ที่มา uddred
ทีมช่าวนปช.
2 ตุลาคม 2555 >>>
โรงเรียนการเมืองนปช.แดงทั้งแผ่นดิน หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานระดับต้น ปี 2555
ครั้งต่อไปจะไปจัดที่ภาคตะวันออก จ.ชลบุรี
นปช.ภาคตะวันออกสนใจที่จะเข้าร่วมอบรมหลักสูตร ให้ลงทะเบียนล่วงหน้า
สำหรับท่านที่สนใจโรงเรียน นปช. ครั้งต่อไปทาง นปช. จะจัดโรงเรียน
นปช.ภาคตะวันออก ณ สวนสาธารณะเทศบาลหนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ในวันที่
21 ต.ค. 2555 เวลา 08.00-17.00 น.
โดยใช้หลักสูตรเดียวกับโรงเรียนนปช.กรุงเทพและภาคกลางที่ได้จัดไปแล้ว
ผู้สนใจ ติดต่อประสานงานได้
ติดต่อ
คุณต้อม 0818649809 และ
คุณสาโรจน์ 0818627070
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, October 2, 2012
เปิดโรงเรียนนปช.ภาคตะวันออก 21 ต.ค.55 นี้
Monday, October 1, 2012
"สนามบินดอนเมือง" เปิดบริการเต็มรูปแบบวันนี้
ที่มา Voice TV
บทวิจารณ์รายงานของ คอป. ส่วนที่ว่าด้วย "สาเหตุและรากเหง้า" ของปัญหาการเมือง
ที่มา ประชาไท
Sun, 2012-09-30 21:28
(*เขียนเพื่อตีพิมพ์ใน สามัคคีสาร ฉบับ 80 ปีประชาธิปไตย พ.ศ.2555)
รายงานฉบับสมบูรณ์ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อ การปรองดองแห่ง ชาติ (คอป.) ประกอบด้วย 5 ส่วน. ส่วนแรกเป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับองค์กร คอป. เอง. ส่วนที่สองเป็นบทสรุปข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิ ทางการเมืองตั้งแต่การรัฐประหาร 2549 จนถึงความรุนแรงช่วงสลายการชุมนุม 2553. ส่วนที่สามว่าด้วย "สาเหตุและรากเหง้าของปัญหา[การเมือง]". ส่วนที่ 4 ว่าด้วยหลักการชดเชยความเสียหายแก่เหยื่อความรุนแรงทางการเมือง. ส่วนสุดท้าย (ส่วนที่ 5) เป็นข้อเสนอแนะของ คอป. ในการสร้างความปรองดอง.
เพียง ไม่กี่วันหลังจากที่ คอป. เผยแพร่รายงานฉบับนี้ ก็มีบทวิจารณ์เนื้อหาของรายงานฉบับนี้ออกมาจำนวนหนึ่ง. แต่บทวิจารณ์ส่วนใหญ่กล่าวถึงรายงานส่วนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์เป็นหลัก. เท่าที่ผมทราบยังไม่มีใครออกบทวิจารณ์เนื้อหาของรายงานส่วนที่ว่าด้วยสาเหตุ และรากเหง้าของปัญหาการเมือง ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญ เพราะมุมมองเกี่ยวกับปัญหาและสาเหตุนั้นกำหนดกรอบการมองเหตุการณ์ปลีกย่อย, ชี้นำการร้อยเรียงเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นมาเป็นเรื่องราว, และกำหนดข้อเสนอเกี่ยวกับทางออกของปัญหา. ในแง่นี้มันจึงเป็นรากฐานของเนื้อหารายงานส่วนอื่น. บทความชิ้นนี้จะมุ่งสรุปและวิเคราะห์รายงานของ คอป. เฉพาะในส่วน "สาเหตุและรากเหง้าของปัญหา" โดยจะไม่พูดถึงส่วนอื่น.
โดยสรุปแล้วผม เห็นว่า ในฐานะงานวิชาการ รายงานของ คอป. ในส่วน "สาเหตุและรากเหง้าของปัญหา" นี้บกพร่องร้ายแรงด้วยเหตุผลหลายประการ จนสามารถพูดได้ว่ามันเป็นรายงานที่ไร้ค่าในทางวิชาการ. ในบทวิจารณ์ชิ้นนี้ ผมจะเริ่มด้วยการสรุปเนื้อหาของรายงาน คอป. แล้วจะชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของรายงาน 6 ข้อ.
สรุปสาระสำคัญของรายงาน คอป. ส่วนที่ว่าด้วย "สาเหตุและรากเหง้าของปัญหา[การเมือง]"
ใน ส่วนที่ว่าด้วยสาเหตุและรากเหง้าของปัญหาการเมือง คอป. แยก "ระยะ" ของปัญหาออกเป็นสามระยะ ได้แก่ (1) "ระยะเริ่มแรกของความขัดแย้ง" (2) "ระยะความขัดแย้งปรากฏ" และ (3) "ระยะความขัดแย้งระดับการช่วงชิงอำนาจและการเกิดความรุนแรง". ในแต่ละระยะ ของปัญหา คอป. ได้ร่ายรายการปัจจัยต่างๆ ที่ คอป. คิดว่าเป็น "สาเหตุของปัญหา" มาหลายปัจจัย. หากนับรวมทั้งสามระยะปัญหาแล้ว เราจะได้ "สาเหตุของปัญหา" ทั้งหมดถึง 25 ปัจจัย.
ในจำนวน 25 ปัจจัยนี้ มีตั้งแต่ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมระดับรากฐาน เช่น "การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ" และ "ความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองและชนบท" ไปจนถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับบุคคลบางคนและองค์กรบางองค์กรโดยเฉพาะ เช่น "การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร". บางปัจจัยที่ คอป. เสนอเป็นปัจจัยที่เป็นเหตุการณ์ที่เป็นกายภาพและจับต้องได้อย่างยิ่ง เช่น "การรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549". แต่บางปัจจัยก็เป็นนามธรรมและมีนิยามคลุมเครือ เช่น "วัฒนธรรมการเมืองแบบไทยๆ และความเชื่อเรื่องบุญกรรม". บางปัจจัยก็เป็นที่เห็นพ้องกันทั่วไปว่าทำลายเสถียรภาพทางการเมืองอย่าง สำคัญ เช่น "ตุลาการภิวัฒน์" แต่บางปัจจัยก็ดูเล็กน้อยและน่าแปลกใจที่ คอป. ยังพูดถึง เช่น การเรียกพรรคประชาธิปัตย์ว่า "พรรคประชาวิบัติ" และการเรียกพรรคเพื่อไทยว่าพรรค "เผาไทย" (คอป. บัญญัติศัพท์เทคนิคมาเรียกการล้อเลียนเสียดสีแบบนี้ว่า "การป่วนทางวัฒนธรรมที่แสดงออกถึงความเกลียดชัง")
ข้อบกพร่อง 1: คอป. สับสนว่า "ปัญหา" แท้จริงคืออะไร
ใน การหาสาเหตุของปัญหาใดๆ จุดเริ่มต้นที่ดีคือการระบุใช้ชัดเจนว่า "ปัญหา" คืออะไรกันแน่. แต่รายงานของ คอป. พูดถึง "สาเหตุของปัญหา" โดยไม่เคยระบุใช้ชัดเจนว่า คอป. มองอะไรว่าเป็นปัญหาบ้าง. ในบางจุด คอป. พูดให้คิดได้ว่าความรุนแรงเป็นปัญหา. แต่ในบางจุด คอป. ก็กล่าวเสมือนว่าความขัดแย้งก็ เป็นปัญหาโดยตัวของมันเอง โดยที่มันไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความรุนแรง. การที่ คอป. สับสนว่าอะไรคือปัญหากันแน่ แล้วกระโดดกลับไปกลับมาระหว่างความรุนแรงกับความขัดแย้ง ทำให้รายงานของ คอป. มีเนื้อหาสะเปะสะปะและขาดเอกภาพ.
ข้อบกพร่อง 2: คอป. สับสนว่าใครคือ "คู่ขัดแย้ง"
รายงาน ของ คอป. มีคำว่า "ความขัดแย้ง" ปรากฏอยู่ถึง 423 ครั้ง. แต่น่าประหลาดอย่างยิ่งที่ คอป. กลับไม่เคยระบุให้ชัดเจนเลยว่าคู่ขัดแย้งคือใครกันแน่. ในบางจุด คอป. พูดราวกับว่าคู่ขัดแย้งนั้นมีเพียงพรรคไทยรักไทย/พลังประชาชน/เพื่อไทย กับพรรคประชาธิปัตย์ โดยที่ผู้เล่นอื่นๆ เช่น กลุ่มมวลชน (รวมทั้ง กองทัพ, ศาล และองคมนตรี?) เป็นเพียง "กลุ่มผู้สนับสนุน" ที่มีเป้าหมายเพียงแค่ให้พรรคการเมืองที่ตนสนับสนุนได้เป็นรัฐบาล โดยไม่มีเป้าหมายอื่นใดเป็นของตัวเอง:
แต่ในบางจุด คอป. ก็พูดเสมือนว่าคู่ขัดแย้งหลักคือมวลชน -- นั่นคือ นปช. กับพันธมิตรฯ -- ซึ่งมีแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวทางการเมืองขัดกัน และมีเป้าหมายจะเปลี่ยนแปลงการเมืองให้เป็นตามแนวคิดของตน (ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ทำให้พรรคใดพรรคหนึ่งได้เป็นรัฐบาล)
ข้อบกพร่อง 3: คอป. มีปัญหาเรื่องการลำดับความสำคัญของ "สาเหตุ" ของปัญหา
คอ ป. ร่ายรายการ "สาเหตุ" ของปัญหามาถึง 25 ข้อ โดยไม่จัดลำดับความสำคัญของสาเหตุแต่ละปัจจัยเลย. คอป. กล่าวว่า "วิกฤติความขัดแย้งในประเทศไทยนั้นเกิดจากรากเหง้าของปัญหาที่โยงใยกัน อย่างซับซ้อน ไม่มีมูลเหตุใดเพียงลำพังที่จะสามารถอธิบายปัญหาความขัดแย้งได้". แต่การที่สาเหตุแต่ละสาเหตุมีความเกี่ยวข้องโยงใยกันนั้น ไม่ได้หมายความว่าทุกสาเหตุจะสำคัญเท่ากัน. และมันก็ไม่ได้เป็นข้ออ้างให้ คอป. ปัดความรับผิดชอบในการวิเคราะห์ว่าปัจจัยใดสำคัญมาก ปัจจัยใดสำคัญน้อย.
ในทางหนึ่ง การที่ คอป. หลีกเลี่ยงจะระบุว่าปัจจัยใดสำคัญมาก ปัจจัยใดสำคัญน้อย เป็นการชวนให้เข้าผิดว่าปัจจัยทุกข้อที่ คอป. เสนอมานั้นสำคัญเท่ากัน: "การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549" มีส่วนทำให้เกิดความขัดแย้งเท่าๆ กับ "การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ"; และ "ตุลาการภิวัฒน์" มีส่วนทำให้เกิดความขัดแย้งพอๆ กับการล้อเลียนพรรคเพื่อไทยว่า "พรรคเผาไทย" และการล้อเลียนพรรคประชาธิปัตย์ว่า "พรรคประชาวิบัติ".
ข้อบกพร่อง 4: คอป. ไม่แยกแยะประเภทของ "สาเหตุ" ของปัญหา
"สาเหตุ" ของปัญหานั้นมีอยู่หลายแบบ. ในมิติหนึ่ง เราต้องแยกความต่างระหว่างสาเหตุที่เฉพาะเจาะจงกับปัญหาหนึ่งๆ ("สาเหตุเฉพาะเหตุการณ์") กับสาเหตุที่โดยทั่วไปแล้วไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็จะก่อให้เกิดปัญหา ("สาเหตุทั่วไป"). ลองพิจารณาตัวอย่างเช่น การที่คนขับรถของกษัตริย์ออสเตรียเลี้ยวรถผิดทาง จนเป็นเหตุให้กษัตริย์ถูกลอบสังหารในเซอร์เบีย ซึ่งทำให้ออสเตรียประกาศสงครามกับเซอร์เบียแล้วเกิดเป็นจุดเริ่มต้นของ สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง. ในกรณีนี้การที่คนขับรถเลี้ยวรถผิดทางเป็นสาเหตุหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ หนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง แต่ไม่ใช่สาเหตุของสงครามโดยทั่วไป. คนที่พยายามป้องกันการเกิดสงครามในอนาคตด้วยฝึกให้คนเลี้ยวรถถูกทางนั้น เป็นคนโง่เขลาที่สับสนระหว่าง "สาเหตุเฉพาะเหตุการณ์" กับ "สาเหตุทั่วไป".
รายงาน ของ คอป. พูดถึงสาเหตุของปัญหาการเมือง โดยไม่แยกแยะระหว่างสาเหตุเฉพาะเหตุการณ์ กับสาเหตุทั่วไป. "ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ" อาจเป็นสาเหตุเฉพาะเหตุการณ์ของความขัดแย้งในการเมืองไทย แต่ไม่ใช่สาเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองโดยทั่วไป เพราะมีความขัดแย้งทางการเมืองมากมายที่ไม่ได้เกิดจากความเหลื่อมล้ำทาง เศรษฐกิจ (เช่น อาจเกิดจากความไม่พอใจของคนจำนวนมากที่ถูกริดรอนสิทธิพื้นฐานทางการเมือง เป็นต้น). ในแง่นี้ การที่ คอป. เสนอว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็น "สาเหตุ" หนึ่งของปัญหาการเมือง แล้วเสนอว่าเราควรแก้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเพื่อป้องกันความขัดแย้งทาง การเมือง จึงโง่เขลาไม่ต่างจากการเสนอให้ป้องกันสงครามด้วยการฝึกให้คนเลี้ยวรถถูก ทาง. รายงานของ คอป. เต็มไปด้วยความสับสนระหว่างสาเหตุเฉพาะเหตุการณ์กับสาเหตุทั่วไป.
ข้อบกพร่อง 5: คอป. (จงใจ?) หลงลืมสาเหตุสำคัญบางประการของปัญหา
ใน ขณะที่ คอป. กล่าวถึงปัจจัยที่เล็กน้อย อย่างการตั้งฉายาพรรคการเมืองและการโฟนอินของทักษิณ ว่าเป็น "สาเหตุ" ของปัญหา แต่ คอป. กลับละเลยปัจจัยหลายอย่างที่สำคัญต่อปัญหาการเมืองอย่างชัดแจ้ง. หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของปัญหาการเมืองตั้งแต่รัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา คือการริดรอนสิทธิพื้นฐานทางการเมืองของคนจำนวนมหาศาล. เมื่อใดที่คนนับสิบล้านคนที่ตระหนักถึงสิทธิทางการเมืองของตัวเอง ถูกริดรอนสิทธิในการเลือกรัฐบาลของเขาไปด้วยการก่อรัฐประหาร, การพิพากษาล้มล้างผลการเลือกตั้ง, การยุบพรรคการเมือง และการตัดสิทธินักการเมือง เมื่อนั้นความขัดแย้งทางการเมืองที่ใหญ่และรุนแรงย่อมหลีกเลี่ยงได้ยาก.
ข้อบกพร่อง 6: คอป. เข้าใจความคิดของมวลชนที่เป็นคู่ขัดแย้ง อย่างผิวเผินและคลาดเคลื่อน
ความ ขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่รัฐประหารเป็นต้นมานั้น ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำ แต่เป็นความขัดแย้งที่มีมวลชนเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งหลักด้วย. ดังนั้น ในการทำความเข้าใจสาเหตุของความขัดแย้ง จึงสำคัญอย่างยิ่งที่ คอป. จะต้องทำความเข้าใจความคิดของมวลชนในความขัดแย้ง. แต่รายงานของ คอป. นั้นกล่าวถึงแนวคิดของกลุ่มมวลชนเพียงสั้นๆ เท่านั้น และในส่วนที่กล่าวถึงก็กล่าวสรุปแบบผิวเผินและคลาดเคลื่อน.
(๑) กลุ่มที่เชื่อว่ามีประชาธิปไตยแบบที่จับต้องได้ โดยมองว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่อง ของเสียงข้างมาก มีนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ ซึ่งเห็นว่าถ้าได้รับเลือกตั้งจะมี อำนาจสิทธิขาดในการบริหารประเทศ ได้แก่ "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)" ที่เชื่อว่า รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ตอบสนองความต้องการประชาชนรากหญ้า ส่งผลให้เกิด รัฐบาลเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้ง และอ้างสิทธิการเป็นตัวแทนของประชาชนอันเป็น ความชอบธรรมตามหลักการเสียงข้างมากในระบอบประชาธิปไตย แม้จะมีการคอร์รัปชั่นบ้างก็ตาม
(๒) กลุ่มที่เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องของความโปร่งใส และการถูกตรวจสอบ ความเชื่อที่แตกต่างของกลุ่มทั้งสองดังกล่าว ทำให้การนำประชาธิปไตยไปใช้มี ความแตกต่างกัน ได้แก่ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” มีความเชื่อว่าประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ต้องมีความชอบธรรม ปราศจากการคอร์รัปชั่น มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และผู้มีอานาจรัฐต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบตลอดเวลา (Accountability)
…
การ มีฐานความเชื่อที่ต่างกันเช่นนี้เป็นการเลือกมองประชาธิปไตย เฉพาะส่วนที่ตรงกับความเห็นของฝ่ายตน ซึ่งเป็นความจริงเพียงส่วนเดียว" (น. 207)
นี่ เป็นมุมมองที่ผิวเผินและคลาดเคลื่อน. ในลำดับแรก ผมยังไม่เคยเห็นหลักฐานใดๆ เลยที่บ่งชี้ว่า นปช. เชื่อว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งสมควรมี "อำนาจสิทธิขาดในการบริหารประเทศ" โดยไม่ต้องถูกตรวจสอบ. และ คอป. เองก็ไม่ได้ให้หลักฐานใดๆ ไว้. ความจริงที่รับรู้กันอยู่ทั่วไปคือ นปช. ปฏิเสธองค์กรอิสระและตุลาการที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร และประกอบขึ้นด้วยบุคคลที่เป็นปรปักษ์กับพรรคไทยรักไทยเป็นการเฉพาะ แต่ไม่ได้ปฏิเสธกลไกการตรวจสอบรัฐบาลในรูปแบบปกติ. การที่ นปช. เรียกร้องให้องค์กรอิสระและตุลาการต้องมีที่มาถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย (คือต้องยึดโยงกับประชาชน) ไม่ได้หมายความว่า นปช. ปฏิเสธการมีองค์กรอิสระและตุลาการโดยทั่วไป.
สรุปบทวิจารณ์
รายงานของ คอป. ส่วนที่ว่าด้วยสาเหตุและรากเหง้าของปัญหาการเมืองบกพร่อง ร้ายแรงทั้งในระดับ กรอบแนวคิดพื้นฐานในการวิเคราะห์ และในระดับรายละเอียดของคำอธิบายสาเหตุของปัญหาการเมือง. ข้อบกพร่องเหล่านี้เป็นข้อบกพร่องพื้นฐานที่ไม่ควรปรากฏแม้แต่ในงานวิชาการ ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีและโท อย่าว่าแต่จะปรากฏในงานวิจัยที่ใช้เวลาร่วมสามปีและงบประมาณหลายสิบล้านใน การจัดทำ. รายงานในส่วนนี้แสดงให้เห็นว่า คอป. เข้าใจปัญหาการเมืองไทยแบบผิวเผินและฉาบฉวยอย่างยิ่ง. ด้วยความเข้าใจในระดับนี้ ผมมองไม่เห็นว่า คอป. จะอยู่ในจุดที่จะ "เสนอแนะ" ทางออกของปัญหาการเมืองได้อย่างไร.
เหตุป่วนใต้เช้ายันเย็น วันเดียวตาย 4 เจ็บ 4
ที่มา ประชาไท
Sun, 2012-09-30 17:11
ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน กองอานวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) รายงานเหตุการณ์ประจำวันที่ 29 กันยายน 2555 โดยตลอดวันตั้งแต่เช้าไปจนถึงช่วงเย็น มีทั้งหมด 7 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บ 4 คน ดังนี้
เวลา 07.30 น.คนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ยิง ด.ต.มุสตอพา แลแฮ อายุ 44 ปี ตำรวจกองกำกับการ สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัด(กก.สส.ภ.จว.) ปัตตานี ที่หน้าพักของตัวเอง ที่บ้านสือดัง หมู่ที่ 4 ต.เตราะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี กระสุนปืนถูกศีรษะ 1 นัด ได้รับบาดเจ็บสาหัส
เวลา 07.45 เกิดเหตุระเบิดบริเวณริมถนนสาย 42 สะพานบ้านลาคอ เขตรอยต่อระหว่าง ต.ตะบิ้ง - ต.มะนังดาลา อ.สายบุรี จ.ปัตตานี แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ โดยคนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่อง ไม่ทราบภาชนะบรรจุ และการจุดชนวน มาซุกซ่อน ไว้ เป้าหมายเพื่อลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐที่เดินทางโดยรถยนต์มาประชุมที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี แต่รถของเจ้าหน้าทีชุด ชป.ฉก.ทพ.46 ขับรถผ่านไปก่อนแล้วจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ
ต่อมาคนร้ายอีกชุดได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าว แต่กระสุนปืนพลาดเป้าไปถูกรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแจส สีเทา ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ซึ่งเป็นรถของนางวริยา ขวัญนุ้ย ชาวบ้าน ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ที่ขับรถตามทำให้รถยนต์เก๋งได้รับความเสียหาย ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
เวลา 07.45 น. คนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ประกบนางสาวเสาวลักษณ์ อินทรวิสุทธิ์ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 147 บ้านถ้ำเหนือ หมู่ที่ 4 ต.หน้าถ้า อ.เมือง จ.ยะลา กระสุนปืนถูกบริเวณแผ่นหลัง 1 นัด ได้รับบาดเจ็บสาหัส และ เสียชีวิต ในเวลาต่อมา ส่วนนายปริญา สิทธิพันธ์ อายุ 29 ปี ชาวบ้านตะวันออก หมู่ที่ 5 ต.ลำพระยา อ.เมือง จ.ยะลา กระสุนปืนถูกบริเวณเข่าซ้าย ซึ่งทั้งสองคนเป็นสามีภรรยากัน เหตุเกิดขณะกำลังขับขี่รถจักรยานยนต์ไปซื้อของที่ อ.เมือง จ.ยะลา เหตุเกิดบนถนนสาย 4065 บ้านเนียง - ท่าสาป บ้านท่าสาป หมู่ที่ 1 ต.ท่าสาป อ.เมือง จ.ยะลา สาเหตุอยู่ระหว่างตรวจสอบ
เวลา 09.30 น.คนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ลอบยิงนางสาวดวงเนตร คาศรี อายุ 37 ปี ชาวบ้านบันนังบูโบ หมู่ที่ 3 ต.ถ้าทะลุ อ.บันนังสตา จ.ยะลา กระสุนถูกบริเวณแก้มขวา 2 รู ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดขณะนางสาวดวงเนตรกำลังขับขี่รถจักรยานยนต์เพียงลาพังอยู่บนถนนสาย 410 มุ่งหน้าเข้าพื้นที่เขต อ.เมือง จ.ยะลา บริเวณบ้านกาโสด หมู่ที่ ถ ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา สาเหตุอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
เวลา 11.10 น. คนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน ใช้อาวุธปืนพกไม่ทราบขนาด ยิงนายมาหะมะ อาแว อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45/5 หมู่ที่ 5 บ้านจือแรบาตู ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะยืนขายของอยู่ริมถนนหน้ามัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี สาเหตุอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
เวลา 13.00 น.คนร้าย ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน ใช้อาวุธปืนสงคราม และอาวุธปืนพกไม่ทราบขนาด ประกบยิงนางกิตติมา นัดทอง เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และนายสุนทร นัดทอง ได้รับบาดเจ็บ ทั้งสองเป็นสามีภรรยา เหตุเกิดขณะทั้งสองขับรถกระบะยี่ห้อ นิสสัน ฟรอนเทียร์ ทะเบียน บจ 8947 ปัตตานี มุ่งหน้าพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เหตุเกิดบริเวณบ้านบาโงปะแต หมู่ที่ 1 ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส สาเหตุเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
เวลา 14.40 น.คนร้ายไม่ทราบจำนวน ขับรถยนต์เก๋งไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน เป็นพาหนะ ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิด และขนาด ประกบยิง นายเกื้อม สุขการ อายุ 74 ปี อยู่บ้านเลขที่ 25 บ้านเหมืองล่าง หมู่ที่ 5 ต.ตาชี อ.ยะหา จ.ยะลา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น เวฟ หมายเลขทะเบียน กบค 279 ยะลา เหตุเกิดบริเวณบ้านอาเส็น หมู่ที่ 6 ต.ยะหา อ.ยะหา จ.ยะลา สาเหตุเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
สรุปปาฐกถาเกษียร เตชะพีระ: นักกฎหมายไทยกับการรัฐประหาร
ที่มา ประชาไท
Sun, 2012-09-30 14:26
วิดีโอและสรุปปาฐกถา เกษียร เตชะพีระ ในงานเสวนานิติราษฎร์ 2
ปีนิติราษฎร์ 6 ปีรัฐประหาร
มุมมองจากนักรัฐศาสตร์ที่มองพัฒนาการบทบาทของนักกฎหมายในการสร้างความชอบ
ธรรมให้รัฐประหาร
หน้าที่ในเชื่อมรอยต่อเผด็จการกับประชาธิปไตยให้เรียบเนียน
โดยยึดถือการดำรงอยู่และอำนาจของสถาบันกษัตริย์

เกษียร กล่าวว่า ความสัมพันธ์ของนักกฎหมายไทยกับรัฐประหารเหมือน “ผีเน่ากับโลงผุ” คือ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้บริการกับภาชนะเครื่องมือที่ไม่เลือกนาย คือ ต่อให้เป็นผีเน่าก็ช่าง ถ้าเรียกใช้บริการของโลงผุแล้ว โลงผุก็พร้อมจะสนองรับใช้ ซึ่งผลของมันก็คือ หลักนิติธรรมของรัฐก็ผุผังสึกกร่อนกันไปหมด
โดยเกษียร ได้หยิบยกบทกลอนของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่เขียนถึงผีเน่ากับโลงผุว่า
ฉันนั้นความเปื่อยเน่าเป็นของแน่ ย้อมเกิดแก้ความนิ่งทุกสิ่งสม
แต่แล้วความเน่าในเปือกตม ก็ผุดพรายให้ชมซึ่งดอกบัว
“ผมคิดว่านิติราษฎร์ คือ ดอกบัวที่ผุดพรายขึ้นมาจากความเปื่อยเน่า” เกษียรกล่าว
เกษียร กล่าวถึงประเด็นนักกฎหมายกับการรัฐประหาร โดยอ้างคำพูดของ ไพศาล พืชมงคล กับการรัฐประหาร คปก. ไพศาลเป็นนักกฎหมายคดีการเมือง อดีตนักเคลื่อนไหวสมัย 14 ต.ค. 6 ต.ค. ไพศาลจับภาพความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างนักกฎหมายกับรัฐประหารอย่างชัดเจน มีชีวิตชีวา ซึ่งความตอนหนึ่งระบุว่าต้องเดินทางเขาไปยังกองบัญชาการทหาร โดยมีโน้ตบุ๊กและตำรารวมทั้งกฎหมายต่างๆ อย่างฉุกเฉินกลางดึก
ทำไม ทหารต้องการนักกฎหมายเวลาก่อรัฐประหาร เกษียร เตชะพีระ กล่าวว่า ศาสตราจารย์ เฟรด วอเรน ริกส์ เสนอว่าการเมืองไทยเป็นอำมาตยาธิปไตย โดยมีความสัมพันธ์แบบสนธิพลังร่วมระหว่างทหารกับข้าราชการพลเรือน คือทหารเท่านั้นที่ยึดอำนาจได้เพราะมีกำลังอาวุธ ขณะที่ข้าราชการพลเรือนไม่มี แต่แม้ทหารจะขึ้นเป็นผู้นำก็ต้องอาศัยข้าราชการพลเรือนที่จะสามารถทำในสิ่ง ที่ทหารขาด คือ ความรู้ ความชำนาญ ประสบการณ์ด้านเทคนิคอันสลับซับซ้อน เช่น ต้องออกประกาศคำสั่ง ต้องร่างรัฐธรรมนูญ วางแผนเศรษฐกิจ การทูต ฯลฯ ทหารจึงต้องแบ่งอำนาจให้ข้าราชการพลเรือน เนติบริการ รัฐศาสตร์บริการ เทคโนแครตการคลังการเงิน ผีเน่าจึงต้องการโลงผุด้วยประการฉะนี้
เกษียร ยังกล่าวถึงสองสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่จากการปฏิวัติ2475 คือ นิติรัฐ และการใช้กำลังทหารยึดอำนาจ ในช่วงของรัฐบาลจอมพล ป.จะพบว่ามีความพยายามประสานสองหลักนี้ คื มีหลักนิติรัฐอยู่และเหนี่ยวรั้งไม่ให้เป็นเผด็จการ ตลอดสมัยรัฐบาลจอมพลป. จะดีจะชั่วหลักนิติรัฐยังมี แต่ยังมีการใช้กำลังบังคับ ไม่ว่าจะเป็นศาลพิเศษหรือออกกฎหมายพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่มันยังมีสมดุลบางอย่างระหว่างของใหม่สองอย่างที่เป็นไปได้ว่าจะขัดกัน
ดุล มาเสียไปหลัง 2490 เข้าสู่ยุคจอมพล ป. สมัยสอง เหลือแต่จอมพล ป. คณะทหารและเผ่า ศรียานนท์ มาคุมตำรวจ เริ่มมีการใช้อำนาจเถื่อนของผู้รักษากฎหมายโดยเฉพาะตำรวจ มีการใช้กำลังบังคับ จี้ลักพาตัว ฆ่าปิดปาก โดยพลตำรวจอัศวินแหวนเพชร และการฆาตกรรมทางการเมืองก็เริ่มอย่างเป็นเรื่องเป็นราว คนที่เคยเห็นหน้าค่าตาลุกขึ้นมาฆ่ากันเป็ฯว่าเล่นเป็นสิบๆ ศพ มีการฆ่าทางการเมือง ปูทางไปสู่จุดสุดยอดในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คือ ไปสู่ยุค ‘กฎหมายนั้นหรือก็คือกู’ มีการใช้กำลังบังคับด้วยอำนาจเผด็จการ ยิงเป้า จับคนขังคุก ยึดทรัพย์ ปฏิวัติ และสุดท้ายการฆ่ากันทางการเมืองได้ขยายมาสู่การฆ่าประชาชนซึ่งต้องสงสัยว่า เป็นผู้ก่อการร้ายทางการเมือง เช่น กรณีถีบลงเขาเผาลงถังแดง
นี่คือ หลัก The Rules of Law กลายมาเป็น The Rules of กู, มีการบัญญัติมาตรา 17 ในธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2502 ที่ระบุว่าให้อำนาจนายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการหรือ กระทำการใดๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบ ด้วยกฎหมาย นี่คือการทำให้หลักกูกลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายอย่างเป็นระบบ และเมื่อกระทำการใดๆ แล้วก็แจ้งให้สภาทราบ เช่นยิ่งเป้าคนแล้วค่อยมาบอกสภา
อะไร คือผลของมาตรา 17 มันคือการรวบอำนาจบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการไว้ในมือนายกรัฐมนตรีคนเดียว มันคือการทำให้อำนาจอาญาสิทธิ์แก่คนๆ เดียวได้ปกครองอย่างไม่มีใครขัดขวางได้ กลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญโดยเอาไปบัญญัติไว้ในมาตรา 17 จะบัญญัติเช่นนั้นได้ต้องใช้นักกฎหมาย นักกฎหมายจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสถาปนาหลักกูแทนที่หลัก The Rules of Law เกิดนิติธรรมอย่างไทยขึ้น
เกษียร กล่าวว่า อาจารย์เสน่ห์ จามริก ชี้ไว้ในหนังสือการเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญว่า บรรดาประกาศ คำสั่งคณะปฏิวัติที่ก่อโดยคนถือปืน ได้รับการปฏิบัติต่อจากนักกฎหมายว่า ศักดิ์สิทธิ์เทียบกฎหมายที่ผ่านสภาฯ โดยชอบ นี่เปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของนักนิติศาสตร์ไปอย่างมหาศาล ซึ่งปรีดี พนมยงค์เคยกล่าวว่า หน้าที่ของนักกฎหมายคือการอธิบายหลักที่ว่าด้วยสิทธิของมนุษยชนอันจำเป็นสูง สุดในการศึกษากฎหมายปกครอง และยืนยันว่ากำเนิดแห่งระบอบรัฐธรรมนูญไทยเป็นข้อตกลงหรือสัญญาอันเป็นพระ ราชประสงค์ของพระปกเกล้าฯ ที่เป็นแม่บทสำคัญ ไม่อาจถวายคืนได้
แต่ หลักการนี้ได้เปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญโดยนักนิติศาสตร์ในระบอบประชาธิปไตยแบบ หลัง 14 ตุลาฯ เช่นบวรศักดิ์ อุวรรณโณ, มีชัย ฤชุพันธ์, วิษณุ เครืองาม นำเสนอตีความว่ากำเนิดแห่งรัฐธรรมนูญไทยนั้นเป็นพระบรมราชานุญาต และดังนั้นการถวายพระราชอำนาจคืน ในความหมายถวายอำนาจอธิปไตยคืนจึงเป็นไปได้ในหลักกฎหมายและทำได้ในความเป็น จริง และยังได้อธิบายความชอบธรรมแห่งธรรมราชา จนหลักเหล่านี้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติส่วนที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของรัฐ ธรรมนูญไทย
“ฝรั่งนั้นเสมอภาคกันแบบลูกกำพร้าไม่มีพ่อ ไม่สามารถซาบซึ้งกับหลักพ่อปกครองลูกแบบไทยๆ ได้” เกษียรกล่าว
เขา กล่าวด้วยว่า บทบาทสำคัญของนักกฎหมายกลุ่มนี้คือ หนึ่ง เป็นช่างเทคนิคด้านอำนาจอธิปไตยแห่งรัฐ โดยนักกฎหมายเหล่านี้มีความสามารถเป็นพิเศษในการจำกฎหมายจำนวนมาก ใครๆ ต้องวิ่งไปหามีชัย บวรศักดิ์ วิษณุ บุคคลเหล่านี้ ก็จะไปนั่งตำแหน่งสำคัญด้านกฎหมายเป็นประจำ เป็นการส่งต่อกัน ไม่ว่าจะเป็น เลขานายก รองนายกฯ และคณะกรรมการกฤษฎีกา เรียกว่า เป็นช่างเทคนิคด้านอำนาจอธิปไตย
สอง นักกฎหมายเหล่านี้จะเกลี่ยเชื่อมรอยต่อการเมืองการปกครองระหว่าง ประชาธิปไตยกับเผด็จการ คือไม่ว่าจะเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตยก็ล้วนมีสิ่งเดียวกัน คือมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขทั้งสิ้น ดังนั้นการเปลี่ยนระบอบที่เป็นเรื่องใหญ่ในที่อื่นๆ จึงเป็นเรื่องเกลี่ยเชื่อมได้โดยรักษาสถาบันและความมั่นคงของสถาบันไว้เป็น หลัก โดยอ้างงว่าสถาบันกษัตริย์เป็นที่สถิตของอำนาจอธิปไตย การเปลี่ยนผ่านจึงลื่น เนียน เพราะมีสถาบันกษัตริย์เป็นหลักยึดอยู่ ท่านเหล่านี้ยังประสานหลักนิติธ
ปัญหา เกิดคือเมื่อมีนักกฎหมายที่ไมเห็นด้วย คือนิติราษฎร์ ซึ่งเป็น ‘ปีศาจ ของธรรมศาสตร์’ ดูง่ายๆ ก็คือ หาที่จัดงานยาก ต่างกับการจัดเวทีแบบอื่นๆ เช่น จะต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างไร แต่หัวข้อที่นิติราษฎร์จัดคือ การต่อต้านรัฐประหาร และมีอะไรบางอย่างที่แปลกใหม่ไม่เป็นที่คุ้นเคยในงานวิชาการ เช่น ก่อนเวทีเริ่มจะมีการเอาขนมไหว้พระจันทร์ หรือเอาหนังสือมาให้อ.วรเจตน์เซ็นต์ชื่อ
นอกจากนี้สิ่งที่นิติราษฎร์ทำนั้นผิดหลักธรรมชาติ ธรรมดาของนักกฎหมาย และแปลก คือไม่ยอมรับอำนาจของการรัฐประหาร ขณะที่รูปแบบกิจกรรมของนิติราษฎร์โดยเฉพาะในระยะหลัง เริ่มนำเสนอหัวข้อที่แหลมคมขึ้น เช่นการลบล้างผลพวงรัฐประหาร
เกษียร กล่าวถึงข้อเสนอต่อนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ระบุว่า คำขวัญของนิติราษฎร์ คือ ‘นิติศาสตร์เพื่อราษฎร’ นั้น น่าคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้เป็น ‘ธรรมศาสตร์เพื่อราษฎร’ เพราะนิติราษฎร์ไม่ได้โดดเดี่ยว หรือไม่มีเพื่อนมิตรที่เห็นด้วย แต่ควรมีการขยายแวดวงการเสวนาทางวิชาการ และรูปแบบอื่น ไม่เฉพาะการจัดตลาดวิชาการเพื่อมวลชน โดยกระบวนการนั้น นิติราษฎร์และเพื่อนนักวิชาการจะได้แลกเปลี่ยนและปรับแนวคิดให้หลากหลายขึ้น ไปสู่รัฐศาสตร์เพื่อราษฎร เศรษฐศาสตร์เพื่อราษฎร ประวัติศาสตร์เพื่อราษฎร วารสารศาสตร์เพื่อราษฎร เพื่อกลับไปสู่จิตวิญญาณเดิมของมหาวิทยาลัยแห่งนี้คือ ธรรมศาสตร์ทั้งธรรมศาสตร์เพื่อราษฎร

‘สาวตรี’ วิจารณ์ข้อเสนอ คอป. ชี้ประโยชน์และปัญหา
ที่มา ประชาไท
Sun, 2012-09-30 17:54
30 ก.ย.55 ในช่วงท้ายของเวทีเสวนา 2 ปีนิติราษฎร์ 6 ปีรัฐประหาร
ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สาวตรี สุขศรี
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์
กล่าวถึงรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง
แห่งชาติ (คอป.) ว่า หลังจากได้อ่านรายงานมีหลายจุดที่ค่อนข้างมีประโยชน์
เช่น มีข้อเท็จจริงจำนวนหนึ่งที่ใช้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ แต่ปัญหาคือ
ข้อมูลดิบที่แสดงมีไม่เพียงพอ
สาวตรีกล่าวว่า แล้ว คอป.
เกี่ยวอะไรกับนักกฎหมายและรัฐประหาร เราทราบกันดีว่าในคอป.
มีนักกฎหมายค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าเราดูทัศนคติก็ดี หรือตัวรายงานก็ดี จะพบว่า
คอป. อาจไม่ใช่นักกฎหมายที่รับใช้รัฐประหารโดยตรง
แต่ปัจจุบันก็มีการตั้งคำถามกันว่า
คอป.รับใช้รัฐบาลที่เป็นผลพวงของรัฐประหารหรือไม่
“คอป.อาจถูกเปลี่ยนชื่อเป็น คณะกรรมการแอบอ้างความเป็นกลางเพื่อรับรองความชอบธรรมให้กับการปราบปรามประชาชน” สาวตรีกล่าว
สาว
ตรีกล่าวต่อว่า หลังอ่านรายงานอย่างละเอียดจะพบประเด็นปัญหาคือ 1)
ที่มาของ คอป.ที่มีการแต่งตั้งและคัดเลือกในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ซึ่งเป็นฝ่ายที่ปราบปรามประชาชน
ลักษณะของความเป็นกลางจึงถูกตั้งคำถามแต่แรก 2)
ปัญหาการอ้างอิงแหล่งข้อมูล
จะเห็นว่ามีการเทน้ำหนักพยานหลักฐานไปที่ฝ่ายรัฐ
เต็มไปด้วยคำให้การของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการ แต่ในส่วนของชาวบ้าน
ผู้เห็นเหตุการณ์มีน้อยมาก 3) ในรายงานราว 300 หน้า
กว่าครึ่งพยายามอธิบายปัญหาที่
คอป.มองว่าก่อให้เกิดความไม่ปรองดองหรือความขัดแย้งยืดเยื้อ
ซึ่งเราจะพบปัญหาในการมองปัญหา เช่น
คอป.สรุปปัญญาคดีหลายคดีในศาลรัฐธรรมนูญว่าศาลทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง
แต่รายละเอียดมีแค่คดีซุกหุ้นเท่านั้น คดีอื่นๆ ไม่มีรายละเอียดเลย ,
ในการพูดถึงปัญหาเรื่องการชุมนุมปิดสถานที่ต่างๆ
เปรียบเทียบระหว่างฝ่ายเสื้อเหลืองและเสื้อแดงแดง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือผลพวงจากการปิดสนามบินไม่มีปรากฏ
แต่เน้นเรื่องการปิดสถานที่ต่างๆ ของคนเสื้อแดง รวมถึงผลพวงของมัน
นี่คือลักษณะที่แสดงทัศนะออกมา , คอป.พูดถึงปัญหาผังล้มเจ้า โดยบอกว่า ศอฉ.
แสดงชัดเจนว่ามีผังล้มเจ้า แต่คอป.ไม่ระบุเลยว่าในที่สุด
ศอฉ.ประกาศว่าไม่มีหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น ,
คอป.ยกเรื่องการอ้างสถาบันของฝายต่างๆ ทำให้เกิดปัญหายืดเยื้อ
พร้อมเสนอว่าควรหยุดอ้างได้แล้ว
แต่ในรายงานไม่เคยมีการวิเคราะห์ให้เห็นบทบาทของสถาบันเองนับแต่การรัฐ
ประหารเป็นต้นมา และไม่มีการยกว่าเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด
สาว
ตรีกล่าวต่อว่า
ปัญหาสำคัญสำหรับคอป.คือการคอรัปชั่นของนักการเมืองซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคน
ทราบดี แต่สถาบันศาล สถาบันทหาร
องค์กรอิสระก็มีปัญหาเรื่องคอรัปชั่นเช่นกัน
แม้กระทั่งองคมนตรีเองก็เคยถูกต้องคำถามจากประชาชน
คอป.จำเป็นต้องวิเคราะห์เรื่องเหล่านี้ด้วย
ประเด็นเรื่อง ชายชุดดำ
สาวตรีกล่าวว่า ในทางกฎหมาย ทุกวันนี้ ศาล อัยการ พนักงานสอบสวน
ไม่สามารถชี้ได้ว่าชายชุดดำเป็นฝ่ายใคร มีจำนวนเพียงไร แต่ในรายงาน คอป.
มีการเขียนถึงเรื่องนี้เยอะ
และพยายามเขียนอย่างมากว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนเสื้อแดง ผู้ชุมนุม
และเขีนเกริ่นๆ สรุปแตะๆ ให้คิดต่อเอาเองว่า
เหตุที่เจ้าพนักงานต้องยิงเพราะมีชายชุดดำอยู่ในที่ชุมนุม
ลักษณะแบบนี้นำไปสู่การตัดสินว่า ชายชุดดำแท้ที่จริงคือคนเสื้อแดง
เจ้าพนักงานยิงเพราะเป็นการตอบโต้ ถามว่าในฐานะมีนักกฎหมายร่วมอยู่หลายคน
คอป.สรุปแบบนี้ได้อย่างไร
“เรื่องพยานหลักฐานนั้นก็สำคัญมากสำหรับ
นักกฎหมาย การสลายการชุมนุมเต็มไปด้วยพยานหลักฐานในสถานที่การชุมนุม
สิ่งที่เกิดหลังการสลายการชุมนุมคือ บิ๊กคลีนนิ่งเดย์
มีการล้างทำความสะอาดพยานหลักฐานทั้งหมด แต่เรื่องนี้ คอป.ไม่พูดถึงเลย”
สาวตรีกล่าว
เธอกล่าวด้วยว่า ข้อเสนอของ คอป.ที่สำคัญ คือ 1)
อยากให้ปสู่การปรองดองด้วยการยุติพฤติกรรมเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งทั้ง
หมดทั้งปวง ในรายงานพูดถึงความขัดแย้งคือการชุมนุม
นี่เป็นนัยยะแฝงที่คอป.ต้องการบอก คำถามคือ การเสนอแบบนี้ ไม่แก้ปัญหาเลย
ตราบใดที่ปัญหาในเชิงโครงสร้างยังอยู่ สิทธิของชาวบ้านยังแย่เหมือนเดิม
จะมาเรียกร้องให้ชาวบ้านหยุดเรียกร้องได้อย่างไร
ประเด็นต่อมาคือ
ยุติการอ้างสถาบัน (หน้า 256) คอป.เห็นว่าข้อเสนอที่ผ่านมาเกี่ยวกับสถาบัน
ยังไม่ได้รับการปฏิบัติตาม โดยเฉพาะนักการเมือง และกลุ่มการเมืองต่างๆ
ที่ยังคงพาดพิงสถาบัน เอามาเป็นประเด็นทางการเมือง
ขอให้ตระหนักว่าการกล่าวอ้างสถาบันยิ่งทำให้สถาบันอันตรายมากขึ้นและกระทบ
ต่อความมั่นคงของประเทศ ขอเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของคอป.
ทุกฝ่ายต้องงดการกล่าวอ้างถึงสถาบันเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
และกำหนดแนวทางที่มีผลในการเทิดทูนสถาบันให้อยู่เหนือความขัดแย้งทางการ
เมือง ...จะเห็นว่านี่เป็นการแฝงเอาแนวคิดราชาชาตินิยมมาปิดปาก ประชาชน
ปัญหาเกี่ยวกับสถาบันที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาความเข้าใจที่แตกต่าง
ความเชื่อที่แตกต่างกัน
ในเฟซบุ๊คมีการแชร์ภาพคุณยายที่ถือป้ายตั้งคำถามว่าผิดด้วยหรือที่รักในหลวง
คำตอบคือ ไม่ผิด แต่การแสดงความรักโดยการกระทืบคนอื่น
นั่นเป็นสิ่งผิดและเป็นการดึงสถาบันลงมา
บางคนอาจอยากถามว่าแล้วจะผิดอะไรหากมีบางคนไม่ได้คิดแบบคุณยาย
จะสามารถสร้างบทสนทนากันดีๆ ได้หรือไม่
“การแก้ปัญหาในประเด็นนี้ไม่
ใช่ให้ยุติการพูด แต่ต้องยิ่งพูดเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกัน
และลดการเคลือบแคลงต่างๆ ยิ่งให้ยุติยิ่งทำให้เกิดการพูดกันลับหลัง
ติฉินนินทา” สาวตรีกล่าว
ส่วนประเด็นเรื่อง 112
คอ.เสนอสองส่วนในการแก้ไขมาตรานี้ คือ ให้ลดโทษลง เหลือจำคุกไม่เกิน 7 ปี
ซึ่งนิติราษฎร์ยังถือว่าเยอะอยู่ และตั้งองค์กรพิเศษในการกลั่นกรองคดี คือ
สำนักพระราชวัง เรื่องนี้นิติราษฎร์เสนอไปแล้ว 7 ข้อ
และยังยืนยันว่าอย่างน้อยต้องแก้ทั้ง 7
ข้อดังกล่าวเพื่อให้มีการแสดงออกโดยสุจริตได้ อย่างไรก็ตาม แม้
คอป.เสนอเพียงเท่านี้ แต่ถ้าทำให้เรื่องนี้ขยับไปได้อีกเล็กน้อยก็ควรทำ
เสวนา ๒ ปี นิติราษฎร์ ๖ ปี รัฐประหาร
ที่มา thaifreenews
“ผมตั้งใจพูดกับท่านเป็นประเด็นหลักประเด็นเดียว
จัดทำรัฐธรรมนูญต้นฉบับและนำสู่สาธารณะต่อไป
http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42153.0
สติ๊กเกอร์ เรารักชาวนากำลังระบาดว่อนเน็ต
กรณีอ.นิด้า ยื่นศาลรธน.ให้รัฐบาลยกเลิกโครงการจำนำข้าวซะอ้างเป็นการทำลายกลไกการตลาด ขณะนี้กำลังเกิดกระแสตีกลับ
กลุ่มคนไทยที่ไม่เห็นด้วยระดมความคิดหลากหลาย ล่าสุด
จัดทำภาพสติ๊กเกอร์ เรารักชาวนา ส่งต่อแชร์กันว่อนเน็ต
ใครสนใจใคร่เชียร์ชาวนาฝากส่งใจช่วยแชร์สติ๊กเกอร์
เรารักชาวนา ด้วยนะเออ
ที่มาแชร์ภาพสติ๊กเกอร์เฟสบุ๊ค
⇩
คลิปงาน2ปีนิติราษฏร์6ปีรัฐประหาร
ที่มา Thai E-News

ถ่ายทอดสดโดยทีมงานม้าเร็ว http://speedhorsetv.blogspot.com อัพโหลดลงyoutubeโดย cofspeed ภาพประกอบจาก Internet freedom
คณะ
นิติราษฎร์ จัดงานเสวนา "๒ ปี นิติราษฎร์ ๖ ปี รัฐประหาร"
ที่หอประชุมศรีบูรพา (หอเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓๐ กันยายนที่ผ่านมา
มีประชาชนเข้าร่วมงานล้นหลามออกมานอกห้องประชุม


วรเจตน์ ภาคีรัตน์: เหตุใดจึงควรแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดสถาบันกษัตริย์
ที่มา Thai E-News
30 กันยายน 2555
ประชาไท "วรเจตน์ ภาคีรัตน์: เหตุใดจึงควรแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดสถาบันกษัตริย์"
สรุปการอภิปรายของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ กลุ่มนิติราษฎร์ ระบุว่า ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของรัฐประหาร 2490 คือ การฝังสำนึกห้ามแตะต้องรัฐธรรมนูญหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เพื่อให้สังคมไทยเดินไปข้างหน้าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเป็นจริงที่ ดำรงอยู่ต่อหน้าได้ ถ้าเราต้องการการปรองดองที่สถานฉันท์อย่างแท้จริง อย่างน้อยรัฐธรรมนูญต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ สถาบันการเมือง ศาล และกองทัพ

30 ก.ย.55 นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ร่วมเสวนาหัวข้อ “การรัฐประหารกับระบอบรัฐธรรมนูญ” ที่หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กล่าวว่ากิจกรรมต่อไปของนิติราษฎร์คือการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
ใน ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเวทีเสวนา วรเจตน์กล่าวว่า รัฐประหาร 2490 โดยผิน ชุณหวัณ เป็นต้นแบบของการทำรัฐประหารปัจจุบันคือ ล้มลางการปกครองแล้วเขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราว และจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ รัฐประหารครั้งที่เปลี่ยนแปลงการเมืองไทยไปโดยสิ้นเชิงคือจอมพลสมัยสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปี 2500 ตามด้วย รัฐประหารอีกครั้ง 2501 ใช้เวลายาวนานก่อนจะก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 รัฐประหารอีกครั้งที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อกฎเกณฑ์ตามกฎหมายในส่วนสถาบันพระ มหากษัตริย์ คือ รัฐประหารปี 2534 โดยพล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญชั่วคราวพ.ศ. 2534 ขึ้นมา
รัฐประหารที่สำคัญๆ นั้นส่งผลกระทบต่อรัฐธรรมนูญอย่างไร แม้บางช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจะปกครองไปในเชิงอำนาจนิยมบ้าง แต่ก็มีกฎหมายเหนี่ยวรั้งอยู่จนถึง พ.ศ. 2489 แต่หลังรัฐประหาร โดยผิน ชุณหวัณ เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2490ได้เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ มีผลเป็นการสถาปนาการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ก่อน รัฐประหารปี 2490 กฎเกณฑ์การถ่วงดุลของสถาบันทางการเมืองได้มาตรฐานสากลพอสมควร แต่หลังรัฐประหารครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญหลายเรื่อง
ประการ แรก คือ การจตัดตั้งให้มีคณะอภิรัฐมนตรี ถ้าครม. จะเปลี่ยนแปลงนโยบายจากเดิมที่ทำไว้ ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระมหากษัตริย์ก่อน
รัฐธรรมนูญปี 2492 ก็ได้เป็นต้นแบบให้รัฐธรรมนูญต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน คือ การกำหนดให้มีองคมนตรี และในกรณีที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการฯ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนฯ กำหนดห้ามยกเลิก-แก้ไขกฎมณเฑียรบาลว่าด้วนการสืบสันตติวงศ์ และอำนาจในการวีโต้กฎหมายของสถาบัน ซึ่งกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้สืบต่อมาถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
นี่จึงเป็น ที่มาที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้กลับไปใช้แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามแนวทางก่อนปี 2490 เพราะเป็นการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับองค์กรทางการเมือง ที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยมากที่สุด
แม้ปี 2517 รัฐธรรมนูญได้ถูกแก้ให้พระราชธิดาสืบสันตติวงศ์ได้ แต่หลายท่านก็ไม่ทราบยว่าหลังรัฐประหารปี 2534 ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ 2 เรื่อง คือ ในกรณีที่มีการแต่งตั้งแล้ว ให้เชิญรัชทายาทที่แต่งตั้งไว้โดยให้รัฐสภารับทราบ ต่างจากเดิมที่ให้รัฐสภาเห็นชอบ อีกประการคือ แม้ว่ารัฐธรรมนูญบางช่วงเช่น ปี 2492 จะถึงขนาดห้ามแก้ไขกฎมณเฑียรบาล แต่ปี 2517 ให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้โดยวิธีเดียวกับการแก้รัฐธรรมนูญ แต่กฎเกณฑ์นี้ได้รับการยกเลิกไปปี 2534 เพราะหลังรัฐประหาร รัฐธรรมนูญถาวรปี 34 เพิ่มเติมว่าการแก้ไขกฎมณเฑียรบาลเรื่องการสืบสัตติวงศ์กระทำได้โดยพระมหา กษัตริย์เท่านั้น และหลักดังกล่าวรับกันต่อมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2540-2550 คงไว้เหมือนเดิมทุกตัวอักษร
ขณะนี้กำลังมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ ใหม่ มีข้อห้ามในทางสาธารณะว่าจะไม่แตะต้องกฎเกณฑ์ในหมวดพระมหากษัตริย์ทั้งๆ ที่ไม่มีการห้ามไว้ในรัฐธรรมนูญ
ประเด็นสำคัญในการวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญก็มีการพูดถึงการแตะหรือเปลี่ยนแปลงหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ คำถามคือ การที่รัฐบาลยกร่างฯ แล้วไม่ให้แตะหมวดกษัตริย์ทั้งหมวดนั้นมากเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดไว้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดห้ามแก้แค่ 2 ประเด็นคือ ห้ามแก้ไขรูปของรัฐ การห้ามแก้เรื่องพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กับกับห้ามแก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ไม่ได้ห้ามแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ ไม่มีการห้ามไม่ให้แก้ไขเรื่ององคมนตรี
การห้ามแก้ไขดังกล่าวในร่างแก้ไขฯ ที่กำลังจัดทำนั้น จึงเป็นสิ่งที่มากกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
วร เจตน์ พบว่าการรัฐประหารในระบบกฎหมายไทย ส่งผลในทาง tradition (จารีต) ในหมู่นักกฎหมายไทยตั้งแต่ปี 2490 เป็นต้นมาว่า เมื่อผู้ใดยึดอำนาจรัฐแล้วสามารถใช้อำนาจนั้นได้อย่างมั่นคง เขาก็เป็นรัฏาธิปัตย์ ศาลและวงการกฎหมายก็เดินตาแนวคิดแบบนี้ แต่อย่างน้อยที่สุดการเดินตามแนวคิดแบบนี้ได้ก็ต้องมีการรัฐประหารสำเร็จ ไม่ได้แยกแยะการปฏิวัติในแง่การเปลี่ยนแปลงระบอบกับการแย่งชิงอำนาจรัฐออก จากกัน
อ.หยุด แสงอุทัย ได้เสนอไว้และตนมีความเห็นต่างคือ ประเด็นเรื่องความเป็นรัฎฐาธิปัตย์จากการทำรัฐประหาร โดยอ้างอิงจากศาลเยอรมันหลังสงครามโลกที่มีการสถาปนาอาณาจักรไรซ์ เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐไวมาร์ ตอนเกิดสาธารณรัฐไวมาร์ มีปัญหาว่าตอนเปลี่ยนระบอบ ตัวอำนาจที่ก่อตั้งใหม่จะถูกโต้แย้งไม่ได้ เพราะได้ตั้งอำนาจขึ้นสำเร็จแล้ว เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นรัฏฐาธิปัตย์ในระบอบการปกครองแบบใหม่ เป็นการเปลี่ยนรูปแบบรัฐ การปกครองไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่การแย่งชิงอำนาจจากรัฐบาลดังที่เกิดขึ้นในไทย ซึ่งมีความแตกต่างกัน
ถาม ว่าของเรามีคราวไหนที่เป็นการเปลี่ยนระบอบอย่างสิ้นเชิง ก็คือ การอภิวัฒน์ 2475 ในทางรัฐศาสตร์ชัดเจนว่าเป็นการปฏิวัติ แม้ไม่ได้เกิดจากการลุกฮือแต่ทำโดยกลุ่มคนคือคณะราษฎร เปลี่ยนระบอบและตั้งมั่นระบอบใหม่ขึ้น แต่การรัฐประหารโดยผิน ชุณหวัณ ไม่ได้เปลี่ยนความคิดผู้ทรงอำนาจรัฐ หรือระบอบการปกครอง แต่เป็นการแย่งชิงอำนาจรัฐบาล แต่นักกฎหมายไทยมักจะเอามาเทียบในระนาบเดียวกัน
เคยมีคนเสียดสีเมื่อ ครั้งนิติราษฎร์เสนอให้ลบล้างผลพวงรัฐประหารว่า ทำไมไม่เสนอให้ล้มล้างการอภิวัฒน์ 2475 เสียเลย นั่นเพราะเขาไม่เข้าใจว่า 2475 คือการเปลี่ยนตัวระบอบรัฐ มีคุณค่าที่แตกต่างไปจากการยึดอำนาจหรือล้มอำนาจรัฐบาลเฉยๆ เพื่อเปลี่ยนตัวรัฐบาล
วรเจตน์ กล่าวต่อว่า แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ความคิดนี้ก็ฝังแนบแน่นในทางกฎหมาย ทำให้เมื่อมีการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ต้องห้ามเปลี่ยนแปลงหมวดสถาบันฯ ส่งผลให้แก้ไขในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น เรื่ององคมนตรีไม่ได้ นี่เป็นความสำเร็จอย่างสูงสุดของการรัฐประหารปี 2490 และรัฐธรรมนูญปี 2492 ที่ได้ทำให้กฎเกณฑ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญปักหลักฝังแน่น ไม่มีใครตั้งคำถามว่าสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ไม่มีใครตั้งคำถามนี้อีกจนถึงปัจจุบัน แนวคิดนี้ก็ดำรงอยู่และจะดำรงอยู่ต่อไปตราบเท่าที่เราไม่สามารถพูดให้มีการ แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด โดย strict แค่การไม่แตะต้องรูปแบบการปกครอง
วร เจตน์ กล่าว่า สิ่งที่ปรากฏทุกวันนี้มันรุนแรงกว่า หรือมากกว่าการเขียนห้ามแก้รัฐธรรมนูญเสียอีก เพราะถึงแม้ทุกวันนี้จะไม่ได้ห้ามแก้ในเชิงลายลักษณ์ แต่ที่สุดแล้วทุกคนจะไม่กล้าพูดอย่างตรงไปตรงมา ว่ารัฐธรรมนูญให้แก้ไขหมวดสถาบันฯ ได้อย่างสันติ ผลคือการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เหนือการเมืองก็จะปรากฏเป็นจริงไม่ได้ เพราะถูกล็อกไว้โดยสำนึกที่สืบทอดมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2492
เขา กล่าวว่า สิ่งที่นิติราษฎร์เสนอลบล้างผลพวงการรัฐประหารนั้นเป็นเพียงเทคนิค แต่เราไม่ได้เสนอเลยไปถึงเรื่องสำนึกเพราะไม่สามารถเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ความสำเร็จของการทำรัฐประหารในสังคมไทยไม่ได้สำเร็จเพียงแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎ เกณฑ์รัฐธรรมนูญ แต่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของรัฐประหาร 2490 ก่อเกิดธรรมนูญชั่วคราว และรัฐธรรมนูญปี 2492 คือ การฝังสำนึกห้ามแตะต้องรัฐธรรมนูญหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์
“เพื่อ ให้สังคมไทยเดินไปข้างหน้า เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ต่อหน้าเราได้ ถ้าเราต้องการการปรองดอง ที่สมานฉันท์อย่างแท้จริง อย่างน้อยรัฐธรรมนูญต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ สถาบันการเมือง ศาล และกองทัพ” วรเจตน์ กล่าว
เขากล่าวว่า แต่ตราบที่สำนึกเช่นนี้ยังมีอยู่ การเปลี่ยนแปลงโดยการเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญใหม่จึงไม่ได้ทำได้ง่ายนัก การรัฐประหารไม่ได้สำเร็จได้ด้วยอำนาจทหาร แต่สำเร็จได้โดยการไม่ต่อต้านหรือมองเห็นกฎเกณฑ์ที่เป็นผลผลิตของการ รัฐประหาร
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อเสนอของนิติราษฎร์ให้ย้อนไปสู่กฎเกณฑ์ก่อนปี 2490 คือ ต้องเปิดโอกาสให้คนที่เขาเห็นเป็นอย่างอื่นได้มีโอกาสพูดในที่สาธารณะ และมาอภิปรายกันว่า อะไรดีกว่า แล้วให้คนส่วนใหญ่ได้เลือกทางของเขาที่จะเดินต่อไปในวันข้างหน้าอย่างดี ที่สุดกับสังคมและประเทศชาติ
“ผมตั้งใจพูดกับท่านเป็นประเด็นหลักประเด็นเดียวเพราะผมเห็นว่าเป็น เรื่องสำคัญที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้”วรเจตน์ กล่าว



