ที่มา ประชาไท
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, November 2, 2012
Quote of the Day
โพสต์สถานะในเฟสบุ๊คตนเอง
ทักษิณ, ยิ่งลักษณ์, อภิสิทธิ์, ตั๊ก, สถาบันกษัตริย์
ครก.112 ผิดหวังสภา ยันเกี่ยวข้องสิทธิเสรีภาพ-ควรเรียกชี้แจงก่อนปัดตก
ที่มา ประชาไท
1 พ.ย.55 พวงทอง ภวัครพันธุ์ นักวิชาการตัวแทนคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) ให้สัมภาษณ์กรณีรัฐสภาจำหน่าย ร่างพ.ร.บ.แก้ไขมาตรา 112 ไปตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา ว่า ไม่มีการแจ้งให้ผู้เสนอกฎหมายทราบก่อนหน้านี้ แต่เมื่อทราบข่าวแล้วเราก็รู้สึกเสียใจที่รัฐสภาตัดสินใจไม่แตะต้องกฎหมาย นี้เลย นอกจากนี้ยังเห็นด้วยว่า ก่อนจะจำหน่ายร่างกฎหมายนี้ออกไป ควรเรียกตัวแทนของ ครก.112 หรือตัวแทนกลุ่มนิติราษฎร์ซึ่งเป็นผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้ไปชี้แจงว่าร่างนี้ เข้าหมวดสิทธิเสรีภาพหรือนโยบายแห่งรัฐหรือไม่
พวงทองกล่าวอีกว่า ถ้าสภาไม่กลัวจนเกินไป และมีแนวคิดในการมองปัญหาสิทธิเสรีภาพที่กว้างกว่านี้ ก็จะเห็นได้ไม่ยากว่า มาตรานี้ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม ครก.112 และนิติราษฎร์เตรียมจะออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย
ทั้งนี้ ในบันทึกหลักการและเหตุผล ประกอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่...) พ.ศ..... ระบุว่า
“โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากกฎหมายเกี่ยวกับความผิดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีความไม่เหมาะสมทั้งในแง่ของโครงสร้างของบทบัญญัติ อัตราโทษ และการบังคับใช้ ประกอบกฎหมายดังกล่าวไม่มีการยกเว้นความผิดในกรณีที่บุคคลติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความโดยสุจริตเพื่อรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อีกทั้งในปัจจุบันปรากฏชัดว่ากฎหมายดังกล่าวเปิดช่องให้บุคคลนำไปใช้เป็น เครื่องมือทางการเมือง หรือนำไปใช้โดยไม่สุจริตและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”
| Attachment | Size |
|---|---|
| หลักการและเหตุผล.pdf | 119.77 KB |
| ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขมาตรา 112.pdf | 165.22 KB |
'ใบตองแห้ง' ร่วมปฏิญญาหน้าศาล ชี้พ้นฮันนีมูน แดงต้องเรียกร้องจริงจัง ยัน รบ.ล้มยาก
ที่มา ประชาไท
เมื่อวันที่ 28 ต.ค.55 เวลา 13.00 น. บริเวณบาทวิถีหน้าศาลอาญา รัชดา กลุ่มปฏิญญาหน้าศาล ได้จัดกิจกรรมเสวนาบาทวิถี ภายใต้ชื่อ “นักโทษการเมืองภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเสียสละอิสรภาพของประชาชน” มีผู้ร่วมกิจกรรมประมาณ 100 คน โดยมี อธึกกิต แสวงสุข คอลัมนิสต์ นามปากกา "ใบตองแห้ง" เป็นวิทยากร วิจารณ์บทบาทรัฐบาลกับการช่วยเหลือนักโทษการเมือง การสร้างประชาธิปไตย การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)ที่ผ่านมา การชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยามและบทบาทของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จ การแผ่งชาติ หรือ นปช.ในปัจจุบัน

อธึกกิต แสวงสุข คอลัมนิสต์ นามปากกา "ใบตองแห้ง"
ชี้ รบ.ล้มยาก ไม่ว่าคนมามากขนาดไหนที่นางเลิ้งอธึก กิต มองว่า การที่รัฐบาลทำอะไรไม่ได้เต็มที่ ปัจจัยหลักอยู่ที่กระแสสังคมทั่วไป สังคมทั่วไปยังไม่ต้องการแตกหักแบบที่จะให้รัฐบาลไปล้างโครงสร้างของกลไกรัฐ ธรรมนูญ 50 ชาวบ้านทั่วไปที่ไม่ใช่แดง-เหลือง ยังไม่พร้อม เขายังรู้สึกว่า อยู่ไปอย่างนี้ก่อน ในขณะเดียวกันก็บอกว่า อย่าล้มรัฐบาลด้วย เป็นกระแสที่เป็น 2 มุม เพราะฉะนั้น พวกเคลื่อนไหวที่สนามม้านางเลิ้ง (การชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยาม) ยังไงก็ล้มรัฐบาลไม่ได้ เพียงแต่ว่า ถ้ารัฐบาลทำอะไรเต็มที่ คนทั่วไปก็ไม่เห็นด้วย เหมือนสภาพที่เหนื่อยมา 6 ปี คนจึงรู้สึกว่า อยู่ไปแบบนี้ก่อน แล้วค่อยว่ากัน แก้กันทีละเรื่อง เป็นนิสัยของสังคมไทยอยู่แล้วไม่ต้องการการแตกหักเด็ดขาด สังคมไทยเป็นสังคมประนีประนอมสูง ดังนั้นการจะไปรื้อโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญมันจึงลำบาก
แต่อีกฝ่ายก็จะล้มรัฐบาลได้ยาก เพราะต่อให้คนมามากขนาดไหนที่สนามม้านางเลิ้ง โพลล์ก็บอกอยู่แล้วว่าคน 97% ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร พรรคประชาธิปัตย์ก็เลือกตั้งชนะไม่ได้อยู่แล้ว พรรคการเมืองที่จะเกิดใหม่ก็ไม่มี เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอย่างไร พรรคเพื่อไทยอยู่ได้ 3 ปี แล้วก็ชนะอยู่แล้ว โดยแนวโน้ม ถ้าไม่เลวร้ายเกินไปก็จะอยู่อย่างนี้ แต่ก็ทำอะไรไม่สะดวกนัก
สำหรับการเคลื่อนไหวขององค์การพิทักษ์สยามที่สนามม้านางเลิ้งจะปูทางไป สู่การรัฐประหารนั้น ใบตองแห้ง กล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้ คนมันเข็ดแล้ว เข็ดรัฐประหาร 19 ก.ย. ไม่ใช่ว่าเสื้อแดงต่อต้าน คนวงกว้างก็ไม่เอา มันไม่มีใครเอาแล้ว แต่ถามว่าคนวงกว้างที่พูดนี้ชอบรัฐบาลไหม อาจจะไม่ชอบก็ได้ แต่ว่าเขาไม่ชอบเขาก็มีบทเรียนแล้วว่า ถึงไม่ชอบ แต่ยิ่งรัฐประหารมันจะยิ่งแย่กว่าเดิม เพราะฉะนั้นการขยายบานปลายไปผมว่ามันยาก มันจะต้องมีมุขใหม่ แต่มันก็หามุขไม่ออก”

อธึก กิต กล่าวว่า ถ้าพูดเฉพาะนักโทษการเมืองในเงื่อนไขของรัฐบาลนี้สามารถที่จะออกพระราชกำหนด ในการนิรโทษกรรมของนักโทษการเมืองโดยเฉพาะส่วนที่เป็นประชาชนได้ แต่พอออก พรบ.ปรองดอง ไปผูกคุณทักษิณ ชินวัตร ไปด้วย ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่แก้ได้ยาก เป็นเงื่อนไขที่คนยังไม่ยอมรับ แต่ไม่ได้หมายความว่า คนมองว่าคุณทักษิณผิด เพียงแต่ว่า คนกลัวว่าถ้าคุณทักษิณกลับมันจะเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายอีก พอเป็นในมุมนี่ เรื่องคุณทักษิณจึงยังไม่ผ่านง่ายๆ ในระยะปีสองปีนี้ แต่ถ้าทำเฉพาะมวลชน คิดว่าสังคมยอมรับได้ แต่รัฐบาลไม่ทำ มวลชนเสื้อแดงในกลุ่มก้อนใหญ่ก็ยังไม่ได้กดดันเรื่องนี้เท่าที่ควร เหมือนมีเพียงกลุ่มที่กระจัดกระจายทำ มวลชนเสื้อแดงก็เป็นตัวของตัวเองไม่สามารถเป็นปึกแผ่นได้
รัฐมนตรียุติธรรมเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับตรงนี้ แต่ไม่ได้กระตือรือร้นเรื่องนี้เลย บทบาทน้อยมาก ทำงานเป็นข้าราชการประจำคนหนึ่งเท่านั้น รัฐมนตรียุติธรรมสำคัญมากในการช่วยเหลือคนติคุก สำคัญมากในการคืนความยุติธรรมให้มวลชน ถึงแม้จะบอกว่าเกี่ยวข้องกับศาลไม่ได้ แต่อยู่รอบศาลทั้งหมด แต่ไม่กระตือรือร้นที่จะทำ

ใบตอง แห้ง กล่าวอีกว่าอย่าไปกลัวเรื่องการประคองรัฐบาล เพราะคิดว่าเรื่องรัฐประหารหรือการยุบพรรคเป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้ยากมาก กลายเป็นอะไรที่ล้าหลังเต็มที แม้แต่ตอนที่อาจารย์นิด้าไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเรื่องจำนำข้าว ซึ่งไม่ใช่แค่เสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยกับการฟ้องดังกล่าว คนก็วิจารณ์กันมาก กระแสก็ไม่ขึ้น กระแสของการใช้อำนาจศาลเข้ามาสกัดกั้นรัฐบาลมันจะใช้ได้เป็นเรื่องๆ ในกรณีที่รัฐบาลหรือเพื่อไทยไม่สามารถที่จะสร้างความชอบธรรมให้สังคมเห็นได้ ศาลไม่กล้าเล่นอะไรที่ฝืนกระแสมาก อะไรที่ฝืนกระแสมากๆ ต่อไปนี้พวกกลไกตุลาการภิวัฒน์ก็จะไม่กล้าเล่น ถ้ารัฐบาลกระแสตกต่ำมาก การยุบพรรคมันจะกลับมาได้ แต่ในภาวะที่เป็นอยู่ โอกาสที่จะยุบพรรคไม่ต้องพูดถึง การรัฐประหารก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เป็นไปได้ยาก
เพราะฉะนั้นความคิดเรื่องการประคองรัฐบาลไม่น่ากังวล แต่มวลชนส่วนใหญ่ยังติดอยู่กับความคิดเรื่องประคองรัฐบาล กลัวรัฐประหาร การจี้รัฐบาลจึงยังทำไม่เต็มที่ อีกส่วนก็เป็นความรู้สึกของผู้ชนะอยู่ รู้สึกพอใจ ยังมีอยู่ การที่จะมาเร่งเร้ารัฐบาลจึงยังมีน้อย จึงต้องปรับความคิดช่วงหนึ่งว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องการประคองรัฐบาลมากเกินไป และหันมาเรียกร้องอะไรที่จริงจังกับรัฐบาลบ้าง ถือว่าพ้นช่วงฮันนีมูนระหว่างมวลชนกับรัฐบาลแล้ว
ในกระแสการเมืองแบบนี้ ที่ชวนให้เฉื่อยที่ชวนให้อยู่ได้แน่ๆ รัฐบาลจึงไม่ขันแข็งพอ ซึ่งปีกการเมืองหนึ่งก็ไม่ได้สนใจประชาธิปไตยอยู่แล้ว ปีกกลางก็จะไม่ค่อยสนใจ จะมีเพียงส่วนหนึ่งที่ยังขันแข็ง ซึ่งก็ไม่เยอะ คิดว่าอีกส่วนหนึ่งของรัฐมนตรีไม่ได้คิดเรื่องเอาทักษิณกลับบ้านด้วยซ้ำ ซึ่งเราก็ต้องมองให้เห็นว่า รัฐบาลถ้าอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพลินไปเรื่อยๆ ก็เท่ากับไม่ทำอะไรสักอย่าง สุดท้ายก็จะนำไปสู่ทางตันใหม่ ที่ว่ารัฐบาลนี้ก็เบื่อแล้ว แต่ไม่เอาประชาธิปัตย์ ตุลาการภิวัฒน์ รัฐประหาร ไม่เอารัฐบาลพระราชทาน ไม่เอาอะไรทั้งสิ้น แล้วจะทำอย่างไร จะนำไปสู่จุดที่ตอบไม่ได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการ นำไปสู่ทางตัน อยู่ในจุดที่คนไม่รู้จะไปทางไหนต่อ

การ ปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด อธึกกิต มองว่าไม่มีสัญญาณที่มีรัฐมนตรีที่จะผลักดันภารกิจเรื่องประชาธิปไตยให้มวล ชน เหมือนไม่มีเลย อาจจะมีคุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา ที่ดูจะดีหน่อย แต่ก็คือรัฐมนตรีศึกษาธิการ สัญญาณที่จะผลักดันประชาธิปไตยมีค่อนข้างน้อย ซึ่งน้อยมาทุกชุด แต่ชุดนี้ยิ่งน้อยลงไปอีก จะมุ่งไปสู่เชิงเศรษฐกิจ กลุ่มธุรกิจ และโควต้าต่างตอบแทน คณะรัฐมนตรีชุดนี้เหมือนอยู่ในภาวะปกติ ถ้าบอกว่าเป็นภาวะปกติ แสดงว่ามันดีแล้ว แต่นี่มันไม่ใช่ภาวะปกติ
เป็นไปไม่ได้ที่ นปช.กลาง จะเป็นศูนย์รวมของคนเสื้อแดงแล้ว
นอก จากนี้ "ใบตองแห้ง" ยังได้วิจารณ์การนำของ นปช.ส่วนกลางด้วยว่า ต่อไป นปช.ส่วนกลางเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นศูนย์รวมกับคนเสื้อแดงแล้ว เพราะได้กระจายไปแล้ว ทิศทางจะเป็นว่า มีจุดร่วมอะไรก็จะทำด้วยกันเป็นครั้งๆ แต่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก บางส่วนเข้าไปสู่การเมืองท้องถิ่นมากขึ้น ถึงมีมวลชนพื้นฐานอยู่ แต่ก็แปรผันมากขึ้นในแต่ละส่วน จึงมีลักษณะกระจาย
ยุคต่อไปองค์กรจัดตั้งใน facebook มากกว่า และเป็นการเชื่อมระหว่างแกนนำกลุ่มต่างๆ เป็นกลุ่มแนวรวมที่มีจุดร่วมกันมากกว่าที่จะเป็นเรื่องการสั่งการหรือใคร ขึ้นต่อใคร สำหรับการรวมตัว เป็นไปเองตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องมีองค์กรนำอะไรที่เด็ดขาดเป็นการเชื่อมกันทางความคิด เพราะปัจจุบันการรวมตัวเป็นเรื่องของความคิดมากกว่าการเป็นรูปแบบองค์กรที่ มันพ้นยุคแล้ว
1 11 55 ข่าวค่ำDNN เรียกร้อง 'สุรพงษ์' รับรองอำนาจ ICC
ที่มา DNNTHAILAND
นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เรียกร้องรมว.ต่างประเทศ ลงนามยอมรับเขตอำนาจ ICC เข้าตรวจสอบเหตุการณ์ชุมนุมปี53 /เชื่อจะเป็นวีระบุรุษ ปิดฉากรัฐประหารโดยสิ้นเชิง
นายกฯประชุม เเบ่งงาน ครม.ใหม่
ที่มา Voice TV
การประชุมครม.นัดพิเศษวันนี้
นายกรัฐมนตรีจะมอบแนวนโบายในการปฏิบัติงานของ ครม.ชุดใหม่
และจะมีคำสั่งแบ่งงานของรองนายกฯและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ขณะที่บรรดา รมว.ทั้งเก่าและใหม่เข้าร่วมประชุมอย่างต่อเนื่อง
บรรยากาศก่อนการประชุมครั้งแรกของคณะรัฐมนตรีชุดที่ 3
ในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันนี้ (2พ.ย.55)
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นายวราเทพ รัตนากร และ นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในทำเนียบรัฐบาลเพื่อความเป็นศิริมงคล
ส่วนบรรยากาศบริเวณหน้าตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมูลนิธิส่งเสริมศิลปา ชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถได้เชิญชวนให้คณะรัฐมนตรีและ ประชาชนๆปชมการแสดงโขนชุดจองถนน ที่จัดแสดงในระหว่างวันที่ 2 - 30 พฤศจิกายน 2555 ที่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยและมอบหัวโขนหนุมานให้กับนายกรัฐมนตรีเป็นที่ ระลึกด้วย
ส่วนวาระการประชุมวันนี้ (2พ.ย.55) จะมีการขออนุมัติการแต่งตั้งตำแหน่งข้าราชการการเมือง หลายตำแหน่ง อาทิ นางลินดา เชิดชัย เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสมหวัง อัสราษี เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอารีย์ ไกรนารา เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง นายวัน อยู่บำรุง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี จะได้มอบแนวนโบายในการปฏิบัติงานของ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และจะมีการให้ความเห็นชอบคำสั่งแบ่งงานของรองนายกฯและรัฐมนตรีประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี
ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันอีกครั้งว่า ไม่จำเป็นต้องมีรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลปัญหาความมั่นคงและความไม่สงบใน พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรง เพราะควรให้กองทัพเป็นผู้ดูแลมากกว่า โดยคาดว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ดูในภาพรวมด้วยตนเอง
ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่า การปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ ซึ่งมีสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย จะเป็นการกระตุ้นให้เเกิดตุลาการภิวัฒน์อีกครั้งนั้น ตนมองว่าจะไม่เกิดปัญหา เนื่องจากสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และรัฐบาลชุดนี้ ไม่มีปัญหาที่อาจก่อให้เกิดตุลาการภิวัฒน์ขึ้นได้อีก
ส่วนบรรยากาศบริเวณหน้าตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมูลนิธิส่งเสริมศิลปา ชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถได้เชิญชวนให้คณะรัฐมนตรีและ ประชาชนๆปชมการแสดงโขนชุดจองถนน ที่จัดแสดงในระหว่างวันที่ 2 - 30 พฤศจิกายน 2555 ที่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยและมอบหัวโขนหนุมานให้กับนายกรัฐมนตรีเป็นที่ ระลึกด้วย
ส่วนวาระการประชุมวันนี้ (2พ.ย.55) จะมีการขออนุมัติการแต่งตั้งตำแหน่งข้าราชการการเมือง หลายตำแหน่ง อาทิ นางลินดา เชิดชัย เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสมหวัง อัสราษี เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอารีย์ ไกรนารา เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง นายวัน อยู่บำรุง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี จะได้มอบแนวนโบายในการปฏิบัติงานของ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และจะมีการให้ความเห็นชอบคำสั่งแบ่งงานของรองนายกฯและรัฐมนตรีประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี
ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันอีกครั้งว่า ไม่จำเป็นต้องมีรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลปัญหาความมั่นคงและความไม่สงบใน พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรง เพราะควรให้กองทัพเป็นผู้ดูแลมากกว่า โดยคาดว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ดูในภาพรวมด้วยตนเอง
ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่า การปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ ซึ่งมีสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย จะเป็นการกระตุ้นให้เเกิดตุลาการภิวัฒน์อีกครั้งนั้น ตนมองว่าจะไม่เกิดปัญหา เนื่องจากสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และรัฐบาลชุดนี้ ไม่มีปัญหาที่อาจก่อให้เกิดตุลาการภิวัฒน์ขึ้นได้อีก
by
Banchar
2 พฤศจิกายน 2555 เวลา 13:06 น.
FBโอ๊คโพสต์ งง ภาพเงาดำ นอมินี บนปกสยามรัฐรายสัปดาห์
ที่มา Voice TV

โอ๊ค
โพสต์ งง เงาดำทมึนบนปกสยามรัฐรายสัปดาห์
พล.อ.สุรยุทธฯอยู่เบื้องหลังเสอ้าย ม็อบนางเลิ้ง- ม๊อบปี 49 หรือไม่
เรียกร้องชี้แจงให้กระจ่าง ใครแอบอ้างใคร หรือใครอยู่เบื้องหลัง
เฟซบุ๊กส่วนตัวนายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กโดยระบุข้อความดังนี้
เมื่อคืนวันฮาโลวีน ผมโพสต์รูปกลางดึก แฟนเพจถามกันใหญ่ว่าทำไมนอนดึกจัง
คำ ตอบคือ "ผมนอนหลับไปแล้วครับ" พอดีตื่นมาเข้าห้องน้ำ และเห็นมีคนส่งเมล์เข้ามา พอเปิดดูก็ตามที่โพสต์ครับ เป็นภาพหน้าปกของ สยามรัฐรายสัปดาห์ซึ่งลงรูปของ
"เสอ้าย นางเลิ้ง"

ตาสว่างเลยครับพี่น้อง คำถามต่างๆและเหตุการที่เคยเกิดขึ้นในอดีต รวมถึงข้อมูลลับๆที่ฝ่ายการข่าวรายงานคุณพ่อ และผมก็แอบรู้แอบได้ยินมาบ้าง ในช่วงก่อนและหลังปฏิวัติ 19กันยา49 ผุดขึ้นมาในสมองผมเต็มไปหมด
แว๊บแรกคือ ใช่แน่นะ ว่าผมตื่นขึ้นมาเห็นภาพนี้จริงๆ หรือเป็นเพียงฝันร้ายในวัน "ฮาโลวีน" และภาพที่เห็นนั้น มันเป็นภาพของสยามรัฐรายสัปดาห์จริงๆ หรือเป็นเพียงภาพตัดต่อ
คำถามต่อมาก็คือ เงาดำทมึนที่อยู่เบื้องหลังคนปลุกม๊อบ คือพล.อ.สุรยุทธฯจริงหรือไม่ เพราะการเข้าไปจัดตั้งม๊อบ ในแหล่งอบายมุขที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยเฉพาะเป็นการปลุกม๊อบ เพื่อล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย ย่อมไม่ใช่กิจของคนซึ่งมีสถานะเช่น พล.อ.สุรยุทธฯจะเข้าไปเกลือกกลั้วหรืออยู่เบื้องหลัง พูดให้ชัดๆก็คือ ทำไม่ได้แม้แต่จะคิด!!!
การข่าวอื่นๆในอดีตที่เกี่ยวพันกับภาพนี้ ผุดขึ้นมาในหัวผมเต็มไปหมดครับ เช่นคำให้การของ "จ่ายักษ์" ในคดีคาร์บอมซึ่งถูกฝ่ายทหารกล่าวหาว่าติงต๊องนั้น ได้ระบุว่า
ในกระบวนการทั้งหมด มีการวางแผนปฏิบัติ 3ขั้น คือ
1. จัดม๊อบขับไล่รัฐบาล ถ้าไม่สำเร็จก็...
2. ลอบสังหาร นายกทักษิณฯ ซึ่งคำให้การระบุว่า มีการกระทำถึง4ครั้ง ถ้าไม่สำเร็จก็...
3. ให้ทหารทำการปฏิวัติ และให้ พล.อ.สุรยุทธฯ เป็นนายกฯ
ถ้าภาพเงาทมึนที่เห็นเป็นเรื่องจริง แสดงว่าแผนปฏิบัติเริ่มต้นแล้วครับผมว่าเป็นเรื่องที่น่าจะมีการชี้แจงให้ เกิดความกระจ่าง ใครแอบอ้างใคร หรือใครอยู่เบื้องหลังกันจริงๆ ถ้าไม่เคลียร์ให้ชัดเจน ผมว่าสังคมสับสนครับ การเข้าใจผิดและคาดเดากันไปต่างๆนาๆ อาจตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนึง แต่ต้นทุนที่ประเทศต้องเสียไปจากกระบวนการ1-2-3นั้น มหาศาลแบบประเมินค่ามิได้
เขียนถึงตรงนี้ผมนึกถึง ความลับของบิ๊กบัง เมื่อนักข่าวถามถึงเหตุผลในการปฏิวัติ แกตอบว่า
"เรื่องบางเรื่องนั้น ตายไปก็บอกไม่ได้"
เฟซบุ๊กส่วนตัวนายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กโดยระบุข้อความดังนี้
เมื่อคืนวันฮาโลวีน ผมโพสต์รูปกลางดึก แฟนเพจถามกันใหญ่ว่าทำไมนอนดึกจัง
คำ ตอบคือ "ผมนอนหลับไปแล้วครับ" พอดีตื่นมาเข้าห้องน้ำ และเห็นมีคนส่งเมล์เข้ามา พอเปิดดูก็ตามที่โพสต์ครับ เป็นภาพหน้าปกของ สยามรัฐรายสัปดาห์ซึ่งลงรูปของ
"เสอ้าย นางเลิ้ง"
พร้อมกับคำว่านอมินี และ
มีเงาดำทมึนของ คนหน้าคล้าย พล.อ.สุรยุทธ จุลลานนท์.........อยู่เบื้องหลัง...!!!
มีเงาดำทมึนของ คนหน้าคล้าย พล.อ.สุรยุทธ จุลลานนท์.........อยู่เบื้องหลัง...!!!
ตาสว่างเลยครับพี่น้อง คำถามต่างๆและเหตุการที่เคยเกิดขึ้นในอดีต รวมถึงข้อมูลลับๆที่ฝ่ายการข่าวรายงานคุณพ่อ และผมก็แอบรู้แอบได้ยินมาบ้าง ในช่วงก่อนและหลังปฏิวัติ 19กันยา49 ผุดขึ้นมาในสมองผมเต็มไปหมด
แว๊บแรกคือ ใช่แน่นะ ว่าผมตื่นขึ้นมาเห็นภาพนี้จริงๆ หรือเป็นเพียงฝันร้ายในวัน "ฮาโลวีน" และภาพที่เห็นนั้น มันเป็นภาพของสยามรัฐรายสัปดาห์จริงๆ หรือเป็นเพียงภาพตัดต่อ
คำถามต่อมาก็คือ เงาดำทมึนที่อยู่เบื้องหลังคนปลุกม๊อบ คือพล.อ.สุรยุทธฯจริงหรือไม่ เพราะการเข้าไปจัดตั้งม๊อบ ในแหล่งอบายมุขที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยเฉพาะเป็นการปลุกม๊อบ เพื่อล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย ย่อมไม่ใช่กิจของคนซึ่งมีสถานะเช่น พล.อ.สุรยุทธฯจะเข้าไปเกลือกกลั้วหรืออยู่เบื้องหลัง พูดให้ชัดๆก็คือ ทำไม่ได้แม้แต่จะคิด!!!
การข่าวอื่นๆในอดีตที่เกี่ยวพันกับภาพนี้ ผุดขึ้นมาในหัวผมเต็มไปหมดครับ เช่นคำให้การของ "จ่ายักษ์" ในคดีคาร์บอมซึ่งถูกฝ่ายทหารกล่าวหาว่าติงต๊องนั้น ได้ระบุว่า
ในกระบวนการทั้งหมด มีการวางแผนปฏิบัติ 3ขั้น คือ
1. จัดม๊อบขับไล่รัฐบาล ถ้าไม่สำเร็จก็...
2. ลอบสังหาร นายกทักษิณฯ ซึ่งคำให้การระบุว่า มีการกระทำถึง4ครั้ง ถ้าไม่สำเร็จก็...
3. ให้ทหารทำการปฏิวัติ และให้ พล.อ.สุรยุทธฯ เป็นนายกฯ
ถ้าภาพเงาทมึนที่เห็นเป็นเรื่องจริง แสดงว่าแผนปฏิบัติเริ่มต้นแล้วครับผมว่าเป็นเรื่องที่น่าจะมีการชี้แจงให้ เกิดความกระจ่าง ใครแอบอ้างใคร หรือใครอยู่เบื้องหลังกันจริงๆ ถ้าไม่เคลียร์ให้ชัดเจน ผมว่าสังคมสับสนครับ การเข้าใจผิดและคาดเดากันไปต่างๆนาๆ อาจตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนึง แต่ต้นทุนที่ประเทศต้องเสียไปจากกระบวนการ1-2-3นั้น มหาศาลแบบประเมินค่ามิได้
เขียนถึงตรงนี้ผมนึกถึง ความลับของบิ๊กบัง เมื่อนักข่าวถามถึงเหตุผลในการปฏิวัติ แกตอบว่า
"เรื่องบางเรื่องนั้น ตายไปก็บอกไม่ได้"
by
Boonyisa
2 พฤศจิกายน 2555 เวลา 09:57 น.
Thursday, November 1, 2012
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: มายาคติของโทษประหารชีวิต
ที่มา ประชาไท
ในสัปดาห์เพื่อการยุติโทษประหารชีวิต
ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ประชาไทสัมภาษณ์ "ศิโรตม์
คล้ามไพบูลย์" คอลัมนิสต์และนักวิชาการอิสระต่อประเด็นดังกล่าว
ทั้งนี้ข้อมูลจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่าขณะนี้มี
140 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิต ส่วนประเทศไทย
ยังคงมีการใช้โทษประหารชีวิต แม้ว่าในแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่ 2
(2552-2556) ซึ่งได้รับการรับรองจากรัฐสภาเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2552
ได้กำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตให้เป็นจำคุกตลอดชีวิต
ขณะเดียวกันการีโทษประหารชีวิตก็ละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน
และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี
ซึ่งไทยเป็นภาคีอนุสัญญามาตั้งแต่ปี 2550
โทษประหารและความเข้าใจผิด
ศิโรตม์เริ่มต้นว่า "โทษประหารชีวิตเป็นโทษที่มีปัญหา เพราะเป็นโทษที่เต็มไปด้วยมายาคติและความเข้าใจผิดของคนในสังคม ซึ่งในที่สุดแล้วพิสูจน์ไม่ได้ อย่างเช่น เชื่อว่าโทษประหารชีวิตจะลดอาชญากรรมหรือลดความรุนแรงในสังคม แต่จริงๆ แล้วทำไม่ได้"
"โทษประหารชีวิตจริงๆ เป็นภาพสะท้อนความรู้สึกที่ว่าต้องการล้างแค้นคนที่กระทำความผิด แล้วเวลาล้างแค้นกระทำไปในนามของคนที่สูญเสียจากเหตุการณ์ต่างๆ คำถามที่ท้าทายคือ คนที่ทำการประหารชีวิตคนอื่นรู้ได้อย่างไรว่าคนที่เขาสูญเสียจากเหตุการณ์ ต่างๆ ต้องการจะลงโทษหรือล้างแค้นผู้ที่กระทำการนั้นๆ อย่างที่ตัวเองเข้าใจ ที่สำคัญก็คือการประหารชีวิตเป็นเรื่องของการล้างแค้น ขณะที่สังคมสมัยใหม่เรามีความเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า การแก้ปัญหาของสังคม การแก้ปัญหาความรุนแรง ไม่ใช่ด้วยวิธีการล้างแค้น แต่ทำให้คนผิดเกิดความคิด หรือเกิดการปรับปรุงพฤติกรรม"
"แต่โทษประหารชีวิตไม่ได้ตอบโจทย์นี้ คนที่เป็นเหยื่อเขาไม่มีโอกาสพูดว่าต้องการทำอย่างไรกับคนที่กระทำผิด คนที่ตัดสินใจประหารชีวิตคือคนที่ไม่ได้เป็นเหยื่อ แต่ตัดสินประหารชีวิตในนามของการล้างแค้นให้เหยื่อ และผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นความเข้าใจที่มีปัญหาโดยตัวมันเอง"
"ประการที่สอง มันเป็นโทษซึ่งเมื่อตัดสินไปแล้ว ใน กรณีที่ตัดสินผิด จะคืนชีวิตให้คนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตไปแล้วไม่ได้ เป็นโทษที่เมื่อเอาชีวิตไปแล้วไม่สามารถรื้อฟื้นชีวิตขึ้นมาได้ ขณะที่โทษอื่นๆ เช่น โทษจำคุกเมื่อตัดสินผิดเราสามารถรื้อฟื้นความยุติธรรมกลับมาได้"
"ประการที่สาม ที่สำคัญก็คือ โทษประหารชีวิตทำงานบนความเชื่อว่า คำตัดสินของศาลในคดีความต่างๆ ถูกทุกกรณี ทำให้ศาลอยู่ในอุดมคติซึ่งเกินจากความเป็นจริงไป ในความเป็นจริงคือ การ ตัดสินของศาลทุกคดีไม่ว่าจะเป็นคดีที่เป็นเรื่องประหารชีวิต หรือไม่ประหารชีวิตก็ตาม มีโอกาสมากที่จะถูกบดบัง หรือถูกตีความ หรือถููกพิจารณาด้วยอคติต่างๆ ของศาลเอง หรือองค์กรอื่นในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่อัยการ ตำรวจ ทนายความ นี่เป็นประเด็นสำคัญ ในกรณีโทษประหารชีวิต เราไม่ค่อยตระหนักถึงอคติแบบนี้ซึ่งอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ที่อยู่กับองค์กร บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ทำให้เราเชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้จะตัดสินได้ถูกทุกกรณี ซึ่งไม่เป็นความจริง"
ฝากความหวังให้รัฐยกเลิกโทษประหารอย่างเดียวไม่พอ
ต่อคำถามที่ว่า แผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่ 2 (2552-2556) ซึ่งได้รับการรับรองจากรัฐสภาไปแล้วเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2552 ได้กำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตให้เป็นจำคุกตลอดชีวิต ขณะที่ผลในทางปฏิบัตินั้นประเทศไทยยังคงใช้โทษประหารชีวิต ศิโรตม์ตอบว่า "ความพยายามยกเลิกโทษประหารชีวิต เป็นความเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นเพราะว่า องค์กรต่างๆ ภายในประเทศไทยโดยเฉพาะองค์กรซึ่งต้องยึดโยงกับเรื่องประชาธิปไตยหรือสิทธิ มนุษยชน อย่างเช่น รัฐสภา หรือกรรมการสิทธิมนุษยชน รู้ว่าทิศทางของโลกต่อโทษประหารชีวิตเป็นอย่างไร และรู้ว่าทิศทางของโลกก็คือการยกเลิกโทษประหารชีวิต แต่ความล้าช้าที่เกิดขึ้นเป็นภาพสะท้อนว่าในที่สุดแล้วอำนาจรัฐในทางปฏิบัติ จริงคือฝั่งกลไกราชการ ไม่ได้เห็นเรื่องนี้ไปในทางเดียวกับรัฐสภาหรือกรรมการสิทธิมนุษยชน"
"ในที่สุดแล้วเรื่องนี้จะไม่เกิดในระยะอันใกล้ ต้องยอมรับว่าโทษประหารชีวิตมีมานานในสังคมไทย หรือสังคมอื่นๆ มีมาเป็น 100 ปี มันเป็นส่วนหนึ่งของค่านิยมทางสังคม เป็นส่วนหนึ่งของความคิดความเชื่อ อคติทางสังคม ที่ทำให้การยกเลิกโทษประหารนี้ไม่ง่าย และจะยกเลิกได้ในเงื่อนไขที่ว่ามีแรงกดดันจากภายนอกมหาศาล หรือมีแรงกดดันหรือความคิดใหม่ๆ ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยเติบโตอย่างมหาศาล ซึ่งในปัจจุบันไม่มีสองเงื่อนไขนี้อยู่ ฉะนั้นโอกาสในการเลิกนั้นไม่ง่าย อาจมีมาตรการหรือแผนแม่บทบางอย่างเพื่อให้ดูดีในสายตาองค์กรระหว่างประเทศ ในทางปฏิบัติจะไม่มีการยกเลิกโทษประหารชีวิตในอนาคตอันใกล้"
ศิโรตม์ยกตัวอย่างแผนแม่บทอื่นๆ เป็นอย่างที่คล้ายกันว่า "เหมือนแผนแม่บทในการคุ้มครองแรงงาน แผนแม่บทในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมของหญิงชาย ซึ่งรัฐบาลไทยลงนามในอนุสัญญาต่างๆ และทำแผนแม่บทมาเป็น 10 ปีแล้ว แต่ไม่เคยมีความคืบหน้า"
"เวลาจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรในเรื่องเหล่า นี้จะมาจากจากสองปัจจัยเหล่านี้ คือองค์กรระหว่างประเทศกดดัน หรือมีขบวนการทางการเมืองหรือกลุ่มทางสังคมภายในประเทศใหม่ๆ กดดันให้รัฐบาลไทยหรือรัฐไทยเปลี่ยนท่าทีต่อเรื่องพวกนี้ ไม่อย่างนั้นเรื่องพวกนี้รัฐไม่เคยเปลี่ยนเอง และอย่าลืมว่าโทษประหารชีวิตมีลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งคือ โทษประหารชีวิตเป็นโทษที่สอดคล้องกับอคติหรือความเชื่อของคนในสังคมไทยจำนวน มากที่นิยมการประชาทัณฑ์ นิยมการตัดสินใครว่าถูกหรือผิดไว้ก่อน และเป็นสังคมแบบพุทธที่เชื่อว่าเมื่อมีใครกระทำผิดต้องถูกล้างแค้นอย่าง รุนแรง เพราะฉะนั้นมันเป็นโทษที่ไม่ใช่แค่มาตรการของรัฐ แต่เป็นโทษที่ตรงกับอคติของคนในสังคมด้วย เพราะฉะนั้นการให้ยกเลิกนี้โดยฝากควาหวังไว้ที่รัฐอย่างเดียวไม่มีทางเพียง พอ"
ประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจกรณีประมูลคลื่นความถี่ 3 จี (2) : การประมูลเพื่อได้มาซึ่งใบอนุญาตอยู่ภายใต้กฎหมายฮั้วหรือไม่?
ที่มา ประชาไท
31 ตุลาคม, 2012 - 23:43 | โดย Piyabutr Saengk...
ปิยบุตร แสงกนกกุล
ประการแรก "บริการสาธารณะ" เป็นข้อความคิดที่เลื่อนไหลไปตามกาลเวลา เรื่องที่จัดให้เป็นบริการสาธารณะในเวลาหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปอาจไม่ใช่บริการสาธารณะอีกแล้ว การที่รัฐไปผูกขาดจัดทำบริการสาธารณะเหล่านั้นไว้ อาจส่งผลให้สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินไปเปล่าๆ (เช่น องค์การแบตเตอรี่ องค์การฟอกหนัง ซึ่งในยุคสมัยหนึ่งอาจมองว่าเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ แต่ปัจจุบันไม่ใช่อีกต่อไป) อาจส่งผลให้การจัดทำบริการสาธารณะเหล่านั้นไม่มีประสิทธิภาพ หรือหากให้รัฐผูกขาดการจัดทำบริการสาธารณะเหล่านั้นอาจเกิดความไม่เป็นธรรม ในการแข่งขันต่อเอกชน
ประการที่สอง การจัดทำบริการสาธารณะในบางเรื่อง รัฐมีเงิน มีคน มีฝีมือ สู้เอกชนไม่ได้ หากปล่อยให้รัฐจัดทำบริการสาธารณะเหล่านั้นเองก็อาจไม่ได้ประสิทธิภาพ จึงให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม มีบริการสาธารณะบางประเภทซึ่งรัฐห้ามมอบให้เอกชนทำเป็นอันขาด เช่น ทหาร ตำรวจ ภาษี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ศาล เป็นต้น
กรณีที่เอกชนเข้ามามีบทบาทจัดทำบริการสาธารณะปรากฏได้ในหลายลักษณะ มีสองลักษณะที่สำคัญ คือ
1. การตกลงทำสัญญาโดยรัฐมอบอำนาจให้เอกชนจัดทำบริการสาธารณะ
ในการจัดทำบริการสาธารณะบางประเภท รัฐอาจเล็งเห็นว่าหากตนผูกขาดจัดทำเองแต่ผู้เดียวอาจไม่มีประสิทธิภาพเพียง พอ จำเป็นต้องใช้เงินทุนและความเชี่ยวชาญของเอกชน รัฐก็อาจมอบให้เอกชนจัดทำบริการสาธารณะนั้น โดยตกลงทำสัญญากับเอกชน อาจอยู่ในรูปของสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาร่วมทุน เป็นต้น ซึ่งสัญญาเหล่านี้เป็นสัญญาทางปกครองนั่นเอง
2. การแปรรูปบริการสาธารณะเหล่านั้นให้เป็นการประกอบธุรกิจในทางเอกชนไป
ด้วยลัทธิเสรีนิยมทางเศรษฐกิจที่ครอบงำโลกอยู่ในปัจจุบัน ทำให้แต่ละประเทศต้องผ่องถ่ายการจัดทำบริการสาธารณะบางประเภทออกไปให้เอกชน ทำ โดยแปรรูปจาก “การจัดทำบริการสาธารณะ” ไปเป็น “การประกอบธุรกิจทางเอกชน” หากรัฐประสงค์จะจัดทำบริการเหล่านั้นต่อไป ก็ต้องลงมาแข่งขันกับเอกชนด้วยกติกาเดียวกัน ห้ามมีเอกสิทธิ์เหนือเอกชน
ในกิจการเหล่านี้ รัฐต้อง"ถอย" ออกไป เปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้จัดทำ" (provider) มาเป็น "ผู้ดูแลกติกา" (regulator) แทน กิจการเหล่านี้ได้แปลงสภาพจาก “บริการสาธารณะ” ในความหมายแบบดั้งเดิมที่รัฐเป็นผู้ผูกขาด มาเป็นการประกอบธุรกิจที่เอกชนมีเสรีภาพในการประกอบกิจการ กิจการเหล่านี้ ได้แก่ กิจการโทรคมนาคม การสื่อสาร ไปรษณีย์ และพลังงาน
ในยุโรป ข้อความคิด “บริการสาธารณะ” แบบฝรั่งเศสที่ยึดครองมายาวนานเริ่มสูญเสียอิทธิพลลงไป เพราะอิทธิพลของระเบียบโลกใหม่ ลัทธิเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ และกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป
กิจการโทรคมนาคม การสื่อสาร ไปรษณีย์ และพลังงาน ไม่ใช่ “บริการสาธารณะ” ที่รัฐจะผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว ตามกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป กิจการเหล่านี้กลายเป็น “บริการเพื่อประโยชน์ทั่วไป” (Service d’intérêt général) “บริการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั่วไป” (Service d’intérêt économique général) หรือ “บริการที่มีผู้ใช้อย่างทั่วถึง” (Service universel) ซึ่งเอกชนมีเสรีภาพในการประกอบกิจการเหล่านี้ ภายใต้การแข่งขันที่เป็นธรรม โดยมีรัฐเป็นผู้กำกับดูแลกติกา
ปัจจุบัน รัฐจึงไม่สามารถทำตนเป็นเสือนอนกิน ด้วยการเก็บค่าต๋งไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดารัฐวิสาหกิจ ที่แปลงสภาพกลายเป็นบริษัทมหาชนจำกัด แล้วรัฐถือหุ้นข้างมาก ย่อมสูญเสียข้ออ้างในการเก็บ "ค่าต๋ง" จากเอกชน เช่น องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย กลายเป็น บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย กลายเป็น บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยมีรัฐถือหุ้นข้างมาก เมื่อเป็นบริษัทแล้วจะอ้างว่าตนเป็นเจ้าของ "คลื่นความถี่" อีกไม่ได้ จะทำสัญญาให้เอกชนใช้ แล้วตนก็แบ่งเงินไปใช้จ่ายกันเองในองค์กร แจกโบนัสกันในหมู่ผู้บริหารอีกไม่ได้ เพราะ คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรส่วนรวมของคนทั้งชาติ ไม่ใช่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง หาก ทีโอที หรือ แคท ต้องการจัดทำกิจการโทรคมนาคมต่อไป ต้องลงมาแข่งขันกับเอกชน หากแข่งขันไม่ได้ ก็ต้องยุบเลิกไป หรือไปทำภารกิจอื่น
การจัดทำกิจการเหล่านี้มีลักษณะพิเศษบางประการ ได้แก่ การจัดทำกิจการที่ต้องอาศัยทรัพยากรของส่วนรวมซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด เป็นกิจการที่เป็นเรื่องจำเป็นในชีวิตประจำวัน กระทบต่อบุคคลจำนวนมาก เมื่อเอกชนทำกิจการเหล่านี้โดยใช้ทรัพยากรของส่วนรวม เมื่อเอกชนทำกิจการเหล่านี้โดยส่งผลกระทบต่อบุคคลจำนวนมาก ปัญหาที่ตามมา คือ จะทำอย่างไรให้การจัดทำกิจการเหล่านี้ไม่มีค่าบริการที่แพงมากจนเกินไป มีการแบ่งสรรปันส่วนกันอย่างเป็นธรรม มีการบริการที่ได้คุณภาพ?
รัฐจึงต้องเปลี่ยนบทบาทของตนจาก “ผู้จัดทำ” มาเป็น “ผู้กำกับดูแลกติกา” และเข้ามากำกับดูแลกติกาในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่กำหนดให้เอกชนเข้าสู่ตลาดเพื่อประกอบกิจการ กำหนดให้เอกชนประกอบกิจการด้วยการแข่งขันที่เป็นธรรม กำหนดให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงการบริการ วางมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค รักษาคุณภาพการบริการให้ได้มาตรฐาน
กล่าวสำหรับการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่3จี นั้น คลื่นความถี่ 2.1 GHz (3 จี) เป็นทรัพยากรของส่วนรวม จึงต้องพิจารณาต่อไปว่า การอนุญาตให้เอกชนใช้คลื่นความถี่ 2.1GHz เพื่อจัดทำบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จะจัดสรรกันอย่างไร? รัฐในฐานะเป็นผู้ดูแลรักษาทรัพยากรส่วนรวมนี้จะออกใบอนุญาตให้แก่เอกชนใช้ คลื่นความถี่โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอย่างไร?
แต่ละประเทศเลือกรูปแบบต่างกันไป ตั้งแต่แจกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย คัดเลือกจากคุณสมบัติของบริษัทเอกชนที่เข้าแข่งขัน (เช่น ฝรั่งเศส นอร์เวย์ สเปน โปรตุเกส) ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ที่ประมูลโดยให้ราคาสูงสุด (เช่น อังกฤษ เยอรมนี ออสเตรีย เบลเยียม)
ในกรณีของประเทศไทย พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจาย เสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 มาตรา 45 กำหนดให้ ผู้ใดประสงค์จะใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมต้องได้รับใบอนุญาต ซึ่งต้องดำเนินการโดยวิธีประมูลคลื่นความถี่ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และเงื่อนไขที่ กสทช. ประกาศกำหนด
แต่เดิม คลื่นความถี่อยู่ในมือของรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ องค์การโทรศัพท์ (เดิม) และการสื่อสารแห่งประเทศไทย (เดิม) หากเอกชนต้องการจัดทำกิจการโทรคมนาคม ก็ต้องมาทำสัญญาสัมปทานกับรัฐวิสาหกิจเพื่อใช้คลื่นความถี่ แต่ปัจจุบันนี้ เอกชนจัดทำกิจการโทรคมนาคมโดยต้องขอใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่จาก กสทช. ดังนั้น การใช้คลื่นความถี่ของเอกชนตั้งอยู่บนนิติสัมพันธ์ระหว่าง กสทช. กับเอกชนในรูปของ “ใบอนุญาต” ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองรูปแบบหนึ่ง มิใช่ตั้งอยู่บนนิติสัมพันธ์ระหว่าง รัฐวิสาหกิจ (ทีโอที, แคท) กับเอกชนในรูปของสัญญาทางปกครองอีกต่อไป
ปัญหาที่น่าคิดตามมาคือ การที่เอกชนเข้าร่วมประมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตการใช้คลื่นนั้น จะถือว่าการประมูลนั้นเป็น “การเสนอราคา” ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (กฎหมายฮั้ว) หรือไม่?
ในมาตรา 3 ให้นิยามคำว่า “การเสนอราคา” ไว้ว่า “การยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับ หน่วยงานของรัฐอันเกี่ยวกับการซื้อ การจ้าง การแลกเปลี่ยน การเช่า การจำหน่ายทรัพย์สิน การได้รับสัมปทาน หรือการได้รับสิทธิใดๆ” การประมูลจะถือว่าเป็นการเสนอราคาตามกฎหมายฮั้วได้ ก็ต่อเมื่อ ประมูลไปแล้วเพื่อเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ จึงต้องพิจารณาต่อไปว่า การประมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตการใช้คลื่นความถี่ 2.1 GHz นั้น “ใบอนุญาตการใช้คลื่นความถี่ 2.1GHz” เป็น “สัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ” หรือไม่?
ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ใบอนุญาตถือเป็นคำสั่งทางปกครอง โดยเป็นคำสั่งทางปกครองที่ก่อตั้งสิทธิ เป็นคำสั่งทางปกครองที่ต้องมีการร้องขอจากคู่กรณี ไม่ใช่สัญญาทางปกครองที่เกิดจากการตกลงกันระหว่างคู่สัญญา เมื่อใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เป็นคำสั่งทางปกครองแล้ว การประมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ จึงไม่ใช่การเสนอราคาเพื่อเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงาน ของรัฐ พ.ศ.2542 (กฎหมายฮั้ว)
มีนักกฎหมายบางคนเห็นว่า ใบอนุญาตให้เอกชนประกอบกิจการเป็นสัญญาทางปกครอง โดยเงื่อนไขในใบอนุญาตเป็นข้อสัญญา ผู้เขียนเห็นว่าเป็นการตีความที่ไม่ถูกต้อง เพราะ ใบอนุญาตเกิดจากคู่กรณีร้องขอหน่วยงานทางปกครองให้ออกใบอนุญาต ไม่มีการตกลงทำสัญญาใดๆระหว่างคู่กรณีกับหน่วยงานทางปกครองเลย ใบอนุญาตเป็นการสั่งฝ่ายเดียวของหน่วยงานทางปกครอง เมื่อหน่วยงานทางปกครองออกใบอนุญาตให้ไป หน่วยงานทางปกครองอาจกำหนดเงื่อนไขให้คู่กรณีต้องปฏิบัติ เงื่อนไขเหล่านี้ไม่ใช่ข้อสัญญา แต่เป็นข้อกำหนดประกอบในคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 39 ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
อนึ่ง ในประกาศประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม เคลื่อนที่สากล ย่าน 2.1. GHz พ.ศ.2555 ข้อ 17 กำหนดมาตรการข้อจำกัดพฤติกรรมสมยอมในการตกลงราคาประมูล (Collusion) ไว้ โดยกำหนดการข้อห้ามมิให้ผู้ขอรับใบอนุญาต (ผู้เข้าประมูล) กระทำไว้ในข้อ 17.1 และให้นำพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาใช้โดยอนุโลม
แม้ประกาศ กสทช. ฯ ข้อ 17.1 จะกำหนดไว้เช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้การขอใบอนุญาตด้วยการประมูลจะกลายเป็นการเสนอ ราคาเพื่อทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ และนำฐานความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายฮั้วมาใช้ ได้ เพราะ การกำหนดให้การกระทำใดเป็นความผิดอาญาต้องกำหนดโดยกฎหมายในระดับพระราช บัญญัติ กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมายฮั้วก็ดี ความผิดอาญาตามกฎหมายฮั้วก็ดี ไม่อาจนำมาใช้กับกรณีประมูลใบอนุญาตได้ด้วยเพียงการตราประกาศ กสทช.
ประกาศ กสทช ข้อ 17.1 เป็นเพียงการนำบทบัญญัติในกฎหมายฮั้วที่ว่าด้วยพฤติกรรมต่างๆของผู้เข้า ประมูล เพื่อนำมาใช้บังคับห้ามผู้เข้าประมูลกระทำการ ไม่ใช่การนำ “ความผิดอาญาฐานเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ” และ “กระบวนการดำเนินคดีในความผิดอาญาฐานเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ” ตามกฎหมายฮั้วมาใช้ อีกทั้ง ข้อ 17.1 ก็ใช้บังคับกับผู้ขอใบอนุญาต (ผู้เข้าประมูล) เท่านั้น ไม่ใช้กับ กสทช.
ผู้เขียนเห็นว่า การประมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายฮั้ว จึงไม่มีทางที่จะเป็นความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐได้ เพราะไม่เข้าองค์ประกอบของความผิดตั้งแต่แรก และคณะกรรมการ ปปช. ไม่มีอำนาจรับเรื่องไว้พิจารณา พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ใช้กับกรณีเสนอราคาเพื่อทำสัญญากับหน่วยงานของ รัฐเท่านั้น ไม่ใช้กับกรณีเสนอราคาเพื่อให้ได้ใบอนุญาต กฎหมายฮั้วกำหนดให้เป็นความผิดอาญา มีโทษอาญา เมื่อการใช้และการตีความกฎหมายอาญาต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัดตามหลัก “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมายกำหนด” จึงไม่อาจตีความขยายความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ให้รวมไปถึงกรณีเสนอราคาเพื่อให้ได้ใบอนุญาตได้
ใบตองแห้ง 'วอยซ์ทีวี': ยุทธศาสตร์ ครม.ผิวเกลี้ยง
ที่มา ประชาไท
รายชื่อ ครม.ชุดนี้ เห็นชัดว่ายิ่งลักษณ์มีอำนาจตัดสินใจมากขึ้น เพราะมีตัวบุคคลอย่าง น.พ.ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ ผู้อยู่ในเครือข่าย ‘โฟร์ซีซันส์’ เอสซีแอสเสท-แสนศิริ มาเป็น รมว.สาธารณสุข ขณะที่กิตติรัตน์ ณ ระนอง ก็ยังเก้าอี้เหนียว ไม่ว่ามีข่าวใครไม่พอใจ ศันสนีย์ นาคพงศ์ เลื่อนจากโฆษกคู่ใจมาเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยว่ากันว่า ‘ส.’ สุรนันท์ เวชชาชีวะ คือกุนซือนายกฯ
ในส่วนที่ดูดีขึ้นคือ พงศ์เทพ เทพกาญจนา มาเป็น รมว.ศึกษาธิการ วราเทพ รัตนากร เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีดูแลสำนักงบประมาณ (แม้สงสัยอยู่บ้างว่า เหตุใดจึงไม่ให้พงศ์เทพไปเป็น รมว.ยุติธรรมแทน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่ควรวางมือได้แล้ว) ส่วน ‘เสี่ยเพ้ง’ พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน ไม่แน่ใจว่าจะเป็นจุดแข็ง เพราะชื่อเสียง ‘นายทุนพรรค’ มานั่งทับบ่อน้ำมันที่รสนา โตสิตระกูล และพันธมิตร จ้องเล่นงานอยู่ (แต่จุดแข็งของเสี่ยเพ้งอาจจะเป็นการ ‘ส่งอีเมล์เข้าถึงสื่อ’ ฮิฮิ)
อีกจุดที่น่าสนใจคือ การเลื่อนชั้น ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ขึ้นเป็น รมว.คมนาคม แทนจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ที่ขยับไปเป็น หัวหน้าพรรคและ มท.1 แม้ได้เป็นรัฐมนตรีเพราะนามสกุล แต่ชัชชาติก็เป็นคนรุ่นใหม่มีความรู้ ท่าทีดี บุคลิกดี ที่ผ่านมาถือว่าสอบผ่าน ในเก้าอี้ รมช. แต่ครั้งนี้เจอข้อสอบใหม่ว่าจะสั่งงาน รมช.ตท.10 อย่างไร แถมได้ปลัดกระทรวงเป็น พล.ต.อ.อีกต่างหาก
เรื่องตลกคือ ครม.ครั้งนี้ปรับตั้ง 23 คน แต่นอกจาก 6-7 คนนี้ คนอื่นไม่มีอะไรให้พูดถึง รมว.เกษตรฯ ก็ยังเป็นบรรหาร ศิลปอาชา (ฮา) รมว.อุตสาหกรรม ก็ยังอยู่โคราช รมว.วัฒนธรรม แค่เปลี่ยนจากนางเป็นนาย ที่เหลือ 10 กว่าตำแหน่ง คือ รมช.ทั้งหลาย ที่ได้เก้าอี้ไปเป็นเกียรติศักดิ์ศรีวงศ์ตระกูล ตามโควตา หรือตามที่ ‘นายใหญ่’ ให้คำมั่นสัญญาไว้ (ปรับไปถึงยิ่งลักษณ์ 9 ก็อาจจะยังแจกเก้าอี้ตามที่รับปากได้ไม่หมด) ขณะที่ รมว.ส่วนใหญ่ยังนั่งเก้าอี้เดิม ไม่ว่ากระทรวงต่างประเทศ กลาโหม ยุติธรรม ไอซีที แรงงาน พัฒนาสังคม ตลอดจนพาณิชย์ ที่จะเป็นเป้านิ่งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ถ้ามองภาพรวมของ ครม.ชุดนี้ ข้อแรก น่าจะทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพขึ้น ทั้งในแง่การบริหารและการรับมือฝ่ายค้าน แต่ก็ยังไม่ดีนัก จากคะแนนเดิม 5.5 เพิ่มเป็น 6 หรือ 6.5 เพราะไม่ได้เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการที่มาตามโควต้า
ข้อสอง ขณะที่นายกฯ มีอำนาจตัดสินใจมากขึ้น จะเห็นว่า ครม.ทั้งคณะล้วนเป็น ‘สายตรง’ หรือผู้ที่ ‘อยู่ในโอวาท’ ตั้งแต่หัวหน้าพรรคคนใหม่ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ซึ่งไม่มีความโดดเด่นอะไร แต่มีมนุษยสัมพันธ์และ ‘ว่าง่าย’ ไปจนรัฐมนตรีช่วยทั้งหลาย ซึ่งไม่ใช่คนของนายใหญ่ นายหญิง นายกฯ ก็เป็นเจ๊ ด.
ภาพเปรียบเทียบชัดเจน คือพงศ์เทพ เทพกาญจนา กับจาตุรนต์ ฉายแสง ซึ่งต่างก็เป็นคนบ้านเลขที่ 111 ที่มีคุณภาพและมีบทบาทตอบโต้รัฐประหารตุลาการภิวัตน์ตลอดมา โดยจาตุรนต์ซึ่งเคยรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยมีบทบาทมากกว่าด้วยซ้ำ แต่พงศ์เทพใกล้ชิดกับครอบครัวชินวัตรกว่า ขณะที่จาตุรนต์มีความเป็นตัวของตัวเองสูงกว่า
นี่ไม่ต้องพูดถึงการ ‘เคียะ’ รมว.ศึกษาธิการผู้ไม่ฟังใครอย่างสุชาติ ธาดาดำรงเวช ซึ่งคงหมดโอกาสกลับมาอีก
ข้อสาม เมื่อดูทิศทางการเมืองประกอบแนวโน้มการจัดตัวบุคคล ก็เห็นได้ว่า ครม.ปู 3 จะลดท่าทีในการต่อสู้กับ ‘ฝ่ายอำมาตย์’ ลง โดยมุ่งไปที่การอยู่รอดเป็นสำคัญ
“พูดตรง ๆ ว่า สถานการณ์ตอนนี้รัฐบาลต้องการเอาตัวรอด ไม่ต้องการใช้ตัวชนหรืออะไร เพราะต้องการคนที่พลิ้วไหว แต่ไม่ต้องการคนแข็ง"
ฐิติมา ฉายแสง พูดชัดเจนถึงสาเหตุที่จาตุรนต์ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี
และนี่เป็นที่มาของ ‘รัฐมนตรีผิวพรรณเกลี้ยงเกลา’ เมินนักรบบาดแผลเต็มตัว อย่างที่จตุพรตัดพ้อ
เพียงแต่คำพูดของจตุพร ไม่สง่าผ่าเผยนัก เพราะเหมือนพูดเพื่อทวงเก้าอี้ให้ตัวเอง ไม่ใช่ทวงภารกิจที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องทำเพื่อตอบแทนมวลชนเสื้อแดง ทั้งการปฏิรูปประชาธิปไตย แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปล่อยนักโทษการเมือง และเอาผิดผู้สั่งปราบมวลชน
ซึ่งองค์ประกอบของคณะรัฐมนตรี ‘ผิวเกลี้ยง’ ชุดนี้ ทำให้มวลชนจำนวนไม่น้อยไม่มั่นใจว่า จะมัวแต่ ‘เอาตัวรอด’ จนละเลยภารกิจดังกล่าวหรือไม่
อันที่จริง ตัวจตุพรก็ไม่เหมาะจะเป็นรัฐมนตรีในเวลานี้ เพราะเป็นเหมือน ‘สายล่อฟ้า’ ในช่วงเวลาที่รัฐบาลต้องช่วงชิงกระแสสังคม แต่ปัญหาคือภาพของคณะรัฐมนตรีที่เพิ่มคนใหม่ๆ ซึ่งไม่มีความผูกพันกับการต่อสู้ของมวลชนเข้ามา จากเดิมพวก ‘นักการเมืองเก่า’ บางคนก็ไม่เคยร่วมเคลื่อนไหวมวลชนอยู่แล้ว ถึงเวลาก็หิ้วกระเป๋ามาลงเลือกตั้ง ได้อานิสงส์จากชีวิตเลือดเนื้อเสื้อแดงจนชนะ
ภาพรวมของ ครม.ชุดนี้ลดท่าทีต่อสู้ลง ไม่ใช่เพราะจตุพรชวดเป็นรัฐมนตรีคนเดียว ต่อให้จตุพรเป็น รมช.เกษตรฯ ก็ไม่ช่วยให้ดูฮึกหาญขึ้น
หลุมดำสนามม้า
ม็อบเสธอ้าย เฮือกสุดท้ายของอำมาตย์สายสุดขั้วสุดโต่ง ไม่มีอะไรน่ากลัว แม้จะมีคนป็นหมื่น ฝ่ายรัฐบาลไม่ควรไปดิสเครดิตว่าบ่อนพนันขนคนมา หรือออกอาการว่าคนมาผิดปกติ ในสังคมไทยวันนี้ พวกตกยุคคลั่งรัฐประหารมีมากกว่าหมื่นคนแสนคนอยู่แล้ว
รัฐบาลควรตอบโต้ทางเนื้อหามากกว่า ซึ่งก็ไม่ยากอะไร แค่ Quote ถ้อยคำของเสธอ้าย ‘แช่แข็งประเทศ 5 ปี’ ไม่ต้องมีเลือกตั้ง 10 ปี ถอยหลังกลับไปเป็นพม่า ทั้งที่พม่าเขาเดินหน้าแล้ว อันที่จริงนี่ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 ได้ด้วยซ้ำ เพราะการบอกว่าจะเอาคณะบุคคลที่ไม่มาจากการเลือกตั้งมาปกครองประเทศ เท่ากับล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย
แต่ไม่ต้องไปเล่นกับกลไกตุลาการภิวัตน์ก็ได้ เอาแค่ Quote ถ้อยคำเด็ดๆ เผยแพร่ไปทั่วโลก ว่าม็อบนี้ไม่ได้มาไล่รัฐบาลเพราะจำนำข้าวทุจริตประพฤติมิชอบ แต่ไม่พอใจที่เอาเงินภาษีไปช่วยเหลือชาวนา ทั้งที่เงินภาษีส่วนใหญ่ได้มาจากชนชั้นกลางมนุษย์เงินเดือน
แค่นั้นก็จบแล้ว
ที่บางคนกลัวว่าม็อบเสธอ้ายจะเหมือ นม็อบสนธิ ลิ้ม ที่สวนลุม หรือม็อบพันธมิตรเมื่อปี 50 สถานการณ์มันต่างกันครับ ขบวนการไล่ทักษิณเมื่อปี 2548-49 มีพลังประชาธิปไตยร่วมอยู่ด้วย รัฐบาลทักษิณมีปัญหาความชอบธรรมในการใช้อำนาจ เหลิงอำนาจ สะสมความไม่พอใจแทบทุกภาคส่วน อันที่จริงลำพังสนธิ ลิ้ม อ้างเรื่องวัดพระแก้วแปลงสถาบันเป็นอาวุธ ก็จะไปไม่รอดอยู่แล้ว ถ้าทักษิณไม่ขายหุ้นเป็นทุ่นระเบิดอารมณ์คนชั้นกลาง แม้ต่อมาพันธมิตรขอ ม.7 กลายเป็นจุดแตกตัวของผู้รักประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่พลังต่อเนื่องของการเคลื่อนไหวยังอยู่และถูกอำมาตย์ฉวยไปใช้ทำรัฐประหาร
ขณะที่ม็อบพันธมิตรเมื่อปี 51 อันที่จริงก็โดดเดี่ยวตัวเองไปเป็นพลังราชาชาตินิยมสุดขั้วสุดโต่งแล้ว แต่ตอนนั้น ทั้งอำมาตย์ กลุ่มทุนเก่า กลุ่มทุนที่สนับสนุนรัฐประหาร ยังมีความหวังว่าชัยชนะของพรรคพลังประชาชนอาจเป็นแค่ควันหลง หากสามารถเดินแผนเดิมบันได 3 ขั้นให้ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ยังมีความหวังกุมอำนาจไว้ได้ ขณะที่กระแสสังคมวงกว้าง กระแสสากล ก็ยังได้รับอิทธิพลจากการปลุกความเกลียดชังช่วงรัฐประหาร เมื่อพันธมิตรยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน แม้สังคมประณาม แต่กระแสรักสงบ ตามวิสัยคนไทย ก็ยินดีเมื่อมีการยุบพรรคตัดสิทธิตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร เพราะคิดว่าจะได้จบๆ ทำมาหากินกันเสียที
แต่ม็อบสนามม้า ไม่ได้ให้ความหวังเช่นนั้นเลย เพราะเสธอ้ายพูดโต้งๆ ว่าเลือกตั้งยังไงก็แพ้ทักษิณ จึงต้องปิดประเทศแช่แข็ง 5 ปี แช่แข็งในขณะที่ไทยกำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในขณะที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมกำลังตั้งความหวังกับการสร้างรถไฟความเร็วสูง จากจีนไปสิงคโปร์ จากดานังไปทวาย ซึ่งเป็นก้าวกระโดดใหญ่ของประเทศ
ม็อบสนามม้าจึงไม่มีวันได้รับการสนับสนุนจากกระแสรักสงบ ซึ่งได้บทเรียนอันเจ็บปวดจาก 6 ปีที่ผ่านมา ว่ารัฐประหารตุลาการภิวัตน์มีแต่ทำให้ประเทศถอยหลัง พวกสุดขั้วสุดโต่งสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายไม่รู้จบ พอได้แล้ว จะได้ใช้ 3G เสียที จะได้ทำมาหากินกันเสียที แม้บางคนไม่ชอบรัฐบาล แม้เห็นว่ารัฐบาลก็มีด้านที่ไม่ดี แต่ผู้คนส่วนใหญ่เข็ดแล้ว อยากให้ประคับประคองกันไปในวิถีประชาธิปไตยมากกว่า
อย่าดูแต่คนหมื่นที่ออกมาสิครับ ต้องดูโพลล์เอแบคด้วย ที่ 97.3% ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ ฉะนั้นถ้าคำนวณจาก 2.7% ที่เหลือ จากประชากร 70 ล้านคน เสธอ้ายก็ยังสามารถปลุกระดมคนออกมาชุมนุมได้ถึง 1.9 ล้านคน
ในทางตรงข้ามผมเห็นว่าม็อบสนามม้าคือ ‘หลุมดำ’ ที่จะดูดพวกสุดขั้วสุดโต่งลงหลุมไปด้วยกัน เพราะใครขึ้นเวทีเท่ากับเห็นด้วยกับการแช่แข็งประเทศ ซึ่งลดพลังของพวกเขาไปในตัว แม้แต่พันธมิตรยังไม่กล้าเล่นด้วยเต็มที่ ปชป.อาจจะแอบสนับสนุน แต่ไม่กล้าอ้ารับเต็มปาก ส่วนพวกนักวิชาการสยามประชาภิวัตน์ สื่อ นักวิชาการเหลืองและแอบเหลืองทั้งหลาย ที่ชอบอ้างประชาธิปไตย ก็ไม่กล้าโผล่หน้าเช่นกัน
เหลือแต่พวกไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่นแล้ว
ความแตกต่างที่ชัดเจนจากปี 2549 และ 2551 คือ กระแสประชาธิปไตย และกระแสรักสงบ ล้วนอยู่ข้างรัฐบาล ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามโดดเดี่ยวตัวเองเกือบจะสิ้นเชิง เพียงแต่เป็นการดิ้นเฮือกสุดท้ายของพวกเขา ก่อนระบอบอำมาตย์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หากรัฐบาลประคับประคองผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว ก็แทบไม่ต้องกังวลกับคนพวกนี้อีก
เพียงแต่การออกมาเคลื่อนไหวขององค์กรพิทักษ์สยาม จะมีผลคุกคามกระแสรักสงบ กลัวความวุ่นวาย ซึ่งจะกระทบชิ่งมายังรัฐบาล ในแง่ที่กระแสรักสงบอยากให้รัฐบาลอยู่นิ่งๆ ก่อน ทำงานไปก่อน อย่ารบรากับพวกอำมาตย์นัก
บริหารกระแสรักสงบ
ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลจึง ต้องบริหารกระแสรักสงบ กับกระแสประชาธิปไตย ไปพร้อมกัน แต่ในสถานการณ์เฉพาะหน้า ต้องอิงกระแสรักสงบเป็นหลัก กระแสรักสงบเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่ตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญยับยั้งการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ คือไม่ต้องการเห็นการยุบพรรคตัดสิทธิอีก แต่ก็ไม่อยากให้รัฐบาลรุกเร้า ‘ชน’ แตกหัก เสียแต่ตอนนี้
นี่สอดคล้องกับเอแบคโพลล์ ที่ 97.3% ให้รัฐบาลทำงานไปก่อน
การบอกว่ารัฐบาลต้องเอาตัวรอดก่อน ไม่ต้องการใช้ตัวชน ในมุมหนึ่งจึงถูกต้อง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ขณะที่บริหารกระแสรักสงบ รัฐบาลก็ต้องรุกทางเนื้อหา เพื่อไปสู่การปฏิรูปประชาธิปไตยเช่นกัน จะนิ่งนอนใจไม่ได้ เพียงแต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป กินทีละคำ ค่อยๆ ย่างก้าวอย่างมั่นคง ทำความเข้าใจกับสังคมให้ทั่วถึง
ตรงนี้แหละที่ไม่มั่นใจว่าคณะรัฐมนตรี ‘ผิวเกลี้ยง’ ชุดนี้ จะมีจุดยืนมั่นคงมีวิสัยทัศน์เพียงพอที่จะค่อยๆ ย่างก้าวไปสู่การปฏิรูปหรือไม่
ยุทธศาสตร์บริหารกระแสรักสงบ อธิบายได้ว่าทำไมไม่ตั้งจตุพร แล้วไปตั้งติ๋ว ศันสนีย์ (เรียกแบบดาราเซเลบส์) แต่อธิบายไม่ได้ว่าทำไมไม่ตั้งจตุพรแล้วไปตั้งประชา ประสพดี ซึ่งก็เชิญแขกไม่น้อยกว่ากันซักเท่าไหร่
การมองกระแสรักสงบต้องตีให้แตกว่า ประเด็นที่สังคมประนีประนอมแบบไทยๆ ต้องการคือ อย่าเพิ่งแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ทักษิณอย่าเพิ่งกลับบ้าน ฝ่ายตรงข้ามอย่าทำรัฐประหาร อย่าล้มรัฐบาลนอกวิถี ให้รัฐบาลทำงานไปก่อน ชั่วๆ ดีก็พอรับได้ ถึงไม่พอใจบางเรื่อง จะคอรัปชั่นโกงกินนิดๆ หน่อยๆ ไม่เป็นไร อย่ารับประทานโจ๋งครึ่มนักก็แล้วกัน แล้วก็อย่าแข็งกร้าว ฟังชาวบ้านบ้าง ฝ่ายค้านก็อภิปรายไม่ไว้วางใจไป ตุลาการภิวัตน์ถ้าจะเตะตัดขารัฐบาล ก็ทำได้ในบางเรื่องที่มีกระแสหนุน แต่ประเภทตะแบงว่าทำกับข้าว เอ๊ย จำนำข้าวขัดรัฐธรรมนูญ ไม่กล้าแล้ว
ฉะนั้นไม่ได้แปลว่ารัฐบาลไม่สามารถรุกทางการเมืองอย่างมีเนื้อหา ค่อยเป็นค่อยไป มีเหตุผล มีประโยชน์ รู้ประมาณ (แปลว่าอะไรให้ถามภูมิธรรม) ขณะเดียวกัน กระแสที่เรียกร้องให้รัฐบาลทำงาน ก็ไม่ได้บอกให้ตั้งรัฐมนตรีตามโควตา ตามโอวาท ตามคำมั่นสัญญา หรือตัวแทนกลุ่มก๊วนงอกราก จนแทบไม่เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการเช่นนี้
ในภาพรวม เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่รอดได้ บริหารกระแสรักความสงบได้ เพราะไม่ยากเย็นอะไร ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามมีแต่จะแสดงความคลั่ง แต่ไม่มีอะไรให้เชื่อมั่นว่าจะผลักดันกระแสประชาธิปไตยได้ตามที่มวลชนต้อง การ
ในแง่ของมวลชน จึงต้องมีบทบาทผลักดัน โดยด้านหนึ่งมวลชนที่ออกจะ ‘ฮาร์ดคอร์’ ต้องทำความเข้าใจกระแสรักสงบ ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย เข้าใจความจำเป็นของรัฐบาลที่ต้องบริหารกระแสรักสงบ และต้องทำงานเพื่อคนทั้งประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ต้องสร้างกระแสมวลชนที่นำหน้ารัฐบาล เป็นตัวแข่ง เป็นตัวช่วย รวมทั้งเป็นตัวกดดันรัฐบาล โน้มนำกระแสรักสงบให้เห็นว่าภายใต้โครงสร้างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ความสงบที่แท้จริงไม่อาจเกิดขึ้นได้ บ้านเมืองไม่มีวันกลับสู่ภาวะปกติ หากไม่แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
ต่างฝ่ายต่างก็ต้องเดิน 2 ขา แต่ขอให้เชื่อมั่นเถอะว่า รัฐประหารไม่สามารถกลับมาได้อีกแล้ว เว้นแต่เกิด ‘เงื่อนไขพิเศษ’ จริงๆ ฉะนั้นมวลชนก็ไม่ควรกลัวรัฐประหารเกินไป จนละเลยการตรวจสอบหรือเรียกร้องรัฐบาล
สภาเขี่ยตก เข้าชื่อแก้ 112 ไม่เข้าหมวดสิทธิเสรีภาพ
ที่มา ประชาไท

เว็บไซต์รัฐสภาเผยแพร่ เอกสารสรุปผลการดำเนินงานของกลุ่มงานเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เมื่อวันที่ 25 ต.ค.55 ซึ่งตารางสรุปผลดังกล่าวปรากฏการจำหน่ายเรื่องการเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 112 ของนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ พร้อมด้วยประชาชน 30,383 คน
“ประธานรัฐสภาสั่งจำหน่ายเรื่องเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2555 (เนื่องจากประธานรัฐสภาวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ (ร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่...) พ.ศ.....) มีหลักการไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550” เอกสารกลุ่มงานเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ระบุ
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 163 กำหนดในเรื่องการเข้าชื่อเสนอกฎหมายไว้โดยให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ น้อยกว่า 10,000 คนร่วมกันเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ และกฎหมายที่จะเสนอต้องเป็นกฎหมายที่มีหลักการตามที่กำหนดไว้ใน หมวด 3 หรือหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญ
การยื่นรายชื่อในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พ.ค.55 โดยนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ พร้อมด้วยคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 หรือ ครก.112 พร้อมประชาชนนับร้อยคนได้นำรายชื่อ 39,185 ที่รวบรวมจากทั่วประเทศเพื่อแก้ไขมาตรา 112 ไปยื่นให้กับประธานรัฐสภา โดยสาระสำคัญสอดคล้องกับร่างแก้ไขมาตรา 112 ของนิติราษฎร์ คือ
1. ให้ยกเลิกมาตรา 112 ออกจากลักษณะว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร
2. เพิ่มหมวดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
3. แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
4. เปลี่ยนบทกำหนดโทษ โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุดจำคุกไม่เกินสามปีสำหรับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และไม่เกินสองปีสำหรับ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
5. เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
6. เพิ่มเหตุยกเว้นโทษ กรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และ
7. ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษผู้ที่ทำความผิด ให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้น แทนพระองค์”
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
Subscribe to:
Posts (Atom)

