ที่มา uddred
ทีมช่าวนปช.
2 ตุลาคม 2555 >>>
โรงเรียนการเมืองนปช.แดงทั้งแผ่นดิน หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานระดับต้น ปี 2555
ครั้งต่อไปจะไปจัดที่ภาคตะวันออก จ.ชลบุรี
นปช.ภาคตะวันออกสนใจที่จะเข้าร่วมอบรมหลักสูตร ให้ลงทะเบียนล่วงหน้า
สำหรับท่านที่สนใจโรงเรียน นปช. ครั้งต่อไปทาง นปช. จะจัดโรงเรียน
นปช.ภาคตะวันออก ณ สวนสาธารณะเทศบาลหนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ในวันที่
21 ต.ค. 2555 เวลา 08.00-17.00 น.
โดยใช้หลักสูตรเดียวกับโรงเรียนนปช.กรุงเทพและภาคกลางที่ได้จัดไปแล้ว
ผู้สนใจ ติดต่อประสานงานได้
ติดต่อ
คุณต้อม 0818649809 และ
คุณสาโรจน์ 0818627070
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, October 2, 2012
เปิดโรงเรียนนปช.ภาคตะวันออก 21 ต.ค.55 นี้
Monday, October 1, 2012
"สนามบินดอนเมือง" เปิดบริการเต็มรูปแบบวันนี้
ที่มา Voice TV
บทวิจารณ์รายงานของ คอป. ส่วนที่ว่าด้วย "สาเหตุและรากเหง้า" ของปัญหาการเมือง
ที่มา ประชาไท
Sun, 2012-09-30 21:28
(*เขียนเพื่อตีพิมพ์ใน สามัคคีสาร ฉบับ 80 ปีประชาธิปไตย พ.ศ.2555)
รายงานฉบับสมบูรณ์ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อ การปรองดองแห่ง ชาติ (คอป.) ประกอบด้วย 5 ส่วน. ส่วนแรกเป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับองค์กร คอป. เอง. ส่วนที่สองเป็นบทสรุปข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิ ทางการเมืองตั้งแต่การรัฐประหาร 2549 จนถึงความรุนแรงช่วงสลายการชุมนุม 2553. ส่วนที่สามว่าด้วย "สาเหตุและรากเหง้าของปัญหา[การเมือง]". ส่วนที่ 4 ว่าด้วยหลักการชดเชยความเสียหายแก่เหยื่อความรุนแรงทางการเมือง. ส่วนสุดท้าย (ส่วนที่ 5) เป็นข้อเสนอแนะของ คอป. ในการสร้างความปรองดอง.
เพียง ไม่กี่วันหลังจากที่ คอป. เผยแพร่รายงานฉบับนี้ ก็มีบทวิจารณ์เนื้อหาของรายงานฉบับนี้ออกมาจำนวนหนึ่ง. แต่บทวิจารณ์ส่วนใหญ่กล่าวถึงรายงานส่วนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์เป็นหลัก. เท่าที่ผมทราบยังไม่มีใครออกบทวิจารณ์เนื้อหาของรายงานส่วนที่ว่าด้วยสาเหตุ และรากเหง้าของปัญหาการเมือง ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญ เพราะมุมมองเกี่ยวกับปัญหาและสาเหตุนั้นกำหนดกรอบการมองเหตุการณ์ปลีกย่อย, ชี้นำการร้อยเรียงเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นมาเป็นเรื่องราว, และกำหนดข้อเสนอเกี่ยวกับทางออกของปัญหา. ในแง่นี้มันจึงเป็นรากฐานของเนื้อหารายงานส่วนอื่น. บทความชิ้นนี้จะมุ่งสรุปและวิเคราะห์รายงานของ คอป. เฉพาะในส่วน "สาเหตุและรากเหง้าของปัญหา" โดยจะไม่พูดถึงส่วนอื่น.
โดยสรุปแล้วผม เห็นว่า ในฐานะงานวิชาการ รายงานของ คอป. ในส่วน "สาเหตุและรากเหง้าของปัญหา" นี้บกพร่องร้ายแรงด้วยเหตุผลหลายประการ จนสามารถพูดได้ว่ามันเป็นรายงานที่ไร้ค่าในทางวิชาการ. ในบทวิจารณ์ชิ้นนี้ ผมจะเริ่มด้วยการสรุปเนื้อหาของรายงาน คอป. แล้วจะชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของรายงาน 6 ข้อ.
สรุปสาระสำคัญของรายงาน คอป. ส่วนที่ว่าด้วย "สาเหตุและรากเหง้าของปัญหา[การเมือง]"
ใน ส่วนที่ว่าด้วยสาเหตุและรากเหง้าของปัญหาการเมือง คอป. แยก "ระยะ" ของปัญหาออกเป็นสามระยะ ได้แก่ (1) "ระยะเริ่มแรกของความขัดแย้ง" (2) "ระยะความขัดแย้งปรากฏ" และ (3) "ระยะความขัดแย้งระดับการช่วงชิงอำนาจและการเกิดความรุนแรง". ในแต่ละระยะ ของปัญหา คอป. ได้ร่ายรายการปัจจัยต่างๆ ที่ คอป. คิดว่าเป็น "สาเหตุของปัญหา" มาหลายปัจจัย. หากนับรวมทั้งสามระยะปัญหาแล้ว เราจะได้ "สาเหตุของปัญหา" ทั้งหมดถึง 25 ปัจจัย.
ในจำนวน 25 ปัจจัยนี้ มีตั้งแต่ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมระดับรากฐาน เช่น "การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ" และ "ความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองและชนบท" ไปจนถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับบุคคลบางคนและองค์กรบางองค์กรโดยเฉพาะ เช่น "การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร". บางปัจจัยที่ คอป. เสนอเป็นปัจจัยที่เป็นเหตุการณ์ที่เป็นกายภาพและจับต้องได้อย่างยิ่ง เช่น "การรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549". แต่บางปัจจัยก็เป็นนามธรรมและมีนิยามคลุมเครือ เช่น "วัฒนธรรมการเมืองแบบไทยๆ และความเชื่อเรื่องบุญกรรม". บางปัจจัยก็เป็นที่เห็นพ้องกันทั่วไปว่าทำลายเสถียรภาพทางการเมืองอย่าง สำคัญ เช่น "ตุลาการภิวัฒน์" แต่บางปัจจัยก็ดูเล็กน้อยและน่าแปลกใจที่ คอป. ยังพูดถึง เช่น การเรียกพรรคประชาธิปัตย์ว่า "พรรคประชาวิบัติ" และการเรียกพรรคเพื่อไทยว่าพรรค "เผาไทย" (คอป. บัญญัติศัพท์เทคนิคมาเรียกการล้อเลียนเสียดสีแบบนี้ว่า "การป่วนทางวัฒนธรรมที่แสดงออกถึงความเกลียดชัง")
ข้อบกพร่อง 1: คอป. สับสนว่า "ปัญหา" แท้จริงคืออะไร
ใน การหาสาเหตุของปัญหาใดๆ จุดเริ่มต้นที่ดีคือการระบุใช้ชัดเจนว่า "ปัญหา" คืออะไรกันแน่. แต่รายงานของ คอป. พูดถึง "สาเหตุของปัญหา" โดยไม่เคยระบุใช้ชัดเจนว่า คอป. มองอะไรว่าเป็นปัญหาบ้าง. ในบางจุด คอป. พูดให้คิดได้ว่าความรุนแรงเป็นปัญหา. แต่ในบางจุด คอป. ก็กล่าวเสมือนว่าความขัดแย้งก็ เป็นปัญหาโดยตัวของมันเอง โดยที่มันไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความรุนแรง. การที่ คอป. สับสนว่าอะไรคือปัญหากันแน่ แล้วกระโดดกลับไปกลับมาระหว่างความรุนแรงกับความขัดแย้ง ทำให้รายงานของ คอป. มีเนื้อหาสะเปะสะปะและขาดเอกภาพ.
ข้อบกพร่อง 2: คอป. สับสนว่าใครคือ "คู่ขัดแย้ง"
รายงาน ของ คอป. มีคำว่า "ความขัดแย้ง" ปรากฏอยู่ถึง 423 ครั้ง. แต่น่าประหลาดอย่างยิ่งที่ คอป. กลับไม่เคยระบุให้ชัดเจนเลยว่าคู่ขัดแย้งคือใครกันแน่. ในบางจุด คอป. พูดราวกับว่าคู่ขัดแย้งนั้นมีเพียงพรรคไทยรักไทย/พลังประชาชน/เพื่อไทย กับพรรคประชาธิปัตย์ โดยที่ผู้เล่นอื่นๆ เช่น กลุ่มมวลชน (รวมทั้ง กองทัพ, ศาล และองคมนตรี?) เป็นเพียง "กลุ่มผู้สนับสนุน" ที่มีเป้าหมายเพียงแค่ให้พรรคการเมืองที่ตนสนับสนุนได้เป็นรัฐบาล โดยไม่มีเป้าหมายอื่นใดเป็นของตัวเอง:
แต่ในบางจุด คอป. ก็พูดเสมือนว่าคู่ขัดแย้งหลักคือมวลชน -- นั่นคือ นปช. กับพันธมิตรฯ -- ซึ่งมีแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวทางการเมืองขัดกัน และมีเป้าหมายจะเปลี่ยนแปลงการเมืองให้เป็นตามแนวคิดของตน (ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ทำให้พรรคใดพรรคหนึ่งได้เป็นรัฐบาล)
ข้อบกพร่อง 3: คอป. มีปัญหาเรื่องการลำดับความสำคัญของ "สาเหตุ" ของปัญหา
คอ ป. ร่ายรายการ "สาเหตุ" ของปัญหามาถึง 25 ข้อ โดยไม่จัดลำดับความสำคัญของสาเหตุแต่ละปัจจัยเลย. คอป. กล่าวว่า "วิกฤติความขัดแย้งในประเทศไทยนั้นเกิดจากรากเหง้าของปัญหาที่โยงใยกัน อย่างซับซ้อน ไม่มีมูลเหตุใดเพียงลำพังที่จะสามารถอธิบายปัญหาความขัดแย้งได้". แต่การที่สาเหตุแต่ละสาเหตุมีความเกี่ยวข้องโยงใยกันนั้น ไม่ได้หมายความว่าทุกสาเหตุจะสำคัญเท่ากัน. และมันก็ไม่ได้เป็นข้ออ้างให้ คอป. ปัดความรับผิดชอบในการวิเคราะห์ว่าปัจจัยใดสำคัญมาก ปัจจัยใดสำคัญน้อย.
ในทางหนึ่ง การที่ คอป. หลีกเลี่ยงจะระบุว่าปัจจัยใดสำคัญมาก ปัจจัยใดสำคัญน้อย เป็นการชวนให้เข้าผิดว่าปัจจัยทุกข้อที่ คอป. เสนอมานั้นสำคัญเท่ากัน: "การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549" มีส่วนทำให้เกิดความขัดแย้งเท่าๆ กับ "การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ"; และ "ตุลาการภิวัฒน์" มีส่วนทำให้เกิดความขัดแย้งพอๆ กับการล้อเลียนพรรคเพื่อไทยว่า "พรรคเผาไทย" และการล้อเลียนพรรคประชาธิปัตย์ว่า "พรรคประชาวิบัติ".
ข้อบกพร่อง 4: คอป. ไม่แยกแยะประเภทของ "สาเหตุ" ของปัญหา
"สาเหตุ" ของปัญหานั้นมีอยู่หลายแบบ. ในมิติหนึ่ง เราต้องแยกความต่างระหว่างสาเหตุที่เฉพาะเจาะจงกับปัญหาหนึ่งๆ ("สาเหตุเฉพาะเหตุการณ์") กับสาเหตุที่โดยทั่วไปแล้วไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็จะก่อให้เกิดปัญหา ("สาเหตุทั่วไป"). ลองพิจารณาตัวอย่างเช่น การที่คนขับรถของกษัตริย์ออสเตรียเลี้ยวรถผิดทาง จนเป็นเหตุให้กษัตริย์ถูกลอบสังหารในเซอร์เบีย ซึ่งทำให้ออสเตรียประกาศสงครามกับเซอร์เบียแล้วเกิดเป็นจุดเริ่มต้นของ สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง. ในกรณีนี้การที่คนขับรถเลี้ยวรถผิดทางเป็นสาเหตุหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ หนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง แต่ไม่ใช่สาเหตุของสงครามโดยทั่วไป. คนที่พยายามป้องกันการเกิดสงครามในอนาคตด้วยฝึกให้คนเลี้ยวรถถูกทางนั้น เป็นคนโง่เขลาที่สับสนระหว่าง "สาเหตุเฉพาะเหตุการณ์" กับ "สาเหตุทั่วไป".
รายงาน ของ คอป. พูดถึงสาเหตุของปัญหาการเมือง โดยไม่แยกแยะระหว่างสาเหตุเฉพาะเหตุการณ์ กับสาเหตุทั่วไป. "ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ" อาจเป็นสาเหตุเฉพาะเหตุการณ์ของความขัดแย้งในการเมืองไทย แต่ไม่ใช่สาเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองโดยทั่วไป เพราะมีความขัดแย้งทางการเมืองมากมายที่ไม่ได้เกิดจากความเหลื่อมล้ำทาง เศรษฐกิจ (เช่น อาจเกิดจากความไม่พอใจของคนจำนวนมากที่ถูกริดรอนสิทธิพื้นฐานทางการเมือง เป็นต้น). ในแง่นี้ การที่ คอป. เสนอว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็น "สาเหตุ" หนึ่งของปัญหาการเมือง แล้วเสนอว่าเราควรแก้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเพื่อป้องกันความขัดแย้งทาง การเมือง จึงโง่เขลาไม่ต่างจากการเสนอให้ป้องกันสงครามด้วยการฝึกให้คนเลี้ยวรถถูก ทาง. รายงานของ คอป. เต็มไปด้วยความสับสนระหว่างสาเหตุเฉพาะเหตุการณ์กับสาเหตุทั่วไป.
ข้อบกพร่อง 5: คอป. (จงใจ?) หลงลืมสาเหตุสำคัญบางประการของปัญหา
ใน ขณะที่ คอป. กล่าวถึงปัจจัยที่เล็กน้อย อย่างการตั้งฉายาพรรคการเมืองและการโฟนอินของทักษิณ ว่าเป็น "สาเหตุ" ของปัญหา แต่ คอป. กลับละเลยปัจจัยหลายอย่างที่สำคัญต่อปัญหาการเมืองอย่างชัดแจ้ง. หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของปัญหาการเมืองตั้งแต่รัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา คือการริดรอนสิทธิพื้นฐานทางการเมืองของคนจำนวนมหาศาล. เมื่อใดที่คนนับสิบล้านคนที่ตระหนักถึงสิทธิทางการเมืองของตัวเอง ถูกริดรอนสิทธิในการเลือกรัฐบาลของเขาไปด้วยการก่อรัฐประหาร, การพิพากษาล้มล้างผลการเลือกตั้ง, การยุบพรรคการเมือง และการตัดสิทธินักการเมือง เมื่อนั้นความขัดแย้งทางการเมืองที่ใหญ่และรุนแรงย่อมหลีกเลี่ยงได้ยาก.
ข้อบกพร่อง 6: คอป. เข้าใจความคิดของมวลชนที่เป็นคู่ขัดแย้ง อย่างผิวเผินและคลาดเคลื่อน
ความ ขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่รัฐประหารเป็นต้นมานั้น ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำ แต่เป็นความขัดแย้งที่มีมวลชนเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งหลักด้วย. ดังนั้น ในการทำความเข้าใจสาเหตุของความขัดแย้ง จึงสำคัญอย่างยิ่งที่ คอป. จะต้องทำความเข้าใจความคิดของมวลชนในความขัดแย้ง. แต่รายงานของ คอป. นั้นกล่าวถึงแนวคิดของกลุ่มมวลชนเพียงสั้นๆ เท่านั้น และในส่วนที่กล่าวถึงก็กล่าวสรุปแบบผิวเผินและคลาดเคลื่อน.
(๑) กลุ่มที่เชื่อว่ามีประชาธิปไตยแบบที่จับต้องได้ โดยมองว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่อง ของเสียงข้างมาก มีนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ ซึ่งเห็นว่าถ้าได้รับเลือกตั้งจะมี อำนาจสิทธิขาดในการบริหารประเทศ ได้แก่ "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)" ที่เชื่อว่า รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ตอบสนองความต้องการประชาชนรากหญ้า ส่งผลให้เกิด รัฐบาลเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้ง และอ้างสิทธิการเป็นตัวแทนของประชาชนอันเป็น ความชอบธรรมตามหลักการเสียงข้างมากในระบอบประชาธิปไตย แม้จะมีการคอร์รัปชั่นบ้างก็ตาม
(๒) กลุ่มที่เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องของความโปร่งใส และการถูกตรวจสอบ ความเชื่อที่แตกต่างของกลุ่มทั้งสองดังกล่าว ทำให้การนำประชาธิปไตยไปใช้มี ความแตกต่างกัน ได้แก่ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” มีความเชื่อว่าประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ต้องมีความชอบธรรม ปราศจากการคอร์รัปชั่น มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และผู้มีอานาจรัฐต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบตลอดเวลา (Accountability)
…
การ มีฐานความเชื่อที่ต่างกันเช่นนี้เป็นการเลือกมองประชาธิปไตย เฉพาะส่วนที่ตรงกับความเห็นของฝ่ายตน ซึ่งเป็นความจริงเพียงส่วนเดียว" (น. 207)
นี่ เป็นมุมมองที่ผิวเผินและคลาดเคลื่อน. ในลำดับแรก ผมยังไม่เคยเห็นหลักฐานใดๆ เลยที่บ่งชี้ว่า นปช. เชื่อว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งสมควรมี "อำนาจสิทธิขาดในการบริหารประเทศ" โดยไม่ต้องถูกตรวจสอบ. และ คอป. เองก็ไม่ได้ให้หลักฐานใดๆ ไว้. ความจริงที่รับรู้กันอยู่ทั่วไปคือ นปช. ปฏิเสธองค์กรอิสระและตุลาการที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร และประกอบขึ้นด้วยบุคคลที่เป็นปรปักษ์กับพรรคไทยรักไทยเป็นการเฉพาะ แต่ไม่ได้ปฏิเสธกลไกการตรวจสอบรัฐบาลในรูปแบบปกติ. การที่ นปช. เรียกร้องให้องค์กรอิสระและตุลาการต้องมีที่มาถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย (คือต้องยึดโยงกับประชาชน) ไม่ได้หมายความว่า นปช. ปฏิเสธการมีองค์กรอิสระและตุลาการโดยทั่วไป.
สรุปบทวิจารณ์
รายงานของ คอป. ส่วนที่ว่าด้วยสาเหตุและรากเหง้าของปัญหาการเมืองบกพร่อง ร้ายแรงทั้งในระดับ กรอบแนวคิดพื้นฐานในการวิเคราะห์ และในระดับรายละเอียดของคำอธิบายสาเหตุของปัญหาการเมือง. ข้อบกพร่องเหล่านี้เป็นข้อบกพร่องพื้นฐานที่ไม่ควรปรากฏแม้แต่ในงานวิชาการ ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีและโท อย่าว่าแต่จะปรากฏในงานวิจัยที่ใช้เวลาร่วมสามปีและงบประมาณหลายสิบล้านใน การจัดทำ. รายงานในส่วนนี้แสดงให้เห็นว่า คอป. เข้าใจปัญหาการเมืองไทยแบบผิวเผินและฉาบฉวยอย่างยิ่ง. ด้วยความเข้าใจในระดับนี้ ผมมองไม่เห็นว่า คอป. จะอยู่ในจุดที่จะ "เสนอแนะ" ทางออกของปัญหาการเมืองได้อย่างไร.
เหตุป่วนใต้เช้ายันเย็น วันเดียวตาย 4 เจ็บ 4
ที่มา ประชาไท
Sun, 2012-09-30 17:11
ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน กองอานวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) รายงานเหตุการณ์ประจำวันที่ 29 กันยายน 2555 โดยตลอดวันตั้งแต่เช้าไปจนถึงช่วงเย็น มีทั้งหมด 7 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บ 4 คน ดังนี้
เวลา 07.30 น.คนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ยิง ด.ต.มุสตอพา แลแฮ อายุ 44 ปี ตำรวจกองกำกับการ สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัด(กก.สส.ภ.จว.) ปัตตานี ที่หน้าพักของตัวเอง ที่บ้านสือดัง หมู่ที่ 4 ต.เตราะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี กระสุนปืนถูกศีรษะ 1 นัด ได้รับบาดเจ็บสาหัส
เวลา 07.45 เกิดเหตุระเบิดบริเวณริมถนนสาย 42 สะพานบ้านลาคอ เขตรอยต่อระหว่าง ต.ตะบิ้ง - ต.มะนังดาลา อ.สายบุรี จ.ปัตตานี แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ โดยคนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่อง ไม่ทราบภาชนะบรรจุ และการจุดชนวน มาซุกซ่อน ไว้ เป้าหมายเพื่อลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐที่เดินทางโดยรถยนต์มาประชุมที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี แต่รถของเจ้าหน้าทีชุด ชป.ฉก.ทพ.46 ขับรถผ่านไปก่อนแล้วจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ
ต่อมาคนร้ายอีกชุดได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าว แต่กระสุนปืนพลาดเป้าไปถูกรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแจส สีเทา ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ซึ่งเป็นรถของนางวริยา ขวัญนุ้ย ชาวบ้าน ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ที่ขับรถตามทำให้รถยนต์เก๋งได้รับความเสียหาย ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
เวลา 07.45 น. คนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ประกบนางสาวเสาวลักษณ์ อินทรวิสุทธิ์ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 147 บ้านถ้ำเหนือ หมู่ที่ 4 ต.หน้าถ้า อ.เมือง จ.ยะลา กระสุนปืนถูกบริเวณแผ่นหลัง 1 นัด ได้รับบาดเจ็บสาหัส และ เสียชีวิต ในเวลาต่อมา ส่วนนายปริญา สิทธิพันธ์ อายุ 29 ปี ชาวบ้านตะวันออก หมู่ที่ 5 ต.ลำพระยา อ.เมือง จ.ยะลา กระสุนปืนถูกบริเวณเข่าซ้าย ซึ่งทั้งสองคนเป็นสามีภรรยากัน เหตุเกิดขณะกำลังขับขี่รถจักรยานยนต์ไปซื้อของที่ อ.เมือง จ.ยะลา เหตุเกิดบนถนนสาย 4065 บ้านเนียง - ท่าสาป บ้านท่าสาป หมู่ที่ 1 ต.ท่าสาป อ.เมือง จ.ยะลา สาเหตุอยู่ระหว่างตรวจสอบ
เวลา 09.30 น.คนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ลอบยิงนางสาวดวงเนตร คาศรี อายุ 37 ปี ชาวบ้านบันนังบูโบ หมู่ที่ 3 ต.ถ้าทะลุ อ.บันนังสตา จ.ยะลา กระสุนถูกบริเวณแก้มขวา 2 รู ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดขณะนางสาวดวงเนตรกำลังขับขี่รถจักรยานยนต์เพียงลาพังอยู่บนถนนสาย 410 มุ่งหน้าเข้าพื้นที่เขต อ.เมือง จ.ยะลา บริเวณบ้านกาโสด หมู่ที่ ถ ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา สาเหตุอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
เวลา 11.10 น. คนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน ใช้อาวุธปืนพกไม่ทราบขนาด ยิงนายมาหะมะ อาแว อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45/5 หมู่ที่ 5 บ้านจือแรบาตู ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะยืนขายของอยู่ริมถนนหน้ามัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี สาเหตุอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
เวลา 13.00 น.คนร้าย ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน ใช้อาวุธปืนสงคราม และอาวุธปืนพกไม่ทราบขนาด ประกบยิงนางกิตติมา นัดทอง เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และนายสุนทร นัดทอง ได้รับบาดเจ็บ ทั้งสองเป็นสามีภรรยา เหตุเกิดขณะทั้งสองขับรถกระบะยี่ห้อ นิสสัน ฟรอนเทียร์ ทะเบียน บจ 8947 ปัตตานี มุ่งหน้าพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เหตุเกิดบริเวณบ้านบาโงปะแต หมู่ที่ 1 ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส สาเหตุเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
เวลา 14.40 น.คนร้ายไม่ทราบจำนวน ขับรถยนต์เก๋งไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน เป็นพาหนะ ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิด และขนาด ประกบยิง นายเกื้อม สุขการ อายุ 74 ปี อยู่บ้านเลขที่ 25 บ้านเหมืองล่าง หมู่ที่ 5 ต.ตาชี อ.ยะหา จ.ยะลา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น เวฟ หมายเลขทะเบียน กบค 279 ยะลา เหตุเกิดบริเวณบ้านอาเส็น หมู่ที่ 6 ต.ยะหา อ.ยะหา จ.ยะลา สาเหตุเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
สรุปปาฐกถาเกษียร เตชะพีระ: นักกฎหมายไทยกับการรัฐประหาร
ที่มา ประชาไท
Sun, 2012-09-30 14:26
วิดีโอและสรุปปาฐกถา เกษียร เตชะพีระ ในงานเสวนานิติราษฎร์ 2
ปีนิติราษฎร์ 6 ปีรัฐประหาร
มุมมองจากนักรัฐศาสตร์ที่มองพัฒนาการบทบาทของนักกฎหมายในการสร้างความชอบ
ธรรมให้รัฐประหาร
หน้าที่ในเชื่อมรอยต่อเผด็จการกับประชาธิปไตยให้เรียบเนียน
โดยยึดถือการดำรงอยู่และอำนาจของสถาบันกษัตริย์

เกษียร กล่าวว่า ความสัมพันธ์ของนักกฎหมายไทยกับรัฐประหารเหมือน “ผีเน่ากับโลงผุ” คือ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้บริการกับภาชนะเครื่องมือที่ไม่เลือกนาย คือ ต่อให้เป็นผีเน่าก็ช่าง ถ้าเรียกใช้บริการของโลงผุแล้ว โลงผุก็พร้อมจะสนองรับใช้ ซึ่งผลของมันก็คือ หลักนิติธรรมของรัฐก็ผุผังสึกกร่อนกันไปหมด
โดยเกษียร ได้หยิบยกบทกลอนของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่เขียนถึงผีเน่ากับโลงผุว่า
ฉันนั้นความเปื่อยเน่าเป็นของแน่ ย้อมเกิดแก้ความนิ่งทุกสิ่งสม
แต่แล้วความเน่าในเปือกตม ก็ผุดพรายให้ชมซึ่งดอกบัว
“ผมคิดว่านิติราษฎร์ คือ ดอกบัวที่ผุดพรายขึ้นมาจากความเปื่อยเน่า” เกษียรกล่าว
เกษียร กล่าวถึงประเด็นนักกฎหมายกับการรัฐประหาร โดยอ้างคำพูดของ ไพศาล พืชมงคล กับการรัฐประหาร คปก. ไพศาลเป็นนักกฎหมายคดีการเมือง อดีตนักเคลื่อนไหวสมัย 14 ต.ค. 6 ต.ค. ไพศาลจับภาพความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างนักกฎหมายกับรัฐประหารอย่างชัดเจน มีชีวิตชีวา ซึ่งความตอนหนึ่งระบุว่าต้องเดินทางเขาไปยังกองบัญชาการทหาร โดยมีโน้ตบุ๊กและตำรารวมทั้งกฎหมายต่างๆ อย่างฉุกเฉินกลางดึก
ทำไม ทหารต้องการนักกฎหมายเวลาก่อรัฐประหาร เกษียร เตชะพีระ กล่าวว่า ศาสตราจารย์ เฟรด วอเรน ริกส์ เสนอว่าการเมืองไทยเป็นอำมาตยาธิปไตย โดยมีความสัมพันธ์แบบสนธิพลังร่วมระหว่างทหารกับข้าราชการพลเรือน คือทหารเท่านั้นที่ยึดอำนาจได้เพราะมีกำลังอาวุธ ขณะที่ข้าราชการพลเรือนไม่มี แต่แม้ทหารจะขึ้นเป็นผู้นำก็ต้องอาศัยข้าราชการพลเรือนที่จะสามารถทำในสิ่ง ที่ทหารขาด คือ ความรู้ ความชำนาญ ประสบการณ์ด้านเทคนิคอันสลับซับซ้อน เช่น ต้องออกประกาศคำสั่ง ต้องร่างรัฐธรรมนูญ วางแผนเศรษฐกิจ การทูต ฯลฯ ทหารจึงต้องแบ่งอำนาจให้ข้าราชการพลเรือน เนติบริการ รัฐศาสตร์บริการ เทคโนแครตการคลังการเงิน ผีเน่าจึงต้องการโลงผุด้วยประการฉะนี้
เกษียร ยังกล่าวถึงสองสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่จากการปฏิวัติ2475 คือ นิติรัฐ และการใช้กำลังทหารยึดอำนาจ ในช่วงของรัฐบาลจอมพล ป.จะพบว่ามีความพยายามประสานสองหลักนี้ คื มีหลักนิติรัฐอยู่และเหนี่ยวรั้งไม่ให้เป็นเผด็จการ ตลอดสมัยรัฐบาลจอมพลป. จะดีจะชั่วหลักนิติรัฐยังมี แต่ยังมีการใช้กำลังบังคับ ไม่ว่าจะเป็นศาลพิเศษหรือออกกฎหมายพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่มันยังมีสมดุลบางอย่างระหว่างของใหม่สองอย่างที่เป็นไปได้ว่าจะขัดกัน
ดุล มาเสียไปหลัง 2490 เข้าสู่ยุคจอมพล ป. สมัยสอง เหลือแต่จอมพล ป. คณะทหารและเผ่า ศรียานนท์ มาคุมตำรวจ เริ่มมีการใช้อำนาจเถื่อนของผู้รักษากฎหมายโดยเฉพาะตำรวจ มีการใช้กำลังบังคับ จี้ลักพาตัว ฆ่าปิดปาก โดยพลตำรวจอัศวินแหวนเพชร และการฆาตกรรมทางการเมืองก็เริ่มอย่างเป็นเรื่องเป็นราว คนที่เคยเห็นหน้าค่าตาลุกขึ้นมาฆ่ากันเป็ฯว่าเล่นเป็นสิบๆ ศพ มีการฆ่าทางการเมือง ปูทางไปสู่จุดสุดยอดในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คือ ไปสู่ยุค ‘กฎหมายนั้นหรือก็คือกู’ มีการใช้กำลังบังคับด้วยอำนาจเผด็จการ ยิงเป้า จับคนขังคุก ยึดทรัพย์ ปฏิวัติ และสุดท้ายการฆ่ากันทางการเมืองได้ขยายมาสู่การฆ่าประชาชนซึ่งต้องสงสัยว่า เป็นผู้ก่อการร้ายทางการเมือง เช่น กรณีถีบลงเขาเผาลงถังแดง
นี่คือ หลัก The Rules of Law กลายมาเป็น The Rules of กู, มีการบัญญัติมาตรา 17 ในธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2502 ที่ระบุว่าให้อำนาจนายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการหรือ กระทำการใดๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบ ด้วยกฎหมาย นี่คือการทำให้หลักกูกลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายอย่างเป็นระบบ และเมื่อกระทำการใดๆ แล้วก็แจ้งให้สภาทราบ เช่นยิ่งเป้าคนแล้วค่อยมาบอกสภา
อะไร คือผลของมาตรา 17 มันคือการรวบอำนาจบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการไว้ในมือนายกรัฐมนตรีคนเดียว มันคือการทำให้อำนาจอาญาสิทธิ์แก่คนๆ เดียวได้ปกครองอย่างไม่มีใครขัดขวางได้ กลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญโดยเอาไปบัญญัติไว้ในมาตรา 17 จะบัญญัติเช่นนั้นได้ต้องใช้นักกฎหมาย นักกฎหมายจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสถาปนาหลักกูแทนที่หลัก The Rules of Law เกิดนิติธรรมอย่างไทยขึ้น
เกษียร กล่าวว่า อาจารย์เสน่ห์ จามริก ชี้ไว้ในหนังสือการเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญว่า บรรดาประกาศ คำสั่งคณะปฏิวัติที่ก่อโดยคนถือปืน ได้รับการปฏิบัติต่อจากนักกฎหมายว่า ศักดิ์สิทธิ์เทียบกฎหมายที่ผ่านสภาฯ โดยชอบ นี่เปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของนักนิติศาสตร์ไปอย่างมหาศาล ซึ่งปรีดี พนมยงค์เคยกล่าวว่า หน้าที่ของนักกฎหมายคือการอธิบายหลักที่ว่าด้วยสิทธิของมนุษยชนอันจำเป็นสูง สุดในการศึกษากฎหมายปกครอง และยืนยันว่ากำเนิดแห่งระบอบรัฐธรรมนูญไทยเป็นข้อตกลงหรือสัญญาอันเป็นพระ ราชประสงค์ของพระปกเกล้าฯ ที่เป็นแม่บทสำคัญ ไม่อาจถวายคืนได้
แต่ หลักการนี้ได้เปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญโดยนักนิติศาสตร์ในระบอบประชาธิปไตยแบบ หลัง 14 ตุลาฯ เช่นบวรศักดิ์ อุวรรณโณ, มีชัย ฤชุพันธ์, วิษณุ เครืองาม นำเสนอตีความว่ากำเนิดแห่งรัฐธรรมนูญไทยนั้นเป็นพระบรมราชานุญาต และดังนั้นการถวายพระราชอำนาจคืน ในความหมายถวายอำนาจอธิปไตยคืนจึงเป็นไปได้ในหลักกฎหมายและทำได้ในความเป็น จริง และยังได้อธิบายความชอบธรรมแห่งธรรมราชา จนหลักเหล่านี้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติส่วนที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของรัฐ ธรรมนูญไทย
“ฝรั่งนั้นเสมอภาคกันแบบลูกกำพร้าไม่มีพ่อ ไม่สามารถซาบซึ้งกับหลักพ่อปกครองลูกแบบไทยๆ ได้” เกษียรกล่าว
เขา กล่าวด้วยว่า บทบาทสำคัญของนักกฎหมายกลุ่มนี้คือ หนึ่ง เป็นช่างเทคนิคด้านอำนาจอธิปไตยแห่งรัฐ โดยนักกฎหมายเหล่านี้มีความสามารถเป็นพิเศษในการจำกฎหมายจำนวนมาก ใครๆ ต้องวิ่งไปหามีชัย บวรศักดิ์ วิษณุ บุคคลเหล่านี้ ก็จะไปนั่งตำแหน่งสำคัญด้านกฎหมายเป็นประจำ เป็นการส่งต่อกัน ไม่ว่าจะเป็น เลขานายก รองนายกฯ และคณะกรรมการกฤษฎีกา เรียกว่า เป็นช่างเทคนิคด้านอำนาจอธิปไตย
สอง นักกฎหมายเหล่านี้จะเกลี่ยเชื่อมรอยต่อการเมืองการปกครองระหว่าง ประชาธิปไตยกับเผด็จการ คือไม่ว่าจะเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตยก็ล้วนมีสิ่งเดียวกัน คือมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขทั้งสิ้น ดังนั้นการเปลี่ยนระบอบที่เป็นเรื่องใหญ่ในที่อื่นๆ จึงเป็นเรื่องเกลี่ยเชื่อมได้โดยรักษาสถาบันและความมั่นคงของสถาบันไว้เป็น หลัก โดยอ้างงว่าสถาบันกษัตริย์เป็นที่สถิตของอำนาจอธิปไตย การเปลี่ยนผ่านจึงลื่น เนียน เพราะมีสถาบันกษัตริย์เป็นหลักยึดอยู่ ท่านเหล่านี้ยังประสานหลักนิติธ
ปัญหา เกิดคือเมื่อมีนักกฎหมายที่ไมเห็นด้วย คือนิติราษฎร์ ซึ่งเป็น ‘ปีศาจ ของธรรมศาสตร์’ ดูง่ายๆ ก็คือ หาที่จัดงานยาก ต่างกับการจัดเวทีแบบอื่นๆ เช่น จะต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างไร แต่หัวข้อที่นิติราษฎร์จัดคือ การต่อต้านรัฐประหาร และมีอะไรบางอย่างที่แปลกใหม่ไม่เป็นที่คุ้นเคยในงานวิชาการ เช่น ก่อนเวทีเริ่มจะมีการเอาขนมไหว้พระจันทร์ หรือเอาหนังสือมาให้อ.วรเจตน์เซ็นต์ชื่อ
นอกจากนี้สิ่งที่นิติราษฎร์ทำนั้นผิดหลักธรรมชาติ ธรรมดาของนักกฎหมาย และแปลก คือไม่ยอมรับอำนาจของการรัฐประหาร ขณะที่รูปแบบกิจกรรมของนิติราษฎร์โดยเฉพาะในระยะหลัง เริ่มนำเสนอหัวข้อที่แหลมคมขึ้น เช่นการลบล้างผลพวงรัฐประหาร
เกษียร กล่าวถึงข้อเสนอต่อนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ระบุว่า คำขวัญของนิติราษฎร์ คือ ‘นิติศาสตร์เพื่อราษฎร’ นั้น น่าคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้เป็น ‘ธรรมศาสตร์เพื่อราษฎร’ เพราะนิติราษฎร์ไม่ได้โดดเดี่ยว หรือไม่มีเพื่อนมิตรที่เห็นด้วย แต่ควรมีการขยายแวดวงการเสวนาทางวิชาการ และรูปแบบอื่น ไม่เฉพาะการจัดตลาดวิชาการเพื่อมวลชน โดยกระบวนการนั้น นิติราษฎร์และเพื่อนนักวิชาการจะได้แลกเปลี่ยนและปรับแนวคิดให้หลากหลายขึ้น ไปสู่รัฐศาสตร์เพื่อราษฎร เศรษฐศาสตร์เพื่อราษฎร ประวัติศาสตร์เพื่อราษฎร วารสารศาสตร์เพื่อราษฎร เพื่อกลับไปสู่จิตวิญญาณเดิมของมหาวิทยาลัยแห่งนี้คือ ธรรมศาสตร์ทั้งธรรมศาสตร์เพื่อราษฎร

‘สาวตรี’ วิจารณ์ข้อเสนอ คอป. ชี้ประโยชน์และปัญหา
ที่มา ประชาไท
Sun, 2012-09-30 17:54
30 ก.ย.55 ในช่วงท้ายของเวทีเสวนา 2 ปีนิติราษฎร์ 6 ปีรัฐประหาร
ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สาวตรี สุขศรี
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์
กล่าวถึงรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง
แห่งชาติ (คอป.) ว่า หลังจากได้อ่านรายงานมีหลายจุดที่ค่อนข้างมีประโยชน์
เช่น มีข้อเท็จจริงจำนวนหนึ่งที่ใช้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ แต่ปัญหาคือ
ข้อมูลดิบที่แสดงมีไม่เพียงพอ
สาวตรีกล่าวว่า แล้ว คอป.
เกี่ยวอะไรกับนักกฎหมายและรัฐประหาร เราทราบกันดีว่าในคอป.
มีนักกฎหมายค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าเราดูทัศนคติก็ดี หรือตัวรายงานก็ดี จะพบว่า
คอป. อาจไม่ใช่นักกฎหมายที่รับใช้รัฐประหารโดยตรง
แต่ปัจจุบันก็มีการตั้งคำถามกันว่า
คอป.รับใช้รัฐบาลที่เป็นผลพวงของรัฐประหารหรือไม่
“คอป.อาจถูกเปลี่ยนชื่อเป็น คณะกรรมการแอบอ้างความเป็นกลางเพื่อรับรองความชอบธรรมให้กับการปราบปรามประชาชน” สาวตรีกล่าว
สาว
ตรีกล่าวต่อว่า หลังอ่านรายงานอย่างละเอียดจะพบประเด็นปัญหาคือ 1)
ที่มาของ คอป.ที่มีการแต่งตั้งและคัดเลือกในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ซึ่งเป็นฝ่ายที่ปราบปรามประชาชน
ลักษณะของความเป็นกลางจึงถูกตั้งคำถามแต่แรก 2)
ปัญหาการอ้างอิงแหล่งข้อมูล
จะเห็นว่ามีการเทน้ำหนักพยานหลักฐานไปที่ฝ่ายรัฐ
เต็มไปด้วยคำให้การของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการ แต่ในส่วนของชาวบ้าน
ผู้เห็นเหตุการณ์มีน้อยมาก 3) ในรายงานราว 300 หน้า
กว่าครึ่งพยายามอธิบายปัญหาที่
คอป.มองว่าก่อให้เกิดความไม่ปรองดองหรือความขัดแย้งยืดเยื้อ
ซึ่งเราจะพบปัญหาในการมองปัญหา เช่น
คอป.สรุปปัญญาคดีหลายคดีในศาลรัฐธรรมนูญว่าศาลทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง
แต่รายละเอียดมีแค่คดีซุกหุ้นเท่านั้น คดีอื่นๆ ไม่มีรายละเอียดเลย ,
ในการพูดถึงปัญหาเรื่องการชุมนุมปิดสถานที่ต่างๆ
เปรียบเทียบระหว่างฝ่ายเสื้อเหลืองและเสื้อแดงแดง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือผลพวงจากการปิดสนามบินไม่มีปรากฏ
แต่เน้นเรื่องการปิดสถานที่ต่างๆ ของคนเสื้อแดง รวมถึงผลพวงของมัน
นี่คือลักษณะที่แสดงทัศนะออกมา , คอป.พูดถึงปัญหาผังล้มเจ้า โดยบอกว่า ศอฉ.
แสดงชัดเจนว่ามีผังล้มเจ้า แต่คอป.ไม่ระบุเลยว่าในที่สุด
ศอฉ.ประกาศว่าไม่มีหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น ,
คอป.ยกเรื่องการอ้างสถาบันของฝายต่างๆ ทำให้เกิดปัญหายืดเยื้อ
พร้อมเสนอว่าควรหยุดอ้างได้แล้ว
แต่ในรายงานไม่เคยมีการวิเคราะห์ให้เห็นบทบาทของสถาบันเองนับแต่การรัฐ
ประหารเป็นต้นมา และไม่มีการยกว่าเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด
สาว
ตรีกล่าวต่อว่า
ปัญหาสำคัญสำหรับคอป.คือการคอรัปชั่นของนักการเมืองซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคน
ทราบดี แต่สถาบันศาล สถาบันทหาร
องค์กรอิสระก็มีปัญหาเรื่องคอรัปชั่นเช่นกัน
แม้กระทั่งองคมนตรีเองก็เคยถูกต้องคำถามจากประชาชน
คอป.จำเป็นต้องวิเคราะห์เรื่องเหล่านี้ด้วย
ประเด็นเรื่อง ชายชุดดำ
สาวตรีกล่าวว่า ในทางกฎหมาย ทุกวันนี้ ศาล อัยการ พนักงานสอบสวน
ไม่สามารถชี้ได้ว่าชายชุดดำเป็นฝ่ายใคร มีจำนวนเพียงไร แต่ในรายงาน คอป.
มีการเขียนถึงเรื่องนี้เยอะ
และพยายามเขียนอย่างมากว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนเสื้อแดง ผู้ชุมนุม
และเขีนเกริ่นๆ สรุปแตะๆ ให้คิดต่อเอาเองว่า
เหตุที่เจ้าพนักงานต้องยิงเพราะมีชายชุดดำอยู่ในที่ชุมนุม
ลักษณะแบบนี้นำไปสู่การตัดสินว่า ชายชุดดำแท้ที่จริงคือคนเสื้อแดง
เจ้าพนักงานยิงเพราะเป็นการตอบโต้ ถามว่าในฐานะมีนักกฎหมายร่วมอยู่หลายคน
คอป.สรุปแบบนี้ได้อย่างไร
“เรื่องพยานหลักฐานนั้นก็สำคัญมากสำหรับ
นักกฎหมาย การสลายการชุมนุมเต็มไปด้วยพยานหลักฐานในสถานที่การชุมนุม
สิ่งที่เกิดหลังการสลายการชุมนุมคือ บิ๊กคลีนนิ่งเดย์
มีการล้างทำความสะอาดพยานหลักฐานทั้งหมด แต่เรื่องนี้ คอป.ไม่พูดถึงเลย”
สาวตรีกล่าว
เธอกล่าวด้วยว่า ข้อเสนอของ คอป.ที่สำคัญ คือ 1)
อยากให้ปสู่การปรองดองด้วยการยุติพฤติกรรมเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งทั้ง
หมดทั้งปวง ในรายงานพูดถึงความขัดแย้งคือการชุมนุม
นี่เป็นนัยยะแฝงที่คอป.ต้องการบอก คำถามคือ การเสนอแบบนี้ ไม่แก้ปัญหาเลย
ตราบใดที่ปัญหาในเชิงโครงสร้างยังอยู่ สิทธิของชาวบ้านยังแย่เหมือนเดิม
จะมาเรียกร้องให้ชาวบ้านหยุดเรียกร้องได้อย่างไร
ประเด็นต่อมาคือ
ยุติการอ้างสถาบัน (หน้า 256) คอป.เห็นว่าข้อเสนอที่ผ่านมาเกี่ยวกับสถาบัน
ยังไม่ได้รับการปฏิบัติตาม โดยเฉพาะนักการเมือง และกลุ่มการเมืองต่างๆ
ที่ยังคงพาดพิงสถาบัน เอามาเป็นประเด็นทางการเมือง
ขอให้ตระหนักว่าการกล่าวอ้างสถาบันยิ่งทำให้สถาบันอันตรายมากขึ้นและกระทบ
ต่อความมั่นคงของประเทศ ขอเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของคอป.
ทุกฝ่ายต้องงดการกล่าวอ้างถึงสถาบันเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
และกำหนดแนวทางที่มีผลในการเทิดทูนสถาบันให้อยู่เหนือความขัดแย้งทางการ
เมือง ...จะเห็นว่านี่เป็นการแฝงเอาแนวคิดราชาชาตินิยมมาปิดปาก ประชาชน
ปัญหาเกี่ยวกับสถาบันที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาความเข้าใจที่แตกต่าง
ความเชื่อที่แตกต่างกัน
ในเฟซบุ๊คมีการแชร์ภาพคุณยายที่ถือป้ายตั้งคำถามว่าผิดด้วยหรือที่รักในหลวง
คำตอบคือ ไม่ผิด แต่การแสดงความรักโดยการกระทืบคนอื่น
นั่นเป็นสิ่งผิดและเป็นการดึงสถาบันลงมา
บางคนอาจอยากถามว่าแล้วจะผิดอะไรหากมีบางคนไม่ได้คิดแบบคุณยาย
จะสามารถสร้างบทสนทนากันดีๆ ได้หรือไม่
“การแก้ปัญหาในประเด็นนี้ไม่
ใช่ให้ยุติการพูด แต่ต้องยิ่งพูดเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกัน
และลดการเคลือบแคลงต่างๆ ยิ่งให้ยุติยิ่งทำให้เกิดการพูดกันลับหลัง
ติฉินนินทา” สาวตรีกล่าว
ส่วนประเด็นเรื่อง 112
คอ.เสนอสองส่วนในการแก้ไขมาตรานี้ คือ ให้ลดโทษลง เหลือจำคุกไม่เกิน 7 ปี
ซึ่งนิติราษฎร์ยังถือว่าเยอะอยู่ และตั้งองค์กรพิเศษในการกลั่นกรองคดี คือ
สำนักพระราชวัง เรื่องนี้นิติราษฎร์เสนอไปแล้ว 7 ข้อ
และยังยืนยันว่าอย่างน้อยต้องแก้ทั้ง 7
ข้อดังกล่าวเพื่อให้มีการแสดงออกโดยสุจริตได้ อย่างไรก็ตาม แม้
คอป.เสนอเพียงเท่านี้ แต่ถ้าทำให้เรื่องนี้ขยับไปได้อีกเล็กน้อยก็ควรทำ
เสวนา ๒ ปี นิติราษฎร์ ๖ ปี รัฐประหาร
ที่มา thaifreenews
“ผมตั้งใจพูดกับท่านเป็นประเด็นหลักประเด็นเดียว
จัดทำรัฐธรรมนูญต้นฉบับและนำสู่สาธารณะต่อไป
http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42153.0
สติ๊กเกอร์ เรารักชาวนากำลังระบาดว่อนเน็ต
กรณีอ.นิด้า ยื่นศาลรธน.ให้รัฐบาลยกเลิกโครงการจำนำข้าวซะอ้างเป็นการทำลายกลไกการตลาด ขณะนี้กำลังเกิดกระแสตีกลับ
กลุ่มคนไทยที่ไม่เห็นด้วยระดมความคิดหลากหลาย ล่าสุด
จัดทำภาพสติ๊กเกอร์ เรารักชาวนา ส่งต่อแชร์กันว่อนเน็ต
ใครสนใจใคร่เชียร์ชาวนาฝากส่งใจช่วยแชร์สติ๊กเกอร์
เรารักชาวนา ด้วยนะเออ
ที่มาแชร์ภาพสติ๊กเกอร์เฟสบุ๊ค
⇩
คลิปงาน2ปีนิติราษฏร์6ปีรัฐประหาร
ที่มา Thai E-News

ถ่ายทอดสดโดยทีมงานม้าเร็ว http://speedhorsetv.blogspot.com อัพโหลดลงyoutubeโดย cofspeed ภาพประกอบจาก Internet freedom
คณะ
นิติราษฎร์ จัดงานเสวนา "๒ ปี นิติราษฎร์ ๖ ปี รัฐประหาร"
ที่หอประชุมศรีบูรพา (หอเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓๐ กันยายนที่ผ่านมา
มีประชาชนเข้าร่วมงานล้นหลามออกมานอกห้องประชุม


วรเจตน์ ภาคีรัตน์: เหตุใดจึงควรแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดสถาบันกษัตริย์
ที่มา Thai E-News
30 กันยายน 2555
ประชาไท "วรเจตน์ ภาคีรัตน์: เหตุใดจึงควรแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดสถาบันกษัตริย์"
สรุปการอภิปรายของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ กลุ่มนิติราษฎร์ ระบุว่า ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของรัฐประหาร 2490 คือ การฝังสำนึกห้ามแตะต้องรัฐธรรมนูญหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เพื่อให้สังคมไทยเดินไปข้างหน้าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเป็นจริงที่ ดำรงอยู่ต่อหน้าได้ ถ้าเราต้องการการปรองดองที่สถานฉันท์อย่างแท้จริง อย่างน้อยรัฐธรรมนูญต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ สถาบันการเมือง ศาล และกองทัพ

30 ก.ย.55 นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ร่วมเสวนาหัวข้อ “การรัฐประหารกับระบอบรัฐธรรมนูญ” ที่หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กล่าวว่ากิจกรรมต่อไปของนิติราษฎร์คือการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
ใน ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเวทีเสวนา วรเจตน์กล่าวว่า รัฐประหาร 2490 โดยผิน ชุณหวัณ เป็นต้นแบบของการทำรัฐประหารปัจจุบันคือ ล้มลางการปกครองแล้วเขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราว และจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ รัฐประหารครั้งที่เปลี่ยนแปลงการเมืองไทยไปโดยสิ้นเชิงคือจอมพลสมัยสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปี 2500 ตามด้วย รัฐประหารอีกครั้ง 2501 ใช้เวลายาวนานก่อนจะก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 รัฐประหารอีกครั้งที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อกฎเกณฑ์ตามกฎหมายในส่วนสถาบันพระ มหากษัตริย์ คือ รัฐประหารปี 2534 โดยพล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญชั่วคราวพ.ศ. 2534 ขึ้นมา
รัฐประหารที่สำคัญๆ นั้นส่งผลกระทบต่อรัฐธรรมนูญอย่างไร แม้บางช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจะปกครองไปในเชิงอำนาจนิยมบ้าง แต่ก็มีกฎหมายเหนี่ยวรั้งอยู่จนถึง พ.ศ. 2489 แต่หลังรัฐประหาร โดยผิน ชุณหวัณ เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2490ได้เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ มีผลเป็นการสถาปนาการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ก่อน รัฐประหารปี 2490 กฎเกณฑ์การถ่วงดุลของสถาบันทางการเมืองได้มาตรฐานสากลพอสมควร แต่หลังรัฐประหารครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญหลายเรื่อง
ประการ แรก คือ การจตัดตั้งให้มีคณะอภิรัฐมนตรี ถ้าครม. จะเปลี่ยนแปลงนโยบายจากเดิมที่ทำไว้ ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระมหากษัตริย์ก่อน
รัฐธรรมนูญปี 2492 ก็ได้เป็นต้นแบบให้รัฐธรรมนูญต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน คือ การกำหนดให้มีองคมนตรี และในกรณีที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการฯ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนฯ กำหนดห้ามยกเลิก-แก้ไขกฎมณเฑียรบาลว่าด้วนการสืบสันตติวงศ์ และอำนาจในการวีโต้กฎหมายของสถาบัน ซึ่งกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้สืบต่อมาถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
นี่จึงเป็น ที่มาที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้กลับไปใช้แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามแนวทางก่อนปี 2490 เพราะเป็นการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับองค์กรทางการเมือง ที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยมากที่สุด
แม้ปี 2517 รัฐธรรมนูญได้ถูกแก้ให้พระราชธิดาสืบสันตติวงศ์ได้ แต่หลายท่านก็ไม่ทราบยว่าหลังรัฐประหารปี 2534 ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ 2 เรื่อง คือ ในกรณีที่มีการแต่งตั้งแล้ว ให้เชิญรัชทายาทที่แต่งตั้งไว้โดยให้รัฐสภารับทราบ ต่างจากเดิมที่ให้รัฐสภาเห็นชอบ อีกประการคือ แม้ว่ารัฐธรรมนูญบางช่วงเช่น ปี 2492 จะถึงขนาดห้ามแก้ไขกฎมณเฑียรบาล แต่ปี 2517 ให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้โดยวิธีเดียวกับการแก้รัฐธรรมนูญ แต่กฎเกณฑ์นี้ได้รับการยกเลิกไปปี 2534 เพราะหลังรัฐประหาร รัฐธรรมนูญถาวรปี 34 เพิ่มเติมว่าการแก้ไขกฎมณเฑียรบาลเรื่องการสืบสัตติวงศ์กระทำได้โดยพระมหา กษัตริย์เท่านั้น และหลักดังกล่าวรับกันต่อมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2540-2550 คงไว้เหมือนเดิมทุกตัวอักษร
ขณะนี้กำลังมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ ใหม่ มีข้อห้ามในทางสาธารณะว่าจะไม่แตะต้องกฎเกณฑ์ในหมวดพระมหากษัตริย์ทั้งๆ ที่ไม่มีการห้ามไว้ในรัฐธรรมนูญ
ประเด็นสำคัญในการวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญก็มีการพูดถึงการแตะหรือเปลี่ยนแปลงหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ คำถามคือ การที่รัฐบาลยกร่างฯ แล้วไม่ให้แตะหมวดกษัตริย์ทั้งหมวดนั้นมากเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดไว้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดห้ามแก้แค่ 2 ประเด็นคือ ห้ามแก้ไขรูปของรัฐ การห้ามแก้เรื่องพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กับกับห้ามแก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ไม่ได้ห้ามแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ ไม่มีการห้ามไม่ให้แก้ไขเรื่ององคมนตรี
การห้ามแก้ไขดังกล่าวในร่างแก้ไขฯ ที่กำลังจัดทำนั้น จึงเป็นสิ่งที่มากกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
วร เจตน์ พบว่าการรัฐประหารในระบบกฎหมายไทย ส่งผลในทาง tradition (จารีต) ในหมู่นักกฎหมายไทยตั้งแต่ปี 2490 เป็นต้นมาว่า เมื่อผู้ใดยึดอำนาจรัฐแล้วสามารถใช้อำนาจนั้นได้อย่างมั่นคง เขาก็เป็นรัฏาธิปัตย์ ศาลและวงการกฎหมายก็เดินตาแนวคิดแบบนี้ แต่อย่างน้อยที่สุดการเดินตามแนวคิดแบบนี้ได้ก็ต้องมีการรัฐประหารสำเร็จ ไม่ได้แยกแยะการปฏิวัติในแง่การเปลี่ยนแปลงระบอบกับการแย่งชิงอำนาจรัฐออก จากกัน
อ.หยุด แสงอุทัย ได้เสนอไว้และตนมีความเห็นต่างคือ ประเด็นเรื่องความเป็นรัฎฐาธิปัตย์จากการทำรัฐประหาร โดยอ้างอิงจากศาลเยอรมันหลังสงครามโลกที่มีการสถาปนาอาณาจักรไรซ์ เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐไวมาร์ ตอนเกิดสาธารณรัฐไวมาร์ มีปัญหาว่าตอนเปลี่ยนระบอบ ตัวอำนาจที่ก่อตั้งใหม่จะถูกโต้แย้งไม่ได้ เพราะได้ตั้งอำนาจขึ้นสำเร็จแล้ว เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นรัฏฐาธิปัตย์ในระบอบการปกครองแบบใหม่ เป็นการเปลี่ยนรูปแบบรัฐ การปกครองไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่การแย่งชิงอำนาจจากรัฐบาลดังที่เกิดขึ้นในไทย ซึ่งมีความแตกต่างกัน
ถาม ว่าของเรามีคราวไหนที่เป็นการเปลี่ยนระบอบอย่างสิ้นเชิง ก็คือ การอภิวัฒน์ 2475 ในทางรัฐศาสตร์ชัดเจนว่าเป็นการปฏิวัติ แม้ไม่ได้เกิดจากการลุกฮือแต่ทำโดยกลุ่มคนคือคณะราษฎร เปลี่ยนระบอบและตั้งมั่นระบอบใหม่ขึ้น แต่การรัฐประหารโดยผิน ชุณหวัณ ไม่ได้เปลี่ยนความคิดผู้ทรงอำนาจรัฐ หรือระบอบการปกครอง แต่เป็นการแย่งชิงอำนาจรัฐบาล แต่นักกฎหมายไทยมักจะเอามาเทียบในระนาบเดียวกัน
เคยมีคนเสียดสีเมื่อ ครั้งนิติราษฎร์เสนอให้ลบล้างผลพวงรัฐประหารว่า ทำไมไม่เสนอให้ล้มล้างการอภิวัฒน์ 2475 เสียเลย นั่นเพราะเขาไม่เข้าใจว่า 2475 คือการเปลี่ยนตัวระบอบรัฐ มีคุณค่าที่แตกต่างไปจากการยึดอำนาจหรือล้มอำนาจรัฐบาลเฉยๆ เพื่อเปลี่ยนตัวรัฐบาล
วรเจตน์ กล่าวต่อว่า แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ความคิดนี้ก็ฝังแนบแน่นในทางกฎหมาย ทำให้เมื่อมีการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ต้องห้ามเปลี่ยนแปลงหมวดสถาบันฯ ส่งผลให้แก้ไขในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น เรื่ององคมนตรีไม่ได้ นี่เป็นความสำเร็จอย่างสูงสุดของการรัฐประหารปี 2490 และรัฐธรรมนูญปี 2492 ที่ได้ทำให้กฎเกณฑ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญปักหลักฝังแน่น ไม่มีใครตั้งคำถามว่าสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ไม่มีใครตั้งคำถามนี้อีกจนถึงปัจจุบัน แนวคิดนี้ก็ดำรงอยู่และจะดำรงอยู่ต่อไปตราบเท่าที่เราไม่สามารถพูดให้มีการ แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด โดย strict แค่การไม่แตะต้องรูปแบบการปกครอง
วร เจตน์ กล่าว่า สิ่งที่ปรากฏทุกวันนี้มันรุนแรงกว่า หรือมากกว่าการเขียนห้ามแก้รัฐธรรมนูญเสียอีก เพราะถึงแม้ทุกวันนี้จะไม่ได้ห้ามแก้ในเชิงลายลักษณ์ แต่ที่สุดแล้วทุกคนจะไม่กล้าพูดอย่างตรงไปตรงมา ว่ารัฐธรรมนูญให้แก้ไขหมวดสถาบันฯ ได้อย่างสันติ ผลคือการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เหนือการเมืองก็จะปรากฏเป็นจริงไม่ได้ เพราะถูกล็อกไว้โดยสำนึกที่สืบทอดมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2492
เขา กล่าวว่า สิ่งที่นิติราษฎร์เสนอลบล้างผลพวงการรัฐประหารนั้นเป็นเพียงเทคนิค แต่เราไม่ได้เสนอเลยไปถึงเรื่องสำนึกเพราะไม่สามารถเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ความสำเร็จของการทำรัฐประหารในสังคมไทยไม่ได้สำเร็จเพียงแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎ เกณฑ์รัฐธรรมนูญ แต่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของรัฐประหาร 2490 ก่อเกิดธรรมนูญชั่วคราว และรัฐธรรมนูญปี 2492 คือ การฝังสำนึกห้ามแตะต้องรัฐธรรมนูญหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์
“เพื่อ ให้สังคมไทยเดินไปข้างหน้า เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ต่อหน้าเราได้ ถ้าเราต้องการการปรองดอง ที่สมานฉันท์อย่างแท้จริง อย่างน้อยรัฐธรรมนูญต้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ สถาบันการเมือง ศาล และกองทัพ” วรเจตน์ กล่าว
เขากล่าวว่า แต่ตราบที่สำนึกเช่นนี้ยังมีอยู่ การเปลี่ยนแปลงโดยการเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญใหม่จึงไม่ได้ทำได้ง่ายนัก การรัฐประหารไม่ได้สำเร็จได้ด้วยอำนาจทหาร แต่สำเร็จได้โดยการไม่ต่อต้านหรือมองเห็นกฎเกณฑ์ที่เป็นผลผลิตของการ รัฐประหาร
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อเสนอของนิติราษฎร์ให้ย้อนไปสู่กฎเกณฑ์ก่อนปี 2490 คือ ต้องเปิดโอกาสให้คนที่เขาเห็นเป็นอย่างอื่นได้มีโอกาสพูดในที่สาธารณะ และมาอภิปรายกันว่า อะไรดีกว่า แล้วให้คนส่วนใหญ่ได้เลือกทางของเขาที่จะเดินต่อไปในวันข้างหน้าอย่างดี ที่สุดกับสังคมและประเทศชาติ
“ผมตั้งใจพูดกับท่านเป็นประเด็นหลักประเด็นเดียวเพราะผมเห็นว่าเป็น เรื่องสำคัญที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้”วรเจตน์ กล่าว
ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 1/10/55 ร้อนนัก..ขอไปพักร้อน
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

ทั้งแรงบีบ สารพัด อัดเข้าหา
มันสมชื่อ ตอแหลแลนด์ แดนสนธยา
ใครหน้าหนา ก็จิกกัด ฟัดให้ตาย....
ระเบียบหนึ่ง กฎเกณฑ์หนึ่ง ใช้แบบหนึ่ง
นำมาซึ่ง ความป่นปี้ ที่หลากหลาย
ใครหน้าบาง ถูกโดดเดี่ยว อยู่เดียวดาย
จึงฉิบหาย ย่อยยับ เพราะอัปรีย์....
จึงควรมี สปิริต รู้ผิดถูก
ช่วยกันปลูก สิ่งงดงาม ตามวิถี
คุณค่าคน ตัวชี้ชัด วัดเลวดี
ไร้ศักดิ์ศรี ก็สิ้นค่า ราคาคน....
เก้าอี้ใคร ร้อนนัก ไปพักก่อน
ล้มตัวนอน ให้สบาย คลายสับสน
ยุคสมัย เกมการเมือง เรื่องสัปดน
จึงเวียนวน แต่ชั่วโฉด โคตรเลวทราม....
หากประโยชน์ ลงตัว หัวร่อรื่น
ความชื่นมื่น มากแค่ไหน ไม่ต้องถาม
หากเงามืด กระหน่ำใส่ ให้ทุกลาม
ทุกผู้นาม ถอยตั้งหลัก พักเอาแรง....
สวัสดีวันใหม่ เดือนใหม่ และสิ่งใหม่ๆ ครับ
๓ บลา / ๑ ต.ค.๕๕
นักวิชาการจัดงาน 2 ปี นิติราษฎร์ 6 ปีรัฐประหาร รำลึก‘ลุงนวมทอง’
ที่มา uddred
มติชน 1 ตุลาคม 2555 >>>
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 30 ก.ย. ที่ห้องประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการจัดงาน 2 ปี นิติราษฎร์ 6 ปีรัฐประหาร โดยบรรยากาศมีการตั้งหุ่นจำลองด้านหน้าหอประชุม และนำทองแผ่นมาปิดที่รูปดังกล่าวเพื่อเป็นการระลึกถึง และมีการเปิดวีทีอาร์ คำสัมภาษณ์ นายนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่พุ่งชนรถถังในครั้งที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร และผูกคอตายในเวลาต่อมา จากนั้นมีการกล่าวสดุดีลุงนวมทอง โดยนายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว เรื่องนักกฎหมายไทยกับรัฐประหารว่า นักกฎหมายไทย กับรัฐประหารก็เหมือนผีเน่ากับโลงผุ ซึ่งเมื่อวันที่ 19 ก.ย. ก็มีนักกฎหมายที่เข้าร่วมร่างประกาศเพื่อบังคับใช้อำนาจ ซึ่งแม้ว่าการก่อรัฐประหารจะทำโดยทหาร แต่ก็ยังใช้ข้าราชการ พลเรือน นักรัฐศาสตร์บริการ มาช่วยในสิ่งที่ไม่ถนัด คือ เรื่องกฎหมาย โดยมีการทำรัฐประหารมาหลายสมัย ซึ่งสมัยจอมพล ป. แม้ว่าจะบังคับใช้อำนาจแต่ก็ยังอยู่ภายใต้กฎหมาย แต่เมื่อเข้าสู่สมัยจอมพลสฤษดิ์ มีการใช้อำนาจเผด็จการ มีการฆ่าประชาชน โดยทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย และทำให้เกิดความผิดเพี้ยนของอำนาจไปหลายอย่าง
หลายครั้งจากการรัฐประหารที่เห็น มักพบว่า นักกฎหมายที่เข้ามานั่งดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือ รองนายกรัฐมนตรี เป็นนักเทคนิคด้านอธิปไตย ซึ่งเป็นคนเชื่อมรอยต่อของเผด็จการและประชาธิปไตย การรัฐประหารแต่ละครั้ง จึงเห็นคนเหล่านี้เข้ามาทำงาน ทำให้การเปลี่ยนระบอบการปกครองมีความลื่น เนียน โดยอาศัยคำว่า เป็นการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเหมือนกัน ส่งผลให้การรัฐประหาร กลายเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นธรรมชาติ ธรรมดาของการปกครองแบบไทย
นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ กล่าวเสวนาการรัฐประหารกับรัฐธรรมนูญว่า เมื่อ 19 ก.ย. 2554 ได้ตั้งคณะนิติราษฎร์ขึ้น เพื่อให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตย แม้จะมีคนสนใจ แต่ก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เมื่อย้อนไปปีก่อน มีการเสนอการเอาผิดผู้ทำรัฐประหาร ซึ่งถือเป็นข้อเสนอแรก จากนั้น ก็มีการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 มีการเข้าชื่อและอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายชื่อ นับรายชื่อ เพื่อเข้าสู่การบรรจุเป็นวาระเพื่อพิจารณาของสภา จากนั้น มีข้อเสนอเพิ่มเติมทางกฎหมาย เรื่องการล้างนิรโทษกรรม และการปรองดอง เพื่อไม่ให้มีการนิรโทษคนที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ราชประสงค์ ส่วนข้อเสนอยุบศาลรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นข้อเสนอที่หายไปอย่างรวดเร็ว ขอยืนยันว่า ข้อเสนอดังกล่าวทำอย่างรอบคอบ เพราะหากยังมีศาลรัฐธรรมนูญ จะทำให้ไม่สามารถเดินหน้าได้
“สิ่งที่จะทำต่อไป คือ การเสนอข้อเสนอต่างๆ บนพื้นฐานหลักการทางวิชาการ ซึ่งคณะนิติราษฎร์ ไม่มีอำนาจทางการเมือง ทำให้ไม่สามารถผลักดันให้กลายเป็นกฎหมายได้ แต่อย่างไรก็ตาม ตนจะไม่เลิกเพื่อหวังว่าจะมีประโยชน์ในวันข้างหน้า โดยประชาชนต้องช่วยกันเผยแพร่ เพื่อให้ฝ่ายการเมืองสนใจและตราเป็นกฎหมายต่อไป เช่น การล้างนิรโทษกรรม หากมีการทำรัฐประหารขึ้นอีกก็จะมีการทำนิรโทษกรรมขึ้นอีก โดยสื่อกระแสหลักละเลยการนำเสนอเรื่องผลพวงรัฐประหาร เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ขัดต่อการปรองดอง ซึ่งการปรองดอง ควรทำบนพื้นฐานที่ถูกต้อง ไม่ละเลยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ทั้งนี้กิจกรรมที่จะทำต่อเมื่อเข้าปีที่ 3 คือ การจัดทำรัฐธรรมนูญต้นฉบับ เพื่อนำเสนอต่อไป
นายวรเจตน์ กล่าวว่า การรัฐประหารในระบบกฎหมายไทย ทำให้เกิดประเพณีว่า เมื่อยึดอำนาจได้แล้ว ถือว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เมื่อออกกฎเกณฑ์มา ก็ต้อปฏิบัติตาม โดยนักกฎหมายไม่แยกแยะการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และการแย่งชิงอำนาจออกจากกัน ซึ่งทำให้เกิดปัญหา เมื่อนิติราษฎร์ เสนอให้ล้มล้างผลพวงของการรัฐประหาร จึงมีเสียงค้านและให้นิติราษฎร์กลับไปค้านตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ครั้งแรก ดังนั้น เพื่อให้สังคมเดินไปข้างหน้า ถ้าต้องการรัฐธรรมนูญเชิงสร้างสรรค์ เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ต้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันการเมือง สถาบันตุลาการ ศาล องค์กรอิสระ สถาบันทหาร โดยทุกอย่างต้องทำพร้อมกัน หากอยากมีประชาธิปไตยที่แท้จริง ปฏิเสธไม่ได้ ว่า จะต้องเอาข้อเสนอของนิติราษฎร์ที่ให้ย้อนนำรัฐธรรมนูญก่อนปี 2490 มาเป็นต้นแบบ ซึ่งเชื่อว่ามีคนไม่เห็นด้วยแต่ต้องฟังเสียงของหลายๆคนเพื่อนำไปสู่การ เปลี่ยนแปลง
น.ส.สาวตรี สุขศรี นักวิชาการนิติราษฎร์ กล่าวว่า คอป.ควรเปลี่ยนชื่อเป็นคณะกรรมการแอบอ้างความเป็นกลาง เพื่อรับรองความชอบธรรม ให้มีการปราบปรามประชาชน ซึ่งจากการอ่านรายงานของคอป.เกือบ 300 หน้า มีข้อสงสัย คือ คอป.ถูกแต่งตั้งโดยรัฐบาลที่มีผลพวงจากรัฐประหาร ซึ่งจะมีความเป็นกลางในการตรวจสอบอย่างไร โดยครึ่งหนึ่งของรายงานอธิบายถึงปัญหา มากกว่าข้อเสนอที่จะทำให้เกิดความปรองดรอง ข้อสงสัยต่อมา คือ ความเป็นกลางของหน่วยงานต่างๆ แต่ไม่พูดว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีความไม่เป็นกลางหลายคดี แต่กลับระบุเพียงคดีซุกหุ้นเพียงคดีเดียว และพบว่า เรื่องการชุมนุมปิดพื้นที่ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ก่อให้เกิดปัญหาจำนวนมาก ขณะเดียวกันกลับไม่พูดถึงกรณีคนเสื้อเหลืองปิดสนามบินที่สร้างผลกระทบมหาศาล เช่นกัน
น.ส.สวตรี กล่าวต่อว่า ยังพบว่า คอป. บอกว่านักการเมืองคอร์รัปชั่น ในขณะเดียวกันกลับไม่มีการรายงานว่า การคอร์รัปชั่นของศาล องค์กรอิสระ หรือ องคมนตรี ที่มีข้อสงสัยเช่นเดียวกัน หรือ เรื่องชายชุดดำ ทำไมไม่มีใครชี้ว่าเป็นฝ่ายใคร ทั้งนี้พบว่าการสลายการชุมนุม มีหลักฐานจำนวนมาก ทั้งกระสุน รอยเลือด แต่กลับพบว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ก็มีการล้างเมืองครั้งใหญ่ทันที ทั้งที่มีหลักฐานจำนวนมาก ทั้งนี้มีข้อเสนอของคอป.จำนวนมาก เช่น การยุติความเสี่ยงที่ทำให้เกิดความรุนแรง ซึ่งการเสนอเหล่านี้ ที่ คอป.มองว่าจะทำให้เกิดความไม่ปรองดองนั้น ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้รับการแก้ไขเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำยังเกิดขึ้นในสังคม ปัญหาของประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไข
(ที่มา:ข่าวสดออนไลน์)
Sunday, September 30, 2012
โถ ค.อ.ป-รวย
ที่มา Voice TV

ใบตองแห้ง Baitonghaeng
VoiceTV Staff
Bio
คอลัมนิสต์อิสระอ่านรายงานฉบับเต็มของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการ ปรองดองแห่งชาติ (คอป.) แล้วผมก็อุทานออกมาอย่างช่วยไม่ได้ว่า “โถ ค.อ.ป-รวย” (ก็ใช้เงินไปตั้ง 65 ล้านบาท เหลือ 11 ล้านบาท ฮิฮิ)
ที่โวยอย่างนี้ไม่ได้บอกว่ารายงานฉบับนี้เป็นเท็จ หรือบิดเบือนเสียทั้งหมด ตรงข้าม รายงานบางส่วนสรุปความจริงได้ค่อนข้างกระจ่างแจ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อ 2.3 ข้อค้นพบเฉพาะกรณีในการตรวจสอบเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2553 ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้ชุมนุมเกือบทั้งหมดเสียชีวิตเพราะกระสุนที่ยิงมาจากทางฝ่าย ทหาร
แต่ปัญหาอยู่ที่การนำเอาความจริงดังกล่าวมาตีความ โดยละเลยความรับผิดชอบของรัฐบาล และ ศอฉ.ผู้ออกคำสั่ง “ขอคืนพื้นที่” และ “กระชับพื้นที่”
รายงานบางส่วนเหมือนจะ “ดูดี” เช่น กล่าวถึงสาเหตุของปัญหา โดยวิพากษ์วิจารณ์หลักนิติธรรมตั้งแต่คดีซุกหุ้นมาจนถึงรัฐประหารตุลาการภิ วัตน์ แต่มีคำถามว่าเหตุใด จึงให้น้ำหนักกับคดีซุกหุ้น คดีฆ่าตัดตอน มากกว่ารัฐประหาร และการตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ซึ่งตามมาด้วยการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ทำให้มวลชนเสื้อแดงโกรธแค้นเพราะถูกปล้นอำนาจ จึงลุกฮือ
ยิ่งกว่านั้น ส่วนที่ชวนให้ร้อง “ป-รวย” ที่สุดคือ เหตุใด อ.คณิต ณ นคร จึงหันมาเรียกร้องให้ทักษิณ “วางมือ” แต่ผู้เดียว เหตุใด อ.คณิตจึงไม่เรียกร้อง “ชนชั้นนำ” อีกฝ่าย ตุลาการ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ตลอดจนพรรคประชาธิปัตย์ และพันธมิตรฯ ให้ “วางมือ” หรือ “ลดราวาศอก” ลงบ้าง
ย้ำว่านี่เป็นความเห็นส่วนตัว อ.คณิตนะครับ ไม่อยู่ในรายงาน แถมยังขัดกับรายงานที่พยายามชี้ว่า “ผิดทั้งคู่” แต่ประธาน คอป.เอามาแถลงขโมยซีน มันจึงเป็นอะไรที่ “ป-รวย” มาก
1.ความจริงเรื่องชายชุดดำ
ผมไม่เคยตะแบงเรื่องชายชุดดำ เพราะเขียนมาตั้งแต่หลังเหตุการณ์แล้วว่าชายชุดดำมีจริงในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ส่วนช่วงระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม ก็มี “กองกำลัง” คุ้มกันเส้นทางขนส่งเสบียงเข้าสู่ม็อบที่บ่อนไก่ ผมเคยระบุด้วยซ้ำไปว่า นอกจากกลุ่มมือยิงเอ็ม 79 ที่ถูกมองว่าเป็นลูกน้องเสธแดง รอบๆ ม็อบยังมีมาเฟียทหารนอกราชการ นักเลงในสังกัดเจ้าพ่อย่านประตูน้ำ ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องคละกันไปแต่ละเหตุการณ์ (แต่ใครจะเป็นชายชุดดำในเหตุการณ์ไหนก็ไม่สามารถยืนยันได้)
ฉะนั้นผมจึงเห็นว่า รายงานของ คอป.ข้อ 2.3 ที่สื่อเอาไปตีปี๊บว่า “ชายชุดดำมีจริง” นั้นกลับเป็นตรงกันข้าม เพราะรายงาน คอป.ส่วนที่มาจากการพิสูจน์หลักฐานและงานนิติวิทยาศาสตร์ ระบุชัดเจนว่า “ชายชุดดำ” ไม่ได้ยิงใส่มวลชนเสื้อแดง แม้แต่ในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ที่พรรคประชาธิปัตย์และ ศอฉ.กล่าวหาว่า “ชายชุดดำ” เป็นผู้ยิงใส่ทั้งสองฝ่าย คอป.ก็ชี้ว่าผู้ชุมนุมเสียชีวิตจากกระสุนที่ยิงมาจากฝ่ายทหารต่างหาก ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นก็ถูกทหารยิง
เหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผู้สื่อข่าวอิตาลีเสียชีวิต คอป.ก็ระบุว่ายิงมาจากทางทหาร เช่นเดียวกับการลอบสังหารเสธแดงประเดิมปฏิบัติการ “กระชับพื้นที่” ก็ยิงมาจากตึกสูงที่ทหารควบคุม หรือพลทหารที่ถูกยิงเสียชีวิตที่อนุสรณ์สถาน คอป.ก็ชี้ว่าฝ่ายเดียวกันเข้าใจผิด
คอป.ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจาก “ชายชุดดำ” 9 คนเท่านั้นคือ ทหาร 6 คน ตำรวจ 2 คน และประชาชนกลุ่มคนรักสีลม 1 คน เกือบทั้งหมดมาจากการยิงเอ็ม 79 ยกเว้นกลุ่ม พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม 4 คนที่ระบุว่าเสียชีวิตเพราะระเบิดมือเอ็ม 67
แม้อันที่จริงจะรู้สึกว่า คอป.รวบรัดไปหน่อยในการสรุปว่าผู้ขว้าง เอ็ม 67 คือ “ชายชุดดำ” (ซึ่งเห็นอยู่คนละด้าน) แต่ถ้าถือข้อสรุปอันนี้ก็แปลว่าผู้ชุมนุมเกือบทั้งหมดจากที่เหลือ 83 ศพ เสียชีวิตจากการยิงของทหาร (คอป.ระบุว่ามีบางศพเสียชีวิตจากกระสุน .22 แม็กนั่มที่ทหารไม่มีใช้ แต่ก็สงสัยว่าอาจเป็นชาวชุมชนบ่อนไก่ที่ไม่พอใจผู้ชุมนุม)
ฉะนั้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวว่าทหารไม่ได้ยิงใคร หรือที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามกล่าวอ้างว่า ผู้ชุมนุมเสียชีวิตเพราะชายชุดดำ “ยิงกันเอง” จึงถูกจับเท็จด้วยรายงาน คอป.ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งมานี่เอง
รายงาน คอป.ชี้ชัดว่า ผู้เสียชีวิต 8 รายที่เสียชีวิตที่สี่แยกคอกวัว 5 รายที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา และช่างภาพญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 10 เมษายน ผู้เสียชีวิต 22 รายที่บริเวณศาลาแดง สีลม บ่อนไก่ 20 รายที่ถนนราชปรารภ ดินแดง อนุสาวรีย์ชัย ระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 พฤษภาคม และผู้เสียชีวิต 4 ศพบนเส้นทางกระชับพื้นที่ถนนราชดำริ พร้อมช่างภาพอิตาลี และ 6 ศพที่วัดปทุม เกือบทั้งหมดถูกยิงโดยกระสุนสงครามที่วิถีกระสุนมาจากฝ่ายทหาร
แม้กรณี 6 ศพที่วัดปทุมจะอ้างว่ามีการต่อสู้ ตั้งข้อสงสัยว่า 2 ใน 6 เป็นผู้ใช้อาวุธยิงต่อสู้ทหาร (ซึ่งรายละเอียดคงมีผู้ถกเถียงต่อไป) แต่รายงาน คอป.ก็ชี้ว่า 3 ใน 6 คือ “น้องเกด” นายอัครเดช ขันแก้ว นายมงคล เข็มทอง ถูกยิงระหว่างจะเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ
นอกจากนี้ คอป.ยังวิเคราะห์ภาพถ่ายทหารยิงปืนที่บ่อนไก่ โดยผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศชี้ชัดว่าไม่ใช่กระสุนยาง แต่เป็นกระสุนจริง
ผมจึงเห็นว่ารายงาน คอป.ข้อ 2.3 สรุปความจริงในภาพรวมได้ชัดเจนว่า ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ถูกทหารยิง แม้อาจมีข้อโต้แย้งเฉพาะกรณี แต่ปัญหาอยู่ที่ คอป.เอาข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์ต่ออย่างไร
2.ยอมรับการตัดสินใจของ ศอฉ.?
ปัญหาคือ จากข้อเท็จจริงในข้อ 2.3 คอป.จงใจตอกย้ำข้อ 2.4 “พฤติการณ์ของคนชุดดำที่ใช้ความรุนแรงและอาวุธสงคราม โดยปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่ชุมนุม” ทั้งที่เนื้อความก็มีอยู่ในข้อ 2.3 แล้ว เมื่ออ่านทั้งสองข้อเชื่อมกัน รู้สึกได้ว่า คอป.พยายามบอกว่าถ้าไม่มี “ชายชุดดำ” เข้ามาช่วย ผู้ชุมนุมก็คงไม่ตายมากขนาดนี้
เช่น กรณีที่สี่แยกคอกวัว หรือหน้า ร.ร.สตรีวิทยา ถ้าชายชุดดำไม่ยิงใส่ทหาร ทหารก็คงไม่ยิงใส่ผู้ชุมนุม ถ้า พล.ต.วลิต โรจนภักดี ไม่บาดเจ็บ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ไม่เสียชีวิต ทหารก็คงไม่สับสนจนยิงประชาชนตาย
สรุปว่าชายชุดดำไม่ได้ยิงเสื้อแดงหรอก แต่เข้ามาปะปนทำให้ทหารยิงเสื้อแดง (เป็นงั้นไป)
ที่จริงผมก็เข้าใจได้นะ ทหารก็ปุถุชน มีความกลัว มีความตกใจ โดนยิงใส่ก็ยิงตอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเพื่อนตาย นายตาย แต่การยิงใส่บริเวณที่มีผู้ชุมนุมหนาแน่น เพียงเพราะเห็น “ชายชุดดำ” ถืออาวุธอยู่ไม่กี่คน คอป.จะโทษว่าเพราะเมริงนั่นแหละ ชายชุดดำ เมริงผิด อย่างนั้นหรือ
หรือในการกระชับพื้นที่ราชประสงค์ คอป.ก็พยายามบ่งบอกว่า เพราะชายชุดดำทำให้ทหารชุลมุน สับสน หวาดกลัว จนยิงคนชุดแดงตายเป็นเบือ (ที่บ่อนไก่ถ้าไม่เผายางรถยนต์จนทัศนวิสัยมืดมัว ทหารก็คงไม่ยิงผิด)
ถามว่าเหตุการณ์ระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม มีคนเห็นชายชุดดำชัดเจนที่ไหนบ้าง โอเค ที่บ่อนไก่ นั่นออกมาดวลกับทหารซึ่งหน้าเลย (พื้นที่ตรงนี้เชื่อกันว่าเป็นมาเฟียทหารนอกราชการ) นอกนั้นก็มีผู้ที่ซุ่มยิงเอ็ม 79 ออกมาจากสวนลุมพินี และผู้ที่ยิงเอ็ม 79 ประปรายทางราชปรารภ ดินแดง
แต่ถ้าดูรายงานข้อ 2.3.9 การเสียชีวิตที่ศาลาแดง สวนลุม บ่อนไก่ และ 2.3.10 การเสียชีวิตที่ราชปรารภ ดินแดง แม้อ้างคำบอกเล่ามีคนเห็นชายชุดดำ แต่ตอนที่ผู้ชุมนุมถูกยิงเสียชีวิต ก็ไม่ได้มีชายชุดดำอยู่ใกล้ๆ เลยนี่ครับ เช่น รายงานการเสียชีวิตของนายชาติชาย ซาเหลา, การเสียชีวิตของนายกิตติพันธ์ ขันทอง, นายบุญทิ้ง ปานศิลา, นายสมาพันธุ์ ศรีเทพ, นายอำพล ชื่นศรี, นายชาญณรงค์ พลศรีลา, นายอุทัย อรอินทร์ บนถนนราชปรารภ คอป.ก็ชี้ว่าทิศทางยิงมาจากทหาร โดยไม่ได้บอกว่ามีชายชุดดำอยู่ในหมู่ผู้ชุมนุมเหมือนวันที่ 10 เมษายน
เช่นเดียวกับการเสียชีวิตของนายธันวา วงศ์ศิริ, น.ส.สัญธนา สรรพศรี, นายมนูญ ท่าลาด, นายชาญณรงค์ พลศรีลา และช่างภาพเนชั่นถูกยิงบาดเจ็บ ก็ยืนยันว่าทหารยิง โดยไม่ได้มีชายชุดดำอยู่แถวนั้น
หรือท่านจะโทษว่าเป็นความผิดของชายชุดดำที่ทำให้ทหารประสาทแดกซ์ เห็นอะไรไหวๆ ยิงหมด
โอเค ผมเห็นด้วยว่าถ้าทหารเข้าขอคืนพื้นที่ หรือกระชับพื้นที่ แล้ว นปช.ไม่ต่อต้าน นั่งพับเพียบให้จับ ก็คงไม่มีใครตาย แต่ไม่แน่ใจว่าถ้า นปช.ต่อต้าน โดยไม่มีชายชุดดำ มีแต่บั้งไฟ ระเบิดปิงปอง หรือปืนสั้น แล้วจะไม่มีใครตายจริงหรือ
อย่าลืมว่าก่อนชายชุดดำโผล่มาในตอนค่ำวันที่ 10 เมษายน มีผู้ชุมนุมตายไปแล้ว 1 ราย คือนายเกรียงไกร คำน้อย ทหารใช้รถสายพานหุ้มเกราะปิดล้อมถนนราชดำเนิน ใช้ ฮ.ทิ้งแก๊สน้ำตา
เหตุใดจึงไม่ย้อนคิดบ้างว่าถึงไม่มีชายชุดดำ การตัดสินใจใช้กำลังทหารขอคืนพื้นที่ หรือกระชับพื้นที่ มันก็นำมาซึ่งความรุนแรงอยู่แล้ว อย่าสรุปง่ายๆ เพียงว่าเพราะปี 2552 ไม่มีชายชุดดำจึงไม่รุนแรง การปะทะกันของทั้งสองฝ่ายในปี 2553 ต่างยกระดับขึ้น อาทิเช่น มวลชนเสื้อแดงมีการจัดตั้งกันล้อมปลดอาวุธทหาร ทำให้ทหารเองก็หันมาใช้ทั้งโล่ กระบอง อาวุธกระสุนจริง
คอป.ไม่ได้วิเคราะห์วิจารณ์ตรงนี้เลย ว่าการตัดสินใจเข้าสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้า ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ การตัดสินใจกระชับพื้นที่ราชประสงค์ สมควรแก่เหตุหรือไม่
คอป.ตกประเด็นใหญ่ จึงเขียนรายงานเสมือนยอมรับว่าการตัดสินใจของ ศอฉ.ถูกต้องชอบธรรมแล้ว
ถ้าเราย้อนลำดับเหตุการณ์ นปช.ชุมนุมที่ผ่านฟ้าตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม แล้วแยกไปยึดราชประสงค์วันที่ 3 เมษายน รัฐบาลซึ่งยอมให้ชุมนุมที่ผ่านฟ้ามาตลอดประกาศว่าการชุมนุมที่ราชประสงค์ผิด กฎหมาย ถัดมาวันที่ 7 เมษายน อริสมันต์นำม็อบปิดล้อมรัฐสภา มีบางส่วนบุกเข้าไปข้างใน รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทันที แม้การกระทำของอริสมันต์และแกนนำไร้สติชุดนี้ ถูกคัดค้านและประณามจากแกนนำอื่นๆ รวมทั้ง พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาในขณะนั้น
ศอฉ.ประกาศปิดพิเพิลแชนเนล ซึ่ง คอป.ระบุว่า สมาคมนักข่าวฯ เองก็ยังคัดค้าน (จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ฮิฮิ) วันที่ 9 เมษายน นปช.หมื่นกว่าคนบุกไทยคม ปลดอาวุธทหารด้วยสองมือเปล่า แต่มอบอาวุธคืนทั้งหมด (ซึ่งต่างจากเหตุการณ์วันรุ่งขึ้น ที่ นปช.ไม่ยอมมอบอาวุธคืน จะเพราะอะไร ก็ไม่มีใครวิเคราะห์ อาจเป็นได้ว่า เป็น นปช.กลุ่มที่คุมไม่อยู่ หรือเป็นเพราะมวลชนตระหนักว่าจะถูกล้อมปราบแล้วก็คิดเอาอาวุธไว้ต่อสู้)
นั่นเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของ นปช.ซึ่งทำให้รัฐบาล “เสียหน้า” จำได้ไหมคืนนั้น อภิสิทธิ์ออกทีวี แสดงท่าทีแข็งกร้าว ทำนองว่าจะ “เอาคืน” แล้ววันรุ่งขึ้น ศอฉ.ก็ส่งทหารออกมาจากกองทัพภาคที่ 1 ขอคืนพื้นที่ผ่านฟ้า ทั้งที่ปัญหาอยู่ที่ราชประสงค์
ข้ามมาที่การกระชับพื้นที่ วันที่ 13-19 พฤษภาคม ก่อนหน้านั้นวันที่ 4 พฤษภาคม ภายหลังการเจรจา แกนนำ นปช. ยอมรับแผนปรองดองของรัฐบาล ซึ่งตกลงจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่วันที่ 15 พฤศจิกายน แต่แกนนำ นปช.แตกกันเอง วีระ มุสิกพงศ์ ถอนตัว วันที่ 10 พฤษภาคม แกนนำที่เหลือตั้งแง่ ให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มอบตัวด้วย วันที่ 11 นายสุเทพไปมอบตัวที่ดีเอสไอ แต่ นปช.ไม่ยอม ให้ไปมอบตัวที่กองปราบ แล้วก็แถลงในช่วงเย็นพาลไม่ยอมรับเงื่อนไข
วันรุ่งขึ้น ศอฉ.ประกาศตัดน้ำตัดไฟ ปิดเส้นทางเข้าออกทันที แล้ววันที่ 13 ก็ประกาศปิดล้อมพื้นที่อย่างสมบูรณ์ แล้วค่ำวันเดียวกันเวลา 19.00 น.เสธแดงก็ถูกสังหารเป็นประเดิม
ถามว่าการเจรจาสามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่ การแก้ปัญหาการเมืองด้วยการเมือง ยังทำได้หรือไม่ ผมไม่ได้บอกว่า นปช.ถูก เพราะตอนนั้นผมก็เรียกร้องว่าควรยุติการชุมนุม นักวิชาการนักประชาธิปไตยที่เคยสนับสนุน ก็เรียกร้องให้ยุติการชุมนุม กระแสการเมืองในขณะนั้น หลังจากบุกโรงพยาบาลจุฬาฯ หลังพลิกกลับไม่ยอมรับแผนปรองดองของรัฐบาล นปช.ซึ่งเหลือกำลังเพียงไม่กี่พันคน ก็ “พ่ายแพ้ทางการเมือง” โดยสิ้นเชิงแล้ว หากรัฐบาลขึงพืดต่อไปอีกไม่เกิน 7 วัน นปช.ก็ต้องยอมยุติม็อบ
แต่เหตุใด ศอฉ.จึงตัดสินใจใช้กำลัง (และอย่าลืมว่าระหว่างที่เจรจา ศอฉ.ก็ประดังทั้งผังล้มเจ้า ข้อหาก่อการร้าย โดยไปขอหมายจับแกนนำฐานก่อการร้าย วันเดียวกับที่ นปช.ยอมรับแผนปรองดอง)
การสังหารเสธแดงเป็นดาบสองคม ในทางยุทธวิธีทหาร อาจมองว่าไม่มีเสธแดงเสียคน การกระชับพื้นที่คงง่ายขึ้นเยอะ แต่ในทางการเมือง เสธแดงเป็นที่รักของมวลชน จึงทำให้เกิดความโกรธแค้น ตอบโต้ และมองว่ารัฐบาลกำลังจะใช้ความรุนแรงเข่นฆ่าพวกเขา
3.ศอฉ.ไม่ผิด ทหารผิด
ในข้อ 2.6 “การใช้กำลังและอาวุธในการควบคุมฝูงชนและการสลายการชุมนุม” คอป.อุตส่าห์ตีตารางเปรียบเทียบคำสั่ง ศอฉ. กับการปฏิบัติที่แตกต่างจากมาตรฐาน ซึ่งสรุปได้ว่า ทหารไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งที่ให้ใช้กำลังเพียงเพื่อระงับยับยั้งเหตุเท่า นั้น ศอฉ.ให้แยกแยะผู้กระทำความผิด แต่ทหารกลับใช้กระสุนจริงยิงในแนวระนาบที่มีผู้ชุมนุมอยู่ทั่วไป ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนานมาก โดยผลการชันสูตรศพ ไม่พบว่าผู้เสียชีวิตมีอาวุธหรือเป็นภัยร้ายแรง
นี่รวมทั้งกรณีใช้ปืนยิงรถตู้ ทำให้นายพัน คำกอง เสียชีวิต ซึ่งศาลชี้แล้วว่าเสียชีวิตจากปฏิบัติการของทหาร
แต่ คอป.สรุปเพียงว่าเมื่อ ศอฉ.มอบหมายภารกิจให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการแล้ว ไม่มีการติดตามตรวจสอบประเมินผลการปฏิบัติ นอกจากการรายงานตามลำดับชั้น ทั้งที่มีระยะเวลาปฏิบัติงานเกือบสองเดือน ระบบข่าวกรองทหารไม่มีส่วนสนับสนุนการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ ต้องหาข่าวเอง ซึ่งบางครั้งก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิด
บลาๆๆ ฟังเหมือนดีแต่แปลว่า ศอฉ.แค่บกพร่องฐานประมาทเลินเล่อเท่านั้น (ขับรถประมาททำให้คนตาย 92 ศพ รอลงอาญา) ซึ่งผมเห็นว่าไม่ใช่ การที่ ศอฉ.อนุญาตให้ใช้กระสุนจริง ให้มีพลแม่นปืนซุ่มยิง (ไม่ใช่สไนเปอร์) ให้ยิงได้เมื่อเห็น “ชายชุดดำ” ให้ใช้ปืนลูกซองยิงต่ำ เมื่อมวลชนบุกเข้าหา ฯลฯ แล้วสั่งให้ทหารเข้าไปสลายการชุมนุม เป็นคำสั่งที่เล็งเห็นผลได้ว่า ในสถานการณ์ตึงเครียด สับสน ในช่วงเวลากลางคืน ในภาวะอารมณ์ที่อาจโกรธแค้น หวาดกลัว ฯลฯ ทหารก็อาจเห็นผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธ หรือมีแต่ไม่ใช่อาวุธร้ายแรง กลายเป็น “ชายชุดดำ” ไปได้
เช่นกรณีนายชาติชาย ซาเหลา ที่ถูกยิงระหว่างถ่ายกล้องวีดิโอในเวลากลางคืน หรือแม้แต่กรณีที่ทหารยิงกันเองตรงอนุสรณ์สถาน (จำได้ไหมตอนนั้นสื่อโจมตีกระหน่ำว่า นปช.ยิง)
การออกคำสั่งเช่นนี้ผู้รับผิดชอบ ศอฉ.ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายการเมือง จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะคุณเล็งเห็นผลอยู่แล้วว่าจะทำให้มีคนตาย แต่กลับเลือกใช้กำลังโดยออกคำสั่งปลายเปิด ให้อำนาจตัดสินใจกว้างเมื่อเห็นว่าตัวเองจะมีอันตรายจากชายชุดดำ ผลก็คือ ไม่มีชายชุดดำตายซักคน มีแต่ชาวบ้านตาย
4.ลืมบริบท 2 มาตรฐาน
ข้อ 2.5 “ข้อค้นพบเกี่ยวกับพฤติการณ์การชุมนุมฯ” คอป.พยายามชี้ว่าการชุมนุม นปช.ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ตำหนิตั้งแต่การเทเลือดว่ามีผลทางจิตวิทยาให้ผู้คนหวาดกลัว เป็นสัญลักษณ์ความรุนแรง และสร้างความกังวลต่อการจัดการด้านสาธารณสุขที่ต้องป้องกันไม่ให้เลือดไหล เข้าสู่ระบบน้ำสาธารณะ (เลือดสกปรก!)
คอป.ตำหนิการชุมนุมที่ตั้งการ์ดของตัวเอง ตรวจค้นอาวุธ ควบคุมตัวและทำร้ายเจ้าหน้าที่ ตำหนิการปราศรัยของแกนนำที่มีเนื้อหาส่งเสริมความรุนแรง (ให้พื้นที่ยืดยาว และชี้ว่าผิดกฎหมายอาญาด้วย) จากนั้นก็ระบุว่า นปช.ใช้ความรุนแรงในการบุกไปสถานที่ต่างๆ เช่น บุกรัฐสภา บุกไทยคม (คอป.ชี้ว่าแสดงพฤติกรรมเหยียดหยามศักดิ์ศรีเจ้าหน้าที่ทหาร คือให้คุกเข่า ปลดอาวธ ยกมือไหว้ราษฎร) กรณีวันที่ 10 เมษายน คอป.ก็ชี้ว่า มีพฤติการณ์ใช้ความรุนแรง ต่อสู้ขัดขวาง และประทุษร้ายเจ้าหน้าที่
“เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารพร้อมโล่ กระบอง แก๊สน้ำตา อาวุธปืนลูกซอง และปืนเล็กกล เข้ามาสลายการชุมนุม... มีผู้ชุมนุมจำนวนมากได้เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ โดยใช้สิ่งเทียมอาวุธและอาวุธประดิษฐ์ เช่น ระเบิดเพลิง เข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหาร บางคนใช้อาวุธมีดและปืนไม่ทราบชนิด” (รายงานหน้า 168)
เมื่อมีผู้เสียชีวิตแล้ว เวทีปราศรัยยังยั่วยุให้ผู้ชุมนุมระดมเข้าไปช่วยผู้ชุมนุมในจุดปะทะ โดยแกนนำไม่ได้ห้ามไม่ได้บอกให้ผู้ชุมนุมถอย
พี่น้องเอ๊ย แบบนี้แปลว่าถ้าทหารตำรวจจะเข้ามาสลายการชุมนุม เราก็ไม่ควรต่อสู้ขัดขวาง ปล่อยให้เขายึดทำเนียบยึดสนามบินคืนแต่โดยดี
ใช่-พี่น้องเอ๊ย ผมกำลังจะบอกว่า รายงาน คอป.ไม่ได้กล่าวถึงพฤติการณ์ของพันธมิตรเลย พฤติการณ์ที่ใช้ความรุนแรงบุกยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ปิดล้อมหน้ารัฐสภา ครั้นถูกตำรวจสลายการชุมนุมโดยปืนยิงแก๊สน้ำตาซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส และมีผู้เสียชีวิต (ที่จนบัดนี้ก็ยังถกเถียงกันว่าใช่แก๊สน้ำตาหรือเปล่า) พันธมิตรก็ขับรถชนตำรวจ (รอลงอาญา) ผู้ติดบัตรการ์ดพันธมิตรใช้ปืนยิงตำรวจ (บอกว่าเป็นบัตรหมดอายุ ไม่ใช่การ์ดตัวจริง)
เปล่า ผมไม่ได้บอกว่าพันธมิตรทำได้ นปช.ก็ทำได้ หรือ นปช.ทำถูกแล้ว ผมเห็นด้วยว่านี่ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ นี่เป็นการชุมนุมที่มีผู้ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง แต่ถ้าไม่กล่าวถึงการชุมนุมของพันธมิตรเป็นบริบท ก็เท่ากับตัดตอนประวัติศาสตร์ เพราะการก่อตัวเป็นเสื้อแดง เกิดหลังพันธมิตรปิดล้อมรัฐสภา คนเสื้อแดงล้นหลามไปร่วมรายการความจริงวันนี้ที่เมืองทองธานี ด้วยความคับแค้นโกรธเกรี้ยวต่อกระแสสังคม 2 มาตรฐาน ชนชั้นนำ สื่อ นักวิชาการ บุคคลสาธารณะ (รวมทั้งบางคนที่เข้ามาเป็นกรรมการ คอป.) ให้การปกป้องพันธมิตร การชุมนุมของ นปช.จึงเป็นปฏิกิริยาเลียนแบบสะท้อนกลับ มาตั้งแต่ปี 2552 แล้ว
คอป.ต้องถามตัวเองด้วยว่า ถ้าเห็นว่าคำสั่งสลายการชุมนุมของ ศอฉ.ถูกต้อง ชอบธรรม เหมาะสม ย้อนอดีตไปแป๊บๆ คอป.จะสนับสนุนให้รัฐบาลสมัคร สมชาย ใช้ทหารสลายม็อบยึดหน้ารัฐสภา ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน หรือไม่ (ขี้เกียจขุดแถลงการณ์เก่าๆ ขึ้นมาประจาน ใครมั่งที่โวยวายจะเป็นจะตายทั้งที่ปี 51 ตำรวจใช้ปืนยิงแก๊สน้ำตา แต่ปี 53 ทหารใช้กระสุนจริง)
ย้ำว่าผมไม่ได้บอกว่าการเคลื่อนไหวของ นปช.เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญตามวิถีประชาธิปไตย แต่หาก คอป.จะสรุปเช่นนั้นก็ควรย้อนวิพากษ์การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ควบคู่เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน เพื่อเตือนสติสังคมไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ปรากฏว่าพันธมิตรลอยนวล แต่มวลชนเสื้อแดงติดคุกระนาว แค่เข้าร่วมการชุมนุมก็ติดคุก 6 เดือนฐานฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน บางคนถูกยิงบาดเจ็บนอนโรงพยาบาลยังถูกล่ามตรวน
คอป.ไม่ได้กล่าวถึงความอยุติธรรมในแง่นี้ให้ชัดเจน มีสรุปสั้นๆ แต่ไม่ชี้ให้เห็นภาพการกวาดจับมวลชนหลายร้อยคน ตั้งข้อกล่าวหาเกินเลยไม่ให้ความยุติธรรม ไม่ให้ประกันตัว ถูกเลือกปฏิบัติ อยู่ในฐานะผู้ด้อยโอกาสในการสู้คดี เพราะสถานการณ์หลังวันที่ 19 พฤษภาคม แกนนำถูกจับ หรือหนี เครือข่ายแตกกระสานซ่านเซ็น ศอฉ.ใช้อำนาจกึ่งเผด็จการ ปิดกั้นสื่อ กาง “ผังล้มเจ้า” กวาดจับผู้คนไปทั่ว สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว แม้แต่เด็กชูป้ายเห็นคนตายที่ราชประสงค์ ก็ยังถูกจับ
5.ข้อเสนอเนียนๆ
ในส่วนรากเหง้าของปัญหาและข้อเสนอแนะ คอป.แถลงออกมา “ดูดี” คือโทษทั้งสองฝ่าย ทั้งการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐบาลทักษิณ และรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ แถมใช้คำใหญ่อย่าง “กลุ่มทุนใหม่” “กลุ่มทุนเก่า” “แนวคิดแบบเสรีนิยมและแนวคิดความเป็นพลเมือง” ตรงข้ามกับ “วัฒนธรรมแบบไพร่ฟ้า” “ประชาชนระดับรากหญ้า” ขัดแย้งกับ “ชนชั้นนำ”
โอ้ ท่านยังเสนอให้แก้มาตรา 112 ด้วยนะครับ ก้าวหน้าสุดๆ
แต่อ่านไปอ่านมาก็ไม่แน่ใจว่า คอป.สรุปดี หรือทำให้ตัวเอง “ดูดี” กันแน่ เพราะพูดแบบ “เพลย์เซฟ” บางเรื่องก็ใจไม่ถึงจริง แถมทัศนะยังเป๋ไปเป๋มา
คอป.พูดถึงรากเหง้าของปัญหา ย้อนตั้งแต่คดีซุกหุ้นทักษิณว่า “หักดิบกฎหมาย” ไม่ผิดหรอกครับ ผมก็เห็นว่าคดีซุกหุ้นมีการช่วยเหลือกัน (โดยชนชั้นนำเองนั่นแหละช่วยทักษิณ) แต่อ่านทั้งหมดแล้วผมรู้สึกว่า คอป.ให้น้ำหนักกับเรื่องนี้มากกว่าการวิพากษ์รัฐประหาร ซึ่งเป็นการล้มล้างอำนาจอธิปไตย ล้มกฎหมายสูงสุด ล้มระบอบ ไม่ใช่แค่หักดิบ คอป.ให้น้ำหนักกับคดีซุกหุ้นมากกว่าการใช้อำนาจตุลาการเข้ามาจัดการความขัด แย้งทางการเมือง ใช้องค์กรอิสระเปลี่ยนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ถ้าบอกว่าทักษิณผิด เพราะใช้ระบอบประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือ ในการใช้อำนาจโดยมิชอบ แสวงผลประโยชน์ รัฐประหารตุลาการภิวัตน์ก็ผิดยิ่งกว่า เพราะไปล้มล้างระบอบ และบิดเบือนอำนาจจนไม่ยึดโยงกับประชาชน ปัญหามันจึงยุ่งเหยิง แก้ไขไม่ได้ จนเกิดความขัดแย้งรุนแรง นองเลือด อย่างที่เห็น
คอป.ให้พื้นที่อย่างมากเพื่อวิพากษ์คดีซุกหุ้น ขณะที่พูดถึงรัฐประหารตุลาการภิวัตน์เพียงผ่านๆ พูดถึงคดียุบพรรคไทยรักไทย คดีสมัครทำกับข้าว คดียุบพรรคพลังประชาชน ในเชิงอรรถ พูดถึงการตั้ง คตส.มาเอาผิดทักษิณ แต่ไม่ยักพูดถึงคำพิพากษา “ไม่ทุจริตแต่ติดคุก” ไม่ยักพูดถึงคำพิพากษา “ได้ประโยชน์ไม่สมควรต้องยึดทรัพย์” ทั้งที่เป็นคดีสำคัญกระทบความเชื่อมั่นในหลักนิติธรรม
ลองไปอ่านกันดูในข้อ 3.3 จะเห็นว่า คอป.เอาปัญหาในยุคทักษิณและยุครัฐประหารมาปนกันมั่วหมด แทนที่จะชี้ชัดเป็นขั้นตอนว่าฝ่ายหนึ่งได้อำนาจมาตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว เหลิงอำนาจ อีกฝ่ายหนึ่งก็ล้มประชาธิปไตยเสียเลย ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ถ่ายโอนอำนาจไปให้ตุลาการกุมอำนาจอธิปไตยเหนือประชาชน
เช่น 3.3.3.4 ความเคลือบแคลงในหลักนิติธรรม ท่านพูดถึงคดีซุกหุ้น แล้วข้ามมารัฐประหารออกประกาศ คปค.เพิ่มโทษกรรมการบริหารพรรคย้อนหลัง ตั้ง คตส. และมาตรา 309 จากนั้นก็วกไปฆ่าตัดตอน การแทรกแซงองค์กรอิสระ ผลประโยชน์ทับซ้อน พรก.ฉุกเฉินที่ออกในยุคทักษิณ แล้วก็การที่นักกฎหมายยอมรับประกาศคณะปฏิวัติเป็นกฎหมาย
3.3.3.5 เป็นเรื่องตุลาการภิวัตน์ 3.3.3.6 เป็นเรื่องแทรกแซงองค์กรอิสระ (ยุคทักษิณ) โดยไม่แยกแยะว่าการแทรกแซงองค์กรอิสระเป็นปัญหาโครงสร้างในระบอบประชาธิปไตย ที่ไม่รัดกุมพอ แต่ตุลาการภิวัตน์ขัดหลักประชาธิปไตยไปเลย
อ่านแล้วรู้สึกยังกะท่านจับฉ่าย เอาบทวิพากษ์ทั้งสองฝ่าย ที่น่าจะหยิบยืมมาจากที่โน่นที่นี่ใส่ๆ เข้าไป แต่มี agenda อยากด่าคดีซุกหุ้นเป็นพิเศษ (ย้ำว่าผมเห็นด้วย คดีซุกหุ้นเป็นการหักดิบกฎหมาย แต่หักดิบกฎหมายเพื่อเอาใจกระแสสังคม ที่ตอนนั้นใครๆ ก็อยากให้ทักษิณเป็นนายกฯ ตั้งแต่หมอเสมมาถึงสนธิ ลิ้ม ขณะที่คดียุบพรรค เป็นการหักดิบอำนาจประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การเมืองขัดแย้งแบ่ง 2 ฝ่ายแล้วเอาตุลาการมาหักดิบ คดีซุกหุ้นจึงไม่ส่งผลเสียทันที เพราะกระแสสังคมเฮโล แต่คดียุบพรรคเกิดปฏิกิริยาตอบโต้รวดเร็ว รุนแรง)
บางข้อแทนที่จะชี้ชัดก็พูดกำกวม เช่น 3.3.3.8 “การสร้างการรับรู้ว่ากระบวนการยุติธรรมมีสองมาตรฐาน” ตกลงมันสองมาตรฐานจริงหรือเปล่า หรือเป็นเพราะการสร้างการรับรู้ จึงทำให้เกิดความรุนแรง
3.3.3.14 “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” ท่านพูดแต่ว่าคนบางส่วนมีทัศนคติทางลบ แล้วก็บอกว่าทั้งตัวรัฐธรรมนูญและความพยายามแก้ไขทำให้เกิดปัญหา เออ แล้วจะเอาไง
ครั้นมาถึงข้อเสนอแนะ จากที่พยายามให้ “ดูดี” วิพากษ์ทั้งสองฝ่าย ข้อเสนอกลับคลุมเครือ ไม่ชัดเจน และชิ่ง
โดยเฉพาะข้อ 5.6 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่าปัญหาขัดแย้งเป็นผลจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มาจากรัฐประหาร แต่ก็ห่วงว่าการแก้ไขอาจทำให้เกิดความขัดแย้งบานปลาย จากนั้นก็เรียกร้อง 1,2,3 ว่าอย่าเพิ่งแก้ เรียกร้องรัฐบาล รัฐสภา พรรคการเมือง ว่าการแก้รัฐธรรมนูญต้องสอดคล้องหลักนิติธรรม หลักความเป็นกฎหมายสูงสุด ฯลฯ
อ้าว แล้วรัฐธรรมนูญ 2550 สอดคล้องกับหลักนิติธรรมหรือเปล่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญสอดคล้องกับหลักความ เป็นกฎหมายสูงสุดหรือเปล่า
ถ้า คอป.มีความกล้าหาญสักหน่อย ทำไมไม่เรียกร้องอีกฝ่ายด้วยละครับ เรียกร้องประชาธิปัตย์ พันธมิตร สื่อ สลิ่ม ตุลาการ ฯลฯ ว่าอย่าขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้มากที่สุด
อย่างนั้นสิ จะเป็นพระเอกตัวจริง
ส่วนเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์และมาตรา 112 เป็นข้อเสนอที่เกือบจะปรบมือให้ (ถือว่าดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัดทางสถานะของ คอป.) แต่ก็ขาดอีกนิดคือ ท่านควรจะเรียกร้องประชาธิปัตย์ พันธมิตร สื่อ สลิ่ม ให้มาก ว่าอย่าปลุกกระแสคลั่งเจ้ามาขัดขวาง ให้ร้ายป้ายสี รวมทั้งท่านน่าจะประณาม ศอฉ.ด้วยว่าการออก “ผังล้มเจ้า” เล่เก๊ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน คือชนวนเหตุหนึ่งที่ทำให้ยิ่งรุนแรง
อ้อ อุตส่าห์แถลงซะขนาดนี้แล้ว หวังว่าคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่ อ.คณิตเป็นประธาน จะรับเป็นเจ้าภาพ ระดมทุกฝ่ายมาช่วยกันแก้ไขมาตรา 112 เสียเลยนะครับ
6. พระเอกผิดคิว
ผมก็ไม่เข้าใจว่า อ.คณิตโผล่มาแย่งซีนคณะกรรมการด้วยการเปิดความในใจ เรียกร้องให้ทักษิณเสียสละ วางมือ ฯลฯ เพื่ออะไร เพราะนอกจากชิงพื้นที่สื่อ ท่านยังทำลายประเด็นที่ คอป.พยามสรุปให้ “ดูดี” มาทั้งหมด
เห็นด้วยไม่เห็นด้วยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เห็นชัดๆ ว่าไม่ใช่กาลเทศะ เพราะ คอป.พยายามวิพากษ์ทั้งระบอบทักษิณและรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ แต่ตัวประธานเป็นผู้หลักผู้ใหญ่กลับมาเรียกร้องให้ทักษิณวางมือ แล้วก็กลายเป็นพาดหัวสื่อที่จ้องอยู่แล้ว
อ้าว! ทักษิณผิดข้างเดียวงั้นหรือ ไหนบอกว่าการตั้ง คตส.มาตรวจสอบทักษิณทำให้เกิดความเคลือบแคลงหลักนิติธรรม
ท่านอาจบอกว่าเป็นการเรียกร้องให้เสียสละ เลียนแบบรัฐบุรุษ อย่าง อ.ปรีดี อ้าว ถ้าอย่างนั้นทำไมท่านไม่เรียกร้องให้อภิสิทธิ์เสียสละ ยุติบทบาทบ้างล่ะ เพราะอภิสิทธิ์ก็ถูกเกลียดชังเหมือนกัน ในฐานะผู้ใช้อำนาจปราบปรามการชุมนุมเมื่อปี 53 ทำไมท่านไม่เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์เสียสละบ้างล่ะ ให้ทหารเป็นกลาง ไม่มีประวัติพัวพันรัฐประหาร ไม่เอียงข้างทักษิณ มาเป็นผู้บัญชาการทหารบก
คือถ้าจะเรียกร้องให้กันเสียสละ มันก็เรียกร้องได้ทั้งนั้นละครับ สมมติเช่น เรียกร้องพลเอกเปรมเสียสละ ท่านถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร เพื่อรักษาสถาบัน ท่านควรยุติบทบาท ลาออก ย้ายจากบ้านสี่เสาไปอยู่กระต๊อบที่สงขลา ฯลฯ เรียกร้องพลเอกสุรยุทธ์เสียสละ เพราะท่านเคยเป็นไปนายกฯ ให้ คมช.ท่านควรลาออกจากองคมนตรี ไปบวชเป็นพระธุดงค์ตามความใฝ่ฝัน ฯลฯ
ถามว่าให้ทักษิณยุติบทบาทคืออะไร ก็ยังไม่ชัดเจน ให้กล้ำกลืนความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม เลิกต่อสู้ ยอมแพ้ อยู่เมืองนอกตลอดชีวิต ให้น้องสาวเป็นนายกฯ อีก 7 ปี หรือให้ถอนตัวออกจากการเมืองทั้งตระกูลชินวัตร ให้ยุบพรรคเพื่อไทย ให้เลิกโฟนอินอาจพอไหว แต่จะให้เลิกเกี่ยวข้องกับมวลชน ให้คนเสื้อแดงตัดทักษิณออกจากสารบบ ฯลฯ เอาขนาดนั้นไหม
มันคือความเกี่ยวพันที่แยกออกจากกันไม่ได้ ทักษิณคิดว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม มวลชนรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม ถูกปล้นอำนาจ จึงต่อสู้ร่วมกัน แล้วท่านจะบอกทักษิณเสียสละ ยอมแพ้เสีย ให้อีกฝ่ายชนะ แล้วจะได้ค่อยๆ คืนสู่ความสงบอย่างนั้นหรือ มวลชนยอมหรือ
ผมก็อยากให้ทักษิณยุติบทบาทนะครับ แต่ถ้าผมเรียกร้องก็จะบอกว่าคืนประชาธิปไตยให้ประชาชน คืนความยุติธรรมให้ประชาชนและทักษิณ เคลียร์ทุกสิ่งด้วยการลบล้างผลพวงรัฐประหาร คดีความทั้งหลายนับหนึ่งใหม่ จากนั้นจึงให้ทักษิณวางมือ ทั้งครอบครัวเลิกเกี่ยวข้องการเมือง ยกพรรคเพื่อไทยให้เป็นของมวลชนไป โดย “ชนชั้นนำ” อีกฝ่ายก็ต้องวางมือเลิกเกี่ยวข้องแทรกแซงการเมืองการปกครองเหมือนกัน
ส่วนข้อเรียกร้องที่สองของ อ.คณิต ยิ่งเลอะเทอะไปใหญ่ ที่บอกให้รัฐบาลทำเรื่องหักดิบกฎหมายให้กระจ่างชัด ทั้งคดีซุกหุ้น ฆ่าตัดตอน กรือเซะ ตากใบ โดยเนื้อหาไม่ได้เลอะเทอะ เพราะเป็นเรื่อง “หักดิบกฎหมาย” จริง แต่ฟังแล้วงงงวยว่าทำไมท่านเรียกร้องฝ่ายเดียว ทำไมท่านไม่เรียกร้องตุลาการ ทหาร ชนชั้นนำอีกฝ่าย ให้ทำเรื่องหักดิบระบอบประชาธิปไตยให้กระจ่างชัดด้วย
ผมก็ไม่รู้ว่า อ.คณิตมีปมอะไรหรือเปล่า อยากลบปมที่ตัวเองเคยเข้าไปร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย อย่างนั้นหรือ แต่การเรียกร้อง “อะไรๆ ก็ทักษิณ” ได้ทำลายส่วนที่มีสาระมีคุณค่าของรายงาน คอป.ที่พยายามจะ “เป็นกาง” อย่างสุดชีวิต จนผู้คนมองข้าม ไม่สนใจ และเอาไปเป็นประเด็นการเมืองเพื่อเข่นฆ่ากันเช่นเคย
ใบตองแห้ง
19 กันยายน 2555
........................................
อับดุลสุโก ดินอะ: กรณีทำงานวันศุกร์ ณ ชายแดนใต้
ที่มา ประชาไท
Sat, 2012-09-29 19:16
อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยทักษิณ
ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ อ.จะนะ จ.สงขลา
ฝ่ายวิชาการโครงการพัฒนาเครือข่ายตำบลสุขภาวะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้
กรรมการสภาประชาสังคมชายแดนใต้
Shukur2003@yahoo.co.uk
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอ ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสฑูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกท่าน
เมื่อ วันศุกร์ที่ 28 กันยายน เหตุการณ์ร้านค้าในพื้นที่ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ส่วนใหญ่เริ่มหยุดขายของในวันศุกร์ หลังจากสื่อต่างๆรายงานว่า มีใบปลิวข่มขู่ในช่วงก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะมีการเชื่อมโยงเหตุระเบิด ที่เทศบาลตะลุบัน อำเภอสายบุรี กับใบปลิว ให้ประชาชนหยุดทำงานวันศุกร์
จา การเริ่มหยุดค้าขายของคนในพื้นที่ครั้งนี้ แสดงว่า คนในพื้นที่ไม่มั่นใจในกลไกและอำนาจรัฐที่จะคุ้มครองพวกเขาได้ ถึงแม้จะมีการพยายามกระตุ้นให้ประชาชนเปิดร้าน
มีการวิเคราะห์ว่า การหยุดทำงานวันศุกร์เกี่ยวข้องกับวันสำคัญทางศาสนาอิสลามซึ่งความเป็นจริง ในหลักศาสนามิได้ห้ามทำงานวันใดวันหนึ่งตายตัวเพียงแต่ ว่าวันศุกร์เป็นวันที่มุสลิมจะต้องไปละหมาดวันศุกร์ ที่มัสยิดประจำชุมชน
การ ละหมาดวันศุกร์เป็นหน้าที่มุสลิมทุกคน(เฉพาะผู้ชาย) จะต้องละหมาดที่มัสยิดของชุมชน (อยู่ระหว่างเวลาประมาณ 12.15-13.15) ไม่อนุญาตให้ประกอบอาชีพใด และกระทำสิ่งใดนอกจากศาสนกิจดังกล่าวด้วยความตั้งใจ และจิตใจที่บริสุทธิ์เท่านั้น อันเนื่องมาจาก อัลลอฮฺได้ดำรัสในคัมภีร์อัลกุรอานความว่า
"โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้ง หลาย เมื่อได้ยินเสียงเชิญชวนการทำละหมาดวันศุกร์ (อะซาน) ก็จงรีบเร่งไปสู่การรำลึกถึงอัลลอฮฺ และจงละทิ้งการค้าขายเสีย นั้นเป็นการดีสำหรับพวกท่าน" (อัลกุรอาน 62 : 9)
ในโองการนี้ยังแสดง ให้เห็นว่าเมื่อถึงเวลาละหมาดวันศุกร์ทุกคนจะต้องละทิ้งทุกกิจกรรม แต่จะต้องไปประกอบศาสนกิจทันที เพราะการประกอบศาสนกิจดังกล่าวดีกว่าทุกกิจกรรม
ในโองการต่อจากนี้ หนึ่งโองการมีภูมิหลังการประทานโองการของพระเจ้าต่อศาสนฑูตมุฮัมมัดว่า ในขณะที่ท่านศาสนฑูตกำลังให้ธรรมเทศนาก่อนละหมาดนั้น จู่ๆ มีกองคาราวานสินค้าบรรทุกเครื่องบริโภค ของชายผู้หนึ่งผู้มีนามว่า ดะฮียะฮฺ อัลกัลบีย์ มาจากประเทศซีเรีย กอปรกับชาวเมืองมะดีนะฮฺขณะนั้นประสบความหิวโหย และเครื่องบริโภคมีราคาแพง ทำให้ชาวเมืองที่กำลังฟังธรรมเทศนาได้วิ่งกรูไปที่คาราวานสินค้าด้วยความเคย ชินเหมือนวันปกติ ปล่อยท่านศาสนฑูตแสดงธรรมเทศนาและเหลือผู้ร่วมฟังเพียง 12 คน ดังนั้น อัลลอฮฺจึงประทานโองการนี้ เพื่อตักเตือนอัครสาวกศาสดาต่อพฤติกรรมหลงผิดดังกล่าว และเปรียบเทียบ การละหมาดและระลึกถึงพระองค์นั้นดีกว่าการละเล่นและการค้า เพราะพระองค์นั้นเป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพที่แท้จริง เพราะอัลลอ์ได้โองการความว่า “และเมื่อพวกเขาได้เห็นการค้าขายและการละเล่น พวกเขาก็กรูกันไปที่นั้นและปล่อยเจ้า(ศาสนฑูตมุฮัมมัด) ยืนอยู่คนเดียว จงกล่าวเถิด โอ้ศาสนฑูตมุฮัมมัด สิ่งที่มีอยู่ ณ อัลลอฮฺนั้นดีกว่าการละเล่นและการค้าและอัลลอฮฺนั้นทรงเป็นเลิศในหมู่ผู้ ประทานปัจจัยยังชีพ” (อัลกุรอาน 62 : 11) โปรดดู al-Zuhaili, Wahbah, 1991 : al-Tafsir al-Munir, Berut : Dar alfikr al-Muasorah, 22/195/196
แต่ เมื่อเสร็จการปฏิบัติศาสนกิจดังกล่าวทุกคนมีสิทธิที่จะออกไปประกอบอาชีพที่ สุจริตเพราะอัลลอฮ์ได้โองการต่อจากโองการที่ผ่านมาว่า “ ต่อเมื่อการละหมาดได้สิ้นสุดแล้วก็จงแยกย้ายกันตามแผ่นดินและจงแสวงหาความ โปรดปรานของอัลลอฮฺและจงรำลึกถึงอัลลอฮฺให้มากๆเพื่อพวกเจ้าจะประสบความ สำเร็จ” (อัลกุรอาน 62 : 10)
ไม่เพียงเท่า นั้นมุสลิมจะต้องละหมาดทุกวัน วันละ 5 เวลา(ประมาณเวลาละ 5-10 นาที ณ ที่ใดก็ได้) เพราะฉะนั้น การปฏิบัติศาสนกิจจึงมิได้เป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพ เพียงแต่ในวันศุกร์มุสลิมจะต้องใช้เวลามากหน่อย ในการประกอบศาสนกิจ และจะต้องทำที่มัสยิดของชุมชนเท่านั้น
ดังนั้น เราจะเห็นว่า ในชุมชนมุสลิม โดยเฉพาะมัสยิดกลางปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เต็มไปด้วยข้าราชการ นักธุรกิจ ชาวบ้าน และคนทุกสาขาอาชีพไปร่วมละหมาด
แต่ ที่เป็นปัญหาสักหน่อยคือ ข้าราชการมุสลิมเขาต้องรีบออกจากที่ทำงานเพื่อประกอบศาสนกิจก่อนเวลา 12.00 น. และรีบออกจากมัสยิดให้ทันที่ทำงานก่อนเวลา 13.00 น. ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับข้าราชการมุสลิม ที่จะสามารถทำงานเต็มเวลา (08.30-12.00 น. และ 13.00-16.30 น. เพราะการละหมาดวันศุกร์ 12.15-13.15 น.)
ดังนั้นหากเป็นไปได้การหยุดราชการในวัน ศุกร์น่าจะสอดคล้องกับวิถีชีวิตข้าราชการมุสลิมหรือการไปติดต่อราชการวัน ศุกร์ของชาวบ้านจังหวัดชายแดนภาคใต้
การหยุด ราชการวันศุกร์จึงเป็นเพียงทางออกหนึ่งในชุมชนมุสลิมเท่านั้น ในการแก้ปัญหาการประกอบศาสนกิจ แต่อีกหลายปัญหาที่เป็นเชิงระบบในการบริหารแผ่นดินทั่วประเทศที่มีความ สัมพันธ์กันเป็นเครือข่ายของคน จังหวัดชายแดนภาคใต้กับทั่วประเทศ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องผ่านกระบวนชูรอ (ประชุมปรึกษาแบบมีส่วนร่วมตามทัศนะอิสลาม) และการประชุม ปรึกษาหารือกับทุกภาคส่วน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันนำไปสู่การส่งเสริมกระบวนการพูดคุยสันติภาพกับผู้เห็นต่างได้เป็นอย่างดี
ท้าย นี้ผู้เขียนขอประณามการระเบิดที่เทศบาลตะลุบันครั้งนี้และขอแสดงความเสียใจ อย่างยิ่งต่อทุกครอบครัวของผู้สูญเสีย และผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและทางจิตใจจากเหตุการณ์นี้และทุก เหตุการณ์รุนแรงที่ผ่านมาที่ขาดซึ่งมนุษยธรรมทั้งจากภาครัฐหรือทุกกลุ่มที่ ปฏิบัติการ และขอเรียกร้องให้ผู้ก่อเหตุได้หยุดคิดพิจารณาถึงผลกระทบจากการใช้ความ รุนแรง ที่นำมาสู่ความสูญเสียต่อชีวิตและร่างกาย ตลอดถึงทรัพย์สิน ขณะเดียวกันผู้เขียน ขอเรียกร้องให้รัฐบาลกระจายอำนาจการปกครองที่สอดคล้องกับคนพื้นที่ บริหารความรู้สึกอธรรมด้วยกระบวนการทางยุติธรรมที่โปร่งใส และแสวงหาทางออกทางการเมืองโดยการสร้างกระบวนการในการเปิดพื้นที่พูดคุยกับ ประชาชนในพื้นที่ และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อหาแนวทางสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน




