WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, December 9, 2007

“น้าหมัก”ห่วงคนใช้สิทธิ์ล่วงหน้าผิดปกติ


หัวหน้าพลังประชาชน ห่วงการเลือกตั้งล่วงหน้า ชี้มีตัวเลขผู้ใช้สิทธิ์สูงผิดปกติ เชื่อ “วีซีดีทักษิณ” ไม่ส่งผลยุบพรรค

นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่าหลังจากที่ได้หาเสียงมาแล้วครึ่งทาง ทำให้รู้ว่าคงไม่สามารถเดินทางพบปะกับประชาชนได้อย่างทั่วถึง จึงได้มีการจัดขบวนคาราวานปราศรัยเพื่อให้เข้าถึงประชาชนมากที่สุด และเมื่อรถคาราวานผ่านไปจังหวัดไหนเขตนั้นก็จะเอาป้ายออกมาสมทบเป็นวิธีการที่จะนำเบอร์ 12 มาผสมผสานกับเบอร์ท้องถิ่นเพื่อป้องการสับสนของ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ขณะเดียวนายสมัคร ยังกล่าวอีกว่า การลงคะแนนขอใช้สิทธิ์ล่วงหน้าในสัปดาห์หน้า มีจำนวนประชาชนมาใช้สิทธิ์มากผิดปกติจึงรู้สึกเป็นห่วง โดยเฉพาะในเขตบางกะปิมีประชาชนมาใช้สิทธิ์มากถึง 200,000 คน ซึ่งหากคิดโดยเฉลี่ยแล้วจะมีประชาชนมาแจ้งความจำนงวันละไม่น้อยกว่า 10,000 คน จึงไม่น่าเป็นไปได้ และเมื่อสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีใครสามารถชี้แจงได้ จึงอยากให้ทางกกต.เร่งตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

ส่วนในกรณีที่มีการแจกวีซีดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น นายสมัคร กล่าวว่า ไม่หนักใจ เนื่องจากได้อ่านรายละเอียดจากการถอดเทปของหนังสือพิมพ์มติชนเกี่ยวกับเนื้อหาในวีซีดีดังกล่าว เป็นเนื้อหาเก่าซึ่งไม่น่าจะนำมาเป็นเหตุในการยุบพรรค แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจ้องจะยุบพรรคพลังประชาชน ขณะที่พรรคอื่นก็มีข่าวการกระทำผิดกันอย่างใหญ่โต อาทิพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่มีนายประชัยเป็นหัวหน้าพรรคทำไมถึงไม่ตั้งคำถามการยุบพรรคบ้าง

“อย่างไรก็ตามยิ่งใกล้วันเลือกตั้งยิ่งต้องระมัดระวังตัว เพราะจะทำอะไรก็ผิดไปหมด ส่วนในการลงพื้นที่ภาคอีสานนั้น หลังจากได้สัมผัสกับประชาชนจึงรู้ว่ามีกระแสการตอบรับพรรคพลังประชาชนดีมาก ทั้งนี้ในวันที่ 12 ธันวาคม นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ประธานทีมเศรษฐกิจ จะขึ้นปราศรัยที่เวทีวงเวียนใหญ่ด้วย” นายสมัคร กล่าว




พีทีวี นิวส์
09 ธันวาคม 2550 เวลา 12:13 น.



จาก http://www.ptv.co.th/

พปช.ปล่อยขบวนรถคาราวานปราศรัยทั่วประเทศ


หัวหน้าพลังประชาชน ปล่อยขบวนรถคาราวานปราศรัยกู้วิกฤติเศรษฐกิจเคลื่อนที่ 12 สาย มีผู้สมัครส.ส.เป็นแม่ทัพร่วมเดินทาง เน้นหาเสียงจุดสำคัญทั่วประเทศ

เมื่อเวลา 09.00 น.ที่พรรคพลังประชาชน นายสมัครสุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนได้เป็นประธานเปิดคาราวานปราศรัยเคลื่อนที่ 12 สายทั่วประเทศ เพื่อกู้วิกฤติเศรษฐกิจชาติ โดยมีนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนเป็นผู้กล่าวรายงาน ร่วมด้วยผู้สมัครส.ส.สัดส่วน ผู้สมัครส.ส.เขตกทม.ทุกเขต และแกนนำพรรคพลังประชาชน ซึ่งรถทั้ง 12 คันขณะที่ปล่อยออกจากพรรคได้มีเหล่าบรรดาผู้สมัครขึ้นปราศรัยประจำรถทุกคัน โดยคันแรกที่ออกมีน.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคและ นายยงยุทธ ขึ้นประจำ

นอกจากนี้รถทั้ง 12 คันดังกล่าวจะกระจายไปทั่วทุกภาคเพื่อซึ่งจะแบ่งสายดังนี้

1.ภาคใต้ 2 สาย แบ่งเป็น
สายที่ 1 สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส นำโดยนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์
สายที่ 2 ระนอง ชุมพร สุราษฎ์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา กระบี่ ภูเก็ต พัทลุง ตรัง นำโดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

2.ภาคกลาง 3 สาย แบ่งเป็น
สายที่ 1 ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี อยุธยา ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปทุมธานี นำโดยร.ต.ท.เชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ
สายที่ 2 สมุทรปราการ ตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ปราจีนบุรี นำโดยนายไพบุลย์ ประภาพิทยาพงษ์
สายที่ 3 นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ประจวบฯ นำโดยพล.ต.ศรชัย มนตริวัต

3.กรุงเทพมหานคร 1 สาย
กรุงเทพมหานครฯ นนทบุรี นำโดยร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

4. ภาคเหนือ 3 สายแบ่งเป็น
สายที่ 1 แม่ฮ่องสอน ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี นำโดยนายสุนัย จุลพงศธร
สายที่ 2 น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นำโดยนายสันติ พร้อมพัฒน์
สายที่ 3 เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง สุโขทัย นำโดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์

5. ภาคอีสาน 5 สายแบ่งเป็น
สายที่ 1 ชัยภูมิ ขอนแก่น เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย นำโดยนายพงศกร อรรณนพพร
สายที่ 2 โคราช บุรีรัมย์ สุรินท์ ศรีสระเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ นำโดยนายนภดล ปัทมะ
สายที่ 3 มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร สกลนคร นครพนม นำโดยนายประเกียรติ นาสิมมา

และการเดินสายปราศรัยในครั้งนี้รถปราศรัยทั้ง 12 คันจะเริ่มเปิดเสียงปราศรัยของแกนนำโดยนำรถไปจอดตามจุดสำคัญต่างๆโดยเน้นที่ตลาดซึ่งจะเริ่มเดินทางตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 21 ธันวาคมนี้.



พีทีวี นิวส์
09 ธันวาคม 2550 เวลา 11:36 น.


จาก http://www.ptv.co.th/

‘สมัคร’ประกาศสานต่อนโยบายเดิมทรท.


หัวหน้าพรรคพลังประชาชนขอคะแนนเสียงขอนแก่น ลั่นพร้อมสานต่อนโยบายเดิมของทรท.อาทิ 30บ.รักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน หวยบนดิน

วันนี้(8 ธ.ค.)ที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงช่วยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และนายสุชาย ศรีสุรพล ผู้สมัคร ส.ส.ในเขต 4 โดยตลอดเวลา 1 ชั่วโมง นายสมัครได้เน้นย้ำจะสานต่อนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทย ทั้งโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน และหวยบนดิน เป็นต้น พร้อมระบุว่า พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขอร้องให้ตนเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เพื่อดึงอดีต ส.ส.ที่ย้ายออกจากกลุ่มกลับเข้ามาร่วมงาน ซึ่งนับเป็นการยืนยันอีกครั้งว่า พันตำรวจโททักษิณมีความเกี่ยวข้องกับกิจการพรรคพลังประชาชน

นายสมัคร กล่าวภายหลังการปราศรัยกรณีพันตำรวจโททักษิณเสนอให้ตั้งรัฐบาลสมานฉันท์ 2 ปี เพื่อยุติความขัดแย้งว่า เป็นความเห็นส่วนตัวของพันตำรวจโททักษิณ ซึ่งยังไม่มีการหารือกับตน แต่จากการตีความหมายเห็นว่าเป็นข้อเสนอกรณีที่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จึงจะถึงเวลาที่จะพูดถึงรัฐบาลสมานฉันท์ ส่วนวีซีดีพันตำรวจโททักษิณพูดหาเสียงช่วยพรรคพลังประชาชนนั้น เป็นของเดิมที่ กกต.เคยอนุญาตมาแล้ว แต่ภายหลังกลับมีการเพิ่มเงื่อนไขเพื่อเอาผิด จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมายุบพรรคพลังประชาชน


พีทีวี นิวส์
08 ธันวาคม 2550 เวลา 18:18 น.

จาก http://www.ptv.co.th/

Saturday, December 8, 2007

‘จาตุรนต์’ลุยอีสานเรียกร้องเอาหัวใจประชาชนคืนมา


กลุ่มบ้านเลขที่ 111 ออกรณรงค์ติดสติกเกอร์ข้อความเรียกร้องเอาหัวใจของประชาชนคืนมา พร้อมระบุ‘สินธิ’ ขาดความเป็นธรรมที่จะมาทำงานใน ครส. แนะควรไปด้านทำงานความมั่นคงเท่านั้น

วันนี้(8 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดอุบลราชธานีว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง พร้อมด้วยนายอดิสร เพียงเกษ กลุ่มบ้านเลขที่ 111 ซึ่งเป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ได้ออกเดินรณรงค์และแจกจ่ายแผ่นสติกเกอร์สีแดง ที่พิมพ์ว่า เอาหัวใจ (คือ) ประชาชนคืนมา ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนที่เดินจ่ายซื้อสินค้าในบริเวณตลาดใหญ่ เขตเทศบาลนครอุบลราชธานี ซึ่งประชาชนบางราย ได้เดินไปขอรับแผ่นสติกเกอร์ เพื่อนำไปติดในรถยนต์ของตนเอง

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เอกสารแผ่นสติกเกอร์ดังกล่าว เป็นจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากทุกภาค ที่มีความเห็นว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เอารัฐบาลของประชชน(ทรท.)ไป และทำลายพรรคการเมือง และเอกสารดังกล่าว เป็นเพียงต้องการสื่อสารกับประชาชนโดยตรงให้มากขึ้น ซึ่งประชาชนที่อ่านข้อความก็มีความเข้าใจได้ทันที

ทั้งนี้ ตนต้องการให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่รักษาการประธาน คมช. ได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งในเอกสารลับทั้ง 2 ฉบับ ว่าเป็นจริงหรือไม่ พร้อมทั้งไม่แน่ใจในบทบาทของพลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ซึ่งเป็นผู้ลงนามรับรองเอกสารลับ พร้อมระบุว่า พลเอกสนธิฯ ขาดความชอบธรรมควรไปทำหน้าที่ความมั่นคงด้านเดี่ยว และต้องแสดงความเป็นกลางอย่างแท้จริง ส่วนการทำงานของ ครส.นั้น ต้องยุติบทบาท ตราบใดที่ กกต. ยังไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์มารองรับการทำงาน

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า การเลือกตั้ง ประชาชนยังมีความสับสนในการจดจำหมายเลขประจำตัวผู้สมัครรวมทั้งพรรคการเมือง โดยพรรคการเมืองใหญ่ จะมีความได้เปรียบ นอกจากนั้น ประชาชนได้ตัดสินเลือกผู้สมัครและพรรคการเมืองไปบ้างแล้ว แต่การรณรงค์หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย ก็ยังจะมีผลต่อการตัดสินใจด้วย รวมทั้ง ต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้ มีความเป็นธรรมและองค์กรเจ้าหน้าที่ของรัฐมีความเป็นกลาง ซึ่งจะทำให้ทุกฝ่ายมีความสามัคคีและปรองดองภายหลังการเลือกตั้ง และได้เรียกร้องให้ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน เพราะประชาชนในต่างจังหวัดมีความเป็นห่วง จากการที่บางองค์กร จะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง หากพรรคหนึ่งพรรคใดชนะการเลือกตั้ง จะออกมาต่อต้านหรือเกิดความวุ่นวายอีก ซึ่งหากใครเป็นเสียงข้างน้อยก็ควรจะยอมรับ จะต้องรอการเลือกตั้งครั้งต่อไป.


พีทีวี นิวส์
08 ธันวาคม 2550 เวลา 14:25 น.


จาก http://www.ptv.co.th/

สมัครช่วยลูกพรรคหาเสียง ไม่ทิ้งลายชิมไปบ่นไป


ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (8 ธ.ค.) ว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน นำผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 จ.กาฬสินธุ์ ด้วยการพบปะพ่อค้าแม่ค้า และประชาชน ที่ตลาดเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ และตลาดทุ่งนาทอง โดยประชาชนให้การตอบรับเป็นอย่างดี ขณะที่หัวหน้าพรรคพลังประชาชนยังไม่ทิ้งสไตล์ ชิมไปบ่นไป ในระหว่างการหาเสียง ซึ่งสร้างความครึกครื้นให้กับประชาชน พร้อมวอนขอให้เลือกส.ส.พรรคยกทีม



มีรายงานว่า ในเวลา 9.00 น. นายสมัคร มีกำหนดการขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงช่วยลูกพรรค ที่ร.ร.กาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ เป็นภารกิจต่อไป



จาก http://www.thairath.co.th/

หยุดทำลายชาติ

มาถึงจุดที่ประเทศชาติจะต้อง รู้รักสามัคคี เพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤติในอนาคต ก่อนชาติพัง ซึ่งคนไทยทั้งชาติจะต้องสร้างจิตสำนึกร่วมกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน


ถึงเวลาที่จะต้องช่วยกันสร้างชาติ


โดยเฉพาะ คนบางกลุ่ม บางภาค บางสถาบัน หยุดคิดเอง เออเอง หยุดคิดว่าตัวเองเป็นอัศวินขี่ม้าขาว สำคัญที่สุดก็ที่ สถาบันยุติธรรม ที่พึ่งสุดท้ายของสังคม อย่าทำให้ประชาชนผิดหวัง เพราะอำนาจยุติธรรม เป็นอำนาจที่สร้างยาก ยุติธรรมลำเอียง ตาชั่งเอียงเมื่อไหร่ มีความอคติต่อระบบยุติธรรมเมื่อไหร่


บ้านเมืองจะถึงคราวกลียุค


เวลานี้ มีการพาดพิงวิพากษ์วิจารณ์ถึง การวางตัวของผู้ใหญ่ในบ้านเมือง หนาหูขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผมเกิดความวิตกขึ้นมาว่า บ้านเมืองจะไร้ขื่อแป ไร้เสาหลัก ที่จะปกครองบ้านเมือง


แนวคิดอุดมการณ์สูงส่งเพียงใด แต่ถ้าวันหนึ่งมีตำหนิเรื่องของคุณธรรม ไม่ยึดหลักนิติธรรมและไร้ความชอบธรรม แนวคิดอุดมการณ์นั้นก็แค่ การรำพึงรำพัน ของคนที่หมดคุณค่า


ความจริงแล้วหลักการปกครองไม่มีอะไรยากเย็น ขอให้เข้าใจและเข้าถึงประชาชน ให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข เท่านั้นก็พอ ผมอยากจะขอยกตัวอย่างจากหนังสือ ยิ้ม ผู้ว่าราชการจังหวัด ของคุณอนันต์ แจ้งกลีบ ลูกหม้อคนสำคัญของกระทรวงมหาดไทยมาเป็นอุทาหรณ์


ไหนๆก็ไหนๆ ต้องขอชมไว้ตรงนี้ว่า คุณอนันต์ เป็นคนเขียนหนังสือได้สนุกและมีสาระ เรื่องเครียดเฉียดคุกเฉียดตะราง คุณอนันต์ ยังเขียนให้ฮาได้


ขอยกข้อความเกี่ยวกับเรื่อง หลักรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ คือ หลักรัฐศาสตร์ต้องตีความกฎหมายตามหลักนิติศาสตร์ ไม่มีข้อยกเว้นว่าจะอ้างหลักรัฐศาสตร์เพื่อการพ้นผิดได้


แต่คนต่างหากที่ยึดหลักรัฐศาสตร์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นนายอำเภอ จะอนุญาตอนุมัติอะไรก็ต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้ชัดเจน คนที่ยึดหลักรัฐศาสตร์ก็มีทั้งมนุษย์รัฐศาสตร์และมนุษย์นิติศาสตร์ คนที่ยึดหลักนิติศาสตร์ก็มีทั้งมนุษย์นิติศาสตร์และมนุษย์รัฐศาสตร์ เช่นกัน


หลักการปกครองที่ดีคือผู้ปกครองกับผู้อยู่ภายใต้การปกครอง (น่าจะรวมผู้มีเสียงข้างมากในสภากับผู้มีเสียงข้างน้อยในสภาด้วย) ต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อปรึกษาหารือกันด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความเห็นใจซึ่งกันและกัน สร้างความสงบสุขและความเจริญมาสู่ประเทศชาติและประชาชน หลักปฏิบัติในการหันหน้าเข้าหากันจำง่ายๆคือ


“นอนสูงให้นอนคว่ำ นอนต่ำให้นอนหงาย”


เท่านี้ก็หันหน้าเข้าหากันแล้ว ถ้านอนคว่ำต่อนอนคว่ำ นอนหงายต่อนอนหงาย อาจมีการลอบแทงข้างหลังกันได้ สำหรับหลักปฏิบัติของผู้ปกครอง ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด


“คนอยู่ข้างบนต้องทำให้คนอยู่ข้างล่างมีความสุข” ทำได้ เพียงแค่นี้ก็ถือว่าเป็นนายกฯ เป็นนักปกครองที่ดีแล้ว (ป.ล. อย่าไปคิดลึกหรือตีความอะไรไปมากกว่านี้เด็ดขาด).


“หมัดเหล็ก”




จาก http://www.thairath.co.th/

พปช.ปัดไม่รู้เรื่องซีดี 'ทักษิณ'

ผู้สื่อข่าวรายงานวานนี้ (7 ธ.ค.) ว่า ภายหลังจากกรณีที่นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชัน (คปต.) นำซีดีบันทึกคำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เชิญชวนให้ประชาชนเลือกพรรคพลังประชาชนมาแสดงต่อสื่อมวลชนพร้อมระบุว่ามีการแจกจ่ายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อเวลา 18.00 น.วันเดียวกัน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ได้ลงมาที่ห้องสื่อมวลชนประจำพรรคพลังประชาชน โดยขอให้ผู้สื่อข่าวเปิดคลิปวีดิโอภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ และการรายงานข่าวคำต่อจากในเว็บไซต์ โดย นพ.สุรพงษ์ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากที่ ได้ดูภาพแล้วตนไม่เคยเห็นคลิปดังกล่าวมาก่อน แต่เท่าที่ดูเนื้อหาน่าจะมีการถ่ายทำหลังจากที่ตั้งพรรคพลังประชาชนในช่วงแรกๆ เป็นช่วงก่อนที่จะมีกฤษฎีกาการเลือกตั้งจะประกาศใช้ เนื่องจากตนสังเกตจากเนื้อหาที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดถึงชื่อพรรคแต่ไม่ได้พูดถึงวันเลือกตั้งดังนั้นน่าจะเป็นคลิปเก่า แต่ตนไม่สามารถระบุได้ว่าบุคคลใดนำไปเผยแพร่



ด้าน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศจะเดินทางกลับประเทศไทยหากสถานการณ์บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศไทยได้อยู่แล้วไม่มีปัญหา อยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาสู้ตามกระบวนการยุติธรรม เมื่อถามว่า คมช.วิเคราะห์อย่างไรที่พรรคพลังประชาชนนำวีซีดีของ พ.ต.ท.ทักษิณออกมาเปิดเผยในช่วงนี้ พ.อ.สรรเสริญตอบว่าถือเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่พรรคการเมืองบางพรรคต้องการหาเสียง คมช.ไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวอะไรทั้งสิ้น รู้สึกเฉยๆ นี่คือวิธีการหาเสียงของแต่ละพรรคการเมือง



“พรรคการเมืองพยายามหากลยุทธ์ออกมาหาเสียงทุกรูปแบบ บางคนเน้นนโยบายในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ บางพรรคการเมืองก็ใช้นโยบายในการมุ่งโจมตี คนนั้นคนนี้ตลอดเวลา คมช.เองก็รู้สึกเฉยๆต่อการกระทำดังกล่าว เพราะไม่เป็นผลดีกับตัวเอง ต่อไปประชาชนจะรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่มีผลกระทบกับ คมช. เพราะเหลือเวลาที่จะทำงานอีกไม่กี่เดือนแล้วก็จะจบภารกิจ ขณะนี้มีกฎหมายเลือกตั้งออกมาหมดแล้ว ต่อไปคงเป็นหน้าที่ของคนไทยทั้งประเทศที่จะตกลงใจในการกำหนดทิศทางประเทศว่าจะเดินหน้าไปทางไหน” พ.อ.สรรเสริญกล่าว



จาก http://www.thairath.co.th/


'สดศรี' ขู่ฟ้องหมิ่นเว็บ 'ไฮ-ทักษิณ'


วานนี้ (7 ธ.ค.) นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า การที่เว็บไซต์ไฮ-ทักษิณ โจมตีบทให้สัมภาษณ์ของตนเองเรื่องการสั่งปิดเว็บไซต์ เป็นการหมิ่นประมาท พร้อมกับเตรียมดำเนินการฟ้องกลับ เพราะการทำงานที่ผ่านมา ไม่เคยเลือกปฏิบัติ แต่เว็บไซต์ กลับมากล่าวหาการทำงานว่าเลือกข้าง ทั้งๆที่ไม่เคยพาดพิงพรรคพลังประชาชนหรือพรรคไทยรักไทย เบื้องต้นกระทรวงไอซีทีคงสั่งปิดเว็บไซต์ดังกล่าวชั่วคราวไปแล้ว เพราะหากปล่อยไป อาจมีพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ถูกกล่าวถึงโต้ตอบกันไปมาได้อีก อย่างไรก็ตาม คงต้องตรวจสอบเว็บไซต์พรรคการเมืองอื่นๆ ด้วยว่ามีเนื้อหาที่สร้างความแตกแยก ใส่ร้ายป้ายสีพรรคการเมืองอื่นๆ อีกหรือไม่ เพราะหากมีเนื้อหาลักษณะเช่นนั้นก็ต้องสั่งปิดเช่นกัน กกต.จะไม่เพิกเฉย ปล่อยให้เลยตามเลย เพราะถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย


“ที่ผ่านมา กกต.ไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่ที่ออกมาพูดคนเดียวเวลานี้กลับถูกตอบโต้ กกต.ไม่ได้รับกำลังใจเลย เราเหนื่อยเหลือเกิน เหมือนลูกแกะอยู่กลางแม่น้ำ มีหมาป่าสองตัวอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำคอยขย้ำ ในหลวงอยากให้ทุกคนรักและสามัคคี และไม่แน่ใจว่า คมช.กับ พลังประชาชนจะจับมือกันได้หรือไม่ ทำให้ส่วนตัวเห็นว่าหลังการเลือกตั้งจะน่ากลัว ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะเป็นไปตามหมอดูทำนายหรือไม่ แต่ส่วนตัวไม่เชื่อ เพราะทุกอย่างจะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับการกระทำของคน” นางสดศรีกล่าว




จาก http://www.thairath.co.th/

ข่าวลับเฉพาะเพื่อประชาชน

สำนักข่าวอิสรภาพ
ข่าวลับเฉพาะเพื่อประชาชน


วันศุกร์ ที่ 7 ธันวาคม 2550
การดิ้นรนครั้งสุดท้ายของระบอบ 'อมาตยาธิปไตย'

Posted by กรมหมื่นข่าว


โดย คุณเรืองยศ จันทรคีรี
ที่มา นสพ.โลกวันนี้
6 ธันวาคม 2550


เข้าใจกันว่าเบื้องหลังการยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 ได้ถูกปอกเปลือกออกมาเรื่อย ๆ ประชาชนรับรู้ข้อเท็จจริงสูงกว่าการคาดหมาย รู้ความจริงของคณะบุคคลที่เข้าร่วมก่อการครั้งนั้น

ข้ออ้าง 4 ประการ ทั้งกรณีก่อให้เกิดความแตกสามัคคีของคนในชาติ การแทรกแซงองค์กรอิสระ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 3 ข้อนี้ถูกตีตกเวทีไปเรียบร้อยหมดสิ้น เหลือข้อสุดท้ายในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน คอร์รัปชันโกงกิน ก็ดูท่าทางว่าชักลำบากที่จะพิสูจน์ความผิดตามกระบวนการยุติธรรม ล้วนแต่มีแนวโน้มเป็นสมมุติฐานกล่าวหาเท่านั้น คือตั้งข้อกล่าวหาเอาไว้ก่อน จากนั้นออกข่าวโจมตีไปทางสื่อต่าง ๆ แม้กระทั่งสร้างสื่อของตัวเองขึ้นมารับใช้ภารกิจ ...

เพราะการก้มหน้า กระทำหน้าที่เกินความเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ แต่ลึกถลำเข้าสู่สภาพการเป็นเครื่องมือกำจัด และกวาดล้างอำนาจเก่าเท่านั้นเอง สภาพความเป็นกลาง และวุฒิภาวะของกระบวนการยุติธรรมที่แทบไม่มีอยู่ มันย้อนศรเปลี่ยนมาเป็นเรื่องลดและทำลายความน่าเชื่อถือของ คตส. เสียเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ คตส.คงไม่เคยคาดถึงมาก่อน!

โดยภาพรวม ๆ ของ คตส.ที่ถูกมองเบี่ยงเบนไป ทำให้ประชาชนชักจะแยกแยะไม่ออกว่า อะไรบ้างเป็นของจริง? หรือ อะไรบ้างที่เป็นเรื่องกล่าวหาลอย ๆ ปราศจากหลักฐาน? พอนาน ๆ ไปก็กลายเป็นความเคยชิน โดยเฉพาะภาพของ คตส.แทบกลายเป็นทัพหน้าของ คมช.ตามความรู้สึกของสาธารณชนในอีกด้านหนึ่ง

ภาพพจน์เช่นนี้ถูกหล่อหลอมขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ เป็นผลผลิตสะท้อนมาจากความไม่เข้าใจในกระบวนการใช้อำนาจ เพราะอารมณ์ความรู้สึกเชิงอัตวิสัยที่เห็นอำนาจเป็นธรรม เป็นความถูกต้อง

สภาวะเช่นนี้ได้เป็นธรรมชาติของการกัดกร่อนทำลายตัวเอง คล้าย ๆ การฝังความรู้สึกแบบเด็กเลี้ยงแกะให้เกิดขึ้น จนกระทั่งอาจตะโกนบอกความจริงก็ไม่มีใครเชื่อถือแม้แต่น้อย!

ถ้าเรื่องราวสิ้นสุดเพียงนิทานเด็กเลี้ยงแกะ คงนับว่าดีไม่น้อย แต่การขยายความรู้สึกของสาธารณชนได้ถูกแรงเหวี่ยงผลักไปข้างหน้า จนเกิดความเชื่อเป็นนิทานเรื่องใหม่คือ “หมาป่ากับลูกแกะ” ผสมกับเรื่องราวของศรีธนญชัย หรือเซียงเมี่ยงตามภาษาอีสาน

ภาพพจน์เช่นนี้ กลายเป็นสิ่งหลอกหลอนประชาชน ลอยวนเหนือองค์กรและข้อมูลข่าวสาร ที่ปลิ้นหลุดมาจาก คตส. อยู่เป็นนิจศีล กระทั่งสรุปลงท้ายภาพของ คตส.ก็ถูกเนรมิตไปโดยอัตโนมัติ ให้ถูกมองไปเหมือนองค์กรอัลคาโปนหลุดโลก แล้วยิ่งพยายามจี้ข่าวสารออกมาในช่วงใกล้เลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 มันจึงช่วยอะไรได้ยากที่ คตส.ต้องถูกมองว่า เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักที่คอยกระทำหน้าที่เรียงหน้าดิสเครดิต สกัดคะแนนนิยมของพรรคพลังประชาชน?

แผลจาก คตส.นี้ ยังขยายฉีกออกไปกว้างคล้ายผิวเปลือกโลกใต้ทะเลเกาะสุมาตรา มันกระทบไปเป็นส่วนเดียวกับ คมช. และองคาพยพทุก ๆ เครือข่ายเท่าที่มีอยู่มาก่อนหน้า หรือจัดตั้งขึ้นมาใหม่ในภายหลัง ปรากฏการณ์ทั้งหมดทั้งสิ้นได้ถูกสาธารณชนสรุปออกมาว่า “คมช.และเครือข่ายทุกองคาพยพนั้นเอง กลายเป็นต้นตอแห่งความแตกแยกขัดแย้งในสังคมไทย”

ฉะนั้นข้ออ้างและอรรถาธิบายใด ๆ ที่พลเอกสมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการ คมช. ได้ทำหนังสือชี้แจงไปหา กกต. ชี้ให้เห็นเหตุผลว่า “คมช.มีภารกิจที่สืบเนื่องมาจากการปฏิรูปการปกครองเพื่อให้เกิดความมั่นคง” เอกสารลับ คมช.คือผลผลิตสืบเนื่องจากต้นตอนี้ มันจึงเป็นเพียงข้ออ้าง หรือการแก้ต่าง ที่ฟังแล้วชอบกล?

การชี้แจงและแก้ต่างที่ฟังไม่ขึ้นของ คมช. จากทรรศนะและมุมมองของผมเองนั้น เห็นว่ามันยังสัมพันธ์กับพื้นฐานใหม่ทางการรับรู้ในกลุ่มประชาชน ซึ่งถูกยกระดับพัฒนาขึ้นสู่อีกคุณภาพ และเนื้อหาที่ไม่เหมือนเมื่อ 15 เดือนก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง!!

สภาวะความจริงที่เคลื่อนไหวมาถึงจุดนี้เป็นสิ่งที่ฝ่าย “อำนาจใหม่” หลงเหลิง และไม่ได้ประเมินสำรวจตรวจสอบนับจากการขึ้นเถลิงอำนาจของฝ่ายตนเอง ... เพราะการรับรู้ของสาธารณชนในขณะนี้ ไม่มีความเชื่อนิยามการแก้ไขปัญหาความมั่นคงแห่งรัฐที่ คมช.เคยหยิบยก เป็นเหตุผลให้ตัวเองมีความชอบธรรมต่อการยึดอำนาจรัฐครั้งที่ผ่านมา สาธารณชนล่วงรู้ว่าเหตุผล 4 ข้อที่ได้แถลงออกมานั้น เป็นเพียงเหตุผลอำพราง อำพรางความขัดแย้งที่แท้จริง ซึ่งเป็นขั้วเกลียวระหว่างอำนาจอาญาสิทธิ์ของมหาอมาตย์ ที่อ้างอิงวาทกรรมอุดมการณ์พระมหากษัตริย์ กับขั้วของอำนาจอื่น ๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับอำนาจอมาตยาธิปไตยที่มีข้อกังขาเรื่องความจงรักภักดี?

พูดง่าย ๆ อีกความก็คือ ประชาชนทั้งในเมืองลึกลงไปจนสู่รากหญ้า เริ่มจับกระแสของความจริงที่อยู่เบื้องหลังได้ กระแสนี้ต่างหากที่ฝ่าย คมช.และเครือข่ายอำนาจใหม่ ไม่เข้าใจว่ามันเป็นพลังพื้นฐานที่สั่นคลอนตัวเอง

ประชาชนเริ่มจับโกหกของวาทกรรมต่างๆได้ แม้กระทั่งการมองไปเห็นว่า กลุ่มก้อนที่ชอบย้ำและโฆษณาสร้างคะแนนนิยมให้แก่ตัวเอง อ้างอิงอุดมการณ์ความจงรักภักดี อ้างอิงพระราชอำนาจ ... แต่แท้จริงนั้นมีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่? มีความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริงต่อเบื้องสูงหรือไม่?

ภาวะวิสัยที่เปลี่ยนแปลงในกลุ่มประชาชนส่วนใหญ่ ได้กำหนดการรับรู้ทางข้อมูลใหม่ มันสร้างทัศนคติให้เจตนารมณ์แห่งการยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 ถูกตั้งคำถามพลิกกลับด้าน แล้ว

เจตนารมณ์ดั้งเดิมที่ถูกแถลงออกมาของ คมช. ก็กลายเป็นเรื่องท้าทายความเป็นจริง กับความถูกต้องทั้งมวลที่อยู่เบื้องหลังกิจกรรมการรัฐประหาร!

เมื่อสังคมได้ปรับเปลี่ยนสภาวะแห่งการรับรู้ใหม่ อำนาจของ คมช. ที่กล่าวกันว่า มีความจำเป็นจะต้องใช้อำนาจในการป้องปรามมิให้มีการทำลายความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของประเทศ ...

อำนาจตรงนั้นจึงถูกตรวจสอบโดยสามัญสำนึกของสาธารณะ ดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ แบบปากต่อปาก แต่ทรงพลัง และมีผลอย่างรวดเร็วเหลือเกิน? ปรากฏการณ์นี้เองที่ คมช.ไม่เข้าใจ พิศวงงงงวย

จนลงท้ายพลเอกสมเจตน์ บุญถนอม ในฐานะผู้ขันอาสา ได้ออกมาตีโพยตีพายว่า พรรคการเมืองจะรังแก คมช. จะยกเลิก คตส. เมื่อมีโอกาสเข้ามาเป็นรัฐบาล ... แล้วเข้ามาเช็กบิล คิดบัญชีสิ่งต่าง ๆ ล้างแค้น คมช. ซึ่งจะสร้างให้เกิดความแตกสามัคคีของคนในชาติ แม้จะเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว แต่บ้านเมืองก็ยังไม่สงบ!

ภายใต้สภาวการณ์ปัจจุบัน เข้าใจได้ว่าจะเป็นการดิ้นรนครั้งใหญ่ และเป็นครั้งสุดท้ายของเครือข่ายอำนาจใหม่ที่เป็นระบอบอมาตยาธิปไตย เราคงเห็นปฏิกิริยากันได้ทั่วไป!

ถือเป็นรายการดิ้นของฝูงนกในแร้ว ดิ้นเรื่อยๆจนกว่าจะขาดใจตายทั้งฝูง!


จาก http://www.ptv.co.th/

‘ทักษิณ’แนะพรรคการเมืองตั้งรบ.แห่งชาติ


อดีตนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ทุกพรรคการเมือง ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ สร้างความปรองดองในประเทศ ระบุ ควรนิรโทษกรรมอดีตกก.บริหารไทยรักไทย

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "รอยเตอร์" ที่ฮ่องกงเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมือง ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อสร้างความปรองดองและสามัคคีในประเทศ ทั้งนี้คาดว่า รัฐบาลแห่งชาติ จะมีระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี เพื่อเข้ามาบริหารราชการ และแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นจะมีการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่

"แทนที่เราจะมานั่งทะเลาะกัน เราน่าเอาทุกพรรคการเมืองมาคุยกันหลังเลือกตั้ง และร่วมกันสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

โดยอดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ถ้าทุกคนทำตามแผนนี้อย่างจริงจัง ผมคิดว่าเวลา 2 ปี น่าจะเพียงพอที่จะสร้างความสามัคคี และนำประชาธิปไตยเต็มใบกลับคืนมา แล้วปล่อยให้ประชาชนตัดสินอีกครั้งหนึ่ง

พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่า เขาจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก รวมทั้งจะไม่ลงเล่นการเมืองด้วย แต่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติในด้านอื่นๆ แทน อาทิ ด้านกีฬา สาธารณสุข และการศึกษา "ผมไม่จำเป็นต้องเป็นนายกรัฐมนตรี ผมสามารถทำประโยชน์ให้ประเทศในด้านอื่นๆ ได้มากกว่า" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย(ทรท.) ยังให้ความเห็นว่า ควรจะมีการนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรค ทรท. ที่ถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง "ไม่ต้องรวมตัวผมก็ได้ ถ้ากลัวผมจะกลับมาอีก" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว อดีตนายกรัฐมนตรียังเรียกร้องให้รัฐบาลทหาร และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ยอมรับการตัดสินใจ ของประชาชน ในการเลือกตั้งวันที่ 23 ธ.ค.นี้.


พีทีวี นิวส์
07 ธันวาคม 2550 เวลา 20:11 น


จาก http://www.ptv.co.th/