WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 13, 2007

"จอน"นำทีมเรียกร้องสนช.ยุติการประชุมถอนร่างกฎหมาย 11ฉบับ

เมื่อเวลา 09.00 น. นายจอน อึ้งภากรณ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.)พร้อมด้วยนายไพโรจน์ พลเพชร รองประธาน กป.อพช. นางสุนทรีย์ หัตถี เซ็งกิ่ง เลขาธิการ กป.อพช. และนายนิมิตร เทียนอุดม ประชาสัมพันธ์ กอ.อพช. ได้เดินทางเข้าพบนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี และนายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้สมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ยุติการประชุม สนช. และให้รัฐบาลถอนร่างกฎหมาย 11ฉบับ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช.ออก โดยใช้เวลาในการหารือประมาณ 1 ชั่วโมง
จากนั้นนายจอน กล่าวว่า ตนคิดว่ารัฐบาลก็ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง จึงได้มาปรึกษาหารือว่ามีวิธีการลดความขัดแย้งได้อย่างไรการที่พวกตนยืนยันว่ากฎหมายที่ละเมิดสิทธิของประชาชนจะต้องไม่ผ่านสภาฯ ชุดนี้ และควรจะต้องปิดตัวเองอย่างเป็นทางการในการพิจารณากฎหมาย
ส่วนทางออกจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาล ในส่วนของภาคประชาชนมีจุดยืนเพียงแค่ต้องการให้กฎหมายที่ละเมิดสิทธิของประชาชนต้องรอการพิจารณาของสภาฯ ชุดใหม่ เพราะสภาฯ ชุดนี้ กลุ่มหรือองค์กรต่าง ๆ ไม่มีส่วนร่วมในการพิจารณา ส่วนที่ สนช.ยังคงเปิดประชุมและพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ต่าง ๆ อยู่นั้นกลุ่มคงจะต้องสู้ต่อไป
“ วันนี้กป.อพช.จะยังไม่ไปชุมนุมที่สภาฯแต่จะปรึกษาหารือกันว่าจะต่อสู้ในแนวทางไหน และต่อสู้อย่างไรต่อไป การชุมนุมเมื่อวานนี้ไม่ถือเป็นความรุนแรง ถือเป็นการกระทำที่สันติวิธี ถ้าถือว่าการปืนรั้วเป็นความรุนแรง เราไม่ได้ทำร้ายใคร เราถือว่ารัฐสภาฯ เป็นของประชาชน และสนช.ที่ดำรงตำแหน่งขณะนี้ไม่ใช่ตัวแทนของประชาชน ผมยืนยันว่าถ้าเป็นสภาฯ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เราคงไม่คิดทำแบบนี้ แต่เราเห็นว่าสภาฯชุดนี้หมดความชอบธรรมแล้ว สิ่งที่เราต้องแสดงพลังคือต้องปิดการประชุมสภาฯโดยสันติวิธี” นายจอน กล่าว
นายไพโรจน์ กล่าวว่า ความจริงรัฐบาลมีอำนาจถอนกฎหมายทั้ง 11 ฉบับ ที่เสนอไปได้ ซึ่งเป็นเรื่องของรัฐบาล ขณะที่ สนช.มักจะอ้างว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล แต่รัฐบาลจะอ้างกลับว่าเป็นเรื่องของ สนช. ทาง กป.อพช.จึงได้เสนอนายไพบูลย์ ขอให้รัฐบาลถอนร่างกฎหมายที่อาจก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในอนาคต และที่สำคัญสภาฯชุดนี้ ไม่ได้รับผิดชอบกับประชาชน เพราะใกล้หมดวาระแล้ว ซึ่งนายไพบูลย์ รับปากว่าจะนำไปหารือกับนายกรัฐมนตรี และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน สนช.
ด้านนางสุนทรีย์ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวระบุกลุ่มผู้ชุมนุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ ว่า เท่าที่เห็นกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ และไม่ทราบว่าข่าวออกมาได้อย่างไร แต่ยืนยันว่าไม่มีการทำร้ายเจ้าหน้าที่และทำลายทรัพย์สินราชการ ทุกอย่างเป็นไปโดยสันติและสงบ สำหรับการดำเนินการต่อไปนั้นคงมีอีกหลายรูปแบบ
ขณะที่นายนิมิตร กล่าวว่า นายมีชัยฉลาดที่จะบิดเบือนประเด็น เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญนายมีชัย ต้องเลิกบิดเบือนประเด็นและพูดอย่างตรงไปตรงมา เพราะทางกลุ่มเรียกร้องชัดเจนว่า สนช.ต้องยุติการพิจารณากฎหมายทั้ง 11 ฉบับ ตนรู้และอ่านรัฐธรรมนูญเหมือนนายมีชัย รู้ว่า สนช.มีบทบาทหน้าที่อย่างไร แต่ในบทบาทหน้าที่ที่ไม่ควรทำก็ไม่ควรทำ เช่น การพิจารณากฎหมายที่ไม่เป็นธรรมก็ควรรอให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมมากกว่านี้ ตนคิดว่านายมีชัย ก็เป็นคนฉลาดคงจะยุติเรื่องนี้ เพราะจะไปเพิ่มความขัดแย้งในสังคมทำไม
จาก http://www.oknation.net/blog/pon17

กกต. ตั้งกรรมการสอบวีซีดี ‘ทักษิณ' 1เดือน


วันนี้ (12 ธ.ค.) นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.เปิดเผยภายหลังการประชุม กกต.ว่า ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งอนุกรรมการ จำนวน 5 คน เพื่อตรวจสอบกรณีการแจกจ่ายวีซีดีบันทึกภาพและเสียง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมี นายไพฑูรย์ เนติโพธิ์ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เป็นประธาน ทั้งนี้ ได้กำหนดกรอบเวลาในการตรวจสอบ เป็นเวลา 1 เดือน เนื่องจากเอกสาร หลักฐาน ที่นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน นำมามอบให้นั้น มีจำนวนมาก
พร้อมกันนี้ ยังมีมติแต่งตั้ง นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีพรรคพลังประชาชนปลอมลายเซ็น นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ ผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน ว่าจะเข้าข่ายถูกยุบพรรคหรือไม่ โดยให้เวลา 1 เดือนเช่นเดียวกัน หลังจากวานนี้ ที่ประชุมมีมติให้แจ้งความดำเนินคดีทางอาญากับพรรคพลังประชาชนแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีการตรวจสอบซีดีเทปเสียงของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่มีการอ้างว่าพรรคพลังประชาชนได้มีการนำไปแจกจ่ายในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือนั้น สำหรับการพิจารณาของคณะกรรมการฯคงจะต้องดูว่า การแจกจ่ายซีดี ดังกล่าว ใครเป็นผู้แจก และซีดี ถือเป็นทรัพย์สินที่คำนวณเป็นเงินได้ตามมาตรา 53 ( 1) พ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. ที่ระบุห้ามมิให้ผู้สมัคร หรือผู้ใด จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่น หรือพรรคการเมืองใดหรือไม่

นอกจากนี้คำพูดของพ.ต.ท. ทักษิณ ที่ปรากฏในซีดี ถือว่าเข้าข่ายมาตรา เดียวกัน ( 5) คือ หลอกลวง ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด หรือไม่

หากการสอบสวนแล้วเสร็จก่อนการลงคะแนนเลือกตั้ง โดยกกต.พบว่าเป็นความผิด และผู้ที่ทำการแจกจ่ายเป็นผู้สมัคร หรือหัวคะแนน ผู้สนับสนุน ที่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า ผู้สมัครเกี่ยวข้อง รู้เห็นกับการแจกจ่ายซีดีนั้น มาตรา 103 ของพร.บ.เลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. ระบุให้กกต. สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ( ใบแดง) ผู้สมัครรายนั้น

เช่นเดียวกันหากการสอบสวนเสร็จสิ้นภายหลังการเลือกตั้งแล้ว แต่ยังไม่ประกาศรับรองผล หากผู้สมัครที่กระทำผิดรายนั้น เป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมา กกต.ก็อาศัยอำนาจตามมาตราดังกล่าวสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ และสั่งเลือกตั้งใหม่ และตรงนี้หากกกต.พิจารณาต่อไปว่า การลงคะแนนเลือกตั้งส.ส.ในระบบสัดส่วนที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่ที่มีการกระทำผิดนั้นเป็นการลงคะแนนใช้สิทธิที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม มาตรา 110 ของพ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. ก็ให้อำนาจกกต. ประกาศให้บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนให้แก่พรรคการเมืองนั้นในในการเลือกตั้งแบบสัดส่วน เป็นบัตรเสียและมิให้นำมานับเป็นคะแนนทั้งนี้เฉพาะในเขตที่มีการกระทำการนั้น

อย่างไรก็ตามหากหลักฐานปรากฏเพียงว่า การแจกจ่ายซีดีดังกล่าว เป็นการกระทำของผู้อื่นที่ไม่สามารถหาหลักฐานอันควรเชื่อมาพิสูจน์ได้ว่าผู้สมัครรู้เห็น แต่ก็ทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กกต.ก็สามารถสั่งให้เลือกตั้งใหม่ได้ โดยที่ผู้ได้รับเลือกตั้งยังคงมีสิทธิลงแข่งขันใหม่

ทั้งนี้หากผลสอบสวนปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ว่าการแจกจ่ายซีดีดังกล่าวของผู้สมัคร หรือหัวคะแนน ผู้สนับสนุนของผู้สมัคร หัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือ ทราบถึงการกระทำนั้นแล้วมิได้ยับยั้ง หรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มาตรา 103 วรรค 2 พ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. ก็ระบุให้ถือว่า พรรคกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้กกต.ดำเนินการตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง เพื่อเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคการเมืองนั้น และให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น มีกำหนดเวลา 5 ปีนับวันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรค

ซึ่งหากกกต. เห็นด้วยกับผลการสอบสวนดังกล่าวความผิดของพรรคพลังประชาชนตามมาตรา 103 วรรค 2 ของพ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. ที่กกต.จะต้องไปดำเนินตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองนั้น จะตรงกับมาตรา 94 ( 1) ของพ.ร.บ.พรรคการเมืองที่ระบุว่า เมื่อพรรคการเมืองกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือกระทำการตามที่รัฐธรรมนูญให้ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อได้ให้มาซึ่งอำนาจโดยวิธีการดังกล่าว อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้

โดยกระบวนการนั้นก็จะเป็นไปตามมาตรา 95 ของพ.ร.บ.พรรคการเมืองเช่นกัน คือให้นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งแจ้งอัยการสูงสุด พร้อมด้วยหลักฐาน เมื่ออัยการสูงสุดได้รับพิจารณาแจ้ง ให้พิจารณาเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ถ้าอัยการสูงสุดเห็นสมควร ก็ให้ยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคพลังประชาชน

ถ้าอัยการสูงสุดไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง โดยมีผู้แทนจากนายทะเบียนพรรคการเมือง และผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วส่งให้อัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ในกรณีที่คณะทำงานดังกล่าวไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยกับการดำเนินการยื่นคำร้องได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่แต่งตั้งคณะทำงาน ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของกกต.มีอำนาจยื่นคำร้องเอง

และในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มาตรา 97 ของพ.ร.บ.พรรคการเมือง ก็ระบุว่า ในกรณีพรรคการเมืองต้องยุบเพราะเหตุอันเนื่องจากฝ่าฝืนมาตรา 94 ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถุกยุบไปจะจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีกไม่ได้ ทั้งนี้ภายในกำหนดเวลา 5 ปีนับแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นต้องยุบไป

และในมาตรา 98 ก็ระบุว่า การยุบพรรคตามมาตรา 94 หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนร่วม รู้เห็น ปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำดังกล่าวแล้วมิได้ยับยั้ง หรือแก้ไขการกระทำดังกล่าว ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น มีกำหนดเวลา 5 ปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง

จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

ถ้าจะยุบพรรค


กาหลิบ
หากเกิดการยุบพรรคในคราวนี้ขึ้นอีก ข่าวที่รายงานไปทั่วโลกโดยสื่อมวลชนมืออาชีพ ที่ไม่ใช่สื่อมวลชนทาส จะปรากฏออกมาอย่างไร ภาพลักษณ์โดยรวมของประเทศไทยหลังจากนั้นจะเป็นเช่นไร
แทนที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะพูดถึงนโยบายและตัวบุคคลที่จะนำชัยชนะ หรือความพ่ายแพ้มาสู่พรรคการเมืองต่างๆ กลับกลายเป็นการเลือกตั้งที่พูดเกี่ยวกับการยุบพรรคมากที่สุด
ก็พรรคพลังประชาชนนี่แหละครับ ไม่ได้ไปคิดยุบพรรคอื่นๆเขาหรอก
ความน่าเชื่อถือของการยุบพรรคน่าจะเกิดขึ้นจากประสบการณ์ของพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบมาแล้ว โดยกลไกของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพันธมิตรของคุณสนธิลิ้ม สื่อมวลชนบางส่วนที่ยืนข้างเผด็จการ นักวิชาการที่สนับสนุนการรัฐประหาร และไปจบที่ตุลาการรัฐธรรมนูญ
จึงทำให้เกิดความเชื่อว่าเขาคงจะยุบได้อีกครั้งหนึ่ง
คำถามว่า เขายุบพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็นสิบล้านคนกันได้อย่างไร ก็ไม่ต้องยกขึ้นมาพูดให้เสียเวลา เพราะภาวะเผด็จการมันได้กดทับหลักนิติธรรมและความเป็นนิติรัฐของเมืองไทยไปจนหมดสิ้นแล้ว
ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เสียด้วยซ้ำไป
สิ่งที่ควรวิสัชนากันให้มากคือ การยุบพรรคเที่ยวสองนี้ ถ้าเกิดขึ้นจริงจะหมายความอย่างไรต่อการเมืองในปัจจุบันและอนาคตของประเทศไทย ซึ่งผมผู้ไม่มีลูกแก้วพยากรณ์อยู่เบื้องหน้าจะได้ลองจินตนาการดู
การยุบพรรคเที่ยวนี้ จะเป็นการแสดงอาการ "เบ่งกล้าม" เพื่อเอาชนะประชาชนอีกครั้งหนึ่งของใครบางคนที่ไม่ใช่ "อำนาจเก่า" หากเป็น "อำนาจเดิม" เพราะเห็นแล้วว่าฐานเสียงของพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไปแล้วยังคงอุ่นหนาฝาคั่งอยู่ในพรรคใหม่อย่างไม่มีช่องว่างในการโอนย้ายเลย
แอบสำรวจกันกี่ครั้งก็ออกมาว่า คนเดิมที่ถูกโค่นลงไปด้วยอำนาจทหาร จะได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่ด้วยคะแนนเสียงที่แสดงถึงความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล
ขนาดตรึงเอาไว้ด้วยกฎอัยการศึก และการดำรงอยู่ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.
ขนาดวางหัวหน้าคณะรัฐประหารอย่าง พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และเป็นประธาน ครส. ซึ่งเป็นคณะกรรมการของฝ่ายบริหารที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่สุดกับการเลือกตั้ง ถึงขนาดที่ไปคว้าเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระแท้ๆ มาเป็นเลขานุการของตนเองได้
ตัวเลขาฯลาออกจาก ครส. ไปแล้วละครับ แต่คราบไคลจะยังคงอยู่ต่อไปในประวัติศาสตร์
แต่ทั้งหมดที่ได้กล่าวมายังไม่สำคัญเท่ากับว่า ประชาชนทั้งประเทศที่สนับสนุนพรรคไทยรักไทยมาก่อนหรือไม่สนับสนุนก็ตามที ได้รับรู้หมดแล้วว่าพรรคใดน่าจะคว้าเก้าอี้ ส.ส. ได้มากที่สุดและมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลสูงสุด
ถ้าไปยุบพรรคด้วยเหตุมารยาใดๆก็ตามในขณะนี้ จะมีคนเชื่ออย่างแพร่หลายทีเดียวว่ายุบพรรคเขาเพราะเอาชนะเขาไม่ได้
ก็เลยใช้วิชามารกันทื่อๆตรงๆอย่างนั้นแหละ
การกระทำอย่างนั้นจะไม่ต่างอะไรกับการหักด้ามพร้าด้วยเข่า ในที่สุดพร้าอาจจะไม่หัก แต่เข่าอาจจะหักหรือบุบสลายขนาดเลือดอาบขา เพราะประชาชนทั่วไปจะรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมได้อย่างชัดเจนจนสัมผัสได้ในบรรยากาศ และนึกต่อไปว่าคนไทยธรรมดาที่เดินดินกินข้าวแกงจะได้รับความยุติธรรมอย่างไรในประเทศอย่างนี้
ใครที่คาดว่าถูกกระทำแล้วประชาชนจะอยู่นิ่งๆ เพราะกลัวบารมีของเขาเหลือที่จะกล่าว อาจจะต้องคิดใหม่
คนไทยมีความสุภาพอ่อนน้อม แต่สู้ตายนะครับหากรู้สึกว่าถูกต้อนเข้ามุม
มิหนำซ้ำ หากเกิดการยุบพรรคในคราวนี้ขึ้นอีก ข่าวที่รายงานไปทั่วโลกโดยสื่อมวลชนมืออาชีพที่ไม่ใช่สื่อมวลชนทาส จะปรากฏออกมาอย่างไร ภาพลักษณ์โดยรวมของประเทศไทยหลังจากนั้นจะเป็นเช่นไร
อย่าลืมว่านักลงทุน นักธุรกิจ และเพื่อนพ้องไทยทั่วโลกนั้นมีอยู่มาก และประเทศไทยก็ยังเสน่ห์แรงอยู่ในหลายด้าน แต่หากเขารู้สึกเลยเถิดไปว่าการเมืองไทย โดยเฉพาะการเมืองเบื้องหลัง ใช้อำนาจกันเพลิดเพลินจนหาความยุติธรรมไม่ได้เลยเช่นนี้ วันหนึ่งก็คงกระทบต่อตัวเขา เหมือนที่จู่ๆยึดอำนาจเข้ามาแล้วส่งสัญญาณว่าเราจะหันหลังให้กับนโยบายทุนนิยมนั่นละครับ
ไม่ว่าจะอ้างคดีกรรมคดีเวรที่ไหน หรือจะอ้างกฎระเบียบศักดิ์สิทธิ์ หรือโหลยโท่ยอย่างไรมาเป็นเหตุ เชื่อเถอะครับว่าผลกระทบก็จะออกมาเหมือนกับที่ว่ามาแล้วนั่นแหละ
จะให้โง่สนองรับทุกครั้งมันก็เกินไป.--จบ-

/////////////////////////////////


คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

สัมภาษณ์ 'ทักษิณ' โชว์วิชั่นแก้วิกฤตเศรษฐกิจประเทศไทย


ปีหน้าเศรษฐกิจทั้งของโลก และ ของประเทศ จะแย่กว่านี้อีก น้ำมันจะราคาแพงขึ้นอีก แพงแล้วจะแพงขึ้นอีก ผมเคยพูดในครม.ในช่วงปี 2545 ขึ้นปี 2546 ว่าราคาน้ำมันจะถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาเรล ในวันนั้นไม่มีใครเชื่อครับ ตัวผมเองก็งง ๆ ว่าเป็นไปได้ไหม เพราะผมไปอ่านเจอในหนังสือ ว่า 80 เป็นไปได้ แต่ตอนนี้มันจะถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล แล้ว และ มีคนพูดว่าในปีหน้า จะไปถึง 120 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล นั่นหมายถึงว่าโอกาสที่น้ำมันจะมีราคาจาก 30 บาท ไปถึง 40 บาท ก็ยังมีอยู่สูงมาก เพราะฉะนั้นท่านต้องใช้เงินให้เป็น

ผมไม่ได้ถึงกับบอกว่าไม่ให้ท่านใช้เงิน แต่บอกว่าให้ใช้เงินให้เป็น คืออย่าใช้จ่ายเกินตัว แล้วเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลักก็คือว่า อย่าใช้จ่ายเกินตัว แต่ไม่ได้หมายความว่า ท่านจะไม่ไปทำมาหากินเพิ่มพูดเพื่อให้เกิดมีรายได้มากขึ้น เพื่อท่านจะได้ใช้จ่ายมากขึ้น คือให้ใช้จ่ายตามรายได้ อย่าใช้จ่ายตามหนี้ นะครับ พยายามอย่าสร้างหนี้โดยที่ไม่เกิดรายได้ ต้องสร้างหนี้เพื่อไปลงทุนแล้วสร้างรายได้จริงๆ ถ้าไปสร้างหนี้เพื่อไม่ให้เกิดรายได้ สร้างหนี้เพื่อใช้จ่าย อย่าทำ เพราะอะไรก็จะแพงขึ้น ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจะสูงขึ้นแน่นอน


จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

สัมภาษณ์พิเศษ‘เฉลิม'ฟันธง ‘ยิ่งถล่ม ยิ่งแลนด์สไลด์'


นิภาวรรณ แก้วรากมุกข์

หลังจากสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน (พปช.) ไม่นานนัก ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง สมาชิกที่ไม่ธรรมดา ก็กลายเป็นแกนหลักสำคัญในการปราศรัยหาเสียงให้พรรคพปช. หลังจากที่หัวหน้าสมัคร สุนทรเวช ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความแรงในการตอบโต้ทางการเมืองอย่างหนัก จนภาพพจน์พรรคเริ่มติดลบ

ทำให้อดีตดาวสภาค้างฟ้า อย่าง สารวัตรเฉลิม ต้องรับภาระหนักที่พรรคมอบหมายให้เป็นตัวชูโรงแทบทุกเวทีปราศรัย ทั่วประเทศ

และอดีตดาวสภาผู้นี้ ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะนอกจากจะสร้างสีสันด้วยสำนวนตลกร้ายการเมืองในทุกเวทีแล้ว เขายังสอดแทรกเรื่องหนักๆ ที่ชาวบ้านเข้าใจได้ง่าย และที่สำคัญยังช่วยแก้ต่างข้อกล่าวหาต่างๆ ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรค ที่ถูกคมช.อ้างเหตุในการยึดอำนาจ จนมั่นใจว่า ทุกประเด็นทำให้ชาวบ้านเข้าใจ และพร้อมจะเทคะแนนให้ถล่มทลายไม่ต่างกับการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา

ร.ต.อ.เฉลิม ให้สัมภาษณ์ ถึงการทำหน้าที่ครั้งนี้ในมุมของนักปราศรัยและนักการเมืองที่เจนสนามการเมืองมานานถึงประเด็นต่างๆ อย่างน่าสนใจ

0 การทำหน้าที่ปราศรัยพรรคกำหนดประเด็นให้ หรือท่านว่าเอาเอง

พรรคกำหนดกรอบกว้างๆ เราก็เอาแนวทางมาผสมผสานกับถ้อยคำปราศรัย ทั้งเรื่องนโยบาย เรื่องท่านทักษิณ ถูกใส่ร้าย ส่วนเรื่องนโยบาย จริงๆ บนเวทีปราศรัยไม่ค่อยมีคนฟัง ก็จะมีการโฆษณาทางหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ประธานทีมเศรษฐกิจพรรค ก็ออกไปพูด

การหาเสียงรอบนี้ พปช.เป็นระบบเป็นหมวดหมู่ เรื่องไหนใครพูด เข้าตำรา ใช้คนให้ถูกกับงาน ไม่สะเปะสะปะ จึงเห็นว่าระยะสั้นๆ เราสามารถทำให้ประชาชนเข้าใจได้ และจะเห็นว่าพปช.วันนี้ แนวทางก็คือเป็นพลังของพรรค ไม่เน้นคนหนึ่งคนใด เอาผลงานรัฐบาลที่แล้วมาเป็นตัวตั้ง เอานโยบายที่ท่านทักษิณทำไว้มาเป็นหลัก แล้วก็เพิ่มเติมต่อ ซึ่งประชาชนชอบอยู่แล้วในเรื่องนั้น ก็หาเสียงง่าย

0 หลักในการปราศรัย ให้โดนใจชาวบ้าน

ก็ปราศรัยไปตามธรรมดา ไม่ได้เรียนจากไหน แต่เรียนรู้ด้วยตัวเอง ก็อ่านหนังสือ เพื่อศึกษาเรื่องราวของแต่ละพื้นที่ ประวัติศาสตร์การเมืองเป็นอย่างไร ก็เก็บมาใส่ แล้วเวลาพูดก็เอาเกร็ดมาใส่ เมื่อประชาชนชอบเราก็ใส่นโยบาย ใส่เนื้อหา เวลาพูด 10-20 นาที คนเริ่มเปลี่ยนอารมณ์ เราก็ใส่เกร็ดต่อ อย่างนี้มันสอนกันไม่ได้ และไม่มีที่เรียน

0 ประเด็นการปราศรัยในต่างจังหวัดกับกทม.ต่างกันอย่างไร

อย่างเรื่องการลอบสังหารอดีตนายกฯ ที่คนนึกว่าเป็นเรื่องตลก ก็เป็นเรื่องจริง อย่างเรื่องคดีที่ถูกกล่าวหา เขาสั่งไม่ฟ้องแล้วก็ไม่มีใครพูดถึง ตรงนั้นกินใจคนต่างจังหวัด หรือการลอบฆ่าชัดเจน 5 ครั้ง แล้วเราก็พูดถึงนโยบายแก้ปัญหาความยากจนบ้าง ส่วนกทม.ก็อีกรูปแบบหนึ่ง ก็จะเน้นความต้องการประชาชนว่าจะต่อยอดนโยบายอย่างไร การหาเงินเข้ามาบริหารจัดการนโยบายที่มีอยู่ การทำงานทางการเมือง นโยบายมันเป็นนามธรรม มันจะเป็นรูปธรรมได้ต้องมีเงิน เงินจะเป็นตัวจักรขับเคลื่อนนโยบายให้เห็นผลจริงจัง คือ พปช.เน้นเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง แล้วปัญหาสังคมตามมา

0 เวทีกทม.เน้นเรื่องไหนเป็นพิเศษ ท่ามกลางกระแสการเมืองเวลานี้

แต่ละเวทีก็ต้องทำการบ้าน อย่างวันที่ 12 ธ.ค. ที่เวทีวงเวียนใหญ่ จะพูดเรื่อง สัญญาบาร์ตัน เดคเคอเรชั่น ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่าง 4 มิตรประเทศในกลุ่มอาเซียน หรือกันอนุอาเซียน มีไทยเป็นคนนำ มีพม่า ลาว เขมร ร่วมด้วย ซึ่งปี 2546 มีท่านทักษิณเป็นผู้นำ

บาร์ตัน เดคเคอเรชั่น เป็นการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงเป็นที่มาของการให้พม่ากู้เงินไป 4,000 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ก็ให้เขมรกู้ไป 1,300 ล้านบาท ไปสร้างถนน ให้ลาวกู้ไป 1,500 ล้านบาท ไปสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า แล้วเราก็ซื้อไฟฟ้าจากลาวราคาถูก พ.ต.ท.ทักษิณมองการณ์ไกลเพราะพลังงานบ้านเราลดลง จะสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ไม่ยอม ท่านก็ให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ไป เราก็ทำสัญญาซื้อไฟฟ้าจากลาว ที่เขื่อนน้ำงึม กับเขื่อนที่สร้างใหม่ ในราคามิตรภาพ โดยเอ็กซิมแบงก์ ก็รับรองโดยให้ลาวมาขายพันธบัตร นี่เป็นวิสัยทัศน์ของคนทำธุรกิจ และเป็นผู้นำในกลุ่มอาเซียนระดับอนุอาเซียน

เงินกู้ที่ให้เขมรและลาว สุดท้ายเขาก็มาซื้อวัสดุอุปกรณ์จากไทยไปสร้างถนน ซื้อเครื่องจักร จ้างผู้ชำนาญการ คนงาน ไปทำงาน เงินก็กลับมาประเทศเรา

เช่นเดียวกับพม่ากู้ไป 4,000 ล้านบาท คนก็มองว่า เอาไปซื้อของจากบริษัทชินคอร์ป คนหยิบตรงนี้มาเป็นประเด็น เพราะคับแคบ ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ เพราะบริษัทชินคอร์ป อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ คิดว่าเขามาซื้อคนถือหุ้นก็ได้ส่วนแบ่งเป็นกำไร ถามว่าจะเป็นกำไรได้อย่างไร ในเมื่อยังไม่มีการแบ่งส่วนแบ่ง ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องบอกให้คนรู้ว่า ให้พม่ากู้ไป 4,000 ล้านบาท เขาให้ความร่วมมือดีมาก ในการแก้ปัญหายาเสพติด จนกระทั่งปัญหายาเสพติดลดลง ผมอยากพูดมากกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้เพราะมันเป็นการพูดคุยกันใต้โต๊ะ

อีกอันเขาให้สัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่อ่าวเมาะตะมะ มีรัศมี 2 หมื่น 5 พัน 3 ร้อย ตร.กม.ขณะนี้ ปตท.สผ.ก็ไปดำเนินการในฐานะรัฐวิสาหกิจของประเทศไทย ได้กำไรก็เอาเข้ามาสู่ประเทศ ไม่ใช่พ.ต.ท.ทักษิณได้ เป็นการหยิบยกเรื่องเล็กน้อยมาโจมตีกัน ผมจะเล่าให้ประชาชนที่เวทีปราศรัยวงเวียนใหญ่ และจะไปปิดท้ายที่สนามหลวง 21 ธ.ค.นี้

0 การปราศรัยที่ผ่านมา มีผลอย่างไรในทางการเมือง

คือถ้าเล่นการเมืองตรงไปตรงมา ไม่มีซื้อเสียง ไม่มีเทคนิค ไม่มีการกลั่นแกล้งกัน มันก็ต้องเอาการปราศรัยเป็นตัววัด มันไม่มีตัวอื่น ก็ปรากฏว่าประชาชนให้ความสนใจมาก ระหว่างการปราศรัยก็มีความรู้สึกร่วม และที่สำคัญที่สุดคือเขามีความมั่นใจ เพราะคดีความพ.ต.ท.ทักษิณ ที่คณะปฏิวัติกล่าวหาไว้ กำลังจะจบ ก็มีคดีที่ฟ้องเรื่องเดียวคือที่ดินรัชดา วันนี้คนไทยฉลาด เขาเข้าใจ อยากให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับมา ช่วยหาเงินเข้าประเทศ เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ อาจจะเป็นทูตพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ ท่านก็ไม่ได้สนใจ แต่ยังรักและห่วงพรรคพวก

ตามที่มีข่าวในวีซีดี ซึ่งคนอ่านไปแปลความเกินไป ผมเพิ่งได้ดู ไม่มีอะไรเลยที่ผิดกฎหมาย แล้วท่านทำมาก่อนมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ทำมาก่อนที่จะปรึกษาหารือกับกกต. ส่วนคนจะไปเผยแพร่ระยะไหน จะไปรู้ได้อย่างไรเพราะท่านอยู่อังกฤษ

การที่พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาบอกให้ประชาชนสนับสนุน พปช.ผมอยากฝากไปยังคณะปฏิวัติ ให้ทำใจให้กว้าง เพราะภารกิจของท่านจบแล้ว ที่ผ่านมาแล้ว แล้วไปไม่พูดถึง แต่ถ้าท่านยังไม่คิดกลับกรมกอง ประชาชนเขาจะตำหนิ

และวันนี้ท่านออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองมากเท่าไร ก็ให้มองว่าท่านสนับสนุนอีกพรรคหนึ่งใช่หรือไม่ เวลานี้ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน หน้าที่คือไปเลือกตั้งพรรคที่ชอบ

แล้วที่มีการไปรายงานทางลับทางเปิดว่า ถ้าพปช.กลับมา แล้วคดีความพ.ต.ท.ทักษิณจะหมดไป จะหมดไปได้อย่างไร มันทำไม่ได้ แล้วจะมากล่าวหากลั่นแกล้ง คมช.ก็ไม่ได้ เพราะจบแล้วก็จบกัน ท่านไม่คิด ไม่นึก ไม่มีแล้ว บรรยากาศอย่างนั้น จบ ขอให้ประชาธิปัตย์ (ปชป.) เขาแข่งกับพปช.เถอะ แล้วก็ให้ประชาชนตัดสิน ใครได้เสียงมากกว่าก็จัดตั้งรัฐบาลไป

อีกอันที่เป็นเรื่องไม่มีเหตุผลคือ ชอบไปออกข่าวว่า ถ้าพปช.มาบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ ไม่สงบ ถ้าปชป.มาบ้านเมืองจะเรียบร้อย เอาอะไรเป็นตัววัด เอาความรู้สึก พวกที่ไล่ทักษิณไปก่อนปฏิวัติ ออกทีวีด่าอย่างเดียว นี่แหละคะแนนจะแลนด์สไลด์ จำคำพูดผมไว้ ประชาชนเขารับไม่ได้หรอก ถ้าอยากเลือกโจรให้เลือกพรรคนี้ คุณเอาอะไรมาพูดว่าเขาเป็นโจร และเป็นมหาโจร มันต้องอยู่ที่ศาล แต่ปีสามเดือนแล้ว เรื่องก็ยังไม่ไปไหน ผมมีความมั่นใจว่าเราน่าจะได้เกินครึ่ง และตั้งรัฐบาลได้

0 ถ้าพปช.มาที่ 1 ซึ่งชอบธรรมในการตั้งรัฐบาล คิดว่าจะมีปัจจัยอะไรที่จะทำให้ตั้งไม่ได้

ผมยังมองไม่เห็นตรงนั้น เพราะผมยังมั่นใจว่าเราเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าเราเกินกึ่งหนึ่งไม่มาก เกิน 1-2 เสียง แล้วไม่มีใครมาร่วม เราก็ตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ก็ต้องระดมกันมาดูในส่วนของกฎหมายที่จำเป็น เพราะเราพร้อมด้านนโยบาย พร้อมด้านการหาเงินเข้าประเทศ

0 ตัวเลขเท่าไรจึงจะตั้งรัฐบาลพรรคเดียว

ผมคิดว่า 270 ก็ปลอดภัย เลยมา 30 ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว พปช.เราเอาอดีตมาสู่ปัจจุบันแล้วศึกษาเพื่อนำไปสู่อนาคต

0 ห่วงกระแสกลุ่มต่อต้านใน กทม.อย่างกลุ่มพันธมิตรหรือไม่

คราวที่แล้วอาจจะมีคนเห็นดีเห็นงาม แต่คราวนี้คนชั้นกลางไม่มีเงินผ่อนบ้านแล้ว เขาจะปล่อยให้คนอื่นบริหารไม่ได้แล้ว ต้องให้ พปช. ผมคิดว่าตรงนั้นจะมีอีก มีรอบนี้ ต้องชี้แจงกัน ไม่ปล่อยซับซ้อนเอาไว้จนเกิดความเข้าใจผิด

0 การชูยุทธศาสตร์เลือกสมัคร เท่ากับได้ทักษิณ ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการสร้างเงื่อนไข ที่ไม่ใช่ความปรองดองหรือสมานฉันท์

ปรองดองเขาเสนอแล้ว แต่ไม่เห็นมีใครเอาด้วย มันเป็นคนละเรื่องกัน เราจะไปบอกว่าคู่ต่อสู้ดี อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วบอกมาเลือกผม มีที่ไหนประชาธิปไตยในโลก เมื่อแข่งขันก็ต้องบอกข้อบกพร่องของแต่ละฝ่าย เขาก็บอกของเรา เราก็บอกของเขา ปัญหาอยู่ที่ว่า ประชาชนจะเชื่อใคร ถ้าเชื่อเขาเราก็แพ้ ถ้าเชื่อเราๆ ก็ชนะ แต่หลังเลือกตั้ง ก็มาเจรจาความสิ ถ้าจะเป็นรัฐบาลสมานฉันท์ก็เป็นไปได้ ถ้าอยากเป็นฝ่ายค้านก็ตามใจ มันขาดตั้ง 70-80 แต้ม มาคิดตั้งรัฐบาลแข่ง คุณกล้าทำไหม ผมไม่ได้ท้าทาย แต่คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่กล้าทำ

ถามว่าแนวโน้มความสมานฉันท์ทางการเมืองจะมีไหม มีได้ แต่หลังการเลือกตั้ง ระหว่างการรณรงค์หาเสียงมันต้องแข่งขันกัน มันก็มีแข่งสองพรรค ผมพูดมานานแล้ว ว่าแข่งระหว่างประชาธิปัตย์ กับพลังประชาชน แต่หลังเลือกตั้งเมื่อเบ็ดเสร็จ ก็จัดตั้งรัฐบาลสมานฉันท์ได้ แต่เท่าที่ปรากฏ ก็ไม่เห็นมีใครยอมรับ คนโน้นก็ไม่เอา คนนี้ก็ไม่เอา

เรื่องเลือกสมัคร ได้ทักษิณ เราก็พูดชัด มันผสมผสานกันอยู่แล้ว เลือกสมัครได้ทักษิณถูกต้อง ผมเป็นคนพูดเรื่องนี้ที่สนามหลวง เป็นแนวคิดของผม แต่ก็ยังมีคนมากระแนะกระแหน ว่า พปช.หาเสียงผิดพลาดมาก อย่างนี้มีแต่แพ้ แต่ไม่ใช่ อันนี้แหละเข้าเป้า

และที่สำคัญที่สุด เรามีนโยบายด้านเศรษฐกิจดีกว่าพรรคอื่น พรรคอื่นมีแต่นโยบายที่เป็นไปไม่ได้ ผมไประบุพรรคไม่ได้ ไม่เหมาะ แต่ถามว่านโยบายพรรคไหนที่จะเข้าไปทำทันที มันเป็นไปไม่ได้ เพราะงบประมาณเขาจัดไว้หมดแล้ว มันต้องรองบประมาณปีหน้า 2551 มันเริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2550 ครั้นเข้าไป จะไปจัดงบเพิ่มเติมมันทำไม่ได้ เพราะมันไม่มีเงิน คราวนี้จัดงบขาดดุลตั้ง 1 แสน 6 หมื่นล้านบาท ถ้าจัดงบเพิ่มเติม มันหมายความว่าเงินเหลือ ถึงจัดงบเพิ่มได้

ตรงนี้เมื่อมาเปรียบเทียบกัน แล้วคนเขาเห็นชัด เมื่อมาเปรียบเทียบกันแล้ว ทุกคนประชานิยมหมด แต่ไม่บอกวิธีหาเงิน ตรงนี้เราทำได้ผล เพราะบอกชัด แล้วประชาชนเห็นและเชื่อว่า พปช.ทำได้ แล้วเขาเชื่อว่า ถ้าวันหนึ่งถ้ากฎหมายมันปลอดโปร่ง และให้ท่านทักษิณทำงานได้ เขาก็บอกจะหาเงินเข้าประเทศ ทุกอย่างจะดี--จบ


'สมัคร' ด่ายับ'อีแอบผมขาว'ทำลายสถาบัน


เมื่อเวลา 17.00 น. วานนี้ (12 ธ.ค.) ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสิน พรรคพลังประชาชนทำการปราศรัยใหญ่ ภายใต้หัวข้อ "กู้วิกฤติเศรษฐกิจชาติ เพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างเร่งด่วน" ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมรับฟังนับหมื่นคนจนเต็มบริเวณ โดยนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ รวมทั้งนางพจนีย์ ณ ป้อมเพชร มารดาคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกฯ ได้มาร่วมรับฟังและให้กำลังใจ นอกจากนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีต รมช.คมนาคม และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่เพิกถอนสิทธิการเมือง 5 ปี ก็เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย สำหรับบรรยากาศการปราศรัยเริ่มตั้งแต่ 17.00 น. โดยมีผู้สมัคร ส.ส. กทม. และแกนนำพรรค สลับขึ้นปราศรัย กระทั่งเวลา 19.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้ขึ้นปราศรัย เนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงเป็นการโจมตี คมช.

"อีแอบผมขาวเป็นคนเรียกร้องให้สื่อมวลชนเล่นข่าวด่าผม บ้านเมืองวุ่นวายเพราะไอ้เจ้าคนนี้ มีคนบางคนกล่าวหาว่าอดีตนายกรัฐมนตรีไม่จงรักภักดี ไปเอาสถาบันมาเหยียบย่ำคนอื่น ไอ้หัวโจกนี้แหละที่ทำลายสถาบันอย่างแท้จริง อีแอบคนนี้ยังไม่มีใครคิดบัญชี" นายสมัครกล่าวตอนหนึ่ง

นายสมัครกล่าวหลังการปราศรัยถึงกระแสข่าวที่จะมีการยุบพรรคพลังประชาชนว่า เป็นเรื่องของสื่อมวลชนนำเสนอกันไปเอง เรื่องมันยังไม่ถึงขั้นนั้น ส่วนกรณีที่ กกต.มีมติ 4-1 เห็นว่า คมช.ไม่มีความผิดกรณีเอกสารลับนั้น คิดว่าพรรคพลังประชาชนจะดำเนินการจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อก่อนทำมาอย่างไร ต่อไปเราจะทำไปตามนั้น เมื่อถามกรณีที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. อาจจะยื่นฟ้องพรรคพลังประชาชน นายสมัครตอบว่า ฟ้องเลย ถ้า พล.อ.สมเจตน์ไม่ฟ้องก็ไม่ใช่ลูกผู้ชาย เมื่อถามถึงรายงานข่าวว่ามีชาวฮ่องกงขนเงินเข้าประเทศจำนวน 60 ล้านบาท นายสมัครตอบว่า พรรคไหนเอาเข้ามา อยากรู้เหมือนกันว่า 60 ล้านบาท มันไม่น้อยไปหน่อยหรือ ทำไมไม่เป็น 600 หรือ 6,000 ล้านถ้าจะซื้อเสียง

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้สมัคร ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมานี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้โทรศัพท์มาหา เลยบอกไปว่าตอนนี้อยู่ฮ่องกงจะไม่ปลอดภัย ท่านเลยบินไปประเทศดูไบ จากนั้นจะไปลอนดอน ก็บอกว่าระหว่างวันที่ 19-20 ธ.ค. ค่อยมาอยู่ที่ฮ่องกงเพื่อมารอดูชัยชนะของพรรคพลังประชาชน

'ไฮ-ทักษิณ' ร้อนฉ่า(อีก)แล้วกม.ใหม่บล็อกเว็บไซต์ไม่ง่าย



และแล้วเว็บไซต์ "ไฮ-ทักษิณ ดอตเน็ต" ก็สร้างกระแสฮือฮาให้การเมืองไทย และแวดวงไอซีทีอีกครั้ง หลังเผยแพร่คลิปวิดีโอที่เต็มไปด้วยอักษรย่อ เอ่ยถึงแกนนำพรรคการเมืองที่ลงสนามเลือกตั้งในครั้งนี้ ร้อนถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องส่งหนังสือด่วนถึงกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบ
"ธานีรัตน์ ศิริปะชะนะ" ผู้ตรวจราชการและโฆษกกระทรวงไอซีที เปิดเผยว่า ก่อนที่ กกต.จะทำหนังสือขอความร่วมมือมา กระทรวงไอซีทีมีการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว ผ่านการทำงานของศูนย์เฝ้าระวังและตรวจสอบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร โดยยึดกรอบอำนาจของกระทรวงที่มีหน้าที่กำกับดูแลตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และเมื่อ กกต.ขอความร่วมมือมาก็พร้อมให้ความร่วมมือแต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบอำนาจของกระทรวง ไอซีทีและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ทั้งนี้ กกต.ขอให้ไอซีทีตรวจสอบและส่งข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ที่จัดทำโดยผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกพรรคการเมือง พรรคการเมือง หรือได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมือง ที่มีการเสนอข้อความจูงใจด้วยการใส่ร้าย ที่หมิ่นเหม่หรือฝ่าฝืนมาตรา 53 (5) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 เพื่อให้ กกต.ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
กรณีเว็บไซต์ไฮ-ทักษิณดอตเน็ต ไอซีทีก็เฝ้าระวังอยู่ ทางฝ่ายกฎหมายกำลังพิจารณาว่าเข้ามาตรา 14 (1) และ 14 (2) พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่ห้ามเผยแพร่ข้อความเท็จทำให้ผู้อื่นเสียหายหรือไม่
แต่ถ้าเป็นการหมิ่นประมาทอย่างเดียวจะถือเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้เสียหายที่ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดำเนินการหรือถ้าพิสูจน์ได้ว่าเว็บไซต์ดังกล่าวทำขึ้นโดยพรรคการเมืองหรือได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองให้มีการใส่ร้ายกันก็จะผิดกฎหมายเลือกตั้งที่ กกต.มีอำนาจกำกับดูแล หากเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์และแจ้งให้ไอซีทีทราบเป็นทางการ กระทรวงไอซีทีก็จะยื่นเรื่องไปยังศาลเพื่อขอให้ปิดกั้นเว็บไซต์ดังกล่าว
"การปิดกั้นเว็บไซต์ในขณะนี้ไม่สามารถทำได้ตามอำเภอใจแล้ว ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือผิดต่อศีลธรรมอันดีเท่านั้น ที่สำคัญต้องขออำนาจศาลตามที่ พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กำหนดไว้"
แหล่งข่าวจากกระทรวงไอซีทีเปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้กระทรวงไอซีทีตรวจสอบเว็บไซต์ของ ผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองทุกเว็บ พบว่ามีการโพสต์ข้อความโจมตีกันตามประสานักการเมือง แต่ไม่ได้หนักหนาร้ายแรงอะไร และยังไม่มีเว็บใดเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือตามกฎหมายเลือกตั้ง กรณีเว็บไฮ-ทักษิณเอง กระทรวงไอซีทีคอยตรวจสอบตลอด แต่สิ่งที่เผยแพร่ ณ ตอนนี้ ไม่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จึงไม่มีอำนาจเข้าไปจัดการใดๆ ได้
"ถือเป็นหน้าที่ของผู้เสียหายที่ต้องดำเนินการ ยิ่งข้อมูลที่เผยแพร่ส่วนใหญ่ใช้อักษรย่อด้วยแล้ว การจะเอาผิดฐานหมิ่นประมาทก็ทำได้ยาก และถ้าต้องการเอาผิดตามกฎหมายเลือกตั้งก็เป็นหน้าที่ของ กกต.ที่ต้องพิสูจน์ตัวตน และที่มาของแหล่งเงินสนับสนุนอีกด้วย
เพราะเว็บดังกล่าวจดทะเบียนในนามบริษัท กระทรวงไอซีทีเองไม่มีอำนาจดำเนินการแต่อย่างใด"
หน้า 38--จบ--

--ประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 13 - 16 ธ.ค. 2550--

เสียดายเวลา

เหตุจากแผนบันได 4 ขั้น เพื่อสลายอำนาจเก่าไม่เข้าเป้า เพราะกระแสนิยมอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ยังไม่เหี่ยวปลาย

แนวโน้มชี้ชัดว่าพรรคพลังประชาชนจะได้ ส.ส.มากที่สุดในสภาฯ

ฉะนั้น ก็เหลืออีกประตูเดียว...

คือต้องยุบพรรคพลังประชาชนให้ สูญพันธุ์

ยังเหลือเวลาก่อนเปิดหีบเลือกตั้งอีก 10 วัน พรรคพลังประชาชนจะรอดเงื้อมมือ กกต.ไปได้หรือไม่? โปรดติดตามอย่ากะพริบตา??

ความจริงการที่ชาวบ้านยังคิดถึง “ทักษิณ” ทั้งๆ ที่ถูกปฏิวัติตกเก้าอี้ไป จะโทษใครไม่ได้ ต้องโทษ คมช.เอง!!

เพราะ คมช.ไม่ได้ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม

แถมยังทำลับๆ ล่อๆ ให้สงสัยว่า คมช. จะต่อท่ออำนาจซะเอง??

แผนยุทธศาสตร์สลายขั้วอำนาจเก่า ก็ทำแบบโจ๋งครึ่มไม่นิ่มนวลแนบเนียน ทำให้ คมช.เสียรังวัดไปบานตะไท

เท่ากับไปเพิ่มกระแสความเห็นใจให้ “ทักษิณ” ฟรีๆ

แต่ล้มเหลวที่สุดก็คือ การตั้งรัฐบาลขิงแก่ให้รับหน้าเสื่อบริหารบ้านเมืองในช่วงที่ เว้นวรรคประชาธิปไตย 1 ปี

เพราะรัฐบาลขิงแก่ใช้เวลาหมดไปโดยไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

การทำงานก็ไม่ฉับไว ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่มีวิสัยทัศน์ที่แหลมคม

เป็นรัฐบาลที่จืดชืดยิ่งกว่าแกงจืดลืมใส่นํ้าปลา

ในจำนวน ครม.ขิงแก่ 35 คน จะหารัฐมนตรีที่ทำงานเข้าตาประชาชนก็ยากเต็มที

ยิ่งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขาลง ก็ยิ่งสะท้อนสภาวะเกียร์ว่างชัดเจน เพราะรัฐบาลขิงแก่ไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเสริมสร้างความมั่นใจให้ประชาชน

เหมือนชาวบ้านถูกปล่อยให้เอาตัวรอดกันเอง

ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างรัฐบาลขิงแก่กับรัฐบาลไทยรักไทย ซึ่งเชี่ยวชาญด้านประชานิยม

หมายเหตุ 2 วันก่อน “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” อดีตรองนายกฯและ รมว.คลัง วิจารณ์ รัฐบาลขิงแก่ได้แซ่บอีหลีอย่าบอกใคร

“หม่อมอุ๋ย” ชี้ว่าการที่รัฐบาลขิงแก่ ไม่ให้ความสำคัญในการดูแลประชาชนรากหญ้าเท่าที่ควร ทำให้คะแนนไหลไปที่พรรคพลังประชาชน

การที่รัฐบาลขิงแก่ไม่กล้าฟื้นหวยบนดิน ทำให้ชาวบ้านเทคะแนนให้พรรคการเมืองที่ชูนโยบายจะฟื้นหวยบนดิน

การที่รัฐบาลขิงแก่ไม่เร่งลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ ทำให้เศรษฐกิจไม่ขยายตัว และไม่สร้างบรรยากาศให้ภาคเอกชนอยากลงทุน

นี่คือจุดพลาดของรัฐบาลขิงแก่ที่ “หม่อมอุ๋ย” วิจารณ์

“แม่ลูกจันทร์” ยืนยันว่ารัฐมนตรีขิงแก่ ทุกท่านเป็นคนดี แต่เป็นคนดีที่ไม่เหมาะกับสถานการณ์

ถามว่าหนึ่งปีเศษของรัฐบาลขิงแก่มีผลงานชิ้นโบแดงอะไรบ้างที่ชาวบ้านประทับใจ??

ขอประทานกราบเรียนด้วยความเคารพว่า ยังนึกไม่ออกจริงๆ

สำหรับ “แม่ลูกจันทร์” ที่ผิดหวังมากคือ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน 3 สาย ที่นายกฯ “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” เคยประกาศอย่างมั่นใจว่าจะเปิดประมูล ได้ภายในปีนี้แน่นอน

แต่บัดนี้...โครงการรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย ยังค้างเติ่งต่อไป

ล่าสุด โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางซื่อ-บางใหญ่ ระยะทาง 23 กม. ก็เกิดขัดข้องทางเทคนิค ต้องเลื่อนไปอีกหลายเดือน

พูดกันชัดๆคือ ต้องผ่องถ่ายไปให้ นักการเมืองตัดสินใจแทน

ส่วนโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-ตลิ่งชัน ระยะทาง 15 กม. สายสีนํ้าเงิน หัวลำโพง-บางแค ก็ป่วยเป็นโรคไส้เลื่อนตามรถไฟฟ้าสายสีม่วง เพราะติดปัญหาที่ดิน

รวมทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู แจ้งวัฒนะ-มีนบุรี สายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง และสายสีนํ้าตาล รามคำแหง-สุวินทวงศ์ ก็ยังติดแหง็กอย่างเดิม

แหม...ถ้าทำได้เร็วๆ ก็ไม่ใช่รัฐบาลเต่าน่ะซีโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว


จาก http://www.thairath.co.th/#

พลังเงียบ โดย..พญาไม้ทูเดย์

พญาไม้ทูเดย์

พลังประชาชนนั้น...นำโด่งอยู่แล้วใน
การเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่จะถึง
แต่เกือบครึ่งของประชาชนยังไม่มี
ความเห็น..เป็นพลังเงียบที่จะกลายเป็นเสียง
ชี้ขาดว่า ฝ่ายใดจะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้ง
พลังเงียบ..คือประชาชนที่ไม่สนใจใน
เรื่องการบ้านการเมืองใช่หรือไม่...หรือเป็น
ประชาชนที่ยังไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
และกำลังศึกษารอวันตัดสินใจเมื่อใกล้เวลา
พรรคใดผู้สมัครท่านใด..จะเข้าถึงจิตใจ
ของพลังเงียบ..และจูงใจจูงมือให้เดินเท้าเข้า
สู่คูหาเลือกตั้ง
คราวใดที่พลังเงียบถูกจุดติด เราจะ
ได้เห็นการลงคะแนนแบบแลนด์สไลด์..
คือพรรคการเมืองหนึ่งได้คะแนนอย่าง
มากมายจนถึงครึ่งของจำนวนที่นั่งในสภา
พรรคประชาธิปัตย์..น่าจะได้เปรียบกว่า
ในฐานะผู้ที่จะอาสาสร้างสันติสุขในระบอบ
ประชาธิปไตยให้กลับคืนมาสู่ประเทศนี้
แต่น่าเสียดาย พรรคประชาธิปัตย์..
กลับไปเล่นบทเดียวกับฝ่ายเผด็จการ..และ
ร่วมอยู่ในประชาธิปไตยแบบผีดิบ..คือ
ประชาธิปไตยแบบครึ่งๆ กลางๆ
ทำลายจิตวิญญาณ..แห่งความเป็น
ประชาธิปัตย์ที่ฟูมฟักกันมาตลอดเวลากว่า
ครึ่งศตวรรษ..จิตวิญญาณแห่งความเป็น
พลเรือน
พลังประชาชน..อาจจะได้รับอานิสงส์
จากพลังเงียบ..หากฝ่ายกองทัพและ
ผู้ครองอำนาจในปัจจุบันไปกระตุ้นต่อม
สงสารของพลังเงียบ จากการใช้อำนาจใน
มือบดขยี้พรรคพลังประชาชน
ความสงสารและเห็นใจ อาจจะเป็น
รหัสลับที่เปิดขุมทรัพย์แห่งเสียงให้ไหลบ่าเข้า
มาสนับสนุนพรรคพลังประชาชน
ประชาชนผู้อ่อนแอ และพลังประชาชน
ที่ถูกก่อกวนกลั่นแกล้ง
ถ้าพลังประชาชน..เล่นบท..พรรคที่น่า
สงสารเป็นเมื่อไหร่...คะแนนเงียบที่ซุ่มอยู่
จะไหลสู่คูหาเลือกตั้ง และส่งพรรคพลัง
ประชาชนข้ามฟากทันที
พรรคการเมืองนั้น..มีรากแก้วรากฝอย
อยู่ที่ประชาชน..พรรคการเมืองที่มีปืนรถถัง
ค้ำซ้าย..มีผู้ยิ่งใหญ่ค้ำขวา..ต่างเกิดมาแล้ว
สาบสูญ..
จะถึงเลือกตั้งกันอีกไม่กี่วันข้างหน้า..
ยังทายไม่ถูกว่า...พลังเงียบจะเหยียบ
เรือฟากไหน..








จาก http://www.bangkok-today.com/

Wednesday, December 12, 2007

สศช.ชี้ปี 51 เยาวชนกว่า 500,000 คน เสี่ยงเกี่ยวข้องยาเสพติด


สศช.ชี้ปี 51 เยาวชนกว่า 500,000 คน เสี่ยงเกี่ยวข้องยาเสพติดกรุงเทพฯ 12 ธ.ค.- สศช.ชี้ภาวะสังคมไตรมาส 3 คดียาเสพติดยังรุนแรงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ส่งผลปัญหาความมั่นคงทางสังคม และคาดว่าปี 2551 เยาวชนอายุ 13-18 ปี ถึง 560,000 คน เป็นกลุ่มเสี่ยงเกี่ยวข้องยาเสพติด

นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช) แถลงรายงานภาวะสังคมไทยในไตรมาสที่ 3 (ก.ค.-กย. 2550) มีความโดดเด่นมิติด้านความมั่นคงทางสังคมที่พบว่า ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินลดลง พิจารณาจากคดีต่าง ๆ ได้แก่ ประทุษร้ายต่อทรัพย์ คดีชีวิตร่างกายและเพศ และคดียาเสพติด มี 69,853 คดี เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.58 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2549 ซึ่งมี 59,920 คดี โดยเฉพาะคดียาเสพติดสูงสุดจำนวน 38,537 คดี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2550 ส่งผลการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชายอายุ 15-18 ปี มีสาเหตุสำคัญจากการคบเพื่อนในกลุ่มติดยาเสพติด

นายอำพน กล่าวด้วยว่า ปัญหายาเสพติดจะเป็นมหันตภัยร้ายที่จะหวนกลับมา เพราะแนวโน้มความรุนแรงยาเสพติดเพิ่มต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2547-2549 โดยปี 2547 มี 55,472 คดี ปี 2548 มี 74,403 คดี โดยเฉพาะข้อหาครอบครองเพื่อจำหน่ายมีจำนวนสูงสุด แสดงให้เห็นว่ามีผู้กระทำผิดรายใหม่เกิดขึ้น เฉลี่ยถึงร้อยละ 19.3 ต่อปี ขณะเดียวกันผู้รับการบำบัดรายใหม่มีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วย คือ ร้อยละ 12 ต่อปี ซึ่งวงจรยาเสพติดจะนำเข้ามาใช้กันเองในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และมีการลักลอบนำเข้าจากประเทศแหล่งผลิต มูลเหตุจูงใจผู้ค้ารายใหม่คือเงินและผลกำไร และที่น่าห่วงมาก คือ ผู้เสพผู้ค้าเป็นเยาวชนอายุ 18-24 ปี เป็นแรงงานและคนว่างงาน คาดการณ์ไว้ว่าปี 2551 เยาวชนอายุ 13-18 ปี จำนวนถึง 560,000 คน จะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งมาตรการภาครัฐอย่างเดียวไม่มีพลังเพียงพอที่จะปราบวงจรนี้ได้ ต้องมีมาตรการแก้ปัญหาสังคมที่จะเป็นพื้นฐานครอบครัวให้มาก

"เรื่องความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเศรษฐกิจที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับความเป็นอยู่ เศรษฐกิจรุมเร้า ของก็แพง การแก้ปัญหาในปัจจุบันรัฐบาลมุ่งแก้ภาพใหญ่ ภาพเศรษฐกิจผู้ประกอบการไม่มอง และการแก้ปัญหาในสังคมที่พบว่าครอบครัวเกิดภาวะที่ไม่อบอุ่น นำไปสู่ความไม่มั่นคงปลอดภัยในคดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น" เลขาธิการ สศช.กล่าว.

จาก สำนักข่าวไทย