WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 13, 2007

'ไฮ-ทักษิณ' ร้อนฉ่า(อีก)แล้วกม.ใหม่บล็อกเว็บไซต์ไม่ง่าย



และแล้วเว็บไซต์ "ไฮ-ทักษิณ ดอตเน็ต" ก็สร้างกระแสฮือฮาให้การเมืองไทย และแวดวงไอซีทีอีกครั้ง หลังเผยแพร่คลิปวิดีโอที่เต็มไปด้วยอักษรย่อ เอ่ยถึงแกนนำพรรคการเมืองที่ลงสนามเลือกตั้งในครั้งนี้ ร้อนถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องส่งหนังสือด่วนถึงกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบ
"ธานีรัตน์ ศิริปะชะนะ" ผู้ตรวจราชการและโฆษกกระทรวงไอซีที เปิดเผยว่า ก่อนที่ กกต.จะทำหนังสือขอความร่วมมือมา กระทรวงไอซีทีมีการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว ผ่านการทำงานของศูนย์เฝ้าระวังและตรวจสอบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร โดยยึดกรอบอำนาจของกระทรวงที่มีหน้าที่กำกับดูแลตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และเมื่อ กกต.ขอความร่วมมือมาก็พร้อมให้ความร่วมมือแต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบอำนาจของกระทรวง ไอซีทีและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ทั้งนี้ กกต.ขอให้ไอซีทีตรวจสอบและส่งข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่จัดทำโดยผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกพรรคการเมือง พรรคการเมือง หรือได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมือง ที่มีการเสนอข้อความจูงใจด้วยการใส่ร้าย ที่หมิ่นเหม่หรือฝ่าฝืนมาตรา 53 (5) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 เพื่อให้ กกต.ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
กรณีเว็บไซต์ไฮ-ทักษิณดอตเน็ต ไอซีทีก็เฝ้าระวังอยู่ ทางฝ่ายกฎหมายกำลังพิจารณาว่าเข้ามาตรา 14 (1) และ 14 (2) พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่ห้ามเผยแพร่ข้อความเท็จทำให้ผู้อื่นเสียหายหรือไม่
แต่ถ้าเป็นการหมิ่นประมาทอย่างเดียวจะถือเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้เสียหายที่ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดำเนินการหรือถ้าพิสูจน์ได้ว่าเว็บไซต์ดังกล่าวทำขึ้นโดยพรรคการเมืองหรือได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองให้มีการใส่ร้ายกันก็จะผิดกฎหมายเลือกตั้งที่ กกต.มีอำนาจกำกับดูแล หากเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์และแจ้งให้ไอซีทีทราบเป็นทางการ กระทรวงไอซีทีก็จะยื่นเรื่องไปยังศาลเพื่อขอให้ปิดกั้นเว็บไซต์ดังกล่าว
"การปิดกั้นเว็บไซต์ในขณะนี้ไม่สามารถทำได้ตามอำเภอใจแล้ว ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือผิดต่อศีลธรรมอันดีเท่านั้น ที่สำคัญต้องขออำนาจศาลตามที่ พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กำหนดไว้"
แหล่งข่าวจากกระทรวงไอซีทีเปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้กระทรวงไอซีทีตรวจสอบเว็บไซต์ของ ผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองทุกเว็บ พบว่ามีการโพสต์ข้อความโจมตีกันตามประสานักการเมือง แต่ไม่ได้หนักหนาร้ายแรงอะไร และยังไม่มีเว็บใดเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือตามกฎหมายเลือกตั้ง กรณีเว็บไฮ-ทักษิณเอง กระทรวงไอซีทีคอยตรวจสอบตลอด แต่สิ่งที่เผยแพร่ ณ ตอนนี้ ไม่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จึงไม่มีอำนาจเข้าไปจัดการใดๆ ได้
"ถือเป็นหน้าที่ของผู้เสียหายที่ต้องดำเนินการ ยิ่งข้อมูลที่เผยแพร่ส่วนใหญ่ใช้อักษรย่อด้วยแล้ว การจะเอาผิดฐานหมิ่นประมาทก็ทำได้ยาก และถ้าต้องการเอาผิดตามกฎหมายเลือกตั้งก็เป็นหน้าที่ของ กกต.ที่ต้องพิสูจน์ตัวตน และที่มาของแหล่งเงินสนับสนุนอีกด้วย
เพราะเว็บดังกล่าวจดทะเบียนในนามบริษัท กระทรวงไอซีทีเองไม่มีอำนาจดำเนินการแต่อย่างใด"
หน้า 38--จบ--

--ประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 13 - 16 ธ.ค. 2550--

เสียดายเวลา

เหตุจากแผนบันได 4 ขั้น เพื่อสลายอำนาจเก่าไม่เข้าเป้า เพราะกระแสนิยมอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ยังไม่เหี่ยวปลาย

แนวโน้มชี้ชัดว่าพรรคพลังประชาชนจะได้ ส.ส.มากที่สุดในสภาฯ

ฉะนั้น ก็เหลืออีกประตูเดียว...

คือต้องยุบพรรคพลังประชาชนให้ สูญพันธุ์

ยังเหลือเวลาก่อนเปิดหีบเลือกตั้งอีก 10 วัน พรรคพลังประชาชนจะรอดเงื้อมมือ กกต.ไปได้หรือไม่? โปรดติดตามอย่ากะพริบตา??

ความจริงการที่ชาวบ้านยังคิดถึง “ทักษิณ” ทั้งๆ ที่ถูกปฏิวัติตกเก้าอี้ไป จะโทษใครไม่ได้ ต้องโทษ คมช.เอง!!

เพราะ คมช.ไม่ได้ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม

แถมยังทำลับๆ ล่อๆ ให้สงสัยว่า คมช. จะต่อท่ออำนาจซะเอง??

แผนยุทธศาสตร์สลายขั้วอำนาจเก่า ก็ทำแบบโจ๋งครึ่มไม่นิ่มนวลแนบเนียน ทำให้ คมช.เสียรังวัดไปบานตะไท

เท่ากับไปเพิ่มกระแสความเห็นใจให้ “ทักษิณ” ฟรีๆ

แต่ล้มเหลวที่สุดก็คือ การตั้งรัฐบาลขิงแก่ให้รับหน้าเสื่อบริหารบ้านเมืองในช่วงที่ เว้นวรรคประชาธิปไตย 1 ปี

เพราะรัฐบาลขิงแก่ใช้เวลาหมดไปโดยไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

การทำงานก็ไม่ฉับไว ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่มีวิสัยทัศน์ที่แหลมคม

เป็นรัฐบาลที่จืดชืดยิ่งกว่าแกงจืดลืมใส่นํ้าปลา

ในจำนวน ครม.ขิงแก่ 35 คน จะหารัฐมนตรีที่ทำงานเข้าตาประชาชนก็ยากเต็มที

ยิ่งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขาลง ก็ยิ่งสะท้อนสภาวะเกียร์ว่างชัดเจน เพราะรัฐบาลขิงแก่ไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเสริมสร้างความมั่นใจให้ประชาชน

เหมือนชาวบ้านถูกปล่อยให้เอาตัวรอดกันเอง

ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างรัฐบาลขิงแก่กับรัฐบาลไทยรักไทย ซึ่งเชี่ยวชาญด้านประชานิยม

หมายเหตุ 2 วันก่อน “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” อดีตรองนายกฯและ รมว.คลัง วิจารณ์ รัฐบาลขิงแก่ได้แซ่บอีหลีอย่าบอกใคร

“หม่อมอุ๋ย” ชี้ว่าการที่รัฐบาลขิงแก่ ไม่ให้ความสำคัญในการดูแลประชาชนรากหญ้าเท่าที่ควร ทำให้คะแนนไหลไปที่พรรคพลังประชาชน

การที่รัฐบาลขิงแก่ไม่กล้าฟื้นหวยบนดิน ทำให้ชาวบ้านเทคะแนนให้พรรคการเมืองที่ชูนโยบายจะฟื้นหวยบนดิน

การที่รัฐบาลขิงแก่ไม่เร่งลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ ทำให้เศรษฐกิจไม่ขยายตัว และไม่สร้างบรรยากาศให้ภาคเอกชนอยากลงทุน

นี่คือจุดพลาดของรัฐบาลขิงแก่ที่ “หม่อมอุ๋ย” วิจารณ์

“แม่ลูกจันทร์” ยืนยันว่ารัฐมนตรีขิงแก่ ทุกท่านเป็นคนดี แต่เป็นคนดีที่ไม่เหมาะกับสถานการณ์

ถามว่าหนึ่งปีเศษของรัฐบาลขิงแก่มีผลงานชิ้นโบแดงอะไรบ้างที่ชาวบ้านประทับใจ??

ขอประทานกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ยังนึกไม่ออกจริงๆ

สำหรับ “แม่ลูกจันทร์” ที่ผิดหวังมากคือ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน 3 สาย ที่นายกฯ “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” เคยประกาศอย่างมั่นใจว่าจะเปิดประมูล ได้ภายในปีนี้แน่นอน

แต่บัดนี้...โครงการรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย ยังค้างเติ่งต่อไป

ล่าสุด โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางซื่อ-บางใหญ่ ระยะทาง 23 กม. ก็เกิดขัดข้องทางเทคนิค ต้องเลื่อนไปอีกหลายเดือน

พูดกันชัดๆคือ ต้องผ่องถ่ายไปให้ นักการเมืองตัดสินใจแทน

ส่วนโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-ตลิ่งชัน ระยะทาง 15 กม. สายสีนํ้าเงิน หัวลำโพง-บางแค ก็ป่วยเป็นโรคไส้เลื่อนตามรถไฟฟ้าสายสีม่วง เพราะติดปัญหาที่ดิน

รวมทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู แจ้งวัฒนะ-มีนบุรี สายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง และสายสีนํ้าตาล รามคำแหง-สุวินทวงศ์ ก็ยังติดแหง็กอย่างเดิม

แหม...ถ้าทำได้เร็วๆ ก็ไม่ใช่รัฐบาลเต่าน่ะซีโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว


จาก http://www.thairath.co.th/#

พลังเงียบ โดย..พญาไม้ทูเดย์

พญาไม้ทูเดย์

พลังประชาชนนั้น...นำโด่งอยู่แล้วใน
การเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่จะถึง
แต่เกือบครึ่งของประชาชนยังไม่มี
ความเห็น..เป็นพลังเงียบที่จะกลายเป็นเสียง
ชี้ขาดว่า ฝ่ายใดจะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้ง
พลังเงียบ..คือประชาชนที่ไม่สนใจใน
เรื่องการบ้านการเมืองใช่หรือไม่...หรือเป็น
ประชาชนที่ยังไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
และกำลังศึกษารอวันตัดสินใจเมื่อใกล้เวลา
พรรคใดผู้สมัครท่านใด..จะเข้าถึงจิตใจ
ของพลังเงียบ..และจูงใจจูงมือให้เดินเท้าเข้า
สู่คูหาเลือกตั้ง
คราวใดที่พลังเงียบถูกจุดติด เราจะ
ได้เห็นการลงคะแนนแบบแลนด์สไลด์..
คือพรรคการเมืองหนึ่งได้คะแนนอย่าง
มากมายจนถึงครึ่งของจำนวนที่นั่งในสภา
พรรคประชาธิปัตย์..น่าจะได้เปรียบกว่า
ในฐานะผู้ที่จะอาสาสร้างสันติสุขในระบอบ
ประชาธิปไตยให้กลับคืนมาสู่ประเทศนี้
แต่น่าเสียดาย พรรคประชาธิปัตย์..
กลับไปเล่นบทเดียวกับฝ่ายเผด็จการ..และ
ร่วมอยู่ในประชาธิปไตยแบบผีดิบ..คือ
ประชาธิปไตยแบบครึ่งๆ กลางๆ
ทำลายจิตวิญญาณ..แห่งความเป็น
ประชาธิปัตย์ที่ฟูมฟักกันมาตลอดเวลากว่า
ครึ่งศตวรรษ..จิตวิญญาณแห่งความเป็น
พลเรือน
พลังประชาชน..อาจจะได้รับอานิสงส์
จากพลังเงียบ..หากฝ่ายกองทัพและ
ผู้ครองอำนาจในปัจจุบันไปกระตุ้นต่อม
สงสารของพลังเงียบ จากการใช้อำนาจใน
มือบดขยี้พรรคพลังประชาชน
ความสงสารและเห็นใจ อาจจะเป็น
รหัสลับที่เปิดขุมทรัพย์แห่งเสียงให้ไหลบ่าเข้า
มาสนับสนุนพรรคพลังประชาชน
ประชาชนผู้อ่อนแอ และพลังประชาชน
ที่ถูกก่อกวนกลั่นแกล้ง
ถ้าพลังประชาชน..เล่นบท..พรรคที่น่า
สงสารเป็นเมื่อไหร่...คะแนนเงียบที่ซุ่มอยู่
จะไหลสู่คูหาเลือกตั้ง และส่งพรรคพลัง
ประชาชนข้ามฟากทันที
พรรคการเมืองนั้น..มีรากแก้วรากฝอย
อยู่ที่ประชาชน..พรรคการเมืองที่มีปืนรถถัง
ค้ำซ้าย..มีผู้ยิ่งใหญ่ค้ำขวา..ต่างเกิดมาแล้ว
สาบสูญ..
จะถึงเลือกตั้งกันอีกไม่กี่วันข้างหน้า..
ยังทายไม่ถูกว่า...พลังเงียบจะเหยียบ
เรือฟากไหน..








จาก http://www.bangkok-today.com/

Wednesday, December 12, 2007

สศช.ชี้ปี 51 เยาวชนกว่า 500,000 คน เสี่ยงเกี่ยวข้องยาเสพติด


สศช.ชี้ปี 51 เยาวชนกว่า 500,000 คน เสี่ยงเกี่ยวข้องยาเสพติดกรุงเทพฯ 12 ธ.ค.- สศช.ชี้ภาวะสังคมไตรมาส 3 คดียาเสพติดยังรุนแรงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ส่งผลปัญหาความมั่นคงทางสังคม และคาดว่าปี 2551 เยาวชนอายุ 13-18 ปี ถึง 560,000 คน เป็นกลุ่มเสี่ยงเกี่ยวข้องยาเสพติด

นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช) แถลงรายงานภาวะสังคมไทยในไตรมาสที่ 3 (ก.ค.-กย. 2550) มีความโดดเด่นมิติด้านความมั่นคงทางสังคมที่พบว่า ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินลดลง พิจารณาจากคดีต่าง ๆ ได้แก่ ประทุษร้ายต่อทรัพย์ คดีชีวิตร่างกายและเพศ และคดียาเสพติด มี 69,853 คดี เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.58 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2549 ซึ่งมี 59,920 คดี โดยเฉพาะคดียาเสพติดสูงสุดจำนวน 38,537 คดี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2550 ส่งผลการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชายอายุ 15-18 ปี มีสาเหตุสำคัญจากการคบเพื่อนในกลุ่มติดยาเสพติด

นายอำพน กล่าวด้วยว่า ปัญหายาเสพติดจะเป็นมหันตภัยร้ายที่จะหวนกลับมา เพราะแนวโน้มความรุนแรงยาเสพติดเพิ่มต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2547-2549 โดยปี 2547 มี 55,472 คดี ปี 2548 มี 74,403 คดี โดยเฉพาะข้อหาครอบครองเพื่อจำหน่ายมีจำนวนสูงสุด แสดงให้เห็นว่ามีผู้กระทำผิดรายใหม่เกิดขึ้น เฉลี่ยถึงร้อยละ 19.3 ต่อปี ขณะเดียวกันผู้รับการบำบัดรายใหม่มีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วย คือ ร้อยละ 12 ต่อปี ซึ่งวงจรยาเสพติดจะนำเข้ามาใช้กันเองในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และมีการลักลอบนำเข้าจากประเทศแหล่งผลิต มูลเหตุจูงใจผู้ค้ารายใหม่คือเงินและผลกำไร และที่น่าห่วงมาก คือ ผู้เสพผู้ค้าเป็นเยาวชนอายุ 18-24 ปี เป็นแรงงานและคนว่างงาน คาดการณ์ไว้ว่าปี 2551 เยาวชนอายุ 13-18 ปี จำนวนถึง 560,000 คน จะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งมาตรการภาครัฐอย่างเดียวไม่มีพลังเพียงพอที่จะปราบวงจรนี้ได้ ต้องมีมาตรการแก้ปัญหาสังคมที่จะเป็นพื้นฐานครอบครัวให้มาก

"เรื่องความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเศรษฐกิจที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับความเป็นอยู่ เศรษฐกิจรุมเร้า ของก็แพง การแก้ปัญหาในปัจจุบันรัฐบาลมุ่งแก้ภาพใหญ่ ภาพเศรษฐกิจผู้ประกอบการไม่มอง และการแก้ปัญหาในสังคมที่พบว่าครอบครัวเกิดภาวะที่ไม่อบอุ่น นำไปสู่ความไม่มั่นคงปลอดภัยในคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น" เลขาธิการ สศช.กล่าว.

จาก สำนักข่าวไทย

กกต.เก็บหลักฐานเตรียมบล๊อค'ประแสง'


‘ประพันธ์’ ส่งเจ้าหน้าที่รวบรวมหลักฐาน เอาผิดผู้สมัคร ส.ส. อุทัยธานี พลังประชาชน อ้างผลิตสื่อหาเสียงโดยมีรูปอดีตนายกฯ ยัน ดำเนินการทำตามกฎหมาย

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่นายประแสง มงคลศิริ ผู้สมัคร ส.ส. อุทัยธานี พรรคพลังประชาชน ดำเนินการผลิตสื่อหาเสียงที่มีรูป พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาใช้ในการหาเสียง ว่า เรื่องนี้ กกต. ได้มีมติส่งเจ้าหน้าที่สืบสวนลงไปเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำการจริงหรือไม่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวคงไม่ต้องนำมาเข้าที่ประชุมแล้วเพราะ กกต. มีมติในดำเนินการในเรื่องนี้ไปแล้ว เพียงแต่รอการรวบรวมข้อเท็จจริงเท่านั้น ส่วนการพิจารณาในการให้ใบเหลืองใบแดง จะต้องดูพยานหลักฐานที่ได้มาก่อน เพราะตอนนี้นายประแสงบอกว่าจะทำเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากมีการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบของ กกต.จริง กกต.ก็สามารถเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งได้ ตามมาตรา 103 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. ได้

“ขอยืนยันว่าเรื่องนี้เราทำตามระเบียบกฎหมายทุกอย่าง หากทำอะไรถูกต้องก็ไม่มีปัญหา เราไม่ได้สนใจว่าเป็นพรรคไหน ทำงานแบบนี้ขยับตัวไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว เพราะต้องทำตามกรอบกฎหมาย” นายประพันธ์ กล่าว


พีทีวี นิวส์
12 ธันวาคม 2550 เวลา 14:23 น.

พปช. ยโสธรโวยมือดีเผาป้ายหาเสียง


สนามเลือกตั้ง ส.ส. เมืองยโสธรเดือด อำนาจมืดสำแดงวิชามารเผาป้ายหาเสียงผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ก่อนลุกลามไหม้ป้ายหาเสียงพรรคการเมืองอื่นเสียหายยับ

วันนี้ (12 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดยโสธร พันตำรวจตรี สำเนียง ลือเจียงคำ ผู้สมัคร ส.ส. ระบบสัดส่วนกลุ่มที่ 4 พรรคพลังประชาชน ได้แจ้งสื่อมวลชนไปดูจุดที่มีการเผาป้ายหาเสียงพรรคพลังประชาชนภายในเขตเทศบาลเมืองยโสธร บริเวณถนนทางโค้งไปสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย โดยบริเวณดังกล่าวเป็นศูนย์ราชการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐพักอาศัย

ทั้งนี้นอกจากป้ายหาเสียงของพรรคพลังประชาชนที่ถูกไฟเผาจนได้รับความเสียหายแล้ว เปลวไฟยังลุกลามไหม้ป้ายหาเสียงของพรรคการเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกัน

หลังจากนั้น พันตำรวจตรี สำเนียง ลือเจียงคำ ได้เข้าแจ้งความต่อ พันตำรวจโท สุบิน จันสาขะ พง สภ.เมืองยโสธร ไว้เป็นหลักฐานและแจ้งวัตถุประสงค์ให้ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน สภ.เมืองยโสธร ติดตามพฤติกรรมคนร้ายกลุ่มนี้ มาดำเนินคดี นอกจากนี้พันตำรวจตรีสำเนียง ยังนำบันทึกประจำวันของทางตำรวจ แจ้งให้ กกต.ยโสธร ทราบต่อไป


พีทีวี นิวส์
12 ธันวาคม 2550 เวลา 13:45 น.

‘เติ้ง’คุยหากนั่งรัฐบาล แก้ปัญหาศก.ได้ภายใน6เดือน


หัวหน้าพรรคชาติไทยยัน หากได้จัดตั้งเป็นรัฐบาล จะแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจได้ภายใน 6 เดือน พร้อมย้ำแนวคิดการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

วันนี้(12 ธ.ค.)นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่าหากพรรคชาติไทย ได้จัดตั้งเป็นรัฐบาล จะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ภายใน 6 เดือน โดยเฉพาะปัญหาด้านเศรษฐกิจที่จะเป็นปัญหาหลัก ซึ่งจะเห็นว่าเศรษฐกิจมั่นคงการเมืองก็มั่นคง และหากทุกคนมีความปรองดอง จะทำให้ประเทศชาติดีขึ้นซึ่งหลังจากการเลือกตั้ง ขอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลให้เรียบร้อย และพรรคการเมืองจะได้เป็นรัฐบาลใดก็แล้วแต่ แต่พรรคชาติไทย จะคอยดูแลความเหมาะสมและความถูกต้อง สำหรับแนวความคิดการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาตินั้นเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

นอกจากนี้หัวหน้าพรรคชาติไทยยังกล่าวแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำเงินจำนวน 60 ล้านบาทเข้าประเทศในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฏหมาย ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการตรวจสอบหาที่มาและชี้แจงให้ชัดเจนพร้อมยอมรับว่าการแจกวีซีดีอดีตนายกรัฐมนตรีมีผลกระทบต่อการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง ดังนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งควรที่จะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้เกิดความยุติธรรมด้วย

นายบรรหาร ยังกล่าวถึงกรณีการแจกจ่ายวีซีดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า อยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณา ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ต้องว่าไปตามถูก เชื่อว่าไม่มีการกลั่นแกล้งกัน โดยตามหลักแล้ววีซีดี เป็นสิ่งไม่ถูกต้องที่แจกจ่ายไปทั่วภาคอีสาน ซึ่งที่ผ่านรัฐบาลก็เฉยไม่ได้ทำอะไร


พีทีวี นิวส์
12 ธันวาคม 2550 เวลา 13:47 น.

‘สดศรี’แหกมติกกต.วินิจฉัย“เอกสารลับ”


เอกสารลับหลุดโผ อ้าง รัฐธรรมนูญบังหน้า ย้ำ ยังไม่มีการกระทำให้เกิดความเสียหาย ด้าน ‘สดศรี’ เสียงแตก ลั่น ไม่มีอำนาจในการวินิจฉัย

เวลา 12.30 น. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง อาคารศรีจุลทรัพย์ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แถลงภายหลังการประชุมพิจารณาเรื่องเอกสารลับของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ว่า ที่ประชุม กกต.มีมติ 4 ต่อ 1 เสียงให้ยกคำร้อง โดย1 เสียง คือนางสดศรี สัตยธรรม กกต. ด้านกิจการพรรคการเมือง เห็นว่า กกต.ไม่มีอำนาจเข้าไปวินิจฉัยหรือตรวจสอบ การทำงานของ คมช. และควรจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่วินิจฉัย

ส่วนอีก 4 เสียงที่ให้ยกคำร้องก็มีเหตุผลที่แตกต่างกัน โดย 2 เสียงเห็นว่า การกระทำของ คมช.ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2549 และมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งเหมือนกับความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนเสียงข้างน้อย 3 เสียง ที่มีนายสุพล ยุติธาดา เป็นประธาน ส่วนอีก 2 เสียงเห็นว่ายังไม่มีการกระทำที่จะทำให้เกิดความเสียหายกับพรรคการเมืองหรือผู้ใด
ผู้สื่อข่าวถามว่า การพิจารณาของกกต. ให้น้ำหนักอยู่ที่การไม่กระทำใช่หรือไม่มีอำนาจวินิจฉัย นายอภิชาต กล่าวว่าไม่ได้มีการกระทำ เพราะแผนปฏิบัติการที่กำหนดออกมายังไม่มีการอนุมัติงบประมาณให้กระทำ จึงไม่มีการสั่งห้ามอะไรทั้งนั้น เพราะจากพยานฝ่ายผู้ถูกร้องเรียนที่มาชี้แจง ก็ยืนยันว่าไม่มีการกระทำใดๆ

เมื่อถามว่ามีการพิสูจน์เรื่องเอกสารจริงหรือเท็จหรือไม่ นายอภิชาต กล่าวว่าไม่มี การตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ดูแค่ตามเอกสารของคมช.ที่เอามาให้กกต.ดู และคงไม่ต้องมีการเตือน และจะไม่มีการสั่งระงับอะไรกับ คมช. ทั้งสิ้น เพราะถือว่าไม่มีการกระทำใดๆ เกิดขึ้น ซึ่งการบันทึกถ้อยคำพยานในสำนวนเมื่อวาน ตัวแทน คมช.ก็ยืนยันว่าไม่มีการกระทำใดๆ ที่เป็นการทำลายพรรคการเมือง

“เรามองว่าไม่มีการกระทำใด ที่ทำให้เสียหายแก่พรรค เรื่องนี้ไม่มีเสียงข้างน้อยนะ มีแต่เสียงที่บอกว่า กกต.ไม่มีอำนาจที่จะไปวินิจฉัย กกต.และ คมช. เราไม่มีอำนาจก้าวล่วง และการมาชี้แจงของ คมช.ก็ไม่เป็นการกดดัน กกต. 2 ท่านที่มายืนยัน และเราก็ได้ซักถามในจุดที่เราต้องการจะรู้”นายอภิชาตกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าพรรคพลังประชาชนมีการกล่าวหาว่า มีการระบุชื่อพรรคในการดำเนินการกกต.ได้พิจารณาหรือไม่ เพราะเหมือนกับเป็นการกลั่นแกล้ง นายอภิชาตกล่าวว่า เมื่อมีชื่อพรรคก็ไปกระทบเขา แต่เรามองว่ายังไม่มีการกระทำใดๆ ที่มีการกระทำไปตามแผนงานนี้ ส่วนพรรคพลังประชาชนจะมีความผิดอะไรหรือไม่ที่นำเอกสารมาเปิดเผย นายอภิชาตกล่าวว่า เป็นคนละเรื่องกัน จุดที่เราวินิจฉัยมีอยู่แค่นี้ ตอนนี้ยกคำร้องก็จบกัน.


พีทีวี นิวส์
12 ธันวาคม 2550 เวลา 14:11 น.

โวยกกต.อย่าเลือกปฎิบัติ จ้องยุบพรรคพปช.

ทีมกฏหมายพปช.ใส่ ปชป.ผิดแต่ไม่ถูกสอบ จวกยับ กกต.จ้องเอาผิด พปช. จี้ตรวจสอบรายการรัฐส่อเค้าชี้นำประชาชน ผิดกฏหมายเลือกตั้ง

นายสุขุมพันธ์ โง่นคำ รองเลขาธิการพรรคพปช. กล่าวว่า ขณะนี้มีรายการทางสถานีโทรทัศน์ โดยเฉพาะ รายการของรัฐ อาทิ ช่อง11 ภายใต้ชื่อรายการ “การเลือกตั้ง ปี 50 ชี้อนาคตประเทศ” ที่ ผู้ดำเนินรายการ พยายามให้ข้อมูลใส่ร้ายพรรค พปช. อาทิ อดีตกรรมการบริหารไทยรักไทย ยังมีบทบาทในพรรค พปช. ร่วมในการโกงชาติทั้งอดีตและอนาคต รวมทั้งกรณี ของนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ ผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ระบุว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ นายสิทธิชัย เป็นผู้มีสิทธิในการลงสมัครส.ส.ได้ แต่กลับไม่มีการฟ้องร้องโดยพยายามชี้ให้เห็นว่า เป็นการสมรู้ สมยอมของพปช. ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องไม่จริงและยืนยันว่า การกระทำทั้งหมดพปช.ทำด้วยความสุจริต

ทั้งนี้ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และผู้มีอำนาจในกรมประชาสัมพันธ์ ช่วยตรวจสอบด้วยว่า มีส่วนสมรู้ร่วมคิดหรือไม่ ถ้าผิดต้องดำเนินการตามกฏหมาย และบุคคลสุดท้ายที่จะเรียกร้องคือประธานครส. ที่ต้องให้ความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อตรวจสอบการเลือกตั้งให้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม

ด้านนายยืนหยัด ใจสมุทร ทีมกฎหมายพรรคพปช. กล่าวถึง กรณีที่มีความพยายามเสนอข่าวว่า ถูกพปช.ร้องเรียนจากหลายที่และเหมือนจะได้ใบแดง ซึ่งในการนำเสนอข่าวสารนั้นไม่มีพรรคอื่นเลย ทั้งๆ ที่มีเรื่องร้องเรียนของพรรคต่าง ๆ กว่า 200 คดี แต่ปรากฏว่าไม่มีชื่อพรรคอื่นโดนร้องเรียนในการนำเสนอ มีแต่ พปช. เท่านั้น ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ต่อกกต.แสดงความเป็นธรรมกับพปช. กรณีที่คนของพปช.ร้องเรียนพรรคอื่น กรุณาสอบสวนด้วย เพราะจะหมดกำหนดการให้ใบแดงแล้ว

ทั้งนี้กรณีผู้สมัคร พปช. ร้องเรียนมาจากภาคใต้ ซึ่งสามารถให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้ อาทิ นางอัญชลี เทพบุตร นายก อบจ.ในฐานะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ และมีนายทศพร เทพบุตร สามีลงสมัครในฐานะผู้สมัครส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ แจกหมวกกันน็อคให้มอเตอร์ไซค์รับจ้าง300 ใบ และพาแม่บ้านภูเก็ตไปทัศนศึกษาที่ ปีนัง ประเทศมาเลเซีย ทั้งสองกรณีเป็นการทำประโยชน์ให้สามี การที่นางอัญชลี อ้างว่าสามีไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำเป็นสิ่งที่ฟังไม่ขึ้น โอกาสที่ประชาธิปัตย์จะโดนยุบพรรคก็มี และนายทศพร ก็น่าจะโดนใบแดง เนื่องจากมีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับภรรยา

นอกจากนี้ที่จ.นครศรีธรรมราช โดยเฉพาะเขต 4 นายมาโนชย์ วิฉัยกุล อดีตผู้สมัครปชป. ซึ่งปีนี้ส่งลูกสาวลงแทนได้ออกปราศรัยหาเสียง โดยนายมาโนชย์ ได้กล่าวปราศรัยให้ร้าย นายสุรชัย ว่าจาบจ้วงเบื้องสูง ฉะนั้นการกระทำของนายมาโนชย์ ถือได้ว่าทำผิดกฏหมายมาตรา 53 คือ การใส่ร้ายด้วยความเท็จ และลูกสาวควรจะได้ใบแดงข้อหารู้เห็นเป็นใจด้วยเช่นกัน.


พีทีวี นิวส์
12 ธันวาคม 2550 เวลา 17:26 น.

คมช.ส่ายหน้า ปัดล็อบบี้กกต.ตัดสิน‘เอกสารลับ’


เลขาธิการคมช.ยันไม่มีการล็อบบี้กกต.เรื่องพิจารณาเอกสารลับ เชื่อ กกต.ไม่เอียงข้างคมช. ระบุเตรียมถกฟ้องกลับหรือไม่ จี้จับตา60ล.ที่มาจากฮ่องกง

วันนี้(12 ธ.ค.)พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ( คมช.) กล่าวถึงมติการพิจารณาเอกสารลับที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ที่มีมติ 4 ต่อ 1 ให้ยกคำฟ้องว่า รู้สึกพอใจกับผลที่ออกมา เพราะ คมช.ก็ยืนยันว่าดำเนินการไปตามหน้าที่ไม่มีการกลั่นแกล้ง

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการล็อบบี้ทางกกต.ในเรื่องนี้นั้น ตนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และในทางกลับกันก็เชื่อว่า กกต.ก็จะไม่เลือกเข้าข้าง คมช.โดยทุกอย่างดำเนินการเป็นไปตามข้อเท็จจริง และหลังจากนี้ คมช.จะมีการหารือร่วมกันถึงการดำเนินการเรื่องนี้ในขั้นตอนต่อไป รวมถึงการพิจารณาว่าจะฟ้องกลับพรรคพลังประชาชนหรือไม่

“คงต้องมีการหารือร่วมกับพล.อ.สนธิ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวด้วย เพราะเอกสารฉบับดังกล่าวออกมาในช่วงที่พลเอกสนธิ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกอยู่”พล.อ.วินัย กล่าว

พล.อ.วินัย ยังกล่าวถึงกรณีมีการขนเงินฮ่องกงเข้าประเทศกว่า 60 ล้านบาท ว่า เป็นเรื่องที่น่าห่วง เพราะหากจะนำเข้ามาลงทุนมีหลายช่องทางที่สามารถนำเข้ามาโดยไม่จำเป็นต้องนำเงินสดเข้ามา

ซึ่งการนำเงินเข้ามาจำนวนมากเป็นที่น่าผิดสังเกต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องตรวจสอบต้นทางของเงินดังกล่าว ขณะเดียวกันต้องพิจารณาแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วย เรื่องนี้ถือเป็นจุดอ่อน เพราะเวลาที่เราเดินทางไปต่างประเทศ ถ้าเราถือเงินเกินพิกัด เราต้องแจ้งประเทศนั้นๆ มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ค่อนข้างอิสระ.


พีทีวี นิวส์
12 ธันวาคม 2550 เวลา 16:18 น.