WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 9, 2012

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 09/10/55 ความผิดตัว..มองไม่เห็น..

ที่มา blablabla

 

 ภาพถ่ายของฉัน




ผิดของตัว มองเท่าไหร่ ก็ไม่เห็น
ชอบเบี่ยงเบน ร้อยเล่ห์ จนเฉไฉ
ดีแต่แนะ ดีแต่พูด สุดจัญไร
ปากกับใจ คิดแต่ชั่ว มั่วทั้งปี....

เป็นมนุษย์ สุดแสนทราม คอยหยามหยัน
หวังฟาดฟัน ให้อับจน หม่นหมองศรี
ลืมกำพืด เคยระยำ ทำไม่ดี
เขาเรียกว่า "ปากอัปรีย์" ชอบชี้แนะ....

เอ่อ..คาดว่า เดาว่า เพ้อฝันว่า 
โน่น นี่ น่า เที่ยวมาพูด สุดเหลาะแหละ
จะดีชั่ว อย่างไร ไม่แยกแยะ
ปากค่อนแคะ โน่นไม่ดี นั่นก็ไม่ดี....

ความผิดตัว ชั่วช้า คณานับ
ยังสับปลับ ใส่ร้าย มุ่งป้ายสี
สั่งปราบฆ่า ย่อยยับ ดับชีวี
ไทยเข้มแข็ง พวกไหนนี่ ที่มันโกง....

ยังไม่นับ ไอ้ตัวดี หนีทหาร
เที่ยวระราน เขาไปทั่ว มั่วทั้งโขยง
สิ่งที่ทำ กรรมที่ก่อ รอเปิดโปง
รวมทั้งไอ้โม่ง..แอบอยู่หลัง คอยสั่งมัน....

๓ บลา / ๙ ต.ค.๕๕

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 08/10/55 ความสุขของชาวนา..คือความทุกข์ ปชป.

ที่มา blablabla

 โดย

 ภาพถ่ายของฉัน




กุเรื่องเท็จ สารพัด เพื่อคัดค้าน 
พวกจัญไร สามานย์ สันดานสถุล
กอดแข้งขา โอบเอื้อ เพื่อนายทุน
เติมคุกรุ่น ด้วยวิปริต คิดอัปรีย์....

การจำนำ ทำรากฐาน มีการเปลี่ยน
สะอิดสะเอียน คำพูด สุดบัดสี
นั่นคือปาก อดีตผู้นำ มันย่ำยี
ไร้ศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ สุดแสนเลว....

หวังลืมตา อ้าปาก อยากปลดนี้
พรรคกาลี กลับฉุดคร่า พาดิ่งเหว
แถมหาเรื่อง ใส่ไคล้ สุมไฟเปลว
จนแหลกเหลว สมใจ ไอ้บัดซบ....

ชาวนาต้อง ยากจน อย่างข้นแค้น
ทุกถิ่นแดน ต้องต่ำต้อย คอยสยบ
ส่วนนายทุน ต่างเริงร่า มาสมคบ
คิดเลี่ยงหลบ ก็รู้ทัน พวกจัญไร....

ความสุขของ ชาวนา หน้าเอมอิ่ม
มีรอยยิ้ม เบิกบาน สราญใส
ปชป. กลับร้อนรุ่ม ดั่งสุมไฟ
โถ..ช่างคิด..ไปได้..ไอ้พวกระยำ....

๓ บลา / ๘ ต.ค.๕๕

ขีดเส้น 15 วัน กทม. ต้องเอาถุงทรายออกจากท่อให้หมด

ที่มา uddred

 ไทยรัฐ 9 ตุลาคม 2555 >>>






นายปลอดประสพ สุรัสวดี ประธาน กบอ. ฮึ่ม กทม. ต้องตอบปมถุงทรายในท่อระบายน้ำ ยันมีอำนาจ ขีดเส้นภายใน 15 วัน ต้องเอาออกให้หมด...

นาย ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะ ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ได้สั่งการให้ นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขาธิการสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ หรือ สบอช. ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการ กทม. เพื่อสอบถามถึงสาเหตุการนำกระสอบทราย ไปวางไว้ในท่อระบายน้ำ บริเวณถนนศรีนครินทร์ รวมถึง ชี้แจงรายละเอียด พื้นที่ในวางกระสอบทรายและการดำเนินการดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไรบ้าง
ทั้งนี้เห็นว่าในทางเทคนิค การนำกระสอบทรายไปวางไว้ในท่อระบายน้ำ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ ซึ่งหาก กทม. ไม่นำกระสอบทรายออก ภายใน 15 วัน ตนเองก็จะใช้อำนาจ สั่งการเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการเอง โดยนายปลอดประสพ ระบุว่า หากทาง กทม. ไม่ทำหนังสือชี้แจง ก็จะมีความผิดด้านวินัยและยืนยันว่าทางรัฐบาล มีอำนาจในการสั่งการ
นอกจากนี้ นายปลอดประสพ ยังได้กล่าวถึงพายุพระพิรุณ ว่า ขณะนี้ พายุลูกดังกล่าวได้เคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือแล้ว จึงจะไม่มีอิทธิพลจนส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยหลังจากสิ้นเดือน ต.ค. นี้ ในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ จะไม่มีอะไรน่ากังวล มีเพียงในพื้นที่ภาคใต้ ที่ยังจะต้องติดตามเรื่องมรสุม

Monday, October 8, 2012

ปกิณกะ: ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายควบคุมภาวะน้ำท่วมของสาธารณรัฐเกาหลี

ที่มา ประชาไท



รู้จักน้ำท่วมเกาหลีใต้ พัฒนาการทางกฎหมาย ระบบกฎหมายป้องกันน้ำท่วม แนวทางหรือวิธีการในการรับมือกับภาวะน้ำท่วมและเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อ ต่อสู้กับปัญหาวิกฤติน้ำท่วม

1 ความนำ

สาธารณรัฐเกาหลีใต้หรือประเทศเกาหลีใต้เป็นประเทศหนึ่งที่เผชิญกับความ เสี่ยงจากภาวะน้ำท่วม เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะประเทศเกาหลีใต้ตั้งอยู่บนบริเวณคาบสมุทรเกาหลี ที่มีพื้นที่ในบริเวณทิศใต้ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกถูกขนาดไว้ด้วยทะเล ซึ่งสภาพหรือลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศเกาหลีใต้เช่นว่านี้ ทำให้ประเทศเกาหลีใต้ประสบกับความผันผวนของสภาพอากาศค่อนข้างสูง อนึ่ง ด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของประเทศเกาหลีตามที่กล่าวมานี้ ย่อมทำให้ประเทศเกาหลีใต้ประสบกับปัญหาปัญหาอุทกภัยหรือภัยจาภาวะน้ำท่วมที่ มีสาเหตุมาจากการพัดผ่านของพายุประเภทต่างๆ ที่ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนอง (extreme rain) [1] เช่น พายุฝนฟ้าคะนองและพายุหมุนเขตร้อน เป็นต้น
ด้วยปัจจัยความเสี่ยงอันเกิดจากภูมิประเทศอันเป็นที่ตั้งและภูมิอากาศที่ ประเทศเกาหลีใต้ต้องเผชิญนับตั้งแต่ครั้งอดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ทำให้รัฐบาลประเทศเกาหลีใต้ได้พยายามแสวงหาระบบกฎหมายเกี่ยวกับ ภาวะน้ำท่วม (flood legal system) ที่ประกอบด้วยมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันภัยพิบัติอัน เนื่องมาจากภาวะน้ำท่วมและมาตรการทางกฎหมายควบคุมภาวะน้ำท่วม เพื่อต่อสู้กับปัญหาภาวะน้ำท่วมในลักษณะต่างๆกัน จากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอันอาจส่งผลให้เกิดหายนะ ในสามลักษณะด้วยกัน ได้แก่ หายนะทางธรรมชาติ (natural disaster) หายนะที่เกิดขึ้นมาจากน้ำมือของมนุษย์ (man-made disaster) และหายนะที่กระทบต่อสังคม (social disaster) [2] ซึ่งมาตรการที่สำคัญทั้งสองประการของประเทศเกาหลีใต้ที่รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ จัดทำขึ้น ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบริการสาธารณะของรัฐบาลเกาหลีใต้ในการบริหาร จัดการความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วมและกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบรรเทาผลกระทบอันเนื่องมาจากภาวะน้ำท่วม
ดังนั้น บทความฉบับนี้จึงเขียนขึ้นด้วยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญสองประการ ประการแรก บทความนี้ประสงค์จะให้ผู้อ่านได้รับรู้และทราบถึงตัวอย่างสถานการณ์จากภาวะ น้ำท่วม พัฒนาการทางกฎหมายป้องกันภาวะน้ำท่วมและระบบกฎหมายป้องกันน้ำท่วมของประเทศ เกาหลีใต้ ประการที่สอง บทความนี้ประสงค์จะให้ผู้อ่านที่เป็นประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงแนวทางหรือ วิธีการในการรับมือกับภาวะน้ำท่วมและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่หลักใน การจัดทำบริการสาธารณะเพื่อต่อสู้กับปัญหาวิกฤติน้ำท่วมที่ประเทศได้กำลัง เผชิญหรืออาจเผชิญในอนาคต ได้ตระหนักและประยุกต์กลไกทางกฎหมายที่เหมาะสมเพื่อป้องกันและต่อสู้กับ ปัญหาภาวะน้ำท่วมในอนาคต

2 ประสบการณ์วิกฤติภาวะน้ำท่วมที่สาธารณรัฐเกาหลีใต้ได้เคยเผชิญในอดีต

ประเทศเกาหลีใต้ได้เผชิญความเสี่ยงหลายปัจจัย ที่ก่อให้เกิดภาวะน้ำท่วม ที่อาจประกอบด้วยปัจจัยความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากปรากฎการณ์ทางธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมหรือเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ ได้แก่ [3] ประการแรก ภาวะโลกร้อน (global warming) อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจไม่ได้เป็นไปตามวัฏจักรการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา [4] กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกได้ส่งผลโดยตรงอันก่อให้สถานการณ์ฝนตก อย่างรุนแรงติดต่อกันเป็นเวลานาน (extreme rainfall events) โดยการที่ฝนตกอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานานหรือมีความถี่ที่ผิดไปจาก วงจรสภาพภูมิอากาศตามปกติเช่นนี้ [5] ย่อมอาจก่อให้เกิดปริมาณน้ำฝนที่มากเกินไปกว่าปกติหรือเกินไปกว่าที่ภาครัฐ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นได้คาดการณ์เอาไว้เพื่อกำหนดมาตรการในการ ป้องกันวิกฤติหรือภาวะน้ำท่วมในอดีต ผลที่ตามมาคือภาครัฐหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ไม่สามารถปรับตัวหรือหามาตรการในการป้องกันให้ทันท่วงทีกับผลกกระทบอันเกิด จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change impacts) จนนำไปสู่ความล้มเหลวในการป้องกันภาวะน้ำท่วมหรือความล้มเหลวในการแสวงหาแนว ทางเพื่อเยียวยาความเสียหายแก่ประชาชนของประเทศเกาหลีใต้ในอดีตที่ผ่านมา [6]
ประการที่สอง การขยายตัวของพื้นที่ชุมชนเมืองและพื้นที่ประกอบอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว (urban spawn) [7] เป็นปัจจัยประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนเมืองของ เกาหลีใต้ ด้วยจำนวนประชากรที่อาศัยในพื้นที่ชุมชนเมืองของเกาหลีใต้ที่มีจำนวนเพิ่ม มากขึ้นและการขยายตัวของพื้นที่ชุมชนเมืองที่เพิ่มขึ้น ย่อมทำให้การพัฒนาเมืองของภาครัฐอาจไม่สอดคล้องกับจำนวนหรือปริมาณประชาชน ที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคที่เอื้อประโยชน์ต่อการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ ชุมชนเมืองไม่เพียงพอต่อการรองรับปริมาณน้ำฝนที่ภาครัฐมีหน้าที่จัดการเพื่อ ป้องกันปัญหาภาวะน้ำท่วม (stromwater) [8] นอกจากนี้ การพัฒนาอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างของภาครัฐและเอกชนประเภทต่างๆ ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันหรือเอื้อประโยชน์ต่อ การระบายน้ำอย่างยั่งยืน แต่การพัฒนาอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างบางอย่างของภาครัฐและเอกชนในประเทศเกาหลี ใต้ กลับเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำและไม่ได้ทำให้เกิดแนวทางในการเสริมสร้างการ ระบายน้ำในชุมชนเมืองอย่างยั่งยืนแต่อย่างใด ทั้งนี้ ในปัจจุบันรัฐบาลเกาหลีใต้ได้พยายามลงทุนในสาธารณูปโภคที่สนับสนุนการจัด ระบบการระบายน้ำอย่างยั่งยืน [9] ตัวอย่างเช่น โครงการปฏิรูปแม่น้ำสี่สายหลัก (Four Major Rivers Restoration Project) [10] ที่ประกอบด้วยแม่น้ำฮัน (Han River) แม่น้ำนักดง (Nagdong River) แม่น้ำกึม (Geum River) และแม่น้ำยองซาม (Yeongsan River) ของประเทศเกาหลีใต้ ที่มุ่งปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะน้ำท่วมในระยะยาวและการระบายน้ำอย่าง ยั่งยืน รวมไปถึงการจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำ หลักทั้งสี่ของเกาหลีใต้อีกด้วย
ประการที่สาม การขาดวิธีการบริหารจัดการภาวะน้ำท่วมที่ดีและความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน [11] ได้แก่ ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชนและประชนทั่วไป ในการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐในการจัดการความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วม ซึ่งแม้ว่าประเทศเกาหลีใต้จะมีนโยบายและระบบกฎหมายที่อาศัยเป็นแนวทางในการ แก้ปัญหาความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วมมาเป็นเวลานาน แต่การขาดการบูรณาการในการแก้ปัญหาน้ำท่วมจากทุกภาคส่วน ก็ย่อมเป็นอุปสรรคที่สำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้ประเทศเกาหลีใต้ไม่อาจบังคับใช้กฎหมายควบคุมภาวะน้ำท่วมหรือกฎหมาย อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสาธารณะภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ [12]
สำหรับตัวอย่างประสบการณ์วิกฤติภาวะน้ำท่วมที่ประเทศเกาหลีใต้ที่สำคัญ ที่ประเทศเกาหลีใต้ได้เคยเผชิญมาในอดีต ดังเช่น วิกฤติภาวะน้ำท่วมอันเกิดมาจากพายุไต้ฝุ่นซาร่า (Typhoon Sarah) ที่พัดพาดผ่านประเทศเกาหลีใต้ในปี ค.ศ. 1959 พายุไต้ฝุ่นนี้ก่อให้เกิดภาวะฝนตกหนักในบริเวณต่างๆ ทั่วประเทศเกาหลีใต้ เช่น เกาะเชจู (Jeju Island) เมืองอุลซัน (Ulsan) และเมืองคังนึง (Gaungeung) ทั้งนี้ ฝนที่ตกอย่างรุนแรงและต่อเนื่องกันเป็นเวลานานทำให้เกิดวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ใน บริเวณ 12,366 เมืองในประเทศเกาหลีใต้ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 750 คนและประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ในขณะนั้นได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน อนึ่ง ภาวะน้ำท่วมใหญ่ในเกาหลีใต้ในบางปีก็อาจมิได้เกิดมาจากการพัดพาดผ่านของพายุ ไต้ฝุ่นหรือพายุอื่นๆ แต่อย่างใด หากแต่อาจเกิดมาจากฝนตกติดต่อกันอย่างต่อเนื่องเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์วิกฤติน้ำท่วมในเมืองซุนชอน (Suncheon) ในปี ค.ศ. 1962 ฝนได้ตกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจนเป็นเหตุให้เกิดภาวะน้ำท่วมอย่างรุนแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 242 คน [13]
จากที่ได้กล่าวมาในข้างต้น การได้รับบทเรียนของประเทศเกาหลีใต้เกี่ยวกับวิกฤติน้ำท่วมอันเนื่องมาจาก ภาวะฝนที่ตกหนักติดต่อกันอย่างต่อเนื่องอันเป็นผลมาจากพายุไต้ฝุ่นและฝนที่ ตกหนักติดต่อกันอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากพายุไต้ฝุ่น รวมไปถึงการเกิดวิกฤติภัยทางธรรมชาติและวิกฤติอันเป็นภัยที่มนุษย์ก่อขึ้นมา ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ตระหนักถึงภัยอันตรายอันเนื่องมาจากมหันตภัยต่างๆ ที่ประเทศได้เผชิญมาในอดีต อันเป็นเหตุให้รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามแสวงหาแนวทางและมาตรการทางกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับการป้องกันภัยทางธรรมชาติและการจัดการภัยพิบัติต่างๆ ทั้งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติและจากน้ำมือของมนุษย์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนชาวเกาหลีใต้ในด้านความปลอดภัยใน ชีวิตและทรัพย์สินเมื่อเกิดวิกฤติหรือเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่อาจส่งผลร้าย ต่อประชาชน [14]

3 พัฒนาการกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมภาวะน้ำท่วมของสาธารณรัฐเกาหลีใต้

ประเทศเกาหลีใต้ได้พัฒนากฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภัย พิบัติทางธรรมชาติและการจัดการภัยอื่นๆ ที่อาจกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและบริการสาธารณะอื่นๆ ที่ดำเนินไปโดยภาครัฐ [15] รวมไปถึงการพัฒนาวิธีการจัดการภาวะน้ำท่วมริมฝั่งแม่น้ำ (river bank flood) และน้ำท่วมอันเกิดมาจากน้ำฝนประเภทต่างๆ (rainwater flood) ในยุคใหม่ อนึ่ง การพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมภาวะน้ำท่วมของเกาหลีใต้ไม่เพียงส่งผลดี ต่อการป้องกันภาวะน้ำท่วมในระยะสั้นและในระยะยาวเท่านั้น การพัฒนากฎหมายดังกล่าวยังก่อให้เกิดปัจจัยหลายประการที่อาจส่งผลดีต่อการ พัฒนาระบบนิเวศและทรัพยากรน้ำในอนาคตด้วย อันอาจนำมาซึ่งการพัฒนาในหลายวัตถุประสงค์ (multi-purpose flood management) เพื่อความยั่งยืนของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในอนาคต [16]
ในช่วงก่อนปี ค.ศ. 2004 ประเทศเกาหลีใต้ได้ประสบกับปัญหาภาวะน้ำท่วมทั้งจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นจาก พายุไต้ฝุ่นและฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องติดต่อกันหรือน้ำท่วมที่เกิดจากฝน ที่ตกติดต่อกันอย่างหนักเพียงอย่างเดียวมาหลายเหตุการณ์ ซึ่งประเทศเกาหลีได้พัฒนากฎหมายควบคุมภาวะน้ำท่วมในรูปแบบหรือลักษณะต่างๆ มาจากประสบการณ์ที่ประเทศเกาหลีใต้ได้เคยประสบพบเจอในอดีตที่ผ่านมา โดยในปี ค.ศ. 1995 ประเทศเกาหลีใต้ได้เผชิญปัญหากับภัยพิบัติอันเกิดมาจากความประมาทเลินเล่อ ของมนุษย์และความไม่ใส่ใจต่อการควบคุมผังเมืองของประเทศเกาหลีใต้ เหตุการณ์ถล่มของห้างสรรพสินค้าซัมพุ่ง(Sampoong Department Store collapse) กล่าวคือ อาคารของห้างสรรพสินค้าซัมพุ่งอันเป็นห้างสรรพสินค้าชื่อดังในกรุงโซลได้ ถล่มลงมาในเวลาตีห้าของวันที่ 29 มิถุนายน 1995 [17] ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อาคารถล่มดังกล่าวถึง 502 คนและมีผู้ได้รับบาทเจ็บเป็นจำนวนถึง 938 คน สาเหตุประการที่สำคัญอันทำให้เกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้ นั้นคือการออกแบบโครงสร้างอาคารที่ผิดวิธีและการปราศจากการตรวจตราที่ดีจาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความปลอดภัย ในอาคารขณะนั้น ทั้งนี้ บทเรียนจากเหตุการณ์อาคารของห้างสรรพสินค้าซัมพุ่งถล่มทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมาใส่ไปและแสวงหาแนวทางป้องกันการเกิดภัยพิบัติ อันเนื่องมาจากมนุษย์และธรรมชาติ เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสาธารณะในทุกรูปแบบ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลเกาหลีใต้จึงได้บัญญัติกฎหมาย Emergency Management Act 1995 และกฎหมาย Natural Disaster Counter-Measure Act 1995 [18] ออกมารองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นจากทั้งธรรมชาติและน้ำมือของมนุษย์ในอนาคต [19] โดยกฎหมายดังกล่าวได้เพิ่มเติมหลักการที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน และบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น หลักการและหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของท้องถิ่นในการจัดทำแผนที่ระบุ ความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วม (obligation of managing disaster map) เพื่อให้ท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถรู้จุดที่สุ่มเสี่ยง ที่อาจเกิดภัยในรูปแบบต่างๆ ที่เป็นผลมาจากภาวะน้ำท่วม [20] เป็นต้น
ต่อมาในปี ค.ศ. 2003 ประเทศเกาหลีก็ได้เผชิญกับภัยพิบัติสาธารณะครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ได้แก่ เหตุการณ์ไฟไหม้ในสถานีรถไฟใต้ดินแดกู (Daegu subway station fire) [21] อันทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวถึง 148 คน อนึ่ง แม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากหายนะจากการกระทำของมนุษย์ที่หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมผังเมืองและท้องถิ่นขาดความใส่ใจในเรื่องมาตรการ ความปลอดภัยในอาคารและสถานที่ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ทำให้รัฐบาลตระหนักถึงภัยสาธารณะจากหายนะต่างๆ ทั้งจากการกระทำของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นได้ตรากฎหมาย Emergency and Safety Management Basic Act 2004 ขึ้น [22] และใช้บังคับมาจนถึงปัจจุบัน

4 กฎหมาย Emergency and Safety Management Basic Act 2004 ของสาธารณรัฐเกาหลี

ด้วยรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐเกาหลี มาตรา 34 (6) [24] ได้วางหลักเกณฑ์ให้รัฐมีหน้าที่บริหารจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัย พิบัติที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งรัฐควรแสวงหาแนวทางและมาตรการที่เหมาะสมในการปกป้องประชาชนชาวเกาหลีใต้ ให้รอดพ้นจากภัยพิบัติหรือวิกฤติที่อาจกระทบต่อสาธารณะชน นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญสาธารณรัฐเกาหลี มาตรา 117 (1) [25] ยังได้กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ในการรักษาสวัสดิภาพของผู้ คนในท้องถิ่นและดูแลทรัพย์สินของผู้คนในท้องถิ่นของตน รวมไปถึงรับผิดชอบในด้านความปลอดภัยของประชาชนด้วย ดังนั้น รัฐบาลกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของเกาหลีใต้จึงมีหน้าที่โดยตรงในการ กำหนดแนวทางและจัดการภัยพิบัติจากอุทกภัยและวาตภัย รวมไปถึงผลกระทบอื่นๆ อันเกี่ยวเนื่องกับภาวะน้ำท่วมที่อาจกระทบต่อสาธารณชนอีกด้วย [26] ด้วยเหตุนี้เอง รัฐบาลเกาหลีใต้จึงได้ตรากฎหมาย Emergency and Safety Management Basic Act 2004 ขึ้นด้วยเหตุผลที่สำคัญสามประการด้วยกัน ประการแรก กฎหมายดังกล่าวมุ่งให้รัฐกำหนดมาตรการในการป้องกันหรือบริหารความเสี่ยงจาก ภาวะน้ำท่วมที่เป็นอุทกภัยและภัยทางธรรมชาติอื่นๆ เช่น วาตภัย หิมะตกหนัก แผ่นดินไหว เป็นต้น ประการที่สอง กฎหมายดังกล่าวยังมุ่งให้รัฐกำหนดแนวทางและวิธีการในการรับมือต่อความเสีย หาย (damage) ตามที่คำสั่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (Presidential Decree) ได้บัญญัติหรือกำหนดหลักเกณฑ์เอาไว้ เช่น มลพิษที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อุบัติเหตุร้ายแรงต่อสาธารณะ และอันตรายจากเคมีหรือชีวภาพอื่นๆ เป็นต้น ประการที่สาม กฎหมายดังกล่าวมุ่งให้รัฐรับมือต่อความเสียหายจากหายนะทางธรรมชาติและการ กระทำของมนุษย์ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานในการจัดทำบริการ สาธารณะของรัฐ (infrastructure) หรือผลกระทบต่อสาธารณชน เช่น ภาวะน้ำท่วมที่อาจส่งผลกระทบต่อการคมนาคมหรือการแพร่ระบาดของโรคบางประเภท ที่มาจากภาวะน้ำท่วม เป็นต้น
กฎหมาย Emergency and Safety Management Basic Act 2004 ยังได้ให้อำนาจแก่หน่วยงานของรัฐที่สำคัญสามประเภทในการจัดทำบริหารสาธารณะ ด้านการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติอันเกิดจากภาวะน้ำท่วม ได้แก่ หน่วยงานรับผิดชอบด้านการบรรเทาภัยพิบัติ (Responsible Authorities for Disaster Management - RADM) หน่วยงานกู้ภัยฉุกเฉิน (Emergency Rescue Authorities - ERA) และหน่วยงานสนับสนุนการกู้ภัยฉุกเฉิน (Emergency Rescue Assistance Authorities - ERAA) ซึ่งหน่วยงานทั้งสามกลุ่มนี้มีหน้าที่และภารกิจตามที่กฎหมายได้ให้อำนาจใน การควบคุมความเสี่ยงหรือบริหารความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วมหรือภัยพิบัติ สาธารณะอื่นๆ อันอาจกระทบต่อสาธารณชนหรือประโยชน์สาธารณะได้ นอกจากนี้ หน่วยงานดังกล่าวอาจกำหนดมาตรการเยียวยาความเสียหายภายหลังจากการเกิดผล กระทบเพื่อให้ประชาชนและการดำเนินกิจกรรมการบริการสาธารณะอื่นๆของรัฐได้รับ ผลกระทบน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ [27]
นอกจากนี้ กฎหมาย Emergency and Safety Management Basic Act 2004 ยังได้กำหนดแนวทางในการกระจายอำนาจในการป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจากภาวะ น้ำท่วมและภัยสาธารณะอื่นๆ โดยกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้มีการกระจายอำนาจในการบริหารความเสี่ยงจากภาวะ น้ำท่วมหรือสาธารณะภัยอื่นๆ จากรัฐบาลกลางไปสู่ระดับจังหวัดหรือมหานคร (provincial & metropolitan level) และระดับท้องถิ่น (local level) อันทำให้ท้องถิ่นมีอำนาจตามกฎหมายและมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการความ เสี่ยงหรือควบคุมภาวะน้ำท่วม เพราะรัฐบาลท้องถิ่นกับประชาชนในท้องถิ่นเองย่อมรู้ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากร น้ำและปัญหาเกี่ยวกับการป้องกันภาวะน้ำท่วมจากประสบการณ์ของแต่ละท้องถิ่น ได้ดี นอกจากนี้ การกระจายอำนาจดังกล่าวย่อมส่งผลดีในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภาวะน้ำ ท่วมหรือการควบคุมน้ำท่วมเฉพาะหน้า เพราะท้องถิ่นเองสามารถตัดสินใจเฉพาะหน้าได้ว่าจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร ให้ทันท่วงทีกับสถานการณ์และวิกฤติภาวะน้ำท่วมหรือสาธารณะภัยอื่นๆ ที่ท้องถิ่นของตนกำลังเผชิญอยู่เฉพาะหน้า เช่น การกำหนดมาตรการให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการสำรวจตำแหน่งที่คาดการณ์ว่าจะ เกิดภาวะน้ำท่วมหรือกำลังจะเกิดภาวะน้ำท่วม (flood marks survey) และจัดทำแผนที่ระบุความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วม (making flood marks maps) โดยข้อมูลจากการสำรวจและการจัดทำแผนที่ดังกล่าวไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อท้อง ถิ่นเอง แต่แผ่นที่ดังกล่าวยังเป็นประโยชน์ต่อการบริหารความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วม หรือการควบคุมน้ำท่วมจากรัฐบาลกลางด้วย เป็นต้น อนึ่ง ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลายประเภทที่เอื้อต่อการปฏิบัติตามกฎหมายขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง รวมไปถึงหน่วยงานราชการอื่นๆ ของเกาหลีใต้ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมภาวะน้ำท่วมหรือการบรรเทาสาธารณะภัย อื่นๆ ดังเช่น ระบบบอกพิกัดตำแหน่งบนโลก (Global Position System) หรือระบบวัดค่าพิกัดแบบฉับพลัน (Real Time Kinematic) ที่ได้ถูกนำมาใช้ในการปฏิบัติให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับดังกล่าว

5 บทสรุป

จากที่ได้กล่าวมาในข้างต้น อาจเห็นได้ว่าประเทศเกาหลีใต้หรือสาธารณรัฐเกาหลีมีพัฒนาการเกี่ยวกับกฎหมาย ควบคุมภาวะน้ำท่วมและภัยพิบัติสาธารณะอื่นๆมาจากการประสบกับปัญหาที่ได้เกิด ขึ้นกับพลเมืองและประเทศของตน ซึ่งนอกจากรัฐบาลเกาหลีใต้จะนำบทเรียนในอดีตมาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของตน เองแล้ว รัฐบาลเกาหลีใต้ยังได้ให้ความสำคัญแก่การพัฒนาโครงการต่างๆ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ด้วยความตระหนักว่ารัฐบาลและประชาชนเกาหลีใต้ในอนาคตต้องอยู่อาศัยกับสภาพ ภูมิประเทศตามที่ตั้งและสภาพภูมิอากาศที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต นอกจากนี้ กฎหมาย Emergency and Safety Management Basic Act 2004 อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วมหรือควบคุม ภาวะน้ำท่วมที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือลดทอนผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมที่ได้เกิด ขึ้นแล้ว โดยมุ่งให้ประชาชนชาวเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมน้อยที่สุด
นอกจากนี้ กฎหมาย Emergency and Safety Management Basic Act 2004 ยังได้บรรจุหลักการที่สำคัญอันเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงจาก ภาวะน้ำท่วมและการควบคุมน้ำท่วมในปัจจุบันและในอนาคตหลายประการ ตัวอย่างเช่น การให้ท้องถิ่นมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการจัดการความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วม หรือควบคุมภาวะน้ำท่วม การสนับสนุนให้มีหน่วยงานเฉพาะเพื่อบริหารจัดการภาวะน้ำท่วมและสาธารณภัย อื่นๆ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานและการใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์และ สอดคล้องกฎหมายป้องกันหรือควบคุมภาวะน้ำท่วม เป็นต้น
อ้างอิง:
  1. Kwon, Hyun-Han, Khalil, F. A. and Siegfried, T., Analysis of extreme summer rainfall using climate teleconnections and typhoon characteristics in South Korea, available online at http://water.columbia.edu/files/2011/11/Siegfried2008ExtremeSummer.pdf
  2. นอกจากมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันภัยพิบัติอันเนื่องมา จากภาวะน้ำท่วมและมาตรการทางกฎหมายควบคุมภาวะน้ำท่วม ที่รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ตราขึ้นเพื่อป้องกันภาวะน้ำท่วมหรือบริหารจัดการ สถานการณ์อันเนื่องมาจากภาวะน้ำท่วมแล้ว รัฐบาลเกาหลีใต้ยังได้บัญญัติกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นๆ ที่อาจเป็นต้นเหตุให้เกิดน้ำท่วมหรืออาจเกิดขึ้นมาภายหลังจากเกิดภาวะน้ำ ท่วมขึ้นแล้ว เช่น กฎหมายปรับปรุงแม่น้ำสายเล็ก (Small River Improvement Act) กฎหมายส่งเสริมประกันภัยจากวาตภัยและอุทกภัย (Wind and Flood Act) และกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยจากวัสดุที่อาจก่อให้เกิดอันตราย (Hazardous Materials Safety Management Act) เป็นต้น โปรดศึกษาเพิ่มเติมในเอกสาร Park, D., Against flood: The operations and systems of the Republic of Korea, http://www.unescap.org/idd/events/2010_Pakistan_Floods_II/NEMA.pdf
  3. Lee, S., Integrated flood management in Korea, available online at http://www.bvsde.paho.org/bvsacg/e/foro4/21%20marzo/Floodman/integrated.pdf
  4. โปรดดูหลักฐานความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับปัญหาภาวะ น้ำท่วมในประเทศเกาหลีใต้โดยอาศัยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์บรรยากาศ ใน Im, Eun-Soon, Lee, Byong-Ju, Kwon, Ji-Hye, in, So-Ra and Han, Sang-Ok, 'Potential increase of flood hazards in Korea due to global warming from a high-resolution regional climate simulation', Asia-Pacific Journal of Atmospheric Sciences, Volume 48, Issue 1, pp.107-113. และโปรดดูเปรียบเทียบกับเอกสารที่บรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อนและผลกระทบอันเกิดจากภาวะน้ำท่วมในประเทศอังกฤษใน Sweet & Maxwell Editorial Contributors, ‘Flooding: report of the House of Commons Environment Food and Rural Affairs Select Committee’, Journal of Planning & Environmental Law, 2008, 9, pp 1261-1268.
  5. ฝนตกอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานานหรือมีความถี่ที่ผิดไปจาก วงจรสภาพภูมิอากาศตามปกติ (intensity and frequency of heavy rainfall) ย่อมส่งผลต่อศักยภาพของรัฐในการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อควบคุมภาวะน้ำท่วม (flood control capacities) ในปัจจุบัน โปรดดูเพิ่มเติมใน Kim, S. J. et al, Assessment of the Flood Vulnerability of Dams Due to Climate Change in South Korea, available online at http://ussdams.com/proceedings/2012Proc/1007.pdf
  6. Korea Environment Corporation, The Effects of Climate Change: Unusual Weather Changes, available online at http://www.gihoo.or.kr/portal/eng/01_Climate_Change/02_The_Effects_of_Climate_Change.jsp
  7. Yi, C., Lee, J., and Shim, M., ‘GIS-based distributed technique for assessing economic loss from flood damage: pre-feasibility study for the Anyang Stream Basin in Korea’, Natural Hazards, 2010, 55, pp 251–272.
  8. ‘Strom water’ หมายถึง น้ำฝนจากฝนที่ตกลงจากชั้นบรรยากาศตามธรรมชาติโดยทั่วไปหรือน้ำฝนที่เกิดมา จากพายุประเภทต่างๆ ที่เมื่อตกลงมาบนพื้นดินแล้ว ภาครัฐหรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำสาธารณะ มีหน้าที่ในการแสวงหาแนวทางการะบายน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำเหล่านี้ท่วมขังจนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเวลาต่อมา โปรดดู Lee, S. H. et al, ‘Review of Stormwater Quality, Quantity and Treatment Methods Part 1: Stormwater Quantity Modelling’, Environmental Engineering Research.,2009,  Vol. 14, No. 2, pp. 71-78. 
  9. Kim, L. H. and D'Arcy, B., 'Korea invests in stormwater best practice solutions', Water21 - magazine of the International Water Association, 2011, 8, pp 36-38.
  10. Cha, Y. J., Shim, M. P. and Kim, S. K., The Four Major Rivers Restoration Project, available online at http://www.un.org/waterforlifedecade/green_economy_2011/pdf/session_8_water_planning_cases_korea.pdf
  11. การขาดความร่วมมือ (lack of coordination) ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการภาวะน้ำ ท่วม กลายเป็นปัญหาที่หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและภูมิภาคเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้เผชิญเหมือนกัน โปรดดูเพิ่มเติมในเอกสารประกอบการประชุม World Bank, Flood Risk Management and Urban Resilience Workshop May 2-3, 2012, Jarkata, GFDRR, 2012.
  12. World Meteorological Organization and Global Water Partnership, Environmental Aspects of Integrated Flood Management, Geneva, Switzerland August 2006, WMO-No.1009, available online at http://www.apfm.info/pdf/ifm_environmental_aspects.pdf
  13. นอกจากภาวะน้ำท่วมอันเป็นภัยทางธรรมชาติที่สำคัญแล้ว ประเทศเกาหลีใต้ยังได้เผชิญวิกฤติหรือหายนะที่เกิดมาจากการกระทำของมนุษย์ (man-made disaster) ในหลายครั้งด้วยกัน ตัวอย่างเช่น การระเบิดของสถานนีรถไฟอิริ (Iri station explosion) ค.ศ. 1977 ที่เกิดขึ้นจากความประมาทของมนุษย์และการถล่มของสะพานซังโซ (Sungsoo bridge collapse) ค.ศ 1994 ที่เกิดจากการบริหารจัดการโครงสร้างขั้นพื้นฐานกับการคมนาคมที่ผิดพลาดของ รัฐบาลเกาหลีใต้ในขณะนั้น โปรดดูเพิ่มเติมใน Ha, K. M., Emergency Management in Korea: Just Started, but Rapidly Evolving, available online at http://training.fema.gov/ (ไฟล์ words)
  14. นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ยังได้พัฒนาโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำและโครงสร้างขั้นพื้นฐานอื่นๆ ที่ใช้จัดการทรัพยากรน้ำ (water infrastructure) ซึ่งการจัดการโครงสร้างขั้นพื้นฐานที่ใช้จัดการทรัพยากรน้ำดังกล่าวของ เกาหลีย่อมไม่เพียงแค่ส่งผลดีต่อการบริหารทรัพยากรน้ำเท่านั้น การจัดการโครงสร้างขั้นพื้นฐานดังกล่าวยังอาจส่งผลดีต่อสภาพเศรษฐกิจและความ หลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศอีกประการหนึ่ง โปรดดู UNEP, Overview of the Republic of Korea’s National Strategy for Green Growth, Geneva, UNEP, 2010, p 32.
  15. Park, D., Republic of Korea (ACRC country report), available online at  http://www.adrc.asia/countryreport/KOR/2005/english.pdfและ Helen Roeth, Draft report for discussion Consultancy Project on the Development of a Public Private Partnership Framework and Action Plan for Disaster Risk Reduction (DRR) in East Asia, Hong Kong, CSR Asia, Office, 2009, p 25.
  16. การจัดการบริหารจัดการน้ำยุคใหม่ (new paradigm) ของเกาหลีใต้สามารถสร้างกลไกและวิธีการในการบริหารจัดการน้ำเพื่อต่อสู้ภัย ภัยทางธรรมชาติที่เกิดจากอุทกภัยและวาตภัยได้ ตัวอย่างเช่น การกระจายอำนาจในการบริหารจัดการน้ำไปสู่ท้องถิ่น (decentralized management) เพื่อให้ท้องถิ่นได้มีอำนาจในการบริหารจัดการน้ำเป็นของตนเองและสามารถสร้าง ความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำได้ โปรดดู คำบรรยายของ ศาสตราจารย์ มูนยัง ฮัน จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโชล สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ใน Han, M. Y., Innovative rainwater harvesting and management in the Republic of Korea, 3th International Rainwater Catchment Systems Conference "Rainwater and Urban Design 2007" Sydney, Australia - August 2007, available online at http://www.ecowaterinfra.org/knowledgebox/documents/Innovative%20Rainwater%20Harvesting%20and%20Management%20in%20the%20Republic%20of%20Korea.pdf
  17. โปรดดูการบรรยายเหตุการณ์และบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าวใน Gardner, N.J., Huh, J. S., Chung, L., ‘Lessons from the Sampoong department store collapse’, Cement and Concrete Composites, 2002, 24 (6). pp 523-529.
  18. กฎหมายฉบับนี้ได้นำเอาหลักการจากกฎหมายป้องกันวาตภัยและอุทกภัยฉบับเก่า ได้แก่ กฎหมาย Flood Disaster and Relief Act และกฎหมาย Flood with Typhoon Counter-Measure Act มาพัฒนาและแก้ไขให้มีความทันสมัยและสอดคล้องต่อการป้องกันภัยจากภาวะน้ำท่วม มากยิ่งขึ้น
  19. โปรดดูจากเอกสารที่เขียนขึ้นโดย Kim, Jong Eop(University of Wales), Rheem, Sang Kyu(KIPA), and Jeong, Cheol Hyun(Yonsei University) ใน Disaster Management of Local Government: Comparison between the UK and South Korea ที่ได้กลาวถึงสาระสำคัญเกี่ยวกับบทบาทและอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นอังกฤษ เปรียบเทียบกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของเกาหลีใต้ในการแก้ปัญหาภัยพิบัติ สาธารณะ www.kapa21.or.kr/english/files/2-5-1Kim_Jong_Eop.doc (ไฟล์ word)
  20. Ha, H. J., Application of Flood Marks Management System to establish rehabilitation plan of reducing natural disaster, available online at http://www.fig.net/pub/fig2012/papers/ts07l/TS07L_ha_5733.pdf
  21. โปรดศึกษาความเป็นมาและภาพประกอบเหตุการณ์ดังกล่าวใน University of Manchester, Daegu Subway Station Fire, South Korea, available online at www.mace.manchester.ac.uk/project/research/structures/strucfire/CaseStudy/HistoricFires/InfrastructuralFires/default.htm
  22. โปรดดูดุษฎีนิพนธ์ของอาจารย์ Kim, Hakk Yong  จาก University of Portsmouth ที่ได้นิพนธ์ขึ้นในหัวข้อ Dealing with crisis: A Comparative Study of Simulation Exercises in Korea and the UK  โดยบรรยายสรุปประเด็นสาระสำคัญของกฎหมาย Emergency and Safety Management Basic Act 2004 ในหน้า 122 – 124. อ้างอิงจาก Kim, H. Y., Dealing with crisis: a comparative study of simulation exercises in Korea and the UK. PhD thesis, University of Portsmouth, available online at http://eprints.port.ac.uk/4145/1/PhD_Thesis(Hakkyong_Kim,_Portsmouth).pdf
  23. ในบางตำรา เรียกชื่อกฎหมายดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษ ได้แก่ Framework Act on the Management of Disasters and Safety 2004 (FAMDS) หรือบางตำราเรียก Disaster and Safety Management Basic Law 2004
  24. Constitution of the Republic of Korea, Article 34 (6) ‘The State shall endeavor to prevent disasters and to protect citizens from harm there from.’
  25. Constitution of the Republic of Korea, Article 117 (1), ‘Local governments shall deal with administrative matters pertaining to the welfare of local residents, manage properties, and may enact provisions relating to local autonomy, within the limit of Acts and subordinate statutes.’
  26. Choi, H. and Ryu, S. ‘Plan for Improvement of Local Governments’ Roles for Effective Countermeasures for Disasters: centring on comparison with the USA and Japan’, Journal of the Korea Contents Association, 2006, 6 (12), pp. 235-245.
  27. Park, D. K., Republic of Korea National Reporting and Information on Disaster Reduction for the World Conference on Disaster Reduction, available online at http://www.unisdr.org/2005/mdgs-drr/national-reports/South-Korea-report.pdf

พัชณีย์ คำหนัก: 6 ตุลา 19 กับทิศทางการเมืองไทย

ที่มา ประชาไท



ในงานรำลึก 36 ปี 6 ตุลา ช่วงเสวนา 6 ตุลากับทิศทางการเมืองไทย ผู้เขียนได้เสวนาไปแล้ว แต่ต้องการสื่อออกมาอีกครั้งด้วยบทความชิ้นนี้ โดยเรียบเรียงประเด็นใหม่เพื่อสื่อสารกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของคน เสื้อแดง กรรมกรแดง และขบวนการอื่นๆ ให้รัดกุมยิ่งขึ้น
 
ผู้เขียนต้องการจะชวนผู้อ่านผู้ฟัง “ฝันให้ไกลและไปให้ถึง” บนพื้นฐานความเป็นจริง โดยไม่ยำเกรงต่อคำปรามาสว่าเป็นพวกเพ้อฝัน เนื่องจากเรามีประสบการณ์ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ว่า เป็นยุคของการดับฝันคนหนุ่มสาว นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมด้วยการใช้กำลังปราบปรามอย่างเหี้ยมโหดของเจ้า หน้าที่รัฐ  แต่เรา ณ ที่นี้จะช่วยกันรื้อฟื้นความฝันและการต่อสู้ของคนรุ่นก่อนและคนรุ่นหลัง 6 ตุลา 19 เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงจะได้ลงหลักปักฐานอย่างมั่นคง
 
ผู้เขียนคิดว่าโจทย์ของการเมืองไทยจากอดีตถึงปัจจุบันที่ต้องช่วยกันหาคำตอบ  คือ
  1. ทำไมคนเราจึงต่างกัน ทำไมคนเราเลือกเกิดไม่ได้
  2. ประชาธิปไตยที่แท้จริงมีหน้าตาอย่างไร
ประเด็นที่จะนำเสนอคือ
  1. เศรษฐกิจการเมืองเรื่องชนชั้นในระบบทุนนิยม
  2. ข้อเสนอเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
 
จากเวทีเสวนา เบื้องหลัง 6 ตุลาเบื้องหน้าประชาธิปไตยของปี 2554 ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์มาจนถึงวันนี้ ปีนี้  ผู้เขียนเห็นว่า การที่รัฐก่ออาชญากรรมซ้ำซากจากอดีตจนถึงปัจจุบันสะท้อนปัญหาสำคัญคือ ชน ชั้นปกครองเกรงกลัวอุดมการณ์ประชาธิปไตย และสังคมนิยม ที่กำลังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงเช่นอารยะประเทศ จึงต้องการเอาชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
 
บทสรุปจากเหตุการณ์ตุลามหาโหด ถึงการก่ออาชญากรรมโดยรัฐซ้ำซาก
 
ปัญหาชนชั้นปกครองกลัวความเปลี่ยนแปลง มาจากบทสรุปเหตุการณ์ 6 ตุลามหาโหด ดังนี้
  1. บริบททางเศรษฐกิจการเมืองไทยในอดีตตั้งแต่ก่อน 14 ตุลา 16 จนถึงการสังหารนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลา 19  ประชาชนเผชิญปัญหาความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และปัญหาการเมืองไร้สิทธิไร้เสียง ห้ามการชุมนุมทางการเมือง ห้ามวิจารณ์   เพราะถูกปกครองด้วยเผด็จการทหาร ที่มีพลังฝ่ายทุนอนุรักษ์นิยม ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งสนับสนุน  และจากเหตุการณ์ตุลามหาโหดมีผู้เสียชีวิต 42 คน บาดเจ็บ 150 ถูกดำเนินคดี 3,094 คน พร้อมกับมีคณะทหารที่เรียกตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ภายใต้การนำของพลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง มีผลให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ต้องพ้นจากตำแหน่ง และนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่ต่อมาล้มเลิกการเลือกตั้งทุกระดับ ยกเว้นในเขตกรุงเทพฯ  ทั้งลอบสังหารผู้นำกรรมกร ชาวนา นักสังคมนิยมอีกหลายสิบคน
  2. ความคิดที่ก้าวหน้าของประชาชนในยุคอดีตถูกสกัดกั้น ได้แก่ ความคิดทางการเมืองฝ่ายซ้าย สังคมนิยมทั้งจากสายปฏิรูปและปฏิวัติ การต่อสู้ของผู้นำชาวนา กรรมกร นักศึกษาเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและการเมือง  ซึ่งแสดงถึงการต่อสู้ทางอุดมการณ์ ระหว่างเผด็จการฟาสซิสต์ ทุนอนุรักษ์นิยม กับ สังคมนิยมประชาธิปไตยปนกับกลุ่มเสรีนิยมก้าวหน้า  ดังที่อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์อธิบายว่า ผู้สูญเสียอำนาจทางการเมืองปี 2516 ผู้ที่เกรงว่าประชาธิปไตยมากเกินไปจะทำให้เขาสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจมีพวก นายทุน เจ้าที่ดินรายใหญ่ ทหารตำรวจบางกลุ่ม นักการเมืองโดยเฉพาะจากพรรคชาติไทย  ส่วนผู้นำขบวนการฝ่ายขวาก่อความรุนแรง ได้แก่ ฐานชนชั้นกลางมั่งมีและหมู่ชนชั้นนำ ผู้มีฐานะดีกลัวการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในยุคนั้นมีวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงราคาน้ำมันขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ปี 2516  ในประเทศรอบด้านรัฐบาลฝ่ายขวาถูกล้มและคอมมิวนิสต์ขึ้นมามีอำนาจในปี 2518  ฝ่ายกรรมาชีพชาวนานักศึกษาออกมาประท้วงและนัดหยุดงานบ่อย เพราะปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคม เป็นต้น
 
คำถามคือ “ผู้ที่สั่ง สนับสนุนการฆ่าประชาชนควรมีเกียรติให้ได้รับการเชิดชูต่อไปอีกหรือไม่?”  ถ้าเป็นคำตอบของแนวทางสังคมนิยมมาร์คซิสต์แล้วนั้น พวกเขาขาดความชอบธรรมที่จะปกครองประชาชนแล้ว และสมควรที่จะยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมากกว่าการแก้ไข
 
คำตอบนี้ได้รับการยืนยันอีกครั้งเมื่ออดีตรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประ ชาธิปัตย์ได้สั่งสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงด้วยกำลังทหารกว่าหมื่นนาย ก่อให้เกิดการเสียชีวิตด้วยกระสุนปืน 92 ศพ บาดเจ็บ 2,000 ในปี 53  ซึ่งถือว่าเป็นการก่ออาชญากรรมโดยรัฐอีกครั้งหนึ่ง  รวมเอาการลอบสังหาร ไล่ล่าคนเสื้อแดงหลังปราบ เพราะไม่ยอมรับข้อเสนอยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ และรับไม่ได้กับการถูกวิจารณ์อย่างรุนแรง
 
แม้จะมีการทำลายขบวนการฝ่ายซ้าย ขบวนการนักศึกษาอย่างราบคาบ แต่เรายังมีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมปรากฎในรูปแบบต่างๆ ในเวลาต่อมา  และหน่ออ่อนของความคิดก้าวหน้ายังหลงเหลือและถูกถ่ายทอดมายังคนรุ่นหลัง ได้แก่ ข้อเสนอการปฏิรูปที่ดิน การเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า การยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ในบริบทที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำแตกต่างกันระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างมากขึ้น ทุกทีจากการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นเมืองและมีอุตสาหกรรมมากมาย
 
ณ วันนี้ เราภาคประชาชนไม่ควรตั้งคำถามแค่ว่า “ใครกันแน่ที่เป็นทุนสามานย์ที่สุด” ซึ่งทำให้บางส่วนมองว่าต้องเลือกข้างระหว่างทุนเสรีนิยม/ประชานิยมกับทุน อำมาตย์ ซึ่งเอาเข้าจริงอาจไม่ใช่ทางเลือกของประชาชน และไม่ใช่โจทย์สำคัญ เพราะโจทย์ที่สำคัญกว่านั้นคือ “เราจะสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร”
 
โครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองปัจจุบัน : ระบบที่เอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นนายทุน
 
ในทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการ เติบโตของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) มากขึ้น เก็บภาษีได้มากขึ้น โดยเฉพาะภาษีทางอ้อมซึ่งผลักภาระให้คนจน มีคนรวยมากขึ้นและมั่งคั่งติดอันดับที่สุดในโลกหลายสิบคน แต่เป็นประเทศที่เหลื่อมล้ำมากที่สุดในทวีปเอเชีย ชนชั้นแรงงานทำงานหนักที่สุดในโลก วันละ 12-16 ชั่วโมง มีปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชน การค้ามนุษย์ และการฉ้อฉลคอรัปชั่นติดอันดับโลก ที่สหประชาชาติและองค์กรแรงงานระหว่างประเทศกำลังจับตามอง
 
กำลังแรงงานมีจำนวนมากขึ้น ลูกหลานเกษตรกรในชนบทย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในเมืองมากขึ้นเพราะมีการขยายตัวของ โรงงาน สถานประกอบการ ผลิตสินค้าและบริการสูงขึ้น มีการลงทุนจากต่างประเทศสูงขึ้น มีสินค้าส่งออกติดอันดับโลก เช่น ข้าว ชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์ ฮาร์ดดิสไดร์ฟ เป็นต้น มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง  ตามนโยบายพัฒนาความทันสมัย และอุตสาหกรรมของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และระบบรัฐที่เป็นอยู่ตอนนี้คือ ระบบที่เอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุน ทำให้มีนายทุนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก มั่งคั่งและมีอำนาจการเมืองนอกระบบบ้าง ในระบบบ้าง แต่คนส่วนใหญ่ขาดหลักประกันความมั่นคงในชีวิต
 
ในแง่การเมือง การเมือง ณ ขณะนี้กลายเป็นเรื่องของผู้นำทางการเมือง นักการเมืองจากพรรคการเมืองของนายทุนเท่านั้น มีทั้งการช่วงชิง รักษาอำนาจ แก้ไขปัญหาด้วยประชานิยม (ที่กำลังฮิตในหมู่นักการเมืองทุกค่าย) ไม่แตะโครงสร้างการเมืองที่ไม่เป็นธรรม ไม่ริเริ่มการปฏิรูปใดๆ ทั้งละเลยปัญหาความเป็นอยู่ การกระจายความมั่งคั่งให้แก่ประชาชน ซึ่งแนวโน้มประชาชนอาจถูกทอดทิ้งในที่สุด
 
ระบบทุนนิยม นอกจากจะมองในแง่เศรษฐกิจแล้ว ยังมีอุดมการณ์ชุดหนึ่ง ถ่ายทอด กล่อมเกลาให้แก่คนในสังคมเพื่อให้สนับสนุนนโยบายของทุนต่อไป  อุดมการณ์หรือทัศนะแบบทุน  ได้แก่
  1. ทุนเป็นผู้สร้างงาน (แต่ก็เป็นผู้สร้างปัญหาว่างงานและไม่สามารถแก้ไข)
  2. ความสุขในชีวิตมาจากความสำเร็จของการสะสมความเป็นเจ้าของวัตถุ (แต่ความร่ำรวยก็มาจากความยากจนด้อยโอกาสของผู้อื่น)
  3. การประท้วงของแรงงานจะทำให้เสียบรรยากาศการลงทุน (ที่นักลงทุนไม่คิดจะรับผิดชอบสังคม)
  4. เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แรงงานควรช่วยเหลือนายจ้างไม่ให้ล้มละลาย เพื่อให้มีงานทำต่อไป (แรงงานคือหุ้นส่วนของทุนไปแล้ว)
  5. รัฐต้องส่งเสริมการแข่งขันของทุนอย่างเสรี ไม่ควรเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาด และควรลดภาระในการบริการสังคมลง (การแข่งขันอย่างเสรีไม่มีจริง มีแต่แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย และการผูกขาด)
  6. ความจนมาจากความขี้เกียจ (ข้ออ้างสำหรับผลักภาระค่าใช้จ่ายให้คนจน)
 
นอกจากนี้ ทัศนะแบบทุนยังใช้ประโยชน์จากทัศนะการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมในแต่ละสถานการณ์ด้วย (ซึ่งเป็นคำสอนที่โกหกหลอกลวง) เช่น
  1. ความสามัคคี รักใคร่ปรองดองเพื่อสร้างกำไรมากๆ ให้แก่บริษัท
  2. ชาวนาคือกระดูกสันหลัง (ผุๆ) ของชาติ
  3. ครอบครัว (ที่บ่มเพาะการแข่งขัน-ไต่เต้า) คือสถาบันสำคัญที่สุด
  4. ครู (ที่อยู่ภายใต้การครอบงำของชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์) คือแม่พิมพ์ของชาติ
  5. เรียกร้องให้คนต้องทำเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ (โดยไม่ให้ความสำคัญอย่างแท้จริงกับความเป็นอยู่ของประชาชน)
  6. ระบบอาวุโส เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด (ที่ผู้อาวุโสได้ประโยชน์ แต่ผู้เดินตามเป็น”แพะ”)
 
ทั้งนี้  เพื่อเอาคำสั่งสอนของฝ่ายอนุรักษ์มาควบคุมแรงงาน ควบคุมความคิดเห็นต่าง ควบคุมการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหภาพแรงงาน ซึ่งนั่นคือ เสรีนิยมมีได้เฉพาะชนชั้นนายทุน เพราะเขาจะไม่ยอมให้คนระดับล่างมีอำนาจทัดเทียมกับตัวเอง   ส่วนผู้ที่สมาทานแนวเสรีนิยมสุดขั้ว มองว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลางที่มีฐานะดีอยู่แล้ว ก็จะไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับนายทุนในสถานที่ทำงานตัวเอง และไม่จำเป็นต้องรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงาน
 
ประชาธิปไตยที่แท้จริงที่ไม่หวังพึ่งพรรคนายทุน
           
ด้วยบริบททางเศรษฐกิจการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป  แนวคิดชนชั้นในมุมมองของมาร์คซิสต์ (ไม่ใช่สายสตาลิน-เหมา) ก็เปลี่ยนแปลงไปในเชิงปริมาณและคุณภาพ  กล่าวคือ ชนชั้นกรรมาชีพในบริบทอดีตกับปัจจุบันนั้นต่างกัน แม้แต่กรรมกรในโรงงานก็ยังแตกต่างจากอดีต คือ มีฐานะดีขึ้น ไม่แร้นแค้นเท่าแต่ก่อน โรงงานปรับปรุงสภาพการทำงานให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการต่อสู้ พวกเขาเป็นแรงงานคอปกน้ำเงินผลิตสินค้า ส่วนแรงงานคอปกขาวอยู่ในภาคบริการก็ถือว่าเป็นกรรมาชีพเพราะแม้จะมีตำแหน่ง และรายได้สูงกว่ากรรมกรคอปกน้ำเงิน  แต่ก็มีสัญญาสภาพการจ้างงาน ยังไม่มีอำนาจถือครองปัจจัยการผลิตและไม่ใช่ผู้ตัดสินใจในระบบโครงสร้างการบ ริหาร  ส่วนนักศึกษาเป็นได้ทั้งเตรียมแรงงาน หรือบางรายเตรียมไปเป็นนายทุนและชนชั้นกลาง เพราะมหาวิทยาลัยปัจจุบันนี้ได้กีดกันคนจนออกไปมากขึ้น ด้วยการขึ้นค่าเทอมและระบบแข่งขัน โดยไม่พัฒนาระบบการศึกษาให้สถานศึกษาทุกแห่งมีมาตรฐานที่ดีเท่าเทียมกัน
 
ส่วนคนชั้นกลางตามความคิดมาร์คซิสต์คือ ผู้จัดการ ผู้บริหารที่เป็นตัวแทนคำสั่งของเจ้าของสถานประกอบการ นักธุรกิจ ผู้ประกอบการขนาดกลาง ที่มุ่งพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นทุนใหญ่  และสำหรับชนชั้นนายทุนหมายถึง นายทุนบรรษัทขนาดใหญ่ มีอำนาจข้ามรัฐและเหนือรัฐ
        
การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างคือเป้าหมายของการต่อสู้ของประชาชนในยุค นี้  ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาแก้ไขปัญหาอย่างผิวเผิน ให้พออยู่รอดได้ในสมัยของตัวเอง เช่น การเสนอนโยบายประชานิยม ที่มีข้อจำกัดเรื่องการแก้ไขประเด็นเดียว ข้อจำกัดในการจัดเก็บรายได้ของรัฐ  สวัสดิการยังไม่ถ้วนหน้า และมีหลายมาตรฐาน เป็นต้น
 
ดังนั้นความสำเร็จของการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยควรคำนึงถึงผล ประโยชน์ทางชนชั้นและอำนาจของประชาชนระดับล่าง  ตัวอย่างตัวชี้วัดชัยชนะของประชาชน นักมาร์คซิสต์มองว่า
  1. ต้องยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค
  2. สถาบันการปกครองสำคัญต้องถูกปรับตัว เช่น สถาบันกษัตริย์ กองทัพ ศาล
  3. การให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมตรวจสอบ หรือบริหารในโครงสร้างการปกครองที่เป็นทางการและในองค์กรของรัฐ เช่น ศาลในฐานะลูกขุน สภาผู้บริโภค สหภาพแรงงานในมหาวิทยาลัย สื่อสาธารณะ รัฐวิสาหกิจ โรงพยาบาล เป็นต้น
  4. นายทุน คนรวยต้องถูกเรียกเก็บภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้า และปัจจัยการผลิต เช่น ที่ดิน กระจายไปสู่คนส่วนใหญ่ อาจเป็นในรูปแบบฉโนดชุมชน
  5. ทุกพื้นที่ เต็มไปด้วยการรวมกลุ่มของประชาชน และมีบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทัศนะทางการเมืองร่วมกัน
 
สิ่งที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชน
  1. การมีสำนึกร่วม มีเอกภาพบนความหลากหลาย มีเป้าหมายการต่อสู้เดียวกันได้ และมีชุดความคิดอุดมการณ์ชัดเจน
  2. การพัฒนาจิตสำนึกของการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม ทั้งในสินค้าสาธารณะและสินค้าของเอกชน ร่วมกันรัฐและทุน
  3. การรวมตัวเป็นองค์กรจัดตั้งที่เข้มแข็ง เช่น สหภาพแรงงาน พรรคการเมืองภาคประชาชน ซึ่งมีได้หลายรูปแบบ แตกต่างจากแนวกระแสหลักและต่างจากอดีต เช่น พรรคนายทุน พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือพรรคที่มีการนำเพียงไม่กี่คน
  4. การสร้างบรรยากาศ พื้นที่ประชาธิปไตยในสถานที่ทำงาน ในสถานศึกษา ชุมชนต่างๆ มากขึ้น
  5. การมีกลไกให้การศึกษาภายในขบวนการ แลกเปลี่ยนความคิดสม่ำเสมอ และเรียนรู้แนวคิดทฤษฎีการเมืองต่างๆ ดังเช่น รูปแบบ”กลุ่มศึกษา” สำหรับฝึกฝนการวิเคราะห์การเมือง ปัญหาในชีวิตประจำวันละฝึกสร้างความมั่นใจในการนำเสนอ ถกเถียงกับผู้อื่น
  6. การร่วมต่อสู้ในชีวิตประจำวัน ผลประโยชน์เฉพาะหน้าเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพกับขบวนการประชาชนอื่นๆ
  7. มีวินัย มีความรับผิดชอบ แบ่งเวลาและอุทิศเพื่อส่วนรวม
 
ข้อเสนอระยะสั้นนี้ คือ
  1. ต่อสู้ให้ได้มาซึ่งข้อเรียกร้องเฉพาะหน้า ได้แก่ นำคนสั่งฆ่าประชาชนมาลงโทษ ปล่อยนักโทษการเมือง ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปฏิรูประบบยุติธรรม
  2. ผลักดันให้แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาต (นปช.) ออกมาเสนอแนวทางปฏิรูป/ปฏิวัติสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำไปสู่การถกเถียงในวงกว้าง และไม่ใข่องค์กรแบบ 2 ขา ซึ่งขาหนึ่งไปใกล้ชิดกับนักการเมือง  เพราะประชาชนต้องเป็นอิสระจากกรอบความคิดของพรรคการเมืองนายทุน  (ที่ไม่ใช่พรรคมวลชน) เพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง และความเสมอหน้าทัดเทียมกับนายทุน
  3. สร้างแนวร่วมกับขบวนการของชนชั้นล่าง เช่น ระหว่างขบวนการเสื้อแดงกับขบวนการชาวนา แรงงาน นักศึกษา และสมานฉันท์กับองค์กรภาคประชาชนทั่วโลกที่กำลังต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ต่อต้านระบบทุนที่ก่อวิกฤตระลอกแล้วระลอกเล่า นักมาร์คซิสต์มองว่าเป็นแนวร่วมที่ยั่งยืนกว่า
 
ประชาธิปไตยที่แท้จริงในมุมมองมาร์คซิสต์คือ การต่อสู้เพื่อเสรีภาพพร้อมๆ กับต้องมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เพราะเสรีภาพทางการเมืองมีความสัมพันธ์กับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี หลักประกันที่มั่นคง ฐานะความเป็นอยู่ไม่แตกต่างกันนัก   ฉะนั้นเราต้องต่อสู้เรื่องการลดชั่วโมงการทำงาน เพิ่มรายได้และสวัสดิการครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตาย  เพื่อที่คนจะได้มีเวลาว่างสำหรับสร้างสรรค์งานของตัวเอง มีเวลาศึกษาทฤษฎีการเมือง ศึกษาวิทยาศาสตร์ ศิลปะ รวมกลุ่มแลกเปลี่ยน แสดงออกทางการเมือง มีความเป็นปัญญาชนที่ไม่ต้องเกรงกลัวการถูกเอารัดเอาเปรียบอีก  ข้อกังวลที่ว่า ทำไมคนเราจึงเลือกเกิดไม่ได้ ก็จะค่อยๆ หมดไป.

สุภิญญา กลางณรงค์: SWOT กสทช.ในโอกาส 1 ปีการทำงาน

ที่มา ประชาไท





(7 ต.ค.55) สุภิญญา กลางณรงค์ หนึ่งในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทวีตวิจารณ์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และความเสี่ยง (SWOT) ของ กสทช. ผ่าน @supinya เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีการสถาปนาสำนักงาน กสทช. มีรายละเอียดดังนี้

                                                                                                00000


จุดแข็ง

1. เป็นองค์กรที่พร้อมในเรื่อง คน เงิน ของ ไม่ขัดสนเรื่องงบประมาณ บริหารคล่องตัวกว่าหน่วยงานรัฐอื่นๆ มาก อยากทำอะไร ทำได้
2. พนักงานส่วนใหญ่ตั้งใจ มีศักยภาพ เก่ง ทันสมัย ได้คนระดับหัวกะทิมาไม่น้อย ทำงานในเวทีระดับภูมิภาค/ชาติ/สากลได้ดี
3. โครงสร้างตามกฎหมายที่ออกแบบมาให้มีความเป็นอิสระสูง ไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองหรือทุนได้โดยง่าย (เว้นแต่จะยอมให้แทรกแซง)
4.ถือเป็นองค์กรใหม่ สังคมยังฝากความหวัง ให้ความเชื่อมั่น ภาพลักษณ์ทางการเมืองยังมีความเป็นกลาง ประสานความร่วมมือได้หลายฝ่าย
5.บอร์ด กสทช.11 คน เชี่ยวชาญคนละด้าน มีฐานที่มาคนละแบบ ก่อให้เกิดการคานงัด ถ่วงดุลทั้งในมิติเทคโนโลยี-ค.มั่นคง-ธุรกิจ-สังคม

จุดอ่อน

1.ธรรมาภิบาลองค์กรยังมีปัญหา ถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริหารงบประมาณจากภาษีไม่คุ้มค่า ไม่โปร่งใส
2. ประเด็นเรื่องระบบอุปถัมภ์/ความเป็นธรรมภายในองค์กร ที่มีผลต่อความเชื่อมั่น ขวัญกำลังใจ (ปัญหาร่วมของหน่วยราชการ)
3. ความพยายามแทรกแซงโดยตรงและโดยอ้อมจากกลุ่มการเมืองและกลุ่มทุนเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะทุกการตัดสินใจมีเดิมพันสูง ผลประโยชน์มาก
4.การอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ อาจส่งผลต่อการกล้าตัดสินใจตามหลักการหรือต้องยอมประนีประนอมเกินไป
5.จุดแข็งจะกลายเป็นจุดอ่อน ถ้าขาดความเป็นมืออาชีพ แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ เชื่อมจุดเหมือนสงวนจุดต่าง เผชิญหน้าดีกว่าลับหลัง

โอกาส

1. ถ้าเพิ่มธรรมาภิบาลทั้งในองค์กรและต่อสาธารณะให้มากขึ้น #กสทช. จะเป็นองค์กรอิสระแบบมืออาชีพ สังคมทุกส่วนให้ความเชื่อมั่นมากขึ้น
2.ถ้า #กสทช. ประสานประโยชน์ของทุกกลุ่ม (รัฐ-เอกชน-ประชาชน) บนหลักการที่รับฟังได้ เป็นธรรมระดับหนึ่ง จะส่งผลดีต่อวิกฤตของประเทศโดยรวม
3.การส่งเสริมอุตสาหกรรมสื่อ/โทรคม ให้โอกาสกลุ่มธุรกิจปลดแอกจากภาครัฐ และการถ่วงดุลประโยชน์ให้ผู้บริโภค/สาธารณะ ต้องไปควบคู่กัน
4.ใช้ ความเป็นองค์กรใหม่/ภาพลักษณ์ที่เป็นกลางทางการเมือง กำกับสื่อ/โทรคม บนหลักการของเสรีภาพและความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่เลือกปฏิบัติ
5. สร้าง #กสทช. ให้เป็นองค์กรกำกับสมัยใหม่ โดดเด่นเรื่องการมีจุดคานงัด ถ่วงดุลซึ่งกัน สะท้อนพหุนิยมทางการเมือง (Political pluralism)


ความเสี่ยง

1.แม้จะตั้งใจทำงานดี แต่ถ้าองค์กรยังมีปัญหาธรรมภิบาลต่อเนื่อง สังคมจะไม่ให้ความเชื่อถือ ส่งผลต่อการทำงานและภาพลักษณ์มาก
2.ถ้าการจัดสรรผลประโยชน์ไม่เป็นธรรม อาทิ รัฐเสีย-เอกชนได้มาก-ผู้บริโภคยังไม่มีหลักประกัน จะไม่ใช่แนวทางที่ win-win-win
3. ถ้าเอื้อเอกชนมากเกินไป แม้ว่าจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรม แต่ถ้าไม่มีหลักประกันเพื่อผู้บริโภคที่ชัดเจน ระบบจะเสียสมดุล
4.ถ้าประคับประคองจุดยืนที่เป็นกลางไม่ได้ เพราะเลือกปฏิบัติ ลุแก่อำนาจหรือกลัวอำนาจ จะทำให้เสียโอกาสในการช่วยวิกฤตประเทศ
5.ถ้าไม่ยกระดับเป็นองค์กรแบบมืออาชีพ ก็อาจกลายเป็นองค์กรดราม่า จากจุดคานงัดเพื่อถ่วงดุล จะกลายเป็นจุดแตกหัก ดับเครื่องชน

จบการทวิต 20 SWOT (จุดแข็ง-จุดอ่อน-โอกาส-ความเสี่ยง) ในวาระครบ 1 ปี วันนี้วิพากษ์องค์กรก็วิพากษ์ตัวเองด้วย โดยเฉพาะข้อ 5

นักข่าวชายแดนใต้ โดนตำรวจเรียกสอบ-ยึดรูปถ่าย

ที่มา ประชาไท



7 ตุลาคม 2555 เว็บไซต์โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (http://freedom.ilaw.or.th/case/436) รายงานว่า มีนักข่าวพลเมื
องสองคนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวไปสอบสวนที่ สถานีตำรวจภูธรนราธิวาส เป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนได้รับการปล่อยตัวมาโดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหา
นักข่าวสองคนนี้ คนหนึ่งเป็น นักข่าวพลเมืองจากกลุ่มอินเซ้าท์ (Insouth) และอีกคนหนึ่งเป็นนักข่าวพลเมืองดีสลาตัน ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โดยเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 55 เวลาประมาณ 10.00 น. เขาทั้งสองพร้อมด้วยกล้องวีดีโอหนึ่งตัวและกล้องถ่ายภาพนิ่งหนึ่งตัวออกขี่รถจักรยานเพื่อบันทึกภาพบรรยากาศภายในตัวเมืองจังหวัดนราธิวาสที่เงียบเหงา เนื่องจากวันนั้นเป็นวันศุกร์และร้านค้าภายในตัวเมืองไม่เปิดให้บริการ เพราะมีใบปลิวข่มขู่ออกมาจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีก่อนหน้านั้นว่าให้ร้านค้าในพื้นที่ปิดบริการทุกวันศุกร์
ขณะที่ขี่จักรยานผ่านบริเวณหอนาฬิกากลางเมืองนราธิวาส มีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบพร้อมชุด อส. ขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยกันสองคนมาเรียกให้พวกเขาหยุด เพื่อถามถึงสาเหตุที่ออกมาถ่ายภาพในวันนั้น ก่อนที่จะมีเจ้าหน้าที่อีกหลายหน่วยตามมาสมทบ
หลังจากนั้น พวกเขาถูกนำตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรนราธิวาสโดยเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบหลายนายเป็นเวลา ประมาณสองชั่วโมง เจ้าหน้าที่พยายามสอบถามถึงชื่อ ที่อยู่ หน่วยงานที่สังกัด และวัตถุประสงค์ในการถ่ายภาพ แต่เมื่อแสดงบัตรผู้สื่อข่าวแล้วเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่เชื่อ โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าไม่เคยได้ยินชื่อกลุ่มอินเซ้าท์มาก่อน และแม้เจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์ไปตรวจสอบกับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสแล้วพบว่า เป็นนักข่าวมีตัวตนอยู่จริง ก็ยังไม่เชื่อ ยังคงสอบสวนต่ออีกระยะหนึ่ง
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังขอหน่วยความจำในกล้องของพวกเขาไปตรวจสอบ และลบภาพที่ถ่ายในวันนั้นออกทั้งหมด หลังจากการสอบสวนเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงพวกเขาก็ได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา และไม่มีการลงนามในบันทึกการสอบปากคำแต่อย่างใด แต่ได้ถ่ายรูปของพวกเขาเก็บไว้เป็นทะเบียนประวัติ และข่มขู่ว่าหากหลังจากนี้เกิดอะไรขึ้นในพื้นที่พวกเขาก็จะถูกเรียกมาสอบสวนก่อน
ขณะที่เพื่อนของพวกเขาอีกหนึ่งคนซึ่งพวกเขามาขอพักอาศัยที่บ้านในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งไม่ได้เป็นนักข่าวก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนด้วยในฐานะผู้ให้ที่พักพิง
หลังจากนั้นพวกเขาจึงปรึกษากันและตัดสินใจนำเรื่องดังกล่าวไปร้องเรียนที่ศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดนราธิวาส

จนท.ตรวจที่เกิดเหตุ เบิกความไต่สวนการตาย “ชาติชาย ชาเหลา” เหยื่อกระสุน พ.ค.53

ที่มา ประชาไท



พ.ต.ท.วัชรัศมิ์ เฉลิมสุขสันต์ เจ้าหน้าที่ตรวจสถานที่เกิดเหตุ เบิกความไต่สวนการตายกรณี “ชาติชาย ชาเหลา” เหยื่อกระสุน พ.ค.53 ระบุพบเส้นผมและรอยกระสุน ทิศทางมาทางฝังศาลาแดง ผู้ตายถูกกระสุน M16

เมื่อ วันที่ 5 ต.ค.55 ที่ผ่านมา ที่ห้องพิจารณา 501 ศาลอาญากรุงเทพใต้ พ.ต.ท.วัชรัศมิ์ เฉลิมสุขสันต์ อายุ 47 ปี เจ้าหน้าที่ตรวจสถานที่เกิดเหตุ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เข้าเบิกความในการไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตของ นายชาติชาย ชาเหลา อายุ 25 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิตคืนวันที่ 13 พ.ค.53 ที่บริเวณหน้าบริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ถนนพระราม 4 ตรงข้ามสวนลุมพินี ในช่วงที่มีการกระชับพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. โดย ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

พ.ต.ท.วัชรัศมิ์ เฉลิมสุขสันต์ เบิกความว่า ได้รับแจ้งเรื่องกรณีนี้จากพนักงานสอบสวนเมื่อ ก.ย. 2553 และได้เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุในวันที่ 24 ก.ย.53 ที่หน้า บริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ถนนพระราม 4 พบรอยบุบยุบที่ประตูเหล็กม้วนสูงจากพื้น 1.74 เมตร 1 รอย ซึ่งคาดว่าเกิดจากเศษโลหะที่น่าจะเป็นเศษกระสุนปืนมากระแทกอย่างแรงและเร็ว รวมทั้งพบเส้นผมติดที่ขอบปูนด้านข้างประตู 1 เส้น สูงจากพื้น 1.90 เมตร และเหตุที่เส้นผมอยู่สูงกว่ารอยกระสุนนั้น เพราะเมื่อกระสุนกระทบกับศีรษะจะทำให้กระสุนและกระโหลกศีรษะแตกออกและ กระเซ็นออกไปได้ ตำแหน่งจึงสูงกว่าได้

เจ้าหน้าที่ตรวจสถานที่เกิด เหตุ เบิกความด้วยว่าหลังจากนั้นพนักงานสอบสวนได้นำข้อมูลเป็นภาพและวีดีโอคลิ ปขณะเกิดเหตุ รวมทั้งข้อมูลผลการชันสูตรศพ จึงได้มีการเข้าไปตรวจสถานที่เกิดเหตุอีกครั้งเมื่อวันที่ 18 พ.ย.53 เพื่อจำลองเหตุการณ์หาทิศทางการยิง ผลการจำลองประกอบภาพและคลิปขณะเกิดเหตุเป็นภาพใกล้เคียงช่วงเวลาที่นายชาติ ชายหรือผู้ตายถูกยิง ขณะนั้นอยู่ริมถนนด้านหน้าที่รถเข็นและแผงว่าเป็นที่กำบัง หันหน้าไปทางแยกศาลาแดง ซึ่งรอยบาดแผลกระสุนเข้าหน้าผากขวาทะลุศีรษะด้านหลังซ้าย กระสุนจึงมาจากทางฝังแยกศาลาแดง แนวกระสุนเป็นไปได้ทั้งระนาบตามแนวถนนและจากสะพานลอยข้ามถนนพระราม 4

พ.ต.ท. วัชรัศมิ์  เบิกความด้วยว่าจากการดูบาดแผลเกิดจากกระสุนขนาด .223 ซึ่งใช้กับปืนเล็กกล เช่น M16 และ ทราโว สำหรับภาพและคลิปนั้น ไม่ทราบว่าทางพนักงานสอบสวนได้มาจากไหนอีกที

แผนที่จุดเกิดเหตุ แผงลอย หน้า บ.กฤษณาฯ :

ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

 วีดีโอคลิปขณะเกิดเหตุ “ชาติชาย” สวมเสื้อลายสีแดงขาว :



TCIJ: กระทรวงวิทย์รับโอนรองเลขาฯ คนสนิท ‘ปลอดประสพ’ จ่อขึ้นซี10

ที่มา ประชาไท



เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม รายงานข่าวแจ้งว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับโอน น.ส.อัจฉรา วงศ์แสงจันทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ แทนรองเลขาธิการที่เกษียณอายุ
การรับโอนข้าราชการระดับ 9 เป็นอำนาจของปลัดกระทรวง ไม่ต้องผ่านมติคณะรัฐมนตรี เพียงผ่านความเห็นชอบของปลัดกระทรวงทั้งสอง
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2555 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีคำสั่งโอน น.ส.อัจฉรา จากผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ไปเป็นรองอธิบดีกรมป่าไม้ นับเป็นรองอธิบดีหญิงคนแรกในรอบ 115 ปี แต่ดำรงตำแหน่งได้เพียงเดือนเศษ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2555 ก็มีคำสั่งย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2555 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 3 ราย ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ ได้แก่
1. น.ส.เสาวณี มุสิแดง รองปลัดกระทรวง  ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ
2. นายสุทธิเวช ต.แสงจันทร์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
3. นายสมชาย เทียมบุญประเสริฐ ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
การแต่งตั้งดังกล่าวทำให้มีตำแหน่งรองปลัดกระทรวงว่าง 2 ตำแหน่ง คือตำแหน่งของ นายวีระพงษ์ แพสุวรรณ ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคนใหม่ และตำแหน่งของ น.ส.เสาวณี มุสิแดง
การโอนย้าย น.ส.อัจฉรามาดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จึงทำให้ น.ส.อัจฉราอยู่ในข่ายจะได้เลื่อนเป็นรองปลัดกระทรวงด้วยคนหนึ่ง
น.ส.อัจฉราเคยเป็นเลขานุการของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมป่าไม้ และปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เมื่อครั้งที่นายปลอดประสพ ถูกย้ายจากอธิบดีกรมป่าไม้ ในปี 2545 เพราะขัดแย้งกับฝ่ายการเมือง จนเป็นข่าวครึกโครม
นอกจากนี้ สำนักข่าวอิศราเคยรายงานว่า น.ส.อัจฉราเป็นผู้ถือหุ้น บริษัท เทสโก้ แคปปิตอล จำกัด, บริษัท รีเทค เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด และบริษัท ไทย – เยอรมัน เอนเนอร์ยี่ จำกัด ร่วมกับนางธัญญา สุรัสวดี ภริยานายปลอดประสพ และนายธรรมนูญ มงคล ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทเทสโก้ จำกัด แต่ต่อมานางธัญญาโอนหุ้นให้นายปิ่นสาย สุรัสวดี บุตรชาย
บริษัท เทสโก้ จำกัด เป็นบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งได้รับการว่าจ้างจากหน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ 39 ครั้ง วงเงิน 163.8 ล้านบาท ระหว่างปี 2546-2554 เมื่อปี 2549 ยังได้รับว่าจ้างจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืน เป็นที่ปรึกษาโครงการออกแบบกระเช้าลอยฟ้า เชิงดอยสุเทพ วงเงิน 44 ล้านบาทเศษ ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ได้รับจ้างทำแผนแม่บทบูรณาการการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติ ศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร  วงเงิน 7.6 ล้านบาท ทำแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน วงเงิน 6.65 ล้านบาท

พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์นั่งรักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ที่มา thaifreenews

 



10.05 ที่ประชุม รก.กก.บห.พรรคเพื่อไทย 
มีมติให้ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นรก.หัวหน้าพรรค 
พร้อมนัดประชุมใหญ่ฯ เพื่อเลือก หน.พรรค 30 ต.ค. 55