครก็รัก พ่อคำนี้มีความหมายนักนะคะ พ่อผู้ให้กำเนิดชีวิตค่ะ พ่อของเรา พ่อคนนี้ไม่มีวันฆ่าลุกค่ะ

MaysaaNitto Org-home ฟื้นสัมพันธ์ซาอุฯ

"อภิสิทธิ์" โพสต์ทวิตเตอร์ ระบุ ยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ที่มา uddred

 ฐานเศรษฐกิจ 30 กันยายน 2555 >>>


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และผู้นำพรรคฝ่ายค้าน โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ Abhisit Vejjajiva ระบุว่า "ผมยินดี เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่เคยปฏิเสธ ถาม "คุณเฉลิม" ดีกว่าว่า นายใหญ่ของคุณ ทำไมไม่มาเข้ากระบวนการยุติธรรม และยอมรับกระบวนการยุติธรรมบ้าง"

Saturday, September 29, 2012

นายกฯ แจงภารกิจประชุมสมัชชา UN

ที่มา Voice TV



รายการ"รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบ ประชาชน"วันนี้เป็นการบันทึกเทปจากนครนิวยอร์ค โดยนายกรัฐมนตรี ระบุว่าได้ใช้เวที ประชุมสมัชชาสหประชาชาติสร้างความเชื่อมั่นเรื่องเด็ก-สตรีและหารือทวิภาคี กับหลายประเทศ
นางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน โดยเป็นการบันทึกเทปไว้ ซึ่งกล่าวถึงการเดินทางร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ได้ใช้โอกาสในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ในการแสดงความมั่นใจของประเทศไทยในการฟันฝ่าวิกฤติต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และแผนการลงทุน ซึ่งยอมรับว่าเหนื่อยในการปฏิบัติภารกิจ 4 วัน และจะนำมาทำประโยชน์ให้กับประชาชน ทั้งนี้ ในเวทีสหประชาชาติมีผู้นำเข้าร่วมกว่า 190 ประเทศ ได้มีพูดถึงประเด็นความมั่นคง ความสงบ และสวัสดิการ มีการลงนามอนุสัญญาเพื่อการดูแลเด็กและสตรี


นอกจากนี้ ยังมีการหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีแห่งสหภาพเมียนมาร์ เกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายร่วมกัน เพื่อต่อยอดการทำเอ็มโอยูไปสู่การปฏิบัติ มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีจากสหภาพยุโรปเรื่องการลงทุน รวมถึงการเข้าพบนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กเพื่อศึกษาเรื่องระบบผังเมือง การหารือกับนักธุรกิจสหรัฐฯเพื่อโอกาสทางการค้า รวมถึงได้มอบนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลกแก่ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในนคร นิวยอร์ก


นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องการค้าการลงทุนพบว่าหลายประเทศมองว่าการเปิดการค้าเสรีจะสามารถ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ โดยมีนักลงทุนสนใจลงทุนในไทย รวมถึงการท่องเที่ยวในไทย ได้มีการหารือในการส่งนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยว ส่วนภารกิจอื่นๆยังได้เยี่ยมสถานศึกษาเด็กเล็กย่าน Harlem Children นครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นการบริหารของท้องถิ่นร่วมกับรัฐบาล เน้นการดูแลพัฒนาการของเด็กตามช่วงอายุ พัฒนาการด้านการศึกษา รวมถึงด้านสาธารณสุข ซึ่งมองว่าเป็นประโยชน์โดยจะมีการนำมาต่อยอดใช้กับประเทศไทย เช่นเดียวกับเรื่องผังเมือง ความปลอดภัยจะนำมาประยุกต์ใช้กับ กทม. และจากการเยี่ยมชมไฮไลน์ พาร์ค (Highline Park) ซึ่งเป็นการแปลงสถานีรถไฟเก่ามาเป็นสวนสาธารณะลอยฟ้า มีพื้นที่สีเขียว และสนามเด็กเล่น ซึ่งชื่นชมในการนำความคิดที่สร้างสรรค์มาใช้


29 กันยายน 2555 เวลา 10:36 น.

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: บทเรียนทักษิณ ชินวัตรกับปรีดี พนมยงค์

ที่มา ประชาไท

 

 
กรณีของปัญหาเริ่มจากการที่ นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้กล่าวในวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๕ นี้ว่า  เขาได้เขียนบันทึกส่วนตัวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ถ้าอยากเป็นรัฐบุรุษ ต้องรู้จักคำว่าเสียสละ แม้ว่าจะไม่กลับประเทศ ก็สามารถเป็นรัฐบุรุษได้เช่นกัน เหมือนนายปรีดี พนมยงค์ ที่ทำงานเพื่อประเทศโดยที่ไม่เคยกลับประเทศ เพียงเพราะอยากให้บ้านเมืองสงบ
 
 ข้อเสนอของนายคณิต ได้รับการวิจารณ์ทันทีว่า เป็นข้อเสนอที่มาจากความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาด และยังไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่แท้จริงของสังคมไทย ส่วนหนึ่ง ก็มาจากทัศนะของนายคณิตเอง ที่เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น แต่นี่เป็นทัศนะแบบด้านเดียว เพราะปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย และกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนการรัฐประหาร ก็เป็นสาเหตุสำคัญอีกด้านหนึ่งเช่นกัน ยิ่งกว่านั้น ในรายงานของ คอป.เอง ก็ระบุว่า สังคมไทยมีปัญหารากฐานในทางเศรษฐกิจและสังคมจำนวนมาก เช่น ปัญหาช่องว่างระหว่างรายได้ ปัญหาความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยทางการเมือง ฯลฯ กรณีเหล่านี้ คงแก้ไม่ได้ด้วยการเสียสละของ พ.ต.ท.ทักษิณ
 
แต่ที่สำคัญในทางประวัติศาสตร์นั้น นายปรีดี พนมยงค์ ต้องเดินทางออกจากประเทศ เพราะถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๐ ในครั้งนั้น กำลังของฝ่ายรัฐประหารได้ใช้รถถังบุกทำเนียบท่าช้างอันเป็นที่พำนักของนาย ปรีดี ทำให้นายปรีดีต้องลี้ภัยออกจากประเทศ หลังจากนั้น นายปรีดีก็ได้พยายามที่จะกลับประเทศหลายครั้ง ครั้งสำคัญ ก็คือ ได้เดินทางกลับมาเพื่อที่จะยึดอำนาจคืนในกรณี "ขบวนการประชาธิปไตย ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒" แต่ล้มเหลว ถูกปราบปรามอย่างหนัก ซึ่งกรณีนี้จะรู้จักกันนามว่า "กบฏวังหลวง" นายปรีดีต้องหลบซ่อนอยู่ในบ้านแถวฝั่งธนฯ ๖ เดือน แล้วจึงหลบหนีออกไปได้ แล้วจึงไม่ได้กลับมาเมืองไทยได้อีกเลย
 
ประเด็นสำคัญต่อมา ก็คือ นายปรีดีถูกฝ่ายอนุรักษ์นิยมสร้างคดีใส่ร้ายป้ายสีว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๘ และใช้ศาลเป็นเครื่องมือ ในการตัดสินประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ ๓ คน คือ นายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัทมศริน และ นายเฉลียว ปทุมรส เพื่อเป็นการข่มขู่ไม่ให้นายปรีดีกลับประเทศ
 
ความจริงแล้วเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในเรื่องของนายปรีดี พนมยงค์ ก็มีบทเรียนอันอุดม จากการที่นายปรีดีนั้นมีพื้นฐานเป็นลูกชาวนา แต่อาศัยความสามารถทางการศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสจนได้ไปศึกษาต่าง ประเทศ และกลายเป็นคนแรกของประเทศไทยที่สำเร็จถึงขั้นปริญญาเอกวิชากฎหมายจากประเทศ ฝรั่งเศส แต่นายปรีดีมิได้มุ่งที่จะนำเอากฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจชน ชั้นนำสถาบันหลัก และทำร้ายประชาชนเหมือนนักกฎหมายจำนวนมากในยุคปัจจุบัน หากแต่ต้องการที่จะใช้กฎหมายในการสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม และในสมัยที่บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย นายปรีดีก็ได้ร่วมก่อตั้งคณะราษฎร ซึ่งกลายเป็นสมาคมที่มีบทบาทนำในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงประเทศจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕
 
หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายปรีดี พนมยงค์ ก็ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอีกหลายประการในการสร้างระบอบใหม่ ตั้งแต่การมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้กันต่อมา มีส่วนในการปฏิรูปกฎหมายให้ประเทศไทยมีความทันสมัย และมีระบอบนิติรัฐอย่างแท้จริง จากนั้น ก็เป็นผู้ผลักดันหลักการปกครองท้องถิ่นเพื่อการกระจายอำนาจ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศที่เดินทางไปเจรจาเลิกสัญญาไม่เป็นธรรมกับมหาประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีเอกราชสมบูรณ์ เป็นผู้ผลักดันการปฏิรูปปฏิรูปเศรษฐกิจ สร้างเศรษฐกิจชาตินิยม สร้างระบบภาษีใหม่ให้มีความเป็นธรรม และเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ เป็นต้น
 
ต่อมา เมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา นายปรีดี พนมยงค์ ได้รับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของรัชกาลที่ ๘ และกลายเป็นผู้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทย ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้ไทยรอดพ้นจากฐานะที่จะเป็นผู้แพ้ในสงครามโลก เป็นผู้ผลักดันให้การเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๘ เป็นต้นมา และเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ เสด็จนิวัติพระนครก็ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐบุรุษอาวุโส และเป็นนายกรัฐมนตรี จึงสรุปได้ว่า นายปรีดี พนมยงค์ได้มีบทบาทสำคัญ และสร้างคุณูปการให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก
 
ความเป็นนักประชาธิปไตยของนายปรีดี พนมยงค์ ยังเห็นได้จากความพยายามในการประนีประนอมกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม โดยการนิรโทษกรรมให้นักโทษการเมืองฝ่ายนิยมเจ้าเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ และยังเปิดให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมออกหนังสือพิมพ์เพื่อเผยแพร่แนวคิดของตน และให้ตั้งพรรคการเมืองลงแข่งขันในการเลือกตั้ง โดยหวังว่าจะใช้กติกาประชาธิปไตยเข้ามาคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง หมายถึงว่า ถ้าพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้รับความนิยมจากประชาชนด้วยคะแนนเสียงที่มากเพียง พอ ก็สามารถที่จะเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลได้เช่นกัน
 
แต่กรณีนี้กลายเป็นความผิดพลาด เพราะกลุ่มอนุรักษ์นิยมนั้น มิได้มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย เมื่อเปิดทางให้ฝ่ายนี้มีบทบาททางการเมือง กลุ่มอนุรักษ์นิยมก็ใช้การเมืองแบบใส่ร้ายป้ายสี เพื่อทำลายภาพลักษณ์ของนายปรีดีและรัฐบาลพลเรือน โดยเฉพาะการสร้างกระแสใส่ร้ายเรื่องกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ จากนั้น ก็ได้สนับสนุนให้ฝ่ายทหารก่อรัฐประหาร เพื่อทำลายคณะราษฎร ฉีกรัฐธรรมนูญ และทำลายประชาธิปไตย และผลจากการรัฐประหารนี้เอง ที่ทำให้ปรีดี พนมยงค์ต้องลี้ภัยต่างประเทศดังที่กล่าวมา
 
ดังนั้น ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะรับบทเรียนจากนายปรีดี พนมยงค์ คงไม่ใช่เรื่องการลี้ภัยต่างประเทศโดยไม่กลับ ตามที่นายคณิต ณ นคร นำเสนอ แต่เป็นเรื่องที่ต้องสรุปว่า พวกอนุรักษ์นิยมอำมาตยาธิปไตยนั้น ไม่มีแนวคิดประชาธิปไตย ชอบสนับสนุนรัฐประหาร เข่นฆ่าประชาชน และไว้ใจไม่ได้ คนเหล่านี้ ชอบอ้างสถาบันหลักเพื่อใส่ร้ายทำลายผู้บริสุทธิ์ ดังนั้น ถ้าหากต้องการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จะต้องอาศัยการสนับสนุนจากประชาชนไปดำเนินการ การประนีประนอมอ่อนน้อมต่อฝ่ายกระแสหลักนั้น ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแต่อย่างใด
 
บทเรียนในระยะ ๖ ปี สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เองก็บอกความข้อนี้ เพราะถ้าหากไม่มีการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนคนเสื้อแดงแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณก็คงหมดบทบาทไปแล้ว คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็คงไม่สามารถที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ กลุ่มชนชั้นนำอำมาตยาธิปไตยก็คงมีอำนาจนำได้อย่างสมบูรณ์ การตื่นตัวและการต่อสู้ของประชาชน จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญแห่งอนาคต ที่จะทำให้สังคมไทยก้าวหน้าต่อไป

Silent Spring 50ปี หนังสือเปลี่ยนโลก

ที่มา ประชาไท

 


เพื่อทำความเข้าใจว่าสงครามที่กระทำ ต่อธรรมชาตินั้นเป็นฝีมือของมนุษย์เราทั้งสิ้น นักชีววิทยานาม ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) จึงพาหัวใจที่กล้าหาญประกาศก้องความจริง

เป็นเวลาเกือบ 50 ปีมาแล้ว นับตั้งแต่หนังสือ Silent Spring ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้ง หนังสือเล่มจุดให้เกิดกองเพลิงใหญ่ลุกไหม้ท้าทายให้เกิดการถกเถียงทั้งใน สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโทรทัศน์ กว่าหนึ่งปีเต็มที่ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์และนิตยสารในสหัฐอเมริกาต่างเต็มไปด้วยการแจ้งข้อหาและการแจ้ง ข้อหากลับ หนังสือเล่มนี้เป็นประเด็นหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์และจุดให้เกิดการถกเถียง กันในพื้นที่สาธารณะ ตั้งแต่ห้องนั่งเล่นไปจนถึงห้องประชุมบริษัท และได้กลายมาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจตรวจสอบตั้งแต่ระดับประธานาธิบดี ไปจนถึงระดับสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐ
หนังสือ Silent Spring ตีพิมพ์ครั้งแรกที่อังกฤษ และในปีต่อมาก็ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Hamish Harmilton และในที่สุดก็ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆมากกว่า 15 ภาษา จนกลายเป็นปรากฏการณ์ในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลก ช่วงครึ่งศตวรรษนับแต่การตีพิมพ์ครั้งแรก หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ออกมาไม่เคยขาด และไม่เคยห่างหายไปจากแวดวงการถกเถียง ที่มีกำเนิดจากเนื้อหาภายในเล่ม เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
คำตอบอยู่ในลักษณะและความตั้งใจของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ราเชล คาร์สันเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีมุมมองกว้างไกลและเป็นเขียนฝีมือฉกาจ ที่สามารถถ่ายทอดให้เห็นภาพนิเวศวิทยาของชีวิตและนำภาพนั้น มารวมกับแนวคิดว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของระบบในโลกที่มีชีวิต เธอนำสิ่งเหล่านี้เข้าไปประทับในความคิดและจิตใจของผู้อ่านโดยที่ไม่มีใครทำ ได้มาก่อน ก่อนหน้าที่จะเขียนและตีพิมพ์หนังสือ Silent Spring ราเชลก็เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงและผลงานได้รับความนิยม หนังสือที่เธอเขียนเป็นจดหมายรักที่เธอเขียนถึงทะเลที่เคลื่อนไหวเวียนวน เป็นวัฏจักร ในหนังสือชื่อ Under the Sea-Wind (พิมพ์เมื่อปี 1941) เธอเชื้อเชิญให้ผู้อ่านเข้าไปสัมผัสกับการอยู่กับทะเลเยี่ยงปลาและนก ราเชลเขียนว่า “ในคืนที่สี่หลังพายุหิมะพัดกระหน่ำ ดวงจันทร์ส่องแสงแรงกล้ามาที่ผิวน้ำ สายลมพัดแสงนั้นให้เป็นเส้นแสงกระเพื่อม บนอากาศบริเวณเหนืออ่าวมีเส้นแสงกำลังเริงระบำอยู่ไหวๆ คืนนี้ปลาเทร๊าท์มองเห็นปลาอื่นนับหลายร้อยแหวกว่ายลงสู่ห้วงน้ำที่ลึกลงไป มีหญ้าทะเลลอยมา มองดูเป็นเงาสีดำอยู่ใต้ผิวน้ำส่องประกายสีเงิน”
หนังสือ The Sea Around Us (พิมพ์เมื่อปี 1941) เป็นการค้างอ้างแรมเคล้าอารมณ์กวี สู่ลักษณะทางกายภาพของทะเล ในหนังสือเล่มนี้ ราเชลอธิบายว่า “สำหรับทั้งหมดทั้งมวลของโลก มหาสมุทรเป็นเสมือนผู้ตรวจสอบดูแล คอยรักษาระดับอุณหภูมิไม่ให้ผันผวน มีคนกล่าวว่ามหาสมุทรเป็นธนาคารเก็บรักษาพลังงานแสงอาทิตย์ รับฝากสิ่งต่างๆในยามที่มีล้นเกิน และคืนให้ในยามที่ต้องการใช้ “หากปราศจากมหาสมุทร โลกเขาจะต้องเผชิญกับความเลวร้ายของอุณหภูมิที่ผันผวนชนิดที่เราไม่เคยพบ เห็นมาก่อน ส่วนน้ำที่ปกคลุมสามส่วนสี่ของพื้นผิวที่เหมือนห่มด้วยเสื้อคลุมของโลก ช่างเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสุดอัศจรรย์เหลือเกิน
หนังสือ The Edge of the Sea (1955) ทำให้ผู้อ่านสัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิตบนชายฝั่ง ราเชลเก็บสิ่งที่สัมผัสได้นี้ได้อย่างรวดเร็ว “ขณะเดินสำรวจชายหาดยามค่ำคืนอยู่นั้น ดิฉันสร้างความประหลาดใจให้กับปูผีตัวเล็กตัวหนึ่งด้วยแสงจากคบไฟ ปูผีตัวนี้นอนอยู่ในรูตื้นๆ เหนือคลื่นที่ซัดฝั่ง ราวกับว่ามันกำลังมองทะเลอย่างเฝ้ารอ สีดำของรัตติกาลปกคลุมผืนน้ำ อากาศและชายหาดจนหมดสิ้น มันคือสีดำของโลกแบบเก่าก่อนมีมนุษย์ ไม่ปรากฏเสียงอื่นใด คล้ายกับสรรพสิ่งมีสิ่งที่ห่มคลุมกายอยู่ทั้งสิ้น มีเพียงเสียงลมโบราณพัดเหนือผืนน้ำและผืนทราย และเสียงของคลื่นกระทบฝั่ง ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆปรากฏให้เห็น มีเพียงปูตัวเล็กตัวหนึ่งอยู่ที่ชายทะเล ดิฉันเห็นปูผีนับหลายร้อยตัวในที่อื่นๆ แต่ทันใดนั้น ฉันก็เกิดความรู้สึกอย่างประหลาดเป็นครั้งแรกว่า สิ่งมีชีวิตต่างมีโลกเป็นของตนเอง ดิฉันก็เข้าใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนถึงแก่นแท้ของชีวิต
ในหนังสือเหล่านี้ของราเชล มีการรวบรวมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้วยความรู้สึกที่ลึกล้ำกว่า อุดมด้วยความหมาย ฝังแน่นอยู่ในความรู้นั้น เนื้อหาที่แม้ไม่ได้เขียนแต่ก็รู้สึกได้ว่า เราทุกคนล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลก ไม่ว่าจะเป็นปูหรือหอยทาก เป็นนกนางนวลหรือมนุษย์ก็ตาม ความเต็มเปี่ยมของกาลเวลา หลังจากใช้ไปกับการระลึกตรึกตองและอธิบายออมาเป็นองค์รวมของโลกแห่งธรรมชาติ ราเชลตระหนักเสมอว่า การทำร้ายโลกในนามของการควบคุมศัตรูพืชและการเกษตรแบบเข้มข้น แม้เวลาที่ใช้ไปจะไม่มากนัก ราเชลรู้ว่ากำลังเกิดสงครามทำลายธรรมชาติ มันคือสงครามที่ไม่วันชนะ เนื่องจากเป็นสงครามที่ก่อขึ้นด้วยความโง่เขลาไม่รู้จักโครงสร้างและหน้าที่ ของธรรมชาติ สำนึกภายในทำให้ราเชลต้องประกาศออกมาว่า เธอจะต้องทำให้เห็นความสูญเสียที่แท้จริงและความล้มเหลวของการใช้สารเคมี ด้วยเหตุนี้จึงเป็นกำเนิดของ Silent Spring
ในหนังสือเล่มนี้ ราเชลเขียนว่า “ภายใต้การทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม เกษตรกรแทบไม่มีปัญหาเรื่องแมลงศัตรูพืช แต่แมลงระบาดเพราะมีการปลูกพืชเชิงเดียวกันอย่างมหาศาล ระบบการทำเกษตรแบบนี้ก่อให้เกิดการระบาดของแมลง การปลูกพืชเชิงเดี่ยวไม่ได้นำหลักการทำงานของธรรมชาติมาใช้ แต่เป็นการทำเกษตรกรรมแบบวิศวกรรมที่ปรับแต่งอย่างไรก็จะทำ ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ผืนดินประเภทต่างๆ แต่มนุษย์มักจะแสดงให้เห็นว่าหลงไหลการทำให้สิ่งต่างๆเหลืออยู่ไม่กี่อย่าง และไม่ซับซ้อน ดังนั้นมนุษย์จึงละเลยระบบการตรวจสอบถ่วงดุลย์ ซึ่งธรรมชาติได้โอบอุ้มสรรพชีวิตมากมายเอาไว้
มีสื่อเขียนถึง ถ่ายทอดเป็นรายการและพูดถึงเมื่อหนังสือ Silent Spring เกิดการฟ้องร้องและการฟ้งอกลับ มีข้อมูลจริงและที่รับมาผิด มีทั้งการประณามอย่างรุนแรงและการหลงไหลไร้เหตุผล สรุปว่าหนังสือกล่าวถึงอะไรกันแน่
หนังสือ Silent Spring มุ่งความสนใจไปที่การปนเปื้อนของสารเคมีในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาฆ่าแมลงและยาปราบวัชพืช หนังสือเล่มนี้บรรยายอย่างชัดเจนให้เห็นรายละเอียดของผลกระทบที่เกิดจากการ ปล่อยสารพิษเหล่านี้ออกไปสู่ธรรมชาติ ราเชลอธิบายให้เห็นเป็นข้ออย่างละเอียดดังนี้
·         มีคนหลายล้านคนสัมผัสกับสารพิษเหล่านี้โดยไม่รู้ตัวหรือโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
·         สารพิษเหล่านี้ที่แท้คือ สารสังหารชีวิต (biocide) ออกฤทธิ์ฆ่าทุกอย่างกว้างขวางกว่าเป้าหมาย
·         สิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ถูกฆ่าพร้อมกับสิ่งมีชีวิตที่เป้าหมายของยา
·         น้ำ อากาศ และดินเป็นระบบหนึ่งเดียวที่เชื่อมโยงกัน ผลของสารพิษที่เกิดกับสิ่งมีชีวิตใด สุดท้ายย่อมกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งระบบ มนุษย์เองก็อาศัยอยู่ในระบบ จึงกลายเป็นผู้ที่วางยาพิษตัวเอง
·         สารพิษสะสมในห่วงโซ่อาหาร สารพิษเข้มข้นเพียงเล็กน้อยเมื่อปนเปื้อนแหล่งน้ำ ก็จะสะสมมากขึ้น ณ แต่ละจุดของห่วงโซ่ ปริมาณสารพิษก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ มนุษย์เราอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร
·         ถ้าหากสิ่งที่ยกมาข้างต้นยังเลวร้ายไม่พอ ยาฆ่าแมลงยังมีผลสะท้อนกลับ สิ่งมีชีวิตที่ต้องการกำจัดจะปรับตัวให้ต่อต้านฤทธิ์ยา เมื่อแมลงระบาดเพราะดื้อยาก็จำเป็นที่จะต้องใช้ยามากขึ้น ด้วยชนิดยาที่ร้ายแรงมากยิ่งขึ้นเพื่อกำจัดแมลงดื้อยาเหล่านั้น
·         มีทางเลือกอื่น เป็นทางเลือกที่เกิดจากความเข้าใจโลกของธรรมชาติ เป็นโลกที่มีสัมพันธภาพ เชื่อมร้อยกันอย่างบรรสารสอดคล้อง คำตอบบอกให้เราทราบว่ามนุษย์คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติและผลของการทำสงครามกับ ธรรมชาติ ก็คือการห้ำหั่นชีวิตตนเอง

หนังสือเล่มนี้เกิดจากการกลั่นกรองหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จนสามารถอธิบาย เรื่องราวได้อย่างแจ่มแจ้ง จากการค้นคว้าข้อมูลอย่างครบถ้วน หนังสือเล่มนี้รวบรวมเนื้อหาจากเอกสารและงานที่นำมาอ้างอิงกว่าห้าสิบหน้า แสดงให้เห็นถึงแก่นแท้ของการมองโลกอย่างเห็นคุณค่าของระบบนิเวศ ด้วยภาษาที่ใครก็อ่านได้ นับเป็นครั้งแรกในโลกปัจจุบันเลยก็ว่าได้ ที่หนังสือเล่มนี้ได้แจกจ่ายไปสู่มือนักอ่านจำนวนมาก จนเกิดเป็นหัวข้อโต้เถียงที่ทรงพลังและสร้างสรรค์ให้เห็นสัมพันธภาพ ระหว่างโลกของธรรมชาติกับสภาวะการพึ่งพาธรรมชาติของมนุษย์เรา เนื้อหาในเล่มครอบคลุมกว้างขวางกว่าแค่จะมุ่งเน้นเรื่องยาฆ่าแมลง ราเชล คาร์สัน แสดงให้เห็นบทเรียนที่ล้ำลึกซึ่งเกิดจากการเฝ้าศึกษาธรรมชาติมาตลอดชีวิต จนได้ข้อคิดว่า โลกไม่ใช่ของเรา เราต่างหากที่เป็นส่วนหนึ่งของโลก ทุกวันนี้ในโลกที่เราจะต้องสู้กับทั้งสิ่งมีชีวิตตัดต่อพันธุกรรม (GMOs) และภูมิอากาศแปรปรวน ราเชลช่างนำเสนอเนื้อหาได้ร่วมสมัย ใช่แล้ว ระดับของการทำลายมันกว้างขึ้นและลงลึกไปเรื่อยๆนับตั้งแต่สมัยที่ราเชลยัง อยู่ ใช่แล้ว เราอยู่ในโลกแห่งวิกฤติ แต่ทุกช่วงเวลาที่ผ่านไป มีมนุษย์จำนวนมากขึ้นทั่วโลกต่างเดินทางไปสู่แสงแห่งความเข้าใจ ถ้าเราช่วยกันเราจะทำสำเร็จได้ และเราจะสร้างอนาคตในแบบที่เราจะสามารถกลับมายังที่อาศัยภายในอ้อมกอดอัน แสนอบอุ่นของโลกที่มีชีวิต


ที่มา:นิตยสาร Resurgence ฉบับที่ 271 (มีนาคม – เมษายน 2012)
หมายเหตุ :
1.บทความนี้ตีพิมพ์ลงใน ปาจารยสาร (ปีที่ 36 ฉบับที่ 2 มิถุนายน – สิงหาคม พ.ศ.2555)
2.Silent Spring เคยมีการแปลเป็นไทยแล้ว ในชื่อ “เงามฤตยู” แปลโดย คุณหญิงดิฐการภักดี และ หม่อมวิภา จักรพันธุ์ เมื่อปี 2517 และก็ไม่ได้มีการพิมพ์ซ้ำ หรือ แปลใหม่อีกเลย

กฤษณะ ฉายากุล: ทรัพย์ของใคร ?

ที่มา ประชาไท

 



การขุดดิน และการถมดินที่มีกฎหมายกำหนดหลักการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ.2543 ซึ่งสามารถออกกฎกระทรวงกำหนดกิจการต่างๆ ในการขุดดินและถมดินเพื่อรักษาประโยชน์ของการผังเมือง การอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมตลอดถึงการป้องกันการพังทลายของดิน และสิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น
      
กฎหมาย นี้ได้มีการบังคับใช้มากว่าสิบปีแล้ว แต่ความร่วมมือของประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมตลอดถึงรัฐบาลหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ยังเห็นความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้น้อยมาก ทั้งๆที่เป็นเรื่องสำคัญ เห็นได้จากการออกกฎกระทรวง และการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อกำหนดให้การขุดดินและการถมดินต้องแจ้งขอ อนุญาตต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก่อนที่จะมีการขุดดิน และการถมดินตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ตรวจสอบได้เลยว่า มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสักกี่แห่งที่ได้ออกข้อบัญญัติท้องถิ่นตามกฎหมาย นี้
      
ปัญหาการพบโบราณวัตถุในหลายท้องที่ กฎหมายฉบับนี้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ในการขุดดินนั้น ถ้ามีการพบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ซากดึกดำบรรพ์ หรือพบแร่ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจหรือทางการศึกษาในด้านธรณีวิทยา ให้ผู้ขุดดินหยุดการขุดดินไว้ก่อนแล้วรายงานให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบภาย ในเจ็ดวัน นับแต่วันที่พบ และให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นแจ้งให้กรมศิลปากร หรือกรมทรัพยากรธรณีแล้วแต่กรณีทราบโดยด่วน และให้ผู้ที่ขุดดินนั้นปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 หรือกฎหมายที่เกี่ยวอื่นอื่นแล้วแต่กรณี
      
ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ และจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุที่มีอายุตั้งแต่สมัยอยุธยาขึ้นไป กฎหมายได้กำหนดให้อธิบดีกรมศิลปากรมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดเขต ท้องที่ใดเป็นเขตสำรวจโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุนั้น โดยให้เจ้าของแจ้งปริมาณ รูปพรรณ และสถานที่เก็บรักษาโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุนั้นต่ออธิบดีกรมศิลปากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดได้
      
การพบโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุนั้น หากพิจารณาข้อความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1328 ความว่า สังหาริมทรัพย์มีค่าซึ่งซ่อนหรือฝังไว้นั้น ถ้ามีผู้เก็บได้โดยพฤติการณ์ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถอ้างว่าเป็นเจ้าของได้ให้ กรรมสิทธิ์ตกเป็นของแผ่นดิน ผู้เก็บได้ต้องส่งมอบทรัพย์นั้นแก่เจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ อื่น แล้วมีสิทธิจะได้รับรางวัลหนึ่งในสามแห่งค่าทรัพย์นั้น
      
การ ให้ความร่วมมือของประชาชน และความตั้งใจบังคับใช้กฎหมายที่กล่าวมาข้างต้นนี้อย่างเป็นธรรม มีค่าเป็นอย่างยิ่งในการรักษาทรัพยากรของชาติให้เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ อย่างยั่งยืน..

PATANI FORUM; ความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างอิสลามนิยมและประชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท

 


(มุสลิมชาวปากีสถานยกมือพร้อมกันระหว่างขบวนเคลื่อนไหวทางศาสนาในลาฮอร์)
(ภาพโดย Getty Images)
การ สังหารหมู่มุสลิมชีอะห์กว่า 20 คน และการโจมตีของกลุ่มตาลีบันที่ฐานทัพเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นเพียงกรณีล่าสุดของเหตุการณ์ความรุนแรงทางศาสนาที่เกิดขึ้นในปากีสถาน ไม่น่าแปลกใจที่บ่อยครั้งประเทศนี้จะถูกกล่าวถึง ว่าเป็นตัวอย่างอันเลวร้ายที่สุดที่การเมืองอิสลามในบริบทของความรุนแรงจะ เกิดขึ้นได้ แต่หากจะสังเกตกันให้ดีจะพบว่า ไม่มีพรรคการเมืองอิสลามในปากีสถานพรรคใดเลยที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งระดับ ชาติ แท้จริงแล้วความรุนแรงของเหตุการณ์ที่กระทำโดยกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงที่เพิ่ม ขึ้นนั้น ไม่ได้เป็นสัญญาณของชัยชนะทางการเมืองแต่อย่างใด แต่กลับเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
กระบวน การประชาธิปไตยที่ขรุขระของปากีสถาน และกลุ่มศาสนาที่แตกแยกเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรคการเมืองที่มีความชัดเจน ในเรื่องความเป็นกลางทางศาสนาไม่สามารถชนะการเลือกตั้งได้ ทั้งๆที่พรรคดังกล่าวน่าจะเป็นความหวังในการสื่อสารจุดยืนทางศาสนา ผ่านกระบวนการที่ชอบธรรมและไร้ความรุนแรง กลับกันความเชื่อเรื่องการแบ่งพรรคแบ่งพวกที่มักจะแข่งขันกันเองและแสดงออก ถึงจุดยืนด้วยความรุนแรง ก็ยังคงนำพาประเทศปากีสถานไปสู่สถานการณ์วิกฤตอยู่เรื่อยมา เห็นได้จากการแสดงทัศนคติทางศาสนาอันคับแคบ และแสดงความไม่พอใจต่อความพ่ายแพ้ในเวทีเลือกตั้งของกลุ่มย่อยต่างๆ โดยการโจมตีชนกลุ่มอื่นๆ ใช้อาวุธ และข่มขู่คู่แข่งในการประท้วงตามถนนสายต่างๆ กระทำการท้าทายกฎหมายและอำนาจรัฐแทนที่จะแสดงบทบาทของตนตามกรอบทางการ เมืองอย่างที่ควรจะเป็น
ผู้ สนับสนุนแนวคิดอิสลามนิยมคนแรกคือ อับดุล เอลา มาอุดูดิ นักหนังสือพิมพ์และนักเผยแพร่ศาสนาที่เกิดในต้นศตวรรษที่ 19 ในแคว้นออรันกาบัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินเดียหลังยุครวมชาติ ในช่วงการเคลื่อนไหวเพื่อหลวมรวมเป็นรัฐชาตินั้น มาอุดูดิปฏิเสธแนวคิดการรวมชาติปากีสถาน เพราะเขาเห็นว่าแนวคิดดังกล่าวถูกชักนำโดยนักการเมืองที่มีพื้นฐานคิดแบบโล กีนิยมตะวันตกอย่างเช่น โมฮัมเมด อาลี จินนะห์ เขามองว่าชาวมุสลิมควรอยู่ในสังคมที่ปกครองด้วยกฎหมายอิสลามเท่านั้น และมิควรให้องค์ความรู้หรือส่วนประกอบใดๆที่ไม่ใช่อิสลามมาเกี่ยวข้องในการ ปกครองนั้น ทั้งที่เขาเองก็ไม่เคยยอมรับต่อการรวมชาติ เขาก็ได้ย้ายไปอาศัยอยู่ในปากีสถานเมื่อ ค.ศ. 1947 และใช้ชีวิตที่เหลือของเขาต่อสู้เพื่อรัฐธรรมนูญที่แปลความอย่างเคร่งครัด จากพื้นฐานกฎหมายชารีอะห์ (Shari’a) และปราศจากอิทธิพลของวัตถุนิยมตะวันตก ซึ่งนั่นหมายรวมถึงรัฐธรรมนูญที่ปราศจากเสรีประชาธิปไตยด้วย เขาโต้แย้งว่า กฎของศาสนาย่อมแทนที่การปกครองโดยคำนึงถึงคำสอนทางศาสนา (Theo-democracy) ทั่วไปได้
ด้วย การเน้นจุดต่างที่ชัดเจนระหว่างอิสลามและระบบไม่นับถือพระเจ้าแบบตะวันตก แนวคิดอิสลามนิยมของมาอุดูอิกลายเป็นต้นแบบความคิดที่นิยมแพร่หลายสำหรับการ ปฏิวัติที่เกิดขึ้นในรัฐเกิดใหม่หลังยุคอาณานิคม เพราะประชากรมุสลิมส่วนใหญ่ที่นั่น เคยถูกปกครองโดยผู้ปกครองเผด็จการโลกีนิยมที่หนุนหลังโดยตะวันตก มุสลิมในประเทศที่มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา เช่น อิหร่าน ตุรกี อียิปต์ ต้องยอมรับคำกล่าวอ้างที่ว่า ศาสนาของพวกเขาอยู่ร่วมกับการเมืองสมัยใหม่ไม่ได้ ไม่ว่าเผด็จการหรือประชาธิปไตยก็ตาม
อย่าง ไรก็ตาม ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 กลุ่มชนชั้นนำที่ส่งเสริมแนวคิดโลกียนิยมในรัฐที่มีประชากรมุสลิมเป็นส่วน ใหญ่ก็ลดบทบาทลง เมื่อมีการเคลื่อนไหวของประชาชนที่สนับสนุนให้อิสลามเป็นศูนย์กลางของแนวคิด ทางการเมืองมากขึ้น อย่างไรก็ตามทั้งการเคลื่อนไหวทางเมืองเพื่อประชาธิปไตยและการปฏิวัติ ไม่มีครั้งใดเลยที่อิสลามนิยมจะเกิดขึ้นในรูปแบบอำนาจบนลงล่างตามที่เข้าใจ กัน
ใน ประเทศตุรกี พรรคอิสลามเพื่อยุติธรรมและการพัฒนา (เอ.เค.พี) ก่อตั้งขึ้นจากกระบวนการปฏิรูปในชนบทของอนาโตเลีย ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับอิทธิพลจากประชาชนรากหญ้าที่เชื่อในคำสอนซูฟิ (Sufi Order) ที่เรียกว่า Naqshbandiyya-Khalidiyya ในประเทศอียิปต์ พรรคภราดรภาพมุสลิม (the Muslim Brotherhood) ได้เรียนรู้และเชื่อว่า การเคลื่อนไหวที่จะประสบความสำเร็จ ต้องพัฒนามาจากกลุ่มผู้ปฏิวัติที่ต่อต้านประชาธิปไตย และให้เขาเหล่านั้นตั้งตนเป็นผู้ดำเนินการทางการเมือง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะต่อต้านพหุนิยมหรือระบบหลายพรรค พรรคภราดรภาพมุสลิมก็เริ่มจะหันมายึดถือแนวทางดังกล่าวบ้างแล้ว ทั้งในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ “อิสลามคือทางออก” (“al-Islam huwa al-Hall”) ซึ่งเดิมทีเป็นสโลแกนเพื่อการหาเสียงเลือกตั้งก็กลายเป็นวลีที่ก่อให้เกิด ความไม่สงบในอินเดียตะวันตกเรื่อยมา แม้กระทั่งผู้นำการปฏิวัติในประเทศอิหร่านเองก็ใช้ประโยชน์จากพลังสนับสนุน ดั้งเดิมในยุค ค.ศ. 1970 ที่มีพื้นฐานจากอำนาจในทางศาสนาเพื่อแผ่ขยายคำสอนของอะยาโตเลาะห์ โคเมนี (Ayatollah Khomeini) การเปลี่ยนแปลงทางสังคมของประเทศเหล่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดการ เคลื่อนไหวทางการเมืองอิสลามซึ่งได้กดทับพลังแห่งประชาธิปไตยเอาไว้นั่นเอง
อย่าง ไรก็ตาม ในประเทศปากีสถาน อิสลามนิยมมิได้กลายเป็นรากฐานของสังคม มุสลิมที่นั่นแบ่งเป็นหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มโลกีนิยม กลุ่มภาษา และกลุ่มชาติพันธุ์ ดังนั้น แม้พรรคการเมืองอิสลามต้องต่อสู้กันในทุกสนามการเลือกตั้งดั่งปรากฏให้เห็น ในประวัติศาสตร์ของปากีสถานที่ผ่านมา พวกเขาก็ไม่เคยชนะด้วยคะแนนเสียงที่มากพอสักครั้ง เพราะโครงสร้างแห่งอำนาจที่แข็งแรง และแรงจูงใจทางวัตถุที่พรรคโลกีนิยมมักนำเสนอ สามารถเอาชนะความพยายามที่จะบังคับใช้กฎหมายชาเรียได้อยู่ร่ำไป ใน ค.ศ. 2002 ความร่วมมือของพรรคการเมืองอิสลามทำให้พวกเขาสามารถจัดตั้งรัฐปกครองส่วน จังหวัดในจังหวัดชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือได้สำเร็จ แต่กระนั้นก็ต้องล้มเหลวเมื่อเวลาผ่านไปเพียงสามปี เพราะว่า ฝ่ายดีโอบันดี บาเรลวี และชีอะห์ ตกลงกันไม่ได้ว่าจะปกครองรัฐอิสลามอย่างไร
เป็น ที่น่าสังเกตว่า พรรคการเมืองอิสลามในปากีสถานจะได้รับการสนับสนุนอย่างแพร่หลาย เมื่อใดก็ตามที่พรรคเหล่านั้นเข้าร่วมการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงทศวรรษ 1980 พรรคจามาอัด อิสลามิ (Jamaat-I Islami) ของมาอุดูอิ ได้เข้าร่วมกับเบนาเซีย ภูโต ในการต่อสู้กับเผด็จการ และเมื่อไม่นานมานี้สมาชิกของพรรคก็ได้เข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อความ ยุติธรรมของอิมราน คาน (พีทีไอ) ซึ่งพยายามขจัดพฤติกรรมของนักการเมืองฉ้อชลในปากีสถาน การผสมผสานกันของประชานิยมและอิสลามนิยมแสดงให้เห็นแล้วว่า ความรุนแรงไม่ใช่พันธุกรรมแฝงในผู้เชื่อถืออิสลามนิยม หากแต่ว่าความสำเร็จของอิสลามนิยมย่อมต้องอยู่บนพื้นฐานของความสามารถในการ จัดการปัญหาของคนหมู่มากโดยเฉพาะคนระดับรากหญ้า มิใช่การบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใดคาน ลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมของอิมรานปากีสถานจะได้รับการสนับสนุนอย่างแพร่ หลาย เมื่อใดก็ตามที่พรรคเหล่านั้นเข้าร่วมการเคลื่อนไหว
แทนที่เราจะกลัวเกรงกระแสอิสลามนิยม เราควรจะมองให้เป็นวิถีทางแห่งการรักษาและนิยมศาสนาอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ ของประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นอาจไม่เป็นไปอย่างใจของพวกเสรีนิยมเสียทีเดียว เพราะประชาธิปไตยในแบบเฉพาะของตุรกี บังคลาเทศ อินโดนีเซีย และมาเลเซียนั้น เกิดจากอิทธิพลของพรรคการเมืองที่ผสมผสานศาสนาเข้ากับนโยบายของพรรคที่สนับ สนุนสิทธิทางเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลาง คะแนนนิยมและความสำเร็จในเวทีเลือกตั้งของพรรคเพื่อยุติธรรมและการพัฒนาใน ตุรกี พรรคชาตินิยมในบังคลาเทศ แนวร่วมโดยการนำของโกลคาร์ในอินโดนีเซีย รวมถึงองค์การสหมาเลย์แห่งชาติในมาเลเซีย ต่างเป็นสิ่งยืนยันของข้อสรุปและแนวโน้มดังกล่าวได้เป็นอย่างดี คะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของกลุ่มอนุรักษ์ศาสนา (พีทีไอ) ของอิมราน คาน ชี้ให้เห็นว่าปากีสถานกำลังดำเนินรอยตามวิถีทางที่คล้ายคลึงกัน
(1) แดเนียล จาค็อบเบียส มอร์แกน คือ นักวิจัยแห่งเกตเวย์เฮ้าส์ ประจำสภาเพื่อความสัมพันธ์ระดับโลก (Gateway House: Indian Council on Global Relations) ปัจจุบันเขาทำงานให้กับศูนย์เอเชียใต้ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด (South Asian Studies at Oxford University)
ที่มา: PATANI FORUM

"ยงยุทธ" ลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ-รมว.มหาดไทย มีผล 1 ต.ค.นี้

ที่มา ประชาไท

 

28 ก.ย. 55 - สำนักข่าวไทยรายงาน ว่านายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาที่วัดสระเกศราชวรวิหาร เพื่อกราบนมัสการสมเด็จพระพุฒาจารย์ หรือสมเด็จเกี่ยว เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ท่ามกลางการจับตามองจากหลายฝ่าย หลังมีกระแสข่าวมาตลอดทั้งวันว่าจะประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อยุติปัญหา เรื่องสถานะการดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังถูกมติ อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทย ให้ออกจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทยย้อนหลัง จากกรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ และจนถึงขณะนี้ยังไม่ออกมาแถลงข่าว ซึ่งเลยเวลาที่ระบุไว้ในเวลา 15.00 น. ที่ผ่านมา

ขณะที่นายนิวัฒ น์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีข่าวว่าจะมารักษาการตำแหน่งรัฐมนตรีแทนนายยงยุทธ มองว่า นายยงยุทธยังเหมาะสมที่จะทำงานในตำแหน่งต่อ เพราะคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ยืนยันว่านายยงยุทธสามารถทำงานการเมืองต่อไปได้