WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 15, 2012

ตารางเรียนโรงเรียนการเมือง นปช.แดงทั้งแผนดิน (สวนสาธารณะเทศบาลเมืองหนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี)

ที่มา uddred





ทีมข่าว นปช.
15 ตุลาคม 2555


โรงเรียนการเมือง นปช. แดงทั้งแผ่นดินหลักสูตรผู้ปฏิบัติงานระดับต้น ปี 2555
วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2555 ณ. สวนสาธารณะเทศบาลเมืองหนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

รายละเอียด

ตารางเวลาเรียนโรงเรียนการเมือง นปช.แดงทั้งแผนดิน (สวนสาธารณะเทศบาลเมืองหนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี)

Thursday, October 11, 2012

ยุกติ มุกดาวิจิตร: พลังนักศึกษา พลังไม่บริสุทธิ์

ที่มา ประชาไท


ปีนี้หลายคนคงระลึกถึงเหตุการณ์

รุนแรงวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ด้วยรูปนักศึกษาเรือนแสนถมเต็มถนนราชดำเนินรายล้อมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พร้อมคำบรรยายใต้ภาพว่า "พลังบริสุทธิ์" กันอีก แน่นอนว่าผมก็เหมือนกับใครก็ตามที่ใฝ่ฝันให้ประชาชนเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้อย่างแท้จริง ย่อมยินดีกับภาพนี้
แต่ผมเอียนกับการที่จะต้องคอยติดป้ายให้นักศึกษาดูบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างนั้นตลอด เนื่องจาก
(1)
 ภาพความบริสุทธิ์ของนักศึกษาถูกสร้างให้ขัดแย้งตัดกันกับพลังของเผด็จการทหารในยุค 14 ตุลา 2516 แต่เราต่างรู้กันดีว่าภาพสีขาวนี้กลับถูกลบล้างไปอย่างไร้ความปรานี เมื่อนักศึกษาถูกแปลงให้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ในวันที่ 6 ตุลาคมในอีกสามปีถัดมา  ความเป็นนักศึกษาจึงไม่ได้เป็นเครื่องหมายของความบริสุทธิ์เสมอไป ชนชั้นนำไทยพร้อมจะโอบอุ้มหรือเข่นฆ่านักศึกษา (และมวลชนใดๆ) ได้เสมอ สุดแท้แต่ว่านักศึกษาจะอยู่ข้างใคร สุดแท้แต่นักศึกษาจะไม่อยู่ข้าง "ใคร"
(2) การยกย่องให้นักศึกษาบริสุทธิ์ผุดผ่องกลับทำให้พลังมวลชนอื่นๆ กลายเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังไปหมด และจึงแปดเปื้อนมีมลทินกันไปเสียหมด ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วนักศึกษาเองก็เป็นกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มหนึ่ง ไม่ต่างจากกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ
แต่ประวัติศาสตร์แนวหนึ่งกลับเขียนให้มีแต่เพียงนักศึกษาเท่านั้นที่เป็นมวลชนซึ่งมีอุดมการณ์สูงส่ง หากคนกลุ่มอื่นเดินขบวน อย่างดีที่สุดเขาก็จะถูกมองว่าทำเพียงเพื่อผลของตนเอง อย่างเลวร้ายที่สุดคือ พวกเขาถูกดูแคลนว่าเป็นแค่ม็อบรับจ้าง
ภาพบริสุทธิ์ผุดผ่องของนักศึกษาในอดีต จึงเปล่งรัศมีกลบลบกลุ่มพลังอื่นๆ ไปเสียทั้งหมด พลังบริสุทธิ์ของนักศึกษาลดทอนคุณค่าของให้พลังอื่นดูหมองหม่นไปเสียทั้งหมด
(3) ภาพบริสุทธิ์ของนักศึกษา 14 ตุลาฯ 2516 กลายเป็นทุนทางการเมือง โอบอุ้ม "คนเดือนตุลา" ให้ดูดีมีราศรีเกินจริงไปเสียทุกคน ราวกับว่าเราจะใช้มาตรฐานที่วัดตัดสินคนเดือนอื่น ไปตัดสินคนเดือนตุลาฯ ไม่ได้เด็ดขาด เพราะไม่ว่าจะทำอะไร พวกเขาก็จะบริสุทธิ์ล้ำหน้าเกินพวกเราเสมอ
แม้ว่าหลายต่อหลายคนจะมีความสามารถ มีผลงานเพียงแค่ระดับ "งั้นๆ" แต่บุญบารมีทางการเมืองของการเป็น "คนเดือนตุลาฯ" ที่แปะติดหน้าผากพวกเขาไว้ ก็จะช่วยขับเน้นให้อะไรที่งั้นๆ ไต่ระดับกลายเป็นอัจฉริยะไปได้อย่างง่ายดาย
(4) ภาพบริสุทธิ์ของนักศึกษายังสร้างความคาดหวังอย่างผิดๆ ต่อนักศึกษารุ่นต่อๆ มาตลอดว่า นักศึกษาเป็นพลังบริสุทธิ์ จึงต้องมีอุดมการณ์สูงส่ง จึงควรเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวทางอุดมการณ์ ทั้งๆ ที่ที่จริงแล้วพวกเขาก็ทำเพื่อผลประโยชน์ตนเอง และเมื่อถึงยุคที่พวกเขาต่างสมประโยชน์แล้วดังเช่นในทุกวันนี้ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องออกมาเคลื่อนไหวกันอีกต่อไป
ไม่เท่านั้น พวกเขายังกลับพร้อมจะเหยียบย่ำมวลชนกลุ่มอื่นที่ขัดผลประโยชน์ของพวกเขา สังคมจึงไม่ควรคร่ำครวญเรียกร้องอะไรนักหนากับพลังนักศึกษา ซึ่งหมดพลังเคลื่อนไหวทางประวัติศาสตร์ไปแล้วอีกต่อไป
ในเมื่อขบวนการมวลชนใดๆ ก็ล้วนเป็นพลังไม่บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นขบวนการนักศึกษา ม็อบมือถือ สมัชชาคนจน พันธมิตรประชาชนฯ คนเสื้อแดง เราจะยังตัดสินคุณค่าของมวลชนแค่จากสถานภาพของพวกเขากันอยู่อีกทำไม
การตรวจสอบว่าพลังมวลชนกลุ่มใดทำเพื่อผลประโยชน์ใด ปิดกั้นผลประโยชน์ของสังคมโดยรวมหรือไม่ มวลชนใดส่งเสริมระบอบหมอบกราบ ไม่เห็นหัวประชาชน ขัดขวางกระบวนการที่จะทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของแผ่นดินหรือไม่ เป็นสิ่งที่ควรจะใส่ใจกันมากกว่าหรือไม่
แล้วก็โปรดเลิกเรียกพลังนักศึกษาว่าพลังบริสุทธิ์กันเสียทีเถอะ

ประเทศไทยอยู่ตรงไหน: อินเทอร์เน็ตไทยแรงแค่ไหน?

ที่มา ประชาไท





ประเทศ ไทยเริ่มมีอินเทอร์เน็ตใช้ในปี ค.ศ. 1996 โดยเป็นประเทศที่สามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ [1] และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาการใช้อินเทอร์เน็ตก็เริ่มแพร่หลายตามจังหวัดใหญ่ๆ และในตัวเมืองของจังหวัดอื่นๆ ข้อมูลจากธนาคารโลก [2] ระบุว่าในปี 2010 ไทยมีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 14.6 ล้านคน หรือประมาณ 21.2% ของประชากรทั้งหมด [3]
จากข้อมูลล่าสุดของ Ookla [4] ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเว็บ speedtest.net ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกนิยมใช้ทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตของตน ได้แสดงความเร็วของอินเทอร์เน็ตในประเทศต่างๆ โดยเฉลี่ยในช่วง 30 วันที่ผ่านมาดังนี้


โดย ข้อมูลจาก Net Index (Ookla) แสดงค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 30 วัน ใช้ข้อมูลอินเทอร์เน็ตของผู้ที่ทดสอบระบบของตนกับเว็บ speedtest.net เป็นจำนวนกว่า 3,800 ล้านครั้ง
จะเห็นว่าความเร็วดาวน์โหลดโดยเฉลี่ยของประเทศไทยอยู่ที่ 8.2 Mbps จัดเป็นอันดับที่ 61 [4] และความเร็วในการอัพโหลดของไทยอยู่ที่ 1.8 Mbps เป็นอันดับที่ 92 จากทั้งหมด 178 ประเทศ [5]
ส่วนค่า household promise index นั้นหมายถึงความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ใช้งานได้จริงเทียบกับความเร็วที่จ่าย เงินซื้อจากผู้ให้บริการ ซึ่งไทยมีค่า household promise index อยู่ที่ 88.82% จัดเป็นอันดับที่ 32 จาก 64 ประเทศ [6] โดยการวัดค่า household promise index นั้นทำโดยการใช้ความเร็วอินเทอร์เน็ตที่วัดได้จริง มาคำนวณประกอบกับผลการตอบแบบสอบถามที่ให้ผู้ทดสอบตอบว่าอินเทอร์เน็ตที่ตน เองเลือกใช้บริการอยู่นั้นมีความเร็วเท่าไร
จากความเร็วและอันดับที่กล่าวถึงไปนั้นอาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยอยู่ใน อันดับที่น่าพอใจ แต่หากเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น เกาหลี ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน เวียดนาม และจีน จะพบว่าความเร็วอินเทอร์เน็ตในบ้านเรายังตามหลังประเทศเหล่านี้อยู่พอควร
ในปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธได้อีกแล้วว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่ง จำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพประชากรในประเทศ ซึ่งนอกเหนือจาก “จำนวน” ประชากรในประเทศที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้แล้วนั้น “คุณภาพ” ของบริการอินเทอร์เน็ตยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากเช่นกัน

อ้างอิง:
[1] http://en.wikipedia.org/wiki/Internet_in_Thailand
[2] http://data.worldbank.org/indicator/IT.NET.USER
[3] http://data.worldbank.org/indicator/IT.NET.USER.P2
[4] http://www.netindex.com/download/allcountries/
[5] http://www.netindex.com/upload/allcountries/
[6] http://www.netindex.com/promise/allcountries/

สมยศ พฤกษาเกษมสุข: เสียงของคนงานบังคลาเทศที่เงียบหายไป

ที่มา ประชาไท

 

 โดย  ..  จิม  ยาร์ด  เล (Jim  Yard  Ley)
ถอดความโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข
 
นักกิจกรรมแรงงานถูกสังหาร  ปลุกเร้าความโหดร้ายของการเข่นฆ่าทางการเมืองที่มีมายาวนานของบังคลาเทศ
สำนักงานขนาดเล็กกระจิดริดของเขาแทบหาไม่เจอ ท่ามกลางโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าใหญ่โต ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้ากางเกง และเสื้อผ้ายี่ห้อดังเช่น แก็ป (GAP) หรือ ทอมมี่ ฮิลฟิเกอร์ (Tommy  Hilfiger) แต่สำหรับคนงานแล้วไม่ใช่เรื่องยากเย็นที่จะไปพบกับ “อมินูล อิสลาม” (Aminul Islam) พวกเขาเข้ามาพร้อมกับปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการถูกเบี้ยวค่าจ้าง นายจ้างที่กดขี่ นี่คือ “นายอิสลาม” นักจัดตั้งแรงงาน และนักต่อสู้เพื่อสิทธิคนงาน
พวกหน่วยงานความมั่นคงก็รู้จักนายอิสลามเช่นกัน โทรศัพท์ของเขาถูกดักฟัง ตำรวจมักจะคุกคามเขาอยู่เสมอ และพวกสายลับท้องถิ่นเคยลักพาตัวเขาไปซ้อมทุบตี เพื่อนของเขาคนหนึ่งเล่าให้ฟัง
หลายครังด้วยกันที่เขาถูกบอกว่าการที่เขาต่อสู้เพื่อสิทธิคนงานเป็นการทำ ร้ายบังคลาเทศ ซึ่งเป็นประเทศส่งออกเสื้อผ้า เป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในประเทศ หลังจากนี้ไม่นานไม่มีใครพบเห็นนายอิสลามอีกต่อไป  เขาหายตัวไปเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 ต่อมาทางครอบครัวจึงพบว่าเขาถูกทรมานและถูกฆ่าตายเสียแล้ว
การฆาตกรรมแบบนี้สะท้อนให้เห็นถึงความป่าเถื่อนที่มีแรงจูงใจทางการเมืองอันเป็นมรดกตกทอดกันมาช้านานแล้ว
เป็นคำถามที่หนักใจเป็นอย่างยิ่งว่า การตายของเขามาจากความพยายามจะรวมกลุ่มคนงานใช่หรือไม่ ?
หลังการตายของนายอิสลามผ่านไปแล้ว 5 เดือน ยังอยู่ในชั้นของการสอบสวน ยังไม่มีการจับกุมคนร้าย หรือผู้ต้องสงสัย และตำรวจยังบอกอีกว่า คดีนี้ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน
ในวันที่นายอิสลามหายตัวไป เขาพยายามที่จะแก้ปัญหาของคนงานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ายี่ห้อ ทอมมี่ ฮิลฟิเกอร์ (Tommy  Hilfiger) อเมริกัน อีเกิ้ล (American Eagle) และยี่ห้อดังระดับดลกอื่น ๆ ครั้นแล้วคนที่รู้จักกันคนหนึ่งมาพร้อมกับผู้หญิงในชุดคลุมใบหน้ามุสลิม ผู้ชายคนนี้สงสัยว่า จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งเข้ามาเชิญให้นายอิสลามร่วมงานแต่งงาน นายอิสลามนั่งรถขี่สามล้อไปช่วยงาน แล้วไม่เคยกลับมาให้เห็นหน้าอีกเลย
ยังไม่ชัดเจนว่า นายอิสลามถูกฆ่าตายด้วยสาเหตุมาจากการทำงานของเขา หรือมาจากสาเหตุอื่น แต่ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือ และปกป้องสิทธิคนงานของเขาย่อมไปขัดแย้งกับผู้ทรงอิทธิพลในบังคลาเทศ ซึ่งเป็นประเทศตัดเย็บเสื้อผ้าส่งออกเป็นอันดับที่สองรองจากประเทศจีน ด้วยแรงงานราคาถูกเป็นปัจจัยสำคัญของการส่งออก คนงานบังคลาเทศได้รับค่าจ้างเพียงเดือนละ 3,000 ทากา (ta ka) หรือ 37 เหรียญสหรัฐ ต่อหนึ่งเดือน (ราว 2,400 บาทต่อเดือน) อีกทั้งยังไม่มีสหภาพแรงงานในระดับโรงงานอีกด้วย
โดยปกติการฆาตกรรมในบังคลาเทศไม่ได้ทำให้คนส่วนอื่นภายนอกประเทศให้ความ สนใจเท่าไรนัก แต่ทว่ากรณีการตายของนายอิสลาม เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการรณรงค์ขึ้นระดับโลก ด้วยการประท้วงโดยกลุ่มแรงงานสากล และโดยประชาคมยุโรป ทูตสหรัฐ รวมทั้งเลขานุการของฮิลลารี่ รอดแฮม คลินตัน (Hillary Rodham Clintan) แรงกดดันจากภายนอกขยายตัวเพราะเหตุว่า เสื้อผ้ายี่ห้อดังของโลกจ้างโรงงานผลิตในบังคลาเทศ อีกทั้งนายอิสลามยังทำงานให้กับสภาแรงงานสหรัฐอเมริกา (A.F.L.-C.I.O.) ซึ่งเป็นองค์กรแรงงานใหญ่ที่สุดในอเมริกา ความเชื่อมโยงเช่นนี้ทำให้การตายของเขากลายเป็นประเด็นทางการเมืองสอดแทรก ขึ้นมา
หลายปีมานี้ข้อกังขาทั้งสองฝ่ายได้กำหนดให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหพันธ์ แรงงานสหรัฐอเมริกา และการก่อตั้งสหภาพแรงงานในบังคลาเทศ ได้อ้างถึงการกดขี่แรงงาน ซึ่งสภาแรงงานอเมริกาได้ส่งข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลสหรัฐให้ยกเลิกสิทธิพิเศษ ทางการค้าของบังคลาเทศ ทำให้ผู้นำของบังคลาเศเกิดความโกรธเคือง (Infuriating) และโทษพวกองค์กรแรงงานที่ได้รับการเลี้ยงดูจากสหพันธ์แรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งรวมทั้งกลุ่มที่นายอิสลามทำงานอยู่ด้วย
พวกเขาเคยแสดงความคิดเห็นไว้ว่า “ทำไมพวกคุณพยายามที่จะทำลายเศรษฐกิจของพวกเราด้วย” เป็นคำบอกกล่าวของ อลอนโซ ซูซัน (Alongo Suson) ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานของศูนย์กลางสมานฉันท์ (Solidarity  Center) ของ AEL-CIO โดยมีศูนย์ฝึกอบรมอยู่ในเมืองหลวงดากา (Dhaka) ได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก AFL-CIO องค์กรนี้ถูกมองว่าไม่จงรักภักดีต่อบ้านเมือง
ในปี  2010  คนงานในบังคลาเทศลุกฮือประท้วงเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำเป็นการสั่นสะเทือนภายใน ประเทศ  เจ้าหน้าที่รัฐได้ตั้งข้อกล่าวหานายอิสลาม และพวกอีก 2 คนว่า เป็นผู้ทำการต่อต้านรัฐบาล  ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคง  คุกคามนายอิสลามและเจ้านายของเขามากยิ่งขึ้นเมื่อมีข่าวว่าเจ้านายของนายอิส ลามมีการพบปะกันอย่างปิดลับกับผู้อำนวยการสายสืบภายในประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติ หรือ NSI (National Security Intellegent Agenoy)
เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ได้ให้สัมภาษณ์ในกรณีนี้ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการตายของนายอิสลาม แต่ทว่าเพื่อนร่วมงานของนายอิสลามมีความกังวลว่า ความไม่คืบหน้าของการสอบสวนในคดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาวการณ์ไม่ดูแลเอาใจ ใส่ต่อสิทธิคนงาน “ใครเล่ามีอำนาจมากมายในประเทศนี้”  คาล  โพนา  แอกเตอร์ (Kalpona  Akter)  เพื่อนของเขาตั้งคำถาม “พวกเขาฆ่าอมินูล และไม่มีใครกล้าแตะต้องพวกเขาได้”

เสียงเพื่อคนงาน (A  voice  for  workers)
นายอิสลามมีส่วนสูง 1.63 เมตร หรือ 5 ฟุต 4 นิ้ว เป็นคนจริงจัง และเคร่งศาสนามุสลิม ในเดือนกุมภาพันธ์ เขาใช้เวลา 40 วันในการออกชักชวนชาวบ้าน และส่งเสริมให้เป็นมุสลิมที่ดีในบังคลาเทศ แรงศรัทธา และวิถีชีวิตในศาสนธรรมของเขาทำให้เขาเป็นที่น่าเคารพนับถือ และมีความศรัทธาในตัวเขาในฐานะที่เป็นนักจัดตั้งแรงงาน (Labour  Organinger)
เขาเริ่มต้นจากการเป็นคนงานอยู่ที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า Shasha Danim ในย่านอุตสาหกรรมหนาแน่น เขตรอบนอกวงแหวนของเมืองทากา รถบรรทุกวิ่งอยู่บนถนนสกปรก หรือไม่ก็บนถนนไฮเวย์ที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ด้วยการจราจรติดขัดอยู่หลายชั่วโมง ในช่วงการเปลี่ยนกะทำงาน คนงานหลายพันคนหลั่งไหลเข้า – ออก อาคารโรงงานคอนกรีต ซึ่งผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปยี่ห้อดังตามห้างสรรพสินค้าทั่วโลก
ที่โรงงานชาชาดานิม (Shasha  Danim) เพื่อนคนงานของนายอิสลามได้เลือกให้เขาเป็นคณะกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์ (Grievances) ของคนงานในโรงงาน เมื่อปี 2005 ถัดมาอีกหนึ่งปีบริษัทไล่เขาออกจากงาน แล้วก็แน่นอนเขาฟ้องร้องต่อศาล และชนะคดี เขาเพียงแต่พบเจ้าของโรงงานให้ปฏิบัติตามกฎหมายในการจ่ายเงินเดือนให้เขา เดือนละ 30 เหรียญสหรัฐตราบเท่าที่เขายังไม่ได้กลับเข้าทำงาน
ในการเรียนรู้สิทธิคนงาน นายอิสลามเข้ารับการอบรมกับศูนย์กลางสมานฉันท์ ซึ่งมีผู้ปฏิบัติงาน 23 คนใน 4 เขตงานของบังคลาเทศ ในบังคลาเทศมีการจัดตั้งสหพันธ์แรงงาน ส่วนมากจะเป็นแนวร่วมกับพรรคการเมือง และหาสมาชิกจากหลายอุตสาหกรรมในภาครัฐ แต่ศูนย์กลางแรงงานจะรักษาระยะห่างจากสหภาพแรงงานเหล่านี้ เพราะระมัดระวังในความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง และยังตั้งข้อสงสัยในอิทธิพลของพรรคการเมืองในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า
ศูนย์กลางสมานฉันท์แรงงานได้เน้นไปที่กลุ่มสหพันธ์แรงงานที่จัดตั้งขึ้น มาใหม่ และกลุ่มองค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไร ซึ่งนำโดยผู้นำแรงงานรุ่นใหม่ ในปี 2006 สองกลุ่มนี้ได้ว่าจ้างเป็นนักจัดตั้งในอาธุเลีย (Ashulia) ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งนอกรุงธากา
เขาเป็นคนที่พูดจาหนักแน่นจริงจัง และไม่มีความกลัว นางแอกเตอร์ หัวหน้าศูนย์กลางเพื่อการสมานฉันท์แรงงาน เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน เมื่อไรก็ตามที่คนงานมาหาเขา เขาจุถือเป็นภารกิจที่จะต่อสู้เหมือนเป็นปัญหาของเขาเองราวกับว่านี่เป็น ความเจ็บปวดของตัวเขาเอง
ปี 2010 นักวิเคราะห์เศรษฐกิจได้ยกย่องให้บังคลาเทศเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมตัดเย็บ เสื้อผ้ายี่ห้อดังระดับโลกให้สามารถแสวงหาความได้เปรียบจากประเทศที่มีแรง งานราคาถูก คนงานบังคลาเทศทุกข์ยาก เดือดร้อนเพราะได้รับค่าจ้างขั้นต่ำในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าแค่ 166.50 ทากา ไม่รวมการทำงานล่วงเวลา (Over time) และเงินค่าตอบแทนพิเศษ (Bonuses) ภาวะเงินเฟ้อทะยานขึ้นสูง และการประท้วงเริ่มล้นทะลัก (Spillout) ออกจากโรงงานในเขตอุตสาหกรรมรอบนอกกรุงธากา
นายอิสลามพยายามที่จะไกล่เกลี่ยคู่กรณี (นายจ้าง – ลูกจ้าง) คนงานคนหนึ่งกล่าวว่า เขาร้องขอคนงานไม่ให้ทำลายทรัพย์สินระหว่างที่มีการประท้วง เจ้าหน้าที่สืบราชการลับคนหนึ่งกล่าวถึงแนวโน้มที่ว่า นายอิสลามจะประสบผลสำเร็จในการขยายงานรวมกลุ่มคนงานเข้าเป็นสมาชิกในสังกัด ของ AFL-CIO
เดือนเมษายน, บาบูล อาคเตอร์ (Babul  Akhter) หัวหน้ากลุ่มแรงงานกลุ่มหนึ่งกล่าวว่า หน่วยสืบราชการลับคนหนึ่งได้เตือนเขาว่าให้หยุดพูดคุยเรื่องสิทธิแรงงานกับ คนงาน มิเช่นนั้นอาจโดนเล่นงานอย่างแรง
นายแอคเตอร์หวนนึกถึงสิ่งที่เคยได้ยืนเป็นคำถามที่ว่า “ทำไมพวกคุณ และนายอนิมูลต้องไปพูดคุยกับคนงานด้วย” เขาเคยถูกตั้งคำถามอีกว่า พวกคุณมีสิทธิที่จะทำงานแบบนี้ด้วยหรือ
เมื่อการประท้วงยังดำเนินต่อไปในปี 2010 เจ้าหน้าที่รัฐได้เพิกถอนการจดทะเบียนของศูนย์กลางเพื่อการสมานฉันท์ของคน งาน (Center for Workers Solidarity) เป็นองค์กรที่ว่าจ้างนายอิสลาม มีนางแอคเตอร์ และนายบาบูล อาคเตอร์ เป็นนายจ้าง
นางแอคเตอร์ และนายบาบูล  อาคเตอร์ ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นผู้ยุยงคนงานก่อการจลาจล เขาปฏิเสธข้อกล่าวหา และตีความว่าเป็นความพยายามที่จะทำลายล้างขบวนการคนงานของพวกเขา นายอิสลามเจอข้อหาแบบเดียวกัน
“แต่ที่เป็นการข่มขู่ที่ไร้ยางอายที่สุดก็คือ ในเดือนมิถุนายน เมื่อนายอิสลามถูกลักพาตัวไป และถูกซ้อมทุบตี โดยกลุ่มอันธพาล นำโดยหน่วยงานความมั่นคง N.S.I” ครอบครัวและเพื่อนของนายอิสลามกล่าว
เขาบอกกับเพื่อนที่ใกล้ชิดคนหนึ่งว่าเขาถูกลักพาตัวไปทางตอนเหนือของกรุ งธากา และถูกทุบตี เขาบอกว่าเขาถูกบังคับให้เซ็นต์ในเอกสารปรักปรำเพื่อนร่วมงาน กระทั่งข่มขู่จะฆ่าเขา และครอบครัวของเขา ก่อนที่นายอิสลามจะจัดการหลบหนีออกมาได้

การพักรบอย่างปิดลับ
คนงานได้รับชัยชนะส่วนหนึ่งหลังจากก่อการจลาจลในปี 2010 เมื่อนายกรัฐมนตรีธาสินา วาเซ็ด เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำในระดับเดือนละ 3,000 บาท นักกิจกรรมแรงงานจำนวนมากเชื่อว่าขั้นตอนต่อไปของรัฐบาลคือการกำจัดการรวม ตัวของคนงาน การควบคุมการประท้วงบนท้องถนนให้น้อยลง พวกเขาโต้แย้งต่อรัฐบาลว่า หากคนงานได้รับความเป็นธรรม กระบวนการยุติธรรมไม่เอียงข้างจะแก้ไขข้อพิพาทแรงงานได้ดี
แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้าหน้าที่รัฐฯกลับเข้มงวด กวดขัน มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษของรัฐบาลใช้ชื่อว่า กลุ่มผู้นำการจัดการวิกฤติการณ์ เพื่อคอยดูแลอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า มีการจัดตั้งตำรวจอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ถูกสร้างขึ้นมาขยายขอบเขตอำนาจสายสืบและเข้าจัดการความไม่สงบของแรงงานในภาค อุตสาหกรรม
หลังจากความยากลำบากแสนสาหัน (Ordeal) นายอิสลามเริ่มลดบทบาทของเจา กัลป์ปานา อาคเตอร์ จากศูนย์กลางเพื่อการสมานฉันท์แรงงานบังคลาเทศกล่าวว่า หน่วยงานความมั่นคง NSI เคยเรียกเธอไปพบอยู่เสมอเพื่อให้เธอโยกย้ายนายอิสลามออกไปทำงานในพื้นที่ อุตสาหกรรมที่เงียบสงบกว่านี้ เพราะต้องการให้ตัวเขาห่างออกไปจากการประท้วงในแอสซุนเลีย (Ashulia) ครั้งหนึ่งเธอเคยถามเขาว่า อยากจะลาออกจากงานไหม ?
เขาตอบว่า “ไม่, ผมต้องการทำงาน เพราะมันคืออารมณ์ ความรู้สึกหยั่งลึกของตัวผม” เธอกล่าวหวนรำลึกถึงตัวเขา
ในที่สุดช่วงปลายปี 2010 คนกลางคนหนึ่งจัดประชุมลับ ซึ่งมีนายอิสลาม และผู้อำนวยการ NSI การประชุมนี้ยืนยันโดยคนงาน 3 คนซึ่งรับรู้เรื่องนี้ เป็นความพยายามที่จะจัดการให้นายอิสลามสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย ผู้อำนวยการให้เบอร์มือถือของเขาไว้กับนายอิสลามเพื่อไว้ติดต่อหามีปัญหา เกิดขึ้น
แต่ว่าในเดือนมีนาคม มีเจ้าหน้าที่มากกว่า 12 คน นำตัวนายอิสลามไป ครอบครัวและเพื่อนคนงานของเขากล่าวว่า เขาไปอยู่หลายชั่วโมง โดยตำรวจอุตสาหกรรมได้สอบถามเกี่ยวกับข่าวลือที่ว่า เขากำลังรวบรวมคนงานถึง 10,000 คน เพื่อเข้าร่วมการชุมนุมของพรรคฝ่ายค้านในวันที่ 12 มีนาคม นายอิสลามปฏิเสธข่าวดังกล่าว เจ้าหน้าที่อนุญาตให้เขาจากไป แต่ขอร้องให้เขามาที่สถานีตำรวจในวันที่มีการชุมนุม
โดยคร่าว ๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน การประท้วงที่แอสซุนเลีย ได้ทำให้โรงงานซานครา เดนิม (Shanta Danim) กลายเป็นอัมพาต หยุดผลิตเสื้อผ้ายี่ห้อไนกี้ (Nike) ทอมมีซีฟิเกอร์ (Tommy  Hilfiger) อเมริกันอีเกิ้ล (American Eagle) และอีกหลายยี่ห้อดังระดับโลก การเผชิญหน้าระเบิดขึ้น เมื่อนายจ้างปฏิเสธที่จะอนุญาตให้คนงานได้หยุดพักกลางวันเพื่อชมการแข่งขัน ชิงแชมป์ของทีมชาติ กีฬาคลิกเก็ตระดับเอเชีย ซึ่งเป็นปัญหาที่งอกเงยขึ้นมาต่างหากจากเรื่องค่าจ้าง การลวนลามทางเพศ และปัญหาอื่น ๆ
คนงานพบว่านายอิสลามเริ่มแลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความ มั่นคงระดับสูงเพื่อจะเป็นตัวกลางจัดการกับปัญหา ในช่วงก่อนค่ำของวันที่ 4 เมษายน นายอิสลามได้เจรจาเป็นที่ยุติได้ เช้าวันต่อมาคนงานก็กลับเข้าทำงานในโรงงาน หลังจากนี้นายอิสลามหายตัวไป

หลักฐานจากหลุมฝังศพ (Evidence from a grave)
สองวันต่อมา รูปถ่ายปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เอม่าเดส (Amar Desh) ซึ่งเผยแพร่ในหมู่บ้านของนายอิสลาม มันเป็นภาพคนตายที่ไม่ระบุว่าเป็นใคร ตำรวจในแทงเกิ้ล (Tangail) พบศพของเขา ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองธากา 80 กิโลเมตร หรือราว 50 ไมล์ ชาวบ้านคนหนึ่งนำหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ไปให้ครอบครัวในหมู่บ้านของเขาดู
เมื่อครอบครัวของเขามาถึงที่แทงเกิ้ล ตำรวจได้ฝังศพเขาในหลุมฝังศพอนาถา ศพถูกขุดขึ้นมา และแสดงให้เห็นหลักฐานการถูกทุบตี ภาพของตำรวจปรากฏสภาพหัวเขาถูกทุบตี  ข้อเท้าแตกหัก บางคนได้ตัด หรือเจาะรูใต้เข่าขวา นายแพทย์ได้รายงานว่าเขาเสียเลือดมากจนเสียชีวิต
นางอาคเตอร์กล่าวว่า การทรมานแบบนี้แน่นอนว่าเป็นการกระทำของทีมสังหารมืออาชีพ
การทรมาน และการวิสามัญฆาตรกรรม มีรายงานของกลุ่มวิกฤติการณ์สากล (International Crisis Group) ว่า ตำรวจบังคลาเทศมีเชื่อเสียงกระฉ่อนในเรื่องความป่าเถื่อน โหดร้าย (Brutality) การทุจริตคอรัปชั่น และไร้ความสามารถ (Incompetence) บ่อยครั้งที่รายงานระบุว่ากองกำลังความมั่นคงเป็นผู้รับคำสั่งจากพวกกลุ่มผล ประโยชน์ทรงอิทธิพล
นักธุรกิจผู้มั่งคั่งมีประวัติความเป็นมาในการซื้อตำรวจเอาไว้ใช้งาน เพื่อเพิ่มผลกำไร รายงานยังอ้างถึงทนายความสิทธิมนุษยชนคนหนึ่งที่เคยร้องเรียน ในบางกรณีที่นายจ้างโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าติดสินบนเจ้าหน้าที่ตำรวจในการ บังคับคนงานที่กำลังประท้วง เพราะนายจ้างจ่ายค่าจ้างล่าช้าให้กลับเข้าทำงาน
ในปี 2007 และ ปี 2008 เมื่อทหารสนับสนุนรัฐบาลรักษาการปกครองบังคลาเทศ ประชาชนอย่างน้อย 297 คนตายโดยการวิสามัญฆาตรกรรม  รายงานของกลุ่มสิทธิมนุษยชน ออดิการ์ (Odhikar) ในปี 2009 นางฮาสินา (Mr.Hasina) สัญญาว่าจะปฏิรูปประชาธิปไตย และยุติการเข่นฆ่า
แต่ว่าเกือบสี่ปีต่อมา ความก้าวหน้าที่ต้องหยุดชะงักลงในเดือนมกราคม องค์กรเฝ้าดูสิทธิมนุษยชน (Human  Rights  Watch)  ตั้งข้อสังเกตว่ากองกำลังความมั่นคงในบังคลาเทศยังคงอยู่เหนือกฎหมาย และยังระบุอีกว่า ได้เกิดปัญหาใหม่ที่ว่า “การบังคับให้หายสาบสูญ (Enforced disappearances) ซึ่งมีจำนวนผู้สูญหายมากขึ้น หลังจากถูกลักพาตัวไป (Abduct)
เพื่อนคนงานของนายอิสลามเชื่อว่า กรณีของเขาเป็นไปตามรูปแบบที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ได้ปฏิเสธว่าหน่วยงานความมั่นคงไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับเรื่องนี้ ในเดือนกรกฎาคม นางฮาสินา ดูเหมือนว่าจะกังวลใจกับการเคลื่อนไหวภายนอกประเทศเธอกล่าวว่าไม่พบข้อสงสัย เชื่อมดยงกับหน่วยงานความมั่นคง และภาพพจน์ของนายอิสลามไม่ใช่ผู้นำแรงงาน เพราะเขาทำงานให้กับองค์กรพัฒนาเอกชน “ทำไมคุณไม่แจ้งให้สถานทูตในประเทศตะวันตกรู้ว่า อมินูลไม่ใช่ผู้นำแรงงาน”  เธอกล่าวไว้โดยการรายงานข่าวของ The Inde pendent
ชายลึกลับคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้คือนายมุสตาฟิส ราห์มาน (Mustafiz Rahman) ผู้ชายซึ่งตามหานายอิสลามให้ช่วยเขาจัดงานแต่งงานในตอนกลางคืนที่นายอิสลาม หายตัวไป เพื่อนคนงานนายอิสลามกล่าวว่า นายราห์มานนั้นมีความสัมพันธ์อยู่กับ กองกำลังหน่วยงานความมั่นคงในขณที่หนังสือพิมพ์นิวเอจ (New Age) วิเคราะห์ว่านายราห์มานได้ช่วยตำรวจในการจับกุมนักจัดตั้งแรงงาน และเขาเคยปรากฏตัวในหน่วยสายสืบ อีกทั้งหลังจากนายอิสลามหายตัวไปยังไม่มีใครได้พบเห็นตัวเขาอีกเลย
ผู้นำแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในบังคลาเทศได้ประณามการฆ่านายอิสลามตาย แต่ก็ยังต่อว่างทางศูนย์กลางเพื่อการสมานฉันท์คนงาน และสหภาพแรงงานในสังกัดยังหลีกเลี่ยงที่จะต่อสู้ในเรื่องนี้ภายในประเทศ พวกเขาไม่ยอมทำอะไรในระดับพื้นฐาน ได้แต่มองหาความช่วยเหลือจากต่างประเทศ
รอย ราเมช จันทรา (Roy  Ramesh Chantra) หัวหน้าสหพันธ์แรงงานใหญ่ที่สุดในบังคลาเทศ ซึ่งเป็นองค์กรอยู่ข้างรัฐบาลกล่าวว่า “พวกเขาเพียงแค่เรียกร้องการสมานฉันท์จากภายนอกพวกนี้เพียงแค่ส่งอีเมลล์ เพื่อทำลายอุตสาหกรรม และภาพพจน์ของประเทศแม้กระทั่งทำลายสหภาพแรงงานอีกด้วย”
ความเกี่ยวข้องในแง่ภาพพจน์ของประเทศนี่แหละที่เป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้ สนับสนุนนายอิสลาม เชื่อว่ารัฐบาลอาจมองว่าตัวเขาคือภัยคุกคาม (ของรัฐ) เขาเคยบันทึกเรื่องการถูกลักพาตัว และถูกทรมาน เผยแพร่ในเวปไซค์แรงงาน เมื่อปี 2010 ในปีนี้เขายังได้ช่วยดำเนินการให้สำนักข่าว ABC ในสหรัฐอเมริกาทำข่าวเกี่ยวกับสภาพการทำงานไม่ปลอดภัยในดรงงานเมื่อเกิดเหตุ ไฟไหม้โรงงานผู้ผลิตเสื้อผ้าทอมมี่ ฮิลฟิเกอร์ เป็นเหตุให้คนงานเสียชีวิต 29 คน
นายอิสลามอาศัยอยู่ในฮิโจฮาติ (Hijolhati) หมู่บ้านเล็ก ๆ เขียวขจี ใช้เวลาแค่ชั่วดมงเดียวในการขับรถจากแอสฮุนเลีย ภรรยาหม้ายนางฮอสนี่ เอร่า บักัม ฟาอิมา ยังอาศัยอยู่ในกระท่อมคอนกรีต ศพของนายอิสลามฝังอยู่ที่นั่นในสนามหลังบ้านดกโรโกโส
นางฟาฮิมา อายุ 32 ปี ยังว่างงาน และวิตกกังวลในอนาคตของลูก ๆ เธอยังทุกข์ระทรมจากความทรงจำ เพมื่อมีโทรศัพท์จากตำรวจและสายสืบตอนกลางคืน เธอไม่รุ้ว่าใครคือคนฆ่าสามีเธอ แต่ว่าในคืนที่เขาหายตัวไป เธอตื่นจากฝันร้าย เธอเห็นสามีร้องให้ล้อมรอบด้วยกองกำลังจากหน่วยความมั่นคง
อมินูลเคยทำงานเพื่อสิทธิของคนงานในโรงงาน “ฉันคิดว่านี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมต้องฆ่าเขา”

Julfikar  Ali  Manik  ช่วยเขียนรายงาน
หนังสือพิมพ์  International  Herald  Tribune
11  กันยายน  2012
ภาษาไทยโดย ... สมยศ  พฤกษาเกษมสุข
20  กันยายน  2555

หมายเหตุ: ภาพประกอบจาก Free Somyot

บรรยายภาพ: Kim Ae Hwa - Korean activist represented Unified Progressive Party, Korea extended the international solidarity to free somyot and all political prisoners in Thailand

มติเอกฉันท์ 'ศาลรธน.' ม.112 ไม่ขัด รธน.

ที่มา ประชาไท



10 ตุลาคม 2555 ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่า มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ระบุ เป็นบทบัญญัติที่เป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ตามหลักนิติธรรมที่เป็นศีลธรรมหรือจริยธรรมของกฎหมาย อัตราโทษมีความเหมาะสมได้สัดส่วน และย้ำการกระทำขัดม. 112 ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐจริง
สืบเนื่องจากจำเลยในสองคดี คือ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และ นายเอกชัย หงส์กังวาน ได้ยื่นโต้แย้งให้ศาลอาญา ส่งคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มาตรา 112 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 8 มาตรา 29 และมาตรา 45 วรรคหนึ่งและวรรคสองหรือไม่
ผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นบทบัญญัติที่เสริมให้รัฐธรรมนูญมาตรา 8 มีผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง จึงไม่มีมูลกรณีที่จะอ้างว่า ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 ได้ คงมีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยเพียงว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 29 และมาตรา 45 วรรคหนึ่งและวรรคสองหรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เห็นว่า หลักการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 สอดคล้องกับการให้ความคุ้มครองพระมหากษัตริย์ที่เป็นสถาบันและประมุขของ ประเทศไทย การกำหนดบทลงโทษผู้กระทำความผิดจึงเป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรม อันดีของประชาชนตามหลักนิติธรรมที่เป็นศีลธรรมหรือจริยธรรมของกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงมิได้ขัดหรือแย้งต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง
นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาคความผิด ลักษณะที่ 1 ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หมวด 1 ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นมาตรการของรัฐที่มีขึ้นเพื่อคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ จากการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาดมาดร้าย ซึ่งการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เพราะพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองและคุ้มครองไว้ และเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขของประเทศไทย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรที่มีความ หมายเช่นเดียวกับการเป็นกฎหมายที่มีขึ้นเพื่อการรักษาความมั่นคงของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 45 วรรคสอง ที่เป็นเงื่อนไขแห่งการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลตามรัฐธรรม นูฯญ มาตา 45 วรรคหนึ่ง อีกทั้งอัตราโทษตามที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กำหนดไว้ ก็เป็นการกำหนดเท่าที่จำเป็นเพื่อให้รัฐธรรมนูญ มาตรา 8 ที่รับรองสถานะของพระมหากษัตริย์มีผลใช้ได้อย่างสมบูรณ์ในทางปฏิบัติ  และเป็นการจำแนกการกระทำความผิดที่เหมาะสมและได้สัดส่วนกับสถานะของบุคคลที่ ประมวลกฎหมายอาญาได้กำหนดไว้ อีกทั้งเป็นบทบัญญัติที่ใช้เป็นการทั่วไป ไม่ได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็น การเจาะจง และไม่ได้กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 45 วรรคหนึ่งแต่ประการใด เพราะบุคคลทุกคนยังมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายในขอบเขตที่ไม่เป็นความ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นี้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และมาตรา 45 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง
ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 29 และมาตรา 45 วรรคหนึ่งและวรรคสอง
ด้านนายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ ให้ความเห็นในเฟสบุ๊คของตัวเอง http://www.facebook.com/verapat ในประเด็นดังกล่าวว่า การที่ศาลให้เหตุผลว่า มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่มีไว้เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐเป็นเหตุผลที่สำคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นว่า มาตรา 112 ไม่ได้มุ่งคุ้มครองพระมหากษัตริย์เป็นการส่วนพระองค์ แต่มุ่งคุ้มครองรัฐที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
“ดังนััน จากนี้ไป ตำรวจ อัยการ และศาลทั้งหลาย โดยเฉพาะศาลฎีกา ต้องพิจารณาแยกแยะให้ดีว่า การกระทำที่ฟ้องมาตามมาตรา 112 นั้น มีเนื้อหาสาระที่กระทบ ‘ความมั่นคงของรัฐ’ หรือไม่
“หากสิ่งที่ฟ้องมา เป็นเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่ ‘ความมั่นคงของรัฐ’ ก็ต้องไม่นำไปโยงกับมาตรา 112 เช่น การที่ใครปากพล่อย พูดจาหยาบคายไม่เรียบร้อย ไม่ยืนตรงเคารพเพลง ฯลฯ ก็ต้องไปฟ้องตามกฎหมายมาตราอื่นที่ออกแบบมารักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย ของสังคม แต่ไม่ใช่จับทุกอย่าง ยัดเข้าเป็นเรื่อง ‘ความมั่นคงของรัฐ’ ไปเสียหมด
“แต่หากผู้ใดยัดทุกอย่างเข้าเป็นเรื่อง ‘ความมั่นคงของรัฐ’ ไปเสียหมด เท่ากับว่า ผู้นั้นกำลังดูแคลนว่า สังคมไทยมีความอ่อนแอบางอย่างที่แตะต้องไม่ได้ เพราะผู้นั้นมองว่าเพียงแค่ใครพูดพล่อยๆ ก็จะทำให้ความอ่อนแอนั้นพังสลายจนกระทบ ‘ความมั่นคงของรัฐ’ ไปหมดทุกเรื่อง

"ดารุณี" ออกคลิปชี้แจงอดีตครู ร.ร.นานาชาติ ยืนยันว่าไม่ได้หมิ่นเบื้องสูง

ที่มา ประชาไท



ส่วนกรณีที่อดีตครู ร.ร.นานาชาติ จะมารับทราบข้อกล่าวหาคดีหมิ่นประมาทในวันที่ 29 ต.ค. นั้น "ดารุณี กฤตบุญญาลัย" ระบุว่าคนเสื้อแดงจะไม่ไปชุมนุมที่นั่นอีก แต่จะไปอยู่ในสถานที่อื่นแทน
ต่อกรณีที่ น.ส.มนัสนันท์ หนูคำ อดีตครูโรงเรียนนานาชาติ เผยแพร่คลิปชี้แจง หลังเกิดกรณีปะทะกันเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ระหว่างผู้สนับสนุน น.ส.มนัสนันท์ และกลุ่มคนเสื้อแดงจนมีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ในวันที่ น.ส.มนัสนันท์ เตรียมเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาที่กองปราบปราม ถ.พหลโยธิน ในคดีหมิ่นประมาทที่นางดารุณี กฤตบุญญาลัย เป็นผู้แจ้งความ โดย น.ส.มนัสนันท์ ชี้แจงว่าไม่ได้หนีไปไหน โดยช่วงนี้ต้องทำงานในต่างประเทศตามสัญญาจ้างและจะกลับไปรับทราบข้อกล่าวหา ในอีกสองเดือน ส่วนกรณีการปะทะกันอย่างเช่นวันที่ 25 ก.ย. นั้น ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นั้นอีก (ข่าวก่อนหน้านี้)
โดยที่การฟ้องร้องหมิ่นประมาทของ น.ส.ดารุณีนี้ เกิดจากการที่ก่อนหน้านี้ น.ส.มนัสนันท์ ได้ตะโกนถาม นางดารุณี กฤตบุญญาลัย ขณะนั้นกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ในร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ว่า “หน้าด้านมาก ด่าในหลวงทำไม ด่าในหลวงทำไม” และมีผู้อัดคลิปเผยแพร่  (ข่าวก่อนหน้านี้ [1], [2])
ล่าสุดเมื่อวานนี้ (10 ต.ค.) เว็บไซต์ "go6tv" ได้เผยแพร่คลิปชี้แจงจาก นางดารุณี ตอบ น.ส.มนัสนันท์ ความยาว 13 นาที  โดยนางดารุณี กล่าวว่า จากคลิปที่ น.ส.มนัสนันท์ บอกว่าเสียใจ ดีแล้วที่รู้สึกอย่างนั้น โดยนางดารุณีอ้างว่าเพราะสถานการณ์ที่เกิดการปะทะกันในวันที่ 25 ก.ย. ใครดูก็รู้ว่าคนเสื้อแดงไม่ได้จงใจออกไปยั่วยุหรือไปเพื่อที่จะยกพวกตีกัน แต่เนื่องจากว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเสื้อแดงอยู่ในกองปราบ แต่ฝ่ายสนับสนุน น.ส.มนัสนันท์ เข้าไปล้อมกรอบเกือบสองชั่วโมงเศษ ด่าประณามพยายามจะให้เกิดเรื่อง พอคนเสื้อแดงข้างนอกได้รับข่าวจึงไปดูสถานการณ์ โดยรถวิทยุชุมชนสองคันกับคนที่เดินเข้ามา 500 - 600 คน ใครจะหาญกล้าไปตีรำฟันแทงกับคน 500 - 600 คน
สิ่งที่ น.ส.มนัสนันท์ ทำในวันนั้นมันเกิดเหตุการณ์แบบนี้จริงๆ จะอ้างว่ารักสถาบันอย่างไรก็ตาม แต่การที่มาหมิ่นฯตนมันเป็นการทำผิดกฎหมาย เพราะตามกรอบของกฎหมายถ้าเป็นพลเมืองดีแล้วเชื่อว่าตนทำผิดจริง ควรเอาหลักฐานไปฟ้องดำเนินคดีตามกระบวนการ แล้วถ้า น.ส.มนัสนันท์ ติดตามการขึ้นเวทีเสื้อแดงของตนจริง ตนออกมาสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยเสียงเพลง ถ้าฟังทุกคลิปตั้งแต่ต้นจนจบจะรู้ว่าตนไม่เคยหมิ่นเบื้องสูง แต่ถ้าฟังคลิปที่มีคนตัดต่อแล้วเชื่อตามนั้น ก็ไปแจ้งความได้เลย
นางดารุณีกล่าวว่า ถ้าน.ส.มนัสนันท์ จะมารายงานตัววันที่ 29 ต.ค. คนเสื้อแดงจะไม่ไปที่นั่นกันอีก คนที่มาให้กำลังใจคนที่ถูกกระทำอย่างตนจะไปร้องเพลงกันในสถานที่เหมาะสม และจากคลิป น.ส.มนัสนันท์ ยังคงยืนยันว่าไม่ได้ด่าผิดคน แสดงว่ายังจงใจว่าตนทำผิดอย่างนั้นจริง ซึ่งไม่มีสิทธิมาพิพากษาตน ต้องให้กระบวนการยุติธรรมเป็นคนตัดสิน แล้วบอกว่าไม่มีสี แต่ทุกคำพูดกลับต้องการให้เกิดความรุนแรง เพราะมาพิพากษาว่าตนทำผิดเรื่องสถาบัน แต่ตนไม่ขอพิพากษากลับ ขอให้ไปเจอกันในศาล พร้อมระบุว่าที่ น.ส.มนัสนันท์ พูดว่าครอบครัวตัวเองน่าสงสารนั้น แต่ตลอดเวลาที่ตนโดนใส่ร้าย ตนเจอผลกระทบเยอะกว่ามาก แต่ไม่เคยออกมาร้องแรกแหกกระเชอเลย เพราะเชื่อว่าไม่ได้ทำผิดเช่นเดียวกัน

กบฏบวรเดช เริ่มทำการกบฏกันตอนเก้าโมงเช้าวันนี้ เมื่อ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2476

ที่มา thaifreenews




โดยกำลังทหารในโคราช ที่อ้างชื่อตนเองว่า เป็น “คณะกู้บ้านกู้เมือง” ภายใต้การนำของ พลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช กฤดากร อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมสมัยราชาธิปไตย ร่วมกับ พันเอก พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) ตาของพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ และนายทหารอีกหลายคน นำกำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้ายึดที่ทำการเทศาภิบาลจังหวัด นครราชสีมา แล้วคุมตัวผู้รักษาราชการจังหวัด กับข้าราชการใหญ่น้อยอีกหลายนายไปกักขังไว้ 
ในเวลาเดียวกัน พลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช พร้อมด้วยคณะนายทหารติดตามก็เข้าสู่หน่วยทหารที่ทุกวันนี้คือค่ายสุรนารี แล้วแจ้งต่อข้าราชการทหารตำรวจพลเรือนว่า ทางพระนครเกิดเหตุร้าย คณะกู้บ้านกู้เมืองจึงจำเป็นจะต้องนำทหารเข้าไปปราบปราม ขอให้ข้าราชการ อย่าได้กระทำการใดเป็นที่ขัดขวางเป็นอันขาด หลังจากนั้นก็ประกาศกฎอัยการศึก เรียกทหารกองหนุนเจ้าประจำการทันที แล้วรอกำลังสนับสนุนจากทหารหัวเมืองอีกหลายจังหวัด ก่อนเดินทางด้วยขบวนรถไฟเข้ามายึดกรมอากาศยานที่ดอนเมืองในวันที่  11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 ประกาศคำขาดให้รัฐบาลทำตาม มิฉะนั้น จะใช้กำลังเข้าเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
ข้อเรียกร้องหรือคำขาดเหล่านั้น ถ้าอ่านดูแล้วจะรู้ได้ทัันทีว่า ส่วนใหญ่ไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเลย เป็นเรื่องส่วนตัวของนายทหารต่างกลุ่มที่ต้องการประโยชน์ที่พวกตนสูญเสียไป เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่น่าสนใจก็คือการเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้แต่งตั้ง สส.บางส่วน หรืออีกนัยหนึ่งคือให้มีการแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยโดยทางราชสำนักได้ด้วย ที่น่าจะพัฒนามาเป็นวุฒิสมาชิกลากตั้งของพวกอำมาตย์ในปัจจุบัน 
แต่รัฐบาลของคณะราษฎร์ ซึ่งขณะนั้นนำโดย พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ปฏิเสธ และแต่งตั้งให้ พันโทหลวงพิบูลสงคราม เป็นแม่ทัพเข้าปราบกบฏ ได้รับชัยชนะในอีกสิบกว่าวันต่อมา ทหารรัฐบาลและฝ่ายกบฏเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง 
กบฏบวรเดช เป็นการเริ่มต้นต่อต้านขบวนการประชาธิปไตยไทยด้วยกำลัง ของพวกทหารอนุรักษ์นิยมและกลุ่มศักดินาอำมาตย์ ภายหลังใช้วิธีการทางกฎหมายโดยพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ผู้สั่งปิดรัฐสภา งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ฯลฯ แล้วไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทางคณะราษฎร์นำกำลังเข้ายึดอำนาจกลับคืนมายังฝ่ายประชาธิปไตยมาได้ก่อน หน้านั้น 
ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ กองทัพสยามหลังอภิวัฒน์ 2475 นั้น มีนายทหารลูกชาวบ้านที่นิยมคณะราษฎร์อยู่จำนวนมาก เพราะคณะราษฎร์สนับสนุนให้ได้ตำแหน่งหน้าที่ สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ฝ่ายกบฏบวรเดชต้องพ่ายแพ้นั้น ก็เพราะผู้นำทหารเหล่านั้นไม่ยอมรับการเป็นหัวหน้าคณะกู้บ้านกู้เมืองของ พระองค์เจ้าบวรเดช ฯ พวกเขาเกรงว่า พระองค์จะนำระบอบราชาธิปไตยกลับมาปกครองประเทศไทยอีกครั้ง และนั่นหมายถึงจุดจบของโอกาสของทหารลูกชาวบ้าน หรือทหารฝ่ายไพร่ในประเทศนี้ เนื่องจากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น รู้กันดีว่า นายทหารลูกชาวบ้านไม่มีทางเจริญเติบโตอย่างแน่นอน เพราะตำแหน่งหน้าที่ผู้นำกองทัพนั้น สงวนไว้เฉพาะผู้มีเชื้อสายศักดินาและพวกผู้จงรักภักดีต่อระบอบนั้นอย่างสุด จิตสุดใจเท่านั้น นี่เป็นความจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปในระยะก่อนหน้านั้น 
กบฏบวรเดชมีรายละเอียดการสู้รบซึ่งจะได้นำมาเล่าสู่กันฟังต่อไป แต่จบลงด้วยการพ่ายแพ้ทางทหารของฝ่ายผู้ก่อการ ตัวพันเอก พระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) เองก็เสียชีวิตในสนามรบ แต่พระองค์เจ้าบวรเดช ฯ และครอบครัว นำเงินทองทรัพย์สินขึ้นเครื่องบินจากสนามบินโคราช หนีไปอยู่กัมพูชา โดยปล่อยทหารและข้าราชการที่เข้าร่วมก่อการหรือผู้สนับสนุนให้ต้องรับโทษ หนัก จำคุกกันคนละหลาย ๆ ปี จนมีคำกล่าวซุบซิบในหมู่ทหารรุ่นนั้นว่า “ไอ้เดชหนี ไอ้ศรีตาย” ผลที่ตามมาคือกลุ่มเจ้าถูกลดบทบาทและอำนาจลงไปนาน จนถึงการรัฐประหาร 2490 ที่กลุ่มนี้แฝงตนกลับเข้าอีกครั้ง 
การปราบกบฏบวรเดชครั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินการจัดการพิธีศพทหารรัฐบาล สร้างอนุสาวรีย์ “พิทักษ์รัฐธรรมนูญ “ขึ้นที่หลักสี่อันเป็นสนามรบ ตามมาด้วยการสร้าง “วัดประชาธิปไตย” ขึ้นในบริเวณนั้น ซึ่งต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพระศรีมหาธาตุ” เพราะ ชื่อเดิมคงจะแสลงใจพวกศักดินาอำมาตย์นิยมทั้งหลาย ที่เข้ามาครอบงำวงการศิลปวัฒนธรรม และการศึกษาของชาติต่อมา จึงต้องทำให้เลือนหายไปให้ได้มากที่สุด
อยากให้ภาคประชาชนให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นี้และอนุสรณ์สถานทั้งหลายที่ เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ให้มาก เพราะมันแสดงชัดว่า ทหารกองทัพไทยนั้น ไม่ได้เป็นพวกต่อต้านประชาชนและระบอบประชาธิปไตยกันทุกคน นี่รวมถึงทหารอาชีพมากมายในปัจจุบันด้วยเช่นกัน 


จำนำข้าว การต่อสู้ทางชนชั้นไทย

ที่มา thaifreenews

 

 http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42292.0

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หนีทหารหรือไม่

ที่มา thaifreenews

 ที่มา พันทิปราชดำเนิน โดยตระกองขวัญ
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P12766907/P12766907.html


 โปรดพิจารณาจากหลักฐานนี้ ชัดเจนยิ่งกว่าชัดvote   ติดต่อทีมงาน

ลำดับเหตุการณ์การบรรจุนายอภิสิทธิ์เข้ารับราชการโรงเรียน จปร.

* 4 ก.ค.29  ร.อ.รณรงค์ ศรีพลกรัง สัสดีเขตลาดกระบัง รักษาราชการแทนสัสดีเขตพระโขนง ขึ้นบัญชีทหารกองเกินนายอภิสิทธิ์ตามแบบ สด.1 มีข้อมูลสอดคล้องกับต้นขั้วใบสำคัญ (แบบ สด.9) ที่ 5352 ลง 4 ก.ค.29 (ต้นขั้ว สด.9)

* 19 มี.ค.30 โรงเรียน จปร. มีหนังสือที่ กห 0461/762 ลง 19 มี.ค.30 เรียน ผบ.ทบ. ขออนุมัติบรรจุนายอภิสิทธิ์ สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เข้ารับราชการในตำแหน่ง รรก.อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร. (อัตรา ร.ต.) 

* 31 มี.ค.30 สบ.ทบ.มีหนังสือถึง โรงเรียน จปร. ขอหลักฐานการบรรจุและส่งเอกสารหลักฐานทางทหารเพิ่มเติม 

* 7 เม.ย.30 มีการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการในพื้นที่เขตพระโขนง แต่นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เข้ารับการตรวจเลือก (สด.16 และสด.43 เป็นบุคคลขาดการตรวจเลือก) 

* 9 เม.ย.30 นายอภิสิทธิ์เขียนใบสมัครที่โรงเรียน จปร. ในใบสมัครระบุว่าเกิดเมื่อ 3 ส.ค.07 อายุ 23 ปี 

* 31 ก.ค.30 มีสำเนาหนังสือรับรอง ที่ กห 0481.62/5053 ลง 31 ก.ค.30 ออกโดย พ.ต.ไพโรจน์ แก้ววงศ์ ผช.สด.กรุงเทพมหานคร ว่า นายอภิสิทธิ์เข้าบัญชีทหารกองเกินเมื่อ 1 ม.ค.25 ได้รับการผ่อนผัน ไม่เรียกเข้ากองประจำการในยามปกติ ตามมาตรา 29(3) แห่งพ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497Ž ซึ่งผิดจากความเป็นจริง ข้อกฎหมาย และขั้นตอนการได้มาของ สด.41 (ผู้ผ่อนผันเข้ารับการคัดเลือกเป็นทหารที่ศึกษา ณ ต่างประเทศ) โดยเริ่มจาก

 1.ผู้ขอรับการผ่อนผันลงทะเบียนทหารกองเกินได้รับแบบ สด.9 และหมายเรียกแบบ สด.35
 2.ร้อง ขอผ่อนผันผ่านสถานทูต ณ สถานศึกษา แนบเอกสารรับรองการศึกษาจากสถานศึกษาพร้อมคำแปล จากนั้นสถานทูตจะมีหนังสือถึงที่ว่าการอำเภอภูมิลำเนาทหาร
 3.ผู้ ขอ ผ่อนผันเขียนคำร้อง ณ ที่ว่าการอำเภอภูมิลำเนาทหาร ขอผ่อนผันเพื่อไปศึกษา ณ ต่างประเทศ นายอำเภอจะสอบปากคำและบันทึกความเห็นตามแบบ ปค.14 แล้วรายงานขอผ่อนผันเพื่อไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภูมิลำเนาทหาร
 4.สด.จังหวัด ภูมิลำเนาทหารนำเรียน ผู้ว่าฯ อนุมัติและลงชื่อในหนังสือผ่อนผันการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารที่ศึกษา ณ ต่างประเทศ ตามแบบ สด.41 (ผ่อนผันตามมาตรา 27(2) แต่สำหรับผู้ขอผ่อนผันเข้ารับราชการทหารที่ศึกษาในประเทศจะใช้มาตรา 29(3) สถานศึกษาจะแจ้งรายชื่อผู้ขอผ่อนผันและผู้อนุมัติผ่อนผันจะแจ้งเป็นหนังสือ ให้หัวหน้าสถานศึกษาได้รับทราบเท่านั้น) 

* 4 ส.ค.30 บก.ทท.เสนอตามรายงานของ ทบ. ขออนุมัติบรรจุนายอภิสิทธิ์ อายุ 23 ปี คุณวุฒิ Bacherlor of Arts (Philosophy, Politics, and Economics) แห่ง University of Oxford ประเทศอังกฤษ 

* 7 ส.ค.30 กห.มีคำสั่ง กห ที่ 720/30 ลง 7 ส.ค.30 เรื่องบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ โดยบรรจุนายอภิสิทธิ์เป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตรในตำแหน่ง รรก.อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร. (อัตรา ร.ต.) ใบสำคัญทางทหารใช้หนังสือรับรองผ่อนผันไม่เรียกเข้ากองประจำการในยามปกติตาม มาตรา 29(3) ที่ออกให้โดยไม่ถูกต้องตามแบบ สด.41 (หนังสือรับรองที่ กห 0481.62/5053 ลง 31 ก.ค.30)

* 8 เม.ย.31 สด.เขตพระโขนงออกใบสำคัญ (แบบสด.9) แทนฉบับที่ชำรุดสูญหายที่ 1178 ลง 8 เม.ย.31 มีข้อสังเกตในใบแทนตามต้นขั้ว จะต้องลงบันทึกตามต้นขั้วแบบ สด.9 ฉบับเดิม แต่กรณีนี้ลงวันที่การเข้าบัญชีทหารกองเกินเมื่อ 8 เม.ย.31 (เป็นวันเดียวกันกับวันออกใบแทนฯ) และไม่มีการออกเอกสาร แบบ สด.1 หรือลงบันทึกในแบบ สด.27 แต่สำหรับบุคคลอื่นในหลักฐานเล่มเดียวกันจะบันทึกวันเข้าบัญชีทหารกองเกิน เป็นวันเดียวกับต้นขั้วเดิมของแต่ละบุคคล ซึ่งจะตรงกับแบบ สด.1 และแบบ สด.27 ของบุคคลนั้นๆ

* 26 เม.ย.31 กห.มีคำสั่ง กห ที่ 339/31 ลง 26 เม.ย.31 เรื่องแต่งตั้งข้าราชการกลาโหมพลเรือนเป็นนายทหารสัญญาบัตร โดยแต่งตั้งนายอภิสิทธิ์เป็นว่าที่ร้อยตรี ตั้งแต่ 26 เม.ย.31 หลังจากฝึกหลักสูตรอบรมนายทหารสัญญาบัตร สำเร็จเมื่อ 25 เม.ย.31 

* 2 มิ.ย.31 โรงเรียน จปร. นำตัวนายอภิสิทธิ์ไปขึ้นทะเบียนกองประจำการที่สัสดีจังหวัดนครนายก ใช้ใบสำคัญแบบ สด.9 แทนฉบับที่ชำรุดสูญหาย โดยระบุว่าเข้าบัญชีทหารกองเกิน เมื่อ 8 เม.ย.31 ซึ่งผิดจากข้อเท็จจริงที่ลงทะเบียนทหารกองเกินเมื่อ 4 ก.ค.29 (ตามแบบ สด.9, แบบ สด.1 และแบบ สด.27 ฉบับจริง ซึ่งยังคงเก็บรักษาไว้ ณ ส่วนราชการที่รับผิดชอบ) 

* 12 เม.ย.32 กห.มีคำสั่ง กห ที่ 270/32 ลง 12 เม.ย.32 เรื่อง ให้นายทหารออกจากประจำการ โดยให้ ร.ต.อภิสิทธิ์ออกจากประจำการตามที่ขอลา เป็นนายทหารกองหนุนมีเบี้ยหวัด สังกัด บก.จทบ.ก.ท. ตั้งแต่ 2 เม.ย.32 

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME1qYzVPREU0Tnc9PQ==%26%23167%3Bionid=
.........................................................................................


สรุป  คือหนีทหารและเข้ารับราชการโดยมิชอบด้วยกฎหมายแน่นอน

ซวยละสิ...เอากลับเข้าที่เดิมด่วน

ที่มา การ์ตูนมะนาว