ที่มา ประชาไท
Thu, 2012-10-25 14:42
บทบาททางการเมืองของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์ของกัมพูชา
นับว่ามีความน่าสนใจและมีสีสันอย่างยิ่ง
นับตั้งแต่บทบาทในการเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชให้ประเทศกัมพูชา
การโลดแล่นในทางการเมืองระหว่างประเทศ
การเข้ามาเป็นผู้นำในบทบาทนักการเมืองในสนามการเมือง
จนพระองค์ถูกขนานนามว่า เป็น "กษัตริย์แอคติวิส"
ภายหลังโลดแล่นอยู่บนถนนการเมืองที่มีทั้งขึ้นและลงมายาวนาน
ในที่สุดพระองค์ก็เป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญในสมัยนายกรัฐมนตรีฮุน เซน
ตราบจนทรงสละราชย์สมบัติ ลดบทบาททางการเมือง และเสด็จสวรรคต
อันเป็นการปิดฉากชีวิตในโรงละครโรงใหญ่ที่พระองค์ทรงเฉิดฉายและโดดเด่นมา
ตลอดพระชนม์ชีพ

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, October 25, 2012
ASEAN Weekly: กษัตริย์หลากสีสัน
'มหากาพย์ 3G' ประมวลข้อท้วงติง-คำโต้แย้ง-6 คำวินิจฉัยศาลปกครอง
ที่มา ประชาไท

กสทช.เปิดบทวิเคราะห์สถานการณ์ 7 ข้อ โต้วิพากษ์ประมูล 3G
คอมเมนต์ส่งตรงถึง กสทช.การประมูลเข้าข่ายฮั้วประมูล?!?
1.นายณกฤช เศวตนันท์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ พ.อ.เศรฐพงษ์ มะลิสุวรรณ ประธาน กทค.มีหนังสือแนะนำให้มีการประมูลใหม่เพราะเข้าข่ายฮั้วประมูล
8.หนังสือ "ด่วนที่สุด" จากกระทรวงการคลัง
ประมวล 6 คำฟ้อง-คำสั่งศาลปกครอง กรณีการทักท้วงประมูลคลื่น
4.2 คดีดำ 2664.55 สมาคมสถาบันคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้บริโภค
1.2 คำสั่ง อนุภาพ
ในความเคลื่อนไหว กระบวนการตรวจสอบ ‘การประมูลคลื่น’
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติ หน้าที่ของ กสทช. นำโดย นายสุรศักดิ์ ศิริพรอุดมสิน อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วยคณะลูกศิษย์ลูกตามหาบัว ได้รวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จำนวน 57,904 รายชื่อ ยื่นต่อ นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้วุฒิสภาถอดถอน กสทช.ทั้งคณะจำนวน 11 คน ออกตากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 (2) เมื่อวันที่ 18 ต.ค.55
ขณะที่ น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค (สอบ.) เข้ายื่นหนังสือต่อ น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี ประธาน กมธ.ศึกษา ตรวจสอบการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่รัฐสภาเช่นกัน ขอให้ตรวจสอบการฮั้วและธรรมาภิบาลในการประมูล 3G ใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.การกระทำของ กสทช.เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการฮั้วประมูลตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) หรือไม่
ป.ป.ช.รับลูกเตรียมประชุมสรุปฮั้วประมูล 3G พรุ่งนี้
ย้ำอีกครั้ง... อำนาจ ป.ป.ช. ตรวจสอบ ไม่ใช่พิพากษา
ขณะที่การดำเนินการเพื่อให้ล้
หากมีข้อมูลข้อเท็จจริงปรากฏชั
จตุพร หอบหลักฐานให้การดีเอสไอ
ที่มา thaifreenews
"กรณีชายชุดดำที่เป็นจินตนาการล่วงหน้า
มีการพล็อตเรื่องไว้ ล่วงหน้า
หลังจากนั้นจึงปฏิบัติการที่สี่แยกคอกวัวและศรีอยุธยา
ถ้าเรื่องนี้สุจริตไม่ควรปกปิด ควรนำภาพวงจรปิดออกมาเผยแพร่
เพราะศอฉ.ใช้งบกว่า 6,000 ล้านบาท ทำไมจะไม่มีวงจรปิด
คดีก่อการร้ายผมไม่ขอนิรโทษกรรม
เช่นเดียวกับคดีใช้
บงการฆ่าก็ไม่ควรมีการนิรโทษกรรม
แต่ผมอโหสิกรรมให้ทหาร
ซึ่งมาปฏิบัติด้วยความเชื่อว่า
ประชาชน มีอาวุธร้ายแรง
ไม่จงรักภักดี จากผังล้มเจ้า
คนที่ทำผังล้มเจ้า
ได้รับการปูมบำเหน็จเป็นพลตรี
ผมจึงไม่อโหสิกรรมให้ผู้สั่งการ"นายจตุพร กล่าว
นายจตุพร กล่าวต่อว่า กรณีชายชุดดำต้องพิสูจน์กันไป
เชื่อว่ามีภาพทหารที่มีชายชุดดำไปซุ่มยิงร่วมกัน
และแฝงตัวอยู่ใกล้กับจุดที่ทหารปฏิบัติการในหลายพื้นที่
รวมทั้งวันที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธแดงถูกยิง
ก็มีคนยิงชายชุดดำติดตามไปถึง รพ.หัวเฉียว
http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=42595.0
ขัดผลประโยชน์ พี่ชายซัดน้องชายด้วยมาตรา 112
ที่มา Thai E-News
ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร แม้แต่พี่กับน้อง พี่ชายหยิบช่องโหว่กฎหมายมาตรา 112 "ใครก็ฟ้องร้องใครก็ได้" ว่า "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"แจ้งจับน้องชายหลังจากมีปากเสียงกันเรื่องธุรกิจ
ช่วงเย็นที่ผ่านมา ศาลมีคำสั่ง"ไม่ให้ประกัน"
"พิเคราะห์แล้ว ศาลอาญาและศาลอุทธรณ์เคยสั่
จากคำวินิจฉัยเดิมแบบเดียวก
Note จากทนายจำเลย : เมื่อพี่ชายแท้ๆมีเหตุขัดแย
วันนี้เพิ่งยื่นประกันตัวจำ
ผมได้สอบถามจำเลย จำเลยยืนยันว่าไม่ได้กระทำค
จำเลยยืนยันว่ามีความจงรักภ
--------------------------
ถึงเวลายกเลิกแล้วหรือยัง?
ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 25/10/55 อีก 10 ปีจะล้างมือการเมือง...แต่มือเปื้อนเลือดล้างไม่ออก
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

เสียงเจือยแจ้ว ลาการเมือง คุยเขื่องข่ม
หวังให้ลืม ความระยำ ทำโสมม
เคยทับถม ฆ่าคนไทย ใจกลางกรุง....
99 ศพ ยังทวงถาม ตามหลอกหลอน
แม้นหลับนอน ตื่น-นั่ง ยังสะดุ้ง
ใช้คำพูด สุดเลอะเลือน เหมือนแต่งปรุง
เที่ยวคุยฟุ้ง ว่าชอบธรรม สิ่งทำไป....
คิดหลีกไกล ให้พ้น สิ่งตนก่อ
ความผิดรอ อยู่ตรงนี้ หนีไปไหน
จงรับโทษ ที่สั่งล่า ฆ่าคนไทย
นั่นแหละใช่ เรื่องจริง สิ่งอันควร....
มือยังคง เปื้อนเลือด ไม่เหือดแห้ง
ถึงตะแบง เพ้อพร่ำไป ไม่มีส่วน
99 ศพ ยังทวงถาม ตามก่อนกวน
มิได้ป่วน แค่ถามว่า ฆ่าทำไม?....
๓ บลา / ๒๕ ต.ค.๕๕
"จตุพร" ยื่นหลักฐานคดี 99 ศพ
ที่มา uddred
ข่าวสด 25 ตุลาคม 2555 >>>
ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นาย จตุพร พรหมพันธุ์
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
เข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอ
เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมในคดีการเสียชีวิตของประชาชน และเจ้าหน้าที่รัฐ
จำนวน 99 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน
จากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองเดือนเม.ย.-พ.ค.2553
โดยนายจตุพรให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าให้การว่า
ได้หลักฐานเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลแพ่ง
กรณีสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย.2552 หรือสงกรานต์เลือด ที่มีผู้ถูกยิง
และศาลพิพากษาให้กองทัพชดใช้ค่าเสียหาย
โดยระบุว่าในปฏิบัติการดังกล่าวมีการใช้กระสุนจริง
นายจตุพรกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังนำภาพ
ถ่ายและเอกสารที่รวบรวมรายละเอียดเหตุการณ์ไฟไหม้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
มามอบให้พนักงานสอบสวน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาคดีด้วย
โดยเชื่อว่าชายชุดดำที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
นำภาพถ่ายมาแสดงนั้น เหมือนมีการจัดฉากเรื่องราวมาตั้งแต่ต้น
เนื่องจากในช่วงดังกล่าวรัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ทั้งที่ยังไม่มีความรุนแรง เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2553
ก่อนจะใช้กำลังสลายการชุมนุมในวันที่ 10 เม.ย. 2553
ต่อมามีการอ้างโทรทัศน์ต่างประเทศเผยแพร่ภาพถ่ายชายชุดดำ
โดยมีข้อสังเกตว่ามีการเผยแพร่เพียงช่องเดียวหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว 3 วัน
ชี้มีแต่ "ชุดดำ" ในกลุ่ม จนท.
แกนนำนปช. กล่าวอีกว่า ดังนั้น
จึงต้องการให้ดีเอสไอติดตามผู้สื่อข่าวที่เป็นผู้ถ่ายภาพดังกล่าวมาสอบถาม
ข้อเท็จจริง รวมถึงหลักฐานกล้องวงจรปิดการเข้าออก ศอฉ. ที่กรมทหารราบที่ 11
รักษาพระองค์ ด้วย หากทหารมีความบริสุทธิ์ใจก็ควรให้ตรวจสอบ เพราะช่วงนั้น
ศอฉ.ใช้งบประมาณถึง 6,000 ล้านบาท
จะมาปฏิเสธว่าไม่มีกล้องวงจรปิดได้อย่างไร
ขอยืนยันว่าประเด็นชายชุดดำยังต้องพิสูจน์ให้ชัด
แต่ข้อมูลที่พบคือมีภาพที่มีชายชุดดำไปซุ่มยิงในบริเวณใกล้กับเจ้าหน้าที่
และแฝงตัวอยู่ใกล้กับจุดที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในหลายพื้นที่
รวมทั้งวันที่ พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก
ถูกยิงก็มีชายชุดดำติดตามไปถึง ร.พ.หัวเฉียว ด้วย
"กรณีชายชุดดำเป็นจินตนาการล่วงหน้า วางแผนล่วงหน้า รัฐบาลประกาศใช้
พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งที่ยังไม่มีการก่อการร้าย แต่มีพล็อตเรื่องไว้ล่วงหน้า
หลังจากนั้นจึงปฏิบัติการที่สี่แยกคอกวัวและถนนศรีอยุธยา
หากสุจริตก็ไม่ควรปกปิดและนำภาพวงจรปิดมาเผยแพร่
มีความพยายามปั่นเรื่องชายชุดดำ ทั้งที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้า อย่างไรก็ตาม
เหตุการณ์ปี 2553 นั้น ผมอโหสิกรรมให้กลุ่มทหารที่ปฏิบัติหน้าที่
แต่จะไม่อโหสิกรรมให้คนสั่งการ คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ
เทือกสุบรรณ อย่างแน่นอน" นายจตุพร กล่าว
"เหวง" จี้เปิดผลสอบ เม.ย. 52
ที่รัฐสภา นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และ
จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือต่อ
พล.ต.อ.วิรุฬห์ ฟื้นแสน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสามัญกฎหมาย ยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน
สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ประสานกับนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์
ประธานรัฐสภา นำผลการศึกษาการชุมนุมทางการเมืองปี 2552 ของรัฐสภา
มาเผยแพร่ต่อสาธารณชน
นพ.เหวง กล่าวว่า ในปี 2552
มีการชุมนุมทางการเมืองเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่ม นปช.
กระทั่งรัฐบาลใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม
ระหว่างนั้นมีเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อรัฐบาลที่บริหารราชการในขณะ
นั้นหลายเรื่อง อาทิ รถแก๊สที่จอดอยู่บริเวณซอยรางน้ำ เป็นการจัดฉากหรือไม่
การยิงประชาชนกระทั่งต้องเข้าห้องไอซียู ร.พ.ทหารผ่านศึก
เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่หรือไม่ ศพของชาย 2 คน
และลอยขึ้นฝั่งที่ท่าพระอาทิตย์ แม่น้ำเจ้าพระยา
ในสภาพที่ถูกมัดมือไพล่หลัง การเสียชีวิตของพลทหารอภินพ เครือสุข
เป็นอุบัติเหตุล้มฟาดชักโครกหรือไม่ และคลิปเสียงที่คล้ายนายอภิสิทธิ์
ที่สั่งการสลายม็อบ เป็นเสียงของนายอภิสิทธิ์จริงหรือไม่ หรือมีการตัดต่อ
ตามที่พรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์เคยออกมาระบุ
ถ้าแดงเลวทราม-ยินดีรับผิด
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า ผลการศึกษาดังกล่าวมีนายชัย
ชิดชอบ ประธานรัฐสภาในขณะนั้นเป็นผู้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบ
แต่เหตุใดจึงเก็บไว้เป็นความลับ ไม่นำผลสอบมาเปิดเผย
หากกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นพวกเลวทราม มีความผิด ก็ยินดีรับผิดตามกฎหมาย
ขอให้เปิดเผยข้อมูลออกมา
หรือเป็นเพราะในรายงานระบุว่ารัฐบาลในขณะนั้นมีความผิด จึงไม่นำมาเปิดเผย
เพื่อปกปิดความผิดหรือไม่
จึงเรียกร้องให้นำผลการสอบสวนมาตีพิมพ์เผยแพร่ให้ทราบทั่วกัน และในวันที่
25 ต.ค. เวลา 13.30 น. จะไปยื่นเรื่องต่อดีเอสไอ
พร้อมทั้งจะประสานกับนายสมศักดิ์ เพื่อถามหารายงานฉบับนี้อีกทางหนึ่ง
ส่วน จ.ส.ต.ประสิทธิ์ กล่าวถึงชายชุดดำว่า
ในช่วงที่นำการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง
มีผู้ชุมนุมรายหนึ่งมาให้ข้อมูลเรื่องชายชุดดำว่า มีชายชุดดำ 6 คน
มากับรถตู้สีขาว และมีผู้หญิงคอยกำกับอยู่
โดยจะมีชายชุดดำอีกหนึ่งชุดคอยสลับกันยิงกลุ่มผู้ชุมนุม ดังนั้น
ขอให้ผู้ชุมนุมที่ให้ข้อมูลดังกล่าวกับตน
ออกมาให้ข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตาม
โดยส่วนตัวมองว่าอย่าพยายามค้นหาชายชุดดำเลย
แต่ไปเร่งรัดคดีกับผู้ที่สั่งฆ่าคนเสื้อแดงจะดีกว่า
Tuesday, October 23, 2012
'สุกำพล' นำ ผบ.เหล่าทัพ วางพวงมาลา วันปิยะฯ
ที่มา Voice TV
รายการ New Update ประจำวันที่ 23 ตุลาคม 2555 (10.00 น.)
จตุพร เข้าชี้เเจงกับ ดีเอสไอ ข้อมูลเบิกจ่ายอาวุธ
ที่มา Voice TV
ปิยบุตร แสงกนกกุล: ประเด็นทางกฎหมายปกครองที่น่าสนใจจากกรณีการประมูลคลื่นความถี่ 3 จี (ตอนที่ 1)
ที่มา ประชาไท
23 ตุลาคม, 2012 - 00:22 | โดย Piyabutr Saengk...
ในคดีปกครอง การฟ้องคดีย่อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินบริการสาธารณะไม่มากก็น้อย หากเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถฟ้องโต้แย้งการกระทำทางปกครองได้โดยไม่มี จุดเกาะเกี่ยวหรือความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการกระทำทางปกครองนั้นเลย ก็ส่งผลให้ทุกคนสามารถนำเรื่องไปฟ้องศาลได้ทั้งหมด ศาลในทุกระบบและในทุกประเทศจึงไม่อนุญาตให้บุคคลใดก็ได้สามารถฟ้องคดี หรือไม่ยอมรับหลักการฟ้องคดีโดยประชาชน (L’action popul aire) ตามสุภาษิตที่ว่า “ไม่มีบุคคลใดสามารถฟ้องคดีได้ราวกับเป็นอัยการ” ดัง นั้น ผู้ฟ้องคดีต้องแสดงให้เห็นว่าตนมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำทางปกครองที่ ต้องการโต้แย้ง ปัญหาต่อมาที่ต้องพิจารณา คือ แล้วศาลจะใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาว่าบุคคลผู้ฟ้องคดีนั้นมีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกับการกระทำทางปกครองที่ต้องการโต้แย้งเพียงพอที่จะมีสิทธิฟ้อง คดีได้
เกณฑ์การพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิฟ้องคดีหรือไม่นั้น มีอยู่ 2 รูปแบบสำคัญ ได้แก่
รูปแบบแรก ประโยชน์หรือส่วนได้เสียของผู้ฟ้องคดีถูกกระทบจากการกระทำทางปกครอง มีฝรั่งเศสเป็นต้นตำรับ ระบบกฎหมายปกครองฝรั่งเศสตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักความชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองมีภารกิจในการรักษาหลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง เมื่อมีผู้ใดมาโต้แย้งต่อศาลว่าการกระทำทางปกครองใดน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลในฐานะองค์กรที่ทำหน้าที่รักษาความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง ก็ควรต้องรับไว้พิจารณา อย่างไรก็ตาม หากเปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้สามารถโต้แย้งต่อศาลได้ทั้งหมดจนกลายเป็นหลัก การฟ้องคดีโดยประชาชน (L’action populaire) ก็จะทำให้ศาลมีเขตอำนาจมากจนเกินไป และมีคำฟ้องเข้ามาเป็นจำนวนมากจนไม่อาจพิจารณาได้ทั้งหมด ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสร้างข้อความคิดเรื่อง “ผู้ฟ้องคดีมีส่วนได้เสียหรือประโยชน์เกี่ยวข้องกับการกระทำที่ฟ้องโต้แย้ง” (Intérêt à agir) ซึ่งกว้างกว่า “สิทธิของผู้ฟ้องคดีถูกกระทบจากการกระทำที่ฟ้องโต้แย้ง” (Droit subjectif lésé) และแคบกว่าการฟ้องคดีโดยบุคคลใดก็ได้ (L’action populaire) ดังนั้น ในระบบกฎหมายปกครองฝรั่งเศส หากผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าการกระทำทางปกครองน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแสดงให้เห็นว่าประโยชน์หรือส่วนได้เสียของตนถูกกระทบจากการกระทำทาง ปกครองนั้น ศาลก็จะรับฟ้อง แม้ผู้ฟ้องคดีจะไม่ถูกกระทบสิทธิของตน ผู้ฟ้องคดีก็มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการกระทำทางปกครองแล้ว
รูปแบบที่สอง สิทธิที่กฎหมายรับรองของผู้ฟ้องคดีถูกกระทบจากการกระทำทางปกครอง มี เยอรมนีเป็นต้นตำรับ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิทธิทางมหาชน (subjektives öffentliches Recht) ศาลปกครองมีภารกิจในการคุ้มครองสิทธิของบุคคลจากการใช้อำนาจของฝ่ายปกครอง แม้การกระทำทางปกครองอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลปกครองจะพิจารณาให้ได้ก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นกระทบสิทธิของบุคคลเสีย ก่อน ดังนั้น ผู้ฟ้องจึงต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าการกระทำที่ต้องการฟ้องโต้แย้งนั้นได้ กระทบสิทธิของตน ศาลจึงจะรับไว้พิจารณา เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากศาลจะมีอำนาจเพิกถอนการกระทำเหล่านั้น ศาลยังมีอำนาจในการกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ฟ้องและฟื้นฟูสถานะ ทางกฎหมายของผู้ฟ้องให้กลับคืนดังเดิมด้วย
การสร้างระบบกฎหมายปกครองและระบบศาลปกครอง ควรต้องตอบคำถามถึงรากฐานภารกิจของกฎหมายปกครองและศาลปกครองว่าจะเน้นการ รักษาความชอบด้วยกฎหมายหรือจะเน้นการคุ้มครองสิทธิของบุคคล เมื่อตอบคำถามนี้ได้จึงจะจัดวางกฎเกณฑ์อื่นๆในรายละเอียดที่เกี่ยวกับศาล ปกครองได้ต่อไป น่าเสียดายที่ในระบบกฎหมายปกครองไทย เราไม่เคยตั้งคำถามเหล่านี้เมื่อครั้งตั้งศาลปกครอง ประเทศไทยใช้วิธีการลอกและรับเอามาใช้ โดยเลือกรูปแบบของฝรั่งเศส ตามมาตรา 42 ของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 บัญญัติว่า “ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำ หรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือมีข้อ โต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองตามมาตรา 9 และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือนร้อนหรือความเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้งนั้น ต้องมีคำบังคับตามที่กำหนดในมาตรา 72 ผู้นั้นมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง” จากคำว่า “เดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้” นี้เองที่ฝ่ายตำราและศาลปกครองนำมาแปลความว่าผู้ฟ้องคดีต้องพิสูจน์ให้ศาล ปกครองเห็นว่าการกระทำทางปกครองที่ตนฟ้องโต้แย้งนั้นกระทบต่อประโยชน์หรือ ส่วนได้เสียของตนตามแบบระบบกฎหมายฝรั่งเศส กล่าวคือ ไม่ได้เปิดกว้างถึงขนาดที่ให้ประชาชนหรือใครก็ได้สามารถฟ้องคดีได้ และไม่ได้แคบถึงขนาดให้ผู้ฟ้องพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิที่กฎหมายรับรอง และการกระทำทางปกครองนั้นกระทบสิทธิของตนแบบระบบกฎหมายเยอรมัน
ศาลปกครองวางแนวคำสั่งศาลปกครองและคำพิพากษาในกรณีดังกล่าวได้มาตรฐานและ เป็นเกณฑ์ที่นิ่งพอสมควร จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงบรรยากาศ “ตุลาการภิวัตน์” เข้มข้น แนวทางการพิจารณาเงื่อนไขการรับฟ้องในส่วนของผู้ฟ้องคดีก็เปลี่ยนแปลงไป และอยู่ในสถานะ “ไม่นิ่ง” ศาลได้ขยายขอบเขตการพิจารณาส่วนได้เสียหรือประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีที่ ถูกกระทบออกไปอย่างกว้างขวางจนเรียกได้ว่าเกือบเป็นการอนุญาตให้บุคคลใดฟ้อง คดีก็ได้ ดังปรากฏให้เห็นในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 585/2549 (คดีนายศาสตรา โตอ่อน ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งสัญญสัมปทานของกลุ่มชินฯ โดยฟ้องในฐานะเป็นปวงชนชาวไทยเจ้าของอำนาจอธิปไตยและผู้ใช้บริการของกลุ่ม ชินฯ) ต่อเนื่องมายังคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 547/2551 (คดีนายสุวัตร อภัยภักดิ์และพวก ฟ้องโต้แย้งการแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาเรื่องปราสาทพระวิหาร โดยฟ้องในฐานะประชาชนไทย)
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ยามใดที่มีกรณีรัฐบาลหรือหน่วยงานทางปกครองตัดสินใจเรื่องสำคัญหรือเรื่อง ที่อาจถูกนำมาขยายผลในทางการเมืองได้ ก็จะมีบุคคลกลุ่มหนึ่งฟ้องโต้แย้งการกระทำทางปกครองโดยอ้างว่าการกระทำทาง ปกครองนั้นกระทบต่อประโยชน์ส่วนรวม ประโยชน์ของชาติ หรือประโยชน์สาธารณะ ซึ่งในฐานะเป็นคนสัญชาติไทย ในฐานะคนเสียภาษี ในฐานะผู้บริโภค ในฐานะผู้ใช้บริการสาธารณะนั้น ย่อมถือว่าได้ว่าประโยชน์ของตนถูกกระทบจากการกระทำทางปกครองเพียงพอให้ตนมี สิทธิฟ้องคดีได้ ซึ่งน่าจะเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง
ก่อนการประมูลคลื่นความถี่ 3 จีจะเริ่มขึ้นในวันที่ 16 ตุลาคม 2555 บรรยากาศเช่นว่าก็กลับมาอีกครั้ง มีบุคคลจำนวนหนึ่งได้ฟ้องต่อศาลปกครองให้พิจารณาการประมูลคลื่นความถี่ 3 จี โดยแยกออกเป็นหลายคำฟ้อง และแต่ละคำฟ้องก็โต้แย้งในประเด็นที่แตกต่างกัน รวมทั้งขอให้ศาลสั่งหรือพิพากษาแตกต่างกัน พอสรุปได้ ดังนี้
• คำฟ้องของนายอนุภาพ ถิรลาภ ในฐานะผู้ใช้โทรศัพท์โต้แย้งว่าประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่น ความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลย่าน 2.1 GHz พ.ศ.2555 ไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการประมูลคลื่นความถี่ที่จะแสดงให้เห็นว่าประชาชนได้ ประโยชน์สูงสุด
• คำฟ้องของสมาคมสถาบันคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้บริโภค ในฐานะสมาคมที่มีวัตถุปะสงค์คุ้มครองผู้บริโภค และนายชูยศ โอจงเพียร ในฐานะผู้ใช้โทรศัพท์ของบริษัทดีแทค ฟ้องขอเพิกถอนประกาศสำนักงาน กสทช เรื่องรายชื่อผู้เข้าร่วมการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สากลย่าน 2.1 GHz เพราะบริษัทดีแทคที่ได้เข้าร่วมการประมูลในครั้งนี้นั้นเป็นบริษัทต่างด้าว ซึ่งถือว่าขาดคุณสมบัติ
• คำฟ้องของพล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ นายสุทธิ ผลสวัสดิ์ นายธรรมนูญ จุลมณีโชติ ในฐานะผู้ใช้โทรศัพท์ฟ้องขอเพิกถอนประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้ คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลย่าน 2.1 GHz พ.ศ.2555
• คำฟ้องของนายสุริยะใส กตะศิลา และพวกฟ้องขอเพิกถอนประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลย่าน 2.1 GHz พ.ศ.2555 เฉพาะข้อ 6 วรรคสองว่าด้วยการกำหนดราคาประมูลขั้นต่ำ
ศาลปกครองไม่รับคำฟ้องทั้งสี่นี้ไว้พิจารณา เพราะผู้ฟ้องคดีทั้งหมดไม่ได้ “เดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสียหาย” จากประกาศฯ จึงไม่ถือเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดี ซึ่งผู้เขียนเห็นพ้องด้วยกับคำสั่งศาลปกครอง อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ในคำสั่งของศาลปกครองทั้งสี่กรณีนี้ ศาลปกครองได้ระบุลงไปด้วยว่า ถ้าบุคคลทั่วไปต้องการฟ้องก็ให้ไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ ผู้ตรวจการแผ่นดินฟ้องต่อศาลปกครอง ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าโดยทั่วไปแล้ว ศาลปกครองไม่น่าจะมีหน้าที่ในการเขียนคำแนะนำให้แก่ผู้ฟ้องคดีเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม แม้ผู้ตรวจการแผ่นดินจะเป็นผู้ฟ้อง ก็ต้องเป็นการฟ้องในกรณีที่กฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ซึ่งต้องพิจารณาในเนื้อหาคดีต่อไปว่าประกาศของ กสทช. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่ และแม้ว่าศาลปกครองเห็นว่าประกาศ กสทช. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่จำเป็นต้องเพิกถอนประกาศฯนั้นเสมอไป หรือไม่จำเป็นต้องเพิกถอนให้มีผลย้อนหลังเสมอไป
กล่าวสำหรับการฟ้องโดยอ้างว่าปกป้องประโยชน์สาธารณะนั้น ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลประโยชน์สาธารณะ คือ รัฐและบรรดาองค์กรผู้ใช้อำนาจมหาชนทั้งหลาย ไม่ใช่ปัจเจกบุคคล แน่นอน ปัจเจกบุคคลอาจมีความหวังดีต่อชาติบ้านเมือง อาจมีจิตสาธารณะที่อยากพิทักษ์รักษาประโยชน์สาธารณะ แต่ต้องไม่ลืมว่า ประโยชน์สาธารณะส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก คนหนึ่งอาจเห็นว่ากระทบต่อประโยชน์สาธารณะ แต่อีกคนหนึ่งอาจเห็นว่าการกระทำทางปกครองนี้แหละเป็นไปเพื่อประโยชน์ สาธารณะ เช่น การประมูล 3 จี ฝ่ายหนึ่งอาจเห็นว่า กระทบประโยชน์สาธารณะ เพราะได้รายได้น้อย อีกฝ่ายหนึ่งอาจเห็นว่า การประมูล 3 จีนี่แหละเป็นประโยชน์สาธารณะทำให้ใช้โทรศัพท์บนคลื่นความถี่ 3 จีได้ เพื่อมิให้เกิดปัญหาขัดแย้งกัน กฎหมายจึงกำหนดให้ “รัฐ” เท่านั้นที่มีหน้าที่รับผิดชอบจัดทำการบริการเพื่อประโยชน์สาธารณะ และดูและรักษาประโยชน์สาธารณะ มิใช่ให้เอกชนหรือบุคคลใด “อาสา” มารับผิดชอบเฝ้าระวังประโยชน์สาธารณะ
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี การปล่อยให้รัฐเฝ้าระวังรักษาประโยชน์ส่วนรวมเพียงผู้เดียวอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะกรณีเรื่องส่วนรวมที่ไม่มีบุคคลใดอยากเสียเวลามาฟ้องคดี หรือเป็นเรื่องที่ส่งผลวงกว้าง เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องคุ้มครอง
ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้กฎหมายจึงกำหนดให้บุคคลรวมตัวกันเป็นองค์กรกลุ่มมีสิทธิฟ้องคดี ได้ แต่องค์กรกลุ่มผู้ฟ้องคดีต้องแสดงให้เห็นว่าการกระทำทางปกครองที่ต้องการโต้ แย้งนั้นกระทบต่อวัตถุประสงค์ขององค์กรกลุ่ม เช่น สมาคมคุ้มครองป่าฟ้องเพิกถอนใบอนุญาตให้สร้างเขื่อน โดยอ้างว่าการสร้างเขื่อนต้องทำลายป่าไม้ ซึ่งกระทบกับวัตถุประสงค์ของสมาคมแล้ว หรือสมาคมคุ้มครองผู้บริโภคฟ้องเพิกถอนประกาศให้นำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ที่ทำจากจีเอ็มโอ เพราะ เห็นว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค เป็นต้น
ในส่วนของผู้ใช้บริการสาธารณะ อาจฟ้องโต้แย้งการกระทำทางปกครองที่เกี่ยวกับการบริการสาธารณะที่ตนใช้ประจำ เช่น ผู้ใช้ไฟฟ้าอาจฟ้องโต้แย้งประกาศของการไฟฟ้านครหลวงที่กำหนดให้ขึ้นค่าไฟ หรือผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายหนึ่งฟ้องโต้แย้งประกาศเปลี่ยนแปลงเส้นทางการ เดินรถไฟฟ้าสายนั้น เป็นต้น ผู้เสียภาษีก็อาจฟ้องโต้แย้งการกระทำทางปกครองได้ แต่ต้องเป็นกรณีที่เป็นการกระทำทางปกครองในระดับท้องถิ่น เช่น ผู้อาศัยในเทศเขตเทศบาลและจ่ายภาษีให้แก่เทศบาลนั้นอาจฟ้องขอเพิกถอนการ กระทำของเทศบาลที่ส่งผลกระทบต่องบประมาณของเทศบาล
ศาลปกครอง เป็นองค์กรตุลาการที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาข้อพิพาททางปกครอง คำว่า “ข้อพิพาท” คือ ฝ่ายหนึ่งต้องทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหาย แล้วฝ่ายที่เสียหายจึงจะมาฟ้องศาล ศาลปกครองมิใช่ “ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์” ให้แก่บรรดาผู้ตั้งต้นเป็นพลเมืองดีทั้งหลาย
การเปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้สามารถพกบัตรประชาชนหนึ่งใบ พกใบรับรองการจ่ายภาษี หรือพกใบเสร็จค่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ น้ำประปา ไฟฟ้า แล้วฟ้องได้ทุกเรื่องโดยอาศัยในนามของ “พลเมืองดีผู้ปกป้องประโยชน์ชาติ” ย่อมส่งผลเสียหลายประการ ดังนี้
• การฟ้องคดีอาจรบกวนการจัดทำบริการสาธารณะ ผู้ฟ้องอาจคิดว่าต้องฟ้องเพิกถอนการจัดทำบริการสาธารณะนั้นเพื่อปกป้อง ประโยชน์ชาติ แต่คนอีกมากมายอาจต้องการใช้บริการสาธารณะนั้น
• ศาลปกครองมีภาระงานเพิ่มมากขึ้น
• ผู้ฟ้องอาจใช้การฟ้องคดีกลั่นแกล้งบุคคลอื่นที่อาจได้รับผลกระทบจากการฟ้อง หรืออาจเป็นช่องทางให้คนกลุ่มหนึ่งสามารถไปเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับ การไม่ฟ้องคดี
• เมื่อแนวการพิจารณาส่วนได้เสียหรือประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีไม่นิ่ง และภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองดังที่เป็นอยู่ บรรดานักฟ้องคดีก็ต้องการหาช่องทางฟ้องศาลปกครองเพื่อส่งผลทางการเมือง ในขณะที่หน่วยงานทางปกครองก็ต้องรอลุ้นทุกครั้งว่าจะถูกฟ้องหรือไม่ ส่วนศาลปกครองเองก็อาจเปลี่ยนแนวทางการวินิจฉัยได้ สภาพการณ์เช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงแน่นอนในทางกฎหมาย
ในระยะยาว เพื่อมิให้เกิดปัญหาดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้เขียนเห็นว่าสมควรแก้ไขบทบัญญัติในมาตรา 42 ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 เสียใหม่ จากเดิม “ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้...” มาเป็น “สิทธิของผู้ใดถูกกระทบหรือเสียหายจาก...” โดย นำหลักเกณฑ์สิทธิของผู้ฟ้องคดีต้องถูกกระทบจากการกระทำทางปกครองในระบบ กฎหมายเยอรมันมาใช้ ในส่วนกรณีการฟ้องเพิกถอนกฎซึ่งมีผลเป็นการทั่วไป ไม่ได้กระทบสิทธิของบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง ก็ให้สร้างคำฟ้องพิเศษเพื่อการเพิกถอนกฎ หรือ “Normenkontrolle” แบบกฎหมายเยอรมันมาใช้ นอกจากนี้ ในกฎหมายของหลายประเทศ ก็มีบทบัญญัติลงโทษบุคคลผู้ใช้สิทธิการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือเพื่อกลั่น แกล้งผู้อื่น และกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาความเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีของสมาคมหรือ องค์กรกลุ่มไว้อย่างรัดกุม ซึ่งระบบกฎหมายไทยน่าจะนำมาพิจารณา เพื่อป้องกันมิให้เกิดการตั้งตนเป็น “ผู้รับเหมา” การฟ้องคดีต่อศาลปกครอง







