WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 11, 2007

ถึงจะเจ็บปวดแต่พร้อมให้อภัยทุกคน

นับเป็นครั้งแรกที่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์สื่อในประเทศ และเป็นการเปิดใจหลายเรื่องราวทั้งชีวิตความเป็นอยู่หลังอุบัติเหตุทางการเมือง ทัศนะ มุมมอง และความระลึกถึงเมืองไทย ซึ่ง ประชาทรรศน์รายวันได้คัดเอาบางช่วงบางตอนมานำเสนอ...


ชีวิตในยามที่อยู่ไกลบ้านเป็นอย่างไรบ้าง

บางครั้งก็ทุกข์ บางครั้งสุข บางครั้งเบื่อ บางครั้งก็สบายดี เป็นชีวิตที่ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เราทุ่มเทกับบ้านเมือง แต่สิ่งที่ได้รับมาวันนี้ บางครั้งก็เสียใจ น้อยใจ ต้องปล่อยวาง เกิดขึ้นดับไปก็เป็นธรรมดา บางครั้งคิดถึงครอบครัว ลูก เมีย บ้านเมือง

บางครั้งระหกระเหินไปอยู่ที่นู่นบางที่นี้บ้าง แต่อยู่นานๆแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่บ้าน กลับกันเมื่อบอกว่าไม่ต้องทำงานแล้วก็สบาย มีความสุขและทำเรื่องท้าทายใหม่ๆ เช่นการทำสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตตี้ ก็เป็นเรื่องท้าทายที่มีความสุขไปอีกแบบ


แต่พอเจออุปสรรคที่ทางรัฐบาล เขากดดันทุกรูปแบบ ความรู้สึกมันปนๆกันรู้สึกว่าต้องปล่อยว่าง พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเกิดมาต้องใช้กรรม ก็ไม่เป็นไร เป็นเรื่องที่เราต้องทำใจและทำให้ดีมากที่สุด เป็นเรื่องที่เราต้องปล่อยวางมาก ยิ้มให้มาก


หากย้อนเวลาได้ อยากแก้ไขอะไรตรงจุดไหนบ้าง


มีหลายอย่างที่ผมมีเวลาได้ทบทวนตัวเอง ว่าสิ่งที่ผมได้ทำลงไปในการบริหารบ้านเมืองนั้น ไม่มีอะไรต้องเปลี่ยนแปลง เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องทำ คนเป็นผู้นำต้องมอง ยุทธศาสตร์ชาติ และต้องบริหารไม่ให้ยุทธศาสตร์เหล่านั้นขัดแย้งกัน เพราะหน่วยงานมีมาก เราจึงต้องทำอย่างไร ให้หน่วยกระทรวงเหล่านั้นเดินทางไปอย่างมีพลัง


แต่มันก็มีสิ่งที่เสีย เนื่องจาก เราลงรายละเอียดในด้านการบริหารตรงจุดนั้นมาก จนไม่มีเวลาบริหารจัดการสิ่งที่เป็นแบบไทยๆ คือ ต้องมีเวลาอยู่กับกลุ่มต่างๆในประเทศ ต้องไปนั่งกินข้าวกัน ดื่มไวน์กลับกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ


พอเราไม่ได้บริหารตรงจุดนั้น ความเข้าใจจึงไม่เกิด การพูดกันไม่มี จนมีจิตปรุงแต่ง มองไปต่างๆนานาว่าต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ในแง่ร้าย จนกลายเป็นกระแส พอมีคนมาเติมเชื้อจึงกลายเป็นกระแสลบไป ทั้งๆที่เราทำหลายอย่างที่เป็นบวกมากมาย


ถามตรงๆว่า ประชาชนควรเลือกใคร ท่านถึงจะกลับเมืองไทย


ผมคิดว่าคนที่ไม่ทิ้งผม ในยามสุข และยามทุกข์ ก็ไม่ทิ้งกัน ก็ถือว่าเป็นเพื่อนแท้ ถ้าประชาชนจะเลือก ก็ขอให้เลือกเพื่อนแท้ เพื่อผมจะได้มีโอกาสได้รับความเป็นธรรมบ้าง หลังจากที่ถูกกลั่นแกล้งมา


ได้ฝากคำแนะนำอะไรกับหัวหน้าพรรคพลังประชาชนบ้างหรือไม่


ท่านเป็นนักการเมืองอาวุธโส กว่าผม คงไม่มีอะไรต้องแนะนำ และตอนนี้ผมใช้เวลาหมดไปกับสโมสรฟุตบอล เลยไม่ได้มีการติดต่อกันอีกเลย ภายหลังจากที่แนะนำครั้งนั้น ก็ไม่ได้ติดต่อกันเลย คงไม่ต้องแนะนำเพราะท่านเป็นผู้ที่มีประสบการณ์เยอะอยู่แล้ว


อีกคนคือนายบรรหาร ศิลปอาชา ที่หลายคนสงสัยว่าได้พบกันที่ลอนดอน


คุณบรรหาร เคยทานหูฉลาม ครั้งนั้น ก็คุยกันด้วยความรู้สึกดีมาก ต่อมาเมื่อเกิดการปฏิวัติ ไม่รู้ท่านเข้าใจไรผมผิดหรือเปล่า เพราะท่านให้สัมภาษณ์แต่ละครั้งเล่นผมซะเจ็บ ผมก็งงว่าเราเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีมาก่อน ซึ่งขณะนี้ผมยังไม่ได้พูดไม่คุยกับท่านเลย สักวันท่านคงเข้าใจผมเอง ครั้งที่คุณบรรหารมาลอนดอน ผมก็ทราบว่าท่านมาลอนดอน แต่ไม่ได้โทรคุยกันเลย


อย่างนั้นที่พรรคชาติไทยอ้างว่าจะพาท่านกลับบ้านก็ไม่จริง


ไม่จริงครับ เพราะไม่ได้ติดต่ออะไรกับท่านเลย


จะแนะนำประชาชนอย่างไร ในการใช้ชีวิตในปีต่อไป


ปีหน้าเศรษฐกิจของโลกและภายในประเทศจะแย่กว่าปีนี้ แนวโน้มน้ำมันจะราคาแพงขึ้น ท่านต้องใช้เงินให้เป็น ยึดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่าใช้เกินตัว ใช้จ่ายตามรายได้ อย่าสร้างนี้โดยไม่เกิดรายได้ ต้องสร้างหนี้เพื่อเป็นการลงทุนให้เกิดรายได้ เพราะรายจ่ายในชีวิตประจำวันต้องสูงขึ้นแน่นอน


มีบางคนนอนไม่หลับเพราะกลัวว่าท่านจะกลับมาแก้แค้น


ก่อนอื่นต้องร้องเพลงบอกเลยว่า หลับเถิดหลับให้สบาย ไม่ต้องกลัว ผมคือประชาชนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากกลับไปสู่ใต้ร่มโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยากไปเป็นเป็นพสกนิกรคนหนึ่ง อยากไปอยู่กับครอบครัว ที่ผมเอาเปรียบมานานไม่มีเวลาให้ ที่ผ่านมาผมเจ็บเยอะแล้ว ผมไม่ต้องการสร้างศัตรูเพิ่ม ผมให้อภัยทุกฝ่าย ไม่ต้องการแก้แค้นใคร ประเทศชาติสำคัญกว่า เลิกทะเลาะกัน ไปทำมาหากินซะเถอะ


ผมเวลาทำงาน5-6 ปี แทบไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว จนเมียชินเมื่อผมมานอนด้วยแล้วนอนไม่หลับ ตอนนี้ผมอยากกลับไปอยู่กับครอบครัว เพราะผมเหนื่อยมาเยอะ อยากอยู่อย่างสันติ ไม่อยากมีเรื่องกับใคร ไม่อยากมีศัตรู อยากอยู่อย่างปลอดภัย อยากทำตัวเป็นประโยชน์ของสังคมในภาพรวม เพราะเป็นนายกเหนื่อยที่สุดของชีวิตแล้ว ตอนนี้คงต้องกลับคืนสู่ธรรมชาติ คืออยู่กับครอบครัว จึงอยากขอร้องทุกฝ่ายว่าไม่ต้องระแวงผมคุยกับผมได้ ผมยินดีคุยกับทุกฝ่าย


แต่ถามว่าเจ็บมั้ย หัวใจผมทำด้วยเนื้อก็เจ็บ ไม่ใช่พระอิฐพระปูน แต่เจ็บอย่างไร ผมก็พร้อมที่จะให้อภัยทุกฝ่าย เพราะอยากให้ชาติสงบสุข อีกทั้งปีนี้เป็นปีมหามงคล เลิกทำตัวใหญ่หยุดเถอะ หันหน้าเข้าหากัน ตอนนี้เราถอยหลังมาเยอะเราควรเดินหน้าพัฒนาดีกว่าจะทำให้ทุกคนล้าหลัง


ตอนนี้มีการสร้างวัฒนธรรมใหม่ว่า อย่าทำเด่นมากนักเดี๋ยวจะอันตราย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดเราต้องให้การสนับสนุน ขอให้ผมเป็นเหยื่อรายสุดท้ายรับกรรมคนเดียวพอ อย่าให้มีอีกเลย อย่าให้ประเทศทั้งประเทศต้องเสียหายอย่างนี้อีกเลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านจะได้สบายพระทัย อย่างไรก็ขอขอบคุณเพื่อนร่วมชาติที่ห่วงใย รวมถึงประชาชนด้วย


กรณีที่ คมช. หวาดผวาว่าจะมีการเช็คบิล


ต้องบอกกับพวกเขาเหล่านั้นว่า ผมเป็นนักเรียนทหาร ผมเป็นนักเรียนนายร้อย เลือดข้น ยังรู้จักคำว่าพี่น้องเพื่อน รู้จักคำว่า เพื่อ ชาติ ศาสนา พระมาหากษัตริย์ มาอย่างเหนี่ยวแน่น เมื่อสิ่งนี้มีอยู่หัวใจเป็นชายร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่สามารถพูดกับแบบหัวใจชายชาติทหาร การผมขอผมยืนยันคำเดิมตั้งแต่หลังการปฏิวัติว่า ผมพร้อมจะ ตีกอล์ฟด้วยทุกคน


อยากฝากอะไรถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยบ้าง


อยากให้พี่น้องประชาชน อดทน เพราะสิ่งที่เคยเป็นความสุข สิ่งที่ดีงาม ที่พี่น้องได้รับต้องกลับมาแน่นอน มันอาจหายไปชั่วคราว พี่น้องทุกข์ ผมก็ทุกข์ ต้องระหกระเหินไกลบ้าน ไกลลุกเมีย ผมต้องอยู่ภายใต้ความกดดัน นอกจากนั้นยังมีการกลั่นแกล้งกันด้วย ซึ่งถือว่าไม่เคยมีมาก่อนว่าอดีตผู้นำประเทศถูกกลั่นแกล้ง ไม่เคยเชื่อเลยว่าจะเกิดขึ้น แต่เชื่อว่ามีมืดย่อมมีสว่าง ตราบใดที่เรายังยึดมั่นในสิ่งที่ทำ เราก็ทำต่อไป พี่น้องก็จะได้รับแสงสว่างแน่นอน ความสุขที่เคยมีในรัฐบาลผม จะกลับมาแน่ ถ้าประชาธิปไตยกลับคืนสู่สภาพ ถ้าไม่เลือกคนเพราะอามิสสินจ้าง


หากขอพรได้ 3 ข้อ จะขออะไรบ้าง


ขอที่ 1 ขอให้พระเจ้าอยู่หัวทรงพระเจริญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นร่มโพธิร่มไทรของคนไทย ขอที่2 ให้ความปรองดอง และความเชื่อมั่นกลับสู่ประเทศไทย และข้อที่3 คนไทยมีประสบแต่ความสุขความเจริญ มีความหวังและมีโอกาสตลอดไป


ประชาชนต้องรออีกนานไหมกว่าจะกลับเมืองไทย


ไม่นานเกินรอ ซึ่งต้องดูผลการเลือกตั้งก่อนว่าเป็นอย่างไร ถ้าผมจะได้รับความเป็นธรรมก็กลับ อยู่ที่พี่น้องประชาชน อยากให้ผมกลับหรือไม่


ตอนนี้คิดถึงบ้านมั้ย


คิดถึงมาก คิดถึงมาก คิดถึงมากจริง ผมเป็นคนรักบ้านรักเมีย รักลูก อยากกลับไปอยู่เหมือนครอบครัวทั่วไป ไม่ว่าจะรวยจะจน มนุษย์ก็คือมนุษย์ ต้องการคนที่รักมาอยู่ใกล้ชิด ตอนนี้ครอบครัวอยู่คนละทิศคนละทาง ทั้งที่ผลกรรมเกิดจากการทำดี ความทุ่มเท ความตั้งใจ ซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งศักดิสิทธิ์มีจริง สักวันหนึ่งคงจะได้กลับไปอยู่กับครอบครัว และรับใช้ประเทศในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ไม่ใช่ฐานะนายกรัฐมนตรี


สิ่งแรกที่จะทำหลังจากกลับสู่แผ่นดินไทย


ก็คงแน่นอนว่า ต้องอยู่พร้อมหน้าลูกเมีย จากนั้นถ้ามีโอกาสจะเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ก็ถือว่าเป็นบุญ และจากนั้นคงเดินทางไปทำบุญทั่วประเทศ






จาก http://www.prachatouch.com/

เอแบคโพลล์เผยคนเลือกพปช.มากสุด













ผลสำรวจปชช.ของเอแบคโพลล์ระบุคนต้องการให้พปช.เป็นรัฐบาล ร้อยละ 93.6 เพื่อให้เข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมอยากเห็นปัญหายาเสพติดหมดไป

วันนี้(11ธ.ค.)ดร.นพดล กรรณิกา ผอ.ศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยหลังจากได้ประมาณการจำนวนที่นั่งส.ส.แบบสัดส่วนที่พบว่า พรรคพลังประชาชนจะได้ 39ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์จะได้ 33 ที่นั่ง และพรรคอื่นจะได้ 8 ที่นั่งไปแล้วนั้น

ผู้วิจัยได้ศึกษาความเป็นไปได้ต่อการเปลี่ยนใจเลือกพรรคการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และการเปลี่ยนแปลงในผลแพ้ชนะเลือกตั้ง 2550 จากตัวอย่างผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศจำนวน 7,589 ตัวอย่าง ดังนี้

พบว่า ไม่ว่าประชาชนตั้งใจจะเลือกพรรคการเมืองใดก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นเดียวกันคือ ต้องการเห็นเศรษฐกิจที่ดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง ซึ่งมีกว่าร้อยละ 90 โดยจำแนกตามพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะเลือกนั้น ผู้ที่ตั้งใจจะเลือกพรรคพลังประชาชนมีร้อยละ 93.6 ตั้งจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ มีร้อยละ 90.6 และตั้งใจจะเลือกพรรคอื่นๆ มีร้อยละ 88.5

ยังพบว่า ประชาชนอยากเห็นหลังการเลือกตั้งที่สำคัญประการหนึ่งคือความรักความสามัคคีของคนในชาติ ซึ่งทั้ง 3กลุ่มมีประมาณร้อยละ 80 และร้อยละ 75.3 ที่ตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ อยากเห็นสถานการณ์ใน 3จังหวัดชายแดนใต้ดี

อีกร้อยละ 76.3 ที่ตั้งใจจะเลือกพรรคพลังประชาชน อยากเห็นปัญหายาเสพติดหมดไป ขณะที่ผู้ที่ตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ มีสัดส่วนดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 68.1 และตั้งใจจะเลือกพรรคอื่นๆ มีอยู่ร้อยละ 67.7 ตามลำดับ

ผลการสำรวจพบว่า ประมาณร้อยละ 60 ของทั้งสามกลุ่ม ระบุอยากเห็นรัฐบาลใหม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ และเมื่อสอบถามถึงแหล่งข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกตั้ง พบว่ากลุ่มผู้ที่ตั้งใจจะเลือกพรรคพลังประชาชน ร้อยละ 57.2 ระบุแหล่งข้อมูลอันดับ 1 ได้แก่ หัวหน้าพรรคการเมือง รองลงมาร้อยละ 55.1 ใช้ข้อมูลจากคนในครอบครัว ร้อยละ 52.7 ใช้ข้อมูลจากผู้สมัครรับเลือกตั้ง และร้อยละ 50.7 ใช้ข้อมูลจากสื่อมวลชนที่วิเคราะห์ข่าว โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์

กลุ่มที่ตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 59.2 ระบุแหล่งข้อมูลที่ใช้คือหัวหน้าพรรคการเมือง รองลงมาร้อยละ 57.4 ข้อมูลจากสื่อมวลชนที่วิเคราะห์ข่าวโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ร้อยละ 52.8 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง และร้อยละ 50.6 คนในครอบครัวตามลำดับ

ร้อยละ 34.6 ของประชาชนเพศชายที่ถูกศึกษาระบุมีพรรคในใจแล้วแต่อาจเปลี่ยนใจได้ ขณะที่เพศหญิงมีสัดส่วนดังกล่าวร้อยละ 29.5

อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 41.0 ที่เป็นหญิงยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกส.ส.จากพรรคการเมืองใด ขณะที่เพศชายมีกลุ่มผู้ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ร้อยละ 35.9 เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุพบร้อยละ 42.9 ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงอายุอื่นๆ

ส่วนกลุ่มประชาชนจำแนกตามระดับการศึกษา พบว่ามากกว่า 2 ใน 3ของกลุ่มผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป มีพรรคการเมืองอยู่ในใจแล้ว ร้อยละ 37.3 ตัดสินใจแน่นอนแล้วจะเลือกพรรคการเมืองใด ขณะที่ร้อยละ 35.1 ยังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนใจได้ ทั้งนี้ ร้อยละ 27.6 ยังไม่ได้สินใจว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด ส่วนกลุ่มสำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี พบว่ามากกว่า 1 ใน 3 ยังไม่ได้ตัดสินใจจะเลือกพรรคใด

เมื่อจำแนกตามสภาพพื้นที่พักอาศัย พบร้อยละ 34.9 ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน/ชุมชนดั้งเดิมในเขตเทศบาล มีโอกาสเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคอื่น ถึงแม้จะมีพรรคอยู่ในใจแล้ว

สำหรับกลุ่มผู้ที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน/ชุมชนเดิมนอกเขตเทศบาล พบว่าร้อยละ 42.6 ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด ขณะที่ร้อยละ 38.9 ที่พักอาศัยอยู่ในชุมชนหมู่บ้านจัดสรรใหม่ ตัดสินอย่างแน่นอนแล้วจะเลือกพรรคการเมืองใดในการเลือกตั้งครั้งนี้

ผลการสำรวจพบว่า กลุ่มที่ตั้งใจจะเลือกพรรคต่างๆ นั้น มากกว่าครึ่งหนึ่งยังไม่ทราบว่า ส.ส.ของพรรคการเมืองที่ตนเองตั้งใจจะเลือกมีเบอร์อะไรบ้าง อาทิ ในกลุ่มผู้ที่ตั้งใจจะเลือก ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์นั้นร้อยละ 56.1 ยังไม่ทราบว่า ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ในเขตของตนมีเบอร์อะไรบ้าง เช่นเดียวกัน ร้อยละ 63.3 ของผู้ที่ตั้งใจจะเลือกผู้สมัครจากพรรคเพื่อแผ่นดินก็ยังไม่ทราบเบอร์ของผู้สมัคร ร้อยละ 61.5 ยังไม่ทราบเบอร์ของ ผู้สมัครที่ตนจะเลือกจากพรรคมัชฌิมาธิปไตย และร้อยละ 58.2 ยังไม่ทราบเบอร์ของผู้สมัครที่ตนจะเลือกจากพรรคประชาราช ตามลำดับ

ขณะที่กลุ่มที่ตั้งใจจะเลือกพรรคพลังประชาชน มีร้อยละ 44.2 ระบุยังไม่ทราบเบอร์ของผู้สมัครที่ตนเองตั้งใจจะเลือก

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ผลวิเคราะห์พรรคการเมืองที่ประชาชนตั้งใจจะเลือกจำแนกตามจุดยืนทางการเมือง ที่พบว่า ร้อยละ 59.0 ของกลุ่มผู้ที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ จะเลือกพรรคพลังประชาชนในขณะที่ประมาณ 1 ใน 3 ของกลุ่มนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ

สำหรับในกลุ่มผู้ที่ไม่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ร้อยละ 61.4 ตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และร้อยละ 25.9 ยังไม่ตัดสิดใจเลือกพรรคใด

ที่น่าสนใจคือคนในกลุ่มที่เรียกตนเองว่า พลังเงียบ พบว่าประมาณ 2 ใน 3 คือร้อยละ 61.3 ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใด ขณะที่ร้อยละ 18.1 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และร้อยละ 13.2 จะเลือกพรรคพลังประชาชน มีเพียงร้อยละ 7.4 ตั้งใจจะเลือกพรรคอื่นๆ


พีทีวี นิวส์
11 ธันวาคม 2550 เวลา 13:31 น.

พปช.ชูนโยบายมหภาคขับเคลื่อนเศรษฐกิจ





พปช. ชู นโยบายเศรษฐกิจมหภาคเน้น การกระจายรายได้และโอกาสที่เป็นธรรม พร้อมปรับโครงสร้างลดภาษี ดันเพิ่มทุน 3 แบ๊งค์หลัก รับลูก “หม่อมอุ๋ย” ปีหน้าเผาจริง

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ทำการพรรคพลังประชาชน อาคารไอเอฟซีที นายพัฒนเดช ธรรมจรีย์ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจ พรรคพลังประชาชน แถลงถึงกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของพรรคพลังประชาชนว่า พรรคจะส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบยั่งยืน เน้นการกระจายรายได้และโอกาสที่เป็นธรรม โดยมีนโยบายดังนี้ 1.ศึกษาการปฎิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่นปรับลดภาษีทางตรงนิติบุคคลร้อยละ 25 หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม จากร้อยละ 7 เหลือเพียงร้อยละ 5 2.รายจ่ายรัฐบาลต้องมีความชัดเจน ทั้งรายได้ประจำ รายจ่ายเพื่อการลงทุน ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน มีผลในทางที่ดีขึ้น เช่น การเคหะ รถไฟฟ้า9สาย(300 กิโลเมตร) รถไฟระบบราง 5 ระบบ คือ รถไฟแบบเดิม รถไฟก้างปลา รถไฟความเร็วสูง รถไฟรอบเมือง รถไฟฟ้าใต้ดิน-บีทีเอส

“รัฐบาลในอนาคตต้องมีการปฎิรูปวิสาหกิจที่สำคัญ เช่น การรถไฟ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั้งระบบ การลงทุนของไทยในต่างประเทศและนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือประเทศที่ด้อยกว่า ส่วนด้านพลังงานนั้นประเทศไทยต้องขยายฐานผลักดันให้กลุ่มอาเซียนพึ่งพาตัวเองในด้านพลังงานได้ นอกจากนี้จะต้องปฎิรูประบบการเงินภาครัฐทั้งระบบ เช่น ปรับโครงสร้าง ธนาคารแห่งประเทศไทย และตั้ง วายุภักษ์อินเตอร์เนชั่นแนล”นายพัฒนเดช กล่าว

3. พรรคจะเสนอให้มีการจัดตั้งองค์กรเพื่อพัฒนา Energy Pool 4.จุลภาคพื้นฐาน คือ การพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพโดยใช้ชุมชนเป็นกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้สมดุลระหว่างชนบท และในเมือง และ 5. การคลังของรัฐบาลมีเจตนารักษาสมดุลของดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลต้องปรับให้การคลังประเทศมีงบประมาณที่สมดุลโดยนำทรัพย์สินกระทรวงการคลังมาทำประโยชน์ เช่น ที่ราชพัสดุ การเพิ่มทุนธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพิ่มทุนธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี)และการเพิ่มทุนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์

นายพัฒนเดช กล่าวถึงกรณีที่ มรว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะเผาจริงนั้น ตนเห็นว่าถ้าไม่มีการปรับปรุงนโยบายการเงินอย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยจะเป็นตามที่ มรว.ปรีดิยาธร ระบุอย่างแน่นอน สามารถฟันธงได้เลย หากมีการปรับนโยบายการเงินที่ถูกต้องโดยกำหนดให้รัฐบาลปรับระบบโครงสร้างงบประมาณ นำไปสู่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดแคลนจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตและยั่งยืนได้ หมายความว่าการใช้นโยบายการคลังเพื่อที่จะเป็นตัวนำกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยับเติบโต จะต้องมีนโยบายการเงินที่มีเสถียรภาพเป็นพื้นฐาน

ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลชุดที่ผ่านมาใช้นโยบาย ดูโอ แทรกค์ ครั้งนี้พรรคพลังประชาชนจะเรียกนโยบายของพรรคว่าอะไร นายพัฒนเดช กล่าวว่า ตนไม่อยากจะเรียกว่าดูโอ แทรกด์ เพราะจะกลับไปคุยเรื่องเดิม ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจประเทศไทยมีลักษณะเชิงโครงสร้าง ที่ในชนบทกับในเมืองไม่เหมือนกัน เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจในเมืองมีลักษณะพึ่งพาการค้าของโลก ส่วนเศรษฐกิจชนบทเป็นพื้นฐานแต่ต้นโดยนำส่วนเกินในชนบทมาลงทุนในกทม. เพื่อรองรับการค้าระหว่างประเทศ ฉะนั้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจทั้งหมดที่ผ่านมา คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เป็นกึ่งเมืองขึ้น ดังนั้นทฤษฎีใหม่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะประเทศไทยควรปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้พึ่งกับเศรษฐกิจโลกน้อยลง

“ขณะนี้ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโลกกระทบกับเศรษฐกิจไทยทันที มันจะเกิดปัญหาที่เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจประเทศได้ทัน เช่น การที่เงินต่างชาติไหลเข้ามาในประเทศไทยค่อนข้างมากในช่วงปีที่แล้วที่ผ่านมา ไม่มีอะไรสัมพันธ์กับพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแม้แต่น้อย เพราะเป็นเรื่องที่คนทิ้งดอลล่าร์ แล้วไม่มีที่ไปก็ไหลซัดเข้ามาในเมืองไทย ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทมีความแข็งเกินกว่าความเป็นจริง เมื่อเป็นอย่างนี้เศรษฐกิจก็ยุ่งไปหมด ถ้าไม่มีการแก้ไขที่เหมาะสม จะเป็นการเสี่ยงมากต่อการพบวิกฤติเศรษฐกิจในเชิงมหภาค” นายพัฒนเดช กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่านโยบายพรรคพลังประชาชนมีการอิงกระแสเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่ นายพัฒนเดช กล่าวว่า การอิงเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะประเทศไทยควรจะยืนบนขาตัวเองได้ทางเศรษฐกิจ แต่ว่าจะทำไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร นั่นคือความเป็นจริง อย่างง่ายๆเลย โครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศไทยมีโครงสร้างเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถผลิตในประเทศได้เลย ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างถาวร เช่น เรื่องพลังงาน ซึ่งประเทศไทยต้องปรับหาทรัพยากรอื่นมาทดแทน หรือ ผลิตในสิ่งที่ประเทศอื่นไม่มี

เมื่อถามว่าพรรคพลังประชาชนตั้งเป้าจีดีพีไว้เท่าใด นายพัฒนเดช กล่าวว่า พรรคพลังประชาชนมีตัวเลขอยู่ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ได้สรุปว่าการเติบโตของจีดีพีร้อยละ 4 น้อยเกินไป เพราะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลรับภาระ มีสาเหตุจากรัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายในการลงทุนปรับโครงสร้าง.


พีทีวี นิวส์
11 ธันวาคม 2550 เวลา 15:11 น.

‘อ๋อย’ย้ำวีซีดี ‘ทักษิณ’ไม่ผิดกม.


‘จาตุรนต์’ คาด พปช. ได้เสียงข้างมาก เชื่อ ปชช.สงสาร ลั่น วีซีดี ‘ทักษิณ’ ไม่ผิดกม. จวก กกต. พยายามแก้ต่างให้ คมช. พยายามตีกรอบกม. 111 คน เละเทะ โต้ หนุน พปช.ได้ เพราะไม่ต้องวางตัวเป็นกลาง เปรย “แย่” องค์กรอิสระไม่รู้จัก ระบอบประชาธิปไตย

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารไทยรักไทย กล่าววิเคราะห์สถานการณ์การเมืองล่วงหน้าว่า การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)วางตัวไม่เป็นกลาง โดยพยายามที่จะแก้ต่างให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เกี่ยวกับกรณีเอกสารลับ หรือไม่ก็ดำเนินการช้า อีกทั้งยังพยายามกลั่นแกล้ง พปช. ซึ่งทั้งหมดจะส่งผลให้พลังเงียบที่ยังไม่มีการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองใด หันกลับมาเทคะแนนให้พรรคพลังประชาชนเพิ่มขึ้นอีก 30-40 เสียง ในโค้งสุดท้าย ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ระบุในโพลว่าพปช.จะได้คะแนนเสียง 190 เสียง เพราะเชื่อว่า คนไทยจะรู้สึกเห็นใจผู้ที่โดนกลั่นแกล้ง

ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้มีการลงพื้นที่และพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่รัก พปช. และพร้อมที่จะให้โอกาส ผู้สมัคร ทั้งทีม เพราะอยากจะเห็นนโยบายของอดีตพรรคไทยรักไทยที่พปช.นำกลับมาใช้ อีกทั้งขณะนี้ประชาชนสับสนกับพรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองอื่น อาทิ พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคชาติไทย ลงพื้นที่และบอกว่าเป็นพวกเดียวกับพรรค พปช. ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ และเมื่อประชาชนทราบความจริงว่าไม่มีใครเป็นฝ่ายเดียวกับพปช. ประชาชนก็จะหันมาให้คะแนนกับ พปช. มากขึ้น

ส่วนการแสดงความคิดเห็นว่าพรรคใดจะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ได้เป็น หรือพรรคใดจะโดนยุบและโยงไปถึงเรื่องนองเลือด ตนถือว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ใช่สิ่งดีเพราะจะทำให้ประชาชนหวาดกลัว ทุกฝ่ายต้องช่วยกันเพื่อให้บ้านเมืองสงบ การที่จะยุบหรือไม่ยุบพปช.ก็ต้องว่ากันไปตามกฏหมาย ตามหลักยุติธรรม ไม่ใช่ต้องการจะยุบแต่ไม่ยุบเพราะกลัวนองเลือดก็เลยไม่ยุบ ทั้งนี้อยากเสนอให้องค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งหลายใช้เหตุผลทางกฏหมาย ให้สติกับสังคม

นอกจากนี้ นายจาตุรนต์ยังกล่าวถึงกรอบกฏหมายที่จำกัดบทบาทของอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยว่า เป็นการตีความเละเทะ จงใจจะกลั่นแกล้งและก็เหมือนไม่ได้กลั่นแกล้ง111 คนทั้งหมด แต่ส่วนที่เกี่ยวกับ พปช. จะเอาหมดทุกเรื่อง

“กรอบกฏหมายของ111 คนคือการห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรค ห้ามเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง แต่การปราศรัย การหาเสียงพบประชาชน โดยส่วนตัว ตนสามารถทำได้ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับพรรค ตนจะสนับสนุนพรรคพลังประชาชนก็ได้ เพราะวันนี้ตนไม่ได้มีหน้าที่ที่จะต้องวางตัวเป็นกลาง แต่ถ้าจะมาห้ามไม่ให้ทำเหมือนกรรมการบริหารพรรคอย่างนี้ ตนถือว่าเละเทะ ถ้าอย่างนั้นหากกรรมการบริหารพรรคทานข้าว 3 มื้อ ตนก็ต้องห้ามทานข้าว 3 มื้อด้วยหรือไม่” นายจาตุรนต์ กล่าว

ส่วนกรณีที่มี วีซีดี ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เผยแพร่นั้น นายจาตุรนต์ กล่าวว่าเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ตามรธน. ถ้าจะมีการแจกจ่ายก็ไม่ผิดกฎหมาย เพราะถือเป็นการสื่อสาร หากตีค่าเป็นราคาก็เพียงไม่กี่บาท แต่เท่าที่ทราบไม่มีผู้สมัครคนใดนำวีซีดีดังกล่าวออกมาใช้หาเสียง

“การกระทำของกกต.เหมือนกับพยายามที่จะทำเรื่องเอกสารลับ และเรื่องวีซีดีให้เจ๊ากันไป ซึ่งเป็นเรื่องที่แย่มากที่องค์กรอิสระไม่เข้าใจในระบอบประชาธิปไตย ไม่เข้าในระบบการทำงานและความเป็นกลาง” นายจาตุรนต์ กล่าว



พีทีวี นิวส์
11 ธันวาคม 2550 เวลา 15:34 น.

เขียนด้วยตีนต้อง...ลบด้วยมือ

ผ่านพ้นวันรัฐธรรมนูญไปแล้ว ท่ามกลางความกังวลใจของหลายๆ ฝ่าย

...ว่าทำไม 75 ปีที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญแบบไทยๆ จึงไม่มีพัฒนาการไปเท่าที่ควรจะเป็น จนดูเสมือนว่า ย่ำอยู่กับที่ หรือเสมือนเพิ่งเริ่มต้น

โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550

หลายฝ่ายมองว่ายิ่งเป็นการ ย้ำ ความไม่พัฒนา หรือยิ่งเป็นการ ถอยหลังลงคลอง

ทำไมนักวิชาการบางคนจึงวิพากษ์ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ เขียนด้วยตีน

หรือทำไมนักวิชาการอีกบางคนจึงมองว่า เส้นทางเดินของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีอาการเหมือนคนที่ ฉี่ไม่สุด

ทุกความกังวลใจ ทุกการทักท้วงนั้น สะท้อนชัดถึงความ มีปัญหา ในมุมมองที่แตกต่างกันออกไป

ด้านหนึ่งหากเป็นการมองเทียบเคียงกับรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่อาจยิ่งทำให้เพิ่มความน่ากังวลมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมมากที่สุด มีบทบัญญัติที่ว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนมากที่สุด

จนเรียกได้ว่าเป็น รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

อีกด้านหนึ่งอาจเป็นการมองด้วยความกังวลถึงความ เร่งรีบ ในการร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการ เร่ง ออกกฎหมายลูกตามมาร่วมร้อยฉบับ ในระยะเวลาอันสั้น

และในจำนวนกฎหมายหลายต่อหลายฉบับเหล่านั้น เป็นกฎหมายที่ ซ่อน ความน่ากังวลใจอาไว้

โดยเฉพาะกฎหมายบางฉบับมีประเด็นของการ ลิดรอน สิทธิเสรีภาพ หรือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

กฎหมายบางฉบับเป็นการต่อท่ออำนาจให้กับฝ่าย ทหาร เมื่อให้สามารถคงอำนาจอยู่ได้ในบ้านเมือง แม้จะมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม

ดังนั้น ความกังวลต่างๆ เหล่านั้นจึงอาจมองได้ในอีกมุมหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญที่มีเจตนารมณ์แต่ดั้งเดิม ในการกำหนดหรือนิยามสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ว่าทำอะไรได้บ้าง หรือทำอะไรไม่ได้บ้างนั้น

ถึงวันนี้กลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของผู้มี อำนาจ ในการจะสานต่ออำนาจ และความพยายามที่จะมีบทบาททางการเมืองต่อไปในอนาคต

ตลอดระยะเวลา 75 ปีที่ผ่านมา กับการที่มีรัฐธรรมนูญประกาศใช้ถึง 17 ฉบับ กลับไม่ได้เป็นตัวชี้วัดการ พัฒนา

แต่กลับกลายเป็นว่าเหตุที่มีรัฐธรรมนูญประกาศใช้ออกมามากมาย

เป็นเพราะว่าประเทศไทย ขยัน ฉีกรัฐธรรมนูญกันเป็นว่าเล่น

สะท้อนถึงการไม่เคารพกฎ กติกา และธรรมนูญอันเป็นแก่นในการบริหารบ้านเมือง

ไม่เคารพในวิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย ที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ

เพราะการ ฉีก รัฐธรรมนูญนั้น เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการ ยึดอำนาจ โดย ทหาร

ในขณะที่ในอดีตที่ผ่านมา ทหาร เอง ก็มักจะตัดสิน ชะตา บ้านเมือง ด้วยการใช้อาวุธ ใช้กำลังกองทัพเข้ายึดอำนาจบ่อยครั้ง

ด้วยคิดว่าเป็นหนทางที่ง่าย และรวดเร็วที่สุดแล้ว

เป็นวิธีคิดแบบใช้ กำลัง เป็นที่ตั้ง มากกว่าการใช้ สมอง

และเป็นการคิดที่มองปัญหาเพียง หน้าเดียว ไม่ได้คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ชีวิต ความเป็นอยู่ หรือปัญหาปากท้องชาวบ้าน ไปจนถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ดี เมื่อโลกพัฒนามากขึ้น

กระแสโลกาภิวัตน์ได้เชื่อมโลกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น

เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในมุมโลกหนึ่ง สามารถรับรู้ไปถึงอีกมุมโลกหนึ่งได้เพียงเสี้ยวนาที

หรือผลกระทบในมุมหนึ่งมุมใดของโลก ย่อมส่งผลเกี่ยวพันกันไปทั้งหมด

กระแสการ ปฏิวัติ หรือการใช้กำลังเข้าตัดสินปัญหาก็ลดน้อยลง และหันไปใช้กลไกทางการเมือง กระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย เป็นทางออกของปัญหามากขึ้น

เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าการทำ ปฏิวัติรัฐประหาร เป็นผลร้ายมากกว่าผลดี

รู้ว่าการใช้กำลังเข้าแก้ไขปัญหา ไม่เป็นที่ชื่นชมหรือยอมรับจากผู้คนทั้งโลก

ดังนั้นตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เหตุการณ์ เดือนพฤษภา ทหารก็กลับเข้ากรมกอง และอยู่ในที่ตั้ง

ในระยะ 10 กว่าปีดังว่านั้น เราได้มี ประชาธิปไตยเต็มใบ ดังที่มีการเรียกร้องมาตั้งแต่เหตุการณ์ เดือนตุลา ในอดีต

ที่อยากจะมีนายกรัฐมนตรีจากคนที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง

ในห้วงเวลาดังกล่าว บ้านเมืองเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจ ที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงปี 2539-2540 และกำลังก้าวเดินไปข้างหน้า

ประชาชนระดับรากหญ้ากำลังมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากการกระจายรายได้ และการเข้าไปจัด รัฐสวัสดิการ ผ่านโครงการต่างๆ มากมาย

ไม่ว่าจะเป็น 30 บาทรักษาทุกโรค การพักชำระหนี้เกษตรกร OTOP หรือแม้แต่การให้ทุนเพื่อการศึกษาอีกหลากหลาย ฯลฯ

รวมไปถึงเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็เปิดช่องให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทางการเมือง ทั้งการออกสิทธิ ออกเสียง และกระบวนการในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร

ดังนั้นการยึดอำนาจในห้วงที่บ้านเมืองกำลังมีความเป็นอยู่ที่ดี

การยึดอำนาจในห้วงที่กระแสโลกไม่ยอมรับการกระทำย้อนยุคเช่นนี้อีกแล้ว

จึงเสมือนเป็นการ เดินถอยหลัง และนำพาบ้านเมือง ล้าหลัง ไปอีกหลายก้าวอย่างตั้งใจ และมองเห็นผลเสียหายอยู่แล้ว

รวมทั้งความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชนิดที่เรียกว่า ใหม่หมดจด ก็ยิ่งเป็นการสร้างความเสียหาย

ในเมื่อรัฐธรรมนูญเดิมได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี ทำไมจึงไม่เลือกเอาการ ปรับแก้ ในบางมาตราที่ยังมี จุดอ่อน

หรือทำไมไม่แก้ไขบางมาตรา เฉพาะที่มีความ ล้าหลัง

ไม่ว่าจะ จงใจ หรือไม่ก็ตาม ทำไมจึงต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ แล้วปรากฏเนื้อหาที่สร้างปัญหาทางการเมืองตามมามากมาย

ทั้งที่เกิดเป็นปัญหาแล้ว และกำลังจะเกิดเป็นปัญหาในอนาคต

และทำไมจึงมีการร่างกฎหมายลูกออกมามากมายหลายฉบับ และบางฉบับมีเนื้อหาที่ ซ่อนเงื่อน บางอย่างเอาไว้

รวมถึงบทเฉพาะกาลหลายประเด็น ก็สะท้อนชัดว่าเจตนาที่ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ก็ เพื่อ ปกป้อง” ตัวเองและพวกพ้องเป็นสำคัญ

หากผู้มีอำนาจในบ้านเมือง โดยเฉพาะคนที่มีกองกำลัง มีอาวุธ ยังมีความคิดแก้ปัญหา ไดโนเสาร์ เช่นนี้

ยังคงคิดถึงตัวเองมากกว่าประชาชนและชาติบ้านเมืองเช่นนี้ ประเทศชาติก็คงจะพัฒนาไปได้ลำบาก

และไม่ว่าจะครบรอบ 75 ปี หรือครบรอบ 100 ปี รัฐธรรมนูญก็คงไม่มีพัฒนาการไปได้มากกว่านี้สักเท่าไร

จนกว่าเราจะช่วยกันทำให้ คนพันธุ์นี้ และบรรดาผู้ที่ให้การสนับสนุน หมดอำนาจไปจากบ้านเมือง...!!

บทความการเมือง

จาก http://www.prachatouch.com/

รัฐบาลแห่งชาติ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาทางการเมือง ในรูปแบบ รัฐบาลแห่งชาติ ว่าด้วยความสมานฉันท์ ผ่านสื่อต่างประเทศสำนักหนึ่ง ที่อ้างอิงการสัมภาษณ์ในฮ่องกง ซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษของประเทศจีน


เป็นแนวคิด ที่น่าสนใจ


เป็นแนวคิด ที่น่าจะสอดคล้องกับสถานการณ์


เป็นแนวคิด ที่น่าจะเหมือนกับประชาชนจำนวนมาก


ไปไหนมาไหน ชาวบ้านบอกกันแต่ว่า ผู้ใหญ่ของประเทศมัวแต่ทะเลาะแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเพื่อแสวงหาอำนาจกัน ประชาชนกำลังจะตาย ห่...! กันอยู่แล้ว


น้ำมันขึ้นราคา ก๊าซหุงต้มขึ้นราคา


สินค้าขึ้นราคา มาม่า น้ำปลา ค่ารถเมล์ ค่าเรือด่วน ค่าทางด่วนโทลล์เวย์


บริษัทห้างร้านกำลังจะเจ๊ง เพราะกำลังซื้อตก การส่งออกไม่ดี เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งโป๊ก


รายได้เท่าเดิม ไม่มีบริษัทใดจะกล้าให้เงินเดือนเพิ่ม เพราะหวั่นไหวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงปีหน้า


วันนี้ ทุกภาคส่วนของสังคมไทย ต้องยุติ ความบาดหมาง ชิงชัง การแก้แค้นทางการเมือง การห้ำหั่น หันหน้าเข้าสู่ความ สามัคคี ปรองดอง ในชาติ


ชาวบ้านร้านตลาด เขาบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีพรรคการเมืองไหนไม่โกงกิน ไม่มีพรรคการเมืองไหนที่บริหารงานเพอร์เฟ็กต์


เป็นโจทย์ที่ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ยังตอบกับสังคมไทยไม่ได้


เมื่อท่านเข้ามาครอบครองอำนาจรัฐไปแล้ว กลับปล่อยให้มีการกล่าวหาเรื่องทุจริตมากมาย


ข้อกล่าวหา ทุจริตสนามบินสุวรรณภูมิ ขนบอร์ดไปเที่ยว


ข้อกล่าวหา ทุจริตเขายายเที่ยง ทุจริต รุกป่าเขาลำเนาไพร


ข้อกล่าวหา ทุจริตทะเบียนสมรส


ข้อกล่าวหา ทุจริตซีดีเอ็มเอ โครงการวางระบบเครือข่ายโทรศัพท์ระบบซีดีเอ็มเอ


ข้อกล่าวหา บริหารงานล้มเหลว ผลกำไรการท่าอากาศยาน และ บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น ผลกำไรลดน้อยลงจำนวนมาก


ข้อกล่าวหา บริหารนโยบายการเงินผิดพลาด การออกมาตรการกันสำรอง 30% และการต่อสู้ค่าเงินบาทแข็ง มีความเสียหายนับล้านล้านบาท


ปัญหาประเทศชาติในวันนี้ เสมือนเชือกที่ผูกมัดซ้ำไปซ้ำมา ต้องเริ่มแก้ไขทีละเปลาะ ทีละเปลาะ


เริ่มต้นจากการแก้ปัญหาความแตกแยกในสังคมก่อน โดยเฉพาะสังคมการเมือง การเมือง กับ การเมือง


การเมือง กับ นักการเมือง


การเมือง กับ ประชาชน


หันหน้าเข้าหากัน การ ลด ละ เลิก ความโกรธแค้น โกรธเคืองกัน เลิกเล่นการเมืองโกหกตอแหลกับประชาชนเสียที


จากนั้นจึงพร้อมใจที่จะเดินหน้าแก้ปัญหาชาติ ใครเก่งด้านเศรษฐกิจ ใครเก่งด้านสังคม ใครเก่งด้านการศึกษา ใครเก่งด้านการคมนาคม ใครเก่งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ใครเก่งด้านต่างประเทศ


หากทำอย่างนี้ได้ ประเทศไทยของเราจะสามารถเดินหน้าไปทัดเทียมนานาอารยประเทศ หลังจากที่เราอยู่ใน วังวนการเมืองน้ำเน่า มานานกว่า 30 ปีแล้ว


ร่างรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง ตั้งรัฐบาล รัฐประหาร


ร่างรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง ตั้งรัฐบาล รัฐประหาร


ร่างรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง ตั้งรัฐบาล รัฐประหาร


วนเวียนเป็น วัฏสงสาร เหมือนจะเดินหน้า แต่ก็ย่ำอยู่กับที่ แถมบางครั้งถอยหลังไปอย่างไม่น่าเชื่อ


ขุนนาง ที่ ไม่มีอำนาจ ไม่มีหน้าที่ตามที่กติกากำหนดกรอบเอาไว้ จะ ต้องยุติบทบาท ยุติการสร้างฐานกำลัง


รัฐบาลแห่งชาติ อาจจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับประเทศไทยในยามนี้


อยู่ที่ว่า นักการเมือง ทหาร ขุนนาง ประชาชน จะช่วยกันล้างวงจรอุบาทว์ให้สิ้นซากไปได้หรือไม่ อย่างไร


บทบรรณาธิการ จาก http://www.prachatouch.com/


มาตรฐาน กกต.


กรณีเอกสารลับของ คมช. กับกรณีวีซีดีทักษิณ ทำให้ประชาชนอย่างผมได้แลเห็นพฤติกรรมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่สะท้อนถึง มาตรฐานการปฏิบัติ และมุมต่อปัญหาที่แตกต่างกันชนิดหน้ามือกับหลังเท้า

กรณีเอกสารลับ มีพยานหลักฐานเป็นเอกสารลับของ คมช. ลงวันที่มีลายเซ็นผู้จัดทำ ผู้กลั่นกรอง ผู้สั่งการ ผู้อนุมัติ และผู้รับปฏิบัติ ครบถ้วน มีพยานบุคคลเป็นข้าราชการทหารสังกัด คมช. ออกมายอมรับสารภาพหมดแล้ว มีคณะกรรมการตรวจสอบเอกสารลับ สอบสวนสรุปผลเป็นมติไว้เรียบร้อย ครบถ้วนทุกขั้นตอน ว่า คมช. ไม่เป็นกลาง และ กกต. ต้องดำเนินการกับนายทหารผู้ลงนามในเอกสารลับ ตามกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 57 ในฐานะที่ กกต. เป็นเจ้าพนักงานรักษากฎหมาย

แต่ปรากฏว่า กกต. กลับตั้งข้อสังเกตและหาเหตุหาช่องว่างของกฎหมายหลายต่อหลายฉบับ มานำเสนอเพื่อจะชี้ว่า มติของคณะกรรมการชุด นายสุพล ยุติธาดา ที่บอกว่า คมช. ไม่เป็นกลาง ต่าง หาก ที่ไม่เป็นกลาง

ไม่น่าเชื่อว่า กกต. จะไม่เชื่อถือผลการสอบสวนและมติของคณะกรรมการที่ตัวเองแต่งตั้งขึ้นมา มิหนำซ้ำยังจะหาเหตุผล หาหลักฐานใหม่ๆ มาคัดค้าน ทำลายความน่าเชื่อถืออีกด้วย

การเลื่อนประชุม เพราะ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการ คมช. ยื่นหนังสือไม่ยอมรับผลการสอบสวนและมติที่บอกว่า คมช. ไม่เป็นกลาง ก็พอจะมองเห็นผลการวินิจฉัยของ กกต. แล้วว่าจะเป็นในทิศทางใด ระหว่าง เชื่อคณะกรรมการชุดนายสุพลที่ตนแต่งตั้งมากับมือ หรือ เชื่อ คมช. ที่แต่งตั้งตนมากับมือ

แต่กรณีวีซีดีทักษิณเชียร์พรรคพลังประชาชน ที่จนถึงเวลานี้ที่ผมเขียนต้นฉบับ ก็ยังไม่รู้ว่าใครทำ ใครปั๊ม ใครแจก ทำเมื่อไร แจกวันไหน แจกที่ไหน แจกให้ใคร ยังไม่มีข้อมูล และหลักฐานปรากฏแม้แต่เพียงเรื่องเดียว

กกต. กลับแสดงความเห็นกันอย่างขยันขันแข็ง ว่าน่าจะมีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ทั้งในฐานะอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คนที่ถูกตัดสิทธิ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง การเลือกตั้ง และในฐานะ ผู้ใด ที่เชียร์พรรคพลังประชาชน

ไม่เพียงแต่แสดงความเห็นแบบชี้นำ ว่าการกระทำครั้งนี้ผิดแน่ๆ ยังมีการแจ้งโทษไว้เสร็จสรรพว่า ถึงกับยุบพรรคพลังประชาชน และจับทักษิณติดคุกได้

ไม่ว่า นายสมัคร สุนทรเวช และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จะชี้แจงอย่างไร ก็ดูเหมือนจะฟังไม่ขึ้น

ที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ คำสัมภาษณ์ของ กกต. ที่ชื่อ นายสุเมธ อุปนิสากร ตอบคำถามนักข่าวเรื่องนายสมัครชี้แจงว่าวีซีดีทักษิณแผ่นนี้ ทำขึ้นตั้งแต่ก่อนมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง และก่อนที่ กกต. จะมีมติห้ามกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน พูด คิด และเขียนถึงพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใด

เรื่องดังกล่าวไม่น่าจะใช่ประเด็นหลักที่ต้องดู เพราะการทำผิดกฎหมายต้องนับแต่วันที่มีพระราชกฤษฎีกา หากอ้างเช่นนี้เหมือนกับอ้างว่าทำมาแล้วสิบปีจะทำอย่างไร ปัญหาคือจะพูดตอนไหนก็ตาม แต่นำมาใช้หาเสียงในช่วงนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ กกต. ก็ต้องพิจารณาว่าการกระทำอย่างนี้ ทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์หรือไม่

ต้องพิจารณาด้วยว่า การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายด้วยหรือไม่ หากผิดก็จะต้องรวบรวมหลักฐานเพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีอาญาต่อไป ต้องพิจารณาว่าทางพรรคมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ หากรู้เห็นด้วยก็อาจจะต้องมีความผิดด้วย

ต้องขอเวลาให้ กกต. พิจารณาเรื่องวีซีดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อน โดยปกติ กกต. จะประชุมทุกวันอังคารและวันพุธ หากรับเรื่องไว้พิจารณา ในวันอังคารที่ 11 ธันวาคมนี้ กกต. ก็จะพิจารณาให้เสร็จภายใน 3-7 วัน และเรื่องนี้ต้องพิจารณาโดยเร็ว ทั้งนี้ การนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาสามารถตั้งกรรมการสอบได้ โดยอาศัยจากข่าวที่เกิดขึ้น ไม่ต้องรอให้บุคคลใดร้องเรียน

กรณีวีซีดีทักษิณนี้ แม้ว่าการกระทำจะเกิดก่อนมีพระราชกฤษฎีกา ก็ถือว่าผิด เพราะผลของการกระทำมีมาถึงหลังประกาศพระราชกฤษฎีกา และต้องทำเร็วที่สุด แต่กับกรณีเอกสารลับของ คมช. นายสุเมธ อุปนิสากร กกต. คนเดียวกันนี้ ให้ความเห็นว่า

ตามจริงเนื้อหาตามเอกสารลับของ คมช. ไม่น่ากลัว เพราะเป็นเพียงเอกสารที่เป็นแผนการ เพื่อให้ คมช. และทหาร ช่วยกันรณรงค์ให้การเลือกตั้งยุติธรรม แต่ บังเอิญ เอกสารดังกล่าวได้พาดพิงถึงพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งเกิดความไม่เป็นธรรม และบางพรรคอาจเสียเปรียบ ซึ่ง กกต. จะพิจารณาจุดนี้เป็นสำคัญ เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ถูกทำขึ้นเพื่อบ้านเมือง เพราะ หวังดีต่อบ้านเมือง การจะวินิจฉัยว่าการกระทำของ คมช. เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันหรือไม่ จำเป็นต้องดูว่าเอกสารดังกล่าวทำขึ้นก่อนหรือหลังมีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง ซึ่ง กกต. จะพิจารณาและลงมติอีกครั้งหนึ่ง

กรณีของเอกสารลับ คมช. นายสุเมธกลับเห็นว่าต้องพิจารณาว่าทำก่อนหรือหลังพระราชกฤษฎีกา ราวกับมีนัยที่จะบอกว่าหากทำก่อนก็ไม่ผิด ทั้งๆ ที่ผลของการกระทำยังคงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากยังไม่มีการสั่งยกเลิกคำสั่งสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนอย่างเป็นทางการ และหลักฐานสำคัญก็คือ โครงการประชาธิปไตยสีขาว ของสำนักงานเลขาธิการ คมช. ที่ยังดำเนินการกันอยู่ในขณะนี้ และ รายการข่าวหน้าหนึ่ง ของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ที่มี นายเสรี วงษ์มณฑา เป็นผู้ดำเนินรายการ ยังคงให้ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยผูกโยงไปถึงพรรคพลังประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายสุเมธ อุปนิสากร ไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าต้องเร่งรีบดำเนินการวินิจฉัยในกรณีเอกสารลับของ คมช. ทั้งๆ ที่มีผลการตรวจสอบมารออยู่ในแฟ้มประชุมแล้ว แต่กลับยืดเวลาออกไปอีกโดยไม่มีกำหนดว่าจะชี้ขาดได้เมื่อใด

ในขณะที่กรณีวีซีดีทักษิณยังไม่ได้เริ่มสอบสวนแม้แต่คำเดียว ยังไม่มีแม้แต่ข้อมูลสักตัวเดียวมาถึงมือ นายสุเมธกลับบอกว่าจะสรุปแล้วเสร็จได้ภายใน 3-7 วัน

ก็เพราะ กกต. พูดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ แสดงความคิดเห็นแบบแก้ผ้าล่อนจ้อน ให้ประชาชนเห็นว่ามี 2 มาตรฐานอย่างนี้นี่เอง

จึงไม่ต้องถามว่า ทำไมประชาชนบางส่วนจึงมอง กกต. ด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจ

จาก http://www.prachatouch.com/

ออกได้ 4 ประตู

หลังจากชักเข้าชักออกจนยืดเยื้อมาเป็นเดือน วันนี้ (11ธ.ค.) คณะกรรมการกกต.ชุดใหญ่ก็จะได้ฤกษ์ตัดสินกรณีเอกสารลับคมช. ตามแผนสกัดพรรคพลังประชาชน

เป็นเผือกร้อนๆที่ กกต.ต้องรับเอาไว้ เต็มเปา

บทสรุปของเรื่องนี้ก็มีทางออก 4 ประตู

1, เห็นชอบตามผลสรุปของอนุกรรมการสอบสวน ที่ชี้ว่า คมช.วางตัวไม่เป็นกลาง ทางการเมือง

2, เห็นชอบตามผลสรุปของอนุกรรมการสอบสวน แต่ คมช.ไม่มีความผิด เนื่องจาก มีบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญให้การคุ้มครอง

3, ไม่เห็นชอบตามผลสรุปของอนุกรรมการสอบสวน เพราะเป็นอำนาจโดยตรงของ คมช. ที่จะดำเนินการใดๆเพื่อรักษาความมั่นคง ของชาติโดยรวม

4, ยื่นเรื่องให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กกต.มีอำนาจสอบสวนเอกสารลับ ของ คมช.หรือไม่? เพื่อให้เกิดความชัดเจน

ส่วนปัญหาเอกสารจริง หรือเอกสาร ปลอมไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

เพราะ กกต.มีเอกสารลับที่ส่งจากพรรค พลังประชาชน และเอกสารลับฉบับที่ส่งจาก คมช. อยู่แล้วในมือ ซึ่งเอกสารทั้ง 2 ฝ่ายก็มีเนื้อหาส่วนใหญ่เหมือนกัน

แต่คณะอนุกรรมการสอบสวน “ให้นํ้าหนักเอกสารของ คมช.” มากกว่าเอกสารของ พรรคพลังประชาชน

พูดให้ชัดๆคือ มติเอกฉันท์ที่เห็นว่า คมช.วางตัวไม่เป็นกลาง ก็ยึดตามเอกสารของ คมช.นั่นเองเป็นหลักในการพิจารณา

“แม่ลูกจันทร์” คาดว่าที่ประชุม กกต. ชุดใหญ่จะเลือกทางออกประตูที่ 2 เพื่อไม่ให้ ปัญหาบานปลาย

เพราะถึงแม้เอกสารลับจะชี้ว่า คมช. ไม่เป็นกลาง แต่มีบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 ให้การคุ้มครอง

คือถึงจะผิดก็ไม่ต้องรับผิดในทุกกรณี

ข้อสำคัญ พระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง มีผลบังคับเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม แต่คำสั่ง คมช. ตามเอกสารลับฉบับนี้ลงวันที่ 14 กันยายน

ก่อนพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งเกือบหนึ่งเดือน

แถม คมช.แจ้งว่า ได้ยกเลิกคำสั่งตามเอกสารลับฉบับนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อไป

หมายฟามว่า แผนปฏิบัติการลับเพื่อสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนได้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ

ก็เท่ากับกรณีเอกสารลับยุติลง

ฝ่ายพรรคพลังประชาชนในฐานะผู้ เสียหาย ก็ได้คะแนนสงสารเป็นกำไร

สรุปว่าทั้งสองฝ่ายเจ๊ากันไป

แต่ถ้าที่ประชุมใหญ่ กกต.จะเลือกทางออกประตู 3 คือ ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐ-ธรรมนูญตีความว่า กกต.มีอำนาจตรวจสอบ คมช.หรือไม่

ถ้า กกต.เลือกประตูนี้ ก็จะเสียรังวัดเอง!!

เพราะในเมื่อ กกต.ยังไม่รู้ว่าตัวเอง มีอำนาจตรวจสอบ คมช.หรือไม่ แล้ว กกต. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ได้อย่างไร??

หรือถ้า กกต.จะเอาประเด็นเอกสารปลอมย้อนศรเล่นงานพรรคพลังประชาชน

กกต.ก็อาจโดนศรย้อนมาเข้าตัวเอง??

เพราะกรณีเอกสารลับของ คมช. พรรคพลังประชาชนมีสถานะเป็น “ผู้ร้องเรียน”

ร้องขอความเป็นธรรมให้ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลการเลือกตั้ง ตรวจสอบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่อย่างไร

เมื่อคณะอนุกรรมการของ กกต.ได้ ตรวจสอบแล้วสรุปว่าเป็นเรื่องจริง กกต.จะไปเล่นงานผู้ร้องเรียนซึ่งเป็นผู้เสียหายได้ อย่างไร??

นี่ถ้าเกลือไม่เป็นหนอน ไม่มีคน ใน คมช.ปล่อยเอกสารลับออกมา

มันก็ไม่ยุ่งเป็นฝอยขัดหม้ออย่างนี้ หรอกโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์:สำนักข่าวหัวเขียว

จาก http://www.thairath.co.th/#

หลุมดำการเมือง



ถอดรหัส อาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกใน พรรคมัชฌิมาธิปไตย ดูแล้ว จะเห็นถึงสัจธรรมทางการเมืองหลายด้านด้วยกัน อย่างน้อยก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การเมืองถ้าไม่บริสุทธิ์ มีอำนาจ นอกระบอบประชาธิปไตยมาแทรกแซง ก็จะกลายเป็นดาบกลับมาเชือดคอตัวเองในที่สุด

เป็นกงเกวียนกำเกวียน

เริ่มต้นต้องยอมรับว่า คุณประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เป็นตัวจริงเสียงจริงในการขับไล่ขั้วอำนาจเก่า น่าจะก่อนกลุ่มพันธมิตร เสียอีก ส่วนจะเป็นเพราะเหตุผลอะไร ก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่

หลังก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยได้สำเร็จ คุณประชัย ก็ให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรอย่างเต็มที่ ประกอบกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรก็ตกที่นั่งหัวอกเดียวกับคุณประชัย เลยเข้าขากันอย่างดี

ในขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของพันธมิตรในการขับไล่ขั้วอำนาจเก่า ก็ต้อง อาศัยบารมีของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเช่นกัน ลำพังตัวเองก็คงไปไม่รอด

เลยกลายเป็นบุญคุณติดค้างกันนัวเนียไปหมด ในขณะเดียวกัน โดยส่วนตัว คุณประชัยกับผู้ใหญ่ ก็เดินกันคนละทาง ผลประโยชน์ คนละขั้ว เข้าใจว่าจะมีเรื่องฟ้องร้องกันอยู่ด้วยซ้ำ

มองหน้ากันลำบาก

ถ้าต่างคนต่างเดินก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อถึงเวลาที่คุณประชัย จะต้องลงมาเล่นการเมือง และเป็นการเมืองที่อยู่ภายใต้การควบคุม ไม่เป็นอิสระ เป็นการเมืองภาคบังคับ

สุดท้ายเลยต้องชนกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่คุณประชัยระบายความในใจพรั่งพรูออกมาหลังเจอข้อหาคดีอาญาเข้าอย่างจัง เป็นกิริยา กลืนไม่เข้าคายไม่ออก คุณประชัย คงจะรู้แก่ใจดีที่สุด

ก็เพราะระยะหลังมีการใส่ความกันว่า กลุ่มคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน กำลังเอาใจออกห่าง แอบไปพบกับคนที่อยู่ต่างประเทศ บ้าง รับแผนมาเพื่อทำลายพรรคบ้าง

เกิดความหวาดระแวงขึ้นมาในพรรค

ถึงกับตัดท่อน้ำเลี้ยง ตัดเป็นตัดตาย แบ่งเป็นขั้วพันธมิตรและขั้วสมศักดิ์ หลังสุดก็เห็นเอาคุณการุณ ใสงาม กลับมาเป็นแม่ทัพอีกที ท่ามกลางเสียงร้องว่า ฝ่ายพันธมิตร รูดปรื๊ดๆ แต่อีกฝ่ายท่อตันซะแล้ว

คือผลพวงจากการเมืองที่ถูกแทรกแซง

ผมว่านี่เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดเจน และ อีกหลายพรรค การเมืองก็กำลังเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ เพียงแต่ว่า จะสะกดกลั้นไว้ได้อีกนานแค่ไหนเท่านั้น

การเมืองคือการรวมตัวของกลุ่มผลประโยชน์ ผลประโยชน์ ขัดกันเมื่อไหร่ก็ตัวใครตัวมัน ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน การเมืองออกแบบไม่ได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามวิถีประชาธิปไตย

อย่าไปคิดอะไรเพ้อเจ้อ.

“หมัดเหล็ก”


///////////////////////////////////////////////

คอลัมน์:คาบลูกคาบดอก

จาก http://www.thairath.co.th/#

‘ประชัย’ขอโทษ‘สดศรี’พลั้งปากกกต.รับสินบน



หัวหน้ามัชฌิมาธิปไตย พบ‘ สดศรี’ รับผิด ระบุเรื่องตำแหน่งเป็นปัญหาภายในพรรคไม่เกี่ยวกกต.

เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้เดินทางมาที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เพื่อขอพบ นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง เพื่อขอโทษกรณีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)และผู้บริหารพรรคมัชฌิมาธิปไตย เรียกเงิน 60ล้านบาท แลกการเซ็นในการแก้ไขข้อบังคับพรรคเพื่อให้เป็นหัวหน้าพรรค โดยนายประชัย กล่าวภายหลังที่ใช้เวลาเข้าพบประมาณ 15 นาทีว่า ได้ชี้แจงว่าที่พูดนั้นเป็นการเข้าใจผิด ซึ่ง นางสดศรี กล่าวว่าจะนำเรื่องนี้แจ้งต่อที่ประชุมกกต. และคาดว่าคงไม่มีอะไรเนื่องจากปัญหาเรื่องตำแหน่งเป็นปัญหาภายในพรรคไม่เกี่ยวกับกกต. และวันนี้ก็ได้มาขอโทษที่ทำให้เกิดความสับสน.


พีทีวี นิวส์
11 ธันวาคม 2550 เวลา 11:06 น.

จาก http://www.ptv.co.th/