WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 15, 2012

สมเด็จพระนโรดม สีหนุ สวรรคตแล้วที่ปักกิ่ง

ที่มา ประชาไท



"พระวรราชบิดา" ของกัมพูชา สวรรคตแล้วขณะประทับอยู่ที่ประเทศจีน โดยช่วงที่ทรงพระชนม์ชีพ ทรงมีบทบาทอย่างสูงในการเมืองกัมพูชาสมัยใหม่ ทั้งการเรียกร้องเอกราช - ตั้งพรรคสังคมราษฎร์นิยม - มีบทบาทในสงครามกลางเมือง - ตั้งแนวร่วมเขมรสามฝ่ายกับเขมรแดง นำมาสู่การเลือกตั้งและสิ้นสุดสงครามกลางเมืองในปี 2536 ก่อนสละราชสมบัติในปี 2547
แฟ้มภาพกษัตริย์นโรดม สีหนุ ระหว่างเยือนโรมาเนียในปี 2515 โดยพระองค์สวรรตแล้วเช้าวันนี้ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน  (ที่มาของภาพ: วิกิพีเดีย)

เช้าวันนี้ (15 ต.ค.) อดีตกษัตริย์กัมพูชา สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ซึ่งได้รับการนับถือของชาวกัมพูชา สวรรคตแล้วด้วยพระชนมายุ 89 พรรษา จากการเปิดเผยของรองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งอ้างถึงข่าวของสำนักข่าวซินหัวของจีน ที่ระบุว่าพระองค์สวรรตที่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน

พระญาติชั้นที่ 3 ของเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ และผู้เรียกร้องเอกราชกัมพูชา
สมเด็จพระนโรดม สีหนุทรงพระราชสมภพเมี่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2465 ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนโรดม สุรามฤต และสมเด็จพระมหากษัตริยานีสีสุวัตถิ์ กุสุมะ นารีรัตน์ สิริวัฒนา เสด็จขึ้นครองราชสมบัติครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2484 หลังจากพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ ผู้เป็นพระอัยกา และพระราชบิดาของสมเด็จพระราชินีกุสุมะ พระราชมารดาสวรรคต
เมื่อนับพระญาติทางฝ่ายพระมารดาของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์นับเป็นพระญาติ ชั้นที่ 3 ของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ โดยเป็นญาติทางฝ่ายพระบิดาของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ
เมื่อสมเด็จนโรดม สีหนุทรงขึ้นครองราชย์ในปี 2484 ได้ทรงเรียกร้องเอกราชของกัมพูชาจากฝรั่งเศสได้สำเร็จในปี 2496 โดยก่อนที่จะได้รับเอกราชในเดือนพฤษภาคมปี 2496 พระองค์เสด็จลี้ภัยอยู่ที่กรุงเทพฯ และกลับไปกัมพูชาเมื่อได้รับการรับรองเอกราชในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน

ชีวิตการเมือง จากพรรคสังคมราษฎร์นิยม สู่แนวร่วมเขมรแดง
และต่อมาในปี 2498 ทรงสละราชสมบัติ เพื่อให้พระบิดาของพระองค์คือพระนโรดม สุรามฤต ขึ้นครองราชย์แทน จากนั้นพระองค์หันมาเล่นการเมือง ทรงตั้งพรรคสังคมราษฎร์นิยม (Sangkum Reastr Niyum หรือ ส็องกุมเรียะนิยุม) เรียกสั้นๆว่า "พรรคสังคม" เป็นพรรคแนวอนุรักษ์นิยมผสมแนวคิดพุทธศาสนา โดยพรรคนี้มีบทบาทมากในกัมพูชาระหว่าง พ.ศ. 2498 - 2513 โดยบางช่วงพระองค์มีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นทั้งประมุขของรัฐต่อจากพระบิดาที่สวรรคตด้วย กระทั่งถูกลอน นอล ทำรัฐประหารในปี 2513 ตั้งระบอบสาธารณรัฐขึ้นมา
ทั้งนี้แม้พระองค์พยายามที่จะรักษาประเทศให้พ้นจากความขัดแย้งในช่วง สงครามเย็น ที่เขม็งเกลียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงทศวรรษที่ 2510 แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ทั้งนี้หลังพระองค์ถูกรัฐประหาร พระองค์ลี้ภัยไปอยู่ปักกิ่ง และเปียงยาง และตั้งแนวร่วมสหชาติเขมร (FUNK) ขึ้นที่ปักกิ่ง เพื่อต่อต้านรัฐบาลลอน นอล และทรงเป็นแนวร่วมกับพรรคกัมพูชาธิปไตยหรือเขมรแดง โดยทรงเสด็จไปเยี่ยมแนวรบของเขมรแดงด้วย โดยมีชาวนาจำนวนมากมาร่วมสนับสนุนการปฏิวัติของเขมรแดงเนื่องจากเข้าใจว่า เขมรแดงต่อสู้เพื่อสนับสนุนพระองค์ ต่อมาโดยภายหลังในปี 2522 พระองค์ต้องชี้แจงการร่วมมือกับเขมรแดงว่าเป็นเพราะระบอบกษัตริย์กำลังถูก โค่นล้ม พระองค์สู้เพื่อเอกราชของประเทศ แม้ว่าประเทศจะต้องเป็นคอมมิวนิสต์ก็ตาม
โดยในช่วงของรัฐบาลระบอบสาธารณรัฐของลอน นอล กษัตริย์สีหนุทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ประทับอยู่ที่บ้านรับรองขนาด 60 ห้องที่กรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ
ในปี 2518 แนวร่วมของพระองค์คือพรรคกัมพูชาประชาธิปไตยหรือเขมรแดงได้ยึดอำนาจนายพลลอน นอล โดยพระองค์ได้กลับไปประทับที่กรุงพนมเปญและเป็นประมุขเชิงสัญลักษณ์ ในเดือนเมษายนปี 2519 เขมรแดงบีบให้พระองค์วางมือทางการเมือง ระหว่างนั้นพระองค์ถูกระบอบเขมรแดงส่งไปพูดในที่ประชุมสหประชาชาติเพื่อต่อ ต้านการที่เวียดนามส่งกองทัพเข้ามารุกรานกัมพูชา
ทั้งนี้ระบอบเขมรแดงซึ่งปกครองประเทศอย่างโหดเหี้ยมในระหว่างปี 2518 ถึง 2522 ได้ทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เลวร้ายที่สุดในศตวรรษที่ 20 ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1 ล้านคน และข้อมูลบางแหล่งเชื่อว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 2.5 ล้านคน กระทั่งต่อมาพรรคปฏิวัติประชาชนกัมพูชา นำโดยเฮง สัมริน และฮุน เซ็น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามเข้ามาขับไล่เขมรแดงออกจากพนมเปญในปี 2522

ตั้งแนวร่วมเขมรสามฝ่าย - สู่การเลือกตั้งทั่วไป ขึ้นครองราชย์ครั้งที่ 2 และสละราชสมบัติ
ในช่วงที่พรรคปฏิวัติประชาชนกัมพูชามีอำนาจ ทรงลี้ภัยไปประทับในจีนและเกาหลีเหนือ และทรงร่วมมือกับกลุ่มต่างๆ ตั้งแนวร่วมเขมรสามฝ่าย (The Coalition Government of Democratic Kampuchea - CGDK) ประกอบด้วย เขมรแดงภายใต้การนำของเขียว สัมพันและพล พต แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติประชาชนเขมรของซอนซาน และพรรคฟุนซินเปกของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมกัมพูชาประชาธิปไตยใน พ.ศ. 2525 และเข้าไปมีที่นั่งในสหประชาชาติ แทนที่รัฐบาลพรรคปฏิวัติประชาชนกัมพูชาของเฮง สัมริน และฮุน เซ็น
ต่อมาหลังจากเวียดนามถอนทหารในปี 2532 มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2536 และสิ้นสุดสงครามกลางเมือง สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ทรงขึ้นครองราชย์หนที่สองในปี 2536 และต่อมาได้สละราชสมบัติให้กับสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี เมี่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ขณะทรงมีพระชนมพรรษา 82 พรรษา หลังจากนั้นทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็น "พระมหาวีรกษัตริย์ พระวรราชบิดา เอกราช บูรณภาพดินแดน และความเป็นเอกภาพแห่งชาติเขมร" หรือ "The King-Father of Cambodia"
ทั้งนี้แม้พระองค์จะต้องลี้ภัยอย่างยาวนานขณะดำรงพระชนม์ และทรงสละราชสมบัติในปี 2547 ด้วยเหตุผลด้านพระพลานามัย แต่สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ยังคงเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อสังคมกัมพูชาเสมอ

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Cambodia former king Norodom Sihanouk 'dies' in Beijing, BBC 14 October 2012 Last updated at 23:01 GMT http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-19943963
Norodom Sihanouk, Wikipedia, http://en.wikipedia.org/wiki/Norodom_Sihanouk

ซีรีส์จำนำข้าว (3): เสียงจากชาวนา เหนือ-กลาง-ทุ่งกุลาร้องไห้

ที่มา ประชาไท




สำหรับชาวนา หลายคนอาจเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสอบถามเรื่องนี้จากพวกเขา เนื่องจากเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้โดยตรง กระนั้น หากสอบถามกันให้ชัดเจนขึ้น เราจะเห็นแง่มุมบางอย่างของพวกเขา ซึ่งก็ไม่ได้เห็นเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด และมีมุมมองนำเสนทางออกของปัญหาแตกต่างกันไป

สมาน ทัดเที่ยง แกนนำเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ที่ปรากฏอยู่ในหน้าข่าวขบวนชาวนาคัดค้าน คณาจารย์นิด้า เพื่อสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนี้ เขานำเสนอว่าทำไมจึงสนับสนุนโครงการนี้ พร้อมชี้จุดอ่อนและทางออกบางอย่าง พร้อมเปิดกว้างว่าขอให้มีการพูดคุยเรื่องนี้จากทุกฝ่ายทุกคน โดยเฉพาะชาวนาในแต่ละภาคซึ่งมีบริบทที่ต่างกัน

สำรอง เนตรวง อายุ 60 ปี ชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เป็นภาพตัวแทนของเกษตรกรในพื้นที่อีสาน ซึ่งให้คำตอบตรงไปตรงมาเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้รับ

กิมอัง พงษ์นารายณ์ ผู้ประสานงานสภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่ง ประเทศไทย (สค.ปท.) เป็นชาวนาจาก จ.ชัยนาท และเป็นหนึ่งในชาวนาที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ ด้วยเหตุผลหลายประการ รวมทั้งเห็นว่าโครงการประกันรายได้น่าจะเหมาะสมกว่า

00000000000

สมาน ทัดเที่ยง
เครือข่ายสมาพันธ์เกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่


คิดอย่างไรกับโครงการรับจำนำข้าว
ในสายตาของเกษตรกรซึ่งได้รับความไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด อย่างที่นักวิชาการว่าอยากให้เราได้รับความเป็นธรรมพยายามจะทำอะไรต่างๆ แต่ตลอดระยะเวลาที่เราเป็นชาวนามา ในยุคไหนสมัยใดของรัฐบาลที่ผ่านๆ มาก็ไม่เคยมีใครที่ให้กำไรแก่เกษตรกรเท่าไรจากต้นทุนการผลิต ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าต้นทุนการผลิตเท่าไร แต่เมื่อก่อนไม่มีโครงการรับจำนำ โครงการประกัน พ่อค้าก็เอาเปรียบเราตลอดเวลา ไม่เคยคิดว่าจะให้กำไรเรากี่เปอร์เซ็นต์จากผลผลิตการขายข้าว มีแต่กดชาวนาอย่างเดียว มันทำให้เราคิดว่า สิ่งที่รัฐบาลที่ผ่านมาหรือรัฐบาลชุดนี้กำลังทำ เป็นสิ่งที่จะสร้างฐานะ สร้างการมีรายได้ให้เกษตรกร เป็นขวัญและกำลังใจที่จะให้เราก้าวต่อไป แม้แต่ใครๆ ก็พูดกันว่า จะลดต้นทุนตรงไหน จะเพิ่มผลผลิตเท่าไหร่ มันเป็นประเด็นทั้งนั้น แต่จุดนี้มันจะได้มีกำลังใจที่จะไปไขว่คว้าหรือไปสรรหาว่าเราควรจะทำอะไร ตรงไหนบ้าง เราก็พยายามกันอยู่ตลอดเวลา
ในฐานะเกษตรกรผู้ได้รับผลโดยตรง โครงการประกันรายได้กับโครงการรับจำนำ มันมีความแตกต่างกันมากไหมสำหรับเกษตรกร และคิดว่าอันไหนที่ดีกว่า
โครงการประกันรายได้ของรัฐบาลชุดก่อน โอเค ก็พอใช้ได้ แต่มันมีข้อแตกต่างระหว่างพันธุ์ข้าวแต่ละพันธุ์มากเกินไป อย่างในภาคเหนือส่วนใหญ่จะปลูกข้าวเหนียว แต่ราคาประกันรายได้ในส่วนข้าวเหนียวมันต่ำ ซึ่งเราพยายามขอให้ได้สัก 10,000 บาท แต่มันได้แค่แป๊บเดียว แล้วกลับมาที่เก่าคือ 9,500 บาทต่อตันต่อเกวียน แต่พอเป็นข้าวเจ้าซึ่งต้นทุนการผลิตเหมือนกัน ไม่มีอะไรแตกต่างกลับได้ราคาสูงกว่า จริงๆ ข้าวเหนียวก็มีตลาดส่งออกที่ญี่ปุ่นเป็นตลาดใหญ่เลยและที่ส่งออกให้ญี่ปุ่น ก็ราคาสูงแต่ทำไมเราได้นิดเดียว
พูดกันตรงๆ ไม่ว่ารัฐบาลไหนที่ตั้งราคาไว้สูง เกษตรกรก็ไม่ได้รับในราคาสูงสุดหรอก เพราะข้าวของเรายังไม่พร้อม รัฐบาลก็ไม่ยอมมองจุดของเรา องค์กรเกษตรกรก็ไม่สามารถช่วยเหลือพวกเราได้ เพราะขบวนการผลิตมันไปจบที่การเก็บเกี่ยว เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันก้าวไกล ชาวนาจะไม่ทำตรงนั้นก็ไม่ได้ ฝนฟ้าก็ไม่อำนวย ก็ต้องเก็บเกี่ยวสด ชาวนาตอนนี้ก็เข้าใจแล้วทั้งประเทศว่า ข้าวที่เขาไม่ได้ในราคาสูงสุด เพราะมีความชื้น ความชื้นนี่คือคุณภาพข้าว จะให้เกี่ยวสดไปแล้ว ถ้ามีการบริหาร รัฐบาลประกันราคาหรือจำนำแล้วไปบริหารจัดการโดยการเอาไปรีบอบให้ได้ความชื้น 15% หัวข้าวจะได้มากกว่าปลายข้าว

ยกตัวอย่าง ข้าวเหนียวเมล็ดยาว ของรัฐบาลชุดนี้อยู่ที่ 16,000 บาทต่อตันต่อเกวียน เมล็ดสั้นก็ 15,000 บาท คนที่จะได้ความชื้นแบบที่วางไว้ 15% จากร้อยคนมีสักสิบคนถึงไหม ไม่ถึงหรอก ดังนั้น ที่รัฐบาลซื้อสูง ชาวนาก็ไม่ได้ตามนั้น เพราะข้าวของเขามีความชื้น แต่รัฐบาลชุดนี้ก็กำหนดค่าความชื้นให้สูงกว่ารัฐบาลที่แล้ว รัฐบาลที่แล้วให้ที่ 30% รัฐบาลชุดนี้ขยายมาถึง 35.9% เพราะรัฐบาลชุดนี้ก็อยากให้ชาวนาที่เกี่ยวสดขายได้ราคา แล้วโรงสีในโครงการรับจำนำก็ต้องรีบเอาไปอบให้ได้ 15%

ขยายมาถึง 35.9% นี่ข้าวเหนียวที่ความชื้นเท่านี้ก็ยังได้กิโลละ 11 บาท 8 สตางค์ หรือตันละ 11,800 บาท ชาวนาก็พอใจ แต่ถ้าราคา 11 บาท 8 สตางค์นี่ ถ้าไม่มีโครงการช่วย เอาไปขายพ่อค้า ผมรับรองได้เลยว่าไม่เกินกิโลละ 6 บาท จำได้ไหม สมัยปี 51 ยังไม่มีโครงการประกันราคาด้วยซ้ำ พวกเราต้องปิดถนนให้รัฐบาลสมัคร (สุนทรเวช) มาซื้อโดยไม่หักความชื้นกิโลที่ 8 บาท แต่พอมาถึงตอนนี้รัฐบาลนี้ก็พยายามให้เกษตรกรมีรายได้เพื่อเป็นกำลังในการ ขยับไปเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนต่างๆ ข้าวต่ำสุดเราได้ 11 บาท 8 สตางค์

ผม ถึงว่าถ้าจะไม่มีการจำนำตามที่นักวิชาการบอก นักวิชาการสามารถมีกลไกอะไรที่จะไปควบคุมให้พ่อค้าโรงสีทั่วประเทศซื้อใน ราคาเป็นธรรมกับชาวนาได้ไหม แค่ 8-9 บาทขึ้นไปได้ไหม
แล้วพอใจกับโครงการประกันราคาหรือโครงการจำนำ มากกว่ากัน
พูดกันตรงๆ ไม่อ้อมค้อม รัฐบาลที่แล้วตั้งราคาประกันไว้ไม่สูง มันก็มีโอกาสที่ข้าวบางพันธุ์ก็จะขึ้น สมมติ 9,500 อาจขึ้นถึง 10,000 เราก็จะได้ค่าชดเชยจากราคาแท้จริงกับราคาประกันที่ตั้งไว้ ผ่าน ธกส.เขาเรียกเงินชดเชย แต่เดี๋ยวนี้ ราคาต่ำสุดได้ 11 บาท 8 สตางค์ ชาวนาเขาก็พอใจ ทำให้เขาได้ประโยชน์จากโครงการรับจำนำ แต่การรับจำนำรัฐบาลจะต้องจัดการให้ดี
ยกตัวอย่าง ข้าวหมอมะลิที่ให้ตันละ 20,000 บาท ผมกล้ายืนยันว่าแทบไม่มีใครได้ 20,000 บาท ถามว่าคนที่จะได้ราคานั้นความชื้น 15% จะมีถึง 5% ของจำนวนทั้งหมดไหม ไม่มีทางถึง เขาก็จะได้ต่ำลงมา อย่างดีก็ไม่เกินกิโลละ 12-13 บาท อันนี้เรียกไม่ได้ว่ารัฐบาลซื้อสูงมาก ถ้ารัฐบาลกำหนดว่าซื้อทั้งหมด ในราคาที่กำหนดไว้หมด นั่นผมถือว่า ซื้อราคาสูงมาก แต่ทุกวันนี้ซื้อตามความชื้น ตามคุณภาพข้าว ซึ่งถึงที่สุดชาวนาเขาก็พอใจอยู่ดี
แต่ประเด็นคือ ต้องเอาข้าวเหล่านี้ไปอบ แล้วอบยังไงให้ได้คุณภาพ ผมทำหนังสือถึงนายกฯ และรัฐมนตรีช่วยหมดแล้ว ว่า ข้าวที่ซื้อตามความชื้นนี้ ควรแบ่งความชื้นเป็น 3 กอง ข้าวที่ชื้น 15% นั้นไม่มีปัญหา สีให้รัฐบาลได้เลย แต่ข้าวที่มีความชื้น 16%-20% ควรจะกองไว้หนึ่งกอง 20-25% แยกไว้อีกกอง 25-35.9% อีกหนึ่งกอง ที่ผมให้แยกเพราะข้าวเหล่านี้ เพื่อให้รู้ว่าส่วนไหนพวกโรงสีต้องรีบขนไปอบ ไม่อย่างนั้นข้าวอาจจะเสีย แต่เมื่อเอา 16% กับ 35% มาปนกัน ข้าวที่มีความชื้นต้นๆ มันจะแห้งจะกรอบกว่าที่ข้าวมีความชื้น 25%-35% ข้าวที่ความชื้นต่ำกว่าจะกรอบเวลาเอาไปสี ไม่เป็นหัวข้าวแต่เป็นปลายข้าว นี่เป็นสิ่งที่ผมพยายามอธิบายว่าการบริหารจัดการแบบนี้จะเหมาะสมกว่า ตอนนี้มันไม่มีการจัดการแบบนั้น เอาไปกองรวมกันหมด แต่ถ้าแยกแบบนี้จะได้ข้าวหัวมากต่อตัน และไม่เปลืองแก๊ส ไม่เปลืองน้ำมันที่ใช้อบ
แม้โครงการนี้ชาวนาจะได้โดยตรง แต่มีข้อท้วงติงว่าเป็นการผลักให้รัฐแบกหนี้สาธารณะมากเกินไป และเป็นการผูกขาดตลาดมากขึ้น คิดอย่างไรกับประเด็นนี้
ผมก็เข้าใจที่นักวิชาการพูดว่าจุดประสงค์ไม่ต้องการให้สูญเสียอะไรมาก สำหรับรัฐบาล ดังนั้น ผมก็เขียนส่งไปแล้วว่า 1.เกษตรกรขอให้รัฐบาลจำนำในปีนี้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ไม่นานข้าวก็ออกแล้ว ถ้าจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรตอนนี้ใครจะรับประกันอะไรได้ว่าถ้าไม่มีการจำนำ นักวิชาการจะทำให้โรงสีซื้อเราแบบคุ้มต้นทุนไหม ไม่มีหรอก ถ้าไม่มีจะให้เกษตรกรทำยังไง มันก็ตกเป็นเบี้ยล่าง ให้พ่อค้าโรงสีทั่วประเทศกดราคา ถ้าไม่มีใครเป็นกันชนให้เรา จึงเสนอว่าให้จำนำปีนี้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
2.หลังจากนั้น รัฐบาลต้องเชิญบรรดาคณาจารย์นิด้าหรือใครก็ตามที่มีข้อท้วงติง ข้อห่วงกังวล มีความหวังดีต่อรัฐบาลต่อประเทศชาติพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมานั่งคุยกัน เลยว่า โครงการรับจำนำในปีนี้มันมีปัญหาอะไรบ้าง ติดขัดอะไร ควรจะปรับตรงไหน ควรจะเปลี่ยนแปลงตรงไหน คุยกันโดยเหตุและผล และข้อมูล มาคุยกันว่าทำอย่างไรให้ชาวนาได้ โรงสีและผู้ส่งออกก็ไม่เสีย และรัฐบาลก็ได้งานด้วย
3. การประชุมนี้ต้องเชิญตัวแทนเกษตรกรทุกภาค ทุกวันนี้มีตัวแทนเกษตรกรคนเดียว ซึ่งเขาก็ไม่ได้รู้อะไรทั้งหมด และท่านคนเดียวจะไปสู้อะไรกับใครได้ ตัวแทนส่วนอื่นๆ เยอะแยะ แต่ตัวแทนเกษตรกรมีคนเดียว ต้องเชิญทุกภาค เราจะได้ไปคุยกันว่า แต่ละภาคมันมีปัญหาอะไรบ้างที่รัฐบาลต้องรู้ พ่อค้าต้องรู้
ในมุมเกษตรกรเอง มีข้อเสนอไหมในระยะยาวว่ารัฐบาลควรจะทำอย่างไร
ต้องส่งเสริมให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งเป็นมันสมองของกระทรวงเกษตรจะต้องทำตัวเป็นกลางให้มาก ต้องดูว่าต้นทุนการผลิตข้าวแต่ละพันธุ์มันเท่าไร เมื่อรู้ต้นทุนการผลิตแล้ว จะมีมาตรการอะไรให้พ่อค้าโรงสีซื้อเกินจากต้นทุน และเกินไปเท่าไร เช่น สมมติต้นทุน 6,500 ต่อไร่ จะบวกไปอีกกี่เปอร์เซ็นต์ตามมาตรฐานสากลที่เขาบวกกำไรให้เกษตรกร พ่อค้าทำได้ไหม สภาหอการค้า สภาผู้ส่งออกยอมรับได้ไหม ต้องรวมตัวกันทำความเข้าใจกัน ให้เกษตรกรอยู่ได้ด้วยเหมือนกัน
แสดงว่าที่กำหนดอยู่ปัจจุบันไม่ได้สะท้อนต้นทุนแท้จริง
เป็นต้นทุนเหมือนกันแต่มันไม่ใช่ต้นทุนที่เป็นความจริง ทุกวันนี้เอาต้นทุนแต่ละภาคเอามาบวกกันแล้วหาร ยกตัวอย่าง กำหนดไว้ที่การได้ผลผลิต 400 กิโลกรัมต่อไร่ มันไม่ใช่ ผมบอกเลยว่า ดินของประเทศไทยเรานี้ถ้าไม่ใส่ปุ๋ย ปลูกแบบพื้นฐาน อาศัยปุ๋ยธรรมชาติ ไถกลบหญ้าให้หมักเน่า อะไรแบบนี้ อย่างน้อยๆ ไม่ต่ำกว่า 500 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าเราใส่ปุ๋ยเข้าไป ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยพืชสด มันต้องเพิ่มไปอีก 30-40% และถ้าทำดีให้น้ำให้ปุ๋ยถูกวิธีมันอาจเพิ่มได้มากกว่านี้อีก ที่ได้ถึง 1,000-1,200 กิโลกรัมต่อไร่ก็มี ท่านต้องเชื่อเขาสิ เพราะเขาเป็นเกษตรกร แม้แต่เวลาจำนำเกษตรกรหลายคนก็ผลิตได้เกิน 400 ที่เรากำหนด เขากล้าเซ็นรับรองว่าเป็นข้าวเขา เขาให้ตรวจสอบได้หมดว่าไปซื้อไหนมาหรือไม่ ถ้าใช่ก็ยอมรับผิดหมด มันเป็นความสามารถของคนไทย ไม่ใช่กำหนด 400 กิโลกรัม 800 กิโลกรัม แล้วส่วนที่เขาผลิตได้มากกว่านั้นมันจะไปขายให้ใคร ก็ต้องขายให้พ่อค้าหลังโรงสี
สุดท้าย ผมเป็นคนเสนอรัฐบาลและจังหวัดเชียงใหม่ไปว่า เอาอย่างนี้ ใครที่ผลิตได้เกิน 400 เกิน 800 ที่ท่านกำหนด ขอให้รับจำนำเขา แต่ให้มีแบบฟอร์มให้เขาเซ็นว่าเป็นข้าวของเขา ถ้าเขาไปซื้อของใครมาเพิ่มมาเติมนั่นเขายอมรับผิด ที่รัฐบาลบอกว่าเวียดนาม เกาหลี ปลูกได้ 1,200-1,400 กิโลกรัม ประเทศไทยเราก็ปลูกได้แต่ทำไมไม่โชว์คนเหล่านี้ ให้สอนเกษตรกรอื่นว่าทำอย่างไร ไม่ใช่ไปยอมรับ ไม่เชื่อเขา
มีปัญหาไหมว่าต้นทุนเกษตรกรโดยส่วนใหญ่หมดไปกับเคมีภัณฑ์ต่างๆ ต้องการเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาในจุดนี้ด้วยไหม
ตอนนี้คนที่ใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว เราพยายามให้เขาใช้ควบคุมไปกับปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ยกตัวอย่างปุ๋ยพืชสด ผมเองรณรงค์เรื่องการปุ๋ยพืชสดซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริของในหลวง หว่านปั๊บแล้วไถกลบ ต้นปอเทือง ต้นโสนแอฟริกัน ต้นถั่วต่างๆ มันจะกลายเป็นอินทรียวัตถุ ระบบรากของมันดึงไนโตรเจนอยู่แล้ว เราไม่ไดต้องไปซื้อปุ๋ยยูเรียซึ่งแพงมากและเป็นปุ๋ยตัวสำคัญที่ข้าวต้องการ ใช้ ทำปุ๋ยพืชสดจากใบไม้ใบหญ้า เราก็ทำกันในตำบลผมนี่มีการทำปุ๋ยแลกไข่ไก่อะไรบ้าง เกษตรกรสนใจมาก โครงการเหล่านี้รัฐบาลต้องเร่งขยาย นี่ก็เหมือนกันรัฐบาลต่อรัฐบาลซื้อได้ไหม มันจะได้ต้นทุนถูกแก่เกษตรกร
อีกประเด็นที่อยากฝาก ผมเป็นประธานศูนย์บริการถ่ายทอดเทคนิคการเกษตรประจำตำบล เปรียบไปก็เหมือนเป็นกระทรวงเกษตรขนาดเล็กที่กระทรวงเกษตรตั้งขึ้นทุกตำบล ทั่วประเทศ อยู่ในท้องถิ่น อบต. เทศบาล มีคณะกรรมการบริหารจากคนทุกอาชีพในตำบลนั้น 15 คน การประชาคมข้าวอะไรต่างๆ ก็อยู่ที่ศูนย์ถ่ายทอดนี้ เขารู้หมดใครปลูกอะไร กี่ไร่ มีผลผลิตประมาณเท่าไร เพราะเราอยู่กับข้อเท็จจริง แต่รัฐบาลหรือกระทรวงเกษตรมองข้ามพวกเรา เลยอยากเสนอรัฐบาลว่า อย่ามองข้าม ให้เราเป็นตัวช่วยรัฐบาล เวลาเกษตรกรในตำบลไปจำนำข้าว เดือนหนึ่งคุณส่งรายชื่อมาให้ผม เขาไปจำนำเท่าไร ผมจะได้กลับมาเช็ค ถ้าคนไหนผิดจะได้ส่งรายชื่อให้จังหวัด อันนี้จะเป็นการควบคุม แต่ทุกคนไม่มองศูนย์ถ่ายทอดเลย ตั้งมาไว้เฉยๆ ทั้งที่เราอยากจะทำงาน

สำรอง เนตรวง
อายุ 60 ปี เกษตรกรทำนาทุ่งกุลาร้องไห้ ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด

ทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นที่ราบขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 2 ล้านไร่ อยู่ในเขต จ.สุรินทร์ (อ.ชุมพลบุรี อ.ท่าตูม) , จ.มหาสารคาม (อ.พยัคฆภูมิพิสัย),จ.บุรีรัมย์ (อ.พุทไธสง) ,จ.ศรีสะเกษ ,จ.ยโสธร (อ.มหาชนะชัย) และ จ.ร้อยเอ็ด (อ.ปทุมรัตต์ อ.เกษตรวิสัย อ.สุวรรณภูมิ และ อ.โพนทราย) การที่ได้ชื่อว่าทุ่งกุลาร้องไห้ มีเรื่องเล่าสืบกันมาว่า ชนเผ่ากุลาซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยจากเมืองเมาะตะมะ ประเทศพม่า ได้เดินทางมาค้าขายผ่านทุ่งแห่งนี้ ต้องใช้เวลาเดินทางหลายวัน ไม่พบหมู่บ้านใดๆ เลย น้ำก็ไม่มีดื่ม ต้นไม้ก็ไม่มีที่จะให้ร่มเงา มีแต่ทุ่งหญ้าเต็มไปหมด พื้นดินก็เป็นทราย เดินทางยากลำบากเหมือนอยู่กลางทะเลทราย ทำให้คนพวกนี้ถึงกับร้องไห้ ดังนั้น จึงได้ชื่อว่า ทุ่งกุลาร้องไห้ ทั้งนี้ปัจจุบัน ทุ่งกุลาถือเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียง มีโครงการส่งเสริมมาอย่างต่อเนื่อง จนไม่นานมานี้ได้รับความคุ้มครองจำเพาะเป็นข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ที่ สหภาพยุโรปแล้ว (http://www.senate.go.th/senate/report_detail.php?report_id=23)

มีการพูดกันมากว่าพื้นที่อีสาน ชาวนาเข้าโครงการจำนำข้าวไม่มาก เพราะผลผลิตที่ได้มีจำนวนน้อย ข้อเท็จจริงในพื้นที่ทุ่งกุลาฯ เป็นอย่างไรบ้าง กระบวนการที่ชาวนาจะเข้าโครงการของรัฐต้องทำอย่างไร
ไม่น้อยนะครับ เข้าทุกครัวเรือนที่ทำนา ก่อนจะทำ เขาจะให้ไปลงทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ต่อมาเขาก็จะเรียกไปประชาคมว่ามีการทำนาจริงหรือไม่ แล้วก็จะให้ทาง ธกส.มาประเมินว่าไร่หนึ่งคุณจะได้ประมาณกี่ตัน ปีที่แล้วมีการตกลงกันไว้ว่าจะได้ 300 กว่ากิโลกรัมต่อหนึ่งไร่ แล้วที่นี้ก็เอาข้าวไปขาย ปีที่แล้วผมได้ตันละ 19,200 บาท เป็นข้าวแห้ง ไม่มีความชื้น และมีการหักสิ่งเจือปนพวกเศษฟางเศษอะไรไปตันละ 80 บาท
ผลผลิตที่ได้คิดเป็นกิโลกรัมต่อไร่ สูงสุดไม่เกิน 500 กิโลกรัม เพราะบางครั้งมันก็แล้ง บางครั้งต้องหาแหล่งน้ำมาสูบน้ำใส่ ตรงนี้ในเขตทุ่งกุลาถ้ามีแหล่งน้ำผลผลิตก็จะมีถึง
ในเรื่องจำนำข้าวไม่มีปัญหา เพราะราคาข้าวเราได้อยู่แล้ว โครงการนี้เราชอบอยู่ เพราะชาวนาเราลืมตาอ้าปากได้ อย่างต่ำก็ได้กิโลกรัมละ 17 บาท ตันหนึ่งก็ได้ 17,000 บาทอยู่แล้ว ที่นี้ถ้าเราไม่เข้าโครงการจำนำข้าว เราไปขายพ่อค้าคนกลางที่เขารับซื้อทั่วไปจะได้ตันละ 15,000-16,000 บาท สำหรับข้าวหอมมะลินาปีที่ทุ่งกุลา แต่ถ้าเข้าโครงการจำนำข้าวคือเราขายช่วงต้นปี บางคนได้กิโลกรัมละ 17 บาท หรือ 18 บาทกว่า บางคนก็ได้ 19 บาทต่อกิโลกรัม คือเขาหักความชื้นหักสิ่งเจือปนไปบ้าง มันก็ไม่ได้ 20 บาทเต็มสักคนหรอก
มีการกำหนดไหมว่าชาวนาจะขายข้าวได้อย่างน้อยต้องขั้นต่ำเท่าไร ขั้นสูงเท่าไร
แรกๆ เขากำหนดเป็นจำนวนไร่ว่าคนหนึ่งไม่เกิน 45 ไร่ แต่ว่าพอผมไปประชาคม เขาบอกว่าปีนี้ไม่กำหนดจำนวนว่าคุณมีเท่าไร กี่ไร่ก็ขายได้ มีนา 50-60 ไร่ก็ขายได้เต็มที่ แต่ว่าให้ไร่ละไม่เกิน 350 กิโลกรัม ถ้าเหลือ ถ้าข้าวเรางาม ที่นี้เราได้ข้าวเยอะ มันเหลือเราก็เอาไปขายให้พ่อค้าทั่วไปได้
มีไหมกรณีที่ภาคอีสานบางพื้นที่ได้ผลผลิตน้อยไม่พอเข้าโครงการ
ผลผลิตได้น้อยคือมันแล้ง จังหวะมันแล้งก็มี อย่างปีนี้ยอมรับว่าแล้ง ก็อาจมีคนพูดแบบน้อยใจก็ได้เพราะมันแล้ง แต่แถวบ้านผมมันอยู่ติดลุ่มลำน้ำเสียวมันไม่แล้ง และปีนี้ผมคิดว่าจะได้ผลผลิตมากกว่าปีที่แล้วอีก บางทีมันแล้งจริงๆ ผมอยู่จังหวัดร้อยเอ็ด มีอยู่ 20 อำเภอ ประสบปัญหาภัยแล้งประมาณครึ่งต่อครึ่ง แต่กับพวกผมที่ได้ผลผลิตผมก็ว่ามันดีแหละครับ
แล้วโครงการจำนำข้าวกับโครงการประกันราคาของรัฐบาลชุดที่แล้ว ในความรู้สึกของชาวนามันแตกต่างกันอย่างไรไหม
ในความรู้สึกของผม มันก็ดีทั้ง 2 อย่าง คือว่าประกันราคามันก็ดี คือสมมติเราขายข้าวไปกิโลกรัมละ 12 บาท เราก็ได้เพิ่มอีกกิโลกรัมละ 3 บาท เพราะเขากำหรดให้เราได้กิโลกรัมละ 15 บาท ตันละ 15,300 บาทหรืออะไรประมาณนี้ถ้าผมจำไม่ผิด แต่ที่นี้มันมีแบบว่าบางกรณีเจ้าของนาไม่ทำนาแต่มีสิทธิ์ไปเข้าโครงการ ประกันราคา เขาก็ได้ข้าว เป็นค่าเช่านาไปแล้ว แล้วยังได้เงินประกันไปอีก ส่วนคนที่ทำก็ได้ขายแต่ข้าวไม่มีราคา
สมมติว่าผมไปเช่านาเขาทำ ผมก็ขายข้าวได้แค่กิโลกรัมละ 12 บาท แต่ส่วนผลต่างของการประกันราคาข้าวเจ้าของนาได้ไป โดยที่เขาก็ได้ค่าเช่าไปแล้ว ส่วนชาวนาจริงๆ ที่ทำนาจริงๆ เราลงทุนทั้งข้าวปลูก ทั้งยารักษาโรค ทั้งปุ๋ยเคมีและทุกอย่าง รวมทั้งค่าเกี่ยวข้าว เราได้แค่ 12 บาทต่อกิโลกรัม
แต่ถ้าเป็นโครงการจำนำข้าวชาวนาผู้ขายข้าวจะได้เต็มๆ เลยครับ คนมีข้าวไปขายถึงได้เงิน เจ้าของพื้นที่นาเขาก็จะได้แค่ค่าเช่าไปอย่างเดียว ซึ่งผมคิดว่ามันยุติธรรมแล้วที่โครงการจำนำข้าวจะเข้ามา
ที่มีการพูดว่าโครงการอย่างนี้เป็นโครงการเฉพาะหน้า ไม่ได้ช่วยเกษตรกรจริง คิดอย่างไร
มันก็ไม่รู้นะครับ แต่เกษตรกรก็ได้เงินมาในราคาข้าวที่มีราคาสูง ก็ทำให้เราดีขึ้น จากที่เราไม่มีอะไรเลย ส่งลูกเรียนจากที่ไปยืมพี่ยืมน้องมา เราก็มีเงินส่งลูกเรียนอะไรอย่างนี้ ผมว่าดีกว่าเก่า ส่วนจะเป็นอย่างไรผมก็ไม่รู้ แต่ผมคิดว่ายังไงจำนำข้าวมันก็ทำให้ชาวนาดีขึ้น มันได้ราคาเยอะ ใครบ้างไม่อยากได้ราคาดี พ่อค้าขายข้าวเขาก็อยากได้ เราปลูกอะไรเราก็อยากขายได้ราคา
เขาว่ากันว่าการอุ้มชาวนาตรงนี้ทำให้ระบบของการค้าข้าวมีปัญหา
รัฐบาลก็ต้องแก้ปัญหากัน แต่เราชอบแบบนี้ เพราะถ้าเกิดมีการประกันราคามา ได้ตันละแค่ 11,000-12,000 บาท ค่าปุ๋ยเคมีก็กระสอบละ 700-800 บาทเท่ากัน แต่จำนำราคาเราได้แค่ 17,000-18,000 บาท ถ้าเป็นคุณ คุณจะเอาอย่างไหนล่ะครับ
โครงการจำนำทำให้ราคาข้าวแพงขึ้น แล้ววัตถุดิบอย่างข้าวปลูก ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงแพงขึ้นไหม
ไม่ใช่ ไม่จริงครับ ยังเท่าเดิมครับ วันนี้ราคาปุ๋ยยูเรียก็อยู่ที่ 780 บาท ปุ๋ยสูตร 15 ตรากระต่ายที่เราใช้กันก็กระสอบละ 825 บาทเท่ากันเหมือนเดิม แพงแต่ค่าน้ำมันอย่างเดียว ผมบอกตรงๆ ว่าแพงแต่ค่าน้ำมันอย่างเดียว ของอื่นไม่แพง ส่วนข้าวปลูกราคาก็เพิ่มขึ้นมานิดหน่อยเป็นธรรมดา เพราะว่าเราขายข้าวไปแพง ข้าวปลูกก็ต้องแพงไปตามกติกาธรรมดา แต่ปุ๋ยเท่าเดิม เพราะก่อนหน้านี้ข้าวกิโลละไม่กี่บาทแต่ปุ๋ยยูเรียกระสอบละ 13,000 บาทก็ยังเคยมี สมัย 4-5 ปี ผ่านมา
ตอนนี้ทำนาอยู่กี่ไร่ เป็นนาของตัวเองหรือเช่าที่นาทำนาอยู่
35 ไร่ ครับ เป็นที่นาของตัวเอง ที่เช่านาไม่มี แต่ที่พูดถึงคือในกรณีที่ว่ามีเจ้าของนาบางคนที่มีที่นามากแล้วก็แบ่งให้ เช่า คนทำนาก็ทำนาไปแล้ว ค่าเช่าก็จ่ายไปแล้ว แล้วเจ้าของนาจะมาเอาเงินผลต่างประกันราคาไปอีก เพราะรัฐบาลให้สิทธิเขาในส่วนการประกันราคาข้าว คุณเป็นเจ้าของนาก็มาขึ้นทะเบียนเอา แต่คนทำนาไม่มีสิทธิ คนทำก็รู้สึกเสียเปรียบ ไหนค่าเช่าก็จ่ายไปแล้ว น้ำท่วมก็ไม่ได้ น้ำแล้งก็ไม่ได้อีก ได้ขายข้าวอย่างเดียว ที่นี้ราคาข้าวขึ้นมาตันละ 20,000 ใครจะไม่เอา
คิดในแง่ความเป็นจริงสิครับว่าทุกคนต้องการเงินหมด เมื่อสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ดีเขาก็ต้องการสิ่งนั้น ตอนนี้ชาวนาลืมตาอ้าปากได้ก็เพราะข้าวราคาสูง ก็เหมือนกับยางพารา เขาขายได้กิโลกรัมละ 90 บาท ก็มีการไปทวงถามเพราะเขาอยากได้ราคาร้อยกว่าบาท ก็เหมือนกัน
สำหรับชาวนาทุ่งกุลา มีปัญหาอะไรที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขเร่งด่วนหรือเปล่า
นาทุ่งกุลาส่วนใหญ่ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นที่ สปก.4-01 ซึ่งห้ามเช่า ห้ามซื้อขาย มีน้อยมากที่มีโฉนด แต่ถ้าเราไม่มีนาทำเราไปขอเช่าเขา เขาก็บอกเช่าได้ แต่ว่าไม่มีการเขียนใบสัญญาเช่า เหมือนว่าเราขโมยทำกันเอง อยากให้แก้ไขจุดนี้คือขอให้เปิดให้มีการเช่าที่นา สปก.ได้ ถึงแม้จะมีการห้ามซื้อขาย
สมัยก่อนที่จะมาเป็นไร่นา สปก.4-01 เกษตรกรเขามีนาเยอะ สมมติ 100 ไร่ เขาก็แบ่งให้ลูกเต้าเขาไป หรือบางคนก็เอาชื่อมาอ้างว่าให้ลูกหลานไปแต่ก็ยังเป็นของเจ้าของเดิม แล้วให้คนอื่นเช่า ปัญหาตรงนี้ถ้าแก้ไขได้ผมคิดว่าดี ดีกว่าจะมาแก้ไขเรื่องราคาเสียอีก
ส่วนราคาข้าวผมคิดว่าจำนำข้าวดีที่สุด ผมไม่ได้ว่าเป็นคนฝ่ายโน้นฝ่ายนี้แต่ผมพูดจากใจจริง
ปัญหาใหญ่ๆ เรื่องหนี้สิน เรื่องต้นทุนการผลิต คิดว่ารัฐบาลต้องเข้าไปแก้ไขไหม
เรื่องหนี้สิน อย่างผม ผมเป็นหนี้ ธกส.อยู่ 2 แสนกว่าบาท ธกส.เขาก็ให้ผ่อนชำระได้ โดยลดดอกเบี้ยให้ เหลือดอกร้อยละ 3 บาทต่อปี ในโครงการพักหนี้ แล้วจากเงิน 2 แสนกว่าบาท หากเราไม่มีเงินต้นไปให้เขา เขาก็ส่งเราไปอบรมการประกอบวิชาชีพเพื่อหาเงินไปส่งหนี้เขา ถ้าเราสามารถผ่อนได้เขาก็ยื่นชำระผ่อนให้
อย่างเป็นหนี้เขา 2 แสน เขาให้เราส่งเขาภายใน 10 ปี สมมติปีละ 20,000 บาท ผมทำนา 35 ไร่ ผมมีสัญญาส่งเขาปีละ 20,000 บาท ถ้าข้าวราคาสูงก็ทำได้ มันไม่มีปัญหาอยู่แล้วเรื่องนี้ ขออย่างเดียว ขอว่ารัฐบาลช่วยพักหนี้ให้ ลดดอกให้ แล้วก็ยืดระยะเวลาในการจ่ายต้นให้ ธกส.เพราะชาวนาแถวนี้ส่วนมากเป็นหนี้ ธกส.หมดครับ ถ้าเป็นหนี้อย่างอื่นเช่นหนี้นอกระบบ ธกส.เขาก็ช่วย
โครงการจำนำข้าวถูกมองว่าใช้เงินเยอะมาก ส่วนตัวชาวนามองว่าอย่างไร
ไม่ว่าจะพรรคไหนเป็นรัฐบาลก็ช่าง ผมอยากให้ราคาข้าวสูงไว้ก่อน เพราะทุกคนก็ต้องกินข้าวตั้งแต่เกิดมา แต่ชาวนามีอะไรบ้างถ้าไม่ทำ คิดดูแล้วกัน ข้าราชการมีเงินเดือนใช้ก็ต้องกินข้าว เอาแค่นี้แล้วกัน ผมไม่มีอะไรแนะนำ เพราะผมก็จบแค่ประถม ผมไม่มีอะไรที่แนะนำ แต่ผมบอกแล้วว่ายังไงก็ขอให้ราคาข้าวสูงไว้ก่อน
โครงการจำนำข้าวที่ทำมาแล้วเห็นปัญหาไหมว่ามีอะไรบ้าง
ข้อเสียคือมันช้า คือว่าเงินมันดีเพราะว่าราคาข้าวมันสูง แต่ว่ามันช้า แบบว่าขั้นตอนมันช้าไม่ใช่แบบบริษัท เป็นของรัฐบาล เงินหลวงมันก็อาจจะช้าไปหน่อย แต่ว่าไม่เกินเดือนก็ได้ ประมาณ 20 วันก็ได้แล้ว แล้วใครจะไม่รอเอา แต่ถ้าจะให้ดีอย่าให้เกินอาทิตย์หนึ่งหรือได้เงินเลยก็ยิ่งดี (หัวเราะ)
ผมมีพี่น้องอยู่จังหวัดพิจิตร ตอนนี้เขาปลูกข้าวนาปรัง ขายได้ราคาตันละ 12,000 บาท เป็นข้าวขาว จากเมื่อก่อนได้ตันละ 6,000-7,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 8,000 บาท พอเขาได้ราคา 12,000 บาท เขาก็ว่าดีเหมือนกัน แต่ตอนนี้เงินรอบสุดท้ายนี้จะได้เงินหรือยังก็ไม่รู้ เงินมันช้า
แล้วจำนำข้าวรอบใหม่นี้ แนวโน้มเป็นยังไง
นาปียังไม่ได้ขายครับ นาปีจะเริ่มขายข้าวประมาณวันที่ 10 พฤศจิกายน เกี่ยวครั้งแรกเลย แต่ที่นี้ผู้ใหญ่บ้านเขามีประชาคมแล้ว คือเริ่มโครงการ 10 ตุลาคม 55 – 30 กันยายน 56 ไปขึ้นทะเบียนไว้แล้ว และประชาคมผ่านเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่ให้เจ้าหน้าที่ ธกส.เขามาพูดเรื่องราคาให้ฟังว่าคนหนึ่งได้ประมาณไร่ละกี่กิโลกรัม แต่ปีที่แล้วได้ไร่ละ 350 กิโลกรัม คือไร่ละ 35 ถัง

กิมอัง พงษ์นารายณ์
ผู้ประสานงานสภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย (สค.ปท.) ประกอบอาชีพชาวนา จ.ชัยนาท

สภาเครือข่ายองค์กร เกษตรกรแห่งประเทศไทย (สค.ปท.) เกิดจากการรวมตัวขององค์กรเกษตรกรเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาหนี้สินและปัญหา ต่างๆ ของเกษตรกร หลายรายถูกฟ้องร้องยึดทรัพย์สินที่ดิน และอีกหลายรายที่ดินทำการเกษตรกำลังจะหลุดมือ

คุณเข้าโครงการรับจำนำข้าวหรือเปล่า
โครงการรับจำนำข้าวเข้า แต่โครงการพักชำระหนี้ไม่เข้า
คือย่างนี้ วันนี้ถามว่าเกิดประโยชน์จริงๆ หรือว่าแก้ปัญหาจริงๆ ไหม มันไม่ได้แก้ปัญหา เพราะว่าเมื่อวันก่อนนี้โทรเช็คกับชาวบ้านที่เป็นสมาชิกฯ ก็เห็นอยู่ว่า ของทุกอย่างในตลาดนัด ของขึ้นราคาหมดเลย แพงมาก น้ำมันก็ขึ้น แล้วเงินจำนำข้าว 4 เดือนถึงจะได้ วันนี้ชาวบ้านเริ่มไปกู้เงินนอกระบบมาคนละ 2,000-3,000 เพื่อเอามาใช้มากินในช่วงที่ยังไม่ได้เงินแล้ว แล้วแถมระยะเวลา 3-4 เดือนนี้ที่เป็นช่วงต้องลงทุนใหม่จะต้องไปกู้ร้านปุ๋ย ร้านยา ไปเชื่อปั๊มน้ำมันมาหมดเลย ดอกเบี้ยร้อยละ 3-5 มันเป็นปัญหา
แสดงตอนนี้มีปัญหาหลักเรื่องของการโอนเงินช้า
ใช่ การจ่ายเงินช้า แล้วก็วันนี้หลายคนอย่างที่สุพรรณเกี่ยวข้าวจมน้ำมาขายไม่ได้ ทีนี้พอข้าวจมน้ำปั๊บ เราไม่มีข้าวไปจำนำ ก็เลยไม่ได้เงินเลย เสร็จแล้ววันนี้ขายได้สำหรับคนที่ไม่ถึงกับจมเก็บเกี่ยวไปได้ ขายไปได้ที่ 11,000-13,000 เท่านั้น ไม่มีใครได้ 15,000 เลย
ราคาขายที่ไม่ถึง 15,000 บาท นั้นเพราะอะไร
เขาตัดความชื้น ตัดสิ่งเจือปน และตัดอื่นๆ ซึ่งอื่นๆ นี้ไม่รู้ว่าอะไร แต่บอกเลยว่าตัดอื่นๆ รวมแล้วคือ 3 ตัวนี้ ตัดเสร็จแล้วเราก็เหลืออยู่ประมาณเท่านี้ ที่สำคัญ วันนี้กลายเป็นว่าเราลงทุนปลูกใหม่ ข้าวปลูกแพงขึ้นไปอีกหลายบาทมาก แพงไปเยอะเลย วันนี้ 200 กว่าบาทไปแล้วต่อหนึ่งถัง จากเดิม 180 บาท
เกษตรกรวันนี้ถามเขา เขาก็ว่าดีใจ เขาอยากได้เงินเยอะไหม เขาอยากได้เงินเยอะ แต่วันนี้มันกลายเป็นว่าใส่ในมือให้เราเยอะๆ แล้วเราก็ต้องไปใช้หนี้ร้านปุ๋ย ร้านยา ดอกเบี้ยระยะเวลาที่เราเชื่อเขา มันก็เหมือนกันเราไม่ได้อะไรอยู่ดี
ความช้ามันเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันเป็นปัญหาการลงทุน ปัญหาที่จะกินใช้ทุกวัน ต้องบอกว่าชาวนาทำนาระยะหนึ่งเขาก็จะมีหนี้ค่าปุ๋ยค่ายา บางทีก็เป็นหนี้ปั๊มน้ำมัน บางทีก็เป็นหนี้ร้านขายของชำหน้าบ้าน แล้วเวลาเกี่ยวข้าวได้ เขาก็จะเอาเงินมาชำระหนี้ ปรากฏว่าวันนี้กลายเป็นว่าเขาไม่มีเงินมาชำระหนี้ตามเวลาที่กำหนด อีกอย่างหนึ่งค่าเช่านาส่วนที่เขาคิดเป็นเงิน ไม่ได้คิดเป็นข้าว บางทีเจ้าของนาเขาจะเอาเงินเลยหลังจากเกี่ยวเสร็จ ชาวนาก็ต้องไปหาเงินมาให้ค่าเช่านาอีก
สภาวะอย่างนี้กับโครงการประกันราคาของรัฐบาลชุดที่แล้ว มีปัญหาด้วยไหม
ประกันราคาเรื่องเงินช้าเขาก็ช้านะ แต่ว่าเราไปขายโรงสี สมมติโรงสีตีราคาให้เรา 8,000 บาท โรงสีจ่ายเงินเรามาทันที 8,000 บาทต่อเกวียน เสร็จแล้วมันจะมีเวลาอีก 2-3 เดือนเราถึงจะได้เงินประกันราคาที่เหลือ ก็หมายถึงว่าเราได้เงินสดก้อนหนึ่งมาใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้หนี้ และซื้อกินแล้ว พอก้อนส่วนต่างนั้นลงมาก็ใช้เงินก้อนนั้นลงไปเป็นทุนทำนาใหม่ได้ หรือแม้แต่น้ำท่วมข้าวหมดเลยเขาก็จะได้ในส่วนของเงินประกันราคา เขาตีไว้ว่าเราจะได้ไร่ละ 75 ถัง เขาก็ตีราคากลาง สมมติราคากลาง 9,000 บาท เขาให้ 11,000 บาท มันก็ได้อีก 2,000 บาท ใช่ไหม พอได้ตรงนี้เขาก็เอามาลงทุนทำนาใหม่ได้
นอกจากเงินล่าช้า หากมองในภาพรวมโครงการจำนำราคาข้าวมีปัญหาอื่นๆ อีกไหม
ตอนนี้ถ้าเรามองในส่วนการทุจริตต่างๆ เราไม่รู้หรอก เพราะเรามีหน้าที่ไปขายเท่านี้
กลุ่มสภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกร แห่งประเทศไทยเองก็เคลื่อนไหวเพื่อให้รัฐแก้ปัญหาเชิงนโยบายด้วย มองว่าโครงการนี้ได้ส่งผลต่อชาวนาอย่างไรบ้าง
ที่จริง ถ้าส่งผลตอนนี้ที่เห็นแล้วก็คือเรื่องการขายข้าวมีปัญหา การที่จะส่งข้าวออกก็มีปัญหาแล้ว การเอาเงินมากๆ ลงมาตรงนี้ซึ่งจริงๆ มันถึงชาวนาได้ไม่เท่าไร ทั้งหมดนี้มันไม่ได้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
เหมือนวันนี้ปัญหาเฉพาะหน้าของพวกเราที่มีอยู่ ชาวบ้านโดนจับติดคุกเมื่อสองวันมานี้ เพราะว่าธนาคารเจ้าหนี้ขายแล้วซื้อไว้เอง แล้วขับไล่ให้ออกจากบ้าน เป็นปัญหาเรื่องหนี้สินเต็มไปหมดเลย ที่ดินกำลังจะหลุดมือแล้ว ถ้ารัฐบาลจะทำจริงๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือเรื่องหนี้สินก่อน แล้วเรื่องการจะจำนำข้าวหรือประกันราคาถ้าคุณไม่คุมต้นทุน ชาวนาได้เยอะเท่าไหร่ก็ไม่เหลืออยู่ดี
สมมติว่าคุณจะคุม สารเคมีหรือพวกปุ๋ย คุณขายให้มันถูก คุมราคาให้มันถูกกว่านี้ได้ไหม ถ้าจะบอกว่าเป็นกลไกตลาดหรือว่าค่าขนส่ง เราก็เชื่อว่ามันไม่ได้มากขนาดนั้น เพราะสังเกตจากเมื่อประมาณปี 51 ที่ข้าวมันราคาขึ้นสูงมาก ข้าวก่อนหน้านั้นเราขายเกวียนละ 6,000 บาท ราคาปุ๋ยอยู่ที่ลูกละ 500 กว่าบาท พอข้าวขึ้นมา 12,000 บาทปั๊บ ราคาปุ๋ยขึ้นมาทันที 1,200 บาท นั่นมันหมายถึงว่าไม่ใช่เพราะต้นทุนการผลิตสูงนะ มันเหมือนว่าคุณขึ้นตามอำเภอใจมาก ถ้ารัฐบาลควรควบคุมตรงนี้ อย่างชาวประมงเขาจะมีน้ำมันสีเขียวหรือสีม่วงที่ราคาถูกกว่าที่อื่น แต่ชาวนาใช้น้ำมันแพงมาก อย่างอ่างทองน้ำมันผสมลิตรละ 50 บาทนะ เพราะเราใช้ปั๊บหลอดบ้านนอก เรื่องอย่างนี้รัฐบาลไม่ได้ควบคุมเลย
การรักษาที่ทำกินนี่ควรเป็นการแก้ปัญหาเป็นเบื้องต้น แล้วก็หาทางทำเรื่องการลดต้นทุน โดยไม่ต้องขึ้นราคาขนาดนั้น แค่คุมต้นทุนได้ชาวนาก็พออยู่ได้แล้ว วันนี้ที่นาหลุดมือไป ก็ไปอยู่ในมือนายทุน แล้วเราก็เช่า มันก็แพงขึ้นอีกอยู่ดี นี่คือต้นทุน ซึ่งถ้าจะคิดแก้ปัญหาชาวนาจริงๆ รัฐบาลต้องคิดเรื่องนี้ด้วย
เรารู้สึกว่าตอนนี้คือรัฐบาลเอาเงินก้อนหนึ่งใหญ่ๆ ใส่มือเรา เพื่อให้เราถือเงินเอาไปใส่กระเป๋านายทุนที่ขายปุ๋ย ขายยา ขายน้ำมันตรงนั้นมากกว่า เพราะมันไม่เหลือในมือเรา
ตอนนี้มีนาอยู่กี่ไร่ และเมื่อเข้าโครงการจะได้เงินเท่าไร
ตอนนี้ทำอยู่ 10 ไร่กว่าๆ ประมาณนี้ ที่เข้าโครงการเอาไปขายอยู่ 4 ไร่แรกยังไม่ได้เงินเลยนี่ก็ 3-4 เดือนมาแล้ว ได้ราคาเพิ่มขึ้นมาหน่อยหนึ่ง มันได้อยู่ที่ประมาณ 12,000 บาท แต่ว่าก็ยังไม่ได้เงิน และแปลงหลังอีก 6 ไร่กว่าๆ นี้ไม่รู้จะเอายังไงเลย เพราะเอาไปเข้าโครงการแล้วรอเงินนานขนาดนี้ก็คงไม่ไหว
แต่ว่าของตัวเองมันดีอยู่อย่างเดียวที่ใช้ปุ๋ยขี้หมู น้ำส้มควันไม้ มันก็ทำให้ลดต้นทุน ไม่ได้ขาดทุนมากอย่างเขา เวลาน้ำท่วมหรือเวลามีโรคอะไรระบาดหนักหนาเราก็ยังขาดทุนน้อยกว่า
การจำนำข้าวกับประกันราคาอันไหนดีกว่ากัน
ถ้าพูดตรงๆ ประกันราคาดีกว่า เพราะว่าการประกันราคา เวลาเราทำนาบางทีเพลี้ยกระโดดกินหมด แต่เรายังมีส่วนเหลือที่เขาให้ต่อเราเป็นไร่ละ เราเอาเงินตรงนั้นมาลงทุนใหม่เป็นค่าน้ำมัน ค่าข้าวปลูก ค่าอะไรได้ใหม่ แต่วันนี้จำนำข้าว ถ้าเราไม่มีข้าวสักเม็ดเราก็ไม่ได้สักบาทหนึ่งเลย
เรามีความเสี่ยงต่อความเสียหายอยู่ตลอด ที่สุพรรณไปเกี่ยวข้าวงมน้ำอยู่ตอนนี้จะได้กี่ถังก็ไม่รู้ อย่างของพี่เองตอนนี้ที่ทุ่งงอก น้ำท่วมคอกระจายวิดน้ำช่วยอยู่ จะได้ผลผลิตสักครึ่งหนึ่งหรือเปล่า แล้วมันก็ไม่ใช่น้ำท่วมมาจากที่อื่นแต่เป็นน้ำฝนตกหนัก อย่างนี้เราห้ามไม่ได้เลย
มองว่ารัฐมองว่ารัฐบาลควรต้องมีนโยบายอะไรเพื่อมาแก้ไขปัญหาของชาวนา
เรื่องหนี้สินควรเป็นเรื่องเฉพาะหน้าเลย เพราะวันนี้ลองไปดูชาวนาที่บอกว่ายังส่งหนี้ได้อยู่ แต่หมายถึงว่าไปดูได้เลยว่าเขาไปกู้เงินมาวนส่ง และไม่ได้ส่งแล้วกู้น้อยลงนะ ส่งแล้วเขาก็จะกู้เท่าเดิมหรือมากขึ้น ไม่ได้หนี้ลดลง บางคนอายุ 80 แล้วก็ยังมีหนี้อยู่ คือเขาส่งมาตลอดชีวิตยังมีหนี้อยู่
นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเรื่องหนี้สิน ก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการผลิต ลดการใช้ปุ๋ยใช้ยา แล้วก็พัฒนาพันธุ์ที่ไม่ใช้ปุ๋ยใช้ยาให้มันทำได้จริง ส่วนคนไหนที่ที่ดินหลุดมือไปแล้วก็อาจจัดเป็นโฉนดชุมชน หรือว่าอะไรก็ได้จัดให้เขา ให้เขามีที่อย่างน้อย 15 ไร่ วันนี้พอไม่มีที่ดินอยู่ในมือก็กลายเป็นนาเช่าเสียหมด พอนาเช่าปั๊บมันก็ต้นทุนสูง บางทีค่าเช่าไร่ละ 15 ถังต่อ 1 ครั้ง แล้วถ้าบ้านพี่ทำนา 3 ครั้ง มันหมายถึง 45 ถังต่อ 1 ไร่เลยนะใน 1 ปี
แล้วครั้งหนึ่งเราผลิตข้าวได้เท่าไร
ไร่หนึ่งบางทีแถวนี้เขาทำ ถ้าไม่เกิดอะไรขึ้นก็ประมาณ 80 ถัง บางคนได้ 70 ถัง เฉลี่ยประมาณ 80 ถัง เขาเอาไปแล้ว 15 ถัง ก็จะเหลือ 65 ถัง แต่ว่าก็มีที่คิดค่าเช่าที่มากกว่านี้คือ 20 ถังต่อไร ถ้าคนไหนอยู่ใกล้คลองหน่อยก็คิดราคาสูง
นายทุนบ้านพี่ที่ให้กู้นอกระบบมีอยู่ 2-3 ราย ให้เงินกู้ดอกเบี้ยร้อยละ 5 แล้วที่นาเขาก็มีเป็นหลายร้อยไร่ น่าจะเป็นพันไร่แล้ว เราพูดกันเล่นๆ ว่าเราวิ่งแล้วยิงหนังสติ๊กออกไปก็ไม่พอนาตาคนนี้ ยังไงก็ต้องเจอนาตาคนนี้ทั้งทุ่ง นั่นแหละ เขาเอาเงินมาปล่อยกู้ตรงนี้แล้วชาวนามันขาดทุนบ่อย กู้ไปส่งธนาคาร กู้ไปกู้กลับแล้วสุดท้ายนาเป็นของเขา ที่นี้ก็ต้องเช่านาตัวเอง บางทีดูไม่รู้หรอกคิดว่าป้าคนนี้เขาก็ทำนาตัวเองอยู่ แต่ว่าโอนชื่อเป็นของเจ้าหนี้ไปแล้ว
ที่จริงนโยบายรัฐควรจะเอาปัญหาเรื่องหนี้สินเป็นวาระแห่งชาติ เพราะตรงนี้หนักมาก วันนี้ไม่ใช่เฉพาะ ธกส.หรือ สหกรณ์ที่เราเป็นหนี้ แล้วก็ธนาคารเจ้าหนี้ที่เป็นธนาคารพาณิชย์นี่คือต่างชาติทั้งนั้นเลย
ชาวนาในเครือข่ายของ สค.ปท.มีแบบที่ไม่เข้าโครงการจำนำข้าวบ้างหรือเปล่า
ไม่มีใครที่ไม่เข้านะ ถึงยังไงของมันก็แพง ถ้าเราไม่เข้าเราก็ต้องซื้อของแพงไปกับเขาด้วยอยู่ดี พอได้ราคาข้าวที่สูงแล้วของแพงแม้มันจะไม่เหลือเงินมันก็ยังไม่ขาดมาก แต่ถ้าไม่เข้าเลยมันขาดมากเข้าไปจนเราไม่มีจะจ่าย
ครั้งที่แล้วสามีพี่ก็ไม่เข้าโครงการ ก็ขายข้าวราคา 8,000 กว่าบาท แต่ปรากฏว่าน้ำมันแพง ของแพง เงิน 8,000 กับของที่มันแพงขึ้นรอบๆ ตัวเรา ปีนี้เขาก็เลยฝากเพื่อนไปเข้าโครงการ พอเข้าโครงการปั๊บก็ไม่ได้เงินอีก ยิ่งหนักกว่าเก่า
ก่อนหน้านี้ทำไมถึงมีแนวคิดที่จะไม่เข้าโครงการ
ไม่รู้สิ เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ มันไม่ได้แพง ไม่ได้ขาดทุนกันตรงนั้น โครงการนี้มันไม่ได้แก้ปัญหา ก็พยายามต้าน แต่ถามว่าคุณต้านคนเดียวกับของที่มันถึงอย่างไรมันก็ขึ้นราคาทั่วประเทศอยู่ แล้ว จะไหวหรือ และของนี่คุณก็ต้องใช้กับเขาด้วย ปรากฏว่าเที่ยวหลังนี้ก็ยังไม่ได้ไปเข้าด้วยตนเองหรอก ฝากเพื่อนไป ตอนนี้ก็ร้องจ๊ากอยู่เนี่ยเพราะว่าไม่มีเงินเลย ไอ้ปุ๋ยขี้หมูนี่ก็ต้องไปหารับจ้างเขาซ่อมมอเตอร์ไซค์ปะยางเอาไปจ่าย แต่ดีที่มันถูก ปุ๋ยขี้หมูมันใช้ไม่มาก ลูกหนึ่งราคาร้อยกว่าบาท แต่ถ้าเป็นปุ๋ยเคมีลูกละเป็นพันเลย
แปลว่ามันมีสภาพบังคับโดยปริยาย ชาวนาบางส่วนแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ต้องเข้าโครงการ
ใช่ คือว่ามันเป็นโครงการของรัฐที่เขาจะได้มากขึ้น ไอ้ผลกระทบอื่นๆ มาเขาก็ต้องโดนด้วย แต่ถ้าเขาไม่เข้าแล้วเขาไม่ได้มากแถมยังต้องเสียมาก คราวที่แล้วกลับไปประชุมกลุ่มเมื่อวันที่ 6 ต.ค.55 ก็ถามสมาชิกดูว่าเป็นอย่างไร จำนำข้าวมันดีไหม ทุกคนก็ตะโกนมาเลยว่าไม่ดี สู้ประกันราคาก็ไม่ได้ เราก็ถามว่า อ้าว แล้วมันต่างกันยังไง ก็ลองถามเขาดู เขาบอกว่านี่ถ้าประกันราคาเขาได้เงินเลยและเขาก็เอามาใช้จ่ายได้เลย เสร็จแล้วเขาก็ยังจะได้เงินประกันที่รัฐจ่ายตามมาเอาไปลงทุนได้อีก คือไม่ต้องไปกู้ข้างนอกมาแล้วมาเสียดอกไง
และเงินที่ได้ก็ไม่มากมาน้อยกว่ากันเท่าไหร่ เพราะประกันราคา จะได้ 11,000 บาท ส่วนจำนำจะได้ 12,000-13,000 บาท แต่มันมีระยะเวลาที่เราไม่ได้เงินเลย ขณะที่ประกันราคานี่เราจะได้เงินมาหนึ่งก้อนที่เราขายกับโรงสีในราคาปกติของ เราอยู่ มันก็ยังดีที่เรามีกินไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปกู้เงินเขามาแล้วเสียดอกแพง
มีข้อเสนอต่อรัฐบาลอย่างไรบ้าง
สำหรับข้อเสนอ ที่เราเป็นหนี้มากเพราะต้นทุนมันขึ้นไม่หยุด แล้วก็นโยบายที่มันมาจากรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมา จากนโยบายต่างๆ ของเขาตั้งแต่เริ่มให้เราเปลี่ยนพันธุ์ข้าว ใช้ปุ๋ยใช้ยา พอเริ่มเป็นหนี้แล้วคนลงทุนมากขึ้นก็เป็นหนี้มากขึ้นมาเรื่อยๆ จนดินมันหมดสภาพก็ต้องลงทุนมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น อันนี้มันคือปัญหา
วันนี้ถ้าเราไม่กลับไปลดต้นทุน เราไม่กลับไปสู่สภาพสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ที่มันอุดมสมบูรณ์ เราไม่รอดหรอก
ที่เรียนรู้มาก็คือธรรมชาติเขามีสิ่งที่ดูแลกันเองอยู่แล้ว แมลงต่างๆ ที่มันจะกินเพลี้ยกระโดด เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่กลับไปหาเรื่องพื้นที่ ภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างเก่าๆ ที่เขาทำกันมา เราก็จะขาดทุนหนักขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าชาวนาไม่เปลี่ยนวิธีคิด
ในส่วนนักวิชาการที่มีการออกมาแสดงท่าที่ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่อโครงการจำนำข้าว ชาวนาคิดเห็นอย่างไร
นักวิชาการก็มีหลายคนที่ออกมาคัดค้าน แต่ชาวนารู้สึกอย่างไร เฮ้ย…มันกลายเป็นความรู้สึกที่ว่าจะต่อสู้กันแล้ว นักวิชาการพูดถึงปัญหาภาพรวมของประเทศว่ามันมีหนี้มีสิน แล้วมันมีการทุจริตอะไรต่างๆ จับได้ไม่ได้ไม่รู้ แต่วันนี้กลายเป็นชาวนารู้สึก เฮ้ย...ทำไมพอจะมีโครงการที่ช่วยชาวนาบ้างทุกคนค้าน แต่คนที่ค้านก็ไม่ได้พูดทางออกไง เพราะตกลงคุณบอกไม่ให้จำนำ จำนำขาดทุน หรือวิธีนี้ใช้ไม่ได้ แล้วมีวิธีไหนที่แก้ปัญหาชาวนาได้ก็ไม่พูด
แล้วสังคม ชนชั้นกลางเขาก็จะรู้สึกว่าพอนักวิชาการพูดว่าประเทศเป็นหนี้ พวกเราเป็นหนี้ร่วมด้วย เพราะเอาเงินไปช่วยไอ้พวกชาวนา แต่ความจริงชาวนาก็ไม่ได้ 15,000 หรอก มันกลายเป็นสังคมทางโน้นก็ด่าเรามา ชาวนาก็รู้สึกว่าชาวนาลำบากเป็นหนี้เป็นสินทำนากันเกือบตายแล้วแต่พอจะได้ เงินบ้างก็มีคนค้าน มันก็เลยรู้สึกเป็นประเด็นขึ้นมาอย่างนี้

เสวนา 36 ปี 14 ตุลา

ที่มา thaifreenews



งานรำลึก 39ปี 14 ตุลา ณ.อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 
นอกรั้วมหาวิทยาลัย และพบกับเวทีปราศัย 
ดร สุนัย 39ปี 14ตุลา อนุสาวรีย์ปชต 14 ตุลาคม 2555






http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42392.0

จาก14ตุลาถึง19พฤษภาผ่านหงา คาราวาน

ที่มา Thai E-News

 Before-14 ตุลาคม 2516


After-19 พฤษภาคม 2553

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 ตุลาคม 2556

เพลงขอสันติภาพ ใบอนุญาตฆ่าจากหงา คาราวาน



สุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน ผู้เคยร้องเพลง"นกสีเหลือง"เชิดชูวีรกรรมผู้ชุมนุมเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ไ้ดเขียนเพลง"ขอสันติภาพ"ประณามผู้ชุมนุมในเหตุการณ์ 19 พฤษภา 2553 

โดย ในสถานการณ์ที่ทวีความแหลมคมขึ้นสู่ขีดสุดในช่วงเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 นั้น หงาได้ร้องเพลงชื่อ "ขอสันติภาพ"ด้วยสายตา"ของสลิ่มชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ"ที่ได้แต่ติดตามข้อมูล ข่าวสารจากสื่อกระแสหลักแล้วเห็นว่า บ้านเมืองลุกเป็นไฟเพราะการประท้วงในกรุงเทพฯเป็นสงครามกลางเมืองของพวกกบ ฎที่ก่อการโค่นรัฐบาลเพราะความ"บ้าสี"แตกคอกัน แล้วขนคนจากภาคเหนือีสานเข้ามา ทำให้ชาวบ้านร้านค้าในกรุงเทพฯไม่กล้าออกจากบ้าน ซึ่งที่สุดก็ไม่มีฝ่ายใดมีชัยชนะ เราขอสันติภาพได้ไหม?

โดย การร้องเพลงนี้ในช่วงเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนในเดือนพฤษภาคม 2553 แล้วส่งให้สรยุทธ์ สุทัศนะจินดาเผยแพร่ทางรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 ในเช้าวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 หรือก่อนวันที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ตัดสินใจเข้าสลายการชุมนุมที่่แยกราช ประสงค์ในวันที่ 19 พฤษภา 53 เพียงวันเดียว...จึงไม่ผิดนักหากใครจะบอกว่านี่คือใบอนุญาตฆ่าจากนักเพลง เพื่อชีวิตผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศ

เป็น ที่น่าสังเกตว่านักร้องเพื่อชีวิตรายนี้ไม่เคยประณามการที่รัฐบาลใช้กองทัพ ปราบปรามประชาชนด้วยกำลังอาวุธแต่อย่างใด แถมเวลาต่อมายังเขียนบทความทวงสีแดงกลับมา เพราะว่าไม่กล้าใช้ เนื่องจากถูกพวกเสื้อแดงผูกขาดไปแล้ว


เมื่อนกสีเหลือง14ตุลา2516 และน้องโบว์+สารวัตรจ๊าบพันธมิตร7ตุลา2551เป็นวีรชน แต่นกสีแดง19พฤษภา2553เป็นทรชนในทัศนะของหงา คาราวาน



ถามหงา คาราวาน คุณจำได้ไหม?ครั้งหนึ่งพวก"เผาบ้าน เผาเมือง"ถูกยกย่องเป็น"วีรชน" และได้รับพระราชทานเพลิงศพมาแล้ว


ความแตกต่างระหว่างพ.ศ.-ชาย เสื้อดำใช้ปืนยาวยิงตำรวจที่บชน.เดิมตรงผ่านฟ้า โดยมีนักศึกษาช่างกลนำปืนที่ยึดมาได้จากร้านปืนแถวย่านแยกอุณากรรณ์ เป็นไรเฟิ่ล คอยส่งกระสุนให้ และก่อนค่ำวันนั้น บชน.ก็ถูกอาชีวะและประชาชนใช้รถน้ำ้ฉีดน้ำมันแล้วเผาจนวอดทั้งตึก

หาก เรื่องนี้มาเกิดในพ.ศ.2553 พวกเขาจะถูกเรียกว่า"ผู้ก่อการร้ายชายชุดดำ เผาบ้านเผาเมือง" แต่ในยุค 14 ตุลา 2516 เราเรียกพวกเขาว่า"วีรชนผู้รักชาติ"

ว่า ไปแล้ว.. ข้อเรียกร้องทางการเมืองของคนเสื้อแดง จากการต่อสู้ ในเดือน มีนาคม-พฤษภาคม 2553 คือ "ขอให้รัฐบาล ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่" เมื่อเทียบกับข้อเรียกร้องทางการเมืองของ นักเรียน นักศึกษา ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 คือ "ขอรัฐธรรมนูญ ขอการเลือกตั้ง และขอให้ รัฐบาลเผด็จการออกไป" แล้ว จะเห็นได้ว่าข้อเรียกร้องของนักเรียนนักศึกษา คนเดือนตุลา ใหญ่หลวง หนักหน่วงสำหรับชนชั้นปกครอง ยิ่งกว่าข้อเรียกร้องให้ "ยุบสภา" ของคนเสื้อแดงเป็นอย่างมาก 

แต่คนเดือนตุลา ถูกยกย่องให้เป็น วีรชน ในขณะที่คนเสื้อแดง ถูกเรียกว่า ผู้ก่อการร้าย 

ใน แง่ของความรุนแรง เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีการใช้อาวุธต่อต้านการปราบปรามของเจ้าหน้าที่แบบที่พอหาได้ เผาสถานที่ราชการ และ ลุกลามขยายไปหลายที่ เกิดเหตุจลาจลไปทั่วกรุง และเราต่างก็รู้เห็นกันชัดเจนว่า นักเรียน นิสิต นักศึกษา เป็นคนเผา เราเรียกสิ่งนั้นว่า "วีรกรรม" และเรียกผู้กระทำการวันนั้นว่า "วีรชน" 

ใน ขณะที่เหตุการณ์ เผาเซ็นทรัลเวิร์ด ยังมีข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงมากมาย จากเจ้าของสถานที่ และ รปภ. กล้องวงจรปิด ที่บ่งชี้ว่าเกิดจากฝีมือของคนมีอาวุธหนัก และมีข้อเท็จจริงอีกมากที่บ่งชี้ว่า ไม่ใช่เป็นฝีมือของคนเสื้อแดง 

แต่คนเสื้อแดงถูกรวบรัดให้เป็นผู้ก่อการร้าย เผาบ้าน เผาเมือง 

อย่าง ไรก็ตาม พฤติกรรม "เผาบ้าน เผาเมือง" ของ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเรียกร้อง "รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และขับไล่รัฐบาลเผด็จการ" ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้รับการเรียกขานว่า "วีรกรรม" และ"วีรชน" ผู้เสียชีวิตในวันนั้นได้รับพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ 

ในโอกาสนี้จึง นำเสนอภาพ "การเผาบ้าน เผาเมือง" ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และผลลัพธ์ที่ตามมา 

1.ชายชุดดำยุค14ตุลา2516

ชาย ที่ใส่เสื้อสีดำใช้ปืนยาวยิงตำรวจที่บชน.เดิมตรงผ่านฟ้า โดยมีนักศึกษาช่างกลนำปืนที่ยึดมาได้จากร้านปืนแถวย่านแยกอุณากรรณ์ เป็นไรเฟิ่ล ซุ่มยิงตำรวจ โดยมีพรรคพวกคอยส่งกระสุนให้ และก่อนค่ำวันนั้นเอง(15ต.ค.2516) บชน.ก็ถูกอาชีวะและประชาชนใช้รถน้ำ้ฉีดน้ำมันแล้วเผาจนวอดทั้งตึก 

หาก เรื่องนี้มาเกิดในพ.ศ.2553 พวกเขาจะถูกเรียกว่า"ผู้ก่อการร้ายชายชุดดำ เผาบ้านเผาเมือง" แต่ในยุค 14 ตุลา 2516 เราเรียกพวกเขาว่า"วีรชนผู้รักชาติ"

2.พันเอกร่มเกล้ายุค14ตุลา16

ทหาร ราบ 11 เริ่มนอนหมอบหลังจากถูก Sniper อาชีวะยิง ด้วยปืนไรเฟิ่ล นายทหารคนซ้ายมือ กำลังมองหาที่มาของจุดยิงปืนไรเฟิ่ล ที่ยิงทหารจนทะลุหมวกเหล็ก ล้มทั้งยืน 

หาก เรื่องนี้มาเกิดในปีพ.ศ.2553ทหารที่ถูกยิงจนทะลุหมวกเหล็กจะกลายเป็นพลเอก และสลิ่มในเฟซบุ๊คจะเขียนยกย่องวีรกรรม แต่เรื่องนี้เกิดในปี2516พวกเขาจึงถูกเรียกว่า"สมุนทรราชย์เข่นฆ่าประชาชน"

3.การระบายความคับแค้นของประชาชนยุค14ตุลาฯ

การ เผาทำลายสถานที่ราชการ เช่น ที่ทำการกรมประชาสัมพันธ์ ตึกกตป. ตึกบชน. การเผารถเมล์เพื่อใช้ควันไฟพลางทหารในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถูกอธิบายว่าเป็นการระบายความคับแค้นของประชาชนที่มีต่อสัญลักษณ์ของระบอบ เผด็จการ จึงถือเป็นวีรกรรม 
ของวีรชน 14 ตุลาคม 2516 แต่หากมาเกิดในปัจจุบันจะถูกเรียกว่า "เผาบ้าน เผาเมือง" 





วิ ดิโอนี้ เสนอภาพ "เผาบ้าน เผาเมือง"(หากเป็นมิติในปัจจุบัน)ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หลังจากจอมพลถนอมประกาศ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี นายสัญญา ธรรมศักดิ์ (องคมนตรี) ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีและประกาศ จะให้มีรัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือน

4.การพระราชทานเพลิงศพวีรชน



15 ตุลาคม 2517 ภาพเหตุการณ์ ณ เมรุสนามหลวง สถานที่พระราชทานเพลิงศพ 
"วีรชน 14 ตุลาคม 2516" (ปกติสนามหลวงไม่ใช่เป็นสถานที่ ฌาปณกิจ สามัญชน) 

ริ้ว ขบวน นิสิต นักศึกษา ประชาชน แห่แหน ศพ "วีรชน" อย่างยิ่งใหญ่ (หากเรื่องนี้มาเกิดในปี2553 พวกเขาจะกลายเป็นศพที่ยังไม่รู้ว่าใครฆ่า อาจถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายที่ถูกสังหาร และผู้นำการประท้วงของพวกเขาอาจถูกดำเนินคดีก่อการร้าย)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงจุดฝักแค พระราชทานเพลิงศพ "วีรชน 14 ตุลาคม 2516" 

**************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

ทราย เจริญปุระ+คำ ผกา เสียบประจานสลิ่มนงนุช ตอกหงาแต่งกวีแหวะแดงทีทรายยังใส่รองเท้าเหลือง



เอา ภาพมาให้ดูชัดๆว่า ที่ทราย เจริญปุระ พูดว่าเธอไม่ได้รังเกียจสีไหน รวมทั้งสีเหลือง เพราะรองเท้าของเธอยังสีเหลืองนั้นเธอพูดจริงๆ ไม่ได้คิืดไปทับถมหรือเหยียดหยามสีไหน
จริงๆนะคะน้าหงา น้าหงาจะมารังเกียจสีแดงทำไม



ทราย เจริญปุระ: อ่านแล้วแอบเคืองนิดนึง..ฉันก็เป็นดาราคนนึงนะ ถ้าฉันไม่เห็นด้วยกับน้าหงา แล้วฉันเป็นอะไรวะเนี่ย น้าหงามาเขียนบทกวีว่าสีแดงโดนยึดไปไม่อยากใช้ ทำไมหละคะ ทรายยังใช้สีเหลืองเลย รองเท้านี่สีเหลืองค่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่ ขอโทษนะคะ

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 15/10/55 จะเป็นชุดเขียว ชุดดำ ชุดแดง..มันก็ปัดคดีไม่พ้น

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




บอกตามหา ชายชุดดำ ย้ำตอแหล
ช่างไม่แคร์ เสียงก่นด่า น่าสงสาร
จัดแรลลี่ ย้ำพวกชั่ว ตัวสามานย์
สืบสันดาน ไอ้ทรราช ฆาตกร....

ฆ่าคนตาย ยังลอยหน้า มาเยาะเย้ย
ชัดๆ เลย พวกระยำ ทำเห่าหอน
ชอบสร้างเรื่อง เฉไฉ ไม่สังวรณ์
ความกะล่อน ฝังกลางหัว ชั่วสิ้นดี....

หรือพวกสัตว์ เป็นคนฆ่า ประชาราษฎร์
ยังสาระแน พูดอุบาทว์ ขาดศักดิ์ศรี
บอกมาหน่อย พวกชั่วไหน หรือไอ้อี
ที่ราวี รุกฆาตฆ่า ประชาชน....

เห็นทาสแท้ สามานย์ สันดานชั่ว
หลักฐานมั่ว ยังตีหน้า พาสับสน
ช่างสมชื่อ พรรคเปรต พรรคเศษคน
ยังเวียนวน แต่ใส่ร้าย แล้วป้ายความ....

จวนเจียนถึง เวลา ฟ้าลิขิต
ทุกชีวิต ที่ถูกฆ่า มารอถาม
ดำ แดง เขียว ชุดสีไหน ใครก็ตาม
คิดก้าวข้าม ปัดคดี ไม่มีทาง....

๓ บลา / ๑๕ ต.ค.๕๕

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 13/10/55 มะกอก 3 ตะกร้าปาไม่ถูก

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




เอามะกอก 3 ตะกร้า ปาไม่ถูก
ผู้ว่าฯ ยุค ตกต่ำ เรื่อง"ดัมมี่"
ดีแต่พูด พูดไม่คิด คิดไม่ดี
ล้านอัปรีย์ ไม่กล้าเทียบ มาเปรียบเปรย....

ถุงทรายนี้ พรรคเพื่อไทย ใส่ร้ายแกล้ง
ถ้อยแถลง ช่างน่าขัน วันเปิดเผย
อีกคนบอก ของ กทม. หยุดจ้อเลย
ทำเงียบเฉย ไม่รู้ไม่ชี้ หลบลี้ทาง....

สารพัด เล่ห์เหลี่ยม เตรียมถล่ม
พวกอาจม แสนโง่ เริ่มโผล่หาง
หาไม้เด็ด เพื่อตีกลับ ให้อับปาง
สุดท้ายต่าง เห็นทาสแท้ ตอแหลจริง....

เอามะกอก 3 ตะกร้า ปาไปเถอะ
เล่ห์เหลี่ยมเยอะ ไม่ยอมรับ กับทุกสิ่ง
ยุคผู้ว่าฯ กลิ้งกลอก หลอกเหมือนลิง
ใครท้วงติง ยิ่งทำเอ๋อ เฮ้อ..เวรกรรม....

เลือกอีกซี คน กทม. ขออีกสมัย
โอ๋กันไป ช่างเวทนา โคตรน่าขำ
ไร้ผลงาน ผลาญงบเล่น เป็นประจำ
คือความระยำ ผู้ว่าฯ ดัมมี่ คนนี้เอย....

๓ บลา / ๑๓ ต.ค.๕๕

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 12/10/55 ผลงานนี้..งดรับโฆษณา

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ผลงาน..สุดเจ็บแค้น แสนสลด
จึงของด รับโฆษณา ผ่านหน้าสื่อ
ความโหดเหิ้ยม ถาโถม สมคำลือ
เจ็บตายอื้อ มันสลด งดรับโฆษณา....

ไม่อยากเห็น ฆ่าผู้หญิง ยิงทหาร
ไม่อยากเห็น ใครรุกราน พล่านเข่นฆ่า
ไม่อยากเห็น แผ่นดินเดือด เลือดน้ำตา
แต่อยากเห็น การพัฒนา พาร่มเย็น....

ไม่อยากเห็น ยิงครูใต้ ไฟ ระเบิด
สิ่งที่เกิด ใยไล่ล่า ต้องฆ่าเข่น
ทั้งคาร์บอมบ์ มันยับเยิน เกินจะเป็น
ไม่อยากเห็น พวกแอบอ้าง สร้างสถานการณ์....

สงสารเหยื่อ บริสุทธิ์ หยุดได้ไหม
แผ่นดินไทย ควรโอบเอื้อ เพื่อลูกหลาน
อยากเห็นสงบ ทุกที่ทาง อย่างวันวาน
แล้วสืบสาน แดนใต้ ให้ร่มเย็น....

๓ บลา / ๑๒ ต.ค.๕๕

ถนนลาดยางพาราหรือจะสู้...

ที่มา การ์ตูนมะนาว


ตารางเรียนโรงเรียนการเมือง นปช.แดงทั้งแผนดิน (สวนสาธารณะเทศบาลเมืองหนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี)

ที่มา uddred





ทีมข่าว นปช.
15 ตุลาคม 2555


โรงเรียนการเมือง นปช. แดงทั้งแผ่นดินหลักสูตรผู้ปฏิบัติงานระดับต้น ปี 2555
วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2555 ณ. สวนสาธารณะเทศบาลเมืองหนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

รายละเอียด

ตารางเวลาเรียนโรงเรียนการเมือง นปช.แดงทั้งแผนดิน (สวนสาธารณะเทศบาลเมืองหนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี)

Thursday, October 11, 2012

ยุกติ มุกดาวิจิตร: พลังนักศึกษา พลังไม่บริสุทธิ์

ที่มา ประชาไท


ปีนี้หลายคนคงระลึกถึงเหตุการณ์

รุนแรงวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ด้วยรูปนักศึกษาเรือนแสนถมเต็มถนนราชดำเนินรายล้อมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พร้อมคำบรรยายใต้ภาพว่า "พลังบริสุทธิ์" กันอีก แน่นอนว่าผมก็เหมือนกับใครก็ตามที่ใฝ่ฝันให้ประชาชนเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้อย่างแท้จริง ย่อมยินดีกับภาพนี้
แต่ผมเอียนกับการที่จะต้องคอยติดป้ายให้นักศึกษาดูบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างนั้นตลอด เนื่องจาก
(1)
 ภาพความบริสุทธิ์ของนักศึกษาถูกสร้างให้ขัดแย้งตัดกันกับพลังของเผด็จการทหารในยุค 14 ตุลา 2516 แต่เราต่างรู้กันดีว่าภาพสีขาวนี้กลับถูกลบล้างไปอย่างไร้ความปรานี เมื่อนักศึกษาถูกแปลงให้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ในวันที่ 6 ตุลาคมในอีกสามปีถัดมา  ความเป็นนักศึกษาจึงไม่ได้เป็นเครื่องหมายของความบริสุทธิ์เสมอไป ชนชั้นนำไทยพร้อมจะโอบอุ้มหรือเข่นฆ่านักศึกษา (และมวลชนใดๆ) ได้เสมอ สุดแท้แต่ว่านักศึกษาจะอยู่ข้างใคร สุดแท้แต่นักศึกษาจะไม่อยู่ข้าง "ใคร"
(2) การยกย่องให้นักศึกษาบริสุทธิ์ผุดผ่องกลับทำให้พลังมวลชนอื่นๆ กลายเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังไปหมด และจึงแปดเปื้อนมีมลทินกันไปเสียหมด ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วนักศึกษาเองก็เป็นกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มหนึ่ง ไม่ต่างจากกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ
แต่ประวัติศาสตร์แนวหนึ่งกลับเขียนให้มีแต่เพียงนักศึกษาเท่านั้นที่เป็นมวลชนซึ่งมีอุดมการณ์สูงส่ง หากคนกลุ่มอื่นเดินขบวน อย่างดีที่สุดเขาก็จะถูกมองว่าทำเพียงเพื่อผลของตนเอง อย่างเลวร้ายที่สุดคือ พวกเขาถูกดูแคลนว่าเป็นแค่ม็อบรับจ้าง
ภาพบริสุทธิ์ผุดผ่องของนักศึกษาในอดีต จึงเปล่งรัศมีกลบลบกลุ่มพลังอื่นๆ ไปเสียทั้งหมด พลังบริสุทธิ์ของนักศึกษาลดทอนคุณค่าของให้พลังอื่นดูหมองหม่นไปเสียทั้งหมด
(3) ภาพบริสุทธิ์ของนักศึกษา 14 ตุลาฯ 2516 กลายเป็นทุนทางการเมือง โอบอุ้ม "คนเดือนตุลา" ให้ดูดีมีราศรีเกินจริงไปเสียทุกคน ราวกับว่าเราจะใช้มาตรฐานที่วัดตัดสินคนเดือนอื่น ไปตัดสินคนเดือนตุลาฯ ไม่ได้เด็ดขาด เพราะไม่ว่าจะทำอะไร พวกเขาก็จะบริสุทธิ์ล้ำหน้าเกินพวกเราเสมอ
แม้ว่าหลายต่อหลายคนจะมีความสามารถ มีผลงานเพียงแค่ระดับ "งั้นๆ" แต่บุญบารมีทางการเมืองของการเป็น "คนเดือนตุลาฯ" ที่แปะติดหน้าผากพวกเขาไว้ ก็จะช่วยขับเน้นให้อะไรที่งั้นๆ ไต่ระดับกลายเป็นอัจฉริยะไปได้อย่างง่ายดาย
(4) ภาพบริสุทธิ์ของนักศึกษายังสร้างความคาดหวังอย่างผิดๆ ต่อนักศึกษารุ่นต่อๆ มาตลอดว่า นักศึกษาเป็นพลังบริสุทธิ์ จึงต้องมีอุดมการณ์สูงส่ง จึงควรเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวทางอุดมการณ์ ทั้งๆ ที่ที่จริงแล้วพวกเขาก็ทำเพื่อผลประโยชน์ตนเอง และเมื่อถึงยุคที่พวกเขาต่างสมประโยชน์แล้วดังเช่นในทุกวันนี้ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องออกมาเคลื่อนไหวกันอีกต่อไป
ไม่เท่านั้น พวกเขายังกลับพร้อมจะเหยียบย่ำมวลชนกลุ่มอื่นที่ขัดผลประโยชน์ของพวกเขา สังคมจึงไม่ควรคร่ำครวญเรียกร้องอะไรนักหนากับพลังนักศึกษา ซึ่งหมดพลังเคลื่อนไหวทางประวัติศาสตร์ไปแล้วอีกต่อไป
ในเมื่อขบวนการมวลชนใดๆ ก็ล้วนเป็นพลังไม่บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นขบวนการนักศึกษา ม็อบมือถือ สมัชชาคนจน พันธมิตรประชาชนฯ คนเสื้อแดง เราจะยังตัดสินคุณค่าของมวลชนแค่จากสถานภาพของพวกเขากันอยู่อีกทำไม
การตรวจสอบว่าพลังมวลชนกลุ่มใดทำเพื่อผลประโยชน์ใด ปิดกั้นผลประโยชน์ของสังคมโดยรวมหรือไม่ มวลชนใดส่งเสริมระบอบหมอบกราบ ไม่เห็นหัวประชาชน ขัดขวางกระบวนการที่จะทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของแผ่นดินหรือไม่ เป็นสิ่งที่ควรจะใส่ใจกันมากกว่าหรือไม่
แล้วก็โปรดเลิกเรียกพลังนักศึกษาว่าพลังบริสุทธิ์กันเสียทีเถอะ

ประเทศไทยอยู่ตรงไหน: อินเทอร์เน็ตไทยแรงแค่ไหน?

ที่มา ประชาไท





ประเทศ ไทยเริ่มมีอินเทอร์เน็ตใช้ในปี ค.ศ. 1996 โดยเป็นประเทศที่สามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ [1] และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาการใช้อินเทอร์เน็ตก็เริ่มแพร่หลายตามจังหวัดใหญ่ๆ และในตัวเมืองของจังหวัดอื่นๆ ข้อมูลจากธนาคารโลก [2] ระบุว่าในปี 2010 ไทยมีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 14.6 ล้านคน หรือประมาณ 21.2% ของประชากรทั้งหมด [3]
จากข้อมูลล่าสุดของ Ookla [4] ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเว็บ speedtest.net ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกนิยมใช้ทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตของตน ได้แสดงความเร็วของอินเทอร์เน็ตในประเทศต่างๆ โดยเฉลี่ยในช่วง 30 วันที่ผ่านมาดังนี้


โดย ข้อมูลจาก Net Index (Ookla) แสดงค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 30 วัน ใช้ข้อมูลอินเทอร์เน็ตของผู้ที่ทดสอบระบบของตนกับเว็บ speedtest.net เป็นจำนวนกว่า 3,800 ล้านครั้ง
จะเห็นว่าความเร็วดาวน์โหลดโดยเฉลี่ยของประเทศไทยอยู่ที่ 8.2 Mbps จัดเป็นอันดับที่ 61 [4] และความเร็วในการอัพโหลดของไทยอยู่ที่ 1.8 Mbps เป็นอันดับที่ 92 จากทั้งหมด 178 ประเทศ [5]
ส่วนค่า household promise index นั้นหมายถึงความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ใช้งานได้จริงเทียบกับความเร็วที่จ่าย เงินซื้อจากผู้ให้บริการ ซึ่งไทยมีค่า household promise index อยู่ที่ 88.82% จัดเป็นอันดับที่ 32 จาก 64 ประเทศ [6] โดยการวัดค่า household promise index นั้นทำโดยการใช้ความเร็วอินเทอร์เน็ตที่วัดได้จริง มาคำนวณประกอบกับผลการตอบแบบสอบถามที่ให้ผู้ทดสอบตอบว่าอินเทอร์เน็ตที่ตน เองเลือกใช้บริการอยู่นั้นมีความเร็วเท่าไร
จากความเร็วและอันดับที่กล่าวถึงไปนั้นอาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยอยู่ใน อันดับที่น่าพอใจ แต่หากเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น เกาหลี ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน เวียดนาม และจีน จะพบว่าความเร็วอินเทอร์เน็ตในบ้านเรายังตามหลังประเทศเหล่านี้อยู่พอควร
ในปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธได้อีกแล้วว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่ง จำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพประชากรในประเทศ ซึ่งนอกเหนือจาก “จำนวน” ประชากรในประเทศที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้แล้วนั้น “คุณภาพ” ของบริการอินเทอร์เน็ตยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากเช่นกัน

อ้างอิง:
[1] http://en.wikipedia.org/wiki/Internet_in_Thailand
[2] http://data.worldbank.org/indicator/IT.NET.USER
[3] http://data.worldbank.org/indicator/IT.NET.USER.P2
[4] http://www.netindex.com/download/allcountries/
[5] http://www.netindex.com/upload/allcountries/
[6] http://www.netindex.com/promise/allcountries/

สมยศ พฤกษาเกษมสุข: เสียงของคนงานบังคลาเทศที่เงียบหายไป

ที่มา ประชาไท

 

 โดย  ..  จิม  ยาร์ด  เล (Jim  Yard  Ley)
ถอดความโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข
 
นักกิจกรรมแรงงานถูกสังหาร  ปลุกเร้าความโหดร้ายของการเข่นฆ่าทางการเมืองที่มีมายาวนานของบังคลาเทศ
สำนักงานขนาดเล็กกระจิดริดของเขาแทบหาไม่เจอ ท่ามกลางโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าใหญ่โต ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้ากางเกง และเสื้อผ้ายี่ห้อดังเช่น แก็ป (GAP) หรือ ทอมมี่ ฮิลฟิเกอร์ (Tommy  Hilfiger) แต่สำหรับคนงานแล้วไม่ใช่เรื่องยากเย็นที่จะไปพบกับ “อมินูล อิสลาม” (Aminul Islam) พวกเขาเข้ามาพร้อมกับปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการถูกเบี้ยวค่าจ้าง นายจ้างที่กดขี่ นี่คือ “นายอิสลาม” นักจัดตั้งแรงงาน และนักต่อสู้เพื่อสิทธิคนงาน
พวกหน่วยงานความมั่นคงก็รู้จักนายอิสลามเช่นกัน โทรศัพท์ของเขาถูกดักฟัง ตำรวจมักจะคุกคามเขาอยู่เสมอ และพวกสายลับท้องถิ่นเคยลักพาตัวเขาไปซ้อมทุบตี เพื่อนของเขาคนหนึ่งเล่าให้ฟัง
หลายครังด้วยกันที่เขาถูกบอกว่าการที่เขาต่อสู้เพื่อสิทธิคนงานเป็นการทำ ร้ายบังคลาเทศ ซึ่งเป็นประเทศส่งออกเสื้อผ้า เป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในประเทศ หลังจากนี้ไม่นานไม่มีใครพบเห็นนายอิสลามอีกต่อไป  เขาหายตัวไปเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 ต่อมาทางครอบครัวจึงพบว่าเขาถูกทรมานและถูกฆ่าตายเสียแล้ว
การฆาตกรรมแบบนี้สะท้อนให้เห็นถึงความป่าเถื่อนที่มีแรงจูงใจทางการเมืองอันเป็นมรดกตกทอดกันมาช้านานแล้ว
เป็นคำถามที่หนักใจเป็นอย่างยิ่งว่า การตายของเขามาจากความพยายามจะรวมกลุ่มคนงานใช่หรือไม่ ?
หลังการตายของนายอิสลามผ่านไปแล้ว 5 เดือน ยังอยู่ในชั้นของการสอบสวน ยังไม่มีการจับกุมคนร้าย หรือผู้ต้องสงสัย และตำรวจยังบอกอีกว่า คดีนี้ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน
ในวันที่นายอิสลามหายตัวไป เขาพยายามที่จะแก้ปัญหาของคนงานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ายี่ห้อ ทอมมี่ ฮิลฟิเกอร์ (Tommy  Hilfiger) อเมริกัน อีเกิ้ล (American Eagle) และยี่ห้อดังระดับดลกอื่น ๆ ครั้นแล้วคนที่รู้จักกันคนหนึ่งมาพร้อมกับผู้หญิงในชุดคลุมใบหน้ามุสลิม ผู้ชายคนนี้สงสัยว่า จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งเข้ามาเชิญให้นายอิสลามร่วมงานแต่งงาน นายอิสลามนั่งรถขี่สามล้อไปช่วยงาน แล้วไม่เคยกลับมาให้เห็นหน้าอีกเลย
ยังไม่ชัดเจนว่า นายอิสลามถูกฆ่าตายด้วยสาเหตุมาจากการทำงานของเขา หรือมาจากสาเหตุอื่น แต่ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือ และปกป้องสิทธิคนงานของเขาย่อมไปขัดแย้งกับผู้ทรงอิทธิพลในบังคลาเทศ ซึ่งเป็นประเทศตัดเย็บเสื้อผ้าส่งออกเป็นอันดับที่สองรองจากประเทศจีน ด้วยแรงงานราคาถูกเป็นปัจจัยสำคัญของการส่งออก คนงานบังคลาเทศได้รับค่าจ้างเพียงเดือนละ 3,000 ทากา (ta ka) หรือ 37 เหรียญสหรัฐ ต่อหนึ่งเดือน (ราว 2,400 บาทต่อเดือน) อีกทั้งยังไม่มีสหภาพแรงงานในระดับโรงงานอีกด้วย
โดยปกติการฆาตกรรมในบังคลาเทศไม่ได้ทำให้คนส่วนอื่นภายนอกประเทศให้ความ สนใจเท่าไรนัก แต่ทว่ากรณีการตายของนายอิสลาม เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการรณรงค์ขึ้นระดับโลก ด้วยการประท้วงโดยกลุ่มแรงงานสากล และโดยประชาคมยุโรป ทูตสหรัฐ รวมทั้งเลขานุการของฮิลลารี่ รอดแฮม คลินตัน (Hillary Rodham Clintan) แรงกดดันจากภายนอกขยายตัวเพราะเหตุว่า เสื้อผ้ายี่ห้อดังของโลกจ้างโรงงานผลิตในบังคลาเทศ อีกทั้งนายอิสลามยังทำงานให้กับสภาแรงงานสหรัฐอเมริกา (A.F.L.-C.I.O.) ซึ่งเป็นองค์กรแรงงานใหญ่ที่สุดในอเมริกา ความเชื่อมโยงเช่นนี้ทำให้การตายของเขากลายเป็นประเด็นทางการเมืองสอดแทรก ขึ้นมา
หลายปีมานี้ข้อกังขาทั้งสองฝ่ายได้กำหนดให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหพันธ์ แรงงานสหรัฐอเมริกา และการก่อตั้งสหภาพแรงงานในบังคลาเทศ ได้อ้างถึงการกดขี่แรงงาน ซึ่งสภาแรงงานอเมริกาได้ส่งข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลสหรัฐให้ยกเลิกสิทธิพิเศษ ทางการค้าของบังคลาเทศ ทำให้ผู้นำของบังคลาเศเกิดความโกรธเคือง (Infuriating) และโทษพวกองค์กรแรงงานที่ได้รับการเลี้ยงดูจากสหพันธ์แรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งรวมทั้งกลุ่มที่นายอิสลามทำงานอยู่ด้วย
พวกเขาเคยแสดงความคิดเห็นไว้ว่า “ทำไมพวกคุณพยายามที่จะทำลายเศรษฐกิจของพวกเราด้วย” เป็นคำบอกกล่าวของ อลอนโซ ซูซัน (Alongo Suson) ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานของศูนย์กลางสมานฉันท์ (Solidarity  Center) ของ AEL-CIO โดยมีศูนย์ฝึกอบรมอยู่ในเมืองหลวงดากา (Dhaka) ได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก AFL-CIO องค์กรนี้ถูกมองว่าไม่จงรักภักดีต่อบ้านเมือง
ในปี  2010  คนงานในบังคลาเทศลุกฮือประท้วงเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำเป็นการสั่นสะเทือนภายใน ประเทศ  เจ้าหน้าที่รัฐได้ตั้งข้อกล่าวหานายอิสลาม และพวกอีก 2 คนว่า เป็นผู้ทำการต่อต้านรัฐบาล  ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคง  คุกคามนายอิสลามและเจ้านายของเขามากยิ่งขึ้นเมื่อมีข่าวว่าเจ้านายของนายอิส ลามมีการพบปะกันอย่างปิดลับกับผู้อำนวยการสายสืบภายในประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติ หรือ NSI (National Security Intellegent Agenoy)
เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ได้ให้สัมภาษณ์ในกรณีนี้ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการตายของนายอิสลาม แต่ทว่าเพื่อนร่วมงานของนายอิสลามมีความกังวลว่า ความไม่คืบหน้าของการสอบสวนในคดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาวการณ์ไม่ดูแลเอาใจ ใส่ต่อสิทธิคนงาน “ใครเล่ามีอำนาจมากมายในประเทศนี้”  คาล  โพนา  แอกเตอร์ (Kalpona  Akter)  เพื่อนของเขาตั้งคำถาม “พวกเขาฆ่าอมินูล และไม่มีใครกล้าแตะต้องพวกเขาได้”

เสียงเพื่อคนงาน (A  voice  for  workers)
นายอิสลามมีส่วนสูง 1.63 เมตร หรือ 5 ฟุต 4 นิ้ว เป็นคนจริงจัง และเคร่งศาสนามุสลิม ในเดือนกุมภาพันธ์ เขาใช้เวลา 40 วันในการออกชักชวนชาวบ้าน และส่งเสริมให้เป็นมุสลิมที่ดีในบังคลาเทศ แรงศรัทธา และวิถีชีวิตในศาสนธรรมของเขาทำให้เขาเป็นที่น่าเคารพนับถือ และมีความศรัทธาในตัวเขาในฐานะที่เป็นนักจัดตั้งแรงงาน (Labour  Organinger)
เขาเริ่มต้นจากการเป็นคนงานอยู่ที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า Shasha Danim ในย่านอุตสาหกรรมหนาแน่น เขตรอบนอกวงแหวนของเมืองทากา รถบรรทุกวิ่งอยู่บนถนนสกปรก หรือไม่ก็บนถนนไฮเวย์ที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ด้วยการจราจรติดขัดอยู่หลายชั่วโมง ในช่วงการเปลี่ยนกะทำงาน คนงานหลายพันคนหลั่งไหลเข้า – ออก อาคารโรงงานคอนกรีต ซึ่งผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปยี่ห้อดังตามห้างสรรพสินค้าทั่วโลก
ที่โรงงานชาชาดานิม (Shasha  Danim) เพื่อนคนงานของนายอิสลามได้เลือกให้เขาเป็นคณะกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์ (Grievances) ของคนงานในโรงงาน เมื่อปี 2005 ถัดมาอีกหนึ่งปีบริษัทไล่เขาออกจากงาน แล้วก็แน่นอนเขาฟ้องร้องต่อศาล และชนะคดี เขาเพียงแต่พบเจ้าของโรงงานให้ปฏิบัติตามกฎหมายในการจ่ายเงินเดือนให้เขา เดือนละ 30 เหรียญสหรัฐตราบเท่าที่เขายังไม่ได้กลับเข้าทำงาน
ในการเรียนรู้สิทธิคนงาน นายอิสลามเข้ารับการอบรมกับศูนย์กลางสมานฉันท์ ซึ่งมีผู้ปฏิบัติงาน 23 คนใน 4 เขตงานของบังคลาเทศ ในบังคลาเทศมีการจัดตั้งสหพันธ์แรงงาน ส่วนมากจะเป็นแนวร่วมกับพรรคการเมือง และหาสมาชิกจากหลายอุตสาหกรรมในภาครัฐ แต่ศูนย์กลางแรงงานจะรักษาระยะห่างจากสหภาพแรงงานเหล่านี้ เพราะระมัดระวังในความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง และยังตั้งข้อสงสัยในอิทธิพลของพรรคการเมืองในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า
ศูนย์กลางสมานฉันท์แรงงานได้เน้นไปที่กลุ่มสหพันธ์แรงงานที่จัดตั้งขึ้น มาใหม่ และกลุ่มองค์กรเอกชนไม่แสวงหากำไร ซึ่งนำโดยผู้นำแรงงานรุ่นใหม่ ในปี 2006 สองกลุ่มนี้ได้ว่าจ้างเป็นนักจัดตั้งในอาธุเลีย (Ashulia) ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งนอกรุงธากา
เขาเป็นคนที่พูดจาหนักแน่นจริงจัง และไม่มีความกลัว นางแอกเตอร์ หัวหน้าศูนย์กลางเพื่อการสมานฉันท์แรงงาน เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน เมื่อไรก็ตามที่คนงานมาหาเขา เขาจุถือเป็นภารกิจที่จะต่อสู้เหมือนเป็นปัญหาของเขาเองราวกับว่านี่เป็น ความเจ็บปวดของตัวเขาเอง
ปี 2010 นักวิเคราะห์เศรษฐกิจได้ยกย่องให้บังคลาเทศเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมตัดเย็บ เสื้อผ้ายี่ห้อดังระดับโลกให้สามารถแสวงหาความได้เปรียบจากประเทศที่มีแรง งานราคาถูก คนงานบังคลาเทศทุกข์ยาก เดือดร้อนเพราะได้รับค่าจ้างขั้นต่ำในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าแค่ 166.50 ทากา ไม่รวมการทำงานล่วงเวลา (Over time) และเงินค่าตอบแทนพิเศษ (Bonuses) ภาวะเงินเฟ้อทะยานขึ้นสูง และการประท้วงเริ่มล้นทะลัก (Spillout) ออกจากโรงงานในเขตอุตสาหกรรมรอบนอกกรุงธากา
นายอิสลามพยายามที่จะไกล่เกลี่ยคู่กรณี (นายจ้าง – ลูกจ้าง) คนงานคนหนึ่งกล่าวว่า เขาร้องขอคนงานไม่ให้ทำลายทรัพย์สินระหว่างที่มีการประท้วง เจ้าหน้าที่สืบราชการลับคนหนึ่งกล่าวถึงแนวโน้มที่ว่า นายอิสลามจะประสบผลสำเร็จในการขยายงานรวมกลุ่มคนงานเข้าเป็นสมาชิกในสังกัด ของ AFL-CIO
เดือนเมษายน, บาบูล อาคเตอร์ (Babul  Akhter) หัวหน้ากลุ่มแรงงานกลุ่มหนึ่งกล่าวว่า หน่วยสืบราชการลับคนหนึ่งได้เตือนเขาว่าให้หยุดพูดคุยเรื่องสิทธิแรงงานกับ คนงาน มิเช่นนั้นอาจโดนเล่นงานอย่างแรง
นายแอคเตอร์หวนนึกถึงสิ่งที่เคยได้ยืนเป็นคำถามที่ว่า “ทำไมพวกคุณ และนายอนิมูลต้องไปพูดคุยกับคนงานด้วย” เขาเคยถูกตั้งคำถามอีกว่า พวกคุณมีสิทธิที่จะทำงานแบบนี้ด้วยหรือ
เมื่อการประท้วงยังดำเนินต่อไปในปี 2010 เจ้าหน้าที่รัฐได้เพิกถอนการจดทะเบียนของศูนย์กลางเพื่อการสมานฉันท์ของคน งาน (Center for Workers Solidarity) เป็นองค์กรที่ว่าจ้างนายอิสลาม มีนางแอคเตอร์ และนายบาบูล อาคเตอร์ เป็นนายจ้าง
นางแอคเตอร์ และนายบาบูล  อาคเตอร์ ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นผู้ยุยงคนงานก่อการจลาจล เขาปฏิเสธข้อกล่าวหา และตีความว่าเป็นความพยายามที่จะทำลายล้างขบวนการคนงานของพวกเขา นายอิสลามเจอข้อหาแบบเดียวกัน
“แต่ที่เป็นการข่มขู่ที่ไร้ยางอายที่สุดก็คือ ในเดือนมิถุนายน เมื่อนายอิสลามถูกลักพาตัวไป และถูกซ้อมทุบตี โดยกลุ่มอันธพาล นำโดยหน่วยงานความมั่นคง N.S.I” ครอบครัวและเพื่อนของนายอิสลามกล่าว
เขาบอกกับเพื่อนที่ใกล้ชิดคนหนึ่งว่าเขาถูกลักพาตัวไปทางตอนเหนือของกรุ งธากา และถูกทุบตี เขาบอกว่าเขาถูกบังคับให้เซ็นต์ในเอกสารปรักปรำเพื่อนร่วมงาน กระทั่งข่มขู่จะฆ่าเขา และครอบครัวของเขา ก่อนที่นายอิสลามจะจัดการหลบหนีออกมาได้

การพักรบอย่างปิดลับ
คนงานได้รับชัยชนะส่วนหนึ่งหลังจากก่อการจลาจลในปี 2010 เมื่อนายกรัฐมนตรีธาสินา วาเซ็ด เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำในระดับเดือนละ 3,000 บาท นักกิจกรรมแรงงานจำนวนมากเชื่อว่าขั้นตอนต่อไปของรัฐบาลคือการกำจัดการรวม ตัวของคนงาน การควบคุมการประท้วงบนท้องถนนให้น้อยลง พวกเขาโต้แย้งต่อรัฐบาลว่า หากคนงานได้รับความเป็นธรรม กระบวนการยุติธรรมไม่เอียงข้างจะแก้ไขข้อพิพาทแรงงานได้ดี
แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เจ้าหน้าที่รัฐฯกลับเข้มงวด กวดขัน มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษของรัฐบาลใช้ชื่อว่า กลุ่มผู้นำการจัดการวิกฤติการณ์ เพื่อคอยดูแลอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า มีการจัดตั้งตำรวจอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ถูกสร้างขึ้นมาขยายขอบเขตอำนาจสายสืบและเข้าจัดการความไม่สงบของแรงงานในภาค อุตสาหกรรม
หลังจากความยากลำบากแสนสาหัน (Ordeal) นายอิสลามเริ่มลดบทบาทของเจา กัลป์ปานา อาคเตอร์ จากศูนย์กลางเพื่อการสมานฉันท์แรงงานบังคลาเทศกล่าวว่า หน่วยงานความมั่นคง NSI เคยเรียกเธอไปพบอยู่เสมอเพื่อให้เธอโยกย้ายนายอิสลามออกไปทำงานในพื้นที่ อุตสาหกรรมที่เงียบสงบกว่านี้ เพราะต้องการให้ตัวเขาห่างออกไปจากการประท้วงในแอสซุนเลีย (Ashulia) ครั้งหนึ่งเธอเคยถามเขาว่า อยากจะลาออกจากงานไหม ?
เขาตอบว่า “ไม่, ผมต้องการทำงาน เพราะมันคืออารมณ์ ความรู้สึกหยั่งลึกของตัวผม” เธอกล่าวหวนรำลึกถึงตัวเขา
ในที่สุดช่วงปลายปี 2010 คนกลางคนหนึ่งจัดประชุมลับ ซึ่งมีนายอิสลาม และผู้อำนวยการ NSI การประชุมนี้ยืนยันโดยคนงาน 3 คนซึ่งรับรู้เรื่องนี้ เป็นความพยายามที่จะจัดการให้นายอิสลามสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย ผู้อำนวยการให้เบอร์มือถือของเขาไว้กับนายอิสลามเพื่อไว้ติดต่อหามีปัญหา เกิดขึ้น
แต่ว่าในเดือนมีนาคม มีเจ้าหน้าที่มากกว่า 12 คน นำตัวนายอิสลามไป ครอบครัวและเพื่อนคนงานของเขากล่าวว่า เขาไปอยู่หลายชั่วโมง โดยตำรวจอุตสาหกรรมได้สอบถามเกี่ยวกับข่าวลือที่ว่า เขากำลังรวบรวมคนงานถึง 10,000 คน เพื่อเข้าร่วมการชุมนุมของพรรคฝ่ายค้านในวันที่ 12 มีนาคม นายอิสลามปฏิเสธข่าวดังกล่าว เจ้าหน้าที่อนุญาตให้เขาจากไป แต่ขอร้องให้เขามาที่สถานีตำรวจในวันที่มีการชุมนุม
โดยคร่าว ๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน การประท้วงที่แอสซุนเลีย ได้ทำให้โรงงานซานครา เดนิม (Shanta Danim) กลายเป็นอัมพาต หยุดผลิตเสื้อผ้ายี่ห้อไนกี้ (Nike) ทอมมีซีฟิเกอร์ (Tommy  Hilfiger) อเมริกันอีเกิ้ล (American Eagle) และอีกหลายยี่ห้อดังระดับโลก การเผชิญหน้าระเบิดขึ้น เมื่อนายจ้างปฏิเสธที่จะอนุญาตให้คนงานได้หยุดพักกลางวันเพื่อชมการแข่งขัน ชิงแชมป์ของทีมชาติ กีฬาคลิกเก็ตระดับเอเชีย ซึ่งเป็นปัญหาที่งอกเงยขึ้นมาต่างหากจากเรื่องค่าจ้าง การลวนลามทางเพศ และปัญหาอื่น ๆ
คนงานพบว่านายอิสลามเริ่มแลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความ มั่นคงระดับสูงเพื่อจะเป็นตัวกลางจัดการกับปัญหา ในช่วงก่อนค่ำของวันที่ 4 เมษายน นายอิสลามได้เจรจาเป็นที่ยุติได้ เช้าวันต่อมาคนงานก็กลับเข้าทำงานในโรงงาน หลังจากนี้นายอิสลามหายตัวไป

หลักฐานจากหลุมฝังศพ (Evidence from a grave)
สองวันต่อมา รูปถ่ายปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เอม่าเดส (Amar Desh) ซึ่งเผยแพร่ในหมู่บ้านของนายอิสลาม มันเป็นภาพคนตายที่ไม่ระบุว่าเป็นใคร ตำรวจในแทงเกิ้ล (Tangail) พบศพของเขา ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองธากา 80 กิโลเมตร หรือราว 50 ไมล์ ชาวบ้านคนหนึ่งนำหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ไปให้ครอบครัวในหมู่บ้านของเขาดู
เมื่อครอบครัวของเขามาถึงที่แทงเกิ้ล ตำรวจได้ฝังศพเขาในหลุมฝังศพอนาถา ศพถูกขุดขึ้นมา และแสดงให้เห็นหลักฐานการถูกทุบตี ภาพของตำรวจปรากฏสภาพหัวเขาถูกทุบตี  ข้อเท้าแตกหัก บางคนได้ตัด หรือเจาะรูใต้เข่าขวา นายแพทย์ได้รายงานว่าเขาเสียเลือดมากจนเสียชีวิต
นางอาคเตอร์กล่าวว่า การทรมานแบบนี้แน่นอนว่าเป็นการกระทำของทีมสังหารมืออาชีพ
การทรมาน และการวิสามัญฆาตรกรรม มีรายงานของกลุ่มวิกฤติการณ์สากล (International Crisis Group) ว่า ตำรวจบังคลาเทศมีเชื่อเสียงกระฉ่อนในเรื่องความป่าเถื่อน โหดร้าย (Brutality) การทุจริตคอรัปชั่น และไร้ความสามารถ (Incompetence) บ่อยครั้งที่รายงานระบุว่ากองกำลังความมั่นคงเป็นผู้รับคำสั่งจากพวกกลุ่มผล ประโยชน์ทรงอิทธิพล
นักธุรกิจผู้มั่งคั่งมีประวัติความเป็นมาในการซื้อตำรวจเอาไว้ใช้งาน เพื่อเพิ่มผลกำไร รายงานยังอ้างถึงทนายความสิทธิมนุษยชนคนหนึ่งที่เคยร้องเรียน ในบางกรณีที่นายจ้างโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าติดสินบนเจ้าหน้าที่ตำรวจในการ บังคับคนงานที่กำลังประท้วง เพราะนายจ้างจ่ายค่าจ้างล่าช้าให้กลับเข้าทำงาน
ในปี 2007 และ ปี 2008 เมื่อทหารสนับสนุนรัฐบาลรักษาการปกครองบังคลาเทศ ประชาชนอย่างน้อย 297 คนตายโดยการวิสามัญฆาตรกรรม  รายงานของกลุ่มสิทธิมนุษยชน ออดิการ์ (Odhikar) ในปี 2009 นางฮาสินา (Mr.Hasina) สัญญาว่าจะปฏิรูปประชาธิปไตย และยุติการเข่นฆ่า
แต่ว่าเกือบสี่ปีต่อมา ความก้าวหน้าที่ต้องหยุดชะงักลงในเดือนมกราคม องค์กรเฝ้าดูสิทธิมนุษยชน (Human  Rights  Watch)  ตั้งข้อสังเกตว่ากองกำลังความมั่นคงในบังคลาเทศยังคงอยู่เหนือกฎหมาย และยังระบุอีกว่า ได้เกิดปัญหาใหม่ที่ว่า “การบังคับให้หายสาบสูญ (Enforced disappearances) ซึ่งมีจำนวนผู้สูญหายมากขึ้น หลังจากถูกลักพาตัวไป (Abduct)
เพื่อนคนงานของนายอิสลามเชื่อว่า กรณีของเขาเป็นไปตามรูปแบบที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ได้ปฏิเสธว่าหน่วยงานความมั่นคงไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับเรื่องนี้ ในเดือนกรกฎาคม นางฮาสินา ดูเหมือนว่าจะกังวลใจกับการเคลื่อนไหวภายนอกประเทศเธอกล่าวว่าไม่พบข้อสงสัย เชื่อมดยงกับหน่วยงานความมั่นคง และภาพพจน์ของนายอิสลามไม่ใช่ผู้นำแรงงาน เพราะเขาทำงานให้กับองค์กรพัฒนาเอกชน “ทำไมคุณไม่แจ้งให้สถานทูตในประเทศตะวันตกรู้ว่า อมินูลไม่ใช่ผู้นำแรงงาน”  เธอกล่าวไว้โดยการรายงานข่าวของ The Inde pendent
ชายลึกลับคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้คือนายมุสตาฟิส ราห์มาน (Mustafiz Rahman) ผู้ชายซึ่งตามหานายอิสลามให้ช่วยเขาจัดงานแต่งงานในตอนกลางคืนที่นายอิสลาม หายตัวไป เพื่อนคนงานนายอิสลามกล่าวว่า นายราห์มานนั้นมีความสัมพันธ์อยู่กับ กองกำลังหน่วยงานความมั่นคงในขณที่หนังสือพิมพ์นิวเอจ (New Age) วิเคราะห์ว่านายราห์มานได้ช่วยตำรวจในการจับกุมนักจัดตั้งแรงงาน และเขาเคยปรากฏตัวในหน่วยสายสืบ อีกทั้งหลังจากนายอิสลามหายตัวไปยังไม่มีใครได้พบเห็นตัวเขาอีกเลย
ผู้นำแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในบังคลาเทศได้ประณามการฆ่านายอิสลามตาย แต่ก็ยังต่อว่างทางศูนย์กลางเพื่อการสมานฉันท์คนงาน และสหภาพแรงงานในสังกัดยังหลีกเลี่ยงที่จะต่อสู้ในเรื่องนี้ภายในประเทศ พวกเขาไม่ยอมทำอะไรในระดับพื้นฐาน ได้แต่มองหาความช่วยเหลือจากต่างประเทศ
รอย ราเมช จันทรา (Roy  Ramesh Chantra) หัวหน้าสหพันธ์แรงงานใหญ่ที่สุดในบังคลาเทศ ซึ่งเป็นองค์กรอยู่ข้างรัฐบาลกล่าวว่า “พวกเขาเพียงแค่เรียกร้องการสมานฉันท์จากภายนอกพวกนี้เพียงแค่ส่งอีเมลล์ เพื่อทำลายอุตสาหกรรม และภาพพจน์ของประเทศแม้กระทั่งทำลายสหภาพแรงงานอีกด้วย”
ความเกี่ยวข้องในแง่ภาพพจน์ของประเทศนี่แหละที่เป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้ สนับสนุนนายอิสลาม เชื่อว่ารัฐบาลอาจมองว่าตัวเขาคือภัยคุกคาม (ของรัฐ) เขาเคยบันทึกเรื่องการถูกลักพาตัว และถูกทรมาน เผยแพร่ในเวปไซค์แรงงาน เมื่อปี 2010 ในปีนี้เขายังได้ช่วยดำเนินการให้สำนักข่าว ABC ในสหรัฐอเมริกาทำข่าวเกี่ยวกับสภาพการทำงานไม่ปลอดภัยในดรงงานเมื่อเกิดเหตุ ไฟไหม้โรงงานผู้ผลิตเสื้อผ้าทอมมี่ ฮิลฟิเกอร์ เป็นเหตุให้คนงานเสียชีวิต 29 คน
นายอิสลามอาศัยอยู่ในฮิโจฮาติ (Hijolhati) หมู่บ้านเล็ก ๆ เขียวขจี ใช้เวลาแค่ชั่วดมงเดียวในการขับรถจากแอสฮุนเลีย ภรรยาหม้ายนางฮอสนี่ เอร่า บักัม ฟาอิมา ยังอาศัยอยู่ในกระท่อมคอนกรีต ศพของนายอิสลามฝังอยู่ที่นั่นในสนามหลังบ้านดกโรโกโส
นางฟาฮิมา อายุ 32 ปี ยังว่างงาน และวิตกกังวลในอนาคตของลูก ๆ เธอยังทุกข์ระทรมจากความทรงจำ เพมื่อมีโทรศัพท์จากตำรวจและสายสืบตอนกลางคืน เธอไม่รุ้ว่าใครคือคนฆ่าสามีเธอ แต่ว่าในคืนที่เขาหายตัวไป เธอตื่นจากฝันร้าย เธอเห็นสามีร้องให้ล้อมรอบด้วยกองกำลังจากหน่วยความมั่นคง
อมินูลเคยทำงานเพื่อสิทธิของคนงานในโรงงาน “ฉันคิดว่านี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมต้องฆ่าเขา”

Julfikar  Ali  Manik  ช่วยเขียนรายงาน
หนังสือพิมพ์  International  Herald  Tribune
11  กันยายน  2012
ภาษาไทยโดย ... สมยศ  พฤกษาเกษมสุข
20  กันยายน  2555

หมายเหตุ: ภาพประกอบจาก Free Somyot

บรรยายภาพ: Kim Ae Hwa - Korean activist represented Unified Progressive Party, Korea extended the international solidarity to free somyot and all political prisoners in Thailand