พญาไม้ทูเดย์
พลังประชาชนนั้น...นำโด่งอยู่แล้วใน
การเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่จะถึง
แต่เกือบครึ่งของประชาชนยังไม่มี
ความเห็น..เป็นพลังเงียบที่จะกลายเป็นเสียง
ชี้ขาดว่า ฝ่ายใดจะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้ง
พลังเงียบ..คือประชาชนที่ไม่สนใจใน
เรื่องการบ้านการเมืองใช่หรือไม่...หรือเป็น
ประชาชนที่ยังไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
และกำลังศึกษารอวันตัดสินใจเมื่อใกล้เวลา
พรรคใดผู้สมัครท่านใด..จะเข้าถึงจิตใจ
ของพลังเงียบ..และจูงใจจูงมือให้เดินเท้าเข้า
สู่คูหาเลือกตั้ง
คราวใดที่พลังเงียบถูกจุดติด เราจะ
ได้เห็นการลงคะแนนแบบแลนด์สไลด์..
คือพรรคการเมืองหนึ่งได้คะแนนอย่าง
มากมายจนถึงครึ่งของจำนวนที่นั่งในสภา
พรรคประชาธิปัตย์..น่าจะได้เปรียบกว่า
ในฐานะผู้ที่จะอาสาสร้างสันติสุขในระบอบ
ประชาธิปไตยให้กลับคืนมาสู่ประเทศนี้
แต่น่าเสียดาย พรรคประชาธิปัตย์..
กลับไปเล่นบทเดียวกับฝ่ายเผด็จการ..และ
ร่วมอยู่ในประชาธิปไตยแบบผีดิบ..คือ
ประชาธิปไตยแบบครึ่งๆ กลางๆ
ทำลายจิตวิญญาณ..แห่งความเป็น
ประชาธิปัตย์ที่ฟูมฟักกันมาตลอดเวลากว่า
ครึ่งศตวรรษ..จิตวิญญาณแห่งความเป็น
พลเรือน
พลังประชาชน..อาจจะได้รับอานิสงส์
จากพลังเงียบ..หากฝ่ายกองทัพและ
ผู้ครองอำนาจในปัจจุบันไปกระตุ้นต่อม
สงสารของพลังเงียบ จากการใช้อำนาจใน
มือบดขยี้พรรคพลังประชาชน
ความสงสารและเห็นใจ อาจจะเป็น
รหัสลับที่เปิดขุมทรัพย์แห่งเสียงให้ไหลบ่าเข้า
มาสนับสนุนพรรคพลังประชาชน
ประชาชนผู้อ่อนแอ และพลังประชาชน
ที่ถูกก่อกวนกลั่นแกล้ง
ถ้าพลังประชาชน..เล่นบท..พรรคที่น่า
สงสารเป็นเมื่อไหร่...คะแนนเงียบที่ซุ่มอยู่
จะไหลสู่คูหาเลือกตั้ง และส่งพรรคพลัง
ประชาชนข้ามฟากทันที
พรรคการเมืองนั้น..มีรากแก้วรากฝอย
อยู่ที่ประชาชน..พรรคการเมืองที่มีปืนรถถัง
ค้ำซ้าย..มีผู้ยิ่งใหญ่ค้ำขวา..ต่างเกิดมาแล้ว
สาบสูญ..
จะถึงเลือกตั้งกันอีกไม่กี่วันข้างหน้า..
ยังทายไม่ถูกว่า...พลังเงียบจะเหยียบ
เรือฟากไหน..
จาก http://www.bangkok-today.com/
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, December 13, 2007
พลังเงียบ โดย..พญาไม้ทูเดย์
Wednesday, December 12, 2007
สศช.ชี้ปี 51 เยาวชนกว่า 500,000 คน เสี่ยงเกี่ยวข้องยาเสพติด
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช) แถลงรายงานภาวะสังคมไทยในไตรมาสที่ 3 (ก.ค.-กย. 2550) มีความโดดเด่นมิติด้านความมั่นคงทางสังคมที่พบว่า ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินลดลง พิจารณาจากคดีต่าง ๆ ได้แก่ ประทุษร้ายต่อทรัพย์ คดีชีวิตร่างกายและเพศ และคดียาเสพติด มี 69,853 คดี เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.58 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2549 ซึ่งมี 59,920 คดี โดยเฉพาะคดียาเสพติดสูงสุดจำนวน 38,537 คดี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2550 ส่งผลการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชายอายุ 15-18 ปี มีสาเหตุสำคัญจากการคบเพื่อนในกลุ่มติดยาเสพติด
นายอำพน กล่าวด้วยว่า ปัญหายาเสพติดจะเป็นมหันตภัยร้ายที่จะหวนกลับมา เพราะแนวโน้มความรุนแรงยาเสพติดเพิ่มต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2547-2549 โดยปี 2547 มี 55,472 คดี ปี 2548 มี 74,403 คดี โดยเฉพาะข้อหาครอบครองเพื่อจำหน่ายมีจำนวนสูงสุด แสดงให้เห็นว่ามีผู้กระทำผิดรายใหม่เกิดขึ้น เฉลี่ยถึงร้อยละ 19.3 ต่อปี ขณะเดียวกันผู้รับการบำบัดรายใหม่มีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วย คือ ร้อยละ 12 ต่อปี ซึ่งวงจรยาเสพติดจะนำเข้ามาใช้กันเองในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และมีการลักลอบนำเข้าจากประเทศแหล่งผลิต มูลเหตุจูงใจผู้ค้ารายใหม่คือเงินและผลกำไร และที่น่าห่วงมาก คือ ผู้เสพผู้ค้าเป็นเยาวชนอายุ 18-24 ปี เป็นแรงงานและคนว่างงาน คาดการณ์ไว้ว่าปี 2551 เยาวชนอายุ 13-18 ปี จำนวนถึง 560,000 คน จะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งมาตรการภาครัฐอย่างเดียวไม่มีพลังเพียงพอที่จะปราบวงจรนี้ได้ ต้องมีมาตรการแก้ปัญหาสังคมที่จะเป็นพื้นฐานครอบครัวให้มาก
"เรื่องความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเศรษฐกิจที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับความเป็นอยู่ เศรษฐกิจรุมเร้า ของก็แพง การแก้ปัญหาในปัจจุบันรัฐบาลมุ่งแก้ภาพใหญ่ ภาพเศรษฐกิจผู้ประกอบการไม่มอง และการแก้ปัญหาในสังคมที่พบว่าครอบครัวเกิดภาวะที่ไม่อบอุ่น นำไปสู่ความไม่มั่นคงปลอดภัยในคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น" เลขาธิการ สศช.กล่าว.
จาก สำนักข่าวไทย |
กกต.เก็บหลักฐานเตรียมบล๊อค'ประแสง'
นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่นายประแสง มงคลศิริ ผู้สมัคร ส.ส. อุทัยธานี พรรคพลังประชาชน ดำเนินการผลิตสื่อหาเสียงที่มีรูป พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาใช้ในการหาเสียง ว่า เรื่องนี้ กกต. ได้มีมติส่งเจ้าหน้าที่สืบสวนลงไปเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำการจริงหรือไม่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวคงไม่ต้องนำมาเข้าที่ประชุมแล้วเพราะ กกต. มีมติในดำเนินการในเรื่องนี้ไปแล้ว เพียงแต่รอการรวบรวมข้อเท็จจริงเท่านั้น ส่วนการพิจารณาในการให้ใบเหลืองใบแดง จะต้องดูพยานหลักฐานที่ได้มาก่อน เพราะตอนนี้นายประแสงบอกว่าจะทำเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากมีการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบของ กกต.จริง กกต.ก็สามารถเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งได้ ตามมาตรา 103 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ได้
“ขอยืนยันว่าเรื่องนี้เราทำตามระเบียบกฎหมายทุกอย่าง หากทำอะไรถูกต้องก็ไม่มีปัญหา เราไม่ได้สนใจว่าเป็นพรรคไหน ทำงานแบบนี้ขยับตัวไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว เพราะต้องทำตามกรอบกฎหมาย” นายประพันธ์ กล่าว
พีทีวี นิวส์
12 ธันวาคม 2550 เวลา 14:23 น.
พปช. ยโสธรโวยมือดีเผาป้ายหาเสียง
วันนี้ (12 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดยโสธร พันตำรวจตรี สำเนียง ลือเจียงคำ ผู้สมัคร ส.ส. ระบบสัดส่วนกลุ่มที่ 4 พรรคพลังประชาชน ได้แจ้งสื่อมวลชนไปดูจุดที่มีการเผาป้ายหาเสียงพรรคพลังประชาชนภายในเขตเทศบาลเมืองยโสธร บริเวณถนนทางโค้งไปสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย โดยบริเวณดังกล่าวเป็นศูนย์ราชการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐพักอาศัย
ทั้งนี้นอกจากป้ายหาเสียงของพรรคพลังประชาชนที่ถูกไฟเผาจนได้รับความเสียหายแล้ว เปลวไฟยังลุกลามไหม้ป้ายหาเสียงของพรรคการเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกัน
หลังจากนั้น พันตำรวจตรี สำเนียง ลือเจียงคำ ได้เข้าแจ้งความต่อ พันตำรวจโท สุบิน จันสาขะ พง สภ.เมืองยโสธร ไว้เป็นหลักฐานและแจ้งวัตถุประสงค์ให้ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน สภ.เมืองยโสธร ติดตามพฤติกรรมคนร้ายกลุ่มนี้ มาดำเนินคดี นอกจากนี้พันตำรวจตรีสำเนียง ยังนำบันทึกประจำวันของทางตำรวจ แจ้งให้ กกต.ยโสธร ทราบต่อไป
พีทีวี นิวส์
12 ธันวาคม 2550 เวลา 13:45 น.
‘เติ้ง’คุยหากนั่งรัฐบาล แก้ปัญหาศก.ได้ภายใน6เดือน
วันนี้(12 ธ.ค.)นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่าหากพรรคชาติไทย ได้จัดตั้งเป็นรัฐบาล จะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ภายใน 6 เดือน โดยเฉพาะปัญหาด้านเศรษฐกิจที่จะเป็นปัญหาหลัก ซึ่งจะเห็นว่าเศรษฐกิจมั่นคงการเมืองก็มั่นคง และหากทุกคนมีความปรองดอง จะทำให้ประเทศชาติดีขึ้นซึ่งหลังจากการเลือกตั้ง ขอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลให้เรียบร้อย และพรรคการเมืองจะได้เป็นรัฐบาลใดก็แล้วแต่ แต่พรรคชาติไทย จะคอยดูแลความเหมาะสมและความถูกต้อง สำหรับแนวความคิดการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาตินั้นเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
นอกจากนี้หัวหน้าพรรคชาติไทยยังกล่าวแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำเงินจำนวน 60 ล้านบาทเข้าประเทศในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฏหมาย ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการตรวจสอบหาที่มาและชี้แจงให้ชัดเจนพร้อมยอมรับว่าการแจกวีซีดีอดีตนายกรัฐมนตรีมีผลกระทบต่อการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง ดังนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งควรที่จะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้เกิดความยุติธรรมด้วย
นายบรรหาร ยังกล่าวถึงกรณีการแจกจ่ายวีซีดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า อยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณา ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ต้องว่าไปตามถูก เชื่อว่าไม่มีการกลั่นแกล้งกัน โดยตามหลักแล้ววีซีดี เป็นสิ่งไม่ถูกต้องที่แจกจ่ายไปทั่วภาคอีสาน ซึ่งที่ผ่านรัฐบาลก็เฉยไม่ได้ทำอะไร
พีทีวี นิวส์
12 ธันวาคม 2550 เวลา 13:47 น.
‘สดศรี’แหกมติกกต.วินิจฉัย“เอกสารลับ”
เวลา 12.30 น. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง อาคารศรีจุลทรัพย์ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แถลงภายหลังการประชุมพิจารณาเรื่องเอกสารลับของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ว่า ที่ประชุม กกต.มีมติ 4 ต่อ 1 เสียงให้ยกคำร้อง โดย1 เสียง คือนางสดศรี สัตยธรรม กกต. ด้านกิจการพรรคการเมือง เห็นว่า กกต.ไม่มีอำนาจเข้าไปวินิจฉัยหรือตรวจสอบ การทำงานของ คมช. และควรจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่วินิจฉัย
ส่วนอีก 4 เสียงที่ให้ยกคำร้องก็มีเหตุผลที่แตกต่างกัน โดย 2 เสียงเห็นว่า การกระทำของ คมช.ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2549 และมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งเหมือนกับความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนเสียงข้างน้อย 3 เสียง ที่มีนายสุพล ยุติธาดา เป็นประธาน ส่วนอีก 2 เสียงเห็นว่ายังไม่มีการกระทำที่จะทำให้เกิดความเสียหายกับพรรคการเมืองหรือผู้ใด
ผู้สื่อข่าวถามว่า การพิจารณาของกกต. ให้น้ำหนักอยู่ที่การไม่กระทำใช่หรือไม่มีอำนาจวินิจฉัย นายอภิชาต กล่าวว่าไม่ได้มีการกระทำ เพราะแผนปฏิบัติการที่กำหนดออกมายังไม่มีการอนุมัติงบประมาณให้กระทำ จึงไม่มีการสั่งห้ามอะไรทั้งนั้น เพราะจากพยานฝ่ายผู้ถูกร้องเรียนที่มาชี้แจง ก็ยืนยันว่าไม่มีการกระทำใดๆ
เมื่อถามว่ามีการพิสูจน์เรื่องเอกสารจริงหรือเท็จหรือไม่ นายอภิชาต กล่าวว่าไม่มี การตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ดูแค่ตามเอกสารของคมช.ที่เอามาให้กกต.ดู และคงไม่ต้องมีการเตือน และจะไม่มีการสั่งระงับอะไรกับ คมช. ทั้งสิ้น เพราะถือว่าไม่มีการกระทำใดๆ เกิดขึ้น ซึ่งการบันทึกถ้อยคำพยานในสำนวนเมื่อวาน ตัวแทน คมช.ก็ยืนยันว่าไม่มีการกระทำใดๆ ที่เป็นการทำลายพรรคการเมือง
“เรามองว่าไม่มีการกระทำใด ที่ทำให้เสียหายแก่พรรค เรื่องนี้ไม่มีเสียงข้างน้อยนะ มีแต่เสียงที่บอกว่า กกต.ไม่มีอำนาจที่จะไปวินิจฉัย กกต.และ คมช. เราไม่มีอำนาจก้าวล่วง และการมาชี้แจงของ คมช.ก็ไม่เป็นการกดดัน กกต. 2 ท่านที่มายืนยัน และเราก็ได้ซักถามในจุดที่เราต้องการจะรู้”นายอภิชาตกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าพรรคพลังประชาชนมีการกล่าวหาว่า มีการระบุชื่อพรรคในการดำเนินการกกต.ได้พิจารณาหรือไม่ เพราะเหมือนกับเป็นการกลั่นแกล้ง นายอภิชาตกล่าวว่า เมื่อมีชื่อพรรคก็ไปกระทบเขา แต่เรามองว่ายังไม่มีการกระทำใดๆ ที่มีการกระทำไปตามแผนงานนี้ ส่วนพรรคพลังประชาชนจะมีความผิดอะไรหรือไม่ที่นำเอกสารมาเปิดเผย นายอภิชาตกล่าวว่า เป็นคนละเรื่องกัน จุดที่เราวินิจฉัยมีอยู่แค่นี้ ตอนนี้ยกคำร้องก็จบกัน.
พีทีวี นิวส์
12 ธันวาคม 2550 เวลา 14:11 น.
โวยกกต.อย่าเลือกปฎิบัติ จ้องยุบพรรคพปช.
ทีมกฏหมายพปช.ใส่ ปชป.ผิดแต่ไม่ถูกสอบ จวกยับ กกต.จ้องเอาผิด พปช. จี้ตรวจสอบรายการรัฐส่อเค้าชี้นำประชาชน ผิดกฏหมายเลือกตั้ง
นายสุขุมพันธ์ โง่นคำ รองเลขาธิการพรรคพปช. กล่าวว่า ขณะนี้มีรายการทางสถานีโทรทัศน์ โดยเฉพาะ รายการของรัฐ อาทิ ช่อง11 ภายใต้ชื่อรายการ “การเลือกตั้ง ปี 50 ชี้อนาคตประเทศ” ที่ ผู้ดำเนินรายการ พยายามให้ข้อมูลใส่ร้ายพรรค พปช. อาทิ อดีตกรรมการบริหารไทยรักไทย ยังมีบทบาทในพรรค พปช. ร่วมในการโกงชาติทั้งอดีตและอนาคต รวมทั้งกรณี ของนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ ผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ระบุว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ นายสิทธิชัย เป็นผู้มีสิทธิในการลงสมัครส.ส.ได้ แต่กลับไม่มีการฟ้องร้องโดยพยายามชี้ให้เห็นว่า เป็นการสมรู้ สมยอมของพปช. ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องไม่จริงและยืนยันว่า การกระทำทั้งหมดพปช.ทำด้วยความสุจริต
ทั้งนี้ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และผู้มีอำนาจในกรมประชาสัมพันธ์ ช่วยตรวจสอบด้วยว่า มีส่วนสมรู้ร่วมคิดหรือไม่ ถ้าผิดต้องดำเนินการตามกฏหมาย และบุคคลสุดท้ายที่จะเรียกร้องคือประธานครส. ที่ต้องให้ความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อตรวจสอบการเลือกตั้งให้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม
ด้านนายยืนหยัด ใจสมุทร ทีมกฎหมายพรรคพปช. กล่าวถึง กรณีที่มีความพยายามเสนอข่าวว่า ถูกพปช.ร้องเรียนจากหลายที่และเหมือนจะได้ใบแดง ซึ่งในการนำเสนอข่าวสารนั้นไม่มีพรรคอื่นเลย ทั้งๆ ที่มีเรื่องร้องเรียนของพรรคต่าง ๆ กว่า 200 คดี แต่ปรากฏว่าไม่มีชื่อพรรคอื่นโดนร้องเรียนในการนำเสนอ มีแต่ พปช. เท่านั้น ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ต่อกกต.แสดงความเป็นธรรมกับพปช. กรณีที่คนของพปช.ร้องเรียนพรรคอื่น กรุณาสอบสวนด้วย เพราะจะหมดกำหนดการให้ใบแดงแล้ว
ทั้งนี้กรณีผู้สมัคร พปช. ร้องเรียนมาจากภาคใต้ ซึ่งสามารถให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้ อาทิ นางอัญชลี เทพบุตร นายก อบจ.ในฐานะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ และมีนายทศพร เทพบุตร สามีลงสมัครในฐานะผู้สมัครส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ แจกหมวกกันน็อคให้มอเตอร์ไซค์รับจ้าง300 ใบ และพาแม่บ้านภูเก็ตไปทัศนศึกษาที่ ปีนัง ประเทศมาเลเซีย ทั้งสองกรณีเป็นการทำประโยชน์ให้สามี การที่นางอัญชลี อ้างว่าสามีไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำเป็นสิ่งที่ฟังไม่ขึ้น โอกาสที่ประชาธิปัตย์จะโดนยุบพรรคก็มี และนายทศพร ก็น่าจะโดนใบแดง เนื่องจากมีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับภรรยา
นอกจากนี้ที่จ.นครศรีธรรมราช โดยเฉพาะเขต 4 นายมาโนชย์ วิฉัยกุล อดีตผู้สมัครปชป. ซึ่งปีนี้ส่งลูกสาวลงแทนได้ออกปราศรัยหาเสียง โดยนายมาโนชย์ ได้กล่าวปราศรัยให้ร้าย นายสุรชัย ว่าจาบจ้วงเบื้องสูง ฉะนั้นการกระทำของนายมาโนชย์ ถือได้ว่าทำผิดกฏหมายมาตรา 53 คือ การใส่ร้ายด้วยความเท็จ และลูกสาวควรจะได้ใบแดงข้อหารู้เห็นเป็นใจด้วยเช่นกัน.
พีทีวี นิวส์
12 ธันวาคม 2550 เวลา 17:26 น.
คมช.ส่ายหน้า ปัดล็อบบี้กกต.ตัดสิน‘เอกสารลับ’
วันนี้(12 ธ.ค.)พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ( คมช.) กล่าวถึงมติการพิจารณาเอกสารลับที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ที่มีมติ 4 ต่อ 1 ให้ยกคำฟ้องว่า รู้สึกพอใจกับผลที่ออกมา เพราะ คมช.ก็ยืนยันว่าดำเนินการไปตามหน้าที่ไม่มีการกลั่นแกล้ง
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการล็อบบี้ทางกกต.ในเรื่องนี้นั้น ตนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และในทางกลับกันก็เชื่อว่า กกต.ก็จะไม่เลือกเข้าข้าง คมช.โดยทุกอย่างดำเนินการเป็นไปตามข้อเท็จจริง และหลังจากนี้ คมช.จะมีการหารือร่วมกันถึงการดำเนินการเรื่องนี้ในขั้นตอนต่อไป รวมถึงการพิจารณาว่าจะฟ้องกลับพรรคพลังประชาชนหรือไม่
“คงต้องมีการหารือร่วมกับพล.อ.สนธิ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวด้วย เพราะเอกสารฉบับดังกล่าวออกมาในช่วงที่พลเอกสนธิ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกอยู่”พล.อ.วินัย กล่าว
พล.อ.วินัย ยังกล่าวถึงกรณีมีการขนเงินฮ่องกงเข้าประเทศกว่า 60 ล้านบาท ว่า เป็นเรื่องที่น่าห่วง เพราะหากจะนำเข้ามาลงทุนมีหลายช่องทางที่สามารถนำเข้ามาโดยไม่จำเป็นต้องนำเงินสดเข้ามา
ซึ่งการนำเงินเข้ามาจำนวนมากเป็นที่น่าผิดสังเกต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องตรวจสอบต้นทางของเงินดังกล่าว ขณะเดียวกันต้องพิจารณาแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วย เรื่องนี้ถือเป็นจุดอ่อน เพราะเวลาที่เราเดินทางไปต่างประเทศ ถ้าเราถือเงินเกินพิกัด เราต้องแจ้งประเทศนั้นๆ มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ค่อนข้างอิสระ.
พีทีวี นิวส์
12 ธันวาคม 2550 เวลา 16:18 น.
พรรคเพื่อแผ่นดิน จะผิดไหม?
เมื่อวันที่คณะกรรมการเลือกตั้งมีมติเป็นเอกฉันท์ ห้ามอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ปราศรัยหาเสียง และห้ามดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองทุกตำแหน่ง รวมตลอดไปจนถึงห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แม้แต่พูด คิด อ่าน เขียน ก็ไม่ได้ หากว่ามีผู้นำพฤติกรรมดังกล่าวมาร้องเรียน ก็อาจจะเข้าข่ายกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งได้
คนที่ออกอาการมากที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น นาย
คำพูดของ นาย
นาย
“การที่ กรรมการบริหารที่ถูกตัดสิทธิ 111 คนอยู่ในพรรคเพื่อแผ่นดิน จะทำให้พรรคเติบโตได้อย่างมั่นคง และมีขนาดที่มีความหมายใหญ่พอจะร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคชาติไทยแล้วตั้งรัฐบาลได้ แต่เมื่อ 111 คนทำอะไรไม่ได้เลย ทำให้พรรคไม่เติบโตและใหญ่พอที่จะตั้งรัฐบาลที่มีประชาธิปไตยที่มั่นคงได้ ขณะที่พรรคพลังประชาชนยังมีคนที่พูดและแสดงความเห็นได้อย่างมีน้ำหนัก
ผมยินดีถ้าคุณอภิสิทธิ์ (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) จะเป็นนายกฯ หากพรรคประชาธิปัตย์ได้จำนวนที่นั่ง ส.ส. มากกว่าพรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่ง ผมทราบมาว่าพรรคเพื่อแผ่นดินยินดีให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับพรรคชาติไทย ซึ่งคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็น่าจะได้รับเสียงมากกว่าพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่แล้ว ตามโพลสำนักต่างๆ ที่ออกมา ทั้งนี้โดยส่วนตัวเห็นว่าพรรคเพื่อแผ่นดินมีศักยภาพจะไปร่วมตรงนั้น และแกนนำ 111 คนที่อยู่ในพรรค มีส่วนทำให้พรรคไปสู่ตรงนั้น”
เมื่อได้อ่านถ้อยคำของ นาย
คำพูดของนายสุรเกียรติ์ยังฟ้องด้วยว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ทุกคนแปลกใจและสงสัยว่าว่าทำไมจึงโตเร็วนัก โตทัดเทียมกับพรรคชาติไทย และโตไล่หลังพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชาชนในบางพื้นที่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนมีการเปรียบเทียบเป็นพรรคการเมืองจีเอ็มโอ หรือพรรคการเมืองตัดต่อพันธุกรรม ก็เนื่องจากการที่อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจำนวนหนึ่งเข้าไปสนับสนุน และจัดการภายในพรรคให้จนมีความเข้มแข็ง
ชื่อของ นาย
การก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน มีขึ้นหลังจากที่ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน
การบริหารจัดการภายในพรรคเพื่อแผ่นดิน การสนับสนุนทั้งแนวคิดและแนวทางการดำเนินงานทางการเมืองของพรรคเพื่อแผ่นดิน มีขึ้นหลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว
การก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน โดยความร่วมมือของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ทั้ง 4 คน ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง แม้จะเกิดขึ้นก่อนมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง แต่ผลของการกระทำนั้นก็ยังคงมีอยู่มาจนถึงปัจจุบัน คือ พรรคเพื่อแผ่นดินกำลังดำเนินการทางการเมือง และผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ถูกดึงและดูดมาด้วยเทคนิคการจัดการทางการเมืองของนายพินิจและนายปรีชา ก็ยังคงหาเสียงเลือกตั้งอยู่ในขณะนี้
หากกรรมการการเลือกตั้ง มีความเห็นว่า กรณีวีซีดีทักษิณ แม้จะทำก่อนการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง แต่ก็ไม่พ้นผิด เพราะผลของการกระทำยังมีมาถึงปัจจุบัน แล้วกรณีของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ก่อตั้งขึ้นโดยผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองล่ะ กกต. จะวินิจฉัยอย่างไร ในเมื่อผลของการกระทำของนายสุรเกียรติ์ นายพินิจ นายปรีชา และนายสุรนันทน์ ก็ยังคงมีผลมาจนถึงทุกวันนี้
หากวีซีดีทักษิณส่งผลให้ยุบพรรคพลังประชาชน ด้วยเหตุที่ว่ามีผลมาถึงปัจจุบันแล้ว พรรคเพื่อแผ่นดินก็อยู่รอดได้อย่างไร ในเมื่อผู้ร่วมก่อตั้ง (โดยพฤตินัย) เป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติก่อตั้งพรรคการเมือง
นอกจากนี้ การที่ นาย
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย กระทำการขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ มีความผิดหรือไม่
พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นผลผลิตของการกระทำขัดกฎหมายของผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง หรือไม่
หากนายสุรเกียรติ์ไม่ผิด พรรคเพื่อแผ่นดินไม่มีการนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม กกต. และไม่ถูกส่งฟ้องให้ยุบพรรค แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ผิด และพรรคพลังประชาชน ถูก กกต. ลงความเห็นว่าสมควรถูกยุบ
ก็จะเป็นการฟ้องถึงมาตรฐานปฏิบัติของ กกต. ว่าเป็นอย่างไร
อีกไม่กี่วันเราก็จะได้รู้กันว่า กกต. ชุดนี้ พอจะเป็นความหวังของประชาชนได้หรือไม่
หรือจะเป็นอีกหนึ่งฝันร้ายที่ไม่สิ้นสุดของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง
ผลสอบ“เอกสารลับ”บทพิสูจน์“น้ำยา”กกต.
กรณีปัญหา “เอกสารลับ” ยังคงไม่คลายปม
ทั้งที่ควรจะคลี่คลายไปในทิศทางที่มีความชัดเจนในคำตัดสิน ตั้งแต่กรรมการสืบสวนสอบสวนเอกสารลับ คมช. ที่มี สุพล ยุติธาดา อดีตอธิบดีอัยการและอัยการอาวุโส นั่งแท่นเป็นประธานคุมการสืบสวนสอบสวนด้วยตัวเอง
รายงานจากกรรมการชุดนี้สรุปผลเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน มีมติ 4:3 ระบุส่อเป็นการก้าวล่วงการเลือกตั้ง เข้าข่ายผิดกฎหมายชัดเจน
ด้วยกระบวนการพิจารณาเหลือแค่รอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ ที่มี อภิชาต สุขัคคานนท์ เป็นประธานตัดสิน ก็จะได้รู้กันเสียที
แต่จนแล้วจนรอด จนถึงนาทีนี้ กกต. ชุดใหญ่ ยังใช้วิธีบิดกระบวนท่า เสมือนจะยื้อเวลาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในผลของการตัดสิน–เช่นนั้นหรือ?
และที่ปฏิเสธไม่ได้ถึงสิ่งที่ประชาชนมองกลับมาที่การทำงานของ กกต. ที่ดูเหมือนจะเป็นการหยั่งขาหาทางลงให้กับ คมช. เสียเอง จนสถานการณ์พลิกกลับมาซัด “พรรคพลังประชาชน” แทน
หรือ กกต. กำลังพายเรือวนในอ่างน้ำ ที่หลงประเด็นพิสูจน์เพียงแค่เอกสารจริง–เอกสารปลอม จนหลงลืมในส่วนที่เป็นสาระสำคัญจริงๆ
เพราะหากจะมองการทำหน้าที่ของส่วนราชการใดราชการหนึ่ง หากเพียงแค่ระบุเพียง “พรรคการเมืองหนึ่ง” ย่อมถือว่าผิด และเลือกปฏิบัติอย่างแก้ตัวไม่ขึ้น
ไม่น่าเชื่อ กกต. จะหลงประเด็น แต่น่าคิดว่า กกต. กำลังหลอกประชาชน คนที่เฝ้าจับตามองให้หลงประเด็นต่างหาก
ในวันที่ 11 ธันวาคม ที่ผ่านมา กกต. ประกาศออกสื่อโครมๆ เป็นนัยว่า ทุกอย่างจะเกิดความกระจ่างชัด จากที่ปัดเลื่อนการตัดสินมาตั้งแต่ก่อนเดือนพฤศจิกายน จนมาถึงวันที่ 4 ธันวาคม และ 11 ธันวาคม จนมาถึงวันนี้ 12 ธันวาคม
หากจะพิจารณาเหตุแห่งการเลื่อนพิจารณาตัดสินครั้งแล้วครั้งเล่า ดูจะไม่มีเหตุผลสำคัญอะไรเลย นอกเสียจากการรอให้ คมช. นำเอกสารลับที่อ้างว่าเป็น “ตัวจริง” มาให้ดู และชี้แจงอีกครั้ง
เป็นประเด็นที่ กกต. พยายามจะทำให้เกิดความงุนงง สับสน หลงไปอย่างไม่มีทิศมีทาง
และหากเอกสารตัวจริงของ คมช. เหมือนกับสำเนาที่ส่งมาให้พิจารณาก่อนหน้านี้แล้ว ถามว่า จะเกิดประโยชน์เช่นไร
เป็นการยืนยันด้วยความสรุปว่า ของใครจริง ของใครปลอม เช่นนั้นหรือ?
การที่จะทำสำเนาปลอมขึ้นมา 1 ชุด ก็ต้องทำต้นขั้วปลอมขึ้นมาก่อน 1 ชุด แล้วเช่นนั้นหรือ? คือสาระสำคัญที่ กกต. จะนำมาตัดสินชี้ถูกชี้ผิด
ทั้งที่สาระสำคัญคือ ประเด็นของการแทรกแซงการเลือกตั้ง ได้เกิดขึ้นจริงจากฝ่ายทหารเผด็จการที่เข้ายึดอำนาจ
นั่นต่างหากล่ะ ที่คนในสังคมกำลังเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด ว่ามันได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ไม่เว้นแม้แต่องค์กรที่ประกาศวางตัวเป็นกลางทางการเมือง
ยิ่งได้เห็น พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหมและเลขาธิการ คมช. และ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. หอบเอกสารต้นขั้วเพื่อยืนยันความเป็นเอกสารตัวจริง ให้ กกต. ได้ประจักษ์แก่สายตา เพียงไม่กี่นาที ก็ยิ่งดูไม่มีสาระสำคัญ
ยิ่งได้เห็นถ้อยคำของ อภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ที่ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อภายหลังว่า
“เท่าที่ดูด้วยตา ผมได้เปรียบเทียบเอกสารลับต้นฉบับของ คมช. กับสำเนาที่ปรากฏตามสื่อที่ระบุว่า เป็นเอกสารของ คมช. ก็ตรงกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังไม่ได้เปรียบเทียบกับเอกสารของพรรคพลังประชาชน”
ขณะที่เอกสารยกเลิกคำสั่งในเอกสารลับนั้น กลับยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องดูของจริง
ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการทำงานของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ที่ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 7 คน เริ่มกระบวนการสืบสวนสอบสวนจากผู้เสียหาย ผู้ร้องเรียน สื่อมวลชน ทั้งยังเปิดโอกาสให้ คมช. ชี้แจงและแสดงเอกสารจากทุกฝ่าย
มีการประมวลข้อมูล โดยใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง จนที่สุดมีมติออกไปแล้วนั้น
ถามว่า กกต. จะให้น้ำหนักกับ 2 กระบวนการนี้ที่เกิดขึ้น โดยคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน หรือตัวเอง มากน้อยแค่ไหน
การเข้าพบเพื่อชี้แจง ของ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล และ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม มีประเด็นใดที่จะนำมาหักล้างจากที่คณะกรรมการมีมติไปก่อนหน้านั้นหรือไม่? ความผิดถูกเกิดขึ้นตรงไหน? อย่างไร?
นั่นคือสิ่งที่ กกต. ต้องย้อนคิดให้จงหนัก และมีคำอธิบายในรายละเอียดที่ชัดเจน เพื่อตอบให้สังคมได้รับรู้ในสิ่งที่คลุมเครือมานานสักที
ให้สมกับที่ กกต. เป็นองค์กรอิสระที่ “สุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม” ด้วยการทำความชัดเจนอย่างตรงไปตรงมาให้มากที่สุด
อย่าให้ประชาชนต้องรู้สึกเคลือบแคลง หวาดระแวง สงสัยเช่นนี้อีกเลย
ยิ่งในช่วงที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ กำลังจะมีการเลือกตั้งที่เป็นความหวังสุดท้ายของอำนาจแห่งอธิปไตยอย่างแท้จริง
หากความน่าเชื่อถือของ กกต. ถูกลดทอนจากประชาชนด้วยกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นเช่นนี้แล้ว จะยังคงให้เกิดความศรัทธาต่อองค์กรนี้ต่อไปได้อย่างไร
เพราะนั่นอาจส่งผลกระทบไปถึง มติของ กกต. ที่จะดาหน้าออกมาภายหลังการเลือกตั้งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว แต่จะไม่สามารถทำให้ประชาชนยอมรับได้ว่า มันจะเกิดจากความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ภายใต้ชื่อการตัดสินของ กกต. อีกต่อไป







