WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 13, 2007

พิลึก (บทบรรณาธิการ ประชาทรรศน์)

การดำเนินการเรื่องเอกสารลับ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. มีการ พูดจาสร้างกระแส ในลักษณะที่ว่า ปฏิบัติการมีการยกเลิก


ตามระเบียบราชการ การสั่งการมีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร มีแผนการดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน แต่บอกว่ามีการ ยกเลิกด้วยวาจา ปฏิบัติการจึงยังไม่มีผลอะไรในทางปฏิบัติ


ใครจะเชื่อก็เชื่อกันไป


คนไทยจำพวกหนึ่งช่วยกันประโคมข่าวตามที่ฝ่าย คมช. ได้บอกกล่าว โดย ไม่เคยสำรวจตรวจสอบว่ามีแผนปฏิบัติการอย่างไร


ประชาทรรศน์ได้ทุ่มเทตรวจสอบเรื่องนี้ จนกระทั่งเราเจอเอกสาร ประชาธิปไตยสีขาว ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการของ คมช. เปี๊ยบ เป็นเอกสารที่แสดงไว้ใน วันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2550 หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้ง และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว


ในโครงการประชาธิปไตยสีขาว มีการนำคำแถลงของ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล โฆษกกระทรวงมหาดไทย มาเผยแพร่ และเป็นองค์บรรยาย


ในโครงการประชาธิปไตยสีขาว มีการนำ ดร.เสรี วงษ์มณฑา ซึ่งรู้กันดีว่ารับงานที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ให้กับพรรคชาติไทย มาเป็นองค์บรรยาย


ล่าสุด พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ครส. ออกไปชี้นำแรงงานไทยในประเทศสิงคโปร์ ในวันที่ 9 ธันวาคม 2550 ให้ร้ายคนไทย 2 เรื่องสำคัญที่ยอมรับไม่ได้ คือ


มีการพยายามทำลายสถาบันที่ทุกคนเคารพรัก


การเลือกตั้งครั้งนี้มีการซื้อเสียงมากที่สุด


ซึ่งการบรรยายนี้ตรงกับที่ เอกสารลับฉบับที่ 3 เป็นการไปกล่าวลากำลังพล เนื้อหาใกล้เคียงกันมาก


เหตุการณ์ทั้งหมดล้วนสอดประสานงาน


แล้วจะบอกว่าปฏิบัติการตามเอกสารลับนี้ได้ยุติลง โดยการสั่งการด้วยวาจา


คนใน ภาคเหนือ และ ภาคอีสาน เขาเห็นกันทั่ว ก่อนจะมีพระราชกฤษฎีกา และหลังจากมีพระราชกฤษฎีกา มีคนแต่งกายเหมือนทหาร ลงพื้นที่ตามหมู่บ้านต่างๆ เหมือนตอนช่วงที่มีการชักจูงให้คนไปลง ประชามติ รับ ร่างรัฐธรรมนูญ


หาก กกต. ปฏิบัติตนบนความเที่ยงธรรม


คำถามจึงเกิดขึ้นมาว่า เอกสารที่ทหารนำมาแล้วบอกว่าของจริง เหมือนฉบับสำเนาที่ส่งมาให้ก่อนหน้านี้ ซึ่งมันก็สมควรจะเป็นแบบนั้น ดังนั้นเนื้อหาของการสอบสวนไม่มีอะไรแตกต่างจากชุดที่อนุกรรมการได้เคยสอบสวนมา เพราะไม่มีเนื้อหาอะไรใหม่เลย


มติที่ออกมา จะต้องไม่แตกต่างจากคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน ชุดที่มี นายสุพล ยุติธาดา เป็นประธาน ที่ลง มติ 7 ต่อ 0 ชี้ขาดว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายไม่เป็นกลาง คมช. แทรกแซงการเลือกตั้ง แต่ มติ 4 ต่อ 3 เห็นว่าไม่สมควรลงโทษ คมช. เพราะมีบทเฉพาะกาลว่าด้วย การนิรโทษกรรม ในการกระทำทั้งก่อนและหลังการปฏิวัติรัฐประหาร จะทำอะไรก็ได้ คุ้มกะลาหัว อยู่


เอกสารฉบับจริงที่ คมช. นำมาแสดง และ กกต. บางท่านบอกว่าไม่ต้องส่งไปกองพิสูจน์หลักฐาน


ที่จริงควรจะส่งไปสหรัฐอเมริกา เพื่อตรวจสอบในระยะเวลาของเอกสาร ว่าเพิ่งทำขึ้นมาหลังจากมีข่าวสารใช่หรือไม่


เพราะวันแรกๆ ข่าวสารที่ คมช. นำออกมาตอบโต้นั้นดูเหมือนว่าไม่ตรงกับสิ่งที่นำมาโชว์กันในวันนี้แม้แต่น้อย หากจะจำกันได้ เขาพยายามเบี่ยงเบนประเด็น กล่าวหาเป็น เอกสารปลอมบ้าง เป็น เอกสารที่คนในกองทัพนำมาขายบ้าง


เวลา นักการเมืองคนหนึ่งแฉว่าถูกเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์ ระหว่างถูกเอาตัวไปขังเดี่ยว กลับ รีบๆ ลนๆ นำเอกสารซึ่งเป็นเมนูข้าว มาโชว์เป็น หลักฐานในวันรุ่งขึ้น


มันหลายมาตรฐาน จนคนเขารู้ว่า เริ่มมีความไม่ชอบมาพากล


หากปล่อยให้ อำนาจรัฐที่ได้มาจากกระบอกปืน ทำอะไรก็ได้


เราอย่าหวังจะเกิดการ ปฏิรูปการเมืองในผืนแผ่นดินไทย นี้เลย ไม่มีประโยชน์โพดผลใดๆ ที่จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ โดยนำประชาธิปไตยมากล่าวอ้าง


สามัญสำนึกของคนปกติธรรมดา ย่อมมีคำตอบได้อยู่แล้ว


วันนี้ กกต. ตัดสินใจอย่างไรออกมา


ในเมื่อเราเกิดบนผืนแผ่นดินไทย จะให้ประชาชนที่ไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำของคนถืออำนาจรัฐ สมรู้ร่วมคิดกันกับนายทหารบางคน สื่อบางสำนัก นักเคลื่อนไหวไร้จุดยืน ที่บีบบังคับ


เขาเห็นว่าประชาชนเป็นลูกไก่ในกำมือ จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด กระนั้นหรือ


ปรัชญาที่ว่า ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน มันไม่แท้จริงแล้วกระนั้นหรือ


แล้วมันกลายเป็น ของใคร โดยใคร เพื่อใคร


นี่...เราเดินมาสุดทางหรือยัง เรายังจะไปไหนมาไหนได้อีกไหม มันมีทางเลือกให้เราเดินมากกว่านี้ไหม


ประชาชนพร้อมจะตัดสินใจใน วันที่ 23 ธันวาคม 2550


แต่...มันอาจจะเป็น การตัดสินใจ ที่พร้อมจะถูกขัดขวางจาก ขุนทหารโฉดชั่ว ขุนนางสุดเลว สื่อชั่วบางสำนัก นักการเมืองเก่าแก่แล้วยังกลับกลอก และ นักเคลื่อนไหวไร้จุดยืน


ตลอด 6 ปีมานี้ บ้านนี้เมืองนี้ มีเรื่องพิลึกเข้าไปทุกวัน ทุกวัน



จาก http://www.prachatouch.com/

มีชัยจวกแกนนำผู้ชุมนุม การศึกษาดีไม่รู้วิธีพูดจา


วันนี้ (13 ธ.ค.) มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการชุมนุมคัดค้านการทำหน้าที่ของสนช.ว่า ยืนยันทำหน้าที่ต่อไป เพราะเป็นสิ่งที่หนี หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่ของสนช.ไว้ อีกทั้งการทำหน้าที่ ก็ยังไม่สำเร็จ ตนขอทำความเข้าใจว่า สนช.เร่งพิจารณากฎหมาย โดยมีวาระการพิจารณากฎหมาย 30-40 ฉบับนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจผิด

"เรื่องทุกเรื่องที่รัฐบาลส่งมา หรือคณะกรรมาธิการพิจารณา เสร็จแล้ว เมื่อมีเรื่องเท่าใด ก็ต้องบรรจุสู่วาระการประชุม โดยพิจารณาได้เท่าใดก็ได้เท่านั้น ไม่ใช่จะพิจารณาทั้งหมด" ประธาน สนช. กล่าว และว่า การทำหน้าที่ของ สนช. เป็นหน้าที่ คนที่มีการศึกษาดี เป็นครูบาอาจารย์ เป็นสมาชิกวุฒิสภามาแล้ว น่าจะรู้จักวิธีพูดจากัน หากไม่ชอบกฎหมายฉบับใด หรือคิดว่ากฎหมายฉบับใดไม่เป็นธรรมกับประชาชน ก็มาคุยกันได้ หากเหมารวมทั้งหมด ทั้งกฎหมายของฝ่ายบริหารและฝ่ายประชาชน ก็จะมีการปะปนกันมาก ที่ผ่านมาไม่เคยมีการประสานเพื่อพูดคุยในเรื่องนี้

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจอน อึ๊งภากรณ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน พร้อมด้วยตัวแทนจำนวน 3 คน เข้าพบนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้ สนช.ยุติการประชุม และให้ถอนร่างกฎหมาย 11 ฉบับที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

ภายหลังเข้าหารือ นายจอน กล่าวว่า ได้เรียกร้องให้รัฐบาล ถอนร่างกฎหมายที่อาจก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในอนาคต ยืนยันกฎหมายที่ละเมิดสิทธิของประชาชน ต้องไม่ผ่านสภาชุดนี้ และต้องปิดตัวเองอย่างเป็นทางการในการพิจารณากฎหมาย ภาคประชาชนมีจุดยืนเพียงต้องการให้กฎหมายที่ละเมิดสิทธิรอการพิจารณาจากรัฐบาลชุดใหม่



จาก http://www.thairath.co.th/#

จงใจยั่วของแข็งเห็นๆ

ไม่ได้ผิดโผที่หลายฝ่ายคาดการณ์ผล เขียนใส่ซองไว้ล่วงหน้า

และแม่นที่สุดต้องยกให้คิวของ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ฟันธงล่วงหน้ามาเป็นเดือนๆแล้ว

คิวนี้ต้องออก “เจ๊า”

ล่าสุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงมติด้วยคะแนนเสียง 4 ต่อ 1 ให้ยกคำร้องกรณีเอกสารลับของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

ด้วยเหตุได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และรัฐธรรมนูญปี 50 อีกทั้งยังไม่มีการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่พรรคการเมืองหรือผู้ใด

ส่วนปมเอกสารจริงหรือเท็จ ฉบับ คมช.กับฉบับพรรคพลังประชาชนของใครจริงของใครปลอม ไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณา

โดยนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ตัดบทสั้นๆ

“ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล”

และถือเป็นอันจบข่าว ประธาน กกต.สำทับส่งท้าย จะไม่มีการสั่งระงับหรือเตือนอะไรทั้งสิ้น เพราะ กกต.ถือว่าไม่มีการกระทำใดๆเกิดขึ้น

คมช.ตบแถว รอดตัวไปแบบสบายๆ

ขณะที่คู่กรณีอย่างพรรคพลังประชาชนก็ไม่โดนย้อนศรไล่เบี้ยปมการอ้างเอกสารปลอม รวมถึงคดีการเปิดเผยความลับทางราชการ

จบเกม เจ๊ากันไป

แต่ที่ต้องลุ้นกันช็อตต่อไป กรณีการแจกวีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งภาพและเสียงฝากฝังผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน

เดิมพันวัดดวง

ประเมินจากเสียงเอะอะโวยวายของหน่วยชี้เป้า กระแสยุให้ กกต.ไล่บี้ไล่ทุบ

มีลุ้นได้เสียถึงขั้นยุบพรรค

แต่ก็อีกนั่นแหละ กลัวซะที่ไหน

ก่อนอื่นเลย ลูกเก๋าของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน รีบกระแอมดักทางล่วงหน้าไว้แล้ว การพิจารณากรณีวีซีดีของอดีตนายกฯทักษิณ ขอให้ อยู่บนมาตรฐานเดียวกันกับคิวเอกสารลับ คมช.

ดักคอ อย่าเลือกปฏิบัติ

และเหมือนจงใจท้าทายของแข็ง กับลีลาของนายประแสง มงคลศิริ ผู้สมัคร ส.ส.อุทัยธานี พรรคพลังประชาชน ได้ทำหนังสือถึง กกต. เนื้อหาระบุว่า ได้ดำเนินการผลิตสื่อหาเสียงทั้งประกาศ ป้าย บัตร แนะนำตัว สปอตกระจายเสียง ตลอดจนสื่ออื่นๆ ที่นำชื่อ รูปถ่ายของ อดีตนายกฯทักษิณ มาประกอบการหาเสียงในเขตเลือกตั้ง

ทั้งๆที่ได้รับทราบหนังสือคำสั่งห้ามจากพรรคแล้ว

แต่นายประแสงยืนยันเป็นการดำเนินการส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรค เพราะถือเป็นสิทธิอันพึงมีตามรัฐธรรมนูญที่สามารถทำได้

ล่อเป้าใบแดงกันซึ่งๆหน้าเลย

ตั้งใจ “ยั่ว” ยังไงชอบกล

คนของค่ายพลังประชาชนแขวนกระดิ่งวิ่งล่อเป้า กกต. เหมือนหมูไม่กลัวปังตอ

ล้อกระแสยุบพรรคเต็มที่

และที่น่าแปลกใจ ทั้งปมเอกสารลับต่อเนื่องมาถึงคิววีซีดี “ทักษิณ”

คนที่เดือดเนื้อร้อนใจกลับกลายเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมากระตุ้น กกต.ให้รีบปิดเกม อย่าให้ทุกอย่างของการเลือกตั้งไปอยู่บนประเด็นเอกสารลับ คมช. หรือวีซีดีภาพและเสียงของอดีตนายกฯทักษิณ

“อภิสิทธิ์” อ่านเกม คิวนี้เข้าทางค่ายพลังประชาชน ยึดพื้นที่ข่าว

ปั่นกระแสตีกินในห้วงโค้งสุดท้ายสบายใจเฉิบ

อะไรไม่ว่า งานนี้ได้สองเด้ง แจกวีซีดี “ทักษิณ” ฝากฝังคนของพรรคพลังประชาชนในภาคอีสานกับเหนือ ก็ตุนแต้มไปช็อตหนึ่งแล้ว เมื่อมาโดนไล่บี้ไล่ต้อนจะเอาวีซีดีเป็นเหตุทุบถึงขั้นยุบพรรค

ยังได้คะแนนสงสารไหลมาอีกช็อต.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน




จาก http://www.thairath.co.th/#

‘น้าหมัก’เล็งม๊อบรัฐสภาเคลื่อนไหวสกัดเลือกตั้ง


หน.พรรคพลังประชาชน หวั่น การประท้วงหน้ารัฐสภาผิดสังเกต ห่วง อาจเกิดความวุ่นวายจนทำให้ไม่มีการเลือกตั้ง ไม่ขัดหากชาติไทยจะจัดตั้งรัฐบาลแต่ควรฟังความเห็นจากพรรคอื่น

นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนเปิดบ้านแถลงข่าวเช้าวันนี้ ถึงกรณีที่มีเครือข่ายต่าง ๆชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวานนี้ ว่า ตนเห็นว่าเป็นสิ่งที่ผิดสังเกต เพราะฝ่ายที่ชุมนุมได้ประกาศแล้วว่าหาก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีการประชุมอีก ก็จะมาชุมนุมอีกครั้ง ซึ่งวันนี้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็ได้มีการนัดประชุม สนช.อีก ดูเหมือนจะเป็นการเชิญชวนให้กลับมาชุมนุมอีกครั้ง ทั้งนี้ตนในฐานะที่มีส่วนได้เสียกับการเลือกตั้ง เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าไว้วางใจ ผู้ชุมนุม อาจต้องการการขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้งในปีนี้ก็ได้ ประกอบกับหลายฝ่ายได้ออกมา เตือนตนว่าจะไม่มีการเลือกตั้งในปีนี้ ดังนั้นคนที่มาชุมนุมเคลื่อนไหวมีจุดประสงค์อะไร และการนัดประชุมอีกครั้งก็เหมือนเป็นการจุดชนวนให้มีการชุมนุมอีก

นายสมัครกล่าวอีกว่า ตนจึงอยากให้หลาย ๆฝ่ายช่วยกันสร้างให้บรรยากาศให้นำไปสู่การเลือกตั้งอย่างไม่มีปัญหา ส่วนพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีนั้นท่านก็ทำดีอยู่แล้ว แต่คนที่คิดจะทำอะไร หรือจะล้มล้างการเลือกตั้งก็ควรจะสำนึกด้วย

อย่างไรก็ตามนายสมัครกล่าวอีกว่า ขณะนี้คนที่อยู่เบื้องหลังการปฎิวัติยังไม่เลิก และพร้อมที่จะเล่นงานตน ซึ่งไม่รู้สึกกังวลอะไร ส่วนกรณีเอกสารลับ ตนก็พอใจในมติของ กกต. และไม่อยากพูดถึงอีก ส่วนที่จะมีการฟ้องร้องนั้น นายสมัคร กล่าวว่า ก็สามารถฟ้องร้องได้ ส่วนเรื่อง วีซีดีนั้น ก็ไม่มีปัญหาอะไรสามารถอธิบายกันได้ แต่สื่อเสนอข่าวให้ใหญ่โตกันไปเอง

ส่วนกรณีที่นาย บรรหาร ศิลปะอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเองหากพรรคที่ได้ลำดับ 1 2 3 ไม่จัดตั้ง นายสมัคร กล่าวว่า ตนไม่เป็นปัญหาและไม่ขัดข้อง แต่ก็ต้องดูสมาชิกพรรคอื่น ๆ ด้วยว่า จะรับหรือไม่ หากได้ก็ไม่มีปัญหา อย่าไปกลัวเลยว่าหากรวมกับพรรคพลังประชาชน แล้วทหารจะมาปฎิวัติอีก ต้องจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น คงไม่มีแล้วเพราะ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าจะไม่ปฎิวัติอีก แม้พรรคพลังประชาชนจะได้เป็นรัฐบาลก็ตาม

นอกจากนี้นายสมัครยังขอบคุณไปยัง กกต. ที่มีการแบ่งการสอบสอบสวน เรื่องวีซีดี และเอกสารลับ เรื่องละ 1 เดือน ทำให้ตนรู้สึกสบายใจ ว่าจะไม่มีใครมาบังคับ.



พีทีวี นิวส์
13 ธันวาคม 2550 เวลา 12:22 น.


จาก http://www.ptv.co.th/

"จอน"นำทีมเรียกร้องสนช.ยุติการประชุมถอนร่างกฎหมาย 11ฉบับ

เมื่อเวลา 09.00 น. นายจอน อึ้งภากรณ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.)พร้อมด้วยนายไพโรจน์ พลเพชร รองประธาน กป.อพช. นางสุนทรีย์ หัตถี เซ็งกิ่ง เลขาธิการ กป.อพช. และนายนิมิตร เทียนอุดม ประชาสัมพันธ์ กอ.อพช. ได้เดินทางเข้าพบนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี และนายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้สมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ยุติการประชุม สนช. และให้รัฐบาลถอนร่างกฎหมาย 11ฉบับ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช.ออก โดยใช้เวลาในการหารือประมาณ 1 ชั่วโมง
จากนั้นนายจอน กล่าวว่า ตนคิดว่ารัฐบาลก็ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง จึงได้มาปรึกษาหารือว่ามีวิธีการลดความขัดแย้งได้อย่างไรการที่พวกตนยืนยันว่ากฎหมายที่ละเมิดสิทธิของประชาชนจะต้องไม่ผ่านสภาฯ ชุดนี้ และควรจะต้องปิดตัวเองอย่างเป็นทางการในการพิจารณากฎหมาย
ส่วนทางออกจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาล ในส่วนของภาคประชาชนมีจุดยืนเพียงแค่ต้องการให้กฎหมายที่ละเมิดสิทธิของประชาชนต้องรอการพิจารณาของสภาฯ ชุดใหม่ เพราะสภาฯ ชุดนี้ กลุ่มหรือองค์กรต่าง ๆ ไม่มีส่วนร่วมในการพิจารณา ส่วนที่ สนช.ยังคงเปิดประชุมและพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ต่าง ๆ อยู่นั้นกลุ่มคงจะต้องสู้ต่อไป
“ วันนี้กป.อพช.จะยังไม่ไปชุมนุมที่สภาฯแต่จะปรึกษาหารือกันว่าจะต่อสู้ในแนวทางไหน และต่อสู้อย่างไรต่อไป การชุมนุมเมื่อวานนี้ไม่ถือเป็นความรุนแรง ถือเป็นการกระทำที่สันติวิธี ถ้าถือว่าการปืนรั้วเป็นความรุนแรง เราไม่ได้ทำร้ายใคร เราถือว่ารัฐสภาฯ เป็นของประชาชน และสนช.ที่ดำรงตำแหน่งขณะนี้ไม่ใช่ตัวแทนของประชาชน ผมยืนยันว่าถ้าเป็นสภาฯ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เราคงไม่คิดทำแบบนี้ แต่เราเห็นว่าสภาฯชุดนี้หมดความชอบธรรมแล้ว สิ่งที่เราต้องแสดงพลังคือต้องปิดการประชุมสภาฯโดยสันติวิธี” นายจอน กล่าว
นายไพโรจน์ กล่าวว่า ความจริงรัฐบาลมีอำนาจถอนกฎหมายทั้ง 11 ฉบับ ที่เสนอไปได้ ซึ่งเป็นเรื่องของรัฐบาล ขณะที่ สนช.มักจะอ้างว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล แต่รัฐบาลจะอ้างกลับว่าเป็นเรื่องของ สนช. ทาง กป.อพช.จึงได้เสนอนายไพบูลย์ ขอให้รัฐบาลถอนร่างกฎหมายที่อาจก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในอนาคต และที่สำคัญสภาฯชุดนี้ ไม่ได้รับผิดชอบกับประชาชน เพราะใกล้หมดวาระแล้ว ซึ่งนายไพบูลย์ รับปากว่าจะนำไปหารือกับนายกรัฐมนตรี และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน สนช.
ด้านนางสุนทรีย์ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวระบุกลุ่มผู้ชุมนุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ ว่า เท่าที่เห็นกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ และไม่ทราบว่าข่าวออกมาได้อย่างไร แต่ยืนยันว่าไม่มีการทำร้ายเจ้าหน้าที่และทำลายทรัพย์สินราชการ ทุกอย่างเป็นไปโดยสันติและสงบ สำหรับการดำเนินการต่อไปนั้นคงมีอีกหลายรูปแบบ
ขณะที่นายนิมิตร กล่าวว่า นายมีชัยฉลาดที่จะบิดเบือนประเด็น เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญนายมีชัย ต้องเลิกบิดเบือนประเด็นและพูดอย่างตรงไปตรงมา เพราะทางกลุ่มเรียกร้องชัดเจนว่า สนช.ต้องยุติการพิจารณากฎหมายทั้ง 11 ฉบับ ตนรู้และอ่านรัฐธรรมนูญเหมือนนายมีชัย รู้ว่า สนช.มีบทบาทหน้าที่อย่างไร แต่ในบทบาทหน้าที่ที่ไม่ควรทำก็ไม่ควรทำ เช่น การพิจารณากฎหมายที่ไม่เป็นธรรมก็ควรรอให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมมากกว่านี้ ตนคิดว่านายมีชัย ก็เป็นคนฉลาดคงจะยุติเรื่องนี้ เพราะจะไปเพิ่มความขัดแย้งในสังคมทำไม
จาก http://www.oknation.net/blog/pon17

กกต. ตั้งกรรมการสอบวีซีดี ‘ทักษิณ' 1เดือน


วันนี้ (12 ธ.ค.) นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.เปิดเผยภายหลังการประชุม กกต.ว่า ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งอนุกรรมการ จำนวน 5 คน เพื่อตรวจสอบกรณีการแจกจ่ายวีซีดีบันทึกภาพและเสียง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมี นายไพฑูรย์ เนติโพธิ์ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เป็นประธาน ทั้งนี้ ได้กำหนดกรอบเวลาในการตรวจสอบ เป็นเวลา 1 เดือน เนื่องจากเอกสาร หลักฐาน ที่นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน นำมามอบให้นั้น มีจำนวนมาก
พร้อมกันนี้ ยังมีมติแต่งตั้ง นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีพรรคพลังประชาชนปลอมลายเซ็น นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ ผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน ว่าจะเข้าข่ายถูกยุบพรรคหรือไม่ โดยให้เวลา 1 เดือนเช่นเดียวกัน หลังจากวานนี้ ที่ประชุมมีมติให้แจ้งความดำเนินคดีทางอาญากับพรรคพลังประชาชนแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีการตรวจสอบซีดีเทปเสียงของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่มีการอ้างว่าพรรคพลังประชาชนได้มีการนำไปแจกจ่ายในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือนั้น สำหรับการพิจารณาของคณะกรรมการฯคงจะต้องดูว่า การแจกจ่ายซีดี ดังกล่าว ใครเป็นผู้แจก และซีดี ถือเป็นทรัพย์สินที่คำนวณเป็นเงินได้ตามมาตรา 53 ( 1) พ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. ที่ระบุห้ามมิให้ผู้สมัคร หรือผู้ใด จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่น หรือพรรคการเมืองใดหรือไม่

นอกจากนี้คำพูดของพ.ต.ท. ทักษิณ ที่ปรากฏในซีดี ถือว่าเข้าข่ายมาตรา เดียวกัน ( 5) คือ หลอกลวง ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด หรือไม่

หากการสอบสวนแล้วเสร็จก่อนการลงคะแนนเลือกตั้ง โดยกกต.พบว่าเป็นความผิด และผู้ที่ทำการแจกจ่ายเป็นผู้สมัคร หรือหัวคะแนน ผู้สนับสนุน ที่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า ผู้สมัครเกี่ยวข้อง รู้เห็นกับการแจกจ่ายซีดีนั้น มาตรา 103 ของพร.บ.เลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. ระบุให้กกต. สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ( ใบแดง) ผู้สมัครรายนั้น

เช่นเดียวกันหากการสอบสวนเสร็จสิ้นภายหลังการเลือกตั้งแล้ว แต่ยังไม่ประกาศรับรองผล หากผู้สมัครที่กระทำผิดรายนั้น เป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมา กกต.ก็อาศัยอำนาจตามมาตราดังกล่าวสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ และสั่งเลือกตั้งใหม่ และตรงนี้หากกกต.พิจารณาต่อไปว่า การลงคะแนนเลือกตั้งส.ส.ในระบบสัดส่วนที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่ที่มีการกระทำผิดนั้นเป็นการลงคะแนนใช้สิทธิที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม มาตรา 110 ของพ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. ก็ให้อำนาจกกต. ประกาศให้บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนให้แก่พรรคการเมืองนั้นในในการเลือกตั้งแบบสัดส่วน เป็นบัตรเสียและมิให้นำมานับเป็นคะแนนทั้งนี้เฉพาะในเขตที่มีการกระทำการนั้น

อย่างไรก็ตามหากหลักฐานปรากฏเพียงว่า การแจกจ่ายซีดีดังกล่าว เป็นการกระทำของผู้อื่นที่ไม่สามารถหาหลักฐานอันควรเชื่อมาพิสูจน์ได้ว่าผู้สมัครรู้เห็น แต่ก็ทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กกต.ก็สามารถสั่งให้เลือกตั้งใหม่ได้ โดยที่ผู้ได้รับเลือกตั้งยังคงมีสิทธิลงแข่งขันใหม่

ทั้งนี้หากผลสอบสวนปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ว่าการแจกจ่ายซีดีดังกล่าวของผู้สมัคร หรือหัวคะแนน ผู้สนับสนุนของผู้สมัคร หัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือ ทราบถึงการกระทำนั้นแล้วมิได้ยับยั้ง หรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มาตรา 103 วรรค 2 พ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. ก็ระบุให้ถือว่า พรรคกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้กกต.ดำเนินการตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง เพื่อเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคการเมืองนั้น และให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น มีกำหนดเวลา 5 ปีนับวันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรค

ซึ่งหากกกต. เห็นด้วยกับผลการสอบสวนดังกล่าวความผิดของพรรคพลังประชาชนตามมาตรา 103 วรรค 2 ของพ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. ที่กกต.จะต้องไปดำเนินตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองนั้น จะตรงกับมาตรา 94 ( 1) ของพ.ร.บ.พรรคการเมืองที่ระบุว่า เมื่อพรรคการเมืองกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือกระทำการตามที่รัฐธรรมนูญให้ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อได้ให้มาซึ่งอำนาจโดยวิธีการดังกล่าว อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้

โดยกระบวนการนั้นก็จะเป็นไปตามมาตรา 95 ของพ.ร.บ.พรรคการเมืองเช่นกัน คือให้นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งแจ้งอัยการสูงสุด พร้อมด้วยหลักฐาน เมื่ออัยการสูงสุดได้รับพิจารณาแจ้ง ให้พิจารณาเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ถ้าอัยการสูงสุดเห็นสมควร ก็ให้ยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคพลังประชาชน

ถ้าอัยการสูงสุดไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง โดยมีผู้แทนจากนายทะเบียนพรรคการเมือง และผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วส่งให้อัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ในกรณีที่คณะทำงานดังกล่าวไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยกับการดำเนินการยื่นคำร้องได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่แต่งตั้งคณะทำงาน ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของกกต.มีอำนาจยื่นคำร้องเอง

และในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มาตรา 97 ของพ.ร.บ.พรรคการเมือง ก็ระบุว่า ในกรณีพรรคการเมืองต้องยุบเพราะเหตุอันเนื่องจากฝ่าฝืนมาตรา 94 ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถุกยุบไปจะจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีกไม่ได้ ทั้งนี้ภายในกำหนดเวลา 5 ปีนับแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นต้องยุบไป

และในมาตรา 98 ก็ระบุว่า การยุบพรรคตามมาตรา 94 หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนร่วม รู้เห็น ปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำดังกล่าวแล้วมิได้ยับยั้ง หรือแก้ไขการกระทำดังกล่าว ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น มีกำหนดเวลา 5 ปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง

จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

ถ้าจะยุบพรรค


กาหลิบ
หากเกิดการยุบพรรคในคราวนี้ขึ้นอีก ข่าวที่รายงานไปทั่วโลกโดยสื่อมวลชนมืออาชีพ ที่ไม่ใช่สื่อมวลชนทาส จะปรากฏออกมาอย่างไร ภาพลักษณ์โดยรวมของประเทศไทยหลังจากนั้นจะเป็นเช่นไร
แทนที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะพูดถึงนโยบายและตัวบุคคลที่จะนำชัยชนะ หรือความพ่ายแพ้มาสู่พรรคการเมืองต่างๆ กลับกลายเป็นการเลือกตั้งที่พูดเกี่ยวกับการยุบพรรคมากที่สุด
ก็พรรคพลังประชาชนนี่แหละครับ ไม่ได้ไปคิดยุบพรรคอื่นๆเขาหรอก
ความน่าเชื่อถือของการยุบพรรคน่าจะเกิดขึ้นจากประสบการณ์ของพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบมาแล้ว โดยกลไกของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพันธมิตรของคุณสนธิลิ้ม สื่อมวลชนบางส่วนที่ยืนข้างเผด็จการ นักวิชาการที่สนับสนุนการรัฐประหาร และไปจบที่ตุลาการรัฐธรรมนูญ
จึงทำให้เกิดความเชื่อว่าเขาคงจะยุบได้อีกครั้งหนึ่ง
คำถามว่า เขายุบพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็นสิบล้านคนกันได้อย่างไร ก็ไม่ต้องยกขึ้นมาพูดให้เสียเวลา เพราะภาวะเผด็จการมันได้กดทับหลักนิติธรรมและความเป็นนิติรัฐของเมืองไทยไปจนหมดสิ้นแล้ว
ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เสียด้วยซ้ำไป
สิ่งที่ควรวิสัชนากันให้มากคือ การยุบพรรคเที่ยวสองนี้ ถ้าเกิดขึ้นจริงจะหมายความอย่างไรต่อการเมืองในปัจจุบันและอนาคตของประเทศไทย ซึ่งผมผู้ไม่มีลูกแก้วพยากรณ์อยู่เบื้องหน้าจะได้ลองจินตนาการดู
การยุบพรรคเที่ยวนี้ จะเป็นการแสดงอาการ "เบ่งกล้าม" เพื่อเอาชนะประชาชนอีกครั้งหนึ่งของใครบางคนที่ไม่ใช่ "อำนาจเก่า" หากเป็น "อำนาจเดิม" เพราะเห็นแล้วว่าฐานเสียงของพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไปแล้วยังคงอุ่นหนาฝาคั่งอยู่ในพรรคใหม่อย่างไม่มีช่องว่างในการโอนย้ายเลย
แอบสำรวจกันกี่ครั้งก็ออกมาว่า คนเดิมที่ถูกโค่นลงไปด้วยอำนาจทหาร จะได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่ด้วยคะแนนเสียงที่แสดงถึงความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล
ขนาดตรึงเอาไว้ด้วยกฎอัยการศึก และการดำรงอยู่ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.
ขนาดวางหัวหน้าคณะรัฐประหารอย่าง พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และเป็นประธาน ครส. ซึ่งเป็นคณะกรรมการของฝ่ายบริหารที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่สุดกับการเลือกตั้ง ถึงขนาดที่ไปคว้าเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระแท้ๆ มาเป็นเลขานุการของตนเองได้
ตัวเลขาฯลาออกจาก ครส. ไปแล้วละครับ แต่คราบไคลจะยังคงอยู่ต่อไปในประวัติศาสตร์
แต่ทั้งหมดที่ได้กล่าวมายังไม่สำคัญเท่ากับว่า ประชาชนทั้งประเทศที่สนับสนุนพรรคไทยรักไทยมาก่อนหรือไม่สนับสนุนก็ตามที ได้รับรู้หมดแล้วว่าพรรคใดน่าจะคว้าเก้าอี้ ส.ส. ได้มากที่สุดและมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลสูงสุด
ถ้าไปยุบพรรคด้วยเหตุมารยาใดๆก็ตามในขณะนี้ จะมีคนเชื่ออย่างแพร่หลายทีเดียวว่ายุบพรรคเขาเพราะเอาชนะเขาไม่ได้
ก็เลยใช้วิชามารกันทื่อๆตรงๆอย่างนั้นแหละ
การกระทำอย่างนั้นจะไม่ต่างอะไรกับการหักด้ามพร้าด้วยเข่า ในที่สุดพร้าอาจจะไม่หัก แต่เข่าอาจจะหักหรือบุบสลายขนาดเลือดอาบขา เพราะประชาชนทั่วไปจะรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมได้อย่างชัดเจนจนสัมผัสได้ในบรรยากาศ และนึกต่อไปว่าคนไทยธรรมดาที่เดินดินกินข้าวแกงจะได้รับความยุติธรรมอย่างไรในประเทศอย่างนี้
ใครที่คาดว่าถูกกระทำแล้วประชาชนจะอยู่นิ่งๆ เพราะกลัวบารมีของเขาเหลือที่จะกล่าว อาจจะต้องคิดใหม่
คนไทยมีความสุภาพอ่อนน้อม แต่สู้ตายนะครับหากรู้สึกว่าถูกต้อนเข้ามุม
มิหนำซ้ำ หากเกิดการยุบพรรคในคราวนี้ขึ้นอีก ข่าวที่รายงานไปทั่วโลกโดยสื่อมวลชนมืออาชีพที่ไม่ใช่สื่อมวลชนทาส จะปรากฏออกมาอย่างไร ภาพลักษณ์โดยรวมของประเทศไทยหลังจากนั้นจะเป็นเช่นไร
อย่าลืมว่านักลงทุน นักธุรกิจ และเพื่อนพ้องไทยทั่วโลกนั้นมีอยู่มาก และประเทศไทยก็ยังเสน่ห์แรงอยู่ในหลายด้าน แต่หากเขารู้สึกเลยเถิดไปว่าการเมืองไทย โดยเฉพาะการเมืองเบื้องหลัง ใช้อำนาจกันเพลิดเพลินจนหาความยุติธรรมไม่ได้เลยเช่นนี้ วันหนึ่งก็คงกระทบต่อตัวเขา เหมือนที่จู่ๆยึดอำนาจเข้ามาแล้วส่งสัญญาณว่าเราจะหันหลังให้กับนโยบายทุนนิยมนั่นละครับ
ไม่ว่าจะอ้างคดีกรรมคดีเวรที่ไหน หรือจะอ้างกฎระเบียบศักดิ์สิทธิ์ หรือโหลยโท่ยอย่างไรมาเป็นเหตุ เชื่อเถอะครับว่าผลกระทบก็จะออกมาเหมือนกับที่ว่ามาแล้วนั่นแหละ
จะให้โง่สนองรับทุกครั้งมันก็เกินไป.--จบ-

/////////////////////////////////


คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

สัมภาษณ์ 'ทักษิณ' โชว์วิชั่นแก้วิกฤตเศรษฐกิจประเทศไทย


ปีหน้าเศรษฐกิจทั้งของโลก และ ของประเทศ จะแย่กว่านี้อีก น้ำมันจะราคาแพงขึ้นอีก แพงแล้วจะแพงขึ้นอีก ผมเคยพูดในครม.ในช่วงปี 2545 ขึ้นปี 2546 ว่าราคาน้ำมันจะถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาเรล ในวันนั้นไม่มีใครเชื่อครับ ตัวผมเองก็งง ๆ ว่าเป็นไปได้ไหม เพราะผมไปอ่านเจอในหนังสือ ว่า 80 เป็นไปได้ แต่ตอนนี้มันจะถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล แล้ว และ มีคนพูดว่าในปีหน้า จะไปถึง 120 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล นั่นหมายถึงว่าโอกาสที่น้ำมันจะมีราคาจาก 30 บาท ไปถึง 40 บาท ก็ยังมีอยู่สูงมาก เพราะฉะนั้นท่านต้องใช้เงินให้เป็น

ผมไม่ได้ถึงกับบอกว่าไม่ให้ท่านใช้เงิน แต่บอกว่าให้ใช้เงินให้เป็น คืออย่าใช้จ่ายเกินตัว แล้วเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลักก็คือว่า อย่าใช้จ่ายเกินตัว แต่ไม่ได้หมายความว่า ท่านจะไม่ไปทำมาหากินเพิ่มพูดเพื่อให้เกิดมีรายได้มากขึ้น เพื่อท่านจะได้ใช้จ่ายมากขึ้น คือให้ใช้จ่ายตามรายได้ อย่าใช้จ่ายตามหนี้ นะครับ พยายามอย่าสร้างหนี้โดยที่ไม่เกิดรายได้ ต้องสร้างหนี้เพื่อไปลงทุนแล้วสร้างรายได้จริงๆ ถ้าไปสร้างหนี้เพื่อไม่ให้เกิดรายได้ สร้างหนี้เพื่อใช้จ่าย อย่าทำ เพราะอะไรก็จะแพงขึ้น ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจะสูงขึ้นแน่นอน


จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

สัมภาษณ์พิเศษ‘เฉลิม'ฟันธง ‘ยิ่งถล่ม ยิ่งแลนด์สไลด์'


นิภาวรรณ แก้วรากมุกข์

หลังจากสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน (พปช.) ไม่นานนัก ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง สมาชิกที่ไม่ธรรมดา ก็กลายเป็นแกนหลักสำคัญในการปราศรัยหาเสียงให้พรรคพปช. หลังจากที่หัวหน้าสมัคร สุนทรเวช ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความแรงในการตอบโต้ทางการเมืองอย่างหนัก จนภาพพจน์พรรคเริ่มติดลบ

ทำให้อดีตดาวสภาค้างฟ้า อย่าง สารวัตรเฉลิม ต้องรับภาระหนักที่พรรคมอบหมายให้เป็นตัวชูโรงแทบทุกเวทีปราศรัย ทั่วประเทศ

และอดีตดาวสภาผู้นี้ ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะนอกจากจะสร้างสีสันด้วยสำนวนตลกร้ายการเมืองในทุกเวทีแล้ว เขายังสอดแทรกเรื่องหนักๆ ที่ชาวบ้านเข้าใจได้ง่าย และที่สำคัญยังช่วยแก้ต่างข้อกล่าวหาต่างๆ ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรค ที่ถูกคมช.อ้างเหตุในการยึดอำนาจ จนมั่นใจว่า ทุกประเด็นทำให้ชาวบ้านเข้าใจ และพร้อมจะเทคะแนนให้ถล่มทลายไม่ต่างกับการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา

ร.ต.อ.เฉลิม ให้สัมภาษณ์ ถึงการทำหน้าที่ครั้งนี้ในมุมของนักปราศรัยและนักการเมืองที่เจนสนามการเมืองมานานถึงประเด็นต่างๆ อย่างน่าสนใจ

0 การทำหน้าที่ปราศรัยพรรคกำหนดประเด็นให้ หรือท่านว่าเอาเอง

พรรคกำหนดกรอบกว้างๆ เราก็เอาแนวทางมาผสมผสานกับถ้อยคำปราศรัย ทั้งเรื่องนโยบาย เรื่องท่านทักษิณ ถูกใส่ร้าย ส่วนเรื่องนโยบาย จริงๆ บนเวทีปราศรัยไม่ค่อยมีคนฟัง ก็จะมีการโฆษณาทางหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ประธานทีมเศรษฐกิจพรรค ก็ออกไปพูด

การหาเสียงรอบนี้ พปช.เป็นระบบเป็นหมวดหมู่ เรื่องไหนใครพูด เข้าตำรา ใช้คนให้ถูกกับงาน ไม่สะเปะสะปะ จึงเห็นว่าระยะสั้นๆ เราสามารถทำให้ประชาชนเข้าใจได้ และจะเห็นว่าพปช.วันนี้ แนวทางก็คือเป็นพลังของพรรค ไม่เน้นคนหนึ่งคนใด เอาผลงานรัฐบาลที่แล้วมาเป็นตัวตั้ง เอานโยบายที่ท่านทักษิณทำไว้มาเป็นหลัก แล้วก็เพิ่มเติมต่อ ซึ่งประชาชนชอบอยู่แล้วในเรื่องนั้น ก็หาเสียงง่าย

0 หลักในการปราศรัย ให้โดนใจชาวบ้าน

ก็ปราศรัยไปตามธรรมดา ไม่ได้เรียนจากไหน แต่เรียนรู้ด้วยตัวเอง ก็อ่านหนังสือ เพื่อศึกษาเรื่องราวของแต่ละพื้นที่ ประวัติศาสตร์การเมืองเป็นอย่างไร ก็เก็บมาใส่ แล้วเวลาพูดก็เอาเกร็ดมาใส่ เมื่อประชาชนชอบเราก็ใส่นโยบาย ใส่เนื้อหา เวลาพูด 10-20 นาที คนเริ่มเปลี่ยนอารมณ์ เราก็ใส่เกร็ดต่อ อย่างนี้มันสอนกันไม่ได้ และไม่มีที่เรียน

0 ประเด็นการปราศรัยในต่างจังหวัดกับกทม.ต่างกันอย่างไร

อย่างเรื่องการลอบสังหารอดีตนายกฯ ที่คนนึกว่าเป็นเรื่องตลก ก็เป็นเรื่องจริง อย่างเรื่องคดีที่ถูกกล่าวหา เขาสั่งไม่ฟ้องแล้วก็ไม่มีใครพูดถึง ตรงนั้นกินใจคนต่างจังหวัด หรือการลอบฆ่าชัดเจน 5 ครั้ง แล้วเราก็พูดถึงนโยบายแก้ปัญหาความยากจนบ้าง ส่วนกทม.ก็อีกรูปแบบหนึ่ง ก็จะเน้นความต้องการประชาชนว่าจะต่อยอดนโยบายอย่างไร การหาเงินเข้ามาบริหารจัดการนโยบายที่มีอยู่ การทำงานทางการเมือง นโยบายมันเป็นนามธรรม มันจะเป็นรูปธรรมได้ต้องมีเงิน เงินจะเป็นตัวจักรขับเคลื่อนนโยบายให้เห็นผลจริงจัง คือ พปช.เน้นเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง แล้วปัญหาสังคมตามมา

0 เวทีกทม.เน้นเรื่องไหนเป็นพิเศษ ท่ามกลางกระแสการเมืองเวลานี้

แต่ละเวทีก็ต้องทำการบ้าน อย่างวันที่ 12 ธ.ค. ที่เวทีวงเวียนใหญ่ จะพูดเรื่อง สัญญาบาร์ตัน เดคเคอเรชั่น ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่าง 4 มิตรประเทศในกลุ่มอาเซียน หรือกันอนุอาเซียน มีไทยเป็นคนนำ มีพม่า ลาว เขมร ร่วมด้วย ซึ่งปี 2546 มีท่านทักษิณเป็นผู้นำ

บาร์ตัน เดคเคอเรชั่น เป็นการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงเป็นที่มาของการให้พม่ากู้เงินไป 4,000 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ก็ให้เขมรกู้ไป 1,300 ล้านบาท ไปสร้างถนน ให้ลาวกู้ไป 1,500 ล้านบาท ไปสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า แล้วเราก็ซื้อไฟฟ้าจากลาวราคาถูก พ.ต.ท.ทักษิณมองการณ์ไกลเพราะพลังงานบ้านเราลดลง จะสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ไม่ยอม ท่านก็ให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ไป เราก็ทำสัญญาซื้อไฟฟ้าจากลาว ที่เขื่อนน้ำงึม กับเขื่อนที่สร้างใหม่ ในราคามิตรภาพ โดยเอ็กซิมแบงก์ ก็รับรองโดยให้ลาวมาขายพันธบัตร นี่เป็นวิสัยทัศน์ของคนทำธุรกิจ และเป็นผู้นำในกลุ่มอาเซียนระดับอนุอาเซียน

เงินกู้ที่ให้เขมรและลาว สุดท้ายเขาก็มาซื้อวัสดุอุปกรณ์จากไทยไปสร้างถนน ซื้อเครื่องจักร จ้างผู้ชำนาญการ คนงาน ไปทำงาน เงินก็กลับมาประเทศเรา

เช่นเดียวกับพม่ากู้ไป 4,000 ล้านบาท คนก็มองว่า เอาไปซื้อของจากบริษัทชินคอร์ป คนหยิบตรงนี้มาเป็นประเด็น เพราะคับแคบ ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ เพราะบริษัทชินคอร์ป อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ คิดว่าเขามาซื้อคนถือหุ้นก็ได้ส่วนแบ่งเป็นกำไร ถามว่าจะเป็นกำไรได้อย่างไร ในเมื่อยังไม่มีการแบ่งส่วนแบ่ง ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องบอกให้คนรู้ว่า ให้พม่ากู้ไป 4,000 ล้านบาท เขาให้ความร่วมมือดีมาก ในการแก้ปัญหายาเสพติด จนกระทั่งปัญหายาเสพติดลดลง ผมอยากพูดมากกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้เพราะมันเป็นการพูดคุยกันใต้โต๊ะ

อีกอันเขาให้สัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่อ่าวเมาะตะมะ มีรัศมี 2 หมื่น 5 พัน 3 ร้อย ตร.กม.ขณะนี้ ปตท.สผ.ก็ไปดำเนินการในฐานะรัฐวิสาหกิจของประเทศไทย ได้กำไรก็เอาเข้ามาสู่ประเทศ ไม่ใช่พ.ต.ท.ทักษิณได้ เป็นการหยิบยกเรื่องเล็กน้อยมาโจมตีกัน ผมจะเล่าให้ประชาชนที่เวทีปราศรัยวงเวียนใหญ่ และจะไปปิดท้ายที่สนามหลวง 21 ธ.ค.นี้

0 การปราศรัยที่ผ่านมา มีผลอย่างไรในทางการเมือง

คือถ้าเล่นการเมืองตรงไปตรงมา ไม่มีซื้อเสียง ไม่มีเทคนิค ไม่มีการกลั่นแกล้งกัน มันก็ต้องเอาการปราศรัยเป็นตัววัด มันไม่มีตัวอื่น ก็ปรากฏว่าประชาชนให้ความสนใจมาก ระหว่างการปราศรัยก็มีความรู้สึกร่วม และที่สำคัญที่สุดคือเขามีความมั่นใจ เพราะคดีความพ.ต.ท.ทักษิณ ที่คณะปฏิวัติกล่าวหาไว้ กำลังจะจบ ก็มีคดีที่ฟ้องเรื่องเดียวคือที่ดินรัชดา วันนี้คนไทยฉลาด เขาเข้าใจ อยากให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับมา ช่วยหาเงินเข้าประเทศ เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ อาจจะเป็นทูตพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ ท่านก็ไม่ได้สนใจ แต่ยังรักและห่วงพรรคพวก

ตามที่มีข่าวในวีซีดี ซึ่งคนอ่านไปแปลความเกินไป ผมเพิ่งได้ดู ไม่มีอะไรเลยที่ผิดกฎหมาย แล้วท่านทำมาก่อนมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ทำมาก่อนที่จะปรึกษาหารือกับกกต. ส่วนคนจะไปเผยแพร่ระยะไหน จะไปรู้ได้อย่างไรเพราะท่านอยู่อังกฤษ

การที่พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาบอกให้ประชาชนสนับสนุน พปช.ผมอยากฝากไปยังคณะปฏิวัติ ให้ทำใจให้กว้าง เพราะภารกิจของท่านจบแล้ว ที่ผ่านมาแล้ว แล้วไปไม่พูดถึง แต่ถ้าท่านยังไม่คิดกลับกรมกอง ประชาชนเขาจะตำหนิ

และวันนี้ท่านออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองมากเท่าไร ก็ให้มองว่าท่านสนับสนุนอีกพรรคหนึ่งใช่หรือไม่ เวลานี้ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน หน้าที่คือไปเลือกตั้งพรรคที่ชอบ

แล้วที่มีการไปรายงานทางลับทางเปิดว่า ถ้าพปช.กลับมา แล้วคดีความพ.ต.ท.ทักษิณจะหมดไป จะหมดไปได้อย่างไร มันทำไม่ได้ แล้วจะมากล่าวหากลั่นแกล้ง คมช.ก็ไม่ได้ เพราะจบแล้วก็จบกัน ท่านไม่คิด ไม่นึก ไม่มีแล้ว บรรยากาศอย่างนั้น จบ ขอให้ประชาธิปัตย์ (ปชป.) เขาแข่งกับพปช.เถอะ แล้วก็ให้ประชาชนตัดสิน ใครได้เสียงมากกว่าก็จัดตั้งรัฐบาลไป

อีกอันที่เป็นเรื่องไม่มีเหตุผลคือ ชอบไปออกข่าวว่า ถ้าพปช.มาบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ ไม่สงบ ถ้าปชป.มาบ้านเมืองจะเรียบร้อย เอาอะไรเป็นตัววัด เอาความรู้สึก พวกที่ไล่ทักษิณไปก่อนปฏิวัติ ออกทีวีด่าอย่างเดียว นี่แหละคะแนนจะแลนด์สไลด์ จำคำพูดผมไว้ ประชาชนเขารับไม่ได้หรอก ถ้าอยากเลือกโจรให้เลือกพรรคนี้ คุณเอาอะไรมาพูดว่าเขาเป็นโจร และเป็นมหาโจร มันต้องอยู่ที่ศาล แต่ปีสามเดือนแล้ว เรื่องก็ยังไม่ไปไหน ผมมีความมั่นใจว่าเราน่าจะได้เกินครึ่ง และตั้งรัฐบาลได้

0 ถ้าพปช.มาที่ 1 ซึ่งชอบธรรมในการตั้งรัฐบาล คิดว่าจะมีปัจจัยอะไรที่จะทำให้ตั้งไม่ได้

ผมยังมองไม่เห็นตรงนั้น เพราะผมยังมั่นใจว่าเราเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าเราเกินกึ่งหนึ่งไม่มาก เกิน 1-2 เสียง แล้วไม่มีใครมาร่วม เราก็ตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ก็ต้องระดมกันมาดูในส่วนของกฎหมายที่จำเป็น เพราะเราพร้อมด้านนโยบาย พร้อมด้านการหาเงินเข้าประเทศ

0 ตัวเลขเท่าไรจึงจะตั้งรัฐบาลพรรคเดียว

ผมคิดว่า 270 ก็ปลอดภัย เลยมา 30 ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว พปช.เราเอาอดีตมาสู่ปัจจุบันแล้วศึกษาเพื่อนำไปสู่อนาคต

0 ห่วงกระแสกลุ่มต่อต้านใน กทม.อย่างกลุ่มพันธมิตรหรือไม่

คราวที่แล้วอาจจะมีคนเห็นดีเห็นงาม แต่คราวนี้คนชั้นกลางไม่มีเงินผ่อนบ้านแล้ว เขาจะปล่อยให้คนอื่นบริหารไม่ได้แล้ว ต้องให้ พปช. ผมคิดว่าตรงนั้นจะมีอีก มีรอบนี้ ต้องชี้แจงกัน ไม่ปล่อยซับซ้อนเอาไว้จนเกิดความเข้าใจผิด

0 การชูยุทธศาสตร์เลือกสมัคร เท่ากับได้ทักษิณ ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการสร้างเงื่อนไข ที่ไม่ใช่ความปรองดองหรือสมานฉันท์

ปรองดองเขาเสนอแล้ว แต่ไม่เห็นมีใครเอาด้วย มันเป็นคนละเรื่องกัน เราจะไปบอกว่าคู่ต่อสู้ดี อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วบอกมาเลือกผม มีที่ไหนประชาธิปไตยในโลก เมื่อแข่งขันก็ต้องบอกข้อบกพร่องของแต่ละฝ่าย เขาก็บอกของเรา เราก็บอกของเขา ปัญหาอยู่ที่ว่า ประชาชนจะเชื่อใคร ถ้าเชื่อเขาเราก็แพ้ ถ้าเชื่อเราๆ ก็ชนะ แต่หลังเลือกตั้ง ก็มาเจรจาความสิ ถ้าจะเป็นรัฐบาลสมานฉันท์ก็เป็นไปได้ ถ้าอยากเป็นฝ่ายค้านก็ตามใจ มันขาดตั้ง 70-80 แต้ม มาคิดตั้งรัฐบาลแข่ง คุณกล้าทำไหม ผมไม่ได้ท้าทาย แต่คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่กล้าทำ

ถามว่าแนวโน้มความสมานฉันท์ทางการเมืองจะมีไหม มีได้ แต่หลังการเลือกตั้ง ระหว่างการรณรงค์หาเสียงมันต้องแข่งขันกัน มันก็มีแข่งสองพรรค ผมพูดมานานแล้ว ว่าแข่งระหว่างประชาธิปัตย์ กับพลังประชาชน แต่หลังเลือกตั้งเมื่อเบ็ดเสร็จ ก็จัดตั้งรัฐบาลสมานฉันท์ได้ แต่เท่าที่ปรากฏ ก็ไม่เห็นมีใครยอมรับ คนโน้นก็ไม่เอา คนนี้ก็ไม่เอา

เรื่องเลือกสมัคร ได้ทักษิณ เราก็พูดชัด มันผสมผสานกันอยู่แล้ว เลือกสมัครได้ทักษิณถูกต้อง ผมเป็นคนพูดเรื่องนี้ที่สนามหลวง เป็นแนวคิดของผม แต่ก็ยังมีคนมากระแนะกระแหน ว่า พปช.หาเสียงผิดพลาดมาก อย่างนี้มีแต่แพ้ แต่ไม่ใช่ อันนี้แหละเข้าเป้า

และที่สำคัญที่สุด เรามีนโยบายด้านเศรษฐกิจดีกว่าพรรคอื่น พรรคอื่นมีแต่นโยบายที่เป็นไปไม่ได้ ผมไประบุพรรคไม่ได้ ไม่เหมาะ แต่ถามว่านโยบายพรรคไหนที่จะเข้าไปทำทันที มันเป็นไปไม่ได้ เพราะงบประมาณเขาจัดไว้หมดแล้ว มันต้องรองบประมาณปีหน้า 2551 มันเริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2550 ครั้นเข้าไป จะไปจัดงบเพิ่มเติมมันทำไม่ได้ เพราะมันไม่มีเงิน คราวนี้จัดงบขาดดุลตั้ง 1 แสน 6 หมื่นล้านบาท ถ้าจัดงบเพิ่มเติม มันหมายความว่าเงินเหลือ ถึงจัดงบเพิ่มได้

ตรงนี้เมื่อมาเปรียบเทียบกัน แล้วคนเขาเห็นชัด เมื่อมาเปรียบเทียบกันแล้ว ทุกคนประชานิยมหมด แต่ไม่บอกวิธีหาเงิน ตรงนี้เราทำได้ผล เพราะบอกชัด แล้วประชาชนเห็นและเชื่อว่า พปช.ทำได้ แล้วเขาเชื่อว่า ถ้าวันหนึ่งถ้ากฎหมายมันปลอดโปร่ง และให้ท่านทักษิณทำงานได้ เขาก็บอกจะหาเงินเข้าประเทศ ทุกอย่างจะดี--จบ


'สมัคร' ด่ายับ'อีแอบผมขาว'ทำลายสถาบัน


เมื่อเวลา 17.00 น. วานนี้ (12 ธ.ค.) ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสิน พรรคพลังประชาชนทำการปราศรัยใหญ่ ภายใต้หัวข้อ "กู้วิกฤติเศรษฐกิจชาติ เพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างเร่งด่วน" ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมรับฟังนับหมื่นคนจนเต็มบริเวณ โดยนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ รวมทั้งนางพจนีย์ ณ ป้อมเพชร มารดาคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกฯ ได้มาร่วมรับฟังและให้กำลังใจ นอกจากนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีต รมช.คมนาคม และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่เพิกถอนสิทธิการเมือง 5 ปี ก็เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย สำหรับบรรยากาศการปราศรัยเริ่มตั้งแต่ 17.00 น. โดยมีผู้สมัคร ส.ส. กทม. และแกนนำพรรค สลับขึ้นปราศรัย กระทั่งเวลา 19.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้ขึ้นปราศรัย เนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงเป็นการโจมตี คมช.

"อีแอบผมขาวเป็นคนเรียกร้องให้สื่อมวลชนเล่นข่าวด่าผม บ้านเมืองวุ่นวายเพราะไอ้เจ้าคนนี้ มีคนบางคนกล่าวหาว่าอดีตนายกรัฐมนตรีไม่จงรักภักดี ไปเอาสถาบันมาเหยียบย่ำคนอื่น ไอ้หัวโจกนี้แหละที่ทำลายสถาบันอย่างแท้จริง อีแอบคนนี้ยังไม่มีใครคิดบัญชี" นายสมัครกล่าวตอนหนึ่ง

นายสมัครกล่าวหลังการปราศรัยถึงกระแสข่าวที่จะมีการยุบพรรคพลังประชาชนว่า เป็นเรื่องของสื่อมวลชนนำเสนอกันไปเอง เรื่องมันยังไม่ถึงขั้นนั้น ส่วนกรณีที่ กกต.มีมติ 4-1 เห็นว่า คมช.ไม่มีความผิดกรณีเอกสารลับนั้น คิดว่าพรรคพลังประชาชนจะดำเนินการจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อก่อนทำมาอย่างไร ต่อไปเราจะทำไปตามนั้น เมื่อถามกรณีที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. อาจจะยื่นฟ้องพรรคพลังประชาชน นายสมัครตอบว่า ฟ้องเลย ถ้า พล.อ.สมเจตน์ไม่ฟ้องก็ไม่ใช่ลูกผู้ชาย เมื่อถามถึงรายงานข่าวว่ามีชาวฮ่องกงขนเงินเข้าประเทศจำนวน 60 ล้านบาท นายสมัครตอบว่า พรรคไหนเอาเข้ามา อยากรู้เหมือนกันว่า 60 ล้านบาท มันไม่น้อยไปหน่อยหรือ ทำไมไม่เป็น 600 หรือ 6,000 ล้านถ้าจะซื้อเสียง

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้สมัคร ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมานี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้โทรศัพท์มาหา เลยบอกไปว่าตอนนี้อยู่ฮ่องกงจะไม่ปลอดภัย ท่านเลยบินไปประเทศดูไบ จากนั้นจะไปลอนดอน ก็บอกว่าระหว่างวันที่ 19-20 ธ.ค. ค่อยมาอยู่ที่ฮ่องกงเพื่อมารอดูชัยชนะของพรรคพลังประชาชน