WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 19, 2012

การปฏิวัติจำต้องรุนแรงหรือ? วิพากษ์ลัทธิปฏิวัติปีกซ้ายไร้เดียงสา

ที่มา ประชาไท

 

 
ที่มา Quote ไมเคิล ฮาร์ท(Michael Hardt) จากเพจ วิวาทะ 
ในฐานะผู้เคยทำการปฏิวัติด้วยความรุนแรง ผมใคร่บอกว่าเราต้องหาทางเจือผสมการปฏิวัติด้วยความไม่รุนแรงให้มากที่สุด เพราะเหตุใดน่ะหรือ? ก็เพราะว่าบรรดาไพร่ทาสราษฎรสามัญชนโดยทั่วไปนั้นหาได้มีอาวุธสงครามในมือ เหมือนกลไกรัฐภายใต้การบังคับควบคุมของชนชั้นปกครองไม่ เมื่อใดการปฏิวัติตัดสินชี้ขาดกันด้วยอาวุธ เมื่อนั้นคุณจะพบว่าชนชั้นปกครองได้เปรียบเสมอและราษฎรก็สูญเสียมากเสมอ ไม่เชื่อก็ลองดูประสบการณ์ปี ๒๕๕๓ ในเมืองไทย เทียบกับชัยชนะโดยไม่มีอาวุธจากการเลือกตั้งในปีถัดมาเถิด
คุณทราบหรือไม่ว่ารายจ่ายงบประมาณเพื่อรักษาความสงบภายในของจีนนั้นบัด นี้พอ ๆ กับรายจ่ายงบประมาณเพื่อป้องกันประเทศภายนอกของจีนแล้ว นั่นแปลว่าในสายตารัฐทุนนิยมอำนาจนิยมของจีนนั้น ภัยคุกคามจากประชาชนภายในประเทศร้ายแรงพอ ๆ กับภัยคุกคามจากต่างประเทศ
หากคุณคิดว่าการปฏิวัติต้องทำด้วยความรุนแรงหรือนัยหนึ่ง "อำนาจรัฐเกิดจากปากกระบอกปืน" แบบประธานเหมาเจ๋อตงแล้วละก็ คิดดูสิว่าประเทศจีนจะมีอนาคตอย่างไร?
ถ้ายึดตาม Max Weber ปรมาจารย์สังคมวิทยาเยอรมันว่าอำนาจรัฐคือการผูกขาดอำนาจการใช้ความรุนแรง โดยชอบธรรมเหนืออาณาดินแดนหนึ่ง ๆ แล้ว ก็มีองค์ประกอบ ๓ อย่างในแก่นของอำนาจรัฐ
๑) อำนาจผูกขาดความรุนแรง
๒) ความชอบธรรมที่จะใช้อำนาจรุนแรงนั้น
๓) เหนืออาณาดินแดนหนึ่ง ๆ
หากวิเคราะห์ให้ดี แนวทางปฏิวัติแบบต่าง ๆ ก็คือการเข้าโจมตีกร่อนทำลายองค์ประกอบเหล่านี้นี้เอง
-ทำลาย ๑) ด้วยแนวทางปฏิวัติแบบรัสเซีย คือสร้างกองกำลังติดอาวุธของกรรมกรขึ้นมาใต้การนำของพรรคบอลเชวิค
-ทำลาย ๒) ด้วยแนวทางปฏิวัติแบบอิหร่าน คือบ่อนทำลายความชอบธรรมของรัฐพระเจ้าชาห์ลงในด้านต่าง ๆ จนในที่สุดแม้มีกองกำลังอาวุธ แต่ก็ไม่สามารถสั่งการให้ใช้ปราบปรามประชาชนที่ต่อสู้ประท้วงอย่างมี ประสิทธิผลได้ คือมีปืนก็ยิงไม่ออก เพราะทหารตำรวจไม่ยอมทำให้
-ทำลาย ๓) ด้วยแนวทางปฏิวัติแบบเหมา สร้างเขตปลดปล่อยภายใต้อำนาจรัฐสีแดงขึ้นในอาณาดินแดนของประเทศ
คิดตรองดูเถิดว่าวิธีการไหนต้องใช้ความรุนแรงและวิธีการไหนสามารถใช้ความไม่รุนแรงได้?
 
ฮูโก ชาเวซ
บทเรียนจากการปฏิวัติโบลิวาเรียนของเวเนซุเอลา: Bullets or Ballots? Coup-makers or Voters?
ฮูโก ชาเวซเริ่มชีวิตการเมืองจากฐานะนายทหารชั้นผู้น้อย รวมแก๊งเพื่อนนายทหารชั้นผู้น้อยที่สนใจตื่นตัวทางการเมืองพยายามก่อรัฐ ประหารยึดอำนาจโค่นระบอบเลือกตั้งฉ้อฉลผูกขาดของพรรคการเมืองชนชั้นปกครอง แต่ล้มเหลว ตัวเขาเองถูกจับติดคุก
ก่อนมอบตัวยอมจำนน เขาขอเงื่อนไขออกทีวีอ่านแถลงการณ์ ทำให้เขาเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ ประชาชนนิยมนับถือ
ออกจากคุก เขาลงสมัครรับเลือกตั้ง และได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ๓ รอบถึงปัจจุบัน และเพิ่งชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีวาระ ๔ ทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งตั้งแต่ ๑๙๙๙ ไปจนถึง ๒๐๑๙ รวม ๒๐ ปีถ้าไม่มีอันเป็นไปเพราะโรคมะเร็งเสียก่อน
ในยุคสมัยของเขา มีความพยายามก่อรัฐประหารโค่นเข้าด้วยกำลังรุนแรง แต่ล้มเหลว เพราะแรงนิยมของประชามหาชนกดดันจนกองกำลังอาวุธกลับใจ
ตกลงการปฏิวัติโบลิวาเรียนและการรักษาอำนาจรัฐปฏิวัติของชาเวซ อาศัย bullets หรือ ballots กัน?
คิดดูให้ดี

"แต้มภาพ เขียนลวง"

ที่มา ประชาไท

 



แต้มชีวิตเติมความฝันปั้นเป็นภาพ
ปัดแปรงทาบแรงเงาหรี่สาดสีสัน
วาดตัวตนวาดเรื่องราววาดคืนวัน
วาดเส้นสั้นโค้งยาววาดวนเวีย
ระหว่างทางฝันใฝ่ตามใฝ่ฝัน
ลดช่องว่างระหว่างกันแปรผันเปลี่ยน
ใส่อารมเร้าสัมผัสสุดแนบเนียน
เติมจินตนาการจารเจียรเขียนชีวิต
แต่สุดท้ายเป็นได้แค่ปลายหมึก
ที่ลากยาวจากสำนึกล้ำลึกคิด
ไม่ต่างจากสังคมไทยเลยสักนิ
เหมือนให้สิทธิแต่วาดร่างภาพรางลวง
ลวงประชาว่ามีสิทธิเสรีภาพ
แต่ปรามปราบชีวิตถ้าล้ำล่วง
ลวงว่ามีความเป็นธรรมให้ทั้งปวง
แต่บวงสรวงชีวิตด้วยสิทธิรั
หยุดเถิดหยุดเสแสร้งแกล้งล้ำเลิศ
หยุดทูนเทิดความงามดีที่จำกัด
หยุดใช้ทุน-ราชการ-ศาล-ทหาร-วัด
เพียงประหัตเพื่อประหารประชาชน
วาดดาว




Photo by Pictuares (https://www.facebook.com/pic1610)

กสทช.ร้อง 'ปลัดคลัง' พิจารณาการกระทำของรองปลัด ที่บอกประมูล 3G มีปัญหา

ที่มา ประชาไท



กสทช. ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงปลัดกระทรวงการคลัง ขอให้พิจารณาการกระทำของรองปลัด สุภา ปิยะจิตติ ที่ทำหนังสือ-ให้สัมภาษณ์สื่อ ว่าการประมูล 3G มีปัญหา ทำ กสทช.เสียหาย
จากกรณีนางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการระเบียบพัสดุจัดซื้อจัดจ้าง (คกพ.) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ส่งหนังสือ "ด่วนที่สุด" ที่ กค (กพวอ) 0421.3/42301 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2555 ถึงประธาน กสทช. โดยอ้างถึงการประมูลไลเซ่นส์ 3G ไม่มีการแข่งขันราคาอย่างแท้จริงตามเจตนารมณ์ของการประมูลด้วยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ และอาจมีลักษณะการสมยอมราคาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) ที่จะส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้อย่างมหาศาล และ กสทช.อาจอยู่ในข่ายต้องรับผิดตามกฎหมาย
ล่าสุด (19 ต.ค.55) ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. โดยความเห็นชอบของประธาน กสทช. ได้ทำหนังสือด่วนทื่สุด ที่ สทช. 5011/18583 ลงวันที่ 19 ตุลาคม ถึงปลัดกระทรวงการคลัง เรื่องขอให้พิจารณาการกระทำของ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ที่ทำหนังสือดังกล่าว รวมถึงเผยแพร่และให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนหลายแขนงทำให้ กสทช. และสำนักงาน กสทช. ได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าว เนื่องจากมีความคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง และผิดพลาดในข้อกฎหมาย ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า กสทช. และสำนักงาน กสทช. ทำผิดกฎหมาย เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการประมูลคลื่นความถี่ 2.1GHz  รวมถึงการที่ น.ส.สุภา อ้างว่าปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงการคลังด้วยนั้นเป็นการดำเนินการที่ไม่ เหมาะสมต่อตำแหน่งหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อ กสทช. และสำนักงาน กสทช. รวมถึงสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดกับประชาชนทั่วไป จึงขอให้ท่านพิจารณาดำเนินการกับ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ และให้ น.ส.สุภา รับผิดชอบต่อการกระทำที่เจตนาสร้างความเสียหายต่อผู้อื่น เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อบุคคลอื่นต่อไป

'กัมพูชา' ออกแถลงการณ์ เข้าใจ 'ฐปณีย์' ไม่เจตนาหมิ่น

ที่มา ประชาไท



เมื่อวันที่ 18 ต.ค. โฆษกหน่วยข่าวกรองและตอบโต้ด่วนของคณะรัฐมนตรีกัมพูชา ออกแถลงการณ์ กรณีมีการเผยแพร่ภาพ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวช่อง 3 ผ่านทางเฟซบุ๊ก จนทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยระบุว่า ต่อกรณีดังกล่าว ทั้งตัวผู้สื่อข่าวและผู้แทนสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ของไทย ได้แสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และได้ทำการขออภัยโทษต่อรัฐบาลและประชาชนกัมพูชา นอกจากนี้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย ได้โทรศัพท์ถึงสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แสดงความเสียใจต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และทำความเข้าใจต่อกันแล้ว
โดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ของไทยได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่ามิได้มีเจตนาที่จะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือ แสดงความไม่เคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพรักของประชาชน กัมพูชา นอกจากนี้ รูปภาพที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊กนั้นเป็นภาพที่ถ่ายจากด้านข้างเยื้องมาทางด้าน หลัง ทำให้ดูเหมือนของทั้งหมดอยู่ใกล้กับเท้า
ดังนั้น จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประชาชนกัมพูชาที่อยู่ในช่วงเศร้าเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนโรดม สีหนุฯ จะเข้าใจต่อเหตุการณ์ความเป็นจริง และหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดที่อาจเกิดจากการยุยงส่งเสริมของผู้ไม่ประสงค์ดี ที่ประสงค์จะสร้างความไม่สงบในสังคม และสร้างความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ตลอดจนการสร้างความเป็นศัตรูกับประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ

เนื้อหาแถลงการณ์ (ถูกแปลจากภาษากัมพูชา) มีดังนี้
แถลงการณ์กองการข่าวและโต้ตอบเร็ว
เมื่อวันที่ 16 และ 17 ต.ค. 55 หลังจากมีการเผยแพร่รูปภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนโรดมสีหนุ ที่เคารพรักของประชาชนกัมพูชาใต้เท้าของผู้สื่อข่าวประจำสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ของไทย น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย และที่กลุ่มผู้ไม่หวังดี (อคติ) และกลุ่มที่ชอบสร้างกระแสบางกลุ่มได้โพสต์รูปตามเว็บไซต์สังคมออนไลน์ Facebook ซึ่งแสดงเกินความเป็นจริง อันอาจทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิด ดังนั้น โฆษกกองการข่าวและโต้ตอบเร็วขอกราบเรียนสาธารณชนให้ทราบ ดังนี้
1.ตามแหล่งข่าวความเป็นจริง ทราบว่าในความเป็นจริงผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวได้ขอยืมหนังสือพิมพ์ 1 ฉบับจากผู้สื่อข่าวชาวกัมพูชาเพื่อนำไปศึกษาเกี่ยวกับชีวประวัติของสมเด็จ พระนโรดมสีหนุ หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวไทยคนดังกล่าวได้เริ่มต้นรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ทั่วไปของ พระราชพิธีฯ ในขณะนั้น ผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวได้วางหนังสือพิมพ์พร้อมกับสมุดบันทึกและโทรศัพท์ เคลื่อนที่ของตนบนพื้นเพื่อทำการรายงานข่าว หลังจากนั้น ในช่วงกลางวันได้มีข่าวรูปพระบรมฉายาลักษณ์ปรากฏใต้เท้าของผู้สื่อข่าวคนดัง กล่าวเผยแพร่ทาง Facebook
หลังจากที่ได้รับข่าวที่เผยแพร่ทาง Facebook นี้ ที่อาจกระทบจิตใจประชาชนกัมพูชาและอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อเหตุการณ์ ที่ได้เกิดขึ้น รวมทั้งโดยกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองประเทศ ผู้สื่อข่าวไทยคนดังกล่าวมีความกังวลและหวาดกลัวอย่างมาก และได้เดินทางไปกราบขอพระราชทานอภัยโทษต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ที่บริเวณหน้าพระบรมมหาราชวังโดยทันที
2.เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 55 เมื่อเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวไทย (คนดังกล่าว) น.ส. ฐปณีย์ เอียดศรีไชย และนายมงคล เจริญ รองผู้อำนวยการ สถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 ของไทย ได้เดินทางไปคุกเข่ากราบขอพระราชทานอภัยโทษและขอโทษต่อประชาชนกัมพูชาเบื้อง หน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนโรดมสีหนุ ณ สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงเทพฯ
3.ในวันเดียวกันนั้น สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ของไทยได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงความเป็นจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่ามิได้มีเจตนาที่จะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือแสดงความไม่เคารพต่อ สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพรักของประชาชนกัมพูชา เพราะ ณ ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวพระราชพิธีพระบรมศพที่ผู้ สื่อข่าวคนดังกล่าวต้องวางสัมภาระส่วนตัวต่างๆ โดยมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ สมุดบันทึก และหนังสือพิมพ์ที่มีพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนโรดมสีหนุ ที่ตีพิมพ์หลังจากที่เสด็จสวรรคต และวางบนพื้นโดยไม่เจตนา ซึ่งได้วางห่างจากตัวพอสมควร แต่รูปภาพที่มีการเผยแพร่ทาง Facebook เป็นภาพที่ถ่ายจากด้านข้างเยื้องมาทางด้านหลัง ทำให้ดูเหมือนของทั้งหมดอยู่ใกล้กับเท้า
อย่างไรก็ดี ทั้งผู้สื่อข่าว น.ส. ฐปณีย์ฯ และผู้แทนสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ของไทย ได้แสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และได้ทำการขออภัยโทษต่อรัฐบาลและประชาชนกัมพูชา และหวังว่าเหตุการณ์นี้จะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสอง
เกี่ยวกับปัญหาที่อ่อนไหวนี้ เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 55 ฯพณฯ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย ได้โทรศัพท์ถึงสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แสดงความเสียใจต่ออุบัติเหตุที่มิได้เกิดจากความตั้งใจนี้ และผู้นำของประเทศทั้งสองได้ทำความเข้าใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 ต.ค. ดังกล่าว
โฆษกกองการข่าวและโต้ตอบเร็วของสำนักนายกรัฐมนตรีหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประชาชนกัมพูชาที่อยู่ในช่วงเศร้าเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนโรดม สีหนุฯ จะมีความเข้าใจต่อเหตุการณ์ความเป็นจริง และหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดที่อาจเกิดจากการยุยงส่งเสริมของผู้ไม่ประสงค์ดี (ผู้มีอคติ) ที่ประสงค์จะสร้างความไม่สงบในสังคม และสร้างความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ตลอดจนการสร้างความเป็นศัตรูกับประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการทางการเมืองของคนบางกลุ่ม เพื่อหลอกลวงความเห็นของสาธารณชนและทำลายความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประชาชน และรัฐบาลของกัมพูชาและไทย
ราชธานีพนมเปญ
18 ตุลาคม 2555


ที่มา: ครอบครัวข่าว

ดีเอสไอจัดทีมสอบชุดใหญ่พิจารณาคําสั่งศาลคดี พัน คํากอง ออกหมายเรียกคนสั่งฆ่า

ที่มา uddred

 ข่าวสด 19 ตุลาคม 2555 >>>


ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า วันที่ 19 ต.ค. รายงานข่าวจากพนักงานสอบสวนคดี 99 ศพ เปิดเผยว่า ในส่วนของคดีของนายพัน คำกอง คนขับแท็กซี่ ที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณถนนราชปรารภเมื่อเดือน พ.ค. 53 ซึ่งศาลอาญามีคำสั่งให้คดีของนายพันเป็นคดีฆาตกรรม โดยเสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกิดจากการกระชับพื้นที่ โดยการยิงสกัดรถตู้ต้องสงสัยคันหนึ่งที่วิ่งบนถนนราชปรารภจนไปถูกนายพันเสีย ชีวิต ซึ่งทางพนักงานสอบสวนกำลังคัดสำนวนคดีของนายพันจากศาลอาญาอยู่ คาดว่าประมาณสิ้นเดือน ต.ค. นี้คำสั่งคดีนายพัน จะมาถึงดีเอสไอ เมื่อคำสั่งมาถึงแล้วก็จะนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะพนักงานสอบสวนชุดใหญ่  3 ฝ่ายทันที ประกอบด้วย ดีเอสไอ ตำรวจ และอัยการ เพื่อร่วมกันตรวจสอบข้อมูลในคำสั่งดังกล่าวว่ามีใครเกี่ยวข้องกับการเสีย ชีวิตของนายพัน คำกอง บ้างเพื่อจะได้ออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหา กระทำการโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยเจตนา ทั้งนี้หากไม่สามารถระบุถึงตัวเจ้าหน้าที่ทหารที่เป็นคนยิงนายพันได้ ก็จะต้องออกหมายเรียกคนสั่งการขณะนั้นเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาแทน และหากออกหมายเรียก 3 ครั้งแล้วไม่มาพบก็จะออกหมายจับทันที

กระทรวงการคลังทำหนังสือ 'ด่วนที่สุด!' ถึง กสทช. ชี้ประมูล 3G ส่อฮั้ว

ที่มา ประชาไท




หลังจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) มีมติ 4 ต่อ 1 รับรองผลการประมูลใบอนุญาตประกอบการ หรือไลเซ่นส์ คลื่นความถี่ 3G 2.1 กิกะเฮิร์ตซ์ไปเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (18 ต.ค.)
เว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า วันเดียวกัน คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ส่งหนังสือ "ด่วนที่สุด" ที่ กค (กพวอ) 0421.3/42301 ลงวันที่ 18 ต.ค.2555 ถึงประธาน กสทช. โดยระบุว่า การประมูลคลื่นความถี่ 3G เมื่อวันที่ 16  ต.ค.ที่ผ่านมา ไม่มีการแข่งขันราคากันอย่างแท้จริง รวมถึงอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้ว ซึ่งจะส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้มหาศาล และ กสทช.อาจต้องรับผิดตามกฎหมายดังกล่าว
โดยเนื้อหาหนังสือดังกล่าวระบุว่า การดำเนินการจัดประมูลคลื่นความถี่ 3G มีผู้ประมูล 3 ราย โดยมีการเสนอราคาเพิ่มขึ้นน้อยครั้งเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่กำหนดให้มีการ ประมูล และคลื่นความถี่ที่ประมูลมีจำนวนพอดีกับผู้เสนอราคาที่สามารถจัดสรรได้รายละ 3 สลอต กรณีจึงถือได้ว่าการประมูลดังกล่าวไม่มีการแข่งขันราคาอย่างแท้จริงตาม เจตนารมณ์ของการประมูลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์
ประกอบกับผู้ชนะการประมูลจะได้รับประโยชน์จากการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลานาน เนื่องจากคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น หากการจัดสรรทรัพยากรคลื่นความถี่กรณีนี้เป็นไปอย่างไม่เหมาะสม หรืออาจมีลักษณะการสมยอมราคาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) จะส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้อย่างมหาศาล และ กสทช.อาจอยู่ในข่ายต้องรับผิดตามกฎหมายดังกล่าว
ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าว ลงนามโดย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ปฏิบัติหน้าที่แทนปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 18 ต.ค.2555

มติบอร์ด กทค.รับรองประมูล 3G ด้วยเสียง 4-1

ที่มา ประชาไท



มติที่ประชุม กทค. รับรองผลการประมูลใบอนุญาต 3G คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ 4-1 นพ.ประวิทย์ ไม่รับรอง เรียงหน้าตรวจสอบ "สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค"-ประชาชนห้าหมื่นกว่า ยื่นถอด กสทช.ส่อผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้ว ด้านสุริยะใสชะลอยื่นศาลปกครองไต่สวนเรื่อง 3G - รอฟังคำสั่งคดีก่อน ขณะที่ศาลปกครองไม่รับฟ้อง “สถาบันคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค-พล.ร.อ.ชัย”

(18 ต.ค.55) นายประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ด้านเศรษฐศาสตร์ ในฐานะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ บอร์ด กทค. กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ด กทค. ว่า ในวันพรุ่งนี้ (19 ต.ค.) จะส่งหนังสือรับรองผลการประมูลใบอนุญาต 3G คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา ให้กับผู้ชนะประมูล 3G ทั้ง 3 ราย โดยมีบริษัท เอกชนเข้าร่วมประมูล 3 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค ประมูลคลื่นความถี่ได้ในราคา 14,625 ล้านบาท บริษัท ดีแทค เนควอร์ค และบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ ประมูลคลื่นความถี่ไปในราคา 13,500 ล้านบาทเท่ากัน รวมทั้งสามรายประมูลคลื่นความถี่ไปในมูลค่า 41,625 ล้านบาท โดยผู้ชนะทั้ง 3 รายต้องจ่ายเงิน 3 งวด แบ่งเป็นปีแรก 50% และปีที่ 2 อยู่ที่ 25% และปีที่ 3 อยู่ที่ 25% ของเงินที่ประมูลได้ ภายใน 90 วัน และจะได้ใบอนุญาตครอบครองคลื่น 15 ปีทันทีใน 7 วัน
กรรมการ กทค. กล่าวต่อว่า การลงมติของบอร์ด กทค.เพื่อรับรองผลการประมูล 3G ครั้งนี้ ถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว ส่วนเงินที่ได้จากการจัดประมูลคลื่นความถี่ 3G จะนำส่งเข้ารัฐให้เร็วที่สุด แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเมื่อไร เพราะต้องรอให้เอกชน 3 ราย ส่งเงินเข้ามาทั้งหมดก่อน โดยคาดการณ์ว่าจากนั้นประมาณ 3 เดือน จะสามารถนำส่งเข้ารัฐได้ อย่างไรก็ตาม หากหักค่าใช้จ่ายในการจัดประมูลประมาณ 20 ล้านกว่าบาท
ต่อข้อถามถึงการกำกับดูแลเอกชนนั้น กรรมการ กทค.กล่าวว่า ระยะแรกในการกำกับดูแล ต้องดูว่าผู้ประกอบการมีการแข่งขันกันมากหรือไม่ และต้องดูต้นทุนของผู้ประกอบการด้วย ซึ่งขณะนี้ มีต้นทุนการประกอบกิจการอยู่แล้ว ซึ่ง กสทช. ต้องเอามาดูว่าเป็นธรรมกับผู้บริโภคหรือไม่ โดยคาดว่าหลังจากนี้ 6 เดือน จะสามารถบอกความชัดเจนได้ พร้อมยืนยันว่า การกำกับดูแลต้องถูกลงกว่าเดิม
สำหรับการประชุม กทค.ครั้งนี้ ประกอบด้วย 5 ราย ได้แก่ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. และประธาน กทค. พล.อ. สุกิจ ขมะสุนทร กสทช.ด้านการศึกษา วัฒนธรรม และพัฒนาสังคม นายสุทธิพล ทวีชัยการ กสทช.ด้านกฎหมาย นายประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ ด้านเศรษฐศาสตร์ และ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม
โดยการประชุมเริ่มตั้งแต่เวลา 11.00-15.00 น. ใช้เวลารวม 4 ชั่วโมง โดยสำนักงาน กสทช. ได้ถ่ายทอดเสียงให้สื่อมวลชนรับฟัง ที่ชั้น 2 อาคารหอประชุม ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ มีการแจ้งว่าจะถ่ายทอดภาพด้วยแต่เกิดขัดข้องทางเทคนิค จึงได้แค่เสียงอย่างเดียว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่กำลังถ่ายทอดสดเสียงการประชุมนั้น มีเนื้อหาที่ถกเถียงกันซ้ำไปซ้ำมาจนทำให้บอร์ด กทค. 2 คน ประกอบด้วย นายประเสริฐ และ พล.อ.สุกิจ วอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม ทำให้ พ.อ.เศรษฐพงค์ ต้องตัดบทบอกให้ที่ประชุม กทค.ลงมติรับรองผลการประมูล 3G ของ กสทช. ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ต.ค.2555
ผลปรากฏว่า การลงมติรับรองผลการประมูลใบอนุญาต 3G ของ กทค. มีมติบอร์ด 4-1 โดย นพ.ประวิทย์ ไม่รับรองผล และขอดูเอกสารการเคาะราคาการประมูลทั้ง 7 ครั้งก่อน ส่งผลให้ที่ประชุมบอร์ดขอปิดเสียงถ่ายทอดสดเพื่อนำเอกสารมาอธิบายให้ นพ.ประวิทย์ ฟังประมาณ 5 นาที จึงได้เปิดเสียงถ่ายทอดสด และได้สรุปผลการลงมติรับรองการประมูล 3G ของบอร์ด กทค.
สำหรับประเด็นที่ นพ.ประวิทย์ ตั้งข้อสังเกตนั้นมีหลายเรื่อง อาทิ เรื่องราคาตั้งต้ที่ต่ำเกินไป และการออกหลักเกณฑ์ประมูลที่ไม่ทำให้เกิดการแข่งขัน รวมถึงการออกประกาศเพื่อทำประชาพิจารณ์ไม่สอดคล้องตามเวลาที่กำหนด

"สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค" ยื่นถอด กสทช. ส่อผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้ว
ด้าน บุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค เข้ายื่นหนังสือถึงคณะกรรมาธิการตรวจสอบทุจริตและธรรมาภิบาลฯ วุฒิสภา โดยมี รสนา โตสิตระกูล เป็นประธาน หลังพบว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. เข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (พ.ร.บ.ฮั้ว)
บุญยืน กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังมาก เพราะเคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสรรหา กสทช. ในรอบ 44 คน เพื่อส่งต่อให้วุฒิสภาคัดเลือกเหลือ 11 คน ขณะที่เลือกเข้ามาแต่ละคน นับว่ามีประวัติหน้าที่การงานดี และแสดงวิสัยทัศน์ที่ดีมาก ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม แต่เมื่อเข้ามากลับเปลี่ยนไป พร้อมยืนยันว่า สหพันธ์องค์กรผู้บริโภคจะไม่หยุดตรวจสอบ กสทช.แน่นอน
นอกจากนี้ บุญยืนระบุว่า สิ่งที่รับไม่ได้คือ การทำหลักเกณฑ์ก่อนการประมูลจนสามารถเอื้อให้บริษัทที่มีอยู่ในตลาดเพียงแค่ 3 ราย ได้เข้ามาประมูล โดยมองว่า นี่ไม่ได้เรียกว่า การประมูล แต่คือการประเคน มากกว่า กสทช.กำลังเล่นลิเก หรือเล่นจำอวดหน้างานศพให้สังคมดู
ด้านรสนา ประธานคณะกรรมาธิการตรวจสอบการทุจริตและธรรมาภิบาลฯ วุฒิสภา กล่าวว่า กรรมาธิการได้รับเรื่องจากสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคไว้ตรวจสอบ เนื่องจากเป็นหน้าที่ที่ในความรับผิดชอบ ส่วนประเด็นที่ยื่นให้ตรวจสอบนั้น เป็นประเด็นเดียวกันกับที่สังคมเกิดข้อสงสัย โดยเฉพาะทำผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้ว หรือไม่ ซึ่งหากผลสอบออกมาพบว่าผิดปกติ จะต้องดูว่าจะส่งผลสอบไปให้หน่วยงานใดเอาผิดตามความรับผิดชอบ เหมือนเช่นที่เคยส่งให้ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาแล้ว

ประชาชนห้าหมื่นกว่า ลงชื่อถอดถอน กสทช.
ตัวแทน เครือข่ายภาคประชาชน นำโดยกลุ่มลูกศิษย์หลวงตามหาบัว กว่า 50 คน นำรายชื่อประชาชนใส่ลังมาประมาณ 30 ลัง รวมทั้งหมด 57,904 รายชื่อ ยื่นต่อนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เพื่อให้ถอดถอนกรรมการ กสทช.
นิคม กล่าวว่า ขณะนี้รับเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว โดยหลังจากนี้จะนำไปตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อที่ยื่นมา จากนั้นจะส่งต่อให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตามกระบวนการถอดถอน โดยอาจใช้เวลานานกว่า 2 เดือน นอกจากนี้ ยอมรับว่ารู้สึกผิดหวังมากในฐานะที่เป็นหนึ่งในกรรมการเลือก กสทช.ชุดนี้ โดยเฉพาะผลการจัดประมูลเมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ราคาไม่เกิดการแข่งขันมากถึง 6 ใบ ขณะที่โดยรวมที่ได้เข้ารัฐนับว่าเป็นราคาที่ต่ำมาก

สุริยะใสชะลอยื่นศาลปกครองไต่สวนเรื่อง 3G - รอฟังคำสั่งคดีก่อน
สุริยะ ใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มการเมืองสีเขียว (กลุ่มกรีน) กล่าวว่า วันนี้ (18 ต.ค.) ตัดสินใจจะไม่ไปศาลปกครองกลางเพื่อยื่นคำฟ้องเพิ่มเติม กรณีที่บอร์ด กทค. จะนัดประชุมเพื่อลงมติรับรองผลการประมูลใบอนุญาตให้บริการโทรศัพท์เคลื่อน ที่ 3G โดยจะขอรอฟังคำสั่งในคดีที่ได้ยื่นฟ้องไปก่อนหน้านี้ก่อน
    
ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องคดีประมูล 3G 2 คดี
ศาล ปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในคดีที่ฟ้องเกี่ยวกับการประมูลคลื่น 3G รวม 2 คดี คือ กรณีที่สมาคมสถาบันคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้บริโภค ยื่นฟ้อง กสทช. ขอให้เพิกถอนประกาศสำนักงาน กสทช.เรื่องรายชื่อผู้เข้าร่วมการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สากลย่าน 2100 กิกะเฮิรตซ์ เนื่องจากบริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด เป็นผู้มีสิทธิเข้าร่วมประมูล มี นายจอน ทราวิส เอ็ดดี้ อัลดุลลาห์ สัญชาติอเมริกัน เป็นผู้มีอำนาจลงนาม จึงเข้าลักษณะขัดต่อประกาศ กสทช.เรื่องการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคน ต่างด้าว
โดยเหตุที่ศาลไม่รับคำฟ้อง เพราะสมาคมฯ ไม่ใช่ผู้มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินการประมูล ไม่ว่าทางใดทางหนึ่งโดยตรง จึงไม่มีผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ที่จะโต้แย้งขอให้ศาลเพิกถอนประกาศ กสทช.ดังกล่าว
    
ส่วนที่อ้างว่า การที่ กสทช.ประกาศให้บริษัท ดีเทค เนทเวอร์ค จำกัด เป็นผู้มีสิทธิเข้าร่วมประมูล จะส่งผลทำให้การจัดสรรคลื่นความถี่อันเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ ตกอยู่ในความควบคุมอิทธิพลของคนต่างด้าว เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ เห็นว่า หากบริษัทดังกล่าวได้รับใบอนุญาต ย่อมต้องไม่ดำเนินการใดๆ อันเป็นการขัดต่อข้อห้ามตามประกาศ กสทช. เรื่องการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว มิเช่นนั้น บริษัทดังกล่าวจะต้องถูกดำเนินการตามข้อ 8-12 ตามประกาศดังกล่าว จึงเห็นได้ว่าเหตุการณ์ดังที่สมาคมฯ กล่าวอ้างอาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ในอนาคต ความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคล หรือความเสียหายแก่ประโยชน์ส่วนรวม หรือสาธารณะยังไม่มีความแน่นอน และ กสทช.ก็ได้มีมาตรการควบคุมดูแลมิให้บริษัทดังกล่าวกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติ ต่างๆ อยู่แล้ว นอกจากนั้น หากอนาคตเหตุการณ์เป็นไปตามที่สมาคมฯกังวลใจ คือ บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตถูกครอบงำโดยคนต่างด้าว สมาคมฯก็ย่อมเป็นผู้ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ และมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ แต่ในขณะนี้สมาคมฯยังไม่ใช่เป็นผู้เดือดร้อนเสียหาย จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
  
ส่วนคดีที่ พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ และพวกรวม 3 คนฟ้อง กสทช.ว่า ออกหลักเกณฑ์และจัดการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทร คมนาคมเคลื่อนที่สากล ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์ โดยไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 เพราะการเรียกเก็บเงินประมูลขั้นต่ำ 4,500 ล้านบาท จากเอกชนผู้เข้าประมูล อาจทำให้ กสทช.ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคได้ตามกฎหมาย
ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องโดยให้เหตุผลว่า เงินที่ได้จากการประมูลหลังหักค่าใช้จ่ายย่อมตกเป็นของแผ่นดิน กสทช.จึงหาได้เป็นเจ้าหนี้ของผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับ กิจการโทรคมนาคมดังกล่าวแต่อย่างใด และหากมีกรณีที่ กสทช.จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเพื่อให้ผู้ได้รับใบอนุญาตชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้เงินประมูลคลื่นความถี่ หรือหนี้อื่นใด ก็เป็นเพียงการดำเนินการแทนรัฐเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีกรณีที่ กสทช.จะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ได้รับใบอนุญาตอันเป็นผลเนื่องมาจากการออก ประกาศของ กสทช.ตามที่ พล.ร.อ.ชัย กับพวก กล่าวอ้าง ดังนั้น ในกรณีนี้จึงหาได้มีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้นแก่ประโยชน์สาธารณะตามที่ พล.ร.อ.ชัย กับพวก เข้าใจแต่อย่างใด พล.ร.อ.ชัย กับพวกจึงไม่อาจอาศัยเหตุดังกล่าวนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
    

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 1, 2 ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1, 2

พล.อ.เปรม อยากให้คนในชาติกลับมารักกันเหมือนเดิม

ที่มา ประชาไท



ประธานองคมนตรีวอนผู้ที่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายเป็นเสื้อสีต่างๆ นั้น ขอให้ทุกคนเอาชาติเป็นที่ตั้ง
หนังสือพิมพ์ข่าวสด รายงานว่า ในระหว่างที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษเป็นประธานเปิดโครงการ "สานใจไทย สู่ใจใต้" รุ่นที่ 18 ที่สโมสรทหารบก เทเวศร์ พล.อ.เปรม ได้ให้โอวาทต่อเยาวชนภาคใต้ จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งกล่าววว่า อยากให้คนในชาติมารักกันเหมือนเดิม ส่วนที่มีการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย เป็นเสื้อสีต่างๆ นั้นก็ให้ทุกคนเอาชาติเป็นที่ตั้ง โดยการจัดโครงการเพื่อเสริมสร้างความสามัคคีนั้น ตนมองว่ามีการดำเนินการกันทั่วประเทศ เพียงแต่เราอาจจะรู้บ้างไม่รู้บ้างซึ่งเรื่องความรักชาติเป็นเรื่องสำคัญที่ ทุกภาคส่วนตั้งใจทำอยู่
ทั้งนี้มีรายงานด้วยว่าในพิธีดังกล่าว มีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร รองผบ.สส. พร้อมนายทหารระดับสูง และภาคเอกชนเข้าร่วมด้วย

รัฐเอาจริง 'ทีวีมลายู 24 ชั่วโมง' คาดเปิดจอก่อนสิ้นปี

ที่มา ประชาไท



เลขาธิการศอ.บต. เผยความคืบหน้า คาดอีก 3 เดือนสามารถออกอากาศได้ เพื่อคืนเกียรติยศและมรดกทางภาษา ร่วมมือภาคประชาสังคมสรรหาสภาประชาชนกำหนดเนื้อหาและรูปแบบรายการ
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยกับโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) ในวันที่ 16 ตุลาคม 2555 ว่า ขณะนี้ทางศอ.บต. กำลังเตรียมการเปิดช่องโทรทัศน์ภาษามลายูตลอด 24 ชั่วโมงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งคาดว่าจะสามารถออกอากาศได้ภายใน 3 เดือนหลังจากนี้อันเป็นการดำเนินตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและเป็นยุทธศาสตร์ ที่สำคัญของ ศอ.บต. ที่ต้องการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน
“ในการดำเนินการจะต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดเนื้อหาและรูปแบบรายการเพื่อให้มีความ รู้สึกเป็นเจ้าของ ซึ่งจากการพูดคุยกับภาคประชาสังคมเมื่อวันที่ 14 [ตุลาคม] ที่ผ่านมาเห็นว่าต้องมีสภาประชาชนในการเข้ามากำกับดูแล ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ช่องทางเพื่อการแก้ต่างให้รัฐ แต่เป็นเพราะประชาชนที่นี่ต้องรู้ความจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ต้องรู้ข้อมูลข่าวสารและที่สำคัญเป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างความเข้มแข็งและ มาตรฐานของภาษามลายู” เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าว
พ.ต.อ.ทวี เปิดเผยอีกว่าจากการปรึกษาหารือกับภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นักวิชาการ ตัวแทนสถาบันการศึกษา ถึงเนื้อหาและสาระของช่องทีวีภาษามลายูอย่างไม่เป็นทางการ  ได้ข้อสรุปว่าจะมีรายการ 8 ด้าน คือ รายการข่าว รายการด้านศาสนาและวัฒนธรรม ด้านอาชีพ การกีฬา การท่องเที่ยว รายการบันเทิงและรายการ reality show ในการดำเนินการต้องสรรหาผู้อำนวยการสถานีที่เป็นที่ยอมรับรวมทั้งต้องดึง สถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนภาษามลายูและด้านการสื่อสาร 2 - 3 แห่งเป็นผู้รับผิดชอบวางกรอบการสรรหาสภาประชาชนหรือการทำประชาพิจารณ์ในการ ดำเนินการในเรื่องนี้ ในส่วนของ ศอ.บต. ได้มอบหมายให้ส่วนงานประชาสัมพันธ์เป็นผู้รับผิดชอบ
ในด้านเทคนิคนั้น พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่าจะเป็นคณะทำงานอีกกลุ่มหนึ่งซึ่ง ศอ.บต. จะเป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งหมด  โดยในขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการเพื่อที่จะให้สามารถออกอากาศได้ภายในก่อนสิ้น ปีนี้ ทั้งนี้อาจจะต้องหาคนภายนอกหรือมืออาชีพสักคนมารับผิดชอบในงานนี้ ซึ่งขณะนี้ก็มีทีมงานที่มาจากวอยซ์ทีวี รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของบริษัทดาวเทียมไทยคมกำลังเร่งดำเนิน งานอยู่
ส่วนเรื่องของช่องสัญญาณของทีวีภาษามลายู  24 ชั่วโมงนั้น  ขณะนี้กำลังพิจารณาใช้ช่องดาวเทียมที่ประชาชนใช้จานดาวเทียมรับสัญญาณ หรือจะใช้ช่องสัญญาณของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยจังหวัดยะลา หรืออาจจะใช้ทั้ง 2 ช่องทางในการออกอากาศ
เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้ เราจำเป็นต้องเตรียมคนให้พร้อม โดยเฉพาะคนทั้งประเทศต้องพึ่งคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพราะคนที่นี่สามารถ ใช้ภาษาของคนจำนวนกว่า 300 ล้านคน ซึ่งภาษามลายูจะกลายเป็นภาษาอาเซียน และช่องทีวีภาษามลายู 24 ชั่วโมงแห่งนี้ก็จะไม่ใช่ของรัฐ เพราะรัฐมีอยู่แล้ว ต้องเป็นของประชาชนที่นี่
“สิ่งที่อยากเห็นคือ ทีวีภาษามลายู 24 ชั่วโมงจะสามารถเป็นกระบอกเสียงของคนในพื้นที่ เป็นช่องทางในการสื่อสารของประชาชน  อีกทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาษามลายู เป็นการคืนเกียรติยศและรักษามรดกทางภาษา” เลขาธิการ ศอ.บต.กล่าว

สิ้นธ.ค.2555 นิตยสารนิวส์วีคจะหยุดพิมพ์เป็นรูปเล่ม

ที่มา thaifreenews



Newsweek Magazine will to go to all-digital 
format in early 2013, 
editor-in-chief Tina Brown announced Thursday. 
Drew Fitzgerald reports on Markets Hub. 
Photo: AFP/GettyImages.
นิตยสารนิวส์วีคนิตยสารอเมริกา
ที่จัดพิมพ์เป็นรูปเล่มมาปัจจุบันจนครบ 80 ปี
จะเลิกจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม เหลือแต่สื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์เท่านั้น
โดยจะยุติการพิมพ์รูปเล่มในวันที่ 31 สิ้นเดือนธันวาคม ปีนี้เป็นฉบับสุดท้าย 
นิวส์วีคออนไลน์
http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42499.0