WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 3, 2012

อาการเหลิง-ดันทุรัง

ที่มา Voice TV

 ใบตองแห้ง Baitonghaeng



ใบตองแห้ง Baitonghaeng

VoiceTV Staff

Bio

คอลัมนิสต์อิสระ


ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ตัดสินใจลาออกจากรัฐมนตรีเพราะถูกใครบีบก็แล้วแต่ ประเด็นสำคัญคือกระแสสังคมบีบ จนหลายฝ่ายเริ่มเห็นว่าถ้าอยู่ในตำแหน่งต่อไปก็จะกระเทือนทั้งรัฐบาล

ผมไม่ได้บอกว่ายงยุทธเลว ชั่ว ตาม ปปช.ชี้มูล จนไม่อาจเอาไว้ในตำแหน่ง นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง (และไม่ได้บอกว่าดีเลิศประเสริฐศรีเช่นกัน-ฮา) ยงยุทธมีสิทธิตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องที่ดินอัลไพน์ ผิด-ไม่ผิด เป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพราะอันที่จริงข้อต่อสู้ของยงยุทธก็มีแง่มุมที่พอรับฟังได้

ปปช.ชี้ว่ายงยุทธทุจริต เมื่อครั้งรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทยปี 2545 กรมที่ดินสั่งให้ที่ดินอัลไพน์กลับไปเป็นธรณีสงฆ์ตามคำวินิจฉัยของกฤษฎีกา แต่ยงยุทธรับอุทธรณ์แล้วเพิกถอนคำสั่ง วินิจฉัยว่าอัลไพน์ไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์ หลังจากนั้นก็ได้เป็นปลัดมหาดไทยย้อนหลัง

พูดง่ายๆ คือ ปปช.เห็นว่ายงยุทธช่วยเสนาะ-ทักษิณ จนตัวเองได้เก้าอี้ แต่ยงยุทธก็มีข้อต่อสู้ว่าเมื่อครั้งเป็นอธิบดีกรมที่ดินปี 2543 ในรัฐบาลชวน หลีกภัย ก็เคยวินิจฉัยไว้อย่างนี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเพราะใครมีอำนาจ (อย่าลืมว่าสมัยนั้นยงยุทธก็คือเด็ก ปชป. มีพี่ชาย ธวัช วิชัยดิษฐ เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี คนสนิทที่ชวน หลีกภัย ไว้วางใจฝากฝังได้ทุกอย่าง ฮิฮิ) และหลังจากนั้น ปลัดมหาดไทย 9 คน ทั้งในยุค คมช.และ ปชป.ก็ไม่เห็นมีใครกล้าเพิกถอนที่ดินอัลไพน์กลับไปเป็นที่ธรณีสงฆ์ เพราะจะมีปัญหาตามมา ทำให้ผู้อยู่อาศัย 292 ครัวเรือนเดือดร้อน กรมที่ดินและกระทรวงมหาดไทยอาจถูกฟ้องด้วย

อย่างไรก็ดีปัญหาอยู่ที่คำสั่ง ปปช.ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อนุกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงมหาดไทย แม้โต้แย้งแทนยงยุทธว่าไม่ผิดแต่ก็ต้องสั่งไล่ออกจากราชการ โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2545 ที่ยงยุทธเกษียณอายุ จากนั้นก็บอกว่าเข้าข่ายล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ล้างมลทินปี 2550 ยงยุทธดำรงตำแหน่ง ส.ส.และรัฐมนตรีได้โดยไม่ขาดคุณสมบัติ

ตรงนี้ต่างหากที่สังคมฟังแล้วเหมือนอุ้มกัน ไล่ออกปุ๊บปั๊บล้างมลทินเสร็จสรรพ โดยตัวเองยังอยู่ในเก้าอี้ มท.1 แม้จะอ้างเลขากฤษฎีกาฯ เลขา ก.พ.แต่สังคมก็มองว่าข้าราชการเกรงรัฐมนตรี ข้อโต้แย้งต่างๆ ของยงยุทธจึง “ฟังไม่ขึ้น”

ในทางกฎหมาย ยงยุทธจะได้รับการล้างมลทินหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในทางการเมือง ยงยุทธถูกมองว่ากอดเก้าอี้ หวงเก้าอี้ ใช้อำนาจค้ำเก้าอี้ตัวเองไปแล้ว จะพูดอะไรก็เถียงไม่ออก

คนเราเวลาตกเป็นจำเลยสังคม แม้พูดอย่างให้ความเป็นธรรม บางครั้งอาจไม่ผิดหรือผิดบ้างแต่ไม่ได้เลวร้ายไปหมดอย่างที่ถูกประณาม แต่ถ้าออกมาตอบโต้ เถียงคำไม่ตกฟาก เราก็มักจะเห็นกันว่ายิ่งโต้ยิ่งแย่ ถูกมองว่าแก้ตัว ตะแบง แถ โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้มีฐานะทางสังคม

ลองเปรียบเทียบกับหมอเถื่อนที่ฉีดสารฟิลเลอร์ให้นางแบบสิครับ พอออกมารับผิด เสียใจ มอบตัว ไปเยี่ยม เห็นไหมว่าเกือบเป็นพระเอกไปเลย ลองเถียงว่าตัวเองไม่ผิดสิ กระแสสังคมก็มีทั้งด้านที่ถูกต้องและฉาบฉวยอยู่ด้วยกัน

ถ้ายงยุทธแสดงสปิริตลาออกทันทีที่ อนุ ก.พ.มีคำสั่ง ลาออกจากรัฐมนตรี รองนายกฯ คงไว้แต่ตำแหน่ง ส.ส.เพื่อให้ กกต.ส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดเป็นบรรทัดฐาน ยงยุทธก็จะเป็นพระเอก เป็นผู้ที่น่าเห็นใจ แล้วสังคมก็จะหันมารับฟังข้อต่อสู้ ว่าเออ บางแง่มุมมันก็ไม่ค่อยเป็นธรรมกับเขานะ ฯลฯ ยงยุทธยังสามารถไปแลกหมัดกับ ปปช.อยู่นอกรัฐบาลได้ (ฝากแซว ปปช.ด้วยว่าทีป๋าเหนาะทำไมปล่อยให้ลอยนวล)

แต่ถ้ายื้อกันต่อไป สมมติยงยุทธไม่ลาออก กกต.ชี้ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ แต่ละดอก จะยิ่งกดดันและสะเทือนไปทั้งรัฐบาล

อำนาจหอมหวาน

คำถามที่ตามมาคือ ทำไมยงยุทธและพรรคเพื่อไทยมองสถานการณ์ไม่ออก ยังพยายามดันทุรังจนนาทีสุดท้ายที่ไปไม่รอดแล้ว มิหนำซ้ำ บรรดาแกนนำ นปช.ก็ช่วยกันปกป้อง กระทั่งวันลาออกยังเห็น ตู่-เต้น ไปยืนเรียงแถวประดับบารมี

คือถ้าแสดงสปิริตแล้วให้กำลังใจกัน ก็ถูก แต่นี่กว่าจะแสดงสปิริต

ผมยกเรื่องนี้มาพูดในรายการ Wake Up ตั้งแต่วันจันทร์ว่ายงยุทธควรลาออก แต่แปลกใจว่าในพรรคเพื่อไทยไม่ยักมีใครแสดงความเห็น สามัคคีอุ้มหัวหน้าพรรคกันดีจัง พอมีแกนนำ นปช.สุรินทร์ไปร้อง กกต.ก็มองว่าเลื่อยขาเก้าอี้ ถูกด่าขรม แม้น่าจะจริงเพราะพาดพิงถึงสามีคุณระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช แต่ถามว่าคนในพรรคไม่ถกกันบ้างหรือว่าความเหมาะสมอยู่ตรงไหน จนต้องให้ทีมยุทธศาสตร์บ้านเลขที่ 111 ออกโรง (ตามข่าว)

ยงยุทธวันนี้ไม่ใช่ยงยุทธเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนที่ไม่มีใครอยากรับเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยงยุทธวันนี้คือ มท.1 ผู้มีบารมีทั่วประเทศทั้งจากตำแหน่ง และความเป็น “สิงห์” (ดำ) ถ้าพูดถึงความสำคัญต่อรัฐบาล ยงยุทธมีความสำคัญสูงยิ่งในการช่วงชิงอำนาจ กระชับอำนาจ ในฐานะอดีตปลัดมหาดไทยที่รู้ช่องและใช้ข้าราชการเป็น

ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า “เนียน” ในการเอาพระนาย สุวรรณรัฐ น้องชายองคมนตรีกลับมาเป็นปลัดในฐานะผู้มีอาวุโสลำดับหนึ่ง ทั้งยังให้ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล เป็นผู้ว่าเชียงใหม่ต่อไปจนเพิ่งย้ายมานั่งรองปลัดกระทรวง ขณะที่ตำแหน่งอื่นๆ ก็วางคนของตัว คนของพรรค คนของนักการเมืองกลุ่มต่างๆ

แน่นอนขณะเดียวกันยงยุทธก็กลายเป็นไม้ใหญ่ที่ใครๆ วิ่งเข้าหา มีบารมี มีหน้าห้อง พวกพ้องบริวาร ต่างจากสมัยเป็นแค่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยลิบลับ คนเราเวลามีลูกขุนเยอะๆ ต้องระวังนะครับ เพราะคุณจะมองไม่เห็นความจริง ประเมินสถานการณ์ผิด

ผมทำนายไว้แล้วว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ยาว แต่อยู่แบบแย่ๆ สาเหตุที่อยู่ยาวทั้งที่อยู่ภายใต้โครงสร้างอำมาตย์ รัฐธรรมนูญก็ยังไม่ได้แก้ ก็เพราะสังคมไม่มีทางออก จำต้องกลับมายอมรับวิถีประชาธิปไตย ที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ไม่ต้องการเห็นรัฐประหาร หรือตุลาการภิวัตน์ ยุบพรรค ตัดสิทธิ จนเกิดการตั้งรัฐบาลในค่ายทหารอีก

เวลาพูดถึงกระแสสังคม เราต้องแยก 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือกระแสที่สร้างโดยฝ่ายค้านฝ่ายแค้น สื่อ เสื้อเหลือง เสื้อหลากสี ที่ อ.เกษียร เตชะพีระ เรียกว่า The Zombie Opposition แต่อีกส่วนหนึ่งคือกระแสของคนกลางๆ (ซึ่งไม่ใช่เป็นกลาง เพราะความเป็นกลางจริงๆ ไม่มี) คนที่ไม่ได้ติดตามการเมืองมากนัก ไม่ได้เข้าข้างหนึ่งข้างใดอย่างชัดเจน เพียงมีความเห็นเป็นเรื่องๆ เห็นด้วยกับอะไรที่ฟังดูพอมีเหตุผล และอยากเห็นความสงบ อยากทำมาหากิน ซึ่งคนเหล่านี้ที่เลือกพรรคเพื่อไทยก็ไม่ใช่น้อย

กระแสสังคมกลางๆ ที่อยากเดินทางสายกลางนี่แหละเป็นฐานสำคัญ ให้รัฐบาลอยู่ได้แบบที่ อ.เกษียรเรียกว่า The Politics of Mediocrity คืออยู่ไปแบบถูๆ ไถๆ เฮงๆ ซวยๆ อาศัยว่าพวกขบวนการซอมบี้สติแตก สร้างความเบื่อหน่ายให้ผู้คนทั่วไปมากกว่า

รัฐบาลไม่ได้อยู่ด้วยกระแสนิยมของคนทั่วไป คนจำนวนไม่น้อยอาจคล้อยตามฝ่ายค้านในบางเรื่อง เช่น จำนำข้าวทำให้เสียหาย แต่ก็ไม่เห็นด้วยนะ ถ้าจะร้องศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะเดี๋ยวเสื้อแดงก็ออกมายึดราชประสงค์ ยึดผ่านฟ้า จลาจลนองเลือด เศรษฐกิจพินาศอีก ฉะนั้นอะไรที่ทนได้ก็ทนไปเถอะ ใช่ว่ารัฐบาล ปชป.หรือ คมช.จะดีนักหนา

ผมเข้าใจว่ารัฐบาลก็รู้ พรรคเพื่อไทยก็รู้ ว่า “อยู่ยาว” แต่สำคัญว่า “อยู่ยาว” แล้วย่ามใจ เหลิงอำนาจ หาผลประโยชน์ หรือจะอาศัยช่วงเวลานี้ค่อยๆ สร้างรากฐานประชาธิปไตย นำไปสู่การรื้อโครงสร้างที่เป็นรากเหง้าของปัญหา

ไม่ได้บอกว่าคนที่คิดอย่างหลังไม่มีเสียเลย แต่ท่าจะน้อยมาก โดยเฉพาะในหมู่ที่ขึ้นมาใช้อำนาจเป็นรัฐมนตรีอยู่ตอนนี้

รัฐบาลทำอะไรที่สวนกระแสหลายอย่าง แสดงท่าทีไม่สนใจเสียงวิจารณ์ของสังคม อย่างเช่นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ที่เอาอดีต ผบ.ตร.ไปเป็นปลัดกระทรวงคมนาคม ทั้งที่ประเทศไทยต้องเดินหน้าไปสู่การพัฒนาระบบขนส่งขนานใหญ่ สร้างรถไฟฟ้า สร้างรถไฟความเร็วสูง จากเหนือ-ใต้ ออก-ตก ซึ่งจะพลิกโฉมหน้าของประเทศ (และถ้าทำสำเร็จ พรรคเพื่อไทยอาจเป็นรัฐบาลอีก 20 ปี)

หรือเอาอดีตปลัดกระทรวงพัฒนาสังคม พี่สาว ส.ส.ผู้ถูกปลดกลางอากาศ มาเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ถามว่าเพื่องานปฏิรูปการศึกษา รับมือเปิดเสรีอาเซียน หรือเพื่อยุติศึกภายในพรรค เกรงใจทั้งสันติ พร้อมพัฒน์ และประวัฒน์ อุตตะโมต แต่ไม่เกรงอนาคตของชาติเลย

อรุณ วัชระสวัสดิ์ ยังเขียนการ์ตูนล้อแบบปลงๆ เมื่อเธอประกาศว่าทุกคนจะเริ่มต้นที่ศูนย์พร้อมกัน

ไม่ใช่แค่เรื่องโยกย้ายข้าราชการ แต่เรื่องการประมูลก่อสร้าง ก็มี “กลิ่นไม่ดี” อย่างที่ ปปท.ตรวจพบ เราอาจบอกว่ามันเกิดขึ้นได้ในโครงการมากมายเป็นเบี้ยหัวแตก แต่ถามว่ารัฐบาลตื่นตัว แสดงท่าทีเข้มงวดกวดขัน ติดตามตรวจสอบหรือไม่ หรือว่ามันเป็นจริงที่แบ่งโครงการลงพื้นที่แล้วนักการเมืองเอาไปเร่ขายผู้ รับเหมา

เช่นเดียวกับจำนำข้าว ปัญหาเชิงนโยบายเรื่องที่วิจารณ์กันว่ารัฐบาลเข้ามาผูกขาดตลาด เป็นเรื่องหนึ่ง ปัญหารั่วไหลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง รัฐบาลควรรู้อยู่แล้วว่าทุจริตง่าย ทำไมไม่วางมาตรการเข้มงวดแต่แรก

ปัญหาของรัฐบาลที่มีแต่รัฐมนตรีเกรดบี หรือซี มีทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และเหลิงอำนาจ แม้แน่นอนว่าอยู่ได้ แบบ Mediocrity คือถูไถไปเพราะสังคมไม่มีทางเลือก แต่รัฐบาลก็ควรเลือกที่จะทำให้กระแสสังคมไม่พอใจน้อยหน่อย ผ่อนสั้นผ่อนยาว ผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่ใช่หักด้ามพร้าด้วยเข่าอยู่เรื่อยๆ

ทีเรื่องที่ควรหักอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับไม่กล้าหัก แต่มาสวนกระแสกับเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรี หรือการแต่งตั้งโยกย้าย

ที่จริงผมเข้าใจวิถีการแย่งชิงอำนาจแบบฝ่ายการเมือง ที่ต้องวางคนของตัว ของพรรค รวมทั้งต้องสร้างสัมพันธ์กับกลุ่มธุรกิจ นั่นเป็นสิ่งที่เดิน 2 ขาได้ แต่อีกขาหนึ่งที่ทิ้งไม่ได้เลยคือเดินไปสู่การปฏิรูปประชาธิปไตย ตอบสนอง รักษา และขยายฐานมวลชน ที่เป็นพลังประชาธิปไตย และเป็นฐานที่แท้จริง

ยงยุทธลาออก น่าจะเป็นโอกาสปรับคณะรัฐมนตรี ที่ส่วนหนึ่งก็มาจากตัวแทนกลุ่มก๊วนการเมือง ไม่ได้บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ และแทบไม่มีส่วนร่วมกับการต่อสู้ของมวลชน นี่ไม่ได้บอกว่ารัฐมนตรีต้องมาจากเสื้อแดง ถ้ามีความสามารถ แมวสีไหนก็จับหนูได้ แต่ถ้าทั้งไม่เอางานไม่เอาถ่าน ไม่เคยกระตือรือร้นร่วมการต่อสู้ เพียงเป็นตัวแทนกลุ่มก๊วน (ซึ่งก็ได้รับเลือกมาจากความตื่นตัวของมวลชน) แล้วจะมานั่งอยู่ทำไม

รัฐบาลต้องทบทวนว่า “อยู่ยาว” แล้วจะทำอะไร จะรักยาวให้บั่นหรือคิดสั้นย่ามใจ อย่าลืมว่า “จุดเปลี่ยน” พร้อมจะมาถึงทุกเมื่อและมันอาจผกผันกว่าที่คิดกันไว้ก็ได้

ส่วนนักประชาธิปไตย มวลชนผู้รักประชาธิปไตย อาจจะต้องตระหนักว่าเรามาถึงโหมดใหม่ ที่ขบวนการซอมบี้ไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ แน่นอน เรายังต้องปกป้องรัฐบาลเพื่อไทยในแง่ของการปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเริ่มตรวจสอบนักการเมืองไปพร้อมๆ กัน

ดำทุรัง Men in Black

โพลล์ออกมาว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอ คอป.ในขณะที่ชาวเสื้อแดงโวยวายคอเป็นเอ็น ไม่ยอมรับผลสรุปที่ว่า “ชายชุดดำมีจริง”

ฟังเหมือนไม่เป็นผลดีเลย รายงาน คอป.กลายเป็นอาวุธทิ่มแทง นปช.และรัฐบาลเพื่อไทยไปเสียฉิบ

ที่จริงมันก็มีด้านที่เป็นผลร้าย แต่ไม่ใช่เป็นอย่างนั้นเสียหมด อย่างที่ผมเขียนครั้งก่อน รายงาน คอป.สรุปว่ามีชายชุดดำทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 คน แต่ประชาชนที่เหลือ 83 คนมีจำนวนมากที่ คอป.ชี้ชัดว่ากระสุนมาจากทหาร

เพียงแต่ คอป.ใช้ทัศนะของตนมาเน้นเรื่องชายชุดดำ และการชุมนุมของ นปช.ที่ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ มีลักษณะยั่วยุ โดยไม่กล่าวถึงการใช้กำลังทหาร ใช้กระสุนจริง ตามคำสั่ง ศอฉ.ว่าเป็นการกระทำที่สมควรแก่เหตุหรือไม่

แกนนำ นปช.ไปดิ้นพัลวันกับการปกป้องตัวเอง ปฏิเสธเรื่องชายชุดดำ ทั้งที่มันเป็น fact ปฏิเสธเรื่องยั่วยุ เพราะเป็นการโต้แย้งจากจุดยืนตัวเอง ที่กลัวติดคุก ไม่ใช่จุดยืนของมวลชนที่เข้าร่วมการต่อสู้อย่างบริสุทธิ์

มวลชนมาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ทวงความยุติธรรม ไม่พอใจที่ถูกปล้นอำนาจ พวกเขาอาจจะรุนแรงแบบบ้านๆ  แต่พวกเขาไม่มีอาวุธสงคราม ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับชายชุดดำ ใครจะสั่งชายชุดดำมาก็แล้วแต่ มวลชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เหตุใดรัฐบาลอภิสิทธิ์จึงสั่งให้ใช้กำลังทหารพร้อมปืนเอ็ม 16 ปืนติดกล้อง เข้าไปกระชับพื้นที่ โดยออกคำสั่งปลายเปิด ให้ทหารยิงได้เมื่อเห็นใครต้องสงสัย ทำให้มวลชนผู้บริสุทธิ์ตายเป็นเบือ ในรายงาน คอป.ก็บอกอยู่ชัดเจน

แกนนำ นปช.ไม่ได้ถกอย่างนี้ แกนนำ นปช.จะบอกว่าตัวเองถูกทุกข้อ ไม่มีใครเกี่ยวข้องกับชายชุดดำ ซึ่งมันฝืนความจริง สังคมก็เลยรู้สึกว่า “แถ”

ตัวอย่างเช่นการไปจ้องจับผิดอนุกรรมการ 2 คนว่าเป็นพันธมิตร ปัญหาของรายงาน คอป.ไม่ได้อยู่ที่ข้อมูล แต่อยู่ที่ทัศนะ ซึ่งทัศนะที่นำมาสรุป เป็นผลจากตัวกรรมการเอง ไม่ใช่ระดับจิ๊กจ๊อกแค่อนุกรรมการ 2-3 คนหรอก

ผมเสียดายที่รัฐบาลและ นปช.ไม่รู้จักใช้รายงาน คอป.ศอกกลับพรรคประชาธิปัตย์บ้าง เช่น ข้อมูลที่ชัดเจนว่า นักข่าวญี่ปุ่น นักข่าวอิตาลี ตายเพราะกระสุนจากทางทหาร มวลชนเกือบทั้งหมดตายเพราะกระสุนจากทางทหาร ไม่มีกรณีชายชุดดำยิงคนเสื้อแดงอย่างที่ ปชป.อ้าง มีแต่ฝีมือชายชุดเขียวทั้งนั้น

หรือการที่ คอป.ยอมรับว่า ทหารไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่ง ศอฉ.อย่างเคร่งครัด จึงทำให้มวลชนตายเป็นเบือ แต่ คอป.กลับตำหนิ ศอฉ.เพียงว่าไม่ติดตามตรวจสอบ ทั้งที่ควรจะสอบสวนว่า ศอฉ.ออกคำสั่งปลายเปิดเช่นนี้ ได้คำนึงถึงผลที่ตามมาหรือไม่ การออกคำสั่งแบบนี้แล้วมีผู้ปฏิบัติไม่เคร่งครัดทำให้คนตาย 2-3 ราย ก็ถือว่าผิดที่ผู้ปฏิบัติ แต่ออกคำสั่งแล้วมีคนถูกยิงตาย 80 กว่าราย คำสั่งต้องมีปัญหาแล้วครับ

รัฐบาล พรรคเพื่อไทย นปช.เล่นไม่เป็นทั้งสิ้น เอาแต่จะเข้าชื่อกัน 50,000 ชื่อไปต่อต้านรายงาน คอป.ไม่ให้รับรองรายงาน คอป. เออ ทำไมไม่ทำอย่างเครือข่ายญาติ 112 ไปเรียกร้องอธิบดีศาลอาญาให้ประกันตัวผู้ต้องหาตามข้อเสนอ คอป.

ส่วนที่โพลล์ออกมาว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอ คอป.ก็ไม่ต้องกังวล เพราะไม่ใช่คนเห็นด้วยเรื่องชายชุดดำมีจริง กระแสสังคมที่ต้องการเห็นความสงบ พึงพอใจกับรายงานที่ออกมาโรยหน้าว่า “ผิดทั้งคู่” และมีข้อเสนอให้หาทางเลิกแล้วต่อกัน คนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้อ่านรายละเอียดก็รู้สึกว่า “ดูดี”

ฉะนั้นต้องทำความเข้าใจความต้องการของสังคม และเดินไปในเส้นทางนี้ ส่วนรายละเอียดจะตอบโต้กันอย่างไร ก็ให้แยกแยะเป็นประเด็น

ตัวอย่างเช่น ข้อเรียกร้องของ อ.คณิต ณ นคร ที่ให้ทักษิณวางมือ ก็ต้องโต้สิครับว่า อ.คณิตแกมาเรียกร้องอะไรเหนือรายงาน คอป.ที่ทำมากับมือ ถือว่าผิดมารยาท คณะกรรมการสรุปไปแล้ว ถูกผิดอย่างไรก็ว่ากัน แต่ประธานกลับมีข้อเสนอนอกเหนือรายงาน ซึ่งไม่สมควรยิ่ง ถ้าจะไปให้สัมภาษณ์ภายหลังอีก 6-7 วันก็ว่าไปอย่าง

ประเด็นสำคัญคือต้องเข้าใจว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา 6 ปีนับแต่รัฐประหาร หรือ 11 ปีนับแต่มีรัฐบาลทักษิณ มันมีลักษณะที่ “ผิดทั้งคู่” จริง ไม่ได้มีใครถูกต้อง ดีงาม ขาวสะอาด แฟร์เพลย์ เล่นตามกฎกติกามารยาท เพียงแต่อะไรคือสาเหตุปัจจัย อะไรที่ทำให้ปัญหาลุกลาม

รัฐบาลทักษิณไม่ได้ดีเลิศประเสริฐศรี ทำแต่สิ่งดีๆ ให้มวลชน ไม่เคยทำอะไรผิด รัฐบาลทักษิณมาจากประชาธิปไตย แต่ไม่เป็นประชาธิปไตย กระนั้นการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาล ยิ่งทำให้ความขัดแย้งบานปลาย ไปกันใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้อง ดึงสถาบันตุลาการมากำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ขบวนการซอมบี้ทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะ แพ้เลือกตั้งก็ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ใช้อำนาจตุลาการยุบพรรค ตัดสิทธิ จนตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร มวลชนเสื้อแดงก็ลุกฮือขึ้น แน่นอน ไม่ใช่มานั่งพับเพียบชุมนุมเรียกร้อง เป็นม็อบที่มีอารมณ์ ถูกปลุกให้คลั่งแค้น ก้าวร้าว มีลักษณะรุนแรง แต่มันก็คือการแสดงออกของผู้ถูกกระทำจนเหลืออด เหตุใดผู้ที่ยึดอำนาจไปจากประชาชนจึงใช้ข้ออ้าง “ชายชุดดำ” ส่งกำลังทหารเข้ามาปราบปราม ซึ่งไม่เพียงมีคนตายจำนวนมาก แต่คนอีกเป็นพันก็ถูกจับกุมคุมขังภายใต้กระบวนการที่ไม่ยุติธรรม

ภายใต้ข้อสรุป “ผิดทั้งคู่” ที่ต้องยอมรับ มันมีด้านที่ “ผิดยิ่งกว่า” ตรงนั้นต่างหากที่จะต้องชี้ให้สังคมเห็น แต่ถ้าเริ่มต้นจาก “กรูไม่ผิด” ก็ยากที่จะให้ใครคล้อยตาม

                                                                                    ใบตองแห้ง
                                                                                 1 ต.ค. 55
..........................

1 ตุลาคม 2555 เวลา 12:31 น.

'สุกำพล' เผย นายกฯขอโทษสหรัฐ ปมนาซาขอใช้อู่ตะเภาแล้ว

ที่มา Voice TV

 'สุกำพล' เผย นายกฯขอโทษสหรัฐ ปมนาซาขอใช้อู่ตะเภาแล้ว



"สุกำพล" เผย นายกฯขอโทษสหรัฐฯ เหตุนาซาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาแล้ว  ยันไร้ปัญหาด้านความมั่นคงพร้อมขอร้องอย่าโยงให้เกิดประเด็น วอนเลิกวิจารณ์  
 
 
 พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ขอให้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภา เพื่อใช้ในการสำรวจชั้นบรรยากาศว่า กองทัพไม่มีปัญหาอะไร เพราะที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ประชุมเรื่องดังกล่าวนี้แล้ว โดยตนทำหน้าที่ดูแลเรื่องความมั่นคงก็ไม่เห็นมีปัญหา ดังนั้นขอร้องว่าอย่าไปทำให้มีประเด็น อย่าไปพูดซ้ำและอย่าไปคิดโน่นนี้ให้มากเรื่อง เพราะมันไม่มี หากเราไปพยายามผูกโยงกันจะเป็นการถ่วงประเทศ
 
 
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านอยากดูเอกสารที่นาซาให้ มาแผ่นเดียวนั้นก็เป็นรายละเอียดที่เหมือนเดิม ไม่ได้มีรายละเอียดใหม่ เพียงแต่คราวที่แล้วเราไม่ได้ให้ทางนาซาเข้ามาดำเนินการในพื้นที่ เพราะเรามีปัญหากันมากนั้นอายเขา
 
 
เมื่อถามถึงการทำความเข้าใจกับประชาชน พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า คิดว่าเขาเข้าใจกันหมด มีแต่สื่อมวลชนที่ไม่เข้าใจ เพราะที่ผ่านมามีการอธิบายไปมากมาย ขอให้ลงข่าวให้ตรง อย่าไปเขียนคาดว่าหากฟังเพียงนิดเดียวแล้วไปเต้นหมดก็ไม่ไหว ทั้งนี้รัฐบาล กระทรวง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องพูดก็ขอให้เชื่อกันบ้าง หากพูดแล้วดำเนินการไม่ตรงอย่างที่พูดก็ค่อยมาฟาดฟันกัน ทางนาซาจะเข้ามาสำรวจชั้นบรรยากาศและเมฆเพื่อให้การพยากรณ์อากาศแม่นย้ำขึ้น ในอนาคต โดยประเทศไทยไม่มีขีดความสามารถที่จะดำเนินการได้ ซึ่งเราก็ได้ประโยชน์ในส่วนนี้
 
 
 "เมื่อตอนที่นายกฯเดินทางไปประเทศสหรัฐ อเมริกาได้ขอโทษกับทางสหรัฐแล้วในเรื่องการขอใช้พื้นที่ เขาบอกว่านาซาจะไปดวงจันทร์ ง่ายกว่ามาประเทศไทยเสียอีก ดังนั้นขออย่าให้มีปัญหากันเลยในเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มีแต่ประโยชน์ ควรจะเลิกวิจารณ์กันได้แล้ว" รมว.กลาโหม กล่าว
 
Source : เดลินิวส์ / VoiceTv(Image)
3 ตุลาคม 2555 เวลา 12:33 น.

'สุขุมพันธุ์' ลั่นป้ายคนกรุงเทพฯ รักในหลวงไม่ใช่ป้ายหาเสียง

ที่มา Voice TV

 'สุขุมพันธุ์' ลั่นป้ายคนกรุงเทพฯ รักในหลวงไม่ใช่ป้ายหาเสียง



'สุขุมพันธุ์' ลั่นป้ายโฆษณาคนกรุงเทพฯ รักในหลวง ไม่ใช่ป้ายหาเสียงผู้ว่าฯ บอกเอกชนทำ ไม่ได้เป็นคนต้นคิด
 
 
กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากขณะนี้ เกี่ยวกับป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่ติดตั้งบนอาคารสูงริมถนนสายหลักหลายสาย โดยมีใจความว่า "คนกรุงเทพ รักในหลวง ไม่เปลี่ยน" ทั้งนี้ในป้ายดังกล่าวมีรูปของ "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อยู่รวมกับบรรดาศิลปิน นักร้อง นักแสดง และนักกีฬาชื่อดัง ซึ่งผู้ที่เห็นภาพดังกล่าว ส่วนมากจะวิจารณ์ในแง่ลบ เนื่องจากคิดว่าป้ายโฆษณานั้น เป็นการหาเสียงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ สมัยหน้าของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ที่ได้ประกาศว่าจะลงสมัครเพื่อรักษาแชมป์สมัยที่ 2 และเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องที่นำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มายุ่งเกี่ยวกับการ เมือง
 
 
ทั้งนี้ ด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนไม่ใช่เจ้าของป้ายดังกล่าว และป้ายโฆษณานี้ก็เป็นเรื่องของกลุ่มจิตอาสาที่ต้องการให้พ่อเมืองคือตน มีภาพรวมอยู่กับศิลปินนักร้อง เพื่อทำกิจกรรมทางสังคมในแคมเปญ "รักในหลวง" เท่านั้น ส่วนตนนั้นก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี และไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพราะเป็นการแสดงความจงรักภักดีผ่านแผ่นป้าย และตนก็ไม่ได้เป็นคนต้นคิด อีกทั้งป้ายดังกล่าวก็ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในสมัยหน้าด้วย
   
 
นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ กทม. ยังกล่าวยืนยันอีกครั้งว่า ป้ายดังกล่าวไม่ใช่ของตน ไม่ใช่ป้ายของ กทม. แต่เป็นป้ายของเอกชนทั้งหมด เพียงแต่มีรูปของตนไปร่วมด้วยเท่านั้น
 
 
สำหรับป้ายโฆษณานี้ เพิ่งจะมีการติดตั้งให้เห็นได้ประมาณ 2 วัน บริเวณถนนวิภาวดี พญาไท เป็นต้น ซึ่งป้ายดังกล่าว มี นุ่น ศิระพันธ์ วัฒนะจินดา, ก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ, นายกฤษดา สุโกศล แคลปป์ หรือ น้อย วงพรู, น้องแต้ว พิมศิริ ศิริแก้ว นักยกน้ำหนักหญิงทีมชาติไทย และน้องวิว เยาวภา บูรพลชัย นักเทควันโดหญิง, นายสมจิตร จงจอหอ อดีตนักมวยทีมชาติไทย ซึ่งด้านล่างของป้ายดังกล่าวระบุชื่อ กลุ่มคิดดีทำดี
 
 
อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า เรื่องดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจให้กับพรรคเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อความรู้สึกคนไทย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่ต้องการให้ปลดป้ายทั้งหมดโดยเร็ว
 
 
2 ตุลาคม 2555 เวลา 15:24 น.

'กทม.' รั้งอันดับ 1 เมืองรถติดที่สุดในโลก

ที่มา Voice TV

  'กทม.' รั้งอันดับ 1 เมืองรถติดที่สุดในโลก



เว็บไซต์ BBC รายงาน 10 อันดับ เมืองที่รถติดที่สุดในโลก ผ่านการโหวตจากผู้อ่านทั่วโลก ปรากฏว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่รถติดที่สุดในโลก
 
 
BBC ระบุว่า ปัญหาการจราจรติดขัดเริ่มเข้าสู่ภาวะวิกฤตหลังจากนโยบายคืนภาษีรถคันแรกของ รัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการมีรถยนต์เป็นของตนเอง เป็นผลให้มีรถยนต์แล่นบนท้องถนนกว่า 5 ล้านคัน ทั้งที่พื้นที่ของถนนรองรับรถยนต์ได้เพียง 2 ล้านคันเท่านั้น
 
 
สำหรับ 10 อันดับเมืองที่รถติดที่สุด ตามผลสำรวจของ BBC มีดังนี้
 
 
1. กรุงเทพฯ ประเทศไทย
 
 
2. กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
 
 
3. ไนโรบี้ ประเทศเคนย่า
 
 
4. กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์
 
 
5. เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย
 
 
6. เมืองกัมปาลา ประเทศยูกันดา
 
 
7. เมืองเล็กซิงตัน รัฐเคนตักกี้ สหรัฐฯ
 
 
8. เมืองออสติน รัฐเท็กซัส สหรัฐฯ
 
 
9. กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้
 
 
10. เมืองดาก้า ประเทศบังกลาเทศ    
 
 
Source : news center/prachachat/toptenthailand.com(Image)
2 ตุลาคม 2555 เวลา 18:02 น.

‘ศาสตราวุธของนักต่อสู้’ ผลงานทางปัญญา จากแดนคดีความมั่นคง

ที่มา ประชาไท



เผยผลงานของผู้ต้องขังคดีความมั่นคง จากกิจวัตรประจำวัน สู่การพิมพ์คู่มือประกอบศาสนกิจของมุสลิมเขียนด้วยลายมือ ชี้การศึกษาเปิดโอกาสให้อยากเป็นนักเขียน วอนให้ผู้ถูกอธรรมได้หลุดพ้นจากความลำบาก
วันหนึ่งที่ห้องโถงในเรือนจำกลางปัตตานี ในกลุ่มชายฉกรรจ์ หลายคนทำปากขมุบขมิบ พร้อมนั่งขยับนิ้วนับลูกประคำ ประหนึ่งกิจวัตรประจำวันในยามว่าง หรือแม้กระทั่งระหว่างนั่งฟังบรรยายจากวิทยากร
พฤติกรรมเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับมุสลิมที่เคร่งครัดในหลักการศาสนา ที่มักทำการรำลึกถึงอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลจักรวาล โดยการเอ่ยนามพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำตลอดเวลา หรือเรียกว่า การซิกรุลลอฮฺ เฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่อยู่นอกเรือจำ เพียงแต่สถานะของพวกเขาในทางคดี คือผู้ต้องขังคดีความมั่นคง
การำลึกดังกล่าว ถูกปฏิบัติอย่างปกติเช่นเดียวกับการขอดูอา หรือการขอวิงวอนหรือขอพรจากอัลลอฮฺ รวมถึงการกล่าวสรรเสริญและแซ่ซ้องสดุดีพระเจ้าอย่างเงียบๆ ซึ่งเรียกรวมๆว่า เป็นการทำอิบาดะห์ หรือการประกอบคุณงามความดีหรือศาสกิจตามแบบอย่างของนบีมุฮัมมัด ศาสดาแห่งอิสลาม
อันเป็นพฤติกรรมทำให้เกิดคำถามชวนสงสัยอยู่ว่า แล้วทำไมคนที่เคร่งศาสนาและมีพฤติกรรมที่ตอนนี้กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะภายใน เรือนจำไปแล้วนั้น จึงถูกดำเนินคดีและต้องถูกจองจำด้วย
ในจำนวนนั้น บางคนยังถือหนังสือเล่มเล็กสีเขียวอยู่ในมือ ที่มีภาพปกเป็นรูปมัสยิดกรือเซะ พร้อมข้อความภาษามลายูอักษรยาวี ที่ระบุว่า นี่คือจดหมายที่มีชื่อว่า سنجات مجاهد (ซึนญาตอ มุญาฮิด)
ชื่อนี้แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “อาวุธของผู้ที่มีความพยายาม”
คำว่า “อาวุธ” นี้มีความหมาย เพราะศาสดามูฮัมหมัด มีวัจนะไว้ว่า “ดุอาเป็นอาวุธของผู้ศรัทธา เป็นเสาหลักของศาสนา เป็นรัศมีแห่งฟากฟ้าและแผ่นดิน” (รายงานโดยอัล-หากิม)
หนังสือเล่มเล็ก ที่เปรียบเสมือนคู่มือการปฏิบัติศาสนกิจประจำวันของมุสลิมเล่มนี้ หากใครมีเป้าประสงค์ที่ไม่ขัดกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม การขอดูอาอย่างสม่ำเสมอจึงมักถูกปฏิบัติควบคู่ไปกับกิจการงานต่างๆด้วย
หากแต่ในสายตาพวกเขามันยิ่งมีความหมายมากกว่าหนังสือที่ตั้งวางขายอยู่ ทั่วไป เพราะเป็นหนังสือที่พวกเขาผลิตขึ้นมาเอง เขียนด้วยลายมือล้วนๆ ก่อนจะตีพิมพ์ขาย
ผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ บอกว่า หนังสือเล่มนี้ มีดุอามากกว่า 117 ดุอา หนาประมาณ 230 หน้า โดยรวบรวมจากหนังสือและตำราทางศาสนาประมาณ 14 เล่ม เนื้อหาส่วนใหญ่อธิบายด้วยภาษามลายู ประกอบด้วยวิธีการใช้ดูอาแต่ละประเภท ยกเว้นตัวบทของดูอา และโองการจากคัมภีร์อัลกุรอานที่เป็นภาษาอาหรับตามต้นฉบับเดิม
“ผมเขียนหนังสือคู่มือเล่มนี้ เพราะได้แรงบันดาลใจจาก ซัยยิด กูฏุบ นักเคลื่อนไหวเพื่ออิสลามของประเทศอียิปต์ในช่วงศตวรรษ 20 ที่เขียนหนังสือหลายเล่มระหว่างถูกจำคุก เช่น หนังสือเกี่ยวกับการอรรถาธิบายคัมภีร์อัลกุรอาน”
ผู้ต้องขังที่เคร่งครัด
เขาบอกว่า ต้องการให้โลกภายนอกเห็นว่า คนที่อยู่ในเรือนจำไม่ใช่ขยะของสังคมหรือเป็นคนที่ไม่ดี เพราะคนในเรือนจำมีความเคร่งครัดและมีความอดทนสูง การมีเวลาในการอ่านหนังสือ มีการศึกษา ทำให้คนในเรือนจำสามารถเขียนหนังสือได้
การรณรงค์ให้ผู้ต้องขังคดีความมั่นคงปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามหลัก ศาสนา ทำให้เกิดกิจกรรมหนึ่งที่มีสำคัญ คือ การบททวนการทำอิบาดะห์ประจำเดือน ซึ่งรวมถึงการอ่านดุอาด้วย ทำให้ต้องมีการเขียนบทดุอาต่างๆ ในกระดาษแล้วถ่ายเอกสารแจกให้เพื่อนๆผู้ต้องขังที่เข้ามาที่เรียนศาสนาศาลา ละหมาดเป็นประจำทุกวัน แถมยังแจกให้เจ้าหน้าที่เรือนจำและคนนอกที่มาเยี่ยมด้วย
ผู้ต้องขังรายนี้ ซึ่งเป็นครูสอนศาสนาประจำศาลาละหมาดแห่งนี้ บอกว่า ทำอย่างนี้อยู่ประมาณ 1 ปี จึงเกิดแนวคิดว่า น่าจะรวมเล่มบทดุอาเหล่านี้มาเป็นหนังสือคู่มือเพื่อง่ายต่อการอ่าน
“จากนั้นจึงเริ่มเขียนบทดูอาต่างๆ ด้วยลายมืออย่างจริงจัง ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนมูฮัรรอม ปีฮิจเราะห์ศักราช 1432 ตรงกับช่วงเดือนธันวาคม 2553 ใช้เวลา 16 วันในการจัดทำต้นฉบับ”
จากนั้นส่งพิมพ์จำนวน 100 เล่มก่อน ใช้งบประมาณ 3,000 บาท บางส่วนส่งให้โต๊ะครูที่ตนเคยเรียนด้วยช่วยตรวจความถูกต้องอีกครั้ง บางส่วนให้คนในเรือนจำช่วยตรวจความถูกต้องด้วยโดยการอ่านเป็นประจำ ใช้เวลาตรวจความถูกต้องประมาณ 4 เดือน
จากนั้นมีการปรับปรุงอีกครั้งที่ 1 มีการเพิ่มดุอาต่างๆ นอกจากดุอาประจำเดือน มีการเพิ่มบทกลอนภาษามลายูเกี่ยวกับหลักศรัทธาเรื่องวันสิ้นโลกและแก้คำผิด ก่อนส่งพิมพ์อีก 1,000 เล่ม ใช้งบประมาณ 20,000 บาท ปรากฏว่าขายหมดเกลี้ยง
“เงิน 20,000 บาท ส่วนหนึ่งยืมจากเพื่อนในเรือนจำ 5,000 บาท เป็นเงินเมีย 5,000 บาท และยืม จากเพื่อนข้างนอกอีก 10,000 บาท”
ต่อมามีการปรับปรุงเป็นครั้งที่ 2 ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ก่อนส่งพิมพ์อีก 2,000 เล่ม ขายหมดเช่นกัน สรุปแล้วพิมพ์ไป 3,100 เล่ม ขายได้ประมาณ 60,000 บาท รายได้ส่วนหนึ่งบริจาคญาติผู้ต้องขังที่มีฐานะยากจน
ขณะนี้สั่งพิมพ์เพิ่มอีก 1,000 เล่ม เพื่อนำไปวางขายตามร้านหนังสือต่างๆ ด้วย ซึ่งในการผลิตทั้งหมดได้รับความร่วมมืออย่างดีจากเจ้าหน้าที่เรือนจำ ถึงขนาดช่วยนำไปวางขายในร้านค้าในเรือนจำ จำนวน 300 เล่ม และขายหมดไปแล้ว
เขาเล่าด้วยว่า ตอนนี้กำลังเขียนหนังสืออีกเล่มชื่อว่า “หลังกำแพงเรือนจำมีอะไร” เพื่อสะท้อนชีวิตของนักโทษที่อยู่ในเรือนจำที่ด้วย
ใช้อะไรเขียน
ถามว่า เมื่ออยู่ในเรือนจำแล้วใช้อะไรเขียน เขาเล่าว่า ใช้ปากกาหมึกซึม เขียนบนกระดาษที่เหลือจากการประชุมสัมมนาภายในเรือนจำ แล้วให้ภรรยานำออกไปตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์บินฮาลาบี อ.เมือง จ.ปัตตานี
แม้ในเรือนจำมีร้านค้าอยู่ภายใน แต่ไม่ปากกาหมึกซึมขายและห้ามนำเข้ามาในเรือนจำ เพราะนักโทษมักใช้ปากกาหมึกซึมเขียนรอยสักบนร่างกาย จึงต้องอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ให้ภรรยานำมาให้ครั้งละ 2-3 ด้าม แต่ถ้าหมึกหมดก็จะต้องรออีก 2-3 วันกว่าจะได้มาอีก
ส่วนเหตุใดที่ใช้มัสยิดกรือเซะมาเป็นภาพปกนั้น คำตอบที่ออกมาจากปากของเขากลับกลายเป็นคำถามย้อนมาว่า “มัสยิดกรือเซะผิดอะไร ทำไมจึงถูกเผาอย่างที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์” “มันก็เหมือนกับที่ผิดอะไร ทำไมจึงถูกเจ้าหน้าทีมาจับ?”
เขาเล่าถึงสาเหตุที่ตัวเองต้องเข้ามาอยู่ในเรือนจำว่า เพราะถูกดำเนินคดีความมั่นคง ข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ปลุกระดม ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 12 ปี จากนั้นได้ยื่นอุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างฎีกา
เขาหวังว่า ศาลฎีกาจะกลับคำพิพากษา เพราะเขาเชื่อว่า ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ แต่เหตุที่ถูกจับเนื่องจากไปเป็นครูสอนศาสนาในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัด ปัตตานี ที่รัฐเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบ
เขามองถึงการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ต้องให้เป็นไปตามความต้องการของคนในพื้นที่ปัญหาถึงจะจบลง และจำเป็นต้องถอนทหารออกจากพื้นที่ไปด้วย
บทขอพรเพื่อคนถูกอธรรม
หนังสือคู่มือเล่มนี้ ไม่ได้แตกต่างจากคู่มือมุสลิมทั่วๆ ไป หากไม่ได้เป็นผลงานของผู้ต้องขังในเรือนจำ ซึ่งเขาบอกว่า เพื่อใช้ประกอบการทำอิบาดะห์อย่างเดียว เพื่อให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายใช้ขอดูอาจากอัลลอฮให้หลุดพ้นจากความอธรรมและความ ไม่เป็นธรรมทั้งหลาย ไม่มีนัยยะทางการเมือง
เมื่อพลิกดูเนื้อหาในส่วนแรกของคู่มือเล่มนี้ จะพบการเริ่มต้นด้วยดูอาที่ชื่อว่า “ดูอา อาวุธของนักต่อสู้” เขียนอยู่กรอบรูปลวดหนามล้อมวาดด้วยลายมือ ซึ่งเขาบอกว่า หมายถึง เรือนจำ โดยมีภาพวาด 2 มือที่แบออกพร้อมกับถูกคล้องด้วยกุญแจมือ หมายถึง “คนที่ถูกอธรรมกำลังขอดุอาต่อพระเจ้า เพื่อขอให้หลุดพ้นจากการถูกอธรรม” ส่วนภาพวาดดอกชบา หมายถึง สัญลักษณ์ของคนมลายูมุสลิม
ความหมาย คือ “โอ้ อัลลอฮ จงประทานความสันติสุขแก่ศาสดามูฮัมหมัด และขอให้เกิดความกลัวในหัวใจของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ผู้ที่กราบไหว้อย่างอื่นไปด้วยนอกจากอัลลอฮ ผู้ที่สร้างความอธรรม ผู้ที่กลับกลอก และผู้ที่สร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน....มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ”
อามีน อามีน อามีน

ผู้ต้องหายิง M79 เชียงใหม่ยังถูกขังหลังศาลยกฟ้อง

ที่มา ประชาไท



วัลลภ พิธีพรม ผู้ต้องหายิง M79 ถูกขังต่อหลังศาลยกฟ้องและอยู่ระหว่างอัยการขอขยายเวลาอุทธรณ์เป็นรอบที่สอง พร้อมความเคลื่อนไหวคดีอื่นๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ คดีดีเจวิทยุชุมชนถูกข้อหาปลุกปั่นให้ปิดถนน นัดสืบพยานนัดต่อไป 19 พ.ย.นี้

2 ต.ค.55 สืบเนื่องจากวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ยกฟ้องคดี ที่พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ฟ้องนายวัลลภ พิธีพรม ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ยิง M79 ก่อเหตุวุ่นวายในช่วงปี 2553 ด้วยเหตุขาดประจักษ์พยานและพยานหลักฐานไม่เพียงพอในการพิสูจน์เอาผิดจำเลย แต่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ยังคงสั่งให้ควบคุมตัวจำเลยไว้อีก 30 วันเพื่อรอการอุทธรณ์โดยพนักงานอัยการ
ต่อมาวันที่ 26 ก.ย.55 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งขยายระยะเวลาขังจำเลยระหว่างอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วันเนื่องจากพนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีคำร้องขอขยายระยะเวลาในการ อุทธรณ์
นายวัลลภกล่าวว่า แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดศาลจึงยังสั่งขังตนต่ออีก แต่ก็ยังไม่มีการอุทธรณ์คำสั่ง ตนได้ปรึกษากับทนายความแล้ว และเตรียมใจไว้แล้วสำหรับคำสั่งศาลเช่นนี้ ยังเชื่อมั่นว่าศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวเมื่อครบกำหนดขังครั้งต่อไป ส่วนตอนนี้คิดถึงเมื่อครั้งที่ตนถูกย้ายไปขังที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานครเกือบ 2 เดือนร่วมกับนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายสุรภักดิ์ (สงวนนามสกุล) และนายธันย์ฐวุฒิ (สงวนนามสกุล) หรือหนุ่มเรดนนท์ ที่เคยพึ่งพาสนิทสนมกันแม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่ตนยังคงติดตามข่าวสารของเพื่อนนักโทษการเมืองผู้ร่วมชะตากรรมเหล่านี้ เท่าที่จะมีโอกาส อยากฝากกำลังใจให้อดทน
ทั้งนี้ นายวัลลภถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.53 และไม่ได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างที่ถูกดำเนินคดีจนถึงปัจจุบัน
ส่วนนายแดง ปวนมูล นัก โทษเด็ดขาดคดีเสื้อแดงเชียงใหม่อีกคนหนึ่งนั้น ปัจจุบันมีสถานะเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมและเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 3 อีกทั้งนายแดงยังมีปัญหาสุขภาพเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี จึงมีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์ในการขอพักโทษ โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำได้เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับการยื่นคำร้องเพื่อรับ พิจารณาแล้วตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา
นายแดงกล่าวว่า ทั้งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและสภาพเรือนจำที่แออัด (ข้อมูลปัจจุบันมีทั้งสิ้น 4,236 คน) ทำให้ตนมีอาการป่วยบ่อยครั้ง หวังว่าจะได้พักโทษโดยเร็ว ตนมีพ่อแม่และลูกอีก 2 คนต้องเลี้ยงดู ขณะที่ถูกจำคุกอยู่นี้ทรัพย์สินที่เคยมีก็หมดไปและยังมีหนี้สินที่เป็นภาระ พอกพูนขึ้นทุกวัน หากได้รับอิสรภาพ ตนจะประกอบอาชีพสุจริตรับซ่อมรองเท้าตามที่ได้เรียนรู้จากหลักสูตรอาชีพของ เรือนจำ คงกลับไปประกอบกิจการขับรถนำเที่ยวไม่ได้อีกแล้วเพราะรถถูกยึดไปแล้ว
รายงานข่าวแจ้งว่า คดีเสื้อแดงเชียงใหม่ที่ยังคงอยู่ในชั้นศาลอีก 1 คดีคือคดีที่นายจักรพันธ์ บริรักษ์ หรือดีเจหนึ่ง ซึ่งตกเป็นจำเลยในข้อหากระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา ชักชวน ปลุกปั่น ยุยง ให้ประชาชนที่รับฟังรายการไปร่วมกันปิดกั้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 สายเชียงใหม่-ลำปาง บริเวณแยกดอยติ อันเป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 กรณีประกาศผ่านทางสถานีวิทยุชุมชนรักเชียงใหม่ 51 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2552
คดีนายจักรพันธ์มีกำหนดนัดสืบพยานโจทก์นัดต่อไปในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นการส่งประเด็นไปสืบที่ศาลจังหวัดลำพูน


รำลึก 10 ปีต่อสู้เข้าถึงยา-จี้ 'พาณิชย์' ระวังเอฟทีเอ อย่ายอมเรื่องสิทธิบัตรยา

ที่มา ประชาไท



(2 ต.ค.55) เครือข่ายภาคประชาชน ประกอบด้วย เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย เครือข่ายผู้ใช้ยา เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ กว่า 600 คน ชุมนุมหน้ากรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เพื่อยื่นข้อเสนอต่อการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้กับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า การมารวมตัวกันครั้งนี้ เนื่องจากครบรอบ 10 ปี ของการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิหรือซี แอลกับยาดีดีไอ (ddI) ตั้งแต่ปี 2542 จนนำไปสู่การฟ้องร้องให้แก้ไขและเพิกถอนสิทธิบัตรยาต้านไวรัส ddI ซึ่งถือเป็นปฐมบทของการต่อสู้เพื่อการเข้าถึงยาของไทยและเป็นแรงบันดาลใจไป ทั่วโลก นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการติดตามตรวจสอบการเจรจาการค้าเสรีที่ ประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งกับสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปพยายามกดดันให้ประเทศไทยต้องให้ความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทาง ปัญญาที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ที่เป็นมาตรฐานสากล
ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ชี้ว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือการยอมเกินกว่าข้อตกลงที่ว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา (ทริปส์พลัส) เช่น การขอจดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต การยืดระยะเวลาในการคุ้มครองสิทธิบัตรยาจาก 20 ปี ให้เป็น 25 ปี หรือการผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) และการยึดจับยาที่ต้องสงสัยว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ณ จุดชายแดน จะขัดขวางการเข้าถึงยาของผู้ป่วย และทำลายอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญ
“สิ่งสำคัญคือข้อตกลงนี้มันเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของคน ทุกคนมีโอกาสป่วย และใช้กับยาทุกชนิด ทุกโรค เช่น โรคไต หรือโรคมะเร็ง ที่ยาบางตัวยังติดสิทธิบัตร ทำให้มีราคาแพง เราไม่ได้เรียกร้องเฉพาะยา แต่เรียกร้องให้รัฐบาลทำกติกาในเรื่องสุขภาพ ซึ่งจะครอบคลุมคนทุกคน แค่ยอมรับการผูกขาดข้อมูลทางยา งานวิจัยก็ชี้ชัดว่า จะทำให้ไทยต้องจ่ายค่ายาแพงมากกว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี” ผู้อำนวยการฯ กล่าวและว่า “จะเอาชีวิตผู้คนไปแลกให้ได้สิทธิจีเอสพีส่งออกไก่-กุ้ง และอื่นๆมูลค่ารวม 70,000 กว่าล้านบาท มันไม่คุ้มกัน”
นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ กล่าวถึงข้อเสนอว่า ในกรอบการเจรจาเอฟทีเอต้องไม่มีระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามากไปกว่า ข้อผูกพันในข้อตกลงทริปส์ ขององค์การการค้าโลก และประเทศไทยต้องไม่เข้าร่วมเป็นภาคีภายใต้อนุสัญญาการคุ้มครองพันธุ์พืชยู ปอฟ (UPOV) และสนธิสัญญาบูดาเปส ว่าด้วยการฝากจุลชีพในการขอรับสิทธิบัตร
“ขณะนี้ สหภาพยุโรปประกาศเลิกกดดันอินเดียให้ต้องยอมรับทริปส์พลัสในเอฟทีเอแล้ว โดยระบุว่า เพราะจะกระทบกับการเข้าถึงยาชื่อสามัญในราคาที่เป็นธรรม ดังนั้นผู้เจรจาฝ่ายไทยควรเจรจาให้ฉลาดอย่างผู้เจรจาอินเดียบ้าง ไม่ใช่ยอมทุกเรื่อง แลกทุกอย่างแม้แต่ชีวิตของคนในชาติ”
ประธานเครือข่ายฯ กล่าวต่อไปว่า การเจรจาเอฟทีเอต้องเป็นไปตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 มาตรา 190 ที่ว่าด้วยการเจรจาใดๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชน ต้องนำเรื่องนั้นๆ เข้าสู่สภาเพื่อขอความเห็นชอบ โดยต้องนำร่างกรอบเจรจามาทำประชาพิจารณ์ และต้องยึดการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติกำลังดำเนินการอยู่
“นอกจากนี้ เราได้มาติดตามและเร่งให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาพัฒนาและนำคู่มือการพิจารณาคำ ขอสิทธิบัตรยามาใช้โดยเร็ว เพื่อขจัดคำขอสิทธิบัตรยาแบบไม่มีวันสิทธิสุด หรือ evergreening patent ลดการผูกขาดตลาดที่ไม่เป็นธรรม และส่งเสริมการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพได้เร็วขึ้น” นายอภิวัฒน์กล่าว


ทั้งนี้ ระหว่างการรณรงค์เคลื่อนไหว ที่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีจากทั่วประเทศมารวมตัวกันใช้พื้นที่หน้ากรม ทรัพย์สินทางปัญญา กลางกระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมได้มีการรำลึกถึงการต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้เพื่อนผู้ติดเชื้อฯ เข้าถึงยาต้านไวรัสสมัย ddI เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว, บทเรียนจากคดียาดีดีไอสู่การเคลื่อนไหวเพื่อการเข้าถึงยา และยังมีการทำกิจกรรม die in คือการที่ผู้ชุมนุมทำท่านอนตายรอบป้ายตั้งรูปนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำท่าอุ้มกุ้ง-ไก่ และมีคำพูดว่า “ส่งออกต้องได้ 15% เราพร้อมแลกชีวิตผู้ป่วยกับจีเอสพี”


ทางด้านองค์การหมอไร้พรมแดน สากล ได้ใช้วาระครบรอบ 10 ปีคดียาดีดีไอกล่าวถึงกระบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมในประเทศ เพื่อเรียกร้องให้มีการเข้าถึงยาจำเป็นในราคาที่ไม่แพง  คดีฟ้องการแก้ไขคำขอจดสิทธิบัตรยาดีดีไอที่ไม่ชอบ และคดีฟ้องเพิกถอนสิทธิบัตรยาดีดีไอถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อน ไหวของเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาได้มีคำพิพากษาว่าผู้ป่วยเป็นผู้มีส่วนได้เสียและ มีสิทธิเป็นโจทก์ฟ้องร้อง  และยังมีคำสั่งให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาแก้ไขคำขอจดสิทธิบัตรให้เหมือนเดิม  ส่วนคดีฟ้องเพิกถอนสิทธิบัตรยาดีดีไอได้มีการเจรจายอมความกันระหว่างเครือ ข่ายผู้ป่วยและภาคประชาสังคมกับบริษัทยา โดยที่บริษัทยายอมถอนสิทธิบัตรยาในประเทศไทยและเครือภาคประชาสังคมถอนคำฟ้อง
จากการเคลื่อนไหวคดีสิทธิบัตรยาดีดีไอ ได้นำไปสู่การต่อสู้เรียกร้องของภาคประชาสังคมและเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอ วี/เอดส์ ประเทศไทย อาทิ การเรียกร้องให้มีการผลิตยาต้านไวรัสชื่อสามัญ การมียาต้านไวรัสในระบบหลักประกันสุขภาพ การประกาศใช้สิทธิตามสิทธิบัตร (ซีแอล) การต่อสู้คัดค้านการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีแบบทริปส์ผนวกของสหรัฐฯ ฯลฯ


---------------------------
เนื้อหาของจดหมายเปิดผนึก มีดังนี้
วันที่ 2 ตุลาคม 2555
เรื่อง         ข้อเสนอของภาคประชาสังคมต่อการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีและสิทธิบัตรยา
เรียน        รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
สำเนาเรียน อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
                อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
เครือข่ายภาคประชาสังคม 15 องค์กร ดังรายชื่อท้ายจดหมาย ไม่เห็นด้วยกับท่าทีของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่เร่งรีบที่จะเปิดการ เจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป  โดยไม่รับฟังคำทักท้วงจากภาคประชาสังคมด้านสุขภาพและการเกษตร นักวิชาการ และหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบด้านสุขภาพและภาคการ เกษตรแม้แต่น้อย  แต่กลับคำนึงถึงแต่ผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจระยะสั้น ที่ขาดงานวิจัยทางวิชาการสนับสนุนและมีมุมมองคับแคบด้านการค้าเพียงด้าน เดียว  ภาระหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจะถูกผลักให้เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงาน ของรัฐหน่วยอื่นหรือของประชาชน เพราะกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมีหน้าที่เพียงการเจรจา แต่ไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบใดๆ ต่อผลจากการเจรจา
หลักฐานที่เห็นประจักษ์มากมาย เช่น งานวิจัยทางวิชาการ และบทเรียนจากประเทศกำลังพัฒนาอื่น ทำให้เห็นว่าถ้าประเทศไทยยอมให้มีกรอบการเจรจาที่ยอมให้มีข้อผูกพันด้าน ทรัพย์สินทางปัญญาเข้มงวดไปกว่าเกณฑ์การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาสากล  ข้อตกลงเขตการค้าเสรีเช่นนั้นจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบหลักประกันสุขภาพ ของประเทศ โดยเฉพาะการเข้าถึงยาจำเป็น และภาคการเกษตรของประเทศ ซึ่งผลกระทบรุนแรงมากเสียกว่าการถูกตัดสิทธิจีเอสพี ด้วยเหตุผลที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่รายได้ระดับกลางค่อนข้างสูงด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ ระบบการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรยามีความหละหลวมอย่างมาก จนทำให้มีสิทธิบัตรยาที่ไม่สมควรได้รับการคุ้มครองเกิดขึ้นจำนวนมาก  ซึ่งเป็นการสกัดกั้นการแข่งขันของอุตสาหกรรมยาชื่อสามัญและเป็นการผูกขาด ตลาดที่ไม่เป็นธรรม  สุดท้ายแล้ว ส่งผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาจำเป็นในราคาที่ย่อมเยาได้ช้าออกไป และประเทศต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงโดยไม่จำเป็น
เครือข่ายภาคประชาสังคม 15 องค์กร จึงมีข้อเสนอตรงถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีทุกฉบับและสิทธิบัตรยา ดังนี้
1.กรอบการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีใดๆ จะต้องระบุให้มีระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไม่มากไปกว่า หรือไม่เข้มงวดไปกว่า ข้อผูกพันในข้อตกลงว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา (ข้อตกลงทริปส์) ขององค์การการค้าโลก นอกจากนี้ ประเทศไทยจะต้องไม่เข้าร่วมเป็นภาคีภายใต้อนุสัญญาการคุ้มครองพันธุ์พืชยูปอ ฟ ปี ค.ศ.1991 และสนธิสัญญาบูดาเปสว่าด้วยการฝากจุลชีพในกระบวนการขอรับสิทธิบัตร
2.การเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีใดๆ จะต้องเป็นไปตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 มาตรา 190 อย่างแท้จริง และยึดผลจากการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment หรือ HIA) ซึ่งเป็นกลไกตามมติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการกำหนดกรอบการเจรจา
3.กรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องเร่งพัฒนาและนำคู่มือการพิจารณาคำขอสิทธิบัตร ยามาใช้โดยเร็วและให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิบัตรยาที่ไม่มีคุณภาพและไม่สมควรได้รับการคุ้มครอง ซึ่งจะลดภาวะการผูกขาดตลาดที่ไม่เป็นธรรม และส่งเสริมการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพในราคาที่ไม่แพงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
เครือข่ายภาคประชาสังคมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะได้ยินและตระหนักถึงความเดือดร้อนที่จะเกิด ขึ้นกับสุขภาพและการดำรงชีพของประชาชน ในการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีต่างๆ ประเทศไทยต้องมีจุดยืนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ที่ไม่เข้มงวดเกินไปกว่าความตกลงสากลที่ไทยเป็นภาคีอยู่ขณะนี้ ขณะเดียวกันกรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องปรับปรุงระบบการตรวจสอบคำขอสิทธิบัตรยา ให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่
                                                   ด้วยความนับถือ

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย
คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์
มูลนิธิเข้าถึงเอดส์
มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
ชมรมเพื่อนโรคไต
เครือข่ายเพื่อนมะเร็ง
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
มูลนิธิเภสัชชนบท
กลุ่มศึกษาปัญหายา
มูลนิธิชีววิถี
มูลนิธิบูรณะนิเวศ
มูลนิธิสุขภาพไทย
ชมรมแพทย์ชนบท
กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)

ไม่พบ ‘ชุดดำ’ ขู่หยุดวันศุกร์ สภา ศอ.บต.จี้ผู้นำศาสนาอธิบายให้ชัด

ที่มา ประชาไท



สภาที่ปรึกษา ศอ.บต.เรียกประชุมด่วนถกทางแก้ กรณีคำขู่ห้ามขายวันศุกร์ ได้ 3 ข้อสรุป ให้รัฐเร่งสร้างความเข้าใจ ให้ผู้นำศาสนาอธิบายให้ชัด พร้อมเสนอตั้งศูนย์เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างศาสนา
<--break->
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 ตุลาคม 2555 ที่ศูนย์อำนวยการบนริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อ.เมือง จ.ยะลา นายอาซิส เบ็ญหาวัณ ประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สปต.) ได้เรียกประชุมสภานัดพิเศษ หารือกรณีกลุ่มผู้ไม่หวังดีมีใบปลิวขู่ห้ามชาวบ้านออกมาขายของและออกไปทำงาน ในวันศุกร์ โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต. เข้าร่วมหารือด้วย
ในที่ประชุมมีการเสนอแนวทาง และหามาตรการสร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงหน่วยงานรัฐและหน่วยงานด้านความมั่นคง ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องที่ และผู้นำท้องถิ่น เพื่อหาข้อสรุปและข้อยุติในการแก้ปัญหา
นายอาซิส กล่าวว่า สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่มีข่าวลือ ข่าวปล่อยดังกล่าวออกมาจากลุ่มผู้ที่ไม่หวังดีที่ยังหาต้นตอไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ แม้เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต แต่ทุกอย่างก็คลี่คลายไปในทางที่ดี
นายอาซิส เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการระดมความคิดเห็นจากสมาชิกสภาฯ จำนวน 49 คน โดยมีข้อสรุป 3 ประเด็นที่จะต้องร่วมกันคลี่คลายสถานการณ์นี้ให้ได้ในระดับหนึ่ง ประเด็นแรก ส่วนราชการจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน ในเรื่องของความปลอดภัยในการทำธุรกิจค้าขายในวันศุกร์ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง และผู้นำศาสนา ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน
ประเด็นที่สอง เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องตรวจสอบที่มาให้แน่ชัดว่า ต้นตอที่มาของการปล่อยข่าวที่ห้ามขายของในวันศุกร์ เกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นจากขบวนการไหน ไม่ว่าจะเป็นของกลุ่มอิทธิพลอำนาจมืด กลุ่มค้ายาเสพติด กลุ่มค้าน้ำมันเถื่อน แล้วให้ดำเนินการตามที่ส่วนราชการ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อทำความเข้าใจให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ยุติลงให้ได้
ประเด็นที่สาม คือ จะต้องให้ผู้นำศาสนาเป็นตัวแปรที่สำคัญ อาจจะมีการออกแถลงการณ์ ทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ ว่านี่คือหลักการทางศาสนาหรือไม่ ประการใด ในขณะเดียวกันผู้นำศาสนาต้องเดินควบคู่กับฝ่ายผู้นำท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น นายก อบต. ลงพื้นที่ไปทำความเข้าใจกับชาวบ้าน พี่น้องประชาชน ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไร และจะสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างไร
“ที่ประชุมเสนอให้จัดตั้งศูนย์เพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นระหว่าง บุคคลต่างศาสนา อาจจะเป็นศูนย์ปรองดอง ศูนย์สร้างสมานฉันท์ โดยมีผู้นำศาสนาหลายๆศาสนา และเยาวชน เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน ให้มีพูดคุยให้ความรู้ความเข้าใจในหลักการของแต่ละศาสนา ให้รู้ถึงวัฒนธรรมที่มาที่ไป อันนี้เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาในระยะยาว”นายอาซิส กล่าว
นายอาซิส เปิดเผยต่อไปว่า ข้อเสนอทั้งหมด จะเสนอต่อเลขาธิการ ศอ.บต.ต่อไป เพื่อนำไปสู่แนวทางการยุติกรณีข่าวลือห้ามขายของหรือประกอบกิจการในวันศุกร์ อย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ สภาที่ปรึกษาฯ จะเชิญหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง มาหารือร่วมกันว่าจะมีทางออกอย่างไร ในการสร้างความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน
นายอาซิส กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีข่าวลือที่ว่า มีผู้ชายใส่เสื้อแจ๊คเกตสีดำพยายามเข้าไปแสดงตัวและท่าที ต่อร้านค้าที่เปิดกิจการในวันศุกร์ในเชิงข่มขู่ มีข่าวลือเรื่องนี้จริงในหลายๆพื้นที่ แต่ก็ยังหาต้นตอไม่ได้ เพราะหลังจากสอบถามถึงลักษณะรูปพรรณของผู้ที่มาข่มขู่ ก็ไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นใคร ลักษณะรูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และถี่ถ้วน เพื่อสยบข่าวลือให้ได้ ส่วนใครจะเปิดกิจการค้าขาย หรือปิดกิจการค้าขายในวันศุกร์ ก็เป็นวิจารณญาณของแต่ละคนไป

“ยิ่งลักษณ์” พบ “ขบวนคนจน” รับประธานสางปัญหา นัดเจรจาอีกครั้ง พ.ย.นี้

ที่มา ประชาไท

นายกฯ พบตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หลังชุมนุมค้างคืนข้างทำเนียบเรียกร้องแก้ปัญหา 9 ข้อ ยันไม่เคยละเลยแต่ขอเวลาดูข้อมูล ส่วนปัญหาด่วน สิทธิสถานะบุคคล-ทำกินทับซ้อนที่ป่า-ปัญหาของคนไร้บ้านเร่งแก้ก่อน
วันนี้ (2 ต.ค.55) เมื่อเวลา 9.00 น.ที่ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือพีมูฟ 15 คน เข้าหารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.ธวัช บุญเฟื้อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาของเครือข่าย  
หลังจากที่ สมาชิกพีมูฟนับพันคนนัดรวมตัวกันและปักหลักชุมนุมปิดถนนพิษณุโลกข้างทำเนียบ รัฐบาล เพื่อทวงถามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้อง 9 กรณี ประกอบด้วย 1.การปรับปรุงกลไกแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม 2.การดำเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดิน ในรูปแบบโฉนดชุมชน 3.การจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์กรมหาชน) 4.กรณีโครงการนำร่องธนาคารที่ดินภาคเหนือ 5 หมู่บ้าน 5.กรณีสินเชื่อบ้านที่อยู่อาศัย (โครงการบ้านมั่นคง) 6.กรณีคนไร้บ้าน 7.กรณีการจัดทำเขตวัฒนธรรมพิเศษ (ชาวเลราไวย์) 8.กรณีปัญหาเขื่อนปากมูล และ 9.กรณีเครือข่ายสิทธิสถานะบุคคล และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้นายกฯ เป็นประธานคณะกรรมการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการพูดคุยใช้เวลาประมาณ 20 นาที โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับปากจะเร่งรัดติดตามปัญหาดังกล่าว และยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยไม่เลือกพรรค โดยเฉพาะในเรื่องความเดือดร้อน เพราะถือเป็นนโยบายของรัฐบาล จึงขอให้เชื่อใจกันว่ารัฐบาลจะติดตามเร่งแก้ปัญหาให้อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นตัวแทนพีมูฟได้จัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับรองเลขาธิการนายก รัฐมนตรี
ที่มาภาพ: Yingluck Shinawatra
ด้านนายไสว มาลัย แกนนำเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน หนึ่งในตัวแทนพีมูฟกล่าวภายหลังการเข้าร่วมประชุมกับรัฐบาลว่า นายกฯ ได้เดินทางมาเป็นประธานในที่ประชุมด้วยตนเอง และรับปากเป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาพีมูฟ แต่ขอเวลาให้คณะอนุกรรมการเพื่อแก้ปัญหาชุดต่างๆ เร่งจัดทำข้อมูลเพื่อนำเรื่องเสนอ และจะเริ่มประชุมในเดือน พ.ย.ที่จะถึงนี้ ส่วนในวันนี้จะเร่งรัดให้จัดการปัญหาเร่งด่วนคือ เรื่องสิทธิสถานะบุคคล ปัญหาการข่มขู่คุกความกรณีที่ดินทำกินที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่า และกรณีปัญหาของคนไร้บ้าน 
นายไสว ให้ข้อมูลอีกว่า รัฐบาลได้ประสานงานไปทางการรถไฟให้จัดโบกี้เพื่อขนส่งรถจักรยานยนต์ที่มีขบ วนพีมูฟขับขี่จากเชียงใหม่ระยะทางเกือบ 700 กิโลเมตร ไปส่งถึงที่สถานีเด่นชัยด้วย
ทั้งนี้ ขณะรอเอกสารบันทึกการประชุมเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาของพีมูฟ ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักนานกว่าชั่วโมง แต่ผู้ชุมนุมทุกคนต่างร่วมกันตรึงผ้าใบกันฝน เพื่อรอผลสรุปการเจรจากันต่อไป 
ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. นายสมภาส นิลพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการประชาชนสำนักปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี ตัวแทนรัฐบาล ได้มาชี้แจงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมถึงผลการเจรจาระหว่างพีมูฟกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มีการจัดทำบันทึกสรุปผลการเจรจาหารือว่า 1.นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อ สังคมที่เป็นธรรม จากเดิมที่มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นประธาน โดยจะมีการประชุมในเดือน พ.ย.55 2.ในระหว่างรอการประชุมหารือร่วมกับนายกฯ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองรับจะประสานให้คณะอนุกรรมการในคณะ กรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ ทั้ง 10 คณะเร่งรัดการประชุม และเสนอต่อนายกฯ 
3.กรณีที่ไม่อยู่ในการแก้ไขปัญหาของอนุกรรมการฯ ทั้ง 10 คณะเช่น กรณีโครงการโฉนดชุมชน สถาบันบริหารจัดการธนาคารทีดิน (องค์กรมหาชน) โครงการนำร่องธนาคารที่ดิน 5 พื้นที่ภาคเหนือ เป็นต้น รองเลขาธิการนายกฯ รับไปศึกษาข้อมูลรายละเอียดเพื่อพิจารณาแนวทางในการแก้ปัญหา และ 4.กรณีเร่งด่วน เช่น กรณีการไล่รื้อ และตัดฟันพืชผลอาสินของราษฎรในเขตพื้นทีอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า จ.ตรัง ขอให้ตัวแทนพีมูฟแจ้งรองเลขาธิการนายกฯ เพื่อประสานงานแก้ไขปัญหาเบื้องต้นต่อไป
หลังจากนั้น ขบวนพีมูฟประกอบด้วย เครือข่ายสลัม 4 ภาค สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปบ.) สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) เครือข่ายเกษตรพันธสัญญา เครือข่ายสิทธิสถานะบุคคล และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวลได้พูดคุยทำความเข้าใจสมาชิก และได้สลายการชุมนุมไปเมื่อเวลาประมาณ 15.30 น.
แฉลงการณ์ฉบับที่ 19

เดินทางกว่า 1000 กิโล พบนายกรัฐมนตรี 30 นาที เพื่อทวงคืนนโยบายคนจน
บรรลุเป้าหมายในเบื้องต้น เปิดเจรจาเดือนพฤศจิกายน

พวกเรา ขปส. เดินทางมาจากภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน กรุงเทพฯ และปริมณฑล มาปักหลักข้างทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางเปลวแดดและสายฝน กว่า 2 วัน เพื่อรอหารือเจรจากับนายกรัฐมนตรี ให้สานต่อการแก้ไขปัญหาที่คั่งค้าง และถอยหลัง โดยหวังว่า ฯพณฯนายกรัฐมนตรี จะเข้ามาผลักด้นปัญหาให้เป็นรูปธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมในสังคม
ความทุกข์ยากจากปัญหาที่รุมเร้า และความยากลำบากที่มาอยู่หน้าทำเนียบ จนมีการเปิดเจรจาร่วมกับนายกฯ ในวันที่ 2 ตุลาคม 2555 ณ ห้องรับรอง อาคารสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทำเนียบรัฐบาล ซึ่งบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นว่า นายกรัฐมนตรีจะเปิดการเจรจา เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนในรายละเอียด ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2555 นี้
ขปส.เห็นว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้เห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหาของภาคประชาชน และยืนยันจะตั้งใจแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงในระยะเวลาไม่นาน ทั้งนี้พวกเรา ขปส.ยืนยันว่า การมาทวงคืนนโยบายคนจนในครั้งนี้ยังไม่ลุล่วง แต่พวกเราจะให้โอกาสนายกรัฐมนตรี ในการเปิดเวทีเจรจาในเดือนพฤศจิกายน อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหากยังไม่มีความชัดเจน และปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปประธรรม พวกเราจะกลับมาเพื่อทวงนโยบายคนจนอีกครั้ง
เชื่อมั่นในพลังประชาชน
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)
ข้างทำเนียบรัฐบาล
2 ตุลาคม 2555


ฟังชาวนา ด่าอาจารย์นิด้า

ที่มา thaifreenews



ฟังม็อบชาวด่าด่างูเห่านิด้า  ด่าอาจารย์นิด้าเป็นควาย 
ด่าจนควายเสียหมา  สบายพระหูจริง  
ด่าทะลุประชาธิป้ตย์ขึ้นไปเลย 
ด่าจนไปถึงเรื่องงบประมาญในการรัฐประหารปี๔๙ "m14"























http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42193.0