WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 1, 2012

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: มายาคติของโทษประหารชีวิต

ที่มา ประชาไท

ในสัปดาห์เพื่อการยุติโทษประหารชีวิต ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ประชาไทสัมภาษณ์ "ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์" คอลัมนิสต์และนักวิชาการอิสระต่อประเด็นดังกล่าว ทั้งนี้ข้อมูลจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่าขณะนี้มี 140 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิต ส่วนประเทศไทย ยังคงมีการใช้โทษประหารชีวิต แม้ว่าในแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่ 2 (2552-2556​) ซึ่งได้รับการรับรองจากรัฐสภาเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2552 ได้กำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตให้เป็นจำคุกตลอดชีวิต ขณะเดียวกันการีโทษประหารชีวิตก็ละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ซึ่งไทยเป็นภาคีอนุสัญญามาตั้งแต่ปี 2550
 


โทษประหารและความเข้าใจผิด
ศิโรตม์เริ่มต้นว่า "โทษประหารชีวิตเป็นโทษที่มีปัญหา เพราะเป็นโทษที่เต็มไปด้วยมายาคติและความเข้าใจผิดของคนในสังคม ซึ่งในที่สุดแล้วพิสูจน์ไม่ได้ อย่างเช่น เชื่อว่าโทษประหารชีวิตจะลดอาชญากรรมหรือลดความรุนแรงในสังคม แต่จริงๆ แล้วทำไม่ได้"
"โทษประหารชีวิตจริงๆ เป็นภาพสะท้อนความรู้สึกที่ว่าต้องการล้างแค้นคนที่กระทำความผิด แล้วเวลาล้างแค้นกระทำไปในนามของคนที่สูญเสียจากเหตุการณ์ต่างๆ คำถามที่ท้าทายคือ คนที่ทำการประหารชีวิตคนอื่นรู้ได้อย่างไรว่าคนที่เขาสูญเสียจากเหตุการณ์ ต่างๆ ต้องการจะลงโทษหรือล้างแค้นผู้ที่กระทำการนั้นๆ อย่างที่ตัวเองเข้าใจ ที่สำคัญก็คือการประหารชีวิตเป็นเรื่องของการล้างแค้น ขณะที่สังคมสมัยใหม่เรามีความเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า การแก้ปัญหาของสังคม การแก้ปัญหาความรุนแรง ไม่ใช่ด้วยวิธีการล้างแค้น แต่ทำให้คนผิดเกิดความคิด หรือเกิดการปรับปรุงพฤติกรรม"
"แต่โทษประหารชีวิตไม่ได้ตอบโจทย์นี้ คนที่เป็นเหยื่อเขาไม่มีโอกาสพูดว่าต้องการทำอย่างไรกับคนที่กระทำผิด คนที่ตัดสินใจประหารชีวิตคือคนที่ไม่ได้เป็นเหยื่อ แต่ตัดสินประหารชีวิตในนามของการล้างแค้นให้เหยื่อ และผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นความเข้าใจที่มีปัญหาโดยตัวมันเอง"
"ประการที่สอง มันเป็นโทษซึ่งเมื่อตัดสินไปแล้ว ใน กรณีที่ตัดสินผิด จะคืนชีวิตให้คนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตไปแล้วไม่ได้ เป็นโทษที่เมื่อเอาชีวิตไปแล้วไม่สามารถรื้อฟื้นชีวิตขึ้นมาได้ ขณะที่โทษอื่นๆ เช่น โทษจำคุกเมื่อตัดสินผิดเราสามารถรื้อฟื้นความยุติธรรมกลับมาได้"
"ประการที่สาม ที่สำคัญก็คือ โทษประหารชีวิตทำงานบนความเชื่อว่า คำตัดสินของศาลในคดีความต่างๆ ถูกทุกกรณี ทำให้ศาลอยู่ในอุดมคติซึ่งเกินจากความเป็นจริงไป ในความเป็นจริงคือ การ ตัดสินของศาลทุกคดีไม่ว่าจะเป็นคดีที่เป็นเรื่องประหารชีวิต หรือไม่ประหารชีวิตก็ตาม มีโอกาสมากที่จะถูกบดบัง หรือถูกตีความ หรือถููกพิจารณาด้วยอคติต่างๆ ของศาลเอง หรือองค์กรอื่นในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่อัยการ ตำรวจ ทนายความ นี่เป็นประเด็นสำคัญ ในกรณีโทษประหารชีวิต เราไม่ค่อยตระหนักถึงอคติแบบนี้ซึ่งอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ที่อยู่กับองค์กร บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ทำให้เราเชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้จะตัดสินได้ถูกทุกกรณี ซึ่งไม่เป็นความจริง"

ฝากความหวังให้รัฐยกเลิกโทษประหารอย่างเดียวไม่พอ
ต่อคำถามที่ว่า แผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่ 2 (2552-2556​) ซึ่งได้รับการรับรองจากรัฐสภาไปแล้วเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2552 ได้กำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตให้เป็นจำคุกตลอดชีวิต ขณะที่ผลในทางปฏิบัตินั้นประเทศไทยยังคงใช้โทษประหารชีวิต ศิโรตม์ตอบว่า "ความพยายามยกเลิกโทษประหารชีวิต เป็นความเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นเพราะว่า องค์กรต่างๆ ภายในประเทศไทยโดยเฉพาะองค์กรซึ่งต้องยึดโยงกับเรื่องประชาธิปไตยหรือสิทธิ มนุษยชน อย่างเช่น รัฐสภา หรือกรรมการสิทธิมนุษยชน รู้ว่าทิศทางของโลกต่อโทษประหารชีวิตเป็นอย่างไร และรู้ว่าทิศทางของโลกก็คือการยกเลิกโทษประหารชีวิต แต่ความล้าช้าที่เกิดขึ้นเป็นภาพสะท้อนว่าในที่สุดแล้วอำนาจรัฐในทางปฏิบัติ จริงคือฝั่งกลไกราชการ ไม่ได้เห็นเรื่องนี้ไปในทางเดียวกับรัฐสภาหรือกรรมการสิทธิมนุษยชน"
"ในที่สุดแล้วเรื่องนี้จะไม่เกิดในระยะอันใกล้ ต้องยอมรับว่าโทษประหารชีวิตมีมานานในสังคมไทย หรือสังคมอื่นๆ มีมาเป็น 100 ปี มันเป็นส่วนหนึ่งของค่านิยมทางสังคม เป็นส่วนหนึ่งของความคิดความเชื่อ อคติทางสังคม ที่ทำให้การยกเลิกโทษประหารนี้ไม่ง่าย และจะยกเลิกได้ในเงื่อนไขที่ว่ามีแรงกดดันจากภายนอกมหาศาล หรือมีแรงกดดันหรือความคิดใหม่ๆ ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยเติบโตอย่างมหาศาล ซึ่งในปัจจุบันไม่มีสองเงื่อนไขนี้อยู่ ฉะนั้นโอกาสในการเลิกนั้นไม่ง่าย อาจมีมาตรการหรือแผนแม่บทบางอย่างเพื่อให้ดูดีในสายตาองค์กรระหว่างประเทศ ในทางปฏิบัติจะไม่มีการยกเลิกโทษประหารชีวิตในอนาคตอันใกล้"
ศิโรตม์ยกตัวอย่างแผนแม่บทอื่นๆ เป็นอย่างที่คล้ายกันว่า "เหมือนแผนแม่บทในการคุ้มครองแรงงาน แผนแม่บทในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมของหญิงชาย ซึ่งรัฐบาลไทยลงนามในอนุสัญญาต่างๆ และทำแผนแม่บทมาเป็น 10 ปีแล้ว แต่ไม่เคยมีความคืบหน้า"
"เวลาจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรในเรื่องเหล่า นี้จะมาจากจากสองปัจจัยเหล่านี้ คือองค์กรระหว่างประเทศกดดัน หรือมีขบวนการทางการเมืองหรือกลุ่มทางสังคมภายในประเทศใหม่ๆ กดดันให้รัฐบาลไทยหรือรัฐไทยเปลี่ยนท่าทีต่อเรื่องพวกนี้ ไม่อย่างนั้นเรื่องพวกนี้รัฐไม่เคยเปลี่ยนเอง และอย่าลืมว่าโทษประหารชีวิตมีลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งคือ โทษประหารชีวิตเป็นโทษที่สอดคล้องกับอคติหรือความเชื่อของคนในสังคมไทยจำนวน มากที่นิยมการประชาทัณฑ์ นิยมการตัดสินใครว่าถูกหรือผิดไว้ก่อน และเป็นสังคมแบบพุทธที่เชื่อว่าเมื่อมีใครกระทำผิดต้องถูกล้างแค้นอย่าง รุนแรง เพราะฉะนั้นมันเป็นโทษที่ไม่ใช่แค่มาตรการของรัฐ แต่เป็นโทษที่ตรงกับอคติของคนในสังคมด้วย เพราะฉะนั้นการให้ยกเลิกนี้โดยฝากควาหวังไว้ที่รัฐอย่างเดียวไม่มีทางเพียง พอ"

ประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจกรณีประมูลคลื่นความถี่ 3 จี (2) : การประมูลเพื่อได้มาซึ่งใบอนุญาตอยู่ภายใต้กฎหมายฮั้วหรือไม่?

ที่มา ประชาไท




ปิยบุตร แสงกนกกุล
แต่เดิมรัฐเป็นผู้ผูกขาดการจัดทำบริการสาธารณะ ต่อมา เอกชนได้เข้ามามีบทบาทในการจัดทำบริการสาธารณะในบางประเภทมากขึ้น ด้วยเหตุผล 2 ประการ
ประการแรก "บริการสาธารณะ" เป็นข้อความคิดที่เลื่อนไหลไปตามกาลเวลา เรื่องที่จัดให้เป็นบริการสาธารณะในเวลาหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปอาจไม่ใช่บริการสาธารณะอีกแล้ว การที่รัฐไปผูกขาดจัดทำบริการสาธารณะเหล่านั้นไว้ อาจส่งผลให้สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินไปเปล่าๆ (เช่น องค์การแบตเตอรี่ องค์การฟอกหนัง ซึ่งในยุคสมัยหนึ่งอาจมองว่าเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ แต่ปัจจุบันไม่ใช่อีกต่อไป) อาจส่งผลให้การจัดทำบริการสาธารณะเหล่านั้นไม่มีประสิทธิภาพ หรือหากให้รัฐผูกขาดการจัดทำบริการสาธารณะเหล่านั้นอาจเกิดความไม่เป็นธรรม ในการแข่งขันต่อเอกชน
ประการที่สอง การจัดทำบริการสาธารณะในบางเรื่อง รัฐมีเงิน มีคน มีฝีมือ สู้เอกชนไม่ได้ หากปล่อยให้รัฐจัดทำบริการสาธารณะเหล่านั้นเองก็อาจไม่ได้ประสิทธิภาพ จึงให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำบริการสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม มีบริการสาธารณะบางประเภทซึ่งรัฐห้ามมอบให้เอกชนทำเป็นอันขาด เช่น ทหาร ตำรวจ ภาษี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ศาล เป็นต้น
กรณีที่เอกชนเข้ามามีบทบาทจัดทำบริการสาธารณะปรากฏได้ในหลายลักษณะ มีสองลักษณะที่สำคัญ คือ
1. การตกลงทำสัญญาโดยรัฐมอบอำนาจให้เอกชนจัดทำบริการสาธารณะ
ในการจัดทำบริการสาธารณะบางประเภท รัฐอาจเล็งเห็นว่าหากตนผูกขาดจัดทำเองแต่ผู้เดียวอาจไม่มีประสิทธิภาพเพียง พอ จำเป็นต้องใช้เงินทุนและความเชี่ยวชาญของเอกชน รัฐก็อาจมอบให้เอกชนจัดทำบริการสาธารณะนั้น โดยตกลงทำสัญญากับเอกชน อาจอยู่ในรูปของสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาร่วมทุน เป็นต้น ซึ่งสัญญาเหล่านี้เป็นสัญญาทางปกครองนั่นเอง
2. การแปรรูปบริการสาธารณะเหล่านั้นให้เป็นการประกอบธุรกิจในทางเอกชนไป
ด้วยลัทธิเสรีนิยมทางเศรษฐกิจที่ครอบงำโลกอยู่ในปัจจุบัน ทำให้แต่ละประเทศต้องผ่องถ่ายการจัดทำบริการสาธารณะบางประเภทออกไปให้เอกชน ทำ โดยแปรรูปจาก “การจัดทำบริการสาธารณะ” ไปเป็น “การประกอบธุรกิจทางเอกชน” หากรัฐประสงค์จะจัดทำบริการเหล่านั้นต่อไป ก็ต้องลงมาแข่งขันกับเอกชนด้วยกติกาเดียวกัน ห้ามมีเอกสิทธิ์เหนือเอกชน
ในกิจการเหล่านี้ รัฐต้อง"ถอย" ออกไป เปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้จัดทำ" (provider) มาเป็น "ผู้ดูแลกติกา" (regulator) แทน กิจการเหล่านี้ได้แปลงสภาพจาก “บริการสาธารณะ” ในความหมายแบบดั้งเดิมที่รัฐเป็นผู้ผูกขาด มาเป็นการประกอบธุรกิจที่เอกชนมีเสรีภาพในการประกอบกิจการ กิจการเหล่านี้ ได้แก่ กิจการโทรคมนาคม การสื่อสาร ไปรษณีย์ และพลังงาน
ในยุโรป ข้อความคิด “บริการสาธารณะ” แบบฝรั่งเศสที่ยึดครองมายาวนานเริ่มสูญเสียอิทธิพลลงไป เพราะอิทธิพลของระเบียบโลกใหม่ ลัทธิเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ และกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป
กิจการโทรคมนาคม การสื่อสาร ไปรษณีย์ และพลังงาน ไม่ใช่ “บริการสาธารณะ” ที่รัฐจะผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว ตามกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป กิจการเหล่านี้กลายเป็น “บริการเพื่อประโยชน์ทั่วไป” (Service d’intérêt général)  “บริการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั่วไป” (Service d’intérêt économique général) หรือ “บริการที่มีผู้ใช้อย่างทั่วถึง” (Service universel) ซึ่งเอกชนมีเสรีภาพในการประกอบกิจการเหล่านี้ ภายใต้การแข่งขันที่เป็นธรรม โดยมีรัฐเป็นผู้กำกับดูแลกติกา
 ปัจจุบัน รัฐจึงไม่สามารถทำตนเป็นเสือนอนกิน ด้วยการเก็บค่าต๋งไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดารัฐวิสาหกิจ ที่แปลงสภาพกลายเป็นบริษัทมหาชนจำกัด แล้วรัฐถือหุ้นข้างมาก ย่อมสูญเสียข้ออ้างในการเก็บ "ค่าต๋ง" จากเอกชน เช่น องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย กลายเป็น บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย กลายเป็น บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยมีรัฐถือหุ้นข้างมาก เมื่อเป็นบริษัทแล้วจะอ้างว่าตนเป็นเจ้าของ "คลื่นความถี่" อีกไม่ได้ จะทำสัญญาให้เอกชนใช้ แล้วตนก็แบ่งเงินไปใช้จ่ายกันเองในองค์กร แจกโบนัสกันในหมู่ผู้บริหารอีกไม่ได้ เพราะ คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรส่วนรวมของคนทั้งชาติ ไม่ใช่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง หาก ทีโอที หรือ แคท ต้องการจัดทำกิจการโทรคมนาคมต่อไป ต้องลงมาแข่งขันกับเอกชน หากแข่งขันไม่ได้ ก็ต้องยุบเลิกไป หรือไปทำภารกิจอื่น
การจัดทำกิจการเหล่านี้มีลักษณะพิเศษบางประการ ได้แก่ การจัดทำกิจการที่ต้องอาศัยทรัพยากรของส่วนรวมซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด เป็นกิจการที่เป็นเรื่องจำเป็นในชีวิตประจำวัน กระทบต่อบุคคลจำนวนมาก เมื่อเอกชนทำกิจการเหล่านี้โดยใช้ทรัพยากรของส่วนรวม เมื่อเอกชนทำกิจการเหล่านี้โดยส่งผลกระทบต่อบุคคลจำนวนมาก ปัญหาที่ตามมา คือ จะทำอย่างไรให้การจัดทำกิจการเหล่านี้ไม่มีค่าบริการที่แพงมากจนเกินไป มีการแบ่งสรรปันส่วนกันอย่างเป็นธรรม มีการบริการที่ได้คุณภาพ?
รัฐจึงต้องเปลี่ยนบทบาทของตนจาก “ผู้จัดทำ” มาเป็น “ผู้กำกับดูแลกติกา” และเข้ามากำกับดูแลกติกาในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่กำหนดให้เอกชนเข้าสู่ตลาดเพื่อประกอบกิจการ กำหนดให้เอกชนประกอบกิจการด้วยการแข่งขันที่เป็นธรรม กำหนดให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงการบริการ วางมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค รักษาคุณภาพการบริการให้ได้มาตรฐาน
กล่าวสำหรับการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่3จี นั้น คลื่นความถี่ 2.1 GHz (3 จี) เป็นทรัพยากรของส่วนรวม จึงต้องพิจารณาต่อไปว่า การอนุญาตให้เอกชนใช้คลื่นความถี่ 2.1GHz เพื่อจัดทำบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จะจัดสรรกันอย่างไร? รัฐในฐานะเป็นผู้ดูแลรักษาทรัพยากรส่วนรวมนี้จะออกใบอนุญาตให้แก่เอกชนใช้ คลื่นความถี่โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอย่างไร?
แต่ละประเทศเลือกรูปแบบต่างกันไป ตั้งแต่แจกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย คัดเลือกจากคุณสมบัติของบริษัทเอกชนที่เข้าแข่งขัน (เช่น ฝรั่งเศส นอร์เวย์ สเปน โปรตุเกส) ออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ที่ประมูลโดยให้ราคาสูงสุด (เช่น อังกฤษ เยอรมนี ออสเตรีย เบลเยียม)
ในกรณีของประเทศไทย พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจาย เสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 มาตรา 45 กำหนดให้ ผู้ใดประสงค์จะใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมต้องได้รับใบอนุญาต ซึ่งต้องดำเนินการโดยวิธีประมูลคลื่นความถี่ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และเงื่อนไขที่ กสทช. ประกาศกำหนด
แต่เดิม คลื่นความถี่อยู่ในมือของรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ องค์การโทรศัพท์ (เดิม) และการสื่อสารแห่งประเทศไทย (เดิม) หากเอกชนต้องการจัดทำกิจการโทรคมนาคม ก็ต้องมาทำสัญญาสัมปทานกับรัฐวิสาหกิจเพื่อใช้คลื่นความถี่ แต่ปัจจุบันนี้ เอกชนจัดทำกิจการโทรคมนาคมโดยต้องขอใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่จาก กสทช. ดังนั้น การใช้คลื่นความถี่ของเอกชนตั้งอยู่บนนิติสัมพันธ์ระหว่าง กสทช. กับเอกชนในรูปของ “ใบอนุญาต” ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองรูปแบบหนึ่ง มิใช่ตั้งอยู่บนนิติสัมพันธ์ระหว่าง รัฐวิสาหกิจ (ทีโอที, แคท) กับเอกชนในรูปของสัญญาทางปกครองอีกต่อไป
ปัญหาที่น่าคิดตามมาคือ การที่เอกชนเข้าร่วมประมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตการใช้คลื่นนั้น จะถือว่าการประมูลนั้นเป็น “การเสนอราคา” ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (กฎหมายฮั้ว) หรือไม่?  
ในมาตรา 3 ให้นิยามคำว่า “การเสนอราคา” ไว้ว่า “การยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับ หน่วยงานของรัฐอันเกี่ยวกับการซื้อ การจ้าง การแลกเปลี่ยน การเช่า การจำหน่ายทรัพย์สิน การได้รับสัมปทาน หรือการได้รับสิทธิใดๆ” การประมูลจะถือว่าเป็นการเสนอราคาตามกฎหมายฮั้วได้ ก็ต่อเมื่อ ประมูลไปแล้วเพื่อเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ จึงต้องพิจารณาต่อไปว่า การประมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตการใช้คลื่นความถี่ 2.1 GHz นั้น “ใบอนุญาตการใช้คลื่นความถี่ 2.1GHz” เป็น “สัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ” หรือไม่?
ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ใบอนุญาตถือเป็นคำสั่งทางปกครอง โดยเป็นคำสั่งทางปกครองที่ก่อตั้งสิทธิ เป็นคำสั่งทางปกครองที่ต้องมีการร้องขอจากคู่กรณี ไม่ใช่สัญญาทางปกครองที่เกิดจากการตกลงกันระหว่างคู่สัญญา เมื่อใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เป็นคำสั่งทางปกครองแล้ว การประมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ จึงไม่ใช่การเสนอราคาเพื่อเป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงาน ของรัฐ พ.ศ.2542 (กฎหมายฮั้ว)
มีนักกฎหมายบางคนเห็นว่า ใบอนุญาตให้เอกชนประกอบกิจการเป็นสัญญาทางปกครอง โดยเงื่อนไขในใบอนุญาตเป็นข้อสัญญา ผู้เขียนเห็นว่าเป็นการตีความที่ไม่ถูกต้อง เพราะ ใบอนุญาตเกิดจากคู่กรณีร้องขอหน่วยงานทางปกครองให้ออกใบอนุญาต ไม่มีการตกลงทำสัญญาใดๆระหว่างคู่กรณีกับหน่วยงานทางปกครองเลย ใบอนุญาตเป็นการสั่งฝ่ายเดียวของหน่วยงานทางปกครอง เมื่อหน่วยงานทางปกครองออกใบอนุญาตให้ไป หน่วยงานทางปกครองอาจกำหนดเงื่อนไขให้คู่กรณีต้องปฏิบัติ เงื่อนไขเหล่านี้ไม่ใช่ข้อสัญญา แต่เป็นข้อกำหนดประกอบในคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 39 ของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
อนึ่ง ในประกาศประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม เคลื่อนที่สากล ย่าน 2.1. GHz พ.ศ.2555 ข้อ 17 กำหนดมาตรการข้อจำกัดพฤติกรรมสมยอมในการตกลงราคาประมูล (Collusion) ไว้ โดยกำหนดการข้อห้ามมิให้ผู้ขอรับใบอนุญาต (ผู้เข้าประมูล) กระทำไว้ในข้อ 17.1 และให้นำพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาใช้โดยอนุโลม
แม้ประกาศ กสทช. ฯ ข้อ 17.1 จะกำหนดไว้เช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้การขอใบอนุญาตด้วยการประมูลจะกลายเป็นการเสนอ ราคาเพื่อทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ และนำฐานความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายฮั้วมาใช้ ได้ เพราะ การกำหนดให้การกระทำใดเป็นความผิดอาญาต้องกำหนดโดยกฎหมายในระดับพระราช บัญญัติ กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมายฮั้วก็ดี ความผิดอาญาตามกฎหมายฮั้วก็ดี ไม่อาจนำมาใช้กับกรณีประมูลใบอนุญาตได้ด้วยเพียงการตราประกาศ  กสทช.
ประกาศ กสทช ข้อ 17.1 เป็นเพียงการนำบทบัญญัติในกฎหมายฮั้วที่ว่าด้วยพฤติกรรมต่างๆของผู้เข้า ประมูล เพื่อนำมาใช้บังคับห้ามผู้เข้าประมูลกระทำการ ไม่ใช่การนำ “ความผิดอาญาฐานเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ” และ “กระบวนการดำเนินคดีในความผิดอาญาฐานเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ” ตามกฎหมายฮั้วมาใช้ อีกทั้ง ข้อ 17.1 ก็ใช้บังคับกับผู้ขอใบอนุญาต (ผู้เข้าประมูล) เท่านั้น ไม่ใช้กับ กสทช.
ผู้เขียนเห็นว่า การประมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายฮั้ว จึงไม่มีทางที่จะเป็นความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐได้ เพราะไม่เข้าองค์ประกอบของความผิดตั้งแต่แรก และคณะกรรมการ ปปช. ไม่มีอำนาจรับเรื่องไว้พิจารณา  พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ใช้กับกรณีเสนอราคาเพื่อทำสัญญากับหน่วยงานของ รัฐเท่านั้น ไม่ใช้กับกรณีเสนอราคาเพื่อให้ได้ใบอนุญาต กฎหมายฮั้วกำหนดให้เป็นความผิดอาญา มีโทษอาญา เมื่อการใช้และการตีความกฎหมายอาญาต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัดตามหลัก “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมายกำหนด” จึงไม่อาจตีความขยายความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ให้รวมไปถึงกรณีเสนอราคาเพื่อให้ได้ใบอนุญาได้


ใบตองแห้ง 'วอยซ์ทีวี': ยุทธศาสตร์ ครม.ผิวเกลี้ยง

ที่มา ประชาไท



ครม.ปู 3 คลอดออกมาพร้อมกับการชุมนุมสนามม้าของพวกเพ้อหารัฐประหาร และเสียงตัดพ้อของจตุพร พรหมพันธุ์ กับแกนนำ นปช. ทั้งสองด้านมีนัยสำคัญต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ว่าจะเดินไปทางไหน จะกล้าต่อสู้เพื่อปฏิรูปประชาธิปไตยตามที่มวลชนตั้งความหวังไว้หรือไม่
รายชื่อ ครม.ชุดนี้ เห็นชัดว่ายิ่งลักษณ์มีอำนาจตัดสินใจมากขึ้น เพราะมีตัวบุคคลอย่าง น.พ.ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ ผู้อยู่ในเครือข่าย ‘โฟร์ซีซันส์’ เอสซีแอสเสท-แสนศิริ มาเป็น รมว.สาธารณสุข ขณะที่กิตติรัตน์ ณ ระนอง ก็ยังเก้าอี้เหนียว ไม่ว่ามีข่าวใครไม่พอใจ ศันสนีย์ นาคพงศ์ เลื่อนจากโฆษกคู่ใจมาเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยว่ากันว่า ‘ส.’ สุรนันท์ เวชชาชีวะ คือกุนซือนายกฯ
ในส่วนที่ดูดีขึ้นคือ พงศ์เทพ เทพกาญจนา มาเป็น รมว.ศึกษาธิการ วราเทพ รัตนากร เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีดูแลสำนักงบประมาณ (แม้สงสัยอยู่บ้างว่า เหตุใดจึงไม่ให้พงศ์เทพไปเป็น รมว.ยุติธรรมแทน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่ควรวางมือได้แล้ว) ส่วน ‘เสี่ยเพ้ง’ พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน ไม่แน่ใจว่าจะเป็นจุดแข็ง เพราะชื่อเสียง ‘นายทุนพรรค’ มานั่งทับบ่อน้ำมันที่รสนา โตสิตระกูล และพันธมิตร จ้องเล่นงานอยู่ (แต่จุดแข็งของเสี่ยเพ้งอาจจะเป็นการ ‘ส่งอีเมล์เข้าถึงสื่อ’ ฮิฮิ)
อีกจุดที่น่าสนใจคือ การเลื่อนชั้น ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ขึ้นเป็น รมว.คมนาคม แทนจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ที่ขยับไปเป็น หัวหน้าพรรคและ มท.1 แม้ได้เป็นรัฐมนตรีเพราะนามสกุล แต่ชัชชาติก็เป็นคนรุ่นใหม่มีความรู้ ท่าทีดี บุคลิกดี ที่ผ่านมาถือว่าสอบผ่าน ในเก้าอี้ รมช. แต่ครั้งนี้เจอข้อสอบใหม่ว่าจะสั่งงาน รมช.ตท.10 อย่างไร แถมได้ปลัดกระทรวงเป็น พล.ต.อ.อีกต่างหาก
เรื่องตลกคือ ครม.ครั้งนี้ปรับตั้ง 23 คน แต่นอกจาก 6-7 คนนี้ คนอื่นไม่มีอะไรให้พูดถึง รมว.เกษตรฯ ก็ยังเป็นบรรหาร ศิลปอาชา (ฮา) รมว.อุตสาหกรรม ก็ยังอยู่โคราช รมว.วัฒนธรรม แค่เปลี่ยนจากนางเป็นนาย ที่เหลือ 10 กว่าตำแหน่ง คือ รมช.ทั้งหลาย ที่ได้เก้าอี้ไปเป็นเกียรติศักดิ์ศรีวงศ์ตระกูล ตามโควตา หรือตามที่ ‘นายใหญ่’ ให้คำมั่นสัญญาไว้ (ปรับไปถึงยิ่งลักษณ์ 9 ก็อาจจะยังแจกเก้าอี้ตามที่รับปากได้ไม่หมด) ขณะที่ รมว.ส่วนใหญ่ยังนั่งเก้าอี้เดิม ไม่ว่ากระทรวงต่างประเทศ กลาโหม ยุติธรรม ไอซีที แรงงาน พัฒนาสังคม ตลอดจนพาณิชย์ ที่จะเป็นเป้านิ่งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ถ้ามองภาพรวมของ ครม.ชุดนี้ ข้อแรก น่าจะทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพขึ้น ทั้งในแง่การบริหารและการรับมือฝ่ายค้าน แต่ก็ยังไม่ดีนัก จากคะแนนเดิม 5.5 เพิ่มเป็น 6 หรือ 6.5 เพราะไม่ได้เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการที่มาตามโควต้า
ข้อสอง ขณะที่นายกฯ มีอำนาจตัดสินใจมากขึ้น จะเห็นว่า ครม.ทั้งคณะล้วนเป็น ‘สายตรง’ หรือผู้ที่ ‘อยู่ในโอวาท’ ตั้งแต่หัวหน้าพรรคคนใหม่ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ซึ่งไม่มีความโดดเด่นอะไร แต่มีมนุษยสัมพันธ์และ ‘ว่าง่าย’ ไปจนรัฐมนตรีช่วยทั้งหลาย ซึ่งไม่ใช่คนของนายใหญ่ นายหญิง นายกฯ ก็เป็นเจ๊ ด.
ภาพเปรียบเทียบชัดเจน คือพงศ์เทพ เทพกาญจนา กับจาตุรนต์ ฉายแสง ซึ่งต่างก็เป็นคนบ้านเลขที่ 111 ที่มีคุณภาพและมีบทบาทตอบโต้รัฐประหารตุลาการภิวัตน์ตลอดมา โดยจาตุรนต์ซึ่งเคยรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยมีบทบาทมากกว่าด้วยซ้ำ แต่พงศ์เทพใกล้ชิดกับครอบครัวชินวัตรกว่า ขณะที่จาตุรนต์มีความเป็นตัวของตัวเองสูงกว่า
นี่ไม่ต้องพูดถึงการ ‘เคียะ’ รมว.ศึกษาธิการผู้ไม่ฟังใครอย่างสุชาติ ธาดาดำรงเวช ซึ่งคงหมดโอกาสกลับมาอีก
ข้อสาม เมื่อดูทิศทางการเมืองประกอบแนวโน้มการจัดตัวบุคคล ก็เห็นได้ว่า ครม.ปู 3 จะลดท่าทีในการต่อสู้กับ ‘ฝ่ายอำมาตย์’ ลง โดยมุ่งไปที่การอยู่รอดเป็นสำคัญ
“พูดตรง ๆ ว่า สถานการณ์ตอนนี้รัฐบาลต้องการเอาตัวรอด ไม่ต้องการใช้ตัวชนหรืออะไร เพราะต้องการคนที่พลิ้วไหว แต่ไม่ต้องการคนแข็ง"
ฐิติมา ฉายแสง พูดชัดเจนถึงสาเหตุที่จาตุรนต์ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี
และนี่เป็นที่มาของ ‘รัฐมนตรีผิวพรรณเกลี้ยงเกลา’ เมินนักรบบาดแผลเต็มตัว อย่างที่จตุพรตัดพ้อ
เพียงแต่คำพูดของจตุพร ไม่สง่าผ่าเผยนัก เพราะเหมือนพูดเพื่อทวงเก้าอี้ให้ตัวเอง ไม่ใช่ทวงภารกิจที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องทำเพื่อตอบแทนมวลชนเสื้อแดง ทั้งการปฏิรูปประชาธิปไตย แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปล่อยนักโทษการเมือง และเอาผิดผู้สั่งปราบมวลชน
ซึ่งองค์ประกอบของคณะรัฐมนตรี ‘ผิวเกลี้ยง’ ชุดนี้ ทำให้มวลชนจำนวนไม่น้อยไม่มั่นใจว่า จะมัวแต่ ‘เอาตัวรอด’ จนละเลยภารกิจดังกล่าวหรือไม่
อันที่จริง ตัวจตุพรก็ไม่เหมาะจะเป็นรัฐมนตรีในเวลานี้ เพราะเป็นเหมือน ‘สายล่อฟ้า’ ในช่วงเวลาที่รัฐบาลต้องช่วงชิงกระแสสังคม แต่ปัญหาคือภาพของคณะรัฐมนตรีที่เพิ่มคนใหม่ๆ ซึ่งไม่มีความผูกพันกับการต่อสู้ของมวลชนเข้ามา จากเดิมพวก ‘นักการเมืองเก่า’ บางคนก็ไม่เคยร่วมเคลื่อนไหวมวลชนอยู่แล้ว ถึงเวลาก็หิ้วกระเป๋ามาลงเลือกตั้ง ได้อานิสงส์จากชีวิตเลือดเนื้อเสื้อแดงจนชนะ
ภาพรวมของ ครม.ชุดนี้ลดท่าทีต่อสู้ลง ไม่ใช่เพราะจตุพรชวดเป็นรัฐมนตรีคนเดียว ต่อให้จตุพรเป็น รมช.เกษตรฯ ก็ไม่ช่วยให้ดูฮึกหาญขึ้น
หลุมดำสนามม้า
ม็อบเสธอ้าย เฮือกสุดท้ายของอำมาตย์สายสุดขั้วสุดโต่ง ไม่มีอะไรน่ากลัว แม้จะมีคนป็นหมื่น ฝ่ายรัฐบาลไม่ควรไปดิสเครดิตว่าบ่อนพนันขนคนมา หรือออกอาการว่าคนมาผิดปกติ ในสังคมไทยวันนี้ พวกตกยุคคลั่งรัฐประหารมีมากกว่าหมื่นคนแสนคนอยู่แล้ว
รัฐบาลควรตอบโต้ทางเนื้อหามากกว่า ซึ่งก็ไม่ยากอะไร แค่ Quote ถ้อยคำของเสธอ้าย ‘แช่แข็งประเทศ 5 ปี’ ไม่ต้องมีเลือกตั้ง 10 ปี ถอยหลังกลับไปเป็นพม่า ทั้งที่พม่าเขาเดินหน้าแล้ว อันที่จริงนี่ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 ได้ด้วยซ้ำ เพราะการบอกว่าจะเอาคณะบุคคลที่ไม่มาจากการเลือกตั้งมาปกครองประเทศ เท่ากับล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย
แต่ไม่ต้องไปเล่นกับกลไกตุลาการภิวัตน์ก็ได้ เอาแค่ Quote ถ้อยคำเด็ดๆ เผยแพร่ไปทั่วโลก ว่าม็อบนี้ไม่ได้มาไล่รัฐบาลเพราะจำนำข้าวทุจริตประพฤติมิชอบ แต่ไม่พอใจที่เอาเงินภาษีไปช่วยเหลือชาวนา ทั้งที่เงินภาษีส่วนใหญ่ได้มาจากชนชั้นกลางมนุษย์เงินเดือน
แค่นั้นก็จบแล้ว
ที่บางคนกลัวว่าม็อบเสธอ้ายจะเหมือ นม็อบสนธิ ลิ้ม ที่สวนลุม หรือม็อบพันธมิตรเมื่อปี 50 สถานการณ์มันต่างกันครับ ขบวนการไล่ทักษิณเมื่อปี 2548-49 มีพลังประชาธิปไตยร่วมอยู่ด้วย รัฐบาลทักษิณมีปัญหาความชอบธรรมในการใช้อำนาจ เหลิงอำนาจ สะสมความไม่พอใจแทบทุกภาคส่วน อันที่จริงลำพังสนธิ ลิ้ม อ้างเรื่องวัดพระแก้วแปลงสถาบันเป็นอาวุธ ก็จะไปไม่รอดอยู่แล้ว ถ้าทักษิณไม่ขายหุ้นเป็นทุ่นระเบิดอารมณ์คนชั้นกลาง แม้ต่อมาพันธมิตรขอ ม.7 กลายเป็นจุดแตกตัวของผู้รักประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่พลังต่อเนื่องของการเคลื่อนไหวยังอยู่และถูกอำมาตย์ฉวยไปใช้ทำรัฐประหาร
ขณะที่ม็อบพันธมิตรเมื่อปี 51 อันที่จริงก็โดดเดี่ยวตัวเองไปเป็นพลังราชาชาตินิยมสุดขั้วสุดโต่งแล้ว แต่ตอนนั้น ทั้งอำมาตย์ กลุ่มทุนเก่า กลุ่มทุนที่สนับสนุนรัฐประหาร ยังมีความหวังว่าชัยชนะของพรรคพลังประชาชนอาจเป็นแค่ควันหลง หากสามารถเดินแผนเดิมบันได 3 ขั้นให้ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ยังมีความหวังกุมอำนาจไว้ได้ ขณะที่กระแสสังคมวงกว้าง กระแสสากล ก็ยังได้รับอิทธิพลจากการปลุกความเกลียดชังช่วงรัฐประหาร เมื่อพันธมิตรยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน แม้สังคมประณาม แต่กระแสรักสงบ ตามวิสัยคนไทย ก็ยินดีเมื่อมีการยุบพรรคตัดสิทธิตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร เพราะคิดว่าจะได้จบๆ ทำมาหากินกันเสียที
แต่ม็อบสนามม้า ไม่ได้ให้ความหวังเช่นนั้นเลย เพราะเสธอ้ายพูดโต้งๆ ว่าเลือกตั้งยังไงก็แพ้ทักษิณ จึงต้องปิดประเทศแช่แข็ง 5 ปี แช่แข็งในขณะที่ไทยกำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในขณะที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมกำลังตั้งความหวังกับการสร้างรถไฟความเร็วสูง จากจีนไปสิงคโปร์ จากดานังไปทวาย ซึ่งเป็นก้าวกระโดดใหญ่ของประเทศ
ม็อบสนามม้าจึงไม่มีวันได้รับการสนับสนุนจากกระแสรักสงบ ซึ่งได้บทเรียนอันเจ็บปวดจาก 6 ปีที่ผ่านมา ว่ารัฐประหารตุลาการภิวัตน์มีแต่ทำให้ประเทศถอยหลัง พวกสุดขั้วสุดโต่งสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายไม่รู้จบ พอได้แล้ว จะได้ใช้ 3G เสียที จะได้ทำมาหากินกันเสียที แม้บางคนไม่ชอบรัฐบาล แม้เห็นว่ารัฐบาลก็มีด้านที่ไม่ดี แต่ผู้คนส่วนใหญ่เข็ดแล้ว อยากให้ประคับประคองกันไปในวิถีประชาธิปไตยมากกว่า
อย่าดูแต่คนหมื่นที่ออกมาสิครับ ต้องดูโพลล์เอแบคด้วย ที่ 97.3% ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ ฉะนั้นถ้าคำนวณจาก 2.7% ที่เหลือ จากประชากร 70 ล้านคน เสธอ้ายก็ยังสามารถปลุกระดมคนออกมาชุมนุมได้ถึง 1.9 ล้านคน
ในทางตรงข้ามผมเห็นว่าม็อบสนามม้าคือ ‘หลุมดำ’ ที่จะดูดพวกสุดขั้วสุดโต่งลงหลุมไปด้วยกัน เพราะใครขึ้นเวทีเท่ากับเห็นด้วยกับการแช่แข็งประเทศ ซึ่งลดพลังของพวกเขาไปในตัว แม้แต่พันธมิตรยังไม่กล้าเล่นด้วยเต็มที่ ปชป.อาจจะแอบสนับสนุน แต่ไม่กล้าอ้ารับเต็มปาก ส่วนพวกนักวิชาการสยามประชาภิวัตน์ สื่อ นักวิชาการเหลืองและแอบเหลืองทั้งหลาย ที่ชอบอ้างประชาธิปไตย ก็ไม่กล้าโผล่หน้าเช่นกัน
เหลือแต่พวกไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่นแล้ว
ความแตกต่างที่ชัดเจนจากปี 2549 และ 2551 คือ กระแสประชาธิปไตย และกระแสรักสงบ ล้วนอยู่ข้างรัฐบาล ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามโดดเดี่ยวตัวเองเกือบจะสิ้นเชิง เพียงแต่เป็นการดิ้นเฮือกสุดท้ายของพวกเขา ก่อนระบอบอำมาตย์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หากรัฐบาลประคับประคองผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว ก็แทบไม่ต้องกังวลกับคนพวกนี้อีก
เพียงแต่การออกมาเคลื่อนไหวขององค์กรพิทักษ์สยาม จะมีผลคุกคามกระแสรักสงบ กลัวความวุ่นวาย ซึ่งจะกระทบชิ่งมายังรัฐบาล ในแง่ที่กระแสรักสงบอยากให้รัฐบาลอยู่นิ่งๆ ก่อน ทำงานไปก่อน อย่ารบรากับพวกอำมาตย์นัก
บริหารกระแสรักสงบ
ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลจึง ต้องบริหารกระแสรักสงบ กับกระแสประชาธิปไตย ไปพร้อมกัน แต่ในสถานการณ์เฉพาะหน้า ต้องอิงกระแสรักสงบเป็นหลัก กระแสรักสงบเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่ตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญยับยั้งการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ คือไม่ต้องการเห็นการยุบพรรคตัดสิทธิอีก แต่ก็ไม่อยากให้รัฐบาลรุกเร้า ‘ชน’ แตกหัก เสียแต่ตอนนี้
นี่สอดคล้องกับเอแบคโพลล์ ที่ 97.3% ให้รัฐบาลทำงานไปก่อน
การบอกว่ารัฐบาลต้องเอาตัวรอดก่อน ไม่ต้องการใช้ตัวชน ในมุมหนึ่งจึงถูกต้อง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ขณะที่บริหารกระแสรักสงบ รัฐบาลก็ต้องรุกทางเนื้อหา เพื่อไปสู่การปฏิรูปประชาธิปไตยเช่นกัน จะนิ่งนอนใจไม่ได้ เพียงแต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป กินทีละคำ ค่อยๆ ย่างก้าวอย่างมั่นคง ทำความเข้าใจกับสังคมให้ทั่วถึง
ตรงนี้แหละที่ไม่มั่นใจว่าคณะรัฐมนตรี ‘ผิวเกลี้ยง’ ชุดนี้ จะมีจุดยืนมั่นคงมีวิสัยทัศน์เพียงพอที่จะค่อยๆ ย่างก้าวไปสู่การปฏิรูปหรือไม่
ยุทธศาสตร์บริหารกระแสรักสงบ อธิบายได้ว่าทำไมไม่ตั้งจตุพร แล้วไปตั้งติ๋ว ศันสนีย์ (เรียกแบบดาราเซเลบส์) แต่อธิบายไม่ได้ว่าทำไมไม่ตั้งจตุพรแล้วไปตั้งประชา ประสพดี ซึ่งก็เชิญแขกไม่น้อยกว่ากันซักเท่าไหร่
การมองกระแสรักสงบต้องตีให้แตกว่า ประเด็นที่สังคมประนีประนอมแบบไทยๆ ต้องการคือ อย่าเพิ่งแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ทักษิณอย่าเพิ่งกลับบ้าน ฝ่ายตรงข้ามอย่าทำรัฐประหาร อย่าล้มรัฐบาลนอกวิถี ให้รัฐบาลทำงานไปก่อน ชั่วๆ ดีก็พอรับได้ ถึงไม่พอใจบางเรื่อง จะคอรัปชั่นโกงกินนิดๆ หน่อยๆ ไม่เป็นไร อย่ารับประทานโจ๋งครึ่มนักก็แล้วกัน แล้วก็อย่าแข็งกร้าว ฟังชาวบ้านบ้าง ฝ่ายค้านก็อภิปรายไม่ไว้วางใจไป ตุลาการภิวัตน์ถ้าจะเตะตัดขารัฐบาล ก็ทำได้ในบางเรื่องที่มีกระแสหนุน แต่ประเภทตะแบงว่าทำกับข้าว เอ๊ย จำนำข้าวขัดรัฐธรรมนูญ ไม่กล้าแล้ว
ฉะนั้นไม่ได้แปลว่ารัฐบาลไม่สามารถรุกทางการเมืองอย่างมีเนื้อหา ค่อยเป็นค่อยไป มีเหตุผล มีประโยชน์ รู้ประมาณ (แปลว่าอะไรให้ถามภูมิธรรม) ขณะเดียวกัน กระแสที่เรียกร้องให้รัฐบาลทำงาน ก็ไม่ได้บอกให้ตั้งรัฐมนตรีตามโควตา ตามโอวาท ตามคำมั่นสัญญา หรือตัวแทนกลุ่มก๊วนงอกราก จนแทบไม่เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการเช่นนี้
ในภาพรวม เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่รอดได้ บริหารกระแสรักความสงบได้ เพราะไม่ยากเย็นอะไร ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามมีแต่จะแสดงความคลั่ง แต่ไม่มีอะไรให้เชื่อมั่นว่าจะผลักดันกระแสประชาธิปไตยได้ตามที่มวลชนต้อง การ
ในแง่ของมวลชน จึงต้องมีบทบาทผลักดัน โดยด้านหนึ่งมวลชนที่ออกจะ ‘ฮาร์ดคอร์’ ต้องทำความเข้าใจกระแสรักสงบ ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย เข้าใจความจำเป็นของรัฐบาลที่ต้องบริหารกระแสรักสงบ และต้องทำงานเพื่อคนทั้งประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ต้องสร้างกระแสมวลชนที่นำหน้ารัฐบาล เป็นตัวแข่ง เป็นตัวช่วย รวมทั้งเป็นตัวกดดันรัฐบาล โน้มนำกระแสรักสงบให้เห็นว่าภายใต้โครงสร้างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ความสงบที่แท้จริงไม่อาจเกิดขึ้นได้ บ้านเมืองไม่มีวันกลับสู่ภาวะปกติ หากไม่แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
ต่างฝ่ายต่างก็ต้องเดิน 2 ขา แต่ขอให้เชื่อมั่นเถอะว่า รัฐประหารไม่สามารถกลับมาได้อีกแล้ว เว้นแต่เกิด ‘เงื่อนไขพิเศษ’ จริงๆ ฉะนั้นมวลชนก็ไม่ควรกลัวรัฐประหารเกินไป จนละเลยการตรวจสอบหรือเรียกร้องรัฐบาล

สภาเขี่ยตก เข้าชื่อแก้ 112 ไม่เข้าหมวดสิทธิเสรีภาพ

ที่มา ประชาไท



ที่มา: http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/download/article/article_20121026141843.pdf


เว็บไซต์รัฐสภาเผยแพร่ เอกสารสรุปผลการดำเนินงานของกลุ่มงานเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เมื่อวันที่ 25 ต.ค.55 ซึ่งตารางสรุปผลดังกล่าวปรากฏการจำหน่ายเรื่องการเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 112  ของนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ พร้อมด้วยประชาชน 30,383 คน
“ประธานรัฐสภาสั่งจำหน่ายเรื่องเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2555 (เนื่องจากประธานรัฐสภาวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ (ร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่...) พ.ศ.....) มีหลักการไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550”  เอกสารกลุ่มงานเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ระบุ
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 163 กำหนดในเรื่องการเข้าชื่อเสนอกฎหมายไว้โดยให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ น้อยกว่า 10,000 คนร่วมกันเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ และกฎหมายที่จะเสนอต้องเป็นกฎหมายที่มีหลักการตามที่กำหนดไว้ใน หมวด 3 หรือหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญ
การยื่นรายชื่อในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พ.ค.55 โดยนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ พร้อมด้วยคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 หรือ ครก.112 พร้อมประชาชนนับร้อยคนได้นำรายชื่อ 39,185 ที่รวบรวมจากทั่วประเทศเพื่อแก้ไขมาตรา 112 ไปยื่นให้กับประธานรัฐสภา โดยสาระสำคัญสอดคล้องกับร่างแก้ไขมาตรา 112 ของนิติราษฎร์ คือ
1. ให้ยกเลิกมาตรา 112 ออกจากลักษณะว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร
2. เพิ่มหมวดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
3. แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
4. เปลี่ยนบทกำหนดโทษ โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุดจำคุกไม่เกินสามปีสำหรับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และไม่เกินสองปีสำหรับ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
5. เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
6. เพิ่มเหตุยกเว้นโทษ กรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และ
7. ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษผู้ที่ทำความผิด ให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้น แทนพระองค์”

อนุสรณ์ ธรรมใจชี้ AEC คือโอกาส เชื่อหากมีประชาธิปไตยแท้จริง - อีก 15 ปี ไทยเป็นประเทศพัฒนา

ที่มา ประชาไท



‘อนุสรณ์ ธรรมใจ ’ องค์ปาฐกวันนิคม จันทรวิทุร มอง AEC คือโอกาสของไทยแต่รัฐต้องมียุทธศาสตร์และนโยบายที่ชัดเจน มองปัญหาเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้และความ มั่งคั่ง หนุนให้เดินหน้าค่าแรง 300 บ. และเชื่อหากไทยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง อีก 15 ปี เป็นประเทศพัฒนา

วานนี้ (31 ต.ค.55) ที่ห้องประชุมจอมพล ป. กระทรวงแรงงาน มีการจัดงาน “วันนิคม จันทรวิทุร” ครั้งที่ 10 มีการปาฐกถานำในหัวข้อ “อนาคตเศรษฐกิจและแรงงานไทยภายใต้ประชาคมอาเซียน” โดย ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งรายละเอียดของปาฐกถามีดังนี้





คลิปวิดีโอการปาฐกถาโดยอนุสรณ์ ธรรมใจ
000
ถ้าวันนี้ ประเทศไทยไม่มีระบบทางด้านการคุ้มครองแรงงาน ระบบประกันสังคมที่เป็นมาตรฐานระดับโลกที่สากลยอมรับ ก็อาจจะเป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า และอาจกระทบต่ออนาคตเศรษฐกิจไทยได้
ถ้าเรามองในแง่ของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เราจะเห็นได้ชัดว่า จะก่อให้เกิดโอกาสอย่างมหาศาล ก่อให้เกิดการขยายตัวของการค้า การลงทุน เศรษฐกิจในภาพรวมก็จะเพิ่มขึ้น แล้วถ้าเรามียุทธศาสตร์ มีเป้าหมายของประเทศที่ชัดเจน ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจไทยสามารถร่วมกันผลักดันให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์หรือ เป้าหมายได้ ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ประเทศไทยอาจจะกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หมายความว่าชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนน่าจะดีขึ้นอย่างชัดเจน
ผมมองประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นโอกาส ถ้าเรามียุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เราก็จะกลายเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจอาเซียน ที่บอกว่าเราเป็นศูนย์กลางเพราะถ้าดูที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ จะเห็นได้ชัดว่าเรามีความได้เปรียบอย่างยิ่ง ถ้ามีการลงทุนด้านโลจิสติกส์
ถ้าดูข้อมูลพื้นฐาน จะเห็นได้ว่าตลาดจะใหญ่ขึ้นมาก ตลาดซึ่งมีประชากร 60 กว่าล้านคน ขยายขึ้นเป็น 600 ล้าน จีดีพีและการค้าโดยรวมเพิ่มขึ้น การลงทุนโดยรวมเพิ่มขึ้น นี่คือโอกาส และถ้าเราสามารถรักษาระดับความเติบโต ในระดับ 4-5 เปอร์เซ็นต์ในระยะ 4-5 ปีข้างหน้า เราก็น่าจะมีศักยภาพอย่างยิ่ง
แต่ว่าแค่การเติบโดยังไม่เพียงพอ หากเรามีปัญหาเรื่องการกระจายรายได้และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ
นโยบายด้านแรงงาน จะเป็นนโยบายที่สำคัญที่จะช่วยดูแลให้ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจมีปัญหา น้อยลง อย่างนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ที่จะให้เกิดขึ้นต้นปีหน้าทั่วประเทศ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเดินหน้า แม้จะมีเสียงคัดค้านจากธุรกิจอุตสาหกรรมจำนวนไม่น้อยว่า จะทำให้เกิดปัญหาปิดกิจการหรือปัญหาเลิกจ้าง ขอให้ท่านนึกถึงตอนที่เราเคลื่อนไหวผลักดันกฎหมายประกันสังคม หรือประกันการว่างงาน ก็มีคนไม่เห็นด้วย แต่ถ้าเราคิดให้ดีแล้ว มันเป็นสิ่งที่จะต้องทำ
แน่นอนว่านโยบายหรือมาตรการใดๆ ก็ตาม มันย่อมมีผลกระทบทั้งด้านบวกด้านลบ และมีผลกระทบต่อผู้คนในแต่ละส่วนแตกต่างกัน
กรณีของค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เราอาจจะเห็นว่ามีผลกระทบต่อเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ที่อยู่ในจังหวัดที่มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างก้าวกระโดด แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะไม่เดินหน้านโยบายนี้ ถ้าเราต้องการให้เกิดความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้และความ มั่งคั่งมากขึ้น ในขณะที่กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบ รัฐจะต้องมีมาตรการในการเข้ามาดูแลเพิ่มเติม
หากเราไม่ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ในบางกิจการหรือบางอุตสาหกรรมก็อาจเกิดภาวะการขาดแคลนแรงงานได้ เพราะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะทำให้เกิดการขยายตัวอย่างมาก ทั้งด้านการผลิต การบริโภค และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจนี้ ก็เกิดประโยชน์ต่อการบริโภคและการผลิต การผลิตก็สามารถสร้างเครือข่ายที่ไร้พรมแดนมากขึ้น การบริโภคก็จะมีทางเลือกมากขึ้น สินค้าถูกลง คุณภาพดีขึ้น เพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก
ประเด็นทางด้านการผลิต ที่เราสามารถสร้างเครือข่ายแบบไร้พรมแดนมากขึ้น ก็เป็นประเด็นเชื่อมโยงกับด้านแรงงานหรือการจ้างงาน เพราะผู้ประกอบการ นักธุรกิจอุตสาหกรรมก็อาจจะย้ายฐานการผลิตไปผลิตในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อ บริหารต้นทุน
ถามว่ามีผลกระทบต่อการจ้างงานในประเทศไหม ก็คงมีบ้าง แต่ถ้าเรามีมาตรการ มีการเตรียมการที่ดี ขอให้พิจารณาองค์รวม ก็คือเศรษฐกิจโดยรวมของประชาคมอาเซียน ซึ่งไทยเป็นส่วนหนึ่ง ก็จะดีขึ้น
อาจจะมีคนบางส่วนได้รับผลกระทบทางลบบ้างทางบวกบ้าง ใครจะบวกจะลบมากๆ ก็อยู่ที่ว่ามีความสามารถในการปรับตัวหรือความสามารถในการแข่งขันมากน้อยแค่ ไหนอย่างไร
แต่ในแง่ของนโยบายแรงงานที่จะมีผลต่อแรงงานไทยภายใต้เศรษฐกิจอาเซียน เราต้องดูทุกมิติ ทั้งเรื่องค่าจ้างค่าตอบแทน ทั้งเรื่องสวัสดิการ เรื่องยกระดับขีดความสามารถในการผลิต หรือเพิ่ม productivity
เฉพาะมิติค่าจ้างค่าตอบแทน ก็มีหลายส่วนที่จะต้องพิจารณา ต้องแยกย่อยไปอีกว่าค่าจ้างงานที่เป็นค่าจ้างแรงงานพื้นฐาน ค่าจ้างของแรงงานไร้ฝีมือ ค่าแรงขั้นต่ำจะเอาอย่างไร การกำหนดค่าจ้างที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ไหนที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาการว่าง งานหรือตกงาน กรกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ หรือกำหนดค่าจ้างแบบไหน จึงจะทำให้คุณภาพชีวิตของคนทำงานดีพอ จะกำหนดค่าจ้างค่าตอบแทนอย่างไรที่จะไม่ทำให้เราไม่สูญเสียการลงทุนไปต่าง ประเทศ กำหนดค่าจ้างแบบไหนที่เราสามารถจะแข่งขันได้และเกิดความเป็นธรรมด้วยในทุก ส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็เป็นโจทย์ที่สำคัญและมีผลต่ออนาคตของแรงงานไทยทั้งสิ้น
เนื่องจากปัญหาการกระจายรายได้และความมั่งคั่ง และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ และปัญหานี้ถ้าจัดการไม่ดีก็อาจจะเป็นเงื่อนไขไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง และสังคมในอนาคตได้ เพราะถ้าคนมีสถานะต่างกันมากๆ ก็จะนำไปสู่ความขัดแย้งได้ง่าย
ถ้าคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ดีขึ้น ปัญหาความขัดแย้งทางสังคมทางการเมืองก็จะลดลง การที่จะทำอย่างนี้ได้ รัฐจะต้องมีระบบ มีมาตรการ มีกลไกในการช่วยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่รัฐสวัสดิการที่มีคุณภาพ
รัฐสวัสดิการที่มีคุณภาพต้องเป็นรัฐที่มีผลิตภาพและมีความยั่งยืน ซึ่งผมขอเรียกว่าเป็น sustainable and productive welfare system เราจะเห็นปัญหาบางประการในยุโรปบางประเทศที่ใช้ระบบรัฐสวัสดิการ แล้วเกิดภาระทางการคลังจำนวนมาก เนื่องจากโครงสร้างประชากรเปลี่ยน เหตุปัจจัยด้านเศรษฐกิจก็เปลี่ยนไปมาก ความสามารถแข่งขันทางธุรกิจบางประเทศก็ลดลง ทำให้รัฐไม่สามารถจัดสวัสดิการได้เท่าเดิม เพราะมีภาระทางการคลังและหนี้สาธารณะที่สูง
ฉะนั้น ประเทศไทยถ้าจะก้าวข้ามพ้นนโยบายประชานิยมแบบที่เป็นเรื่องระยะสั้น มาเป็นนโยบายที่ดูแลระยะยาวมากขึ้น เป็นระบบมากขึ้น เป็นรัฐสวัสดิการมากขึ้น ก็ต้องพยายามออกแบบและแสวงหาระบบรัฐสวัสดิการที่ productive และยั่งยืน
สิ่งเหล่านี้ที่เราพยายามทำให้เกิดขึ้น เพื่ออนาคตของแรงงานไทยและเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน เป็นระบบเศรษฐกิจที่โตบนพื้นฐานของการแบ่งปันที่เป็นธรรม จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าเรามีปัญหาเรื่องความไม่มีเสถียรภาพของระบบการเมือง
ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของสังคมไทยในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า คือความเสี่ยงของระบบการเมือง ความเสี่ยงของระบบการเมืองนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องของความมีเสถียรภาพหรือไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลใดรัฐบาล หนึ่ง แต่ผมหมายถึงระบบการเมืองของประเทศ
ผมคิดว่าระบบการเมืองที่ดีที่สุด ที่จะทำให้อนาคตของไทย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นอนาคตของแรงงานภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นไปได้ดีก็คือ ระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
เราจะเห็นได้ชัดว่า ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ซึ่งเคยมีการปกครองแบบอำนาจนิยม ก็เริ่มเปิดประเทศและเปิดเสรีภาพให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะเขารู้ว้ายังใช้ระบบแบบเดิมอยู่ เขาไม่อาจอยู่ได้ในโลกศตวรรษที่ 21 ซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นระบบเดียวที่จะดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21
ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี การสื่อสาร สังคมและโลกเปิดกว้างมากจากเทคโนโลยีการสื่อสาร เราคงเห็นกรณีอาหรับสปริง หลายประเทศซึ่งมีการปกครองแบบอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จ ปิดกั้นข่าวสาร ก็ยังไม่อาจปิดกั้นข่าวสารได้
ประเทศที่ปกครองโดยสร้างความเชื่อและศรัทธาแบบงมงาย โดยไม่ใช้หลักของเหตุผลก็ไม่อาจอยู่ได้ ประเทศที่มีระบบการปกครองที่ประชาชนไม่มีเสรีภาพ เศรษฐกิจแม้จะไม่มีปัญหามากก็ยังอยู่ไม่ได้ แต่ส่วนมากมักจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจขึ้นด้วย อย่างกรณีตูนิเซีย จุดเริ่มต้นของปัญหาก็คือมีนักศึกษาตกงาน และพยายามไปประกอบอาชีพเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการขายของ แล้วก็ถูกตำรวจไถเงิน ก็ทนไม่ได้ก็เป็นจุดปะทุของการประท้วง ที่สุดผู้นำก็ต้องลงจากอำนาจ
ผมพยายามชี้ว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่สุด ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกัน แน่นอนพลังของฝ่ายแรงงานที่มีการจัดตั้งที่ดี จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยได้ เพราะขบวนการแรงงานคือสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย เป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของชาวบ้าน ของคนธรรมดาสามัญที่รวมกลุ่มกัน เพื่อให้ตัวเองมีปากมีเสียง มีอำนาจต่อรอง เพื่อให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรม
ถ้าเรามาประเมินระบบเศรษฐกิจในภาคต่างๆ ในด้านการจ้างงาน จะได้รับผลอย่างไรต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เรื่องนี้จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจับเพิ่มเติมอีกมาก เราจะต้องลงไปในรายละเอียดเลยว่า ภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ถ้าพิจารณาจาก AEC blueprint มันจะมีเรื่องอะไรบ้าง
มีเรื่องการเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วม เรื่องการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับหลายมิติ เอาเฉพาะการเปิดตลาดและการเป็นฐานการผลิตร่วม เกี่ยวช้องกับการเปิดเสรีการค้า การลงทุน การบริการ การเงิน การศึกษา และการเปิดเสรีภาคแรงงาน ซึ่งภายใต้ข้อตกลงจะเปิดเสรีก่อน 7 สาขาวิชาชีพ แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักสำรวจ นักบัญชี
การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ขีดความสามารถในการแข่งขันที่สำคัญที่สุดคือ ทรัพยากรมนุษย์ บรรดาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจอื่นๆ ก็มีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าก็คือทรัพยากรมนุษย์ หรือแรงงาน
ทีนี้ เราก็ต้องตั้งคำถามว่า สำหรับอนาคตแรงงาน เราได้วางแผนอย่างมีบูรณาการและยุทธศาสตร์อย่างไร เพื่อเตรียมรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ตอนนี้มีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าระบบเศรษฐกิจโลกมีการเคลื่อนย้ายมาสู่เอเชียมากขึ้น ผมจึงมองในทางบวก ถ้าประเทศไทยสามารถแก้ไขปัญหาความเสี่ยงของระบบการเมืองได้ อีก 15 ปี ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว
เราอาจจะไม่กล้าประกาศว่า เราเป็นประเทศพัฒนาแล้วเหมือนมาเลเซีย นายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด บอกว่า ปี 2020 เขาจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่เรายังไม่กล้าประกาศ เพราะเราไม่เคยมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและความต่อเนื่อง และมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนที่จะนำพาประเทศ
แต่ศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษที่เราจะมีความพร้อมและมีโอกาสมากที่สุด ถ้าเราสามารถแก้ไขปัญหาพื้นฐานบางอย่างได้
การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของโลก เราจะเห็นได้ชัดว่า เอเชียก็จะเป็นกลุ่มก้อนใหญ่อันหนึ่ง ยุโรปก็จะเป็นกลุ่มก้อนใหญ่อันหนึ่ง อเมริกาก็จะเป็นกลุ่มก้อนใหญ่อันหนึ่ง แต่เราก็เห็นได้ชัดว่ายุโรปมีปัญหาวิกฤตการณ์ยูโรโซน ในขณะที่สหรัฐอเมริกาก็มีปัญหา เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ล่าสุดก็เจอภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซุปเปอร์สตอร์มแซนดี้
ถ้าเรามาดูในแง่ของการเปิดเสรีที่เกี่ยวข้องกับท่านทั้งหลายโดยตรงมากที่ สุด และเกี่ยวข้องกับผู้คนในแวดวงแรงงานก็คือ การเปิดเสรีภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน เพราะเวลาเขาพิจารณาการเปิดเสรีด้านแรงงาน เขามองว่ามันเป็นการบริการทางด้านแรงงาน
เมื่อพูดถึงการเปิดเสรีภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ก็จะมีการเปิดเสรีภาคบริการสำคัญๆ หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นสาขาบริการสุขภาพ สาขาท่องเที่ยว สาขาโลจิสติกส์ แล้วก็ทางด้านแรงงาน
การเปิดเสรีทางด้านแรงงาน เราสามารถจัดว่าเป็นกลุ่มในภาคบริการ แต่ว่าเวลาเราพิจารณา เราจะต้องแยกออกมาศึกษาต่างหาก เพราะมีลักษณะเฉพาะ และมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้น มีการเปิดเสรีภาคบริการครอบคลุมทุกส่วน การให้แรงงานเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนประเทศสมาชิกอาเซียนได้ง่ายขึ้น เป็นการทำให้ภาคบริการแรงงานมีความคล่องตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น ในการตอบสนองต่ออุปสงค์ของการขยายตัวของการค้า ธุรกิจอุตสาหกรรมที่จะเพิ่มขึ้น
ในขณะเดียวกัน พลวัตรของภาคแรงงาน ก็มีความเชื่อมโยงอย่างมากับภาคบริการการศึกษา และมิติทางการเมือง มิติเรื่องความเป็นชาติและมิติเรื่องชาตินิยมมากกว่าการเปิดเสรีในภาคส่วน อื่นๆ
ถ้าพิจารณาตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เราก็เห็นได้ชัดว่าการเปิดเสรีภาคตลาดแรงงาน จะลดทอนอำนาจการต่อรองของฝ่ายลูกจ้างลง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาเปิดเสรีการค้าการลงทุน ก็ต้องเปิดเสรีแรงงานด้วย เพราะถ้าขบวนการแรงงานแข็ง ต้องบอกว่าเปิดเสรีแรงงานให้ช้าที่สุด ในขณะที่เปิดเสรีภาคการค้าการลงทุนไปก่อน อำนาจต่อรองจะอยู่ที่ฝ่ายแรงงานทันที แต่ถามว่าเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมหรือเปล่า ก็ไม่แน่ใจ แต่ว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้แรงงานชัดเจน แรงงานก็จะมีค่าจ้างสูงขึ้น แต่มันจะเกิดปัญหาอีกแบบหนึ่งก็คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการตึงตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม และกระทบกับฝั่งนายจ้าง
ฉะนั้น ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบเสรี กระแสหลักก็บอกว่า เปิดเสรีภาคบริการ เปิดเสรีการลงทุนการค้า ก็ต้องเปิดเสรีแรงงานด้วย ทำให้ปัจจัยการผลิตมันเคลื่อนย้ายอย่างเสรีทั้งหมด แล้วมันก็จะเกิดประสิทธิภาพ (efficiency) เกิดการแบ่งงานกันทำ ทำให้ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
แต่วิธีคิดหรือการมองแบบเศรษฐศาสตร์กระแสหลักแบบเสรีทั้งหลาย เขามองมิติทางด้านการแบ่งปัน การกระจาย ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจน้อย เขาจะมองในมุมความสามารถในการแข่งขันและประสิทธิภาพ
แน่นอนที่สุด ในมุมของแรงงาน การจะเปิดเสรีแรงงานต้องคิดอย่างเป็นระบบ และต้องมียุทธศาสตร์ในการเปิด และจะต้องบูรณาการเข้ากับส่วนอื่นๆ
การดำเนินยุทธศาสตร์ มาตรการ หรือการเคลื่อนไหวต่างๆ จะต้องมองอย่างครบถ้วนทุกมิติ คือไม่มองมุมใดมุมหนึ่งหรือสุดโต่ง เพราะจุดที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์รวมของระบบเศรษฐกิจ ก็คือสภาวะที่เกิดดุลยภาพ ผมคิดว่าหลักคิดอันนี้ ก็คือหลักคดเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา
ถ้าเราดูในแง่ของการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงาน ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของรูปแบบการค้า-บริการภายกรอบของ WTO ด้วย ไม่เฉพาะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเท่านั้น
การเปิดเสรีด้านนี้ เราจะเห็นว่ามีการต่อสู้กันในเวทีการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่าทุกเรื่องที่ผลประโยชน์ ต่างฝ่ายก็ต้องต่างต่อรอง เจรจาเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด แต่ถ้าคนใดเอามากเกินไป อีกคนเสียมากเกินไป ก็อยู่กันไม่ได้ ก็ต้องเจรจาต่อรองจนกระทั่งอยู่ในระดับที่พอรับได้
แต่ในโลกความเป็นจริง ใครมีอำนาจมาก ใครจัดตั้งดีก็ต่อรองได้มาก เช่นเดียวกันกับการเปิดเสรีทางด้านแรงงาน ในเวทีระดับโลก เวทีระดับอาเซียนก็เหมือนกัน เอาเฉพาเรื่องการให้คำจำกัดความเรื่องแรงงาน ว่าการเปิดเสรีแรงงานจะจำกัดความระดับไหน ก็ปรากฏว่าชัยชนะเป็นของประเทศพัฒนาแล้ว ก็คือการเปิดเสรีแรงงานให้เฉพาะแรงงานระดับสูงหรือแรงงานระดับบน ก็คือเป็นแรงงานที่เป็นนักวิชาชีพชั้นสูง เป็นนักเทคนิคชั้นสูงทั้งหลาย คนที่ได้ประโยชน์คือแรงงานในประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็จะมีโอกาสไปทำงานไร้พรมแดนมากขึ้น
แต่ถ้ามองในแง่บวกก็คือว่า ไม่เป็นไรเปิดเสรีในด้านนี้ ประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่า เขาก็ขาดแคลนแรงงานด้านนี้อยู่แล้ว ก็เปิดเสรีให้เข้ามาทำงาน ก็มองในแง่บวกที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
แต่ว่าการเปิดเสรีแรงงานที่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ หรือแรงงานทีมีฝีมือระดับต่ำ ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ยอมให้เปิดเต็มที่ เขาจะมองว่าถ้าเปิด ก็จะมีแรงงานจากประเทศด้อยพัฒนาทะลักเข้าไปแย่งงานคนของเขา
แต่อย่างไรก็ตาม แรงงานระดับล่างในหลายอาชีพ ประเทศที่พัฒนาแล้ว คนของเขาก็ไม่ทำงานบางอย่าง ก็จำเป็นต้องนำเข้า รับคนจากประเทศอื่นเข้าไปทำงาน เหมือนกับประเทศที่งานบางอย่างคนไทยก็ไม่ทำแล้ว เพราะด้วยระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่มาถึงจุดหนึ่งคนไทยก็อาจไม่ทำบางอาชีพ เราก็ต้องไปอาศัยแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน
ในมุมของความเป็นเศรษฐกิจอาเซียน เราก็ต้องคิดว่าถ้ามันนำมาสู่การพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน พม่าเกิดโอกาสทางเศรษฐกิจจำนวนมาก มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง ลาว เขมร เวียดนามก็เติบโตทางเศรษฐกิจสูง เราก็อาจจะเห็นการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างประเทศมากขึ้น
งานบางอย่างซึ่งเราเคยใช้แรงงานต่างด้าวทำงาน ก็อาจจะไม่มีคนทำงาน เราอาจจะต้องทำงานด้วยตัวเองมากขึ้นเหมือนประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ในยุโรปหรือสหรัฐส่วนใหญ่ก็ไม่มีคนรับใช้ในบ้าน ก็ต้องใช้เทคโนโลยีทั้งหลายช่วยในการทำงาน มันก็จะเกิดการพัฒนาไปในแนวทางนั้น
ตรงนี้ก็จะมีประเด็นอะไรที่เชื่อมโยงกับค่าแรงขั้นต่ำ ถ้าเราไม่ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แรงงานจำนวนหนึ่งก็อาจจะกลับประเทศ เพราะค่าจ้างแรงงานไม่มีส่วนต่างมากพอที่จะดึงดูดให้เขาทำงานในประเทศไทย
ถามว่าแล้วจะเกิดอีกด้านหนึ่งไหมซึ่งเป็นมุมกลับ ก็คือว่าเราขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ แล้วทำให้โรงงานที่ใช้แรงงานเข้มข้นทั้งหลาย ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน ก็อาจจะเกิดขึ้นบ้าง แต่ในที่สุดในทางทฤษฎีค่าแรงของประเทศเพื่อนบ้านก็จะต้องปรับสูงขึ้นในที่ สุด
แต่ระยะเวลาที่เกิดการปรับตัว ระหว่างการปรับตัว เราไม่อาจอาศัยกลไกตลาดในการปรับตัวอย่างเดียวได้ ถ้าอาศัยกลไกตลาดทำงานอย่างเดียวตามแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเสรีนิยมจ๋า คนที่มีอำนาจต่อรองน้อย คนเล็กคนน้อยจะเสียประโยชน์ จะเสียเปรียบ ธุรกิจขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบ ฉะนั้นรัฐจะต้องเข้าแทรกแซง เข้าดูแล มีนโยบาย มีกองทุนเพื่อให้เกิดการปรับตัวจากสภาพที่เกิดขึ้นเป็นผลจากประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน
สมมติโรงงานทอผ้า ใช้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท อยู่จังหวัดที่เดิมค่าแรงขั้นต่ำต่ำกว่า 300 บาทเยอะ เขาบอกอยู่ไม่ได้ย้ายไปอยู่พม่า บางส่วนบอกย้ายไปอยู่เขมร ข้ามไปนิดเดียวค่าแรงอีกราคาหนึ่งเลย
ถ้าเราคิดว่าไม่เป็นไร เจ้าของกิจการ นายจ้าง จะย้ายฐานการผลิตไป มองในมุมความสามารถในการแข่งขัน เขาก็สร้างเครือข่ายการผลิตให้ดีขึ้น บริหารต้นทุนให้ความสามารถในการแข่งขันของกิจการไทยมันแข่งได้ แล้วเราไม่มีสิทธิไปห้าม เพราะประเทศเราเป็นประชาธิปไตย ก็ปล่อยให้ย้ายไป แต่ถ้าเราบอกว่าไม่อยากให้ย้ายไปเยอะ เราก็ต้องสร้างแรงจูงใจให้เขาอยู่ในประเทศไทย เช่น ประเทศไทยปลอดภัยกว่า โครงสร้างพื้นฐานดีกว่า ค่าน้ำค่าไฟถูกกว่า การขนส่งดีกว่า คอร์รัปชั่นน้อยกว่า อันนี้จริงหรือเปล่าไม่ทราบ ก็ให้เขาอยู่ในเมืองไทย ขึ้นอยู่ว่ายุทธศาสตร์ นโยบายจะเอายังไง
แต่ถ้าเราบอก ไม่เป็นไร ให้เป็นไปตามกลไกตามสภาพ แต่เรามานั่งดูผลกระทบ เช่น คนของเราเมื่อก่อนเป็นคนงานโรงงานทอผ้า เราบอกคนไทยไม่ต้องไปทำอะไรที่เป็นการผลิตพื้นๆ แล้ว ต้องเอาคนไทยมาทำอะไรที่ซับซ้อนมากขึ้น มีมูลค่าเพิ่ม (value added) สูงขึ้น เขาก็ไม่ตกงาน ก็ย้ายการทำงานจากที่มีทักษะขั้นต่ำมาเป็นทักษะขั้นกลางขั้นสูงมากขึ้น เขาก็จะไม่ตกงานและมีค่าจ้างสูงขึ้น
แต่กระบวนการปรับตัวตรงนี้ใช้เวลา เพราะมันเกี่ยวข้องกับการศึกษา การฝึกอบรม และในระหว่างทางเราจะดูแลเขาอย่างไร
เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ยังไงต้องเดินหน้า เพราะปัญหาของระบบเศรษฐกิจไทยคือ ความไม่เป็นธรรมเป็นปัญหาใหญ่ ผลกระทบที่ตามมาต้องก็เข้าไปแก้ทีละจุดๆ เข้าไปยกระดับผลิตภาพให้สูงขึ้น ไปดูแลกิจการขนาดเล็กให้เขาอยู่ให้ได้ ถ้าไม่ทำวันนี้ ทำวันอื่นก็ยาก
เวลาจะผลักดันเรื่องนี้ ต้องทำในช่วงที่เศรษฐกิจยังขยายตัวดีอยู่ และอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ เพราะตอนนี้อัตราการว่างงานยังอยู่ที่ 0.6-0.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าต่ำ แล้วมีภาวะแรงงานตึงตัวในบางธุรกิจอุตสาหกรรมด้วยซ้ำไป
แต่ตรงนี้อาจยังดูไม่ละเอียด ต้องดูต่อไปอีกพักหนึ่งว่าถ้าปรับแรงงานขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ อัตราการว่างงานจะเพิ่มไหม แต่ผมเชื่อว่าแม้เพิ่มก็ไม่มาก เพราะในการบิหารเศรษฐกิจก็ต้องมององค์รวม มองมหภาค ถ้าทำให้เศรษฐกิจโตได้ 4-6 เปอร์เซ็นต์ ปัญหาการว่างงานไม่ใช่เรื่องใหญ่ ยังไงคนก็จะหางานได้ในที่สุด หรือเมื่อเศรษฐกิจอาเซียนเพิ่มขึ้น เราก็ไปหางานในประเทศเพื่อนบ้านบ้างก็ได้
แต่ว่าจะเกิดปัญหาอีกด้านหนึ่งต่างหาก ที่คนไทยจะไม่ออกไปทำงานต่างประเทศมากเท่าไหร่ ยกเว้นคนที่เก่งมากๆ ภาษาอังกฤษดีๆ ก็อาจจะออกไปทำงานประเทศเพื่อนบ้าน
ทีนี้ คนจากประเทศอื่นจะเข้ามาแย่งงานเราทำไหม โดยเฉพาะใน 7 สาขาวิชาชีพ ก็ต้องบอกว่า ในขณะนี้ยังคงไม่มีปัญหานั้น เนื่องสมาคมวิชาชีพของไทยจัดตั้งดี แข็งแรงระดับหนึ่ง ก็ต่อรองว่า หมอต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย ต้องเข้าใจภาษาไทย มีใบอนุญาตภาษาไทย ถ้าในมุมของต่างชาติก็จะมองว่า เรากีดกันเขาหรือไม่ ถ้ามองมุมเราก็คือ เราปกป้องคนในวิชาชีพในประเทศของเรา
แต่ถ้ามองอะไรที่ใหญ่กว่าความเป็นประเทศ และมองความเป็นประชาคมทางเศรษฐกิจ จะต้องคิดอะไรที่ใหญ่กว่าความเป็นประเทศ ถึงจะสำเร็จในการเป็นประชาคมทางเศรษฐกิจได้
ให้เราดูตัวอย่างกรณียูโรโซน ถ้าเขาคิดหนีไม่พ้นความเป็นประเทศ ชาวเยอรมันจะไม่ยอมออกเงินไปช่วยคนกรีซ ถ้าไม่ช่วยยูโรโซนก็ล่มสลาย คนที่เป็นสมาชิกของประชาคมต้องคิดกว้างกว่าความเป็นประเทศ
ถ้าคิดในฐานะผู้ใช้แรงงานก็คือ เพื่อนร่วมวิชาชีพ ไม่ว่าเขาจะเป็นชาติไหนก็ต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม อย่างมีสวัสดิภาพ มีค่าตอบแทนที่เหมาะสม ถ้าเขาทำงานได้เท่ากับคนไทย เขาก็ต้องได้รับค่าจ้างเท่ากัน นี่คือความเป็นธรรมที่เป็นมิติระหว่างประเทศ
โอกาสและความเสี่ยงในมุมมองของนายจ้างก็มีหลากหลายลักษณะเช่นเดียวกัน เริ่มจากโอกาสของนายจ้างที่จะเลือกแรงงานที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะใน 7 สาขาวิชาชีพที่เปิดเสรีเต็มที่ อำนาจการต่อรองของแรงงานย่อมลดลง โดยเฉพาะสาขาวิชาชีพที่มีการเปิดเสรี ตลาดแรงงานเปิดกว้างมากขึ้น การแข่งขันสูงขึ้น เป็นภาวะกดดันให้แรงงานต้องพัฒนาคุณภาพตัวเองให้ดีขึ้น ถ้าไม่พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ไม่พยายามพูดภาษาอังกฤษให้ได้ก็อาจจะเสียโอกาส
สถานประกอบการก็อาจจะไปในที่มีแรงงานสอดคล้องกับการผลิตได้มากกว่าเดิม และเมื่อลงทุนในอาเซียนก็สามารถนำนักวิชาชีพไปทำงานได้โดยสะดวกขึ้น
แต่ความเสี่ยงที่สำคัญก็คือ นายจ้างที่ไม่ดูแลแรงงานตัวเองให้ดี ไม่จ่ายค่าตอบแทนค่าจ้างที่เหมาะสม อาจจะสูญเสียแรงงานทีมคุณภาพให้กับประเทศเพื่อนบ้าน หรือบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอาเซียน
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเอาใจใส่ก็คือ ต้องศึกษามาตรฐานฝีมือแรงงานในประเทศที่ไปลงทุนด้วย
ในระยะยาว และระยะปานกลาง เมื่อมีการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเต็มที่ อัตราค่าจ้างจะปรับใกล้เคียงกันมากขึ้น การย้ายฐานการผลิตเพื่อใช้ประโยชน์จากแรงงานราคาถูกจะค่อยๆ ลดลง แต่ในทางปฏิบัติการเปิดเสรีแรงงานจะไม่เกิดอย่างเต็มที่ เพราะองค์กรวิชาชีพ องค์กรแรงงานในหลายประเทศก็จะปกป้องแรงงานภายในของตนเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องปรกติ เพราะการเปิดเสรีภาคแรงงานมันมีมิติด้านการเมือง และเกี่ยวกับคนเยอะ ฉะนั้นจะมีความต่างจากเปิดเสรีทางด้านอื่นๆ พอสมควร
ผมสรุปสั้นๆ ว่า อนาคตของเศรษฐกิจ และอนาคตของแรงงานไทยมีโอกาสจำนวนมาก ถ้าเรามียุทธศาสตร์ มีนโยบาย และสามารถบูรณาการภาคส่วนต่างๆ ให้เดินเข้าสู่เป้าหมายที่จะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภาพรวมและแรงงานร่วมกัน ได้
ขณะเดียวกัน ก็มีความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งเราไม่อาจร้องขอจากรัฐบาลฝ่ายเดียวได้ เราทั้งในแง่ของนายจ้างก็ดี องค์กรนายจ้างก็ดี องค์กรลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานก็ดี ก็ต้องช่วยเหลือตัวเองและช่วยกันด้วย ที่จะทำให้เราใช้โอกาสของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้เกิดประโยชน์ให้มากที่ สุด

ล้านคำบรรยาย (พิเศษ) การ์ตูนเซีย 01/11/55 หลังแอ่น..แต่ไม่หัก

ที่มา blablabla

โดย 

 ภาพถ่ายของฉัน




ถึงหลังแอ่น แต่ไม่หัก มันหนักแน่
มากปัญหา ยังรอแก้ ไม่แปรผัน
สองเก้าอี้ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ
กอดให้มั่น เอาให้อยู่ สู้อดทน....

ขบวนการ จ้องล้มรัฐ เขาจัดให้
ทั้งภายนอก ภายใน ใจหมองหม่น
คนใกล้ตัว ก็ตั้งท่า สาละวน
ยิ่งสับสน ยิ่งต้องแก้ อย่าแพ้ทาง....

องค์กรเถื่อน ยังดาหน้า เพื่อหาเรื่อง
แม้ขัดเคือง ถูกเตะถีบ รีบสะสาง
ก่อนเลือกตั้ง คำสัญญา อย่าเลือนลาง
จะอับปาง หากเงียบงัน ไม่ทันเกมส์....

หากรัฐฯ รอด ปลอดภัย ไปได้สวย
ชนยิ้มด้วย ก็ไร้ทุกข์ มีสุขเกษม
ประชาราษฎร์ หากมั่งมี ก็ปรีด์เปรม
หน้าอิ่มเอม สุขสมหวัง อย่างยั่งยืน....

๓ บลา / ๑ พ.ย.๕๕

สิ้นสงสัยบั้งไฟพญานาค ลาวพิสูจน์ที่แท้กระสุนปืน แต่คนไทยผู้ศรัทธายังยืนกราน"ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่!"

ที่มา Thai E-News



ดูจากลักษณะของบั้งไฟพญานาคในคลิปนี้แล้วคิดว่าใกล้เคียงกับการยิงกระสุนส่องวิถีมาก



คลิปบันทึกภาพบั้งไฟพญานาคจากทางฝั่งไทย




ภาพแบบขยาย ดูเส้นสีส้มจากๆที่ลากขึ้นจากซ้ายล่างแทยงขึ้นขวาบน

ที่มา ห้องหว้ากอ เว็บพันทิป

ปริศนาบั้งไฟพญานาคอาจจะคลี่คลายลงแล้ว เมื่อชาวลาวที่บุกไปพิสูจน์ต้นตอพบว่า เกิดจากการยิงปืนขึ้นฟ้าในวันออกพรรษาของชาวลาว ไม่ใช่ปาฏิหาริย์อิทธิฤทธิ์ดังที่่เข้่าใจกันมานานแต่อย่างใด

จากเฟซบุ้ค https://www.facebook.com/photo.php?fbid=4209659277649&set=a.1315679849972.2041152.1169970930&type=1

แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า

"#พิสูจน์บั้งไฟพญานาค

วันนี้พวกเราพากันไปพิสูจน์บั้งไฟพญานาคมา สถานที่ก็อยู่ฝั่งลาวเรานี่แหละ แต่ไม่ขอระบุสถานที่นะ เอาเป็นว่า อยู่ฝั่งเรา

ก็ ไปกันตั้งแต่บ่าย ๒-๓ โมง เพื่อจะได้ไม่ต้องแย่งที่ใคร เพราะกลัวคนเยอะ ไปถึงแล้วก็ปรากฎว่าไม่ค่อยมีคน มีแต่ชาวบ้าน ก็เลยได้เลือกสถานที่ตามใจ แล้วก็นั่งรอจนถึงค่ำ

ฝั่ง ลาวเราไม่มีอะไรมาก เป็นงี้แหละ แต่ฝั่งไทยคนเยอะ เยอะพิลึกพิโล เยอะเอาจริงเอาจัง เขาก็ไปนั่งรอ นั่งจองสถานที่กันตั้งแต่กลางวันจนถึงค่ำ

ตก ค่ำมาก็นั่งรอจนเดือนโผล่ดินขึ้นฟ้า พวกเราก็นั่งดู นั่งสังเกตไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาหนึ่ง ได้ยินเสียงเฮ จากฝั่งไทย แล้วก็เสียง โฮ ดังต่อมา เพราะว่าเขาเห็นบั้งไฟพญานาคปรากฎขึ้น พวกเราก็มองหาดู แต่ก็ไม่เห็น แล้วก็เงียบไปอีกระยะหนึ่ง จากนั้นฝั่งไทยก็พากันร้องเฮโฮกันอีก เป็นแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง

ในขณะที่ทีมพวกเรากำลังสิ้นหวัง คิดว่าคงไม่มีโอกาสได้เห็นบั้งไฟศักดิสิทธิ์ (!?) แล้วก็ปรากฎว่ามีเสียงโฮดังขึ้นอีกจากฝั่งไทย!!! แล้ว ในวินาทีนั้นเอง เป็นวินาที่แรกที่ข้าพเจ้าได้เห็นบั้งไฟพญานาคลอยพ้นบริเวณขึ้นฟ้า!! สีของมันเป็นสีชมพูเข้ม อาจเข้าขั้นสีแดงเลยก็เป็นได้ มันเคลื่อนที่ไม่ไวนัก และไม่ช้านัก มันลอยขึ้นฟ้าแล้วก็ดับไป

นั่น เป็นวินาทีที่ตื่นเต้นมากสำหรับคณะของพวกเรา ซึ่งบางคนก็เห็น บางคนก็ไม่เห็น แต่สำหรับข้าพเจ้าที่เห็นนั้น แปลกใจมาก เพราะมันเป็นอย่างที่เขาเล่ากันมา

หลัง จากบั้งไฟลูกนั้นแล้ว พวกเราก็นั่งตั้งหน้าตั้งตารอคอยต่อไป และพยายามดูไปที่ผิวน้ำแต่ก็ไม่ปรากฎเห็น ได้ยินแต่เสียงโฮ่จากฝั่งไทย ไม่รู้เขาร้องโฮ่อะไร เห็นมีแต่พากันยิงพลุไฟ แล้วก็จุดประทัด และอันที่ปวดหัวที่สุดนั่นคือมีการลอยโคมไฟขึ้นฟ้า ทำให้สับสนว่าอันไหนเป็นบั้งไฟ อันไหนเป็นโคมไฟกันจริงๆ!!

หลัง จากผ่านไปร่วมชั่วโมง พวกเราก็เห็นบั้งไฟพญานาคปรากฎขึ้นอีก แต่ครั้งนี้กลับอยู่เลียบแม่น้ำทางขวามือ ซึ่งข้าพเจ้าก็มีโอกาสได้เห็นอีกครั้ง!!

นั่งดูไปพอสมควร ปรากฎว่า เราก็ได้ยินเสียงปืนยิงดังขึ้นจากทางซ้ายมือ พอเหลียวไปเท่านั้นแหละเห็นบั้งไฟพญานาคลอยขึ้นฟ้า!!! แล้วก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก แต่ไม่เห็นบั้งไฟขึ้น ส่วนฝั่งไทยนั้นหรือ? ก็โฮนั่นแหละครับพี่น้อง!!

พวก เรานั่งสังเกตอยู่พอสมควร จึงรู้กันว่า บั้งไฟพญานาคมันชอบจะขึ้นอยู่ทางเลียบแม่น้ำฟากขวามือ ก็เลยพากันไปดู มันเป็นต้นโพธิ์ หรือต้นไทร หรือต้นอะไรซักอย่าง ขนาดใหญ่ ปกคลุมทั่วบริเวณนั้น ลองสอบถามเด็กชาวบ้านก็บอกว่าเป็นเขตที่ผู้ใหญ่ไม่ให้เข้า เพราะมันอันตราย โดยเฉพาะในยามกลางคืน บางคนก็ว่าเป็นเขตดินของวัด บางคนก็ว่ามีศาลเจ้า หรือศาลอะไรต่างๆ อยู่ในนั้น ซึ่งขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!!!

มี ลูกไฟลอยขึ้นมาจากในป่าแห่งนั้นที่พวกเรากำลังดูอยู่!! มันเป็นลูกไฟสีแดงลอยขึ้นมา ความไวมันเป็นแบบลูกไฟที่พวกเราเห็น และเข้าใจว่าเป็น "บั้งไฟพญานาค" ในตอนแรกนั่นเอง

เด็ก น้อยแถวนั้นบอกว่า อยู่นี้เห็นตลอด บางคนเห็นถึง ๑๗ ลูกแล้ว พวกเราจึงตั้งหลักกันสังเกตการณ์อยู่นั้น ซึ่งก็สังเกตเห็นคนอยู่ในป่านั้น (ซึ่งป่านั้นเป็นแหล่งที่มีน้ำล้อมรอบ ไม่สามารถข้ามไปได้หากไม่มีเรือ) เขาก็เดินไปเดินมา แล้วก็เหลียวมาดูคณะของพวกเรา จากนั้นก็หายไปในป่า แล้วก็ออกมาอีก เป็นแบบนี้อยู่สองสามรอบ จากนั้นก็มีลูกไฟปรากฎออกมาจากในป่าอีก และแน่นอน... ฝั่งไทยก็ร้องโฮขึ้น...

หลัง จากนั้น หนึ่งในทีมงานที่ไปกับคณะของพวกเราเดินมาหา แต่ระหว่างทางปรากฎว่าพบกับใครก็ไม่รู้จัก เดินสวนทางมาแล้วบอกว่า "ระวังตัวให้ดี" แล้วก็เดินผ่านไป

พวก เรารู้แบบนั้นก็ไม่สบายใจ คิดว่าน่าจะมีอะไรแล้วล่ะ แต่ก็ยังอดรออยู่ต่อไป ซึ่งก็ไม่เห็นอะไรอีกเลย ฝั่งไทยก็เลิกโฮ ฝั่งลาวก็เงียบ เราก็งง จากนั้นก็เห็นคนพายเรือไปยังที่ป่านั้น แล้วก็มีคนในป่าเดินไปหาเรือแล้วก็หายไป

ยืนรออยู่นานพอสมควร แล้วก็คุยกันไปเรื่อยๆ ขณะที่กำลังคุยกันนั้นเอง เสียง ปืนก็ดังขึ้นจำนวน ๑๐ ลูกติดต่อกัน พวกข้าพเจ้าเห็นลูกไฟสีแดงที่เรียกและเชื่อกันว่ามันคือ "บั้งไฟพญานาค" ลอยมาจากทางหลังของพวกเรา และเสียงนั้นก็เช่นกัน มันดังมาจากหลังของพวกเรา!!! มีคนยิงปืนอยู่งทางหลังเรานี้เอง พอได้สติแล้ว ข้าพเจ้าก็เรียกให้สหายที่ไปด้วยกันรีบออกจากที่นั้นทันที เพราะไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เมื่อคนที่ยิงบั้งไฟพญานาคนั้น อยู่ใกล้ขนาดนี้ ซึ่งก็แน่นอน สิ้นเสียงปืนลูกที่ ๑๐ แล้ว เสียงโฮจากฝั่งไทยก็ดังขึ้นตามมา

ถ้าเปรียบเป็นการแสดง นี้คงเป็นการแสดงที่เรียกได้ว่า The Best Performance!"





เ้รื่องนี้น่าจะตรงกับITVนำเสนอมาแล้วครั้งหนึ่งว่า ที่แท้บั้งไฟพญานาคคือการยิงกระสุนส่องแสงขึ้นฟ้า...แต่บรรดาชาวไทยที่มุ่ง ไปที่"ความเชื่อถือศรัทธา"มากกว่าพิสูจน์ข้อเท็จจริงก็ยังถกแถลงกันต่อไป ว่า"...ไม่เชื่ออย่าลบหลู่"...
image

เปิดตารางการสอนโรงเรียนการเมือง นปช. ภาคตะวันออก

ที่มา uddred





ทีมข่าว นปช.
1 พฤศจิกายน 2555


โรงเรียนการเมือง นปช. แดงทั้งแผ่นดิน จะเปิดเรียนอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน 2555 : จัดโดยโรงเรียนการเมือง นปช.แดงทั้งแผ่นดิน จ.ชลบุรี (ภาคตะวันออก) ณ สวนสาธารณะเทศบาลเมืองหนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เป็นหลักสูตรผู้ปฏิบัติงานระดับต้น ปี 2555 ใช้เวลาเรียน 1 วันเต็ม เรียนจบรับใบวุฒิบัตรกลับบ้านได้เลย สนใจรีบติดต่อไปที่ผู้ประสานงานภาคตะวันออกได้เลย: คุณต้อม 0-3837-7777, 08-1864-9809, คุณสาโรจน์ 08-1862-7070

ตารางเวลาเรียนโรงเรียนการเมือง นปช. แดงทั้งแผ่นดิน จ.ชลบุรี

แช่แข็งประเทศไทย???

ที่มา การ์ตูนมะนาว


Wednesday, October 31, 2012

เตือนกรุงเทพ-มหานครเอเชีย เสี่ยง 'โคตรพายุ'

ที่มา Voice TV

 เตือนกรุงเทพ-มหานครเอเชีย เสี่ยง 'โคตรพายุ'



ผู้เชี่ยวชาญออกโรงเตือนภัย มหานครริมฝั่งทะเลทั่วเอเชีย รวมทั้งกรุงเทพ ไม่มีขีดความสามารถมากพอที่จะรับมือโคตรพายุในระดับเดียวกับแซนดี้ เหมือนอย่างนิวยอร์กได้

มหานครนิวยอร์กมีความพร้อมที่รับมือผลกระทบจากพายุลูกใหญ่ที่รุนแรง เพราะมีระบบวิศวกรรมโยธาที่ดี มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐก็มีกำลังเงิน

แต่บรรดาเมืองตลอดแนวชายฝั่ง ตั้งแต่ประเทศจีนไปจนถึงทะเลอาหรับ ล้วนเติบโตอย่างพรวดพราด ขาดการวางผังเมือง ไร้ระบบและไม่มีระเบียบ

บ็อบ วอร์ด ผอ.ฝ่ายนโยบายของสถาบันวิจัยแกรนแธมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและสภาพ แวดล้อม ในกรุงลอนดอน บอกว่า เมืองเหล่านี้มีการขยายตัวเร็วมาก ไม่เพียงแต่มีความเสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น แต่ยังเสี่ยงต่อพายุไซโคลนเขตร้อนด้วย และยังมีคนจนจำนวนมากอาศัยอยู่ในบ้านเรือนที่ไม่มั่นคงแข็งแรง

รายงานของโออีซีดีฉบับหนึ่งเมื่อปี 2550 ระบุว่า โลกมีเมืองท่า 20 แห่ง ซึ่งตกอยู่ในความเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมชายฝั่งภายในปี ค.ศ. 2070

ในจำนวนนี้เป็นเมืองของเอเชีย 15 แห่ง โดย 8 อันดับแรกนำโดยกัลกัตตา ตามด้วยมุมไบ, ธากา, กวางโจว, โฮจิมินห์, เซี่ยงไฮ้, กรุงเทพ (อันดับ 7) และย่างกุ้ง

ในเอเชียยังมีความเสี่ยงอีกหลายเมือง คือ ไฮฟอง (อันดับที่ 10), เทียนจิน (อันดับ 12), กุลนาในบังกลาเทศ (อันดับ 13), หนิงโปในจีน (อันดับ 14), จิตตกอง  (อันดับ 18), โตเกียว (อันดับ 19) และจาการ์ตา (อันดับ 20) ทั้งนี้ นิวยอร์กอยู่ในอันดับที่ 17

ซูซาน แฮนสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชายฝั่ง แห่งศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทินดอล ในอังกฤษ บอกว่า ปัจจัยที่ทำให้บรรดามหานครของเอเชียมีความเสี่ยงต่อโคตรพายุอย่างแรกคือ ระดับน้ำทะเลซึ่งจะสูงขึ้น 20 นิ้วภายในค.ศ. 2070 อย่างที่สองคือ คลื่นพายุหมุนซัดฝั่ง หรือ storm surge จากพายุไซโคลน ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนัก

Source : AFP
31 ตุลาคม 2555 เวลา 13:50 น.