WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 12, 2007

พรรคเพื่อแผ่นดิน จะผิดไหม?


เมื่อวันที่คณะกรรมการเลือกตั้งมีมติเป็นเอกฉันท์ ห้ามอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ปราศรัยหาเสียง และห้ามดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองทุกตำแหน่ง รวมตลอดไปจนถึงห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แม้แต่พูด คิด อ่าน เขียน ก็ไม่ได้ หากว่ามีผู้นำพฤติกรรมดังกล่าวมาร้องเรียน ก็อาจจะเข้าข่ายกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งได้


คนที่ออกอาการมากที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ผู้ก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่โกรธจนตัวสั่น และเปิดแถลงข่าวอย่างมีอารมณ์ ทั้งผิดหวัง เศร้า เสียใจ ระคนปะปนกัน


คำพูดของ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 มีขึ้นหลังจากที่ กกต. มีมติห้ามอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยหาเสียง หรือเชียร์ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดคนหนึ่ง หรือ พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และแน่นอนว่าย่อมจะเป็นการพูดหลังจากที่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2550 แล้ว


นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย พูดเอาไว้อย่างไรบ้าง มีการบันทึกไว้ทั้งหมด และผมขอนำมาถ่ายทอดอีกครั้ง ดังนี้

การที่ กรรมการบริหารที่ถูกตัดสิทธิ 111 คนอยู่ในพรรคเพื่อแผ่นดิน จะทำให้พรรคเติบโตได้อย่างมั่นคง และมีขนาดที่มีความหมายใหญ่พอจะร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคชาติไทยแล้วตั้งรัฐบาลได้ แต่เมื่อ 111 คนทำอะไรไม่ได้เลย ทำให้พรรคไม่เติบโตและใหญ่พอที่จะตั้งรัฐบาลที่มีประชาธิปไตยที่มั่นคงได้ ขณะที่พรรคพลังประชาชนยังมีคนที่พูดและแสดงความเห็นได้อย่างมีน้ำหนัก

ผมยินดีถ้าคุณอภิสิทธิ์ (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) จะเป็นนายกฯ หากพรรคประชาธิปัตย์ได้จำนวนที่นั่ง ส.ส. มากกว่าพรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่ง ผมทราบมาว่าพรรคเพื่อแผ่นดินยินดีให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับพรรคชาติไทย ซึ่งคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็น่าจะได้รับเสียงมากกว่าพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่แล้ว ตามโพลสำนักต่างๆ ที่ออกมา ทั้งนี้โดยส่วนตัวเห็นว่าพรรคเพื่อแผ่นดินมีศักยภาพจะไปร่วมตรงนั้น และแกนนำ 111 คนที่อยู่ในพรรค มีส่วนทำให้พรรคไปสู่ตรงนั้น


เมื่อได้อ่านถ้อยคำของ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ที่พรั่งพรูออกมาด้วยอารมณ์ผิดหวัง จนยากจะสกัดกั้นความจริงไว้ได้อีกต่อไป จึงทำให้ได้เห็นและได้รับรู้ว่า พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นพรรคการเมืองที่ก่อกำเนิดขึ้นมาจากการก่อตั้งของนายสุรเกียรติ์ และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจำนวนหนึ่ง ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง


คำพูดของนายสุรเกียรติ์ยังฟ้องด้วยว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ทุกคนแปลกใจและสงสัยว่าว่าทำไมจึงโตเร็วนัก โตทัดเทียมกับพรรคชาติไทย และโตไล่หลังพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชาชนในบางพื้นที่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนมีการเปรียบเทียบเป็นพรรคการเมืองจีเอ็มโอ หรือพรรคการเมืองตัดต่อพันธุกรรม ก็เนื่องจากการที่อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจำนวนหนึ่งเข้าไปสนับสนุน และจัดการภายในพรรคให้จนมีความเข้มแข็ง


ชื่อของ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เปิดเผยอย่างมาก ต่อการรับรู้ของประชาชนคนทั่วไป ว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน และบริหารจัดการ ต่อเชื่อมความสัมพันธ์กับแหล่งทุนและกลุ่มการเมืองต่างๆ เพื่อดึงและดูดเข้ามาอยู่กับพรรคเพื่อแผ่นดิน


การก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน มีขึ้นหลังจากที่ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน

การบริหารจัดการภายในพรรคเพื่อแผ่นดิน การสนับสนุนทั้งแนวคิดและแนวทางการดำเนินงานทางการเมืองของพรรคเพื่อแผ่นดิน มีขึ้นหลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว


การก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน โดยความร่วมมือของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ทั้ง 4 คน ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง แม้จะเกิดขึ้นก่อนมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง แต่ผลของการกระทำนั้นก็ยังคงมีอยู่มาจนถึงปัจจุบัน คือ พรรคเพื่อแผ่นดินกำลังดำเนินการทางการเมือง และผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ถูกดึงและดูดมาด้วยเทคนิคการจัดการทางการเมืองของนายพินิจและนายปรีชา ก็ยังคงหาเสียงเลือกตั้งอยู่ในขณะนี้


หากกรรมการการเลือกตั้ง มีความเห็นว่า กรณีวีซีดีทักษิณ แม้จะทำก่อนการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง แต่ก็ไม่พ้นผิด เพราะผลของการกระทำยังมีมาถึงปัจจุบัน แล้วกรณีของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ก่อตั้งขึ้นโดยผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองล่ะ กกต. จะวินิจฉัยอย่างไร ในเมื่อผลของการกระทำของนายสุรเกียรติ์ นายพินิจ นายปรีชา และนายสุรนันทน์ ก็ยังคงมีผลมาจนถึงทุกวันนี้


หากวีซีดีทักษิณส่งผลให้ยุบพรรคพลังประชาชน ด้วยเหตุที่ว่ามีผลมาถึงปัจจุบันแล้ว พรรคเพื่อแผ่นดินก็อยู่รอดได้อย่างไร ในเมื่อผู้ร่วมก่อตั้ง (โดยพฤตินัย) เป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติก่อตั้งพรรคการเมือง


นอกจากนี้ การที่ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย บอกว่ายินดีด้วยถ้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี และพูดชัดว่าพรรคเพื่อแผ่นดินสนับสนุนนายอภิสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาล ในวันเวลาที่ กกต. มีมติห้ามผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 111 คน หาเสียงหรือเชียร์ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนหนึ่งคนใด พรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดแล้ว กกต. จะวินิจฉัยอย่างไร กับคำแถลงของนายสุรเกียรติ์ ที่บอกว่าสนับสนุนนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี


นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย กระทำการขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ มีความผิดหรือไม่


พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นผลผลิตของการกระทำขัดกฎหมายของผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง หรือไม่


หากนายสุรเกียรติ์ไม่ผิด พรรคเพื่อแผ่นดินไม่มีการนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม กกต. และไม่ถูกส่งฟ้องให้ยุบพรรค แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ผิด และพรรคพลังประชาชน ถูก กกต. ลงความเห็นว่าสมควรถูกยุบ


ก็จะเป็นการฟ้องถึงมาตรฐานปฏิบัติของ กกต. ว่าเป็นอย่างไร

อีกไม่กี่วันเราก็จะได้รู้กันว่า กกต. ชุดนี้ พอจะเป็นความหวังของประชาชนได้หรือไม่

หรือจะเป็นอีกหนึ่งฝันร้ายที่ไม่สิ้นสุดของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง

จาก http://www.prachatouch.com/

ผลสอบ“เอกสารลับ”บทพิสูจน์“น้ำยา”กกต.



กรณีปัญหา เอกสารลับ ยังคงไม่คลายปม


ทั้งที่ควรจะคลี่คลายไปในทิศทางที่มีความชัดเจนในคำตัดสิน ตั้งแต่กรรมการสืบสวนสอบสวนเอกสารลับ คมช. ที่มี สุพล ยุติธาดา อดีตอธิบดีอัยการและอัยการอาวุโส นั่งแท่นเป็นประธานคุมการสืบสวนสอบสวนด้วยตัวเอง


รายงานจากกรรมการชุดนี้สรุปผลเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน มีมติ 4:3 ระบุส่อเป็นการก้าวล่วงการเลือกตั้ง เข้าข่ายผิดกฎหมายชัดเจน


ด้วยกระบวนการพิจารณาเหลือแค่รอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ ที่มี อภิชาต สุขัคคานนท์ เป็นประธานตัดสิน ก็จะได้รู้กันเสียที


แต่จนแล้วจนรอด จนถึงนาทีนี้ กกต. ชุดใหญ่ ยังใช้วิธีบิดกระบวนท่า เสมือนจะยื้อเวลาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในผลของการตัดสินเช่นนั้นหรือ?


และที่ปฏิเสธไม่ได้ถึงสิ่งที่ประชาชนมองกลับมาที่การทำงานของ กกต. ที่ดูเหมือนจะเป็นการหยั่งขาหาทางลงให้กับ คมช. เสียเอง จนสถานการณ์พลิกกลับมาซัด พรรคพลังประชาชน แทน


หรือ กกต. กำลังพายเรือวนในอ่างน้ำ ที่หลงประเด็นพิสูจน์เพียงแค่เอกสารจริงเอกสารปลอม จนหลงลืมในส่วนที่เป็นสาระสำคัญจริงๆ


เพราะหากจะมองการทำหน้าที่ของส่วนราชการใดราชการหนึ่ง หากเพียงแค่ระบุเพียง พรรคการเมืองหนึ่ง ย่อมถือว่าผิด และเลือกปฏิบัติอย่างแก้ตัวไม่ขึ้น


ไม่น่าเชื่อ กกต. จะหลงประเด็น แต่น่าคิดว่า กกต. กำลังหลอกประชาชน คนที่เฝ้าจับตามองให้หลงประเด็นต่างหาก


ในวันที่ 11 ธันวาคม ที่ผ่านมา กกต. ประกาศออกสื่อโครมๆ เป็นนัยว่า ทุกอย่างจะเกิดความกระจ่างชัด จากที่ปัดเลื่อนการตัดสินมาตั้งแต่ก่อนเดือนพฤศจิกายน จนมาถึงวันที่ 4 ธันวาคม และ 11 ธันวาคม จนมาถึงวันนี้ 12 ธันวาคม


หากจะพิจารณาเหตุแห่งการเลื่อนพิจารณาตัดสินครั้งแล้วครั้งเล่า ดูจะไม่มีเหตุผลสำคัญอะไรเลย นอกเสียจากการรอให้ คมช. นำเอกสารลับที่อ้างว่าเป็น ตัวจริง มาให้ดู และชี้แจงอีกครั้ง


เป็นประเด็นที่ กกต. พยายามจะทำให้เกิดความงุนงง สับสน หลงไปอย่างไม่มีทิศมีทาง


และหากเอกสารตัวจริงของ คมช. เหมือนกับสำเนาที่ส่งมาให้พิจารณาก่อนหน้านี้แล้ว ถามว่า จะเกิดประโยชน์เช่นไร


เป็นการยืนยันด้วยความสรุปว่า ของใครจริง ของใครปลอม เช่นนั้นหรือ?


การที่จะทำสำเนาปลอมขึ้นมา 1 ชุด ก็ต้องทำต้นขั้วปลอมขึ้นมาก่อน 1 ชุด แล้วเช่นนั้นหรือ? คือสาระสำคัญที่ กกต. จะนำมาตัดสินชี้ถูกชี้ผิด


ทั้งที่สาระสำคัญคือ ประเด็นของการแทรกแซงการเลือกตั้ง ได้เกิดขึ้นจริงจากฝ่ายทหารเผด็จการที่เข้ายึดอำนาจ


นั่นต่างหากล่ะ ที่คนในสังคมกำลังเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด ว่ามันได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ไม่เว้นแม้แต่องค์กรที่ประกาศวางตัวเป็นกลางทางการเมือง


ยิ่งได้เห็น พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหมและเลขาธิการ คมช. และ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. หอบเอกสารต้นขั้วเพื่อยืนยันความเป็นเอกสารตัวจริง ให้ กกต. ได้ประจักษ์แก่สายตา เพียงไม่กี่นาที ก็ยิ่งดูไม่มีสาระสำคัญ


ยิ่งได้เห็นถ้อยคำของ อภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ที่ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อภายหลังว่า


เท่าที่ดูด้วยตา ผมได้เปรียบเทียบเอกสารลับต้นฉบับของ คมช. กับสำเนาที่ปรากฏตามสื่อที่ระบุว่า เป็นเอกสารของ คมช. ก็ตรงกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังไม่ได้เปรียบเทียบกับเอกสารของพรรคพลังประชาชน


ขณะที่เอกสารยกเลิกคำสั่งในเอกสารลับนั้น กลับยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องดูของจริง


ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการทำงานของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ที่ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 7 คน เริ่มกระบวนการสืบสวนสอบสวนจากผู้เสียหาย ผู้ร้องเรียน สื่อมวลชน ทั้งยังเปิดโอกาสให้ คมช. ชี้แจงและแสดงเอกสารจากทุกฝ่าย


มีการประมวลข้อมูล โดยใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง จนที่สุดมีมติออกไปแล้วนั้น


ถามว่า กกต. จะให้น้ำหนักกับ 2 กระบวนการนี้ที่เกิดขึ้น โดยคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน หรือตัวเอง มากน้อยแค่ไหน


การเข้าพบเพื่อชี้แจง ของ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล และ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม มีประเด็นใดที่จะนำมาหักล้างจากที่คณะกรรมการมีมติไปก่อนหน้านั้นหรือไม่? ความผิดถูกเกิดขึ้นตรงไหน? อย่างไร?


นั่นคือสิ่งที่ กกต. ต้องย้อนคิดให้จงหนัก และมีคำอธิบายในรายละเอียดที่ชัดเจน เพื่อตอบให้สังคมได้รับรู้ในสิ่งที่คลุมเครือมานานสักที


ให้สมกับที่ กกต. เป็นองค์กรอิสระที่ สุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม ด้วยการทำความชัดเจนอย่างตรงไปตรงมาให้มากที่สุด


อย่าให้ประชาชนต้องรู้สึกเคลือบแคลง หวาดระแวง สงสัยเช่นนี้อีกเลย


ยิ่งในช่วงที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ กำลังจะมีการเลือกตั้งที่เป็นความหวังสุดท้ายของอำนาจแห่งอธิปไตยอย่างแท้จริง


หากความน่าเชื่อถือของ กกต. ถูกลดทอนจากประชาชนด้วยกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นเช่นนี้แล้ว จะยังคงให้เกิดความศรัทธาต่อองค์กรนี้ต่อไปได้อย่างไร


เพราะนั่นอาจส่งผลกระทบไปถึง มติของ กกต. ที่จะดาหน้าออกมาภายหลังการเลือกตั้งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว แต่จะไม่สามารถทำให้ประชาชนยอมรับได้ว่า มันจะเกิดจากความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ภายใต้ชื่อการตัดสินของ กกต. อีกต่อไป


จาก http://www.prachatouch.com/

"สมัคร” ไม่พอใจ ถูกเอาคดีจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง


"สมัคร” ไม่พอใจ ถูกเอาคดีจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง ของ กทม.ที่ คตส.ตรวจสอบอยู่ ไปเทียบเคียงกับคดีของ"ประชัย” ระบุคดียังอยู่ระหว่างสอบสวน ยังไม่ถึงอัยการ-ศาล แถมยังไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะมีก็คดีหมิ่นประมาทที่ได้รับการยกเว้น ซัดคนพูดไม่มีความรู้


นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องความสามัคคี ว่า ได้รับมาใส่เกล้าฯ และอยู่ในหัวใจตลอด แต่ไม่วิพากษ์วิจารณ์ และว่าต้องการให้ตั้งหลักให้ดีว่าที่ผ่านมาใครฟัดใครอยู่ แต่เมื่อได้ยินพระราชดำรัสทำให้ดีใจ เพราะรู้ว่าจะมีรัฐบาลใหม่


นายสมัคร ยังกล่าวถึงกรณีที่มีความพยายามโยงคดีจัดซื้อรถดับเพลิง-เรือดับเพลิง ของ กทม. ที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ตรวจสอบอยู่ และมีชื่อนายสมัคร เกี่ยวข้องด้วย ให้เหมือนกับกรณีของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ว่า คนที่พูดไม่มีความคิด ต้องการให้ไปตรวจสอบรายละเอียด


นายสมัคร กล่าวว่า ไม่ได้กลัวเกรง เพราะคดีอยู่ระหว่างการสอบสวน ยังไม่ถึงมืออัยการและศาลเลย แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเร่งสอบ เร่งให้ปากคำก่อนวันที่ 23 ธันวาคม ที่จริงคนที่ทำรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร เพราะกรณีนี้ไม่ได้เป็นความผิด ไม่ได้มีความเสียหาย ทำไมไม่ไปสอบบริษัท หรือฝรั่งที่เป็นคนจัดซื้อจัดหา เรื่องนี้แปลกตรงที่มีการจ่ายเงินไปแล้ว ทำไมไม่รับของ ของก็กองอยู่ตรงนั้น


“ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีจัดซื้อรถดับเพลิง-เรือดับเพลิง ของ กทม. อย่าเอามาพัวพัน และเชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบต่อการหาเสียงของพรรคพลังประชาชน คดีที่ผมมีไม่เหมือนกับคดีของนายประชัย เพราะคดีของผมเป็นเพียงคดีหมิ่นประมาท และเป็นข้อยกเว้นด้วย คนพูดคงไม่มีความรู้ แล้วเอามาคิด หรือมีความรู้ แต่จะคิดอย่างนั้น” นายสมัคร กล่าว


ต่อกรณีที่การหาเสียงของพรรคพลังประชาชนถูกเพ่งเล็งเรื่องซื้อสิทธิขายเสียง นายสมัคร กล่าวว่า แล้วแต่คนจะคิด แต่แปลกใจว่าเรื่องซื้อสิทธิขายเสียงพรรคอื่นไม่มีหรือ ทำไมมาจ้องที่พรรคพลังประชาชนอย่างเดียว เมื่อถามว่า แสดงว่าหลายฝ่ายรวมทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มองว่า พรรคพลังประชาชนมีคะแนนนำใช่หรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า จะว่า กกต.ไม่ได้ เพราะ กกต.ต้องเป็นที่พึ่ง ทำให้เกิดความยุติธรรม และ กกต.ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ไม่ได้เป็นคนของกลุ่มที่ปฏิวัติ.

จาก สำนักข่าวไทย


พปช.วอนประชาชนพิจารณาคำตัดสินเอกสารลับของ กกต.


กรุงเทพฯ 12 ธ.ค. – ทีมกฎหมายพรรคพลังประชาชนวอนประชาชน พิจารณาคำวินิจฉัยของ กกต. กรณี “เอกสารลับ” ว่าเป็นธรรมหรือไม่ ขณะเดียวกัน เรียกร้องอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ตรวจสอบรายการ “การเลือกตั้ง 50 ชี้อนาคตประเทศไทย” อ้างผู้ดำเนินรายการไม่เป็นกลาง

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน กล่าวภายหลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติยกคำร้องกรณีเอกสารลับของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้รับเอกสารนี้มานานแล้ว และเห็นว่าสร้างความเสียหายให้กับพรรค และ คมช.ไม่เป็นกลาง เมื่อแถลงข่าวถึงเรื่องนี้ กกต.ได้ทำหนังสือขอให้ส่งข้อมูลดังกล่าวไปให้ ซึ่งพรรคก็หวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม


"เมื่อ กกต.มีมติให้ยกคำร้อง พรรคเห็นว่า กกต.อาจไม่ได้พิจารณาไปตามอำนาจหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ โดยเอกสารลับของ คมช. มีคำสั่งเริ่มตั้งแต่ 14 ก.ย. 2550 เช่น เรื่องการป้องกันคนชั้นกลางไม่ให้มีแนวคิดไปสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม ชี้จุดด้อยของนโยบายประชานิยม สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้อย่างไร ว่าไม่มีการกระทำ เพราะมีคำสั่งตั่งแต่ 14 ก.ย. รวมทั้งยังไม่มีการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ดังนั้น ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณว่า เรื่องที่เกิดขึ้น กกต.ได้ให้ความเป็นธรรมกับพรรคพลังประชาชนหรือไม่" นายชูศักดิ์ กล่าว


ด้าน นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า รายการ "การเลือกตั้ง 50 ชี้อนาคตประเทศไทย" ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เป็นการให้ร้ายพรรคพลังประชาชน เพื่อให้เกิดความเสียหาย โดยเฉพาะช่อง 11 ออกอากาศในเวลาเดียวกันทั้ง 2 วัน โดยพิธีกรที่มาดำเนินรายการดูเหมือนจะพยายามทำตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพรรคพลังประชาชน เพราะมีการสอบถามถึงบุคคลที่อยู่ต่างประเทศ มีส่วนกับการเป็นเจ้าของพรรคพลังประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาพรรคได้ยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน ก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับพรรค รวมถึงกรณีการกล่าวถึงนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ ผู้สมัคร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งทำให้ถูกมองว่า พรรคพลังประชาชนกับพรรคเพื่อแผ่นดิน สมยอมกัน ซึ่งในข้อเท็จจริงไม่ใช่อย่างนั้น


"ขอเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการตามภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ สิ่งที่เห็นชัดเจน คือ การละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ เจ้าหน้าที่ต้องมีความเป็นกลาง และขอให้อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ เพื่อให้ความเป็นธรรมในการเลือกตั้ง หากสิ่งใดที่เห็นว่าขัดต่อข้อกฎหมาย ก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป" นายสุขุมพงศ์ กล่าว.

จาก สำนักข่าวไทย

กกต.อุ้ม คมช.ยกคำร้องเอกสารลับ


สำนักงาน กกต. 12 ธ.ค.- ประธาน กกต.เผยปัญหาเอกสารลับ คมช.ยุติแล้ว หลังที่ประชุมมีมติ 4 ต่อ 1 ให้ยกคำร้อง แต่ต่างเหตุผล ขณะที่ 1 เสียงของ “สดศรี” ชี้ กกต.ไม่มีอำนาจวินิจฉัย

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงภายหลังการประชุมพิจารณาเรื่องเอกสารลับของ คมช. ว่า ที่ประชุม กกต.มีมติ 4 ต่อ 1 เสียงให้ยกคำร้อง โดย 1 เสียง คือนางสดศรี สัตยธรรม กกต. เห็นว่า กกต.ไม่มีอำนาจเข้าไปวินิจฉัย ตรวจสอบ การทำงานของ คมช. และน่าจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ส่วนอีก 4 เสียงที่ให้ยกคำร้องก็มีเหตุผลที่แตกต่างกัน โดย 2 เสียงเห็นว่า การกระทำของ คมช.ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2549 และมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งเหมือนกับความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนเสียงข้างน้อย 3 เสียง ที่มีนายสุพล ยุติธาดา เป็นประธาน ส่วนอีก 2 เสียง เห็นว่ายังไม่มีการกระทำที่จะทำให้เกิดความเสียหายกับพรรคการเมืองหรือผู้ใด ผู้สื่อข่าวถามว่า การพิจารณาของ กกต.ให้น้ำหนักอยู่ที่การไม่กระทำ หรือไม่มีอำนาจวินิจฉัย นายอภิชาต กล่าวว่า ไม่ได้มีการกระทำ เพราะแผนปฏิบัติการที่กำหนดออกมายังไม่มีการอนุมัติงบประมาณให้กระทำ จึงไม่มีการสั่งห้ามอะไรทั้งนั้น เพราะจากพยานฝ่ายผู้ถูกร้องเรียนที่มาชี้แจง ยืนยันว่าไม่มีการกระทำใด ๆ เมื่อถามว่า มีการพิสูจน์เรื่องเอกสารจริงหรือเท็จหรือไม่ นายอภิชาต กล่าวว่า ไม่มี การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวดูตามเอกสารของ คมช.ที่เอามาให้ คงไม่ต้องมีการเตือน และจะไม่มีการสั่งระงับอะไรกับ คมช. ทั้งสิ้น เพราะถือว่าไม่มีการกระทำใด ๆ เกิดขึ้น ซึ่งการบันทึกถ้อยคำพยานในสำนวนเมื่อวานนี้ ตัวแทน คมช.ยืนยันว่าไม่มีการกระทำใด ๆ ที่เป็นการทำลายพรรคการเมือง


"เรามองว่าไม่มีการกระทำใด ๆ ที่ทำให้เสียหายแก่พรรค เรื่องนี้ไม่มีเสียงข้างน้อย มีแต่เสียงที่บอกว่า กกต.ไม่มีอำนาจที่จะไปวินิจฉัย กกต.และ คมช. เราไม่มีอำนาจก้าวล่วง การมาชี้แจงของ คมช.ไม่เป็นการกดดัน กกต. 2 ท่านที่มายืนยัน และเราได้ซักถามในจุดที่เราต้องการจะรู้" นายอภิชาต กล่าว เมื่อถามว่า พรรคพลังประชาชนมีการกล่าวหาว่ามีการระบุชื่อพรรคในการดำเนินการตามเอกสารลับ เหมือนกับเป็นการกลั่นแกล้ง ทาง กกต.ได้พิจารณาประเด็นนี้หรือไม่ นายอภิชาต กล่าวว่า เมื่อมีชื่อพรรค ก็ไปกระทบเขา แต่เรามองว่ายังไม่มีการกระทำใด ๆ ที่มีการกระทำไปตามแผนงานนี้ ส่วนพรรคพลังประชาชนจะมีความผิดอะไรหรือไม่ที่นำเอกสารมาเปิดเผย นายอภิชาต กล่าวว่า เป็นคนละเรื่องกัน จุดที่เราวินิจฉัยมีอยู่แค่นี้ ตอนนี้ยกคำร้องก็จบกัน.

จาก สำนักข่าวไทย

ข่าวด่วน จากพลังประชาชน วันนี้ 12/12/2550

วันนี้ วันพุธที่ 12 ธค. 16.00 น. พปช.จะจัดเวทีปราศรัยที่วงเวียนใหญ่ โดยใช้สโลแกนว่า “วันที่ 12 เดือน 12 ไปฟังเบอร์ 12 โดย 12 ขุนพลของพรรคพลังประชาชน” ท่านที่ไปไม่ได้ อยู่ไกล รอคลิกมาฟังการถ่ายทอดสด ที่สถานีวิทยุเสรีชน http://www.serichon.com/ ได้เลยครับ

ฟัน ครม.ทักษิณ-บอร์ดกองสลาก

วานนี้ (11 ธ.ค.) นายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. และนายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการ คตส. และนายอุดม เฟื่องฟุ้ง กรรมการ คตส. ได้ร่วมแถลงหลังการประชุม โดยนายอุดมในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนการออกสลากพิเศษ 2-3 ตัว หรือหวยบนดิน แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่อนุกรรมการไต่สวนให้ส่งสำนวนการไต่สวนในคดีดังกล่าวส่งให้อัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยมีผู้ถูกกล่าวหารวม 47 ราย แบ่งเป็นคณะรัฐมนตรีชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เข้าร่วมประชุม ครม. ในวันที่ 8 ก.ค. 2546 จำนวน 30 ราย และคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 17 ราย โดยมีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา ทำให้รัฐเสียหาย จำนวน 36,961,827,861.91 บาท แบ่งเป็นกระทรวงการคลัง 8,970,740,910.22 บาท กระทรวงมหาดไทย 12,792,152,581.50 บาท กรุงเทพมหานคร จำนวน 336,635,594.25 บาท นอกจากนี้ ในระหว่างการไต่สวนมีหน่วยงานที่คืนเงินให้ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นเงิน 1,165,206,560 บาท

นายอุดมกล่าวด้วยว่า ในส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ อดีต รมว.คลัง และนายวราเทพ รัตนากร รมช.คลัง ตามกฎหมายถือเป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ดูแลสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะถูกตั้งข้อกล่าวหา ในมาตรา 152 ตามประมวลกฎหมายอาญาอีกหนึ่งกระทง ส่วนนายประมวล รุจนเสรี และนายปองพล อดิเรกสาร คณะอนุฯไม่เสนอตั้งข้อกล่าวหาเพราะคำชี้แจงของบุคคลทั้งสองฟังขึ้น เนื่องจากไม่ได้เข้าร่วมประชุม ครม. ส่วนคณะกรรมการกองสลาก เฉพาะกรรมการที่เข้าร่วมประชุม ในครั้งที่ 9/46 วันที่ 18 มิ.ย. 2546 คือ นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช นายพรชัย นุชสุวรรณ น.ส.สุรีพร ดวงโต นายณัฐวิช อินทุภูมิ นายชัยวัฒน์ พสกภักดี ถือว่าเป็นตัวการและสนับสนุน ร่วมกับ ครม. ให้กระทำความผิด จะถูกตั้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดของพนักงานฯ ในส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณและรัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุม ครม.บางส่วนรวมถึงบอร์ดกองสลากที่ร่วมประชุมอนุมัติครั้งแรก จะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเต็มจำนวน ส่วนคณะกรรมการกองสลาก ที่เข้าร่วมประชุมและมีมติอนุมัติในแต่ละเรื่องจะต้องรับผิดชอบตามจำนวนเงินที่ตนเองอนุมัติไป

จาก http://www.thairath.co.th/

คตส.อายัดเงินปันผลหุ้น ‘บรรณพจน์’

วานนี้ (11 ธ.ค.) เมื่อเวลา 17.30 น. ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แถลงภายหลังการประชุม คตส.ชุดใหญ่ว่า ที่ประชุมมีมติตามคำขอของคณะอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามการอายัดทรัพย์ ที่มีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา กรรมการ คตส. เป็นประธานจึงออกคำสั่งที่ คตส.038/2550 ให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากในธนาคารและสถาบันการเงินที่ครอบครัว บุตร บริวารของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่กองทุนเทมาเส็ก เพิ่มเติมครั้งที่ 13 สืบเนื่องจาก คตส.เคยมีคำสั่งอายัดหุ้นของนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ จำนวน 3 รายการแต่ไม่มีคำสั่งอายัดเงินปันผล ต่อมามีการโอนเงินปันผล วิ่งเป็นดอกผลของหุ้นให้กับนายบรรณพจน์ จึงขอให้มีการอายัดทรัพย์สิน อาทิ 1. เงินปันผลของบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) ของนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ จากหุ้นจำนวน 57 ล้านหุ้น ที่จ่ายเงินปันผล 0.30 บาท ต่อหุ้น ในวันที่ 2 พ.ย. 2550 จำนวน 15,390,000 บาท พร้อมดอกผล ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ในธนาคารธนชาต เลขที่บัญชี 036-2-02402-5 ในชื่อบัญชีของนายบรรณพจน์

2. ให้อายัดหุ้นหรือเงินปันผล หรือดอกผลอื่นๆซึ่งอาจมีขึ้นในภายภาคหน้า 2.1 หุ้นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ จำนวน 28,900,000 หุ้น 2.2 หุ้นบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) ของนายบรรณพจน์ จำนวน 15,900, 000 หุ้น 2.3 หุ้นบริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน) ของนายบรรณพจน์ จำนวน 57,000,000 หุ้น โดยขณะนี้หุ้นในรายการ 2.1-2.3 อยู่ที่บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงขอให้สถาบันการเงิน หรือบริษัทดังกล่าว และศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ที่มีหน้าที่รับหรือ จ่ายเงินตามเอกสาร ทางการเงิน ตามคำสั่งลำดับที่ 1 และ 2 ให้ระงับการจำหน่ายจ่ายโอนตามคำสั่งนี้ต่อไป

จาก http://www.thairath.co.th/

เอ็นจีโอชุมนุมหน้ารัฐสภาค้านออกกม.ลิดรอนสิทธิ

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (12 ธ.ค.) ว่า ก่อนการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะเริ่มขึ้น เครือข่ายภาคประชาชน 7 องค์กร นำโดยนายจอน อึ๊งภากรณ์ และสมาชิกกว่า 1,000 คน เดินทางมาชุมนุมที่หน้าอาคารรัฐสภา ขอให้ปิดสภานิติบัญญัติแห่งชาติรักษาการ เพื่อยุติการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เนื่องจากกฎหมายที่ออกมาในขณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพิ่มอำนาจให้กับราชการ ให้ผลประโยชน์กับนายทุน ทั้งยังนำพาประเทศถอยหลัง ยกตัวอย่าง กฎหมายความมั่นคง ที่สืบสวนอำนาจรัฐประหาร กฎหมายมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ทำให้การศึกษามีราคาแพง ลิดรอนเสรีภาพทางวิชาการ ร่างพระราชบัญญัติแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ที่ให้นายทุนได้ผลประโยชน์จากกิจการของรัฐ ประชาชนเสียประโยชน์ ทั้งนี้เห็นว่า ควรสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ทำหน้าที่ในการพิจารณาออกกฎหมายแทน เพราะถือว่ามาจากประชาชน

มีรายงานว่า กลุ่มผู้ชุมนุมได้ปิดทางเข้า-ออก รัฐสภาทั้งหมด ส่งผลให้การจราจรโดยรอบติดขัด เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชน รวมทั้งสมาชิก สนช.ไม่สามารถเข้าออกได้ ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 191 และคอมมานโดมาคอยรักษาความปลอดภัยแล้ว

จาก http://www.thairath.co.th/#

หลังเลือกตั้งก็ยังไม่สาย คมช.ลั่นเช็คบิลฟ้อง พปช.

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กระทรวงกลาโหม และหัวหน้าสำนักเลขาธิการ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าววันนี้ (12 ธ.ค.) ถึงกรณีที่ คมช.ยังไม่ฟ้องร้องนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กรณีปลอมแปลงเอกสารทางราชการในขณะนี้ ว่า เนื่องจากคมช.เล็งเห็นแล้วว่า พรรค พปช.มองคมช.เหมือนศัตรู หากดำเนินการใดๆ ในขณะนี้เกรงจะถูกกล่าวหาว่า กลั่นแกล้ง ซึ่งหลังเลือกตั้งก็ยังไม่สายที่คมช.จะดำเนินการฟ้องร้อง

สำหรับการเข้าพบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวานนี้ (11 ธ.ค.) พล.อ. สมเจตน์ กล่าวว่า ได้ยื่นหนังสือให้กกต.ตรวจสอบการกระทำของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่กล่าวหาตนและน้องชาย ในการสั่งค้นบ้านหัวคะแนน ส.ส.ในพื้นที่ จ.เชียงราย เชื่อว่าเป็นการให้ข่าวเพื่อหวังผลทางการเมือง โดยการเรียกร้องความสงสาร จูงใจให้มีคนมาลงคะแนนเลือกตั้งให้

จาก http://www.thairath.co.th/#