ที่มา ประชาไท
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, October 9, 2012
สองผู้บุกเบิกงานวิจัยสเต็มเซลล์ คว้าโนเบลการแพทย์
กสทช.ยันประมูล 3G 16 ต.ค.นี้ ไม่มีปัญหาทางกฎหมาย
ที่มา ประชาไท
(8 ต.ค.55) กรณีมีข่าวว่า จะมีผู้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวการดำเนิน การประมูล 3G ที่สำนักงาน กสทช. จะจัดให้มีการประมูลในวันที่ 16 ต.ค.ที่จะถึงนี้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) แถลงข่าวว่า การประมูล 3G ไม่มีปัญหาในข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ในการดำเนินการประมูล 3G จึงไม่มีข้อสงสัยในอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ในเรื่องดังกล่าว โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอน การดำเนินการประมูล 3G กสทช. และสำนักงาน กสทช. ได้ดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดถูกต้องทุกขั้นตอนอย่างครบถ้วน
หลักเกณฑ์และวิธีการประมูล มีการกำหนดมาตรฐานการให้บริการ การพัฒนาทางเทคโนโลยี การคุ้มครองประโยชน์ประเทศ คุ้มครองประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคในด้านการบริการและรวมทั้งคุ้มครองผู้ด้อย โอกาส และมีการฟังความคิดเห็นสาธารณะ ตามกระบวนการที่กฎหมายได้บัญญัติไว้อย่างครบถ้วน
ส่วนรายได้อันเกิดจากการประมูล 3G ทั้งหมด สำนักงาน กสทช. จะต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้ของแผ่นดินให้รัฐบาลนำไปใช้จ่ายต่อไป ดังนั้น ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการประมูล 3G เป็นของประเทศและประชาชนโดยรวมอย่างแท้จริง
โดยในวันอังคารที่ 9 ต.ค. สำนักงาน กสทช. จะได้นำผลการตรวจคุณสมบัติของผู้เข้าประมูล 3G ตาม IM เสนอ กทค. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ แล้วประกาศให้ทราบในวันดังกล่าว และจะมีการเคาะประมูลราคาในวันที่ 16 ต.ค. ต่อไป
ดังนั้น หากมีผู้ใดที่เห็นว่าการดำเนินการประมูล 3G มีปัญหาความไม่ชอบหรือไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน ก็เป็นสิทธิที่สามารถจะกระทำได้ภายใต้ขอบเขตบทบัญญัติของกฎหมาย และสามารถใช้สิทธินั้นในการฟ้องคดีต่อศาลต่อไป ซึ่งสำนักงาน กสทช. พร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงในการดำเนินการทุกขั้นตอน เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อไป
ที่มา: Press Release กสทช.
ธ.ก.ส. ระบุได้เงินคืนจากรัฐบาลตามโครงการจำนำข้าว 9.1 หมื่นล้าน
ที่มา ประชาไท
วันนี้ (8 ต.ค.) เว็บไซต์ฐานเศรษฐิจ รายงานคำแถลงของนายบุญไทย แก้วขันตี รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งระบุว่า ขณะนี้ ธ.ก.ส. ได้รับคืนเงินจากการดำเนินงานโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของ ธ.ก.ส. การชดเชยภาระต้นเงินและดอกเบี้ย เป็นเงินจำนวน 91,827 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2556 ที่จัดสรรมาให้จำนวน 49,877 ล้านบาท และเงินคืนค่าระบายข้าวสารจากโครงการรับจำนำ 41,950 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าว ธ.ก.ส. จะนำมาใช้หมุนเวียนในการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว ธ.ก.ส. ขอยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อสภาพคล่องหรือการดำเนินงานตามปกติของ ธ.ก.ส. เนื่องจาก ธ.ก.ส. ได้มีการจัดวางระบบการบริหารงานอย่างชัดเจน เช่น มีการแยกบัญชีโครงการหรือธุรกรรมตามนโยบายของรัฐบาล (Public Service Account : PSA) เป็นบัญชีเฉพาะ แยกจากบัญชีการดำเนินงานตามปกติของธนาคารทำให้สามารถทราบผลการดำเนินงานใน แต่ละบัญชีชัดเจน ขณะเดียวกันการดำเนินงานตามโครงการรัฐบาลทุกโครงการ จะมีมติคณะรัฐมนตรีรองรับเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและภาระการขาด ทุนจากโครงการของรัฐทั้งหมด
โดยผลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ณ ปัจจุบัน แบ่งเป็น โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 จำนวน 6.95 ล้านตัน จำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 1,142,587 ราย จำนวนเงิน 118,576 ล้านบาท ส่วนโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2555 จำนวน 12.82 ล้านตัน จำนวนเกษตรกร 1,021,018 ราย จำนวนเงิน 190,013 ล้านบาท
"นิด้าโพล" 64.53% เห็นด้วยโครงการจำนำข้าว แต่ 66.29% หวั่นทุจริตถ้ารัฐบาลไม่เข้ม
ด้านเว็บไซต์ครอบครัวข่าว รายงานผลสำรวจของศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ต่อโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ซึ่งพบว่ากลุ่มสำรวจ ร้อยละ 64.53 เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล เพราะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร ทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น มีเพียง ร้อยละ 22.90 ไม่เห็นด้วย เพราะทำให้มาตรฐานของข้าวไทยตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยตรงและไม่มีความโปร่งใส
ขณะเดียวกันกลุ่มสำรวจร้อยละ 49.64 ยังเห็นว่า ควรทำโครงการรับจำนำข้าวต่อไป เนื่องจากเกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรง ร้อยละ 27.06 เห็นว่าควรทำต่อ แต่ปรับปรุงตามกลไกราคาตลาด ร้อยละ 20.18 ให้ยกเลิกโครงการ เนื่องจากเห็นว่า ชาวนาไม่ได้รับประโยชน์ ขาดความโปร่งใส ราคาเกินความจริง ทำให้ขาดทุนและต้องซื้อข้าวในราคาที่สูงขึ้น
ต่อเรื่องการทุจริต ร้อยละ 66.29 เห็นว่า มีการทุจริต ถ้ารัฐบาลไม่เข้มงวด จะเป็นการเอื้อประโยชน์กับนายทุนและโรงสี ร้อยละ 26.42 ไม่แน่ใจ เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้และยังจับกุมผู้กระทำผิดไม่ได้ ส่วนร้อยละ 7.29 เห็นว่าไม่มีการทุจริต โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลควบคุมได้ นอกจากนี้ ร้อยละ 59.97 ยังเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกจะมีการสวมสิทธิ์ขึ้นได้ เนื่องจากมีกลุ่มนายทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่รัฐอาจดูแลได้ไม่ทั่วถึง
40 ส.ว. จี้รัฐบาลเปิดเผยรายละเอียดเอาข้าวไปขายจีทูจีให้ใคร
อนึ่ง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวไปได้มากแล้ว ประมาณ 7 ล้านกว่าตันแล้วโดยเป็นการขายแบบจีทูจี หรือรัฐบาลต่อรัฐบาล (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) ขณะที่วันนี้ (8 ต.ค.) กลุ่ม 40 ส.ว. นำโดยนายประสาร มฤคพิทักษ์ อภิปรายในสภาว่าไม่เชื่อคำแถลงของนายบุญทรง และเรียกร้องให้เปิดเผยรายละเอียดการขายข้าวดังกล่าว นอกจากนี้ น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี ได้เรียกร้องให้กรมการค้าต่างประเทศต้องชี้แจงว่าใครเป็นผู้ซื้อไป (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)
คำร้อง อ.นิด้า เข้าที่ประชุมตุลาการ รธน. 10 ต.ค. นี้
ขณะเดียวกันวันนี้ (8 ต.ค.) มติชนออนไลน์ รายงานว่า นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงคำร้องของนายอดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ที่ยื่นหนังสือต่อนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อยับยั้งหรือยุติโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดยระบุว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 43 และมาตรา 84 (1) นั้นเข้าที่ประชุมตุลาการในวันพุธ ที่ 10 ตุลาคมนี้ โดยตุลาการจะเป็นผู้พิจารณาและวินิจฉัยต่อไปว่าจะรับคำร้องหรือไม่
วิพากษ์ กสทช. ต้องเปิดเผยข้อมูล และเรียนรู้การสื่อสารยุคใหม่
ที่มา ประชาไท
8 ต.ค. 2555 มูลนิธิไฮริช เบิลล์ ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเสวนาหัวข้อ “เสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและจรรยาบรรณ กสทช.” โดย รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล จากคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่, ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย, รุ่งมณี เมฆโสภณ สื่อมวลชน อิสระ และกานต์ ยืนยง ผู้อำนวยการ Siam Intelligence Unit (SIU) ดำเนินรายการโดย พลกฤต เรืองจรัส จากสถานีโทรทัศน์ TNN24
รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล กล่าวถึงกรณีการอ้างถึงความรับ ผิดชอบร่วมกันของ กสทช. โดยไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียว่า ประเด็นการรับผิดชอบร่วมกันนั้น เป็นคำเฉพาะในระบบรัฐสภา ถูกใช้ในการรับผิดร่วมกันของคณะรัฐมนตรีอังกฤษ เป็นคำเฉพาะในการเมืองในระบบรัฐสภา เป็นคำที่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลผสมนั้นสัมพันธ์กับความมั่นคงทางการเมือง แต่ในส่วนของความรับผิดชอบร่วมของ กสทช. นั้น มาจากกระบวนการสรรหา ที่ต่างจารัฐบาลในระบบสภา การดำรงอยู่ของ กสทช. ก็สัมพันธ์กับเงื่อนไขทางการเมืองต่ำ
โดย รศ.สมชายระบุว่า องค์กรอิสระนั้น ต้องรักษาประโยชน์สาธารณะได้ดีกว่าระบบราชการ นี่คือหัวใจสำคัญ แต่คำถามคือ ถ้าสมมติว่า ตอนนี้มีปัญหาเรื่องความรับผิดชอบร่วมขององค์กรกับประโยชน์สาธารณะ ถ้าคิดว่าความรับผิดร่วมมันขัดแย้งกับประโยชน์สาธารณะควรจะทำอย่างไร จะรับผิดชอบร่วมโดยไม่ไยดีต่อประโยชน์สาธารณะ ลงมติเสร็จก็เลิก หรือจะรักษาประโยชน์สาธารณะเหนือความรับผิดชอบร่วมขององค์กร
“ผมคิดว่าถ้าเกิดเราพิจารณาจากเป้าหมายของการก่อตั้ง กสทช.ขึ้น ไม่ได้เพื่อให้ กสทช. ดำรงอยู่ หรือรักษาให้มั่นคง แต่เกิดขึ้นเพื่อรักษาผลประโยชน์สาธารณะ ฉะนั้นในแง่นี้ผมคิดว่าเวลาที่เราพูดว่าเพื่อความรับผิดร่วมขององค์กร มีอะไรแล้วห้ามไปปากโป้งข้างนอก ผมคิดว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างสำคัญ”
ทั้งนี้ รศ.สมชาย กล่าวว่า ประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์การสื่อสารของ กสทช. ผ่านโซเชียลมีเดียว่าไม่เหมาะสมนั้น ส่วนตัวเขาเห็นว่าเป็นเรื่องขั้นต่ำที่ควรทำ และถือว่าทำน้อยเกิดไปด้วยซ้ำ
“ผม คิดว่าสังคมไทยปัจจุบัน เรากำลังเป็นผู้ประสบภัยจากองค์กรอิสระ ในปัจจุบันองค์กรอิสระเกิดขึ้นจำนวนมาก องค์กรอิสระ อย่างน้อยมีเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้เราวิพากษ์วิจารณ์ได้น้อย เช่น เป็นประเด็นที่มีความสลับซับซ้อน เป็นเทคนิคสูง เป็นประเด็นที่จะตอบว่าดีหรือไม่ดี โดยฉับพลัน เช่นระบบประมูล องค์กรอิสระจำนวนมากเป็นองค์กรที่หากจะวิจารณ์ก็ต้องทำงานมากขึ้น
“หรือคนที่เข้ามาในองค์กรอิสระมักจะเป็นเทวดาน้อยๆ คือเป็นผู้ทรงคุณธรรมความรู้ ลองเทียบกับส.ส. ในองค์กรอิสระหลายๆ องค์กรใช้เงินอีลุ่ยฉุยแฉกไม่น้อยไม่กว่า ส.ส. แต่ไม่ถูกด่า เพราะว่าอะไร เพราะว่าเป็นเทวดา
“เนื่องจากผมจัดตัวเองว่าเป็นผู้ประสบภัยจากองค์กรอิสระซึ่งผลาญเงิน ประชาชนมาก ด้วยลักษณะที่เราคิดถึงว่าองค์กรอิสระเป็นเทวดา เป็นผู้ทรงความรู้คู่ธรรม การวิจารณ์ตรวจสอบจึงไม่เกิดขึ้น นี่เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าเรื่องสำคัญในการเมืองไทยจำนวนมาก รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจแต่ถูกดึงไปให้องค์กรอิสระจำนวนมาก และนี่เป็นเรื่องที่สำคัญเกินกว่าจะฝากไว้กับใคร ผมคิดว่าองค์กรอิสระ เป็นสิ่งที่หลายๆ ส่วนควรคิดถึงและจับตามองให้มากขึ้น”
ทั้งนี้ หากการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะของ กสทช.คนใดนำไปสู่การถูกฟ้องร้อง ก็ต้องถือว่าเป็นการตรวจสอบหลักการว่า จะยึดถือหลักเสรีภาพในการแสดงความเห็นตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
“ถ้า กสทช.ออกระเบียบว่าห้ามออกมาพูดข้างนอก ผมจะทำให้เห็นเลยว่า กสทช.อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งรับรองเสรีภาพในการแสดงความเห็น สื่อมวลชนยังได้รับการคุ้มครอง การแสดงความเห็นของ กสทช.เป็นสิ่งที่ทำได้ และเป็นหลักการธรรมดาของระบอบประชาธิปไตย คือเสรีภาพในการแสดงความเห็นของเสียงข้างน้อย เพราะเราไม่รู้ว่าเสียงข้างมากนั้นเมื่อไหร่มันจะผิด เป็นเรื่องซึ่ง ถ้า กสทช. ออกระเบียบที่ขัดกับหลักการพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้
รศ. สมชายกล่าวว่า หากเปิดเผยข้อมูลแล้วถูกฟ้องร้อง ก็เป็นเหมือนเป็นหินก้อนแรก เอาตัวเข้าแลก ให้ศาลตัดสินเพื่อยืนยันหลักการว่าเป็นไปในทิศทางใด ซึ่งเสรีภาพในการแสดงความเห็น ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารมีข้อยกเว้นมากมาย แต่กรณีถกเถียงในที่ประชุม กสทช. นั้น ไม่น่าเข้าข้อยกเว้นต่างๆ เหล่านั้นเพราะเกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธาณณะเต็มไปหมด เช่นการชี้แจงเหตุผลว่าทำไมระบบประมูลเช่นนี้จึงไม่เห็นด้วย เป็นสิทธิเสรีภาพของ กสทช. และเป็นสิทธิของสังคมที่จะรับรู้ด้วย
ดร. มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ กล่าวว่า หลายคนคาดหวังกับหน้าที่ของ กสทช. ว่าจะเป็นเวทีให้กับการสื่อสาร และให้ข้อมูลโดยที่ กสทช.ตั้งขึ้นมาในช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี มีการเปลี่ยนภูมิทัศน์สื่อมาก มีสื่อใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งในระบบสื่อใหม่ ทุกคนสามารถจะแสดงความคิดเห็นได้ ในบริบทเช่นนี้ กสทช. ควรทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะเปิดเผยข้อมูลให้กับสาธารณะ โดยใช้สื่อใหม่
“ตอนแรกที่มีข่าวว่ามีการห้ามใช้โซเชียลมีเดียก็ตลกว่า กสทช. อยู่ในยุคไหนกันแน่ ยังต้องการควบคุมหมดทุกอย่างหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ควรจำกัดและจริงๆ แล้ว กสทช. ทุกคนควรใช้โซเชียลมีเดียด้วยซ้ำไปว่าเรื่องๆ หนึ่งตัวเองมีจุดยืนอย่างไร เพื่อให้สาธารณะทราบ เพราะ กสทช. มีผประโยน์มหาศาล ควรใช้ทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็นวิทยุ ทีวีหนังสือพิมพ์ รวมถึงสื่อใหม่ และเข้าใจธรรมชาติ ไม่ใช่ใช้สื่อใหม่ด้วยแนวคิดแบบสื่อเก่า คือต้องการให้คนบริโภคมาฟังอย่างเดียว”
ทั้งนี้แม้โซเชียลมีเดียซึ่งมีความเร็ว ก็ต้องมีความรับผิดชอบด้วย อย่างน้อยคือรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริงที่รายงาน ในหลายๆ องค์กรจึงต้องมีการวางกรอบกติกา เป็นกรอบกว้างๆ เหมือน code of conduct บางองค์กรอาจจะลงรายละเอียด เช่นความลับขององค์กร แต่สำหรับองค์กรอิสระเช่น กสทช. ก็มีความไม่ชัดเจนว่าเรื่องบางเรื่องเป็นความลับจริงหรือไม่ เช่น มติที่ประชุมเป็นความลับ คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียรู้ แต่ไม่อยากให้ประชาชนที่เป็นคนเสียผลประโยชน์รับรู้
“แทนที่จะมีการลักลั่นกันอยู่ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ทำไมไม่ใช้สื่อใหม่เป็นเครื่องมือ รวมทั้งให้ความรู้แก่ประชาชน ยามวิกฤตต่างก็เช่นกันเครื่องมือเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ดีมาก แต่ต้องมีความรับผิดชอบ แต่อย่าใช้ความรับผิดชอบมาจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น”
ดร.มานะ กล่าวว่า กสทช. น่าจะเป็นตัวอย่างในการเปิดเผยข้อมูล เพื่อให้ประชาชนเอาไปตรวจสอบอีกที และตัวบทบาทสำคัญในการตรวจสอบ และคานอำนาจ กสทช. คือสื่อมวลชนเองก็ต้องพัฒนาคุณภาพของสื่อมวลชนในการทำข่าวเชิงสืบสวนด้วยและ ก็ต้องรู้เทคนิคที่เกี่ยวข้อง นักข่าวต้องรู้ไม่น้อยกว่าเพื่อรู้เท่าทันในเรื่องเทคนิค การประมูล 3G บางเรื่องอาจจะบอกไม่หมด เป็นหน้าที่ทั้งในส่วนของนักข่าวเองและภาคประชาชนอื่นๆ ในการให้ความคิดเห็นก่อนล่วงหน้าด้วยซ้ำไป
และในยุคนี้มีการใช้สื่อใหม่ค่อนข้างเยอะ เปิดโอกาสให้คนได้ร่วมกันแชร์ความคิดเห็นทำไมไม่ใช้สื่อใหม่ในการระดมความ รู้จากภาคส่าวนต่างๆ มาช่วยกันในเรื่องการตรวจทาน กสทช. และสร้างอค์ความรู้ในการตรวจทานการทำงานของ กสทช. ด้วย เป็นการดึงพลังของประชาชนโดยใช้สื่อใหม่ ที่ก่อนหน้านี้สื่อเก่าไม่เคยให้ค่า สัมภาษณ์แต่คนหน้าเก่า แหล่งข่าวเก่าๆ
รุ่งมณี เมฆโสภณ กล่าวว่าสื่อเองมักมององค์กรอิสระเป็น เทพ ไม่ค่อยแตะ ไม่ค่อยทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนเท่าไหร่นัก นำมาสู่คำถามสองประเด็นคือ หนึ่ง กำลังทำข่าวแบบเดิมๆ อยู่หรือเปล่า คือรอการแถลง และอีกประเด็นคือ มองว่าองค์กรใหม่ยังเป็นน้องใหม่น่าสงสารอยู่ ให้เวลาเขา ทั้งที่จริงๆ แล้วผู้ทำงานในองค์กรอิสระไม่ต้องการการให้เวลา เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าเขาต้องทำอะไร และภาระหน้าที่หลักคือต้องดูแลประโยชน์สาธารณะ รักษาทรัพยากรของชาติ ในกรณีของคลื่น ชัดเจนว่าเป็นสมบัติของชาติ เป็นผลประโยชน์ของทุกคน และหน้าที่สื่อคือป้องกันผลประโยชน์ชาติและประโยชน์สาธารณะ สื่อได้ทำหน้าที่ตรงนั้นครบถ้วนหรือไม่ เรายังใกล้ชิดสนิทสนมกับคณะกรรมการคนใดคนหนึ่งจนเรามองไม่เห็นในสิ่งที่เรา ต้องขุดคุ้ย
รุ่งมณีกล่าวด้วยว่า การขุดคุ้ยของสื่อนั้นไม่ใช่จำกัดระยะเวลาที่ กสทช. อยู่ในตำแหน่งเท่านั้น แต่ต้องต่อเนื่อง เพราะมีกรณี กสทช.ของสหรัฐ ลาออกไปทำงานกับบริษัทโทรคมนาคม เช่นกัน
กานต์ ยืนยง ระบุว่า สำหรับ กสทช. นั้น พ.ร.บ. กสทช. 2553 ระบุไว้ว่าต้องมีการรายงานการประชุม มติต้องเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ รวมถึงต้องรายงานข้อเท็จจริง และรายงานด้านวิชาการ
ทั้งนี้ การตรวจสอบ กสทช.จากประชาชน อาจไม่จำเป็นต้องทำตามกลไกกฎหมาย แต่ภาคประชาชนมีช่องทางอื่นๆ ในการตรวจสอบได้ เช่น ตรวจสอบการการใช้เงิน ซึ่ง SIU ศึกษาไว้เมื่อปีที่ผ่านมาโดยข้อสรุปว่า ข้อดีคือไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณ แต่มีปัญหาคือขาดการวางแผนการใช้จ่ายเงินของสาธารณะอย่างรอบคอบ และขาดการประเมินปัจจัยเสี่ยงอย่างเพียงพอ
สำหรับการตรวจสอบนั้นทำได้สามระดับคือ จริยธรรม, แนวทางจริยธรรม และจรรยาบรรณ คือ จริยธรรมขึ้นกับกรอบของสังคมว่าสิ่งใดที่ควรปฏิบัติ ส่วนแนวทางจริยธรรมคือกรอบกว้างๆ ว่าสิ่งที่องค์กรนั้นๆ ควรปฏิบัติควรเป็นอย่างไร ส่วนจรรยาบรรณเป็นกฎหรือข้อบังคับชัดเจน ทั้งนี้แนวทางการกำกับดูแลองค์กร จะใช้การกำกับดูแลกันเองมากขึ้น ผสมทั้งผ่านการใช้ตัวบทกฎหมายและการดูแลกันเอง แต่สุดท้ายก็ต้องวางกรอบให้ดีระหว่างการทำงานในฐานะเป็นองค์กรร่วมกัน แต่ก็ต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะด้วย
อัลจาซีร่าสัมภาษณ์ปธน.อิหร่านตัวต่อตัว เรื่องปฏิรูปซีเรีย
ที่มา ประชาไท
"ชาเวซ" ชนะเลือกตั้งปธน.เวเนซูเอลาต่อเป็นสมัยที่ 3
ที่มา ประชาไท
40 ส.ว. ไม่เชื่อรัฐบาลขายข้าวได้หลายล้านตัน จี้กรมการค้าต่างประเทศชี้แจงใครซื้อไป
ที่มา ประชาไท
ตามที่ มติชนรายวัน รายงานโดยแหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน และองค์การคลังสินค้า (อคส.) เตรียมข้อมูลและรายละเอียดการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลที่ผ่านมา การจัดทำโครงการรับจำนำ และแนวทางการดำเนินงานในปี 2556 เพื่อประกอบการแถลงข่าวในกลางสัปดาห์นี้ และเตรียมหารือ ผู้ส่งออกรายใหญ่ถึงแผนงานและเป้าหมายการระบายข้าวในปี 2556
แหล่งข่าวกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า นายบุญทรงจะชี้แจงข้อเท็จจริงที่กำลังเป็นกระแสข่าว ทั้งการระบายข้าวแบบจีทูจี จำนวน 1 ล้านตัน ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นตัวเลขลม ไม่มีการส่งออกจริง โดยชี้แจงรายละเอียดให้เห็นว่ามีการขายเพื่อส่งออกจริง และทยอยส่งเงินคืนจากการขายข้าวแล้วกว่า 5 หมื่นล้านบาท รวมถึงการชี้แจงวิธีการระบายข้าวจีทูจี ว่าเป็นแบบขายหน้าคลังที่กรมการค้าต่างประเทศในฐานะตัวแทนผู้ขาย และให้ผู้ซื้อไปรับข้าวกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) โดยผู้ซื้อเป็นผู้จัดหาบริษัทเอกชนทำการปรับปรุงและส่งออก แหล่งข่าวยังอ้างว่าไทยส่งออกข้าวได้ 5 ล้านตัน และข้าวที่ส่งออกไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพราะเป็นการขายแบบจีทูจี (รัฐบาลต่อรัฐบาล) ประเทศผู้ซื้อไม่ต้องการให้เปิดเผย เพราะมีผลต่อทางการเมืองในประเทศ" แหล่งข่าวกล่าว
40 ส.ว. กังขา รัฐบาลขายข้าวได้หลายล้านตัน ถามขายข้าวขนาดนี้ต้องใช้กระสอบกี่ร้อยล้านใบ
ล่าสุด วันนี้ (8 ต.ค.) เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว. ได้อภิปรายในสภา โดยหารือถึงนโยบายการจำนำข้าวของรัฐบาลว่า การที่นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ระบุว่ามีผู้ซื้อข้าวแล้ว 7.5 ล้านตัน แต่ก็ไม่มีรายละเอียด จาการสอบถามแวดวงผู้ส่งออกข้าว บอกว่าขายข้าวขนาดนี้จะต้องใช้กระสอบกี่พันกี่ร้อยล้านใบ จองเรือกี่ร้อยล้านเที่ยว แต่ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวในการผลิตกระสอบหรือจองเรือเลย ดังนั้นอย่ามั่วๆ ไปอย่างนี้ อีกทั้งนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกฯ และประธานธนาคารแห่งประเทศไทยให้สัมภาษณ์ว่าการจำนำข้าวเปิดช่องการทุจริต ทำลายโครงสร้างตลาด จะให้ตนเชื่อนายวีรพงษ์หรือจะให้เชื่อ รมว.พาณิชย์ หรือเชื่อนายกฯ
ด้าน น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรีและกลุ่ม 40 ส.ว.กล่าวว่า ฝากไปถึงนายกฯ รองนายกฯ และ รมว.คลัง รมว.พาณิชย์ ปลัดกระทรวง และอธิบดีกระทรวงพาณิชย์ โมเดลโกหกสีขาวจากการที่โครงการรับจำนำข้าว เมื่อวันที่ 5 ต.ค.อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศแจ้งว่าให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้ทำใบส่งสินค้าจ่ายข้าวให้กับผู้ซื้อข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ที่มารับมอบ 4-5 ราย แต่พอวันที่ 6 ต.ค. อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกลับบอกว่ากรมได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวระหว่างรัฐต่อ รัฐจำนวน 7 ล้านตันจริง แต่ไม่สมารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากเป็นข้อตกลงที่ทำไว้กับประเทศนั้นๆ จึงคิดว่าเป็นหน้าที่ของกรมการค้าต่างประเทศต้องชี้แจงว่าใครเป็นผู้ซื้อไป ราคาเท่าไหร่ แต่กลับไม่มี จึงคิดว่าการโกหกสีขาวได้ระบาดไปถึงข้าราชการประจำ และคิดว่ารัฐบาลนี้มีเรื่องโกหกสีขาวอีกกี่เรื่อ
เวทีศาลอาญาระหว่างประเทศ ICC ขอนแก่น
ที่มา thaifreenews
เวทีคณะกรรมาธิการต่างประเทศรัฐสภา สัญจร
เวที "สิทธิการป้องกันตนเองของประชาชนกับศาลอาญาระหว่างประเทศ"
ณ วิทยาลัยการปกครอง มหาวิทยาลัยขอนแก่น
วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม ถ่ายทอดสดโดย Asia Update
รวมคลิปวีดีโอย้อนหลัง
http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42259.0
ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 09/10/55 ความผิดตัว..มองไม่เห็น..
ที่มา blablabla
3บลา ประชาไท

ชอบเบี่ยงเบน ร้อยเล่ห์ จนเฉไฉ
ดีแต่แนะ ดีแต่พูด สุดจัญไร
ปากกับใจ คิดแต่ชั่ว มั่วทั้งปี....
เป็นมนุษย์ สุดแสนทราม คอยหยามหยัน
หวังฟาดฟัน ให้อับจน หม่นหมองศรี
ลืมกำพืด เคยระยำ ทำไม่ดี
เขาเรียกว่า "ปากอัปรีย์" ชอบชี้แนะ....
เอ่อ..คาดว่า เดาว่า เพ้อฝันว่า
โน่น นี่ น่า เที่ยวมาพูด สุดเหลาะแหละ
จะดีชั่ว อย่างไร ไม่แยกแยะ
ปากค่อนแคะ โน่นไม่ดี นั่นก็ไม่ดี....
ความผิดตัว ชั่วช้า คณานับ
ยังสับปลับ ใส่ร้าย มุ่งป้ายสี
สั่งปราบฆ่า ย่อยยับ ดับชีวี
ไทยเข้มแข็ง พวกไหนนี่ ที่มันโกง....
ยังไม่นับ ไอ้ตัวดี หนีทหาร
เที่ยวระราน เขาไปทั่ว มั่วทั้งโขยง
สิ่งที่ทำ กรรมที่ก่อ รอเปิดโปง
รวมทั้งไอ้โม่ง..แอบอยู่หลัง คอยสั่งมัน....
๓ บลา / ๙ ต.ค.๕๕
ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 08/10/55 ความสุขของชาวนา..คือความทุกข์ ปชป.
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

พวกจัญไร สามานย์ สันดานสถุล
กอดแข้งขา โอบเอื้อ เพื่อนายทุน
เติมคุกรุ่น ด้วยวิปริต คิดอัปรีย์....
การจำนำ ทำรากฐาน มีการเปลี่ยน
สะอิดสะเอียน คำพูด สุดบัดสี
นั่นคือปาก อดีตผู้นำ มันย่ำยี
ไร้ศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ สุดแสนเลว....
หวังลืมตา อ้าปาก อยากปลดนี้
พรรคกาลี กลับฉุดคร่า พาดิ่งเหว
แถมหาเรื่อง ใส่ไคล้ สุมไฟเปลว
จนแหลกเหลว สมใจ ไอ้บัดซบ....
ชาวนาต้อง ยากจน อย่างข้นแค้น
ทุกถิ่นแดน ต้องต่ำต้อย คอยสยบ
ส่วนนายทุน ต่างเริงร่า มาสมคบ
คิดเลี่ยงหลบ ก็รู้ทัน พวกจัญไร....
ความสุขของ ชาวนา หน้าเอมอิ่ม
มีรอยยิ้ม เบิกบาน สราญใส
ปชป. กลับร้อนรุ่ม ดั่งสุมไฟ
โถ..ช่างคิด..ไปได้..ไอ้พวกระยำ....
๓ บลา / ๘ ต.ค.๕๕
ขีดเส้น 15 วัน กทม. ต้องเอาถุงทรายออกจากท่อให้หมด
ที่มา uddred
ไทยรัฐ 9 ตุลาคม 2555 >>>
นายปลอดประสพ สุรัสวดี ประธาน กบอ. ฮึ่ม กทม. ต้องตอบปมถุงทรายในท่อระบายน้ำ ยันมีอำนาจ ขีดเส้นภายใน 15 วัน ต้องเอาออกให้หมด...
นาย ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะ ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ได้สั่งการให้ นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขาธิการสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ หรือ สบอช. ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการ กทม. เพื่อสอบถามถึงสาเหตุการนำกระสอบทราย ไปวางไว้ในท่อระบายน้ำ บริเวณถนนศรีนครินทร์ รวมถึง ชี้แจงรายละเอียด พื้นที่ในวางกระสอบทรายและการดำเนินการดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไรบ้าง
ทั้งนี้เห็นว่าในทางเทคนิค การนำกระสอบทรายไปวางไว้ในท่อระบายน้ำ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ ซึ่งหาก กทม. ไม่นำกระสอบทรายออก ภายใน 15 วัน ตนเองก็จะใช้อำนาจ สั่งการเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการเอง โดยนายปลอดประสพ ระบุว่า หากทาง กทม. ไม่ทำหนังสือชี้แจง ก็จะมีความผิดด้านวินัยและยืนยันว่าทางรัฐบาล มีอำนาจในการสั่งการ
นอกจากนี้ นายปลอดประสพ ยังได้กล่าวถึงพายุพระพิรุณ ว่า ขณะนี้ พายุลูกดังกล่าวได้เคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือแล้ว จึงจะไม่มีอิทธิพลจนส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยหลังจากสิ้นเดือน ต.ค. นี้ ในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ จะไม่มีอะไรน่ากังวล มีเพียงในพื้นที่ภาคใต้ ที่ยังจะต้องติดตามเรื่องมรสุม
Monday, October 8, 2012
ปกิณกะ: ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายควบคุมภาวะน้ำท่วมของสาธารณรัฐเกาหลี
ที่มา ประชาไท
มหาวิทยาลัยเดอมงฟอร์ต
1 ความนำ
สาธารณรัฐเกาหลีใต้หรือประเทศเกาหลีใต้เป็นประเทศหนึ่งที่เผชิญกับความ เสี่ยงจากภาวะน้ำท่วม เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะประเทศเกาหลีใต้ตั้งอยู่บนบริเวณคาบสมุทรเกาหลี ที่มีพื้นที่ในบริเวณทิศใต้ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกถูกขนาดไว้ด้วยทะเล ซึ่งสภาพหรือลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศเกาหลีใต้เช่นว่านี้ ทำให้ประเทศเกาหลีใต้ประสบกับความผันผวนของสภาพอากาศค่อนข้างสูง อนึ่ง ด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของประเทศเกาหลีตามที่กล่าวมานี้ ย่อมทำให้ประเทศเกาหลีใต้ประสบกับปัญหาปัญหาอุทกภัยหรือภัยจาภาวะน้ำท่วมที่ มีสาเหตุมาจากการพัดผ่านของพายุประเภทต่างๆ ที่ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนอง (extreme rain) [1] เช่น พายุฝนฟ้าคะนองและพายุหมุนเขตร้อน เป็นต้นด้วยปัจจัยความเสี่ยงอันเกิดจากภูมิประเทศอันเป็นที่ตั้งและภูมิอากาศที่ ประเทศเกาหลีใต้ต้องเผชิญนับตั้งแต่ครั้งอดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ทำให้รัฐบาลประเทศเกาหลีใต้ได้พยายามแสวงหาระบบกฎหมายเกี่ยวกับ ภาวะน้ำท่วม (flood legal system) ที่ประกอบด้วยมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันภัยพิบัติอัน เนื่องมาจากภาวะน้ำท่วมและมาตรการทางกฎหมายควบคุมภาวะน้ำท่วม เพื่อต่อสู้กับปัญหาภาวะน้ำท่วมในลักษณะต่างๆกัน จากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอันอาจส่งผลให้เกิดหายนะ ในสามลักษณะด้วยกัน ได้แก่ หายนะทางธรรมชาติ (natural disaster) หายนะที่เกิดขึ้นมาจากน้ำมือของมนุษย์ (man-made disaster) และหายนะที่กระทบต่อสังคม (social disaster) [2] ซึ่งมาตรการที่สำคัญทั้งสองประการของประเทศเกาหลีใต้ที่รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ จัดทำขึ้น ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบริการสาธารณะของรัฐบาลเกาหลีใต้ในการบริหาร จัดการความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วมและกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบรรเทาผลกระทบอันเนื่องมาจากภาวะน้ำท่วม
ดังนั้น บทความฉบับนี้จึงเขียนขึ้นด้วยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญสองประการ ประการแรก บทความนี้ประสงค์จะให้ผู้อ่านได้รับรู้และทราบถึงตัวอย่างสถานการณ์จากภาวะ น้ำท่วม พัฒนาการทางกฎหมายป้องกันภาวะน้ำท่วมและระบบกฎหมายป้องกันน้ำท่วมของประเทศ เกาหลีใต้ ประการที่สอง บทความนี้ประสงค์จะให้ผู้อ่านที่เป็นประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงแนวทางหรือ วิธีการในการรับมือกับภาวะน้ำท่วมและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่หลักใน การจัดทำบริการสาธารณะเพื่อต่อสู้กับปัญหาวิกฤติน้ำท่วมที่ประเทศได้กำลัง เผชิญหรืออาจเผชิญในอนาคต ได้ตระหนักและประยุกต์กลไกทางกฎหมายที่เหมาะสมเพื่อป้องกันและต่อสู้กับ ปัญหาภาวะน้ำท่วมในอนาคต
2 ประสบการณ์วิกฤติภาวะน้ำท่วมที่สาธารณรัฐเกาหลีใต้ได้เคยเผชิญในอดีต
ประเทศเกาหลีใต้ได้เผชิญความเสี่ยงหลายปัจจัย ที่ก่อให้เกิดภาวะน้ำท่วม ที่อาจประกอบด้วยปัจจัยความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากปรากฎการณ์ทางธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมหรือเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ ได้แก่ [3] ประการแรก ภาวะโลกร้อน (global warming) อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจไม่ได้เป็นไปตามวัฏจักรการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา [4] กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกได้ส่งผลโดยตรงอันก่อให้สถานการณ์ฝนตก อย่างรุนแรงติดต่อกันเป็นเวลานาน (extreme rainfall events) โดยการที่ฝนตกอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานานหรือมีความถี่ที่ผิดไปจาก วงจรสภาพภูมิอากาศตามปกติเช่นนี้ [5] ย่อมอาจก่อให้เกิดปริมาณน้ำฝนที่มากเกินไปกว่าปกติหรือเกินไปกว่าที่ภาครัฐ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นได้คาดการณ์เอาไว้เพื่อกำหนดมาตรการในการ ป้องกันวิกฤติหรือภาวะน้ำท่วมในอดีต ผลที่ตามมาคือภาครัฐหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ไม่สามารถปรับตัวหรือหามาตรการในการป้องกันให้ทันท่วงทีกับผลกกระทบอันเกิด จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change impacts) จนนำไปสู่ความล้มเหลวในการป้องกันภาวะน้ำท่วมหรือความล้มเหลวในการแสวงหาแนว ทางเพื่อเยียวยาความเสียหายแก่ประชาชนของประเทศเกาหลีใต้ในอดีตที่ผ่านมา [6]ประการที่สอง การขยายตัวของพื้นที่ชุมชนเมืองและพื้นที่ประกอบอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว (urban spawn) [7] เป็นปัจจัยประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนเมืองของ เกาหลีใต้ ด้วยจำนวนประชากรที่อาศัยในพื้นที่ชุมชนเมืองของเกาหลีใต้ที่มีจำนวนเพิ่ม มากขึ้นและการขยายตัวของพื้นที่ชุมชนเมืองที่เพิ่มขึ้น ย่อมทำให้การพัฒนาเมืองของภาครัฐอาจไม่สอดคล้องกับจำนวนหรือปริมาณประชาชน ที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคที่เอื้อประโยชน์ต่อการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ ชุมชนเมืองไม่เพียงพอต่อการรองรับปริมาณน้ำฝนที่ภาครัฐมีหน้าที่จัดการเพื่อ ป้องกันปัญหาภาวะน้ำท่วม (stromwater) [8] นอกจากนี้ การพัฒนาอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างของภาครัฐและเอกชนประเภทต่างๆ ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันหรือเอื้อประโยชน์ต่อ การระบายน้ำอย่างยั่งยืน แต่การพัฒนาอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างบางอย่างของภาครัฐและเอกชนในประเทศเกาหลี ใต้ กลับเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำและไม่ได้ทำให้เกิดแนวทางในการเสริมสร้างการ ระบายน้ำในชุมชนเมืองอย่างยั่งยืนแต่อย่างใด ทั้งนี้ ในปัจจุบันรัฐบาลเกาหลีใต้ได้พยายามลงทุนในสาธารณูปโภคที่สนับสนุนการจัด ระบบการระบายน้ำอย่างยั่งยืน [9] ตัวอย่างเช่น โครงการปฏิรูปแม่น้ำสี่สายหลัก (Four Major Rivers Restoration Project) [10] ที่ประกอบด้วยแม่น้ำฮัน (Han River) แม่น้ำนักดง (Nagdong River) แม่น้ำกึม (Geum River) และแม่น้ำยองซาม (Yeongsan River) ของประเทศเกาหลีใต้ ที่มุ่งปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะน้ำท่วมในระยะยาวและการระบายน้ำอย่าง ยั่งยืน รวมไปถึงการจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำ หลักทั้งสี่ของเกาหลีใต้อีกด้วย
ประการที่สาม การขาดวิธีการบริหารจัดการภาวะน้ำท่วมที่ดีและความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน [11] ได้แก่ ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชนและประชนทั่วไป ในการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐในการจัดการความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วม ซึ่งแม้ว่าประเทศเกาหลีใต้จะมีนโยบายและระบบกฎหมายที่อาศัยเป็นแนวทางในการ แก้ปัญหาความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วมมาเป็นเวลานาน แต่การขาดการบูรณาการในการแก้ปัญหาน้ำท่วมจากทุกภาคส่วน ก็ย่อมเป็นอุปสรรคที่สำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้ประเทศเกาหลีใต้ไม่อาจบังคับใช้กฎหมายควบคุมภาวะน้ำท่วมหรือกฎหมาย อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสาธารณะภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ [12]
สำหรับตัวอย่างประสบการณ์วิกฤติภาวะน้ำท่วมที่ประเทศเกาหลีใต้ที่สำคัญ ที่ประเทศเกาหลีใต้ได้เคยเผชิญมาในอดีต ดังเช่น วิกฤติภาวะน้ำท่วมอันเกิดมาจากพายุไต้ฝุ่นซาร่า (Typhoon Sarah) ที่พัดพาดผ่านประเทศเกาหลีใต้ในปี ค.ศ. 1959 พายุไต้ฝุ่นนี้ก่อให้เกิดภาวะฝนตกหนักในบริเวณต่างๆ ทั่วประเทศเกาหลีใต้ เช่น เกาะเชจู (Jeju Island) เมืองอุลซัน (Ulsan) และเมืองคังนึง (Gaungeung) ทั้งนี้ ฝนที่ตกอย่างรุนแรงและต่อเนื่องกันเป็นเวลานานทำให้เกิดวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ใน บริเวณ 12,366 เมืองในประเทศเกาหลีใต้ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 750 คนและประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ในขณะนั้นได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน อนึ่ง ภาวะน้ำท่วมใหญ่ในเกาหลีใต้ในบางปีก็อาจมิได้เกิดมาจากการพัดพาดผ่านของพายุ ไต้ฝุ่นหรือพายุอื่นๆ แต่อย่างใด หากแต่อาจเกิดมาจากฝนตกติดต่อกันอย่างต่อเนื่องเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์วิกฤติน้ำท่วมในเมืองซุนชอน (Suncheon) ในปี ค.ศ. 1962 ฝนได้ตกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจนเป็นเหตุให้เกิดภาวะน้ำท่วมอย่างรุนแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 242 คน [13]
จากที่ได้กล่าวมาในข้างต้น การได้รับบทเรียนของประเทศเกาหลีใต้เกี่ยวกับวิกฤติน้ำท่วมอันเนื่องมาจาก ภาวะฝนที่ตกหนักติดต่อกันอย่างต่อเนื่องอันเป็นผลมาจากพายุไต้ฝุ่นและฝนที่ ตกหนักติดต่อกันอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากพายุไต้ฝุ่น รวมไปถึงการเกิดวิกฤติภัยทางธรรมชาติและวิกฤติอันเป็นภัยที่มนุษย์ก่อขึ้นมา ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ตระหนักถึงภัยอันตรายอันเนื่องมาจากมหันตภัยต่างๆ ที่ประเทศได้เผชิญมาในอดีต อันเป็นเหตุให้รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามแสวงหาแนวทางและมาตรการทางกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับการป้องกันภัยทางธรรมชาติและการจัดการภัยพิบัติต่างๆ ทั้งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติและจากน้ำมือของมนุษย์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนชาวเกาหลีใต้ในด้านความปลอดภัยใน ชีวิตและทรัพย์สินเมื่อเกิดวิกฤติหรือเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่อาจส่งผลร้าย ต่อประชาชน [14]
3 พัฒนาการกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมภาวะน้ำท่วมของสาธารณรัฐเกาหลีใต้
ประเทศเกาหลีใต้ได้พัฒนากฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภัย พิบัติทางธรรมชาติและการจัดการภัยอื่นๆ ที่อาจกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและบริการสาธารณะอื่นๆ ที่ดำเนินไปโดยภาครัฐ [15] รวมไปถึงการพัฒนาวิธีการจัดการภาวะน้ำท่วมริมฝั่งแม่น้ำ (river bank flood) และน้ำท่วมอันเกิดมาจากน้ำฝนประเภทต่างๆ (rainwater flood) ในยุคใหม่ อนึ่ง การพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมภาวะน้ำท่วมของเกาหลีใต้ไม่เพียงส่งผลดี ต่อการป้องกันภาวะน้ำท่วมในระยะสั้นและในระยะยาวเท่านั้น การพัฒนากฎหมายดังกล่าวยังก่อให้เกิดปัจจัยหลายประการที่อาจส่งผลดีต่อการ พัฒนาระบบนิเวศและทรัพยากรน้ำในอนาคตด้วย อันอาจนำมาซึ่งการพัฒนาในหลายวัตถุประสงค์ (multi-purpose flood management) เพื่อความยั่งยืนของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในอนาคต [16]ในช่วงก่อนปี ค.ศ. 2004 ประเทศเกาหลีใต้ได้ประสบกับปัญหาภาวะน้ำท่วมทั้งจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นจาก พายุไต้ฝุ่นและฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องติดต่อกันหรือน้ำท่วมที่เกิดจากฝน ที่ตกติดต่อกันอย่างหนักเพียงอย่างเดียวมาหลายเหตุการณ์ ซึ่งประเทศเกาหลีได้พัฒนากฎหมายควบคุมภาวะน้ำท่วมในรูปแบบหรือลักษณะต่างๆ มาจากประสบการณ์ที่ประเทศเกาหลีใต้ได้เคยประสบพบเจอในอดีตที่ผ่านมา โดยในปี ค.ศ. 1995 ประเทศเกาหลีใต้ได้เผชิญปัญหากับภัยพิบัติอันเกิดมาจากความประมาทเลินเล่อ ของมนุษย์และความไม่ใส่ใจต่อการควบคุมผังเมืองของประเทศเกาหลีใต้ เหตุการณ์ถล่มของห้างสรรพสินค้าซัมพุ่ง(Sampoong Department Store collapse) กล่าวคือ อาคารของห้างสรรพสินค้าซัมพุ่งอันเป็นห้างสรรพสินค้าชื่อดังในกรุงโซลได้ ถล่มลงมาในเวลาตีห้าของวันที่ 29 มิถุนายน 1995 [17] ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อาคารถล่มดังกล่าวถึง 502 คนและมีผู้ได้รับบาทเจ็บเป็นจำนวนถึง 938 คน สาเหตุประการที่สำคัญอันทำให้เกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้ นั้นคือการออกแบบโครงสร้างอาคารที่ผิดวิธีและการปราศจากการตรวจตราที่ดีจาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความปลอดภัย ในอาคารขณะนั้น ทั้งนี้ บทเรียนจากเหตุการณ์อาคารของห้างสรรพสินค้าซัมพุ่งถล่มทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมาใส่ไปและแสวงหาแนวทางป้องกันการเกิดภัยพิบัติ อันเนื่องมาจากมนุษย์และธรรมชาติ เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสาธารณะในทุกรูปแบบ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลเกาหลีใต้จึงได้บัญญัติกฎหมาย Emergency Management Act 1995 และกฎหมาย Natural Disaster Counter-Measure Act 1995 [18] ออกมารองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นจากทั้งธรรมชาติและน้ำมือของมนุษย์ในอนาคต [19] โดยกฎหมายดังกล่าวได้เพิ่มเติมหลักการที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน และบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น หลักการและหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของท้องถิ่นในการจัดทำแผนที่ระบุ ความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วม (obligation of managing disaster map) เพื่อให้ท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถรู้จุดที่สุ่มเสี่ยง ที่อาจเกิดภัยในรูปแบบต่างๆ ที่เป็นผลมาจากภาวะน้ำท่วม [20] เป็นต้น
ต่อมาในปี ค.ศ. 2003 ประเทศเกาหลีก็ได้เผชิญกับภัยพิบัติสาธารณะครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ได้แก่ เหตุการณ์ไฟไหม้ในสถานีรถไฟใต้ดินแดกู (Daegu subway station fire) [21] อันทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวถึง 148 คน อนึ่ง แม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากหายนะจากการกระทำของมนุษย์ที่หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมผังเมืองและท้องถิ่นขาดความใส่ใจในเรื่องมาตรการ ความปลอดภัยในอาคารและสถานที่ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ทำให้รัฐบาลตระหนักถึงภัยสาธารณะจากหายนะต่างๆ ทั้งจากการกระทำของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นได้ตรากฎหมาย Emergency and Safety Management Basic Act 2004 ขึ้น [22] และใช้บังคับมาจนถึงปัจจุบัน
4 กฎหมาย Emergency and Safety Management Basic Act 2004 ของสาธารณรัฐเกาหลี
ด้วยรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐเกาหลี มาตรา 34 (6) [24] ได้วางหลักเกณฑ์ให้รัฐมีหน้าที่บริหารจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัย พิบัติที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งรัฐควรแสวงหาแนวทางและมาตรการที่เหมาะสมในการปกป้องประชาชนชาวเกาหลีใต้ ให้รอดพ้นจากภัยพิบัติหรือวิกฤติที่อาจกระทบต่อสาธารณะชน นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญสาธารณรัฐเกาหลี มาตรา 117 (1) [25] ยังได้กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ในการรักษาสวัสดิภาพของผู้ คนในท้องถิ่นและดูแลทรัพย์สินของผู้คนในท้องถิ่นของตน รวมไปถึงรับผิดชอบในด้านความปลอดภัยของประชาชนด้วย ดังนั้น รัฐบาลกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของเกาหลีใต้จึงมีหน้าที่โดยตรงในการ กำหนดแนวทางและจัดการภัยพิบัติจากอุทกภัยและวาตภัย รวมไปถึงผลกระทบอื่นๆ อันเกี่ยวเนื่องกับภาวะน้ำท่วมที่อาจกระทบต่อสาธารณชนอีกด้วย [26] ด้วยเหตุนี้เอง รัฐบาลเกาหลีใต้จึงได้ตรากฎหมาย Emergency and Safety Management Basic Act 2004 ขึ้นด้วยเหตุผลที่สำคัญสามประการด้วยกัน ประการแรก กฎหมายดังกล่าวมุ่งให้รัฐกำหนดมาตรการในการป้องกันหรือบริหารความเสี่ยงจาก ภาวะน้ำท่วมที่เป็นอุทกภัยและภัยทางธรรมชาติอื่นๆ เช่น วาตภัย หิมะตกหนัก แผ่นดินไหว เป็นต้น ประการที่สอง กฎหมายดังกล่าวยังมุ่งให้รัฐกำหนดแนวทางและวิธีการในการรับมือต่อความเสีย หาย (damage) ตามที่คำสั่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (Presidential Decree) ได้บัญญัติหรือกำหนดหลักเกณฑ์เอาไว้ เช่น มลพิษที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อุบัติเหตุร้ายแรงต่อสาธารณะ และอันตรายจากเคมีหรือชีวภาพอื่นๆ เป็นต้น ประการที่สาม กฎหมายดังกล่าวมุ่งให้รัฐรับมือต่อความเสียหายจากหายนะทางธรรมชาติและการ กระทำของมนุษย์ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานในการจัดทำบริการ สาธารณะของรัฐ (infrastructure) หรือผลกระทบต่อสาธารณชน เช่น ภาวะน้ำท่วมที่อาจส่งผลกระทบต่อการคมนาคมหรือการแพร่ระบาดของโรคบางประเภท ที่มาจากภาวะน้ำท่วม เป็นต้นกฎหมาย Emergency and Safety Management Basic Act 2004 ยังได้ให้อำนาจแก่หน่วยงานของรัฐที่สำคัญสามประเภทในการจัดทำบริหารสาธารณะ ด้านการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติอันเกิดจากภาวะน้ำท่วม ได้แก่ หน่วยงานรับผิดชอบด้านการบรรเทาภัยพิบัติ (Responsible Authorities for Disaster Management - RADM) หน่วยงานกู้ภัยฉุกเฉิน (Emergency Rescue Authorities - ERA) และหน่วยงานสนับสนุนการกู้ภัยฉุกเฉิน (Emergency Rescue Assistance Authorities - ERAA) ซึ่งหน่วยงานทั้งสามกลุ่มนี้มีหน้าที่และภารกิจตามที่กฎหมายได้ให้อำนาจใน การควบคุมความเสี่ยงหรือบริหารความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วมหรือภัยพิบัติ สาธารณะอื่นๆ อันอาจกระทบต่อสาธารณชนหรือประโยชน์สาธารณะได้ นอกจากนี้ หน่วยงานดังกล่าวอาจกำหนดมาตรการเยียวยาความเสียหายภายหลังจากการเกิดผล กระทบเพื่อให้ประชาชนและการดำเนินกิจกรรมการบริการสาธารณะอื่นๆของรัฐได้รับ ผลกระทบน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ [27]
นอกจากนี้ กฎหมาย Emergency and Safety Management Basic Act 2004 ยังได้กำหนดแนวทางในการกระจายอำนาจในการป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจากภาวะ น้ำท่วมและภัยสาธารณะอื่นๆ โดยกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้มีการกระจายอำนาจในการบริหารความเสี่ยงจากภาวะ น้ำท่วมหรือสาธารณะภัยอื่นๆ จากรัฐบาลกลางไปสู่ระดับจังหวัดหรือมหานคร (provincial & metropolitan level) และระดับท้องถิ่น (local level) อันทำให้ท้องถิ่นมีอำนาจตามกฎหมายและมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการความ เสี่ยงหรือควบคุมภาวะน้ำท่วม เพราะรัฐบาลท้องถิ่นกับประชาชนในท้องถิ่นเองย่อมรู้ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากร น้ำและปัญหาเกี่ยวกับการป้องกันภาวะน้ำท่วมจากประสบการณ์ของแต่ละท้องถิ่น ได้ดี นอกจากนี้ การกระจายอำนาจดังกล่าวย่อมส่งผลดีในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภาวะน้ำ ท่วมหรือการควบคุมน้ำท่วมเฉพาะหน้า เพราะท้องถิ่นเองสามารถตัดสินใจเฉพาะหน้าได้ว่าจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร ให้ทันท่วงทีกับสถานการณ์และวิกฤติภาวะน้ำท่วมหรือสาธารณะภัยอื่นๆ ที่ท้องถิ่นของตนกำลังเผชิญอยู่เฉพาะหน้า เช่น การกำหนดมาตรการให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการสำรวจตำแหน่งที่คาดการณ์ว่าจะ เกิดภาวะน้ำท่วมหรือกำลังจะเกิดภาวะน้ำท่วม (flood marks survey) และจัดทำแผนที่ระบุความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วม (making flood marks maps) โดยข้อมูลจากการสำรวจและการจัดทำแผนที่ดังกล่าวไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อท้อง ถิ่นเอง แต่แผ่นที่ดังกล่าวยังเป็นประโยชน์ต่อการบริหารความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วม หรือการควบคุมน้ำท่วมจากรัฐบาลกลางด้วย เป็นต้น อนึ่ง ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลายประเภทที่เอื้อต่อการปฏิบัติตามกฎหมายขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง รวมไปถึงหน่วยงานราชการอื่นๆ ของเกาหลีใต้ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมภาวะน้ำท่วมหรือการบรรเทาสาธารณะภัย อื่นๆ ดังเช่น ระบบบอกพิกัดตำแหน่งบนโลก (Global Position System) หรือระบบวัดค่าพิกัดแบบฉับพลัน (Real Time Kinematic) ที่ได้ถูกนำมาใช้ในการปฏิบัติให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับดังกล่าว
5 บทสรุป
จากที่ได้กล่าวมาในข้างต้น อาจเห็นได้ว่าประเทศเกาหลีใต้หรือสาธารณรัฐเกาหลีมีพัฒนาการเกี่ยวกับกฎหมาย ควบคุมภาวะน้ำท่วมและภัยพิบัติสาธารณะอื่นๆมาจากการประสบกับปัญหาที่ได้เกิด ขึ้นกับพลเมืองและประเทศของตน ซึ่งนอกจากรัฐบาลเกาหลีใต้จะนำบทเรียนในอดีตมาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของตน เองแล้ว รัฐบาลเกาหลีใต้ยังได้ให้ความสำคัญแก่การพัฒนาโครงการต่างๆ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ด้วยความตระหนักว่ารัฐบาลและประชาชนเกาหลีใต้ในอนาคตต้องอยู่อาศัยกับสภาพ ภูมิประเทศตามที่ตั้งและสภาพภูมิอากาศที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต นอกจากนี้ กฎหมาย Emergency and Safety Management Basic Act 2004 อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วมหรือควบคุม ภาวะน้ำท่วมที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือลดทอนผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมที่ได้เกิด ขึ้นแล้ว โดยมุ่งให้ประชาชนชาวเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมน้อยที่สุดนอกจากนี้ กฎหมาย Emergency and Safety Management Basic Act 2004 ยังได้บรรจุหลักการที่สำคัญอันเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงจาก ภาวะน้ำท่วมและการควบคุมน้ำท่วมในปัจจุบันและในอนาคตหลายประการ ตัวอย่างเช่น การให้ท้องถิ่นมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการจัดการความเสี่ยงจากภาวะน้ำท่วม หรือควบคุมภาวะน้ำท่วม การสนับสนุนให้มีหน่วยงานเฉพาะเพื่อบริหารจัดการภาวะน้ำท่วมและสาธารณภัย อื่นๆ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานและการใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์และ สอดคล้องกฎหมายป้องกันหรือควบคุมภาวะน้ำท่วม เป็นต้น
อ้างอิง:
- Kwon, Hyun-Han, Khalil, F. A. and Siegfried, T., Analysis of extreme summer rainfall using climate teleconnections and typhoon characteristics in South Korea, available online at http://water.columbia.edu/files/2011/11/Siegfried2008ExtremeSummer.pdf
- นอกจากมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันภัยพิบัติอันเนื่องมา จากภาวะน้ำท่วมและมาตรการทางกฎหมายควบคุมภาวะน้ำท่วม ที่รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ตราขึ้นเพื่อป้องกันภาวะน้ำท่วมหรือบริหารจัดการ สถานการณ์อันเนื่องมาจากภาวะน้ำท่วมแล้ว รัฐบาลเกาหลีใต้ยังได้บัญญัติกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นๆ ที่อาจเป็นต้นเหตุให้เกิดน้ำท่วมหรืออาจเกิดขึ้นมาภายหลังจากเกิดภาวะน้ำ ท่วมขึ้นแล้ว เช่น กฎหมายปรับปรุงแม่น้ำสายเล็ก (Small River Improvement Act) กฎหมายส่งเสริมประกันภัยจากวาตภัยและอุทกภัย (Wind and Flood Act) และกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยจากวัสดุที่อาจก่อให้เกิดอันตราย (Hazardous Materials Safety Management Act) เป็นต้น โปรดศึกษาเพิ่มเติมในเอกสาร Park, D., Against flood: The operations and systems of the Republic of Korea, http://www.unescap.org/idd/events/2010_Pakistan_Floods_II/NEMA.pdf
- Lee, S., Integrated flood management in Korea, available online at http://www.bvsde.paho.org/bvsacg/e/foro4/21%20marzo/Floodman/integrated.pdf
- โปรดดูหลักฐานความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับปัญหาภาวะ น้ำท่วมในประเทศเกาหลีใต้โดยอาศัยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์บรรยากาศ ใน Im, Eun-Soon, Lee, Byong-Ju, Kwon, Ji-Hye, in, So-Ra and Han, Sang-Ok, 'Potential increase of flood hazards in Korea due to global warming from a high-resolution regional climate simulation', Asia-Pacific Journal of Atmospheric Sciences, Volume 48, Issue 1, pp.107-113. และโปรดดูเปรียบเทียบกับเอกสารที่บรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อนและผลกระทบอันเกิดจากภาวะน้ำท่วมในประเทศอังกฤษใน Sweet & Maxwell Editorial Contributors, ‘Flooding: report of the House of Commons Environment Food and Rural Affairs Select Committee’, Journal of Planning & Environmental Law, 2008, 9, pp 1261-1268.
- ฝนตกอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานานหรือมีความถี่ที่ผิดไปจาก วงจรสภาพภูมิอากาศตามปกติ (intensity and frequency of heavy rainfall) ย่อมส่งผลต่อศักยภาพของรัฐในการจัดทำบริการสาธารณะเพื่อควบคุมภาวะน้ำท่วม (flood control capacities) ในปัจจุบัน โปรดดูเพิ่มเติมใน Kim, S. J. et al, Assessment of the Flood Vulnerability of Dams Due to Climate Change in South Korea, available online at http://ussdams.com/proceedings/2012Proc/1007.pdf
- Korea Environment Corporation, The Effects of Climate Change: Unusual Weather Changes, available online at http://www.gihoo.or.kr/portal/eng/01_Climate_Change/02_The_Effects_of_Climate_Change.jsp
- Yi, C., Lee, J., and Shim, M., ‘GIS-based distributed technique for assessing economic loss from flood damage: pre-feasibility study for the Anyang Stream Basin in Korea’, Natural Hazards, 2010, 55, pp 251–272.
- ‘Strom water’ หมายถึง น้ำฝนจากฝนที่ตกลงจากชั้นบรรยากาศตามธรรมชาติโดยทั่วไปหรือน้ำฝนที่เกิดมา จากพายุประเภทต่างๆ ที่เมื่อตกลงมาบนพื้นดินแล้ว ภาครัฐหรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำสาธารณะ มีหน้าที่ในการแสวงหาแนวทางการะบายน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำเหล่านี้ท่วมขังจนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเวลาต่อมา โปรดดู Lee, S. H. et al, ‘Review of Stormwater Quality, Quantity and Treatment Methods Part 1: Stormwater Quantity Modelling’, Environmental Engineering Research.,2009, Vol. 14, No. 2, pp. 71-78.
- Kim, L. H. and D'Arcy, B., 'Korea invests in stormwater best practice solutions', Water21 - magazine of the International Water Association, 2011, 8, pp 36-38.
- Cha, Y. J., Shim, M. P. and Kim, S. K., The Four Major Rivers Restoration Project, available online at http://www.un.org/waterforlifedecade/green_economy_2011/pdf/session_8_water_planning_cases_korea.pdf
- การขาดความร่วมมือ (lack of coordination) ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการภาวะน้ำ ท่วม กลายเป็นปัญหาที่หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและภูมิภาคเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้เผชิญเหมือนกัน โปรดดูเพิ่มเติมในเอกสารประกอบการประชุม World Bank, Flood Risk Management and Urban Resilience Workshop May 2-3, 2012, Jarkata, GFDRR, 2012.
- World Meteorological Organization and Global Water Partnership, Environmental Aspects of Integrated Flood Management, Geneva, Switzerland August 2006, WMO-No.1009, available online at http://www.apfm.info/pdf/ifm_environmental_aspects.pdf
- นอกจากภาวะน้ำท่วมอันเป็นภัยทางธรรมชาติที่สำคัญแล้ว ประเทศเกาหลีใต้ยังได้เผชิญวิกฤติหรือหายนะที่เกิดมาจากการกระทำของมนุษย์ (man-made disaster) ในหลายครั้งด้วยกัน ตัวอย่างเช่น การระเบิดของสถานนีรถไฟอิริ (Iri station explosion) ค.ศ. 1977 ที่เกิดขึ้นจากความประมาทของมนุษย์และการถล่มของสะพานซังโซ (Sungsoo bridge collapse) ค.ศ 1994 ที่เกิดจากการบริหารจัดการโครงสร้างขั้นพื้นฐานกับการคมนาคมที่ผิดพลาดของ รัฐบาลเกาหลีใต้ในขณะนั้น โปรดดูเพิ่มเติมใน Ha, K. M., Emergency Management in Korea: Just Started, but Rapidly Evolving, available online at http://training.fema.gov/ (ไฟล์ words)
- นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ยังได้พัฒนาโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำและโครงสร้างขั้นพื้นฐานอื่นๆ ที่ใช้จัดการทรัพยากรน้ำ (water infrastructure) ซึ่งการจัดการโครงสร้างขั้นพื้นฐานที่ใช้จัดการทรัพยากรน้ำดังกล่าวของ เกาหลีย่อมไม่เพียงแค่ส่งผลดีต่อการบริหารทรัพยากรน้ำเท่านั้น การจัดการโครงสร้างขั้นพื้นฐานดังกล่าวยังอาจส่งผลดีต่อสภาพเศรษฐกิจและความ หลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศอีกประการหนึ่ง โปรดดู UNEP, Overview of the Republic of Korea’s National Strategy for Green Growth, Geneva, UNEP, 2010, p 32.
- Park, D., Republic of Korea (ACRC country report), available online at http://www.adrc.asia/countryreport/KOR/2005/english.pdfและ Helen Roeth, Draft report for discussion Consultancy Project on the Development of a Public Private Partnership Framework and Action Plan for Disaster Risk Reduction (DRR) in East Asia, Hong Kong, CSR Asia, Office, 2009, p 25.
- การจัดการบริหารจัดการน้ำยุคใหม่ (new paradigm) ของเกาหลีใต้สามารถสร้างกลไกและวิธีการในการบริหารจัดการน้ำเพื่อต่อสู้ภัย ภัยทางธรรมชาติที่เกิดจากอุทกภัยและวาตภัยได้ ตัวอย่างเช่น การกระจายอำนาจในการบริหารจัดการน้ำไปสู่ท้องถิ่น (decentralized management) เพื่อให้ท้องถิ่นได้มีอำนาจในการบริหารจัดการน้ำเป็นของตนเองและสามารถสร้าง ความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำได้ โปรดดู คำบรรยายของ ศาสตราจารย์ มูนยัง ฮัน จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโชล สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ใน Han, M. Y., Innovative rainwater harvesting and management in the Republic of Korea, 3th International Rainwater Catchment Systems Conference "Rainwater and Urban Design 2007" Sydney, Australia - August 2007, available online at http://www.ecowaterinfra.org/knowledgebox/documents/Innovative%20Rainwater%20Harvesting%20and%20Management%20in%20the%20Republic%20of%20Korea.pdf
- โปรดดูการบรรยายเหตุการณ์และบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าวใน Gardner, N.J., Huh, J. S., Chung, L., ‘Lessons from the Sampoong department store collapse’, Cement and Concrete Composites, 2002, 24 (6). pp 523-529.
- กฎหมายฉบับนี้ได้นำเอาหลักการจากกฎหมายป้องกันวาตภัยและอุทกภัยฉบับเก่า ได้แก่ กฎหมาย Flood Disaster and Relief Act และกฎหมาย Flood with Typhoon Counter-Measure Act มาพัฒนาและแก้ไขให้มีความทันสมัยและสอดคล้องต่อการป้องกันภัยจากภาวะน้ำท่วม มากยิ่งขึ้น
- โปรดดูจากเอกสารที่เขียนขึ้นโดย Kim, Jong Eop(University of Wales), Rheem, Sang Kyu(KIPA), and Jeong, Cheol Hyun(Yonsei University) ใน Disaster Management of Local Government: Comparison between the UK and South Korea ที่ได้กลาวถึงสาระสำคัญเกี่ยวกับบทบาทและอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นอังกฤษ เปรียบเทียบกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของเกาหลีใต้ในการแก้ปัญหาภัยพิบัติ สาธารณะ www.kapa21.or.kr/english/files/2-5-1Kim_Jong_Eop.doc (ไฟล์ word)
- Ha, H. J., Application of Flood Marks Management System to establish rehabilitation plan of reducing natural disaster, available online at http://www.fig.net/pub/fig2012/papers/ts07l/TS07L_ha_5733.pdf
- โปรดศึกษาความเป็นมาและภาพประกอบเหตุการณ์ดังกล่าวใน University of Manchester, Daegu Subway Station Fire, South Korea, available online at www.mace.manchester.ac.uk/project/research/structures/strucfire/CaseStudy/HistoricFires/InfrastructuralFires/default.htm
- โปรดดูดุษฎีนิพนธ์ของอาจารย์ Kim, Hakk Yong จาก University of Portsmouth ที่ได้นิพนธ์ขึ้นในหัวข้อ Dealing with crisis: A Comparative Study of Simulation Exercises in Korea and the UK โดยบรรยายสรุปประเด็นสาระสำคัญของกฎหมาย Emergency and Safety Management Basic Act 2004 ในหน้า 122 – 124. อ้างอิงจาก Kim, H. Y., Dealing with crisis: a comparative study of simulation exercises in Korea and the UK. PhD thesis, University of Portsmouth, available online at http://eprints.port.ac.uk/4145/1/PhD_Thesis(Hakkyong_Kim,_Portsmouth).pdf
- ในบางตำรา เรียกชื่อกฎหมายดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษ ได้แก่ Framework Act on the Management of Disasters and Safety 2004 (FAMDS) หรือบางตำราเรียก Disaster and Safety Management Basic Law 2004
- Constitution of the Republic of Korea, Article 34 (6) ‘The State shall endeavor to prevent disasters and to protect citizens from harm there from.’
- Constitution of the Republic of Korea, Article 117 (1), ‘Local governments shall deal with administrative matters pertaining to the welfare of local residents, manage properties, and may enact provisions relating to local autonomy, within the limit of Acts and subordinate statutes.’
- Choi, H. and Ryu, S. ‘Plan for Improvement of Local Governments’ Roles for Effective Countermeasures for Disasters: centring on comparison with the USA and Japan’, Journal of the Korea Contents Association, 2006, 6 (12), pp. 235-245.
- Park, D. K., Republic of Korea National Reporting and Information on Disaster Reduction for the World Conference on Disaster Reduction, available online at http://www.unisdr.org/2005/mdgs-drr/national-reports/South-Korea-report.pdf
พัชณีย์ คำหนัก: 6 ตุลา 19 กับทิศทางการเมืองไทย
ที่มา ประชาไท
องค์กรเลี้ยวซ้าย
6 ต.ค.55
-
ทำไมคนเราจึงต่างกัน ทำไมคนเราเลือกเกิดไม่ได้
-
ประชาธิปไตยที่แท้จริงมีหน้าตาอย่างไร
-
เศรษฐกิจการเมืองเรื่องชนชั้นในระบบทุนนิยม
-
ข้อเสนอเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
-
บริบททางเศรษฐกิจการเมืองไทยในอดีตตั้งแต่ก่อน 14 ตุลา 16 จนถึงการสังหารนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลา 19 ประชาชนเผชิญปัญหาความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และปัญหาการเมืองไร้สิทธิไร้เสียง ห้ามการชุมนุมทางการเมือง ห้ามวิจารณ์ เพราะถูกปกครองด้วยเผด็จการทหาร ที่มีพลังฝ่ายทุนอนุรักษ์นิยม ชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งสนับสนุน และจากเหตุการณ์ตุลามหาโหดมีผู้เสียชีวิต 42 คน บาดเจ็บ 150 ถูกดำเนินคดี 3,094 คน พร้อมกับมีคณะทหารที่เรียกตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ภายใต้การนำของพลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง มีผลให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ต้องพ้นจากตำแหน่ง และนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่ต่อมาล้มเลิกการเลือกตั้งทุกระดับ ยกเว้นในเขตกรุงเทพฯ ทั้งลอบสังหารผู้นำกรรมกร ชาวนา นักสังคมนิยมอีกหลายสิบคน
-
ความคิดที่ก้าวหน้าของประชาชนในยุคอดีตถูกสกัดกั้น ได้แก่ ความคิดทางการเมืองฝ่ายซ้าย สังคมนิยมทั้งจากสายปฏิรูปและปฏิวัติ การต่อสู้ของผู้นำชาวนา กรรมกร นักศึกษาเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งแสดงถึงการต่อสู้ทางอุดมการณ์ ระหว่างเผด็จการฟาสซิสต์ ทุนอนุรักษ์นิยม กับ สังคมนิยมประชาธิปไตยปนกับกลุ่มเสรีนิยมก้าวหน้า ดังที่อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์อธิบายว่า ผู้สูญเสียอำนาจทางการเมืองปี 2516 ผู้ที่เกรงว่าประชาธิปไตยมากเกินไปจะทำให้เขาสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจมีพวก นายทุน เจ้าที่ดินรายใหญ่ ทหารตำรวจบางกลุ่ม นักการเมืองโดยเฉพาะจากพรรคชาติไทย ส่วนผู้นำขบวนการฝ่ายขวาก่อความรุนแรง ได้แก่ ฐานชนชั้นกลางมั่งมีและหมู่ชนชั้นนำ ผู้มีฐานะดีกลัวการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในยุคนั้นมีวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงราคาน้ำมันขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ปี 2516 ในประเทศรอบด้านรัฐบาลฝ่ายขวาถูกล้มและคอมมิวนิสต์ขึ้นมามีอำนาจในปี 2518 ฝ่ายกรรมาชีพชาวนานักศึกษาออกมาประท้วงและนัดหยุดงานบ่อย เพราะปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคม เป็นต้น
-
ทุนเป็นผู้สร้างงาน (แต่ก็เป็นผู้สร้างปัญหาว่างงานและไม่สามารถแก้ไข)
-
ความสุขในชีวิตมาจากความสำเร็จของการสะสมความเป็นเจ้าของวัตถุ (แต่ความร่ำรวยก็มาจากความยากจนด้อยโอกาสของผู้อื่น)
-
การประท้วงของแรงงานจะทำให้เสียบรรยากาศการลงทุน (ที่นักลงทุนไม่คิดจะรับผิดชอบสังคม)
-
เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แรงงานควรช่วยเหลือนายจ้างไม่ให้ล้มละลาย เพื่อให้มีงานทำต่อไป (แรงงานคือหุ้นส่วนของทุนไปแล้ว)
-
รัฐต้องส่งเสริมการแข่งขันของทุนอย่างเสรี ไม่ควรเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาด และควรลดภาระในการบริการสังคมลง (การแข่งขันอย่างเสรีไม่มีจริง มีแต่แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย และการผูกขาด)
-
ความจนมาจากความขี้เกียจ (ข้ออ้างสำหรับผลักภาระค่าใช้จ่ายให้คนจน)
-
ความสามัคคี รักใคร่ปรองดองเพื่อสร้างกำไรมากๆ ให้แก่บริษัท
-
ชาวนาคือกระดูกสันหลัง (ผุๆ) ของชาติ
-
ครอบครัว (ที่บ่มเพาะการแข่งขัน-ไต่เต้า) คือสถาบันสำคัญที่สุด
-
ครู (ที่อยู่ภายใต้การครอบงำของชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์) คือแม่พิมพ์ของชาติ
-
เรียกร้องให้คนต้องทำเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ (โดยไม่ให้ความสำคัญอย่างแท้จริงกับความเป็นอยู่ของประชาชน)
-
ระบบอาวุโส เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด (ที่ผู้อาวุโสได้ประโยชน์ แต่ผู้เดินตามเป็น”แพะ”)
-
ต้องยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค
-
สถาบันการปกครองสำคัญต้องถูกปรับตัว เช่น สถาบันกษัตริย์ กองทัพ ศาล
-
การให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมตรวจสอบ หรือบริหารในโครงสร้างการปกครองที่เป็นทางการและในองค์กรของรัฐ เช่น ศาลในฐานะลูกขุน สภาผู้บริโภค สหภาพแรงงานในมหาวิทยาลัย สื่อสาธารณะ รัฐวิสาหกิจ โรงพยาบาล เป็นต้น
-
นายทุน คนรวยต้องถูกเรียกเก็บภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้า และปัจจัยการผลิต เช่น ที่ดิน กระจายไปสู่คนส่วนใหญ่ อาจเป็นในรูปแบบฉโนดชุมชน
-
ทุกพื้นที่ เต็มไปด้วยการรวมกลุ่มของประชาชน และมีบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทัศนะทางการเมืองร่วมกัน
-
การมีสำนึกร่วม มีเอกภาพบนความหลากหลาย มีเป้าหมายการต่อสู้เดียวกันได้ และมีชุดความคิดอุดมการณ์ชัดเจน
-
การพัฒนาจิตสำนึกของการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม ทั้งในสินค้าสาธารณะและสินค้าของเอกชน ร่วมกันรัฐและทุน
-
การรวมตัวเป็นองค์กรจัดตั้งที่เข้มแข็ง เช่น สหภาพแรงงาน พรรคการเมืองภาคประชาชน ซึ่งมีได้หลายรูปแบบ แตกต่างจากแนวกระแสหลักและต่างจากอดีต เช่น พรรคนายทุน พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือพรรคที่มีการนำเพียงไม่กี่คน
-
การสร้างบรรยากาศ พื้นที่ประชาธิปไตยในสถานที่ทำงาน ในสถานศึกษา ชุมชนต่างๆ มากขึ้น
-
การมีกลไกให้การศึกษาภายในขบวนการ แลกเปลี่ยนความคิดสม่ำเสมอ และเรียนรู้แนวคิดทฤษฎีการเมืองต่างๆ ดังเช่น รูปแบบ”กลุ่มศึกษา” สำหรับฝึกฝนการวิเคราะห์การเมือง ปัญหาในชีวิตประจำวันละฝึกสร้างความมั่นใจในการนำเสนอ ถกเถียงกับผู้อื่น
-
การร่วมต่อสู้ในชีวิตประจำวัน ผลประโยชน์เฉพาะหน้าเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพกับขบวนการประชาชนอื่นๆ
-
มีวินัย มีความรับผิดชอบ แบ่งเวลาและอุทิศเพื่อส่วนรวม
-
ต่อสู้ให้ได้มาซึ่งข้อเรียกร้องเฉพาะหน้า ได้แก่ นำคนสั่งฆ่าประชาชนมาลงโทษ ปล่อยนักโทษการเมือง ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปฏิรูประบบยุติธรรม
-
ผลักดันให้แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาต (นปช.) ออกมาเสนอแนวทางปฏิรูป/ปฏิวัติสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำไปสู่การถกเถียงในวงกว้าง และไม่ใข่องค์กรแบบ 2 ขา ซึ่งขาหนึ่งไปใกล้ชิดกับนักการเมือง เพราะประชาชนต้องเป็นอิสระจากกรอบความคิดของพรรคการเมืองนายทุน (ที่ไม่ใช่พรรคมวลชน) เพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง และความเสมอหน้าทัดเทียมกับนายทุน
-
สร้างแนวร่วมกับขบวนการของชนชั้นล่าง เช่น ระหว่างขบวนการเสื้อแดงกับขบวนการชาวนา แรงงาน นักศึกษา และสมานฉันท์กับองค์กรภาคประชาชนทั่วโลกที่กำลังต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ต่อต้านระบบทุนที่ก่อวิกฤตระลอกแล้วระลอกเล่า นักมาร์คซิสต์มองว่าเป็นแนวร่วมที่ยั่งยืนกว่า
สุภิญญา กลางณรงค์: SWOT กสทช.ในโอกาส 1 ปีการทำงาน
ที่มา ประชาไท

(7 ต.ค.55) สุภิญญา กลางณรงค์ หนึ่งในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทวีตวิจารณ์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และความเสี่ยง (SWOT) ของ กสทช. ผ่าน @supinya เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีการสถาปนาสำนักงาน กสทช. มีรายละเอียดดังนี้
00000
จุดแข็ง
1. เป็นองค์กรที่พร้อมในเรื่อง คน เงิน ของ ไม่ขัดสนเรื่องงบประมาณ บริหารคล่องตัวกว่าหน่วยงานรัฐอื่นๆ มาก อยากทำอะไร ทำได้2. พนักงานส่วนใหญ่ตั้งใจ มีศักยภาพ เก่ง ทันสมัย ได้คนระดับหัวกะทิมาไม่น้อย ทำงานในเวทีระดับภูมิภาค/ชาติ/สากลได้ดี
3. โครงสร้างตามกฎหมายที่ออกแบบมาให้มีความเป็นอิสระสูง ไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองหรือทุนได้โดยง่าย (เว้นแต่จะยอมให้แทรกแซง)
4.ถือเป็นองค์กรใหม่ สังคมยังฝากความหวัง ให้ความเชื่อมั่น ภาพลักษณ์ทางการเมืองยังมีความเป็นกลาง ประสานความร่วมมือได้หลายฝ่าย
5.บอร์ด กสทช.11 คน เชี่ยวชาญคนละด้าน มีฐานที่มาคนละแบบ ก่อให้เกิดการคานงัด ถ่วงดุลทั้งในมิติเทคโนโลยี-ค.มั่นคง-ธุรกิจ-สังคม
จุดอ่อน
1.ธรรมาภิบาลองค์กรยังมีปัญหา ถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริหารงบประมาณจากภาษีไม่คุ้มค่า ไม่โปร่งใส2. ประเด็นเรื่องระบบอุปถัมภ์/ความเป็นธรรมภายในองค์กร ที่มีผลต่อความเชื่อมั่น ขวัญกำลังใจ (ปัญหาร่วมของหน่วยราชการ)
3. ความพยายามแทรกแซงโดยตรงและโดยอ้อมจากกลุ่มการเมืองและกลุ่มทุนเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะทุกการตัดสินใจมีเดิมพันสูง ผลประโยชน์มาก
4.การอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ อาจส่งผลต่อการกล้าตัดสินใจตามหลักการหรือต้องยอมประนีประนอมเกินไป
5.จุดแข็งจะกลายเป็นจุดอ่อน ถ้าขาดความเป็นมืออาชีพ แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ เชื่อมจุดเหมือนสงวนจุดต่าง เผชิญหน้าดีกว่าลับหลัง
โอกาส
1. ถ้าเพิ่มธรรมาภิบาลทั้งในองค์กรและต่อสาธารณะให้มากขึ้น #กสทช. จะเป็นองค์กรอิสระแบบมืออาชีพ สังคมทุกส่วนให้ความเชื่อมั่นมากขึ้น2.ถ้า #กสทช. ประสานประโยชน์ของทุกกลุ่ม (รัฐ-เอกชน-ประชาชน) บนหลักการที่รับฟังได้ เป็นธรรมระดับหนึ่ง จะส่งผลดีต่อวิกฤตของประเทศโดยรวม
3.การส่งเสริมอุตสาหกรรมสื่อ/โทรคม ให้โอกาสกลุ่มธุรกิจปลดแอกจากภาครัฐ และการถ่วงดุลประโยชน์ให้ผู้บริโภค/สาธารณะ ต้องไปควบคู่กัน
4.ใช้ ความเป็นองค์กรใหม่/ภาพลักษณ์ที่เป็นกลางทางการเมือง กำกับสื่อ/โทรคม บนหลักการของเสรีภาพและความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่เลือกปฏิบัติ
5. สร้าง #กสทช. ให้เป็นองค์กรกำกับสมัยใหม่ โดดเด่นเรื่องการมีจุดคานงัด ถ่วงดุลซึ่งกัน สะท้อนพหุนิยมทางการเมือง (Political pluralism)
ความเสี่ยง
1.แม้จะตั้งใจทำงานดี แต่ถ้าองค์กรยังมีปัญหาธรรมภิบาลต่อเนื่อง สังคมจะไม่ให้ความเชื่อถือ ส่งผลต่อการทำงานและภาพลักษณ์มาก2.ถ้าการจัดสรรผลประโยชน์ไม่เป็นธรรม อาทิ รัฐเสีย-เอกชนได้มาก-ผู้บริโภคยังไม่มีหลักประกัน จะไม่ใช่แนวทางที่ win-win-win
3. ถ้าเอื้อเอกชนมากเกินไป แม้ว่าจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรม แต่ถ้าไม่มีหลักประกันเพื่อผู้บริโภคที่ชัดเจน ระบบจะเสียสมดุล
4.ถ้าประคับประคองจุดยืนที่เป็นกลางไม่ได้ เพราะเลือกปฏิบัติ ลุแก่อำนาจหรือกลัวอำนาจ จะทำให้เสียโอกาสในการช่วยวิกฤตประเทศ
5.ถ้าไม่ยกระดับเป็นองค์กรแบบมืออาชีพ ก็อาจกลายเป็นองค์กรดราม่า จากจุดคานงัดเพื่อถ่วงดุล จะกลายเป็นจุดแตกหัก ดับเครื่องชน
จบการทวิต 20 SWOT (จุดแข็ง-จุดอ่อน-โอกาส-ความเสี่ยง) ในวาระครบ 1 ปี วันนี้วิพากษ์องค์กรก็วิพากษ์ตัวเองด้วย โดยเฉพาะข้อ 5
นักข่าวชายแดนใต้ โดนตำรวจเรียกสอบ-ยึดรูปถ่าย
ที่มา ประชาไท
นักข่าวสองคนนี้ คนหนึ่งเป็น นักข่าวพลเมืองจากกลุ่มอินเซ้
ขณะที่ขี่จักรยานผ่านบริ
หลังจากนั้น พวกเขาถูกนำตัวไปสอบสวนที่สถานี
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยั
ขณะที่เพื่อนของพวกเขาอีกหนึ่
หลังจากนั้นพวกเขาจึงปรึกษากั
จนท.ตรวจที่เกิดเหตุ เบิกความไต่สวนการตาย “ชาติชาย ชาเหลา” เหยื่อกระสุน พ.ค.53
ที่มา ประชาไท
เมื่อ วันที่ 5 ต.ค.55 ที่ผ่านมา ที่ห้องพิจารณา 501 ศาลอาญากรุงเทพใต้ พ.ต.ท.วัชรัศมิ์ เฉลิมสุขสันต์ อายุ 47 ปี เจ้าหน้าที่ตรวจสถานที่เกิดเหตุ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เข้าเบิกความในการไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตของ นายชาติชาย ชาเหลา อายุ 25 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิตคืนวันที่ 13 พ.ค.53 ที่บริเวณหน้าบริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ถนนพระราม 4 ตรงข้ามสวนลุมพินี ในช่วงที่มีการกระชับพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. โดย ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
พ.ต.ท.วัชรัศมิ์ เฉลิมสุขสันต์ เบิกความว่า ได้รับแจ้งเรื่องกรณีนี้จากพนักงานสอบสวนเมื่อ ก.ย. 2553 และได้เดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุในวันที่ 24 ก.ย.53 ที่หน้า บริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ถนนพระราม 4 พบรอยบุบยุบที่ประตูเหล็กม้วนสูงจากพื้น 1.74 เมตร 1 รอย ซึ่งคาดว่าเกิดจากเศษโลหะที่น่าจะเป็นเศษกระสุนปืนมากระแทกอย่างแรงและเร็ว รวมทั้งพบเส้นผมติดที่ขอบปูนด้านข้างประตู 1 เส้น สูงจากพื้น 1.90 เมตร และเหตุที่เส้นผมอยู่สูงกว่ารอยกระสุนนั้น เพราะเมื่อกระสุนกระทบกับศีรษะจะทำให้กระสุนและกระโหลกศีรษะแตกออกและ กระเซ็นออกไปได้ ตำแหน่งจึงสูงกว่าได้
เจ้าหน้าที่ตรวจสถานที่เกิด เหตุ เบิกความด้วยว่าหลังจากนั้นพนักงานสอบสวนได้นำข้อมูลเป็นภาพและวีดีโอคลิ ปขณะเกิดเหตุ รวมทั้งข้อมูลผลการชันสูตรศพ จึงได้มีการเข้าไปตรวจสถานที่เกิดเหตุอีกครั้งเมื่อวันที่ 18 พ.ย.53 เพื่อจำลองเหตุการณ์หาทิศทางการยิง ผลการจำลองประกอบภาพและคลิปขณะเกิดเหตุเป็นภาพใกล้เคียงช่วงเวลาที่นายชาติ ชายหรือผู้ตายถูกยิง ขณะนั้นอยู่ริมถนนด้านหน้าที่รถเข็นและแผงว่าเป็นที่กำบัง หันหน้าไปทางแยกศาลาแดง ซึ่งรอยบาดแผลกระสุนเข้าหน้าผากขวาทะลุศีรษะด้านหลังซ้าย กระสุนจึงมาจากทางฝังแยกศาลาแดง แนวกระสุนเป็นไปได้ทั้งระนาบตามแนวถนนและจากสะพานลอยข้ามถนนพระราม 4
พ.ต.ท. วัชรัศมิ์ เบิกความด้วยว่าจากการดูบาดแผลเกิดจากกระสุนขนาด .223 ซึ่งใช้กับปืนเล็กกล เช่น M16 และ ทราโว สำหรับภาพและคลิปนั้น ไม่ทราบว่าทางพนักงานสอบสวนได้มาจากไหนอีกที
แผนที่จุดเกิดเหตุ แผงลอย หน้า บ.กฤษณาฯ :
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น
วีดีโอคลิปขณะเกิดเหตุ “ชาติชาย” สวมเสื้อลายสีแดงขาว :
TCIJ: กระทรวงวิทย์รับโอนรองเลขาฯ คนสนิท ‘ปลอดประสพ’ จ่อขึ้นซี10
ที่มา ประชาไท
การรับโอนข้าราชการระดับ 9 เป็นอำนาจของปลัดกระทรวง ไม่ต้องผ่านมติคณะรัฐมนตรี เพียงผ่านความเห็นชอบของปลัดกระทรวงทั้งสอง
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2555 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีคำสั่งโอน น.ส.อัจฉรา จากผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ไปเป็นรองอธิบดีกรมป่าไม้ นับเป็นรองอธิบดีหญิงคนแรกในรอบ 115 ปี แต่ดำรงตำแหน่งได้เพียงเดือนเศษ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2555 ก็มีคำสั่งย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2555 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 3 ราย ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ ได้แก่
1. น.ส.เสาวณี มุสิแดง รองปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ
2. นายสุทธิเวช ต.แสงจันทร์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
3. นายสมชาย เทียมบุญประเสริฐ ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
การแต่งตั้งดังกล่าวทำให้มีตำแหน่งรองปลัดกระทรวงว่าง 2 ตำแหน่ง คือตำแหน่งของ นายวีระพงษ์ แพสุวรรณ ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคนใหม่ และตำแหน่งของ น.ส.เสาวณี มุสิแดง
การโอนย้าย น.ส.อัจฉรามาดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ จึงทำให้ น.ส.อัจฉราอยู่ในข่ายจะได้เลื่อนเป็นรองปลัดกระทรวงด้วยคนหนึ่ง
น.ส.อัจฉราเคยเป็นเลขานุการของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมป่าไม้ และปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เมื่อครั้งที่นายปลอดประสพ ถูกย้ายจากอธิบดีกรมป่าไม้ ในปี 2545 เพราะขัดแย้งกับฝ่ายการเมือง จนเป็นข่าวครึกโครม
นอกจากนี้ สำนักข่าวอิศราเคยรายงานว่า น.ส.อัจฉราเป็นผู้ถือหุ้น บริษัท เทสโก้ แคปปิตอล จำกัด, บริษัท รีเทค เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด และบริษัท ไทย – เยอรมัน เอนเนอร์ยี่ จำกัด ร่วมกับนางธัญญา สุรัสวดี ภริยานายปลอดประสพ และนายธรรมนูญ มงคล ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทเทสโก้ จำกัด แต่ต่อมานางธัญญาโอนหุ้นให้นายปิ่นสาย สุรัสวดี บุตรชาย
บริษัท เทสโก้ จำกัด เป็นบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งได้รับการว่าจ้างจากหน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ 39 ครั้ง วงเงิน 163.8 ล้านบาท ระหว่างปี 2546-2554 เมื่อปี 2549 ยังได้รับว่าจ้างจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืน เป็นที่ปรึกษาโครงการออกแบบกระเช้าลอยฟ้า เชิงดอยสุเทพ วงเงิน 44 ล้านบาทเศษ ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ได้รับจ้างทำแผนแม่บทบูรณาการการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษอุทยานประวัติ ศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร วงเงิน 7.6 ล้านบาท ทำแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน วงเงิน 6.65 ล้านบาท
พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์นั่งรักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
ที่มา thaifreenews

คลิปงาน36ปี6ตุลา2519
ที่มา Thai E-News

ชมคลิป เสวนา 6 ตุลากับทิศทางการเมืองไทย และสัปดาห์รำลึก 36 ปี 6 ตุลา และ 6-10-2012

http://youtu.be/ZdHo3Quw09s
เสวนา 6 ตุลา กับทิศทางการเมืองไทย 6-10-55/1
ณ
หอประชุมศรีบูรพา โดยกรรมการรับข้อมูลสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลา ดร.สุธาชัย
ยิ้มประเสริฐ ,ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข ,พัชณีย์ คำหนัก ,องค์กรเลี้ยวซ้าย ,
ตัวแทนองค์กรนักศึกษามหาวิทยลัย ธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ใบตองแห้ง
http://youtu.be/YvPQzVSwpZU
เสวนา 6 ตุลา กับทิศทางการเมืองไทย 6-10-55/2
http://youtu.be/pzxKeK4iDK0
เสวนา 6 ตุลา กับทิศทางการเมืองไทย 6-10-55/3
http://youtu.be/rloaFsftagg
กิจกรรมละครใบ้ และบทกวี งานสัปดาห์รำลึก 36 ปี 6 ตุลา ประชาธิปไตยประชาชน ณ หอประชุมศรีบูรพา
http://youtu.be/xNuYrwbbh3c
งานสัปดาห์รำลึก 36 ปี 6 ตุลา 6-10-55/1
http://youtu.be/SsovgSeKsBk
งานสัปดาห์รำลึก 36 ปี 6 ตุลา 6-1
0-55/2
http://youtu.be/jN-MqhBlJOM
......................
วงเสวนา"6 ตุลากับทิศทางการเมืองไทย" ถกเข้มว่าด้วยเรื่อง ภาพติดตา6ตุลาฯ - ชายชุดดำ -เพื่อไทย
ที่มา:มติชนออนไลน์
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1349510972&grpid=01&catid&subcatid
"สุธาชัย" ชี้สังคมไทยเชื่อนิยาย "ชายชุดดำ" มากกว่าสำรวจข้อเท็จจริง
นาย
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ รองศาสตรจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์
คณะอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวถึงแนวคิดกลุ่มชายชุดดำที่อยู่ปะปนกับกลุ่มคน
เสื้อแดงในวันที่ 10 เมษายน 2553 ว่า
สังคมไทยชอบเชื่อสิ่งที่เป็นนิยายคือเรื่องจริง
เช่นกรณีชายชุดดำปรากฎตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 เมษายน
แล้วรัฐบาลสมัยอภิสิทธิ์ก็บอกว่า ชายชุดดำเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงก่อน
ปรากฎตัวตามจุดต่าง ๆ ปะปนอยู่กับผู้ชุมนุมเสื้อแดงมากมาย
มีบทบาทสำคัญที่สุดในเหตุการณ์ความวุ่นวายช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปี 2553
แต่ไม่พบหลักฐานใด ๆ ที่เห็นชายชุดดำในจุดอื่น ๆ เลย
นอก
จากนี้ก่อนที่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์จะสร้างตัวละครชายชุดดำเป็นผู้สังหาร
กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงนายสุเทพเทือกสุบรรณก็เคยบอกว่า
การตายของกลุ่มคนเสื้อแดง 91
ศพที่ชุมนุมประท้วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม ปี 2553
นั้นเกิดจากคนเสื้อแดงฆ่ากันเอง เพิ่งจะมาบอกว่าเป็นการกระทำของชายชุดดำ
แสดงว่าเป็นตัวละครที่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์เพิ่งจะสร้างขึ้นมา
รอง
ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์จุฬาฯกล่าวว่า
บทบาทของสังคมโดยเฉพาะฝ่ายที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและวงการสื่อสาร
มวลชนไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแต่อย่างใดแต่กลับเชื่อว่าสิ่งที่
รัฐบาลสมัยนายอภิสิทธิ์บอกนั้นเป็นเรื่องจริงเมื่อสื่อมวลชนไม่ตรวจสอบก็ทำ
ให้ประชาชนเชื่อหรือเกิดความสับสน
โดย
เฉพาะตัวอย่างสำคัญคือผังล้มเจ้าที่ศูนย์อำนวยการแก่้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
(ศอฉ.)
เปิดเผยต่อสื่อมวลชนเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม
ลดความน่าเชื่อถือของขบวนการคนเสื้อแดง แล้วตอนนี้ทหารในฝ่าย
ศอฉ.เองออกมายอมรับภายหลังว่า
ผังล้มเจ้าเป็นเพียงเอกสารชั้นต้นที่ยังไม่มีข้อเท็จจริงแต่อย่างใด
แต่สื่อมวลชนก็นำไปเผยแพร่โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อน
ลูก"สมยศ" ย้ำ นศ.ที่สนใจการเมืองต้องไม่ติดภาพ 6 ตุลาฯ
ด้าน
นายปณิธาน กล่าวถึงบทบาทของนิสิตนักศึกษากับการเมืองไทยว่า เหตุการณ์ 6
ตุลาคม 2519 เป็นเพราะแนวคิดของนิสิตนักศึกษาได้รับพลังจากสังคมภายนอกด้วย
โดยเฉพาะการต่อสู้ของแนวคิดสังคมนิยมและทุนนิยม
โดยนิสิตนักศึกษามีแนวคิดแบบสังคมนิยมมากกว่าและเรียกร้องความเท่าเทียมกัน
ของสังคม สนับสนุนขบวนการแรงงานและเกษตรกร
แต่ปัจจุบันนี้นิสิตนักศึกษามีแนวคิดแบบทุนนิยมและอาจสนับสนุนให้เกิดความ
เหลื่อมล้ำของสังคมเสียด้วยซ้ำดังนั้นภาพของการขับเคลื่อนประชาธิปไตยใน
ปัจจุบันจึงอยู่ที่ประชาชนชนชั้นล่างและชนชั้นกลางระดับล่าง
นัก
กิจกรรมขบวนการนิสิตนักศึกษา ยังกล่าวถึง
นิสิตนักศึกษาที่สนใจการเมืองว่าปัจจุบันจะแบ่งกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่สนใจ
การเมืองออกเป็น3 ประเภท คือ1.นิสิตนักศึกษาที่อยู่ในสายวิพากษ์วิจารณ์
2.นิสิตนักศึกษาที่เป็นนักกิจกรรมขับเคลื่อนทางการเมือง
และสุดท้ายนิสิตนักศึกษาที่ต้องการขับเคลื่อนขบวนการนักศึกษาให้เป็นแบบภาพ
ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่า
กลุ่มนิสิตนักศึกษาที่อยู่ในประเภทที่สามจะมีปัญหาทางความคิดมากที่สุด
เพราะยึดติดภาพของอดีตเป็นแนวทางในการขับเคลื่อน
โดยไม่ได้สนใจว่าสถานการณ์ทางการเมืองโลกและภายในประเทศเองมีความเปลี่ยน
แปลงไป
ปัจจุบันผู้ที่มีพลังในการขับเคลื่อนหรือเป็นฝ่ายนำในการเรียกร้อง
ประชาธิปไตยคือประชาชน ไม่ใช่นิสิตนักศึกษาเหมือนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม
2516 อีกแล้ว
"เหตุการณ์
6 ตุลาคม 2519 และเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม ปี 2553
มีสิ่งที่สะท้อนเหมือนกันคือ
ระบบนิติรัฐและนิติธรรมของประเทศไทยยังไม่สามารถใช้ได้จริงเพราะสอง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า
รัฐยังไม่สามารถรับประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้
ยังมีการฆ่าประชาชนที่ไม่มีอาวุธ
ดังนั้นบทบาทของนิสิตนักศึกษาจะต้องผลักดัน
เรียกร้องให้สังคมไทยเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
โดยเข้าร่วมกับประชาชนมากกว่าจะเป็นฝ่ายนำเพราะบทบาทตอนนี้ประชาชนต้องเป็น
ฝ่ายนำมากกว่า" บุตรชายนายสมยศกล่าว
นักสังคมนิยมไทย"ชี้พรรคเพื่อไทยใช้นโยบายเอาใจมากกว่าลดความเหลื่อมล้ำ
นาง
สาวพัชณีย์ คำหนัก สมาชิกองค์กรเลี้ยวซ้าย ที่ศึกษาแนวคิดสังคมนิยม
มหาบัณฑิตคณะรัฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวถึงแนวทางการต่อสู้ของคนเสื้อแดงว่า
กลุ่มคนเสื้อแดงต้องมีพรรคการเมืองเป็นของตัวเองเพราะตอนนี้กลุ่มคนเสื้อแดง
กำลังไล่ตามกลุ่มนักการเมืองของพรรคเพื่อไทยถูกใช้ประโยชน์เพื่อนักการเมือง
มากกว่า
สมาชิก
องค์กรเลี้ยวซ้าย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้
ในพรรคเพื่อไทยเองก็มีแนวคิดทางการเมืองที่หลากหลาย
ทำให้หลายนโยบายที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
เพราะพรรคเพื่อไทยมีสมาชิกพรรคคือกลุ่มนายทุนธุรกิจขนาดใหญ่แล้วนโยบายของ
พรรคเพื่อไทยที่กำลังดำเนินการอยู่นั้นก็เป็นนโยบายที่ไม่ได้แก้ปัญหาความ
เหลื่อมล้ำ เป็นนโยบายที่ฉาบฉวย
ไม่ได้ปฎิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อประชาชน
มหา
บัณฑิตคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ กล่าวว่า
คนเสื้อแดงจะต้องศึกษาทฤษฎีทางการเมืองเพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการ
เมือง
ดังนั้นจะต้องมีการปฎิรูประบบเศรษฐกิจให้ชนชั้นล่างและชนชั้นกลางระดับล่าง
ได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม
มีพอใช้ในการดำรงชีวิตเพื่อจะได้มีเวลาว่างในการศึกษาทฤษฎีทางการเมือง
ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของคนเสื้อแดงต่อไป



