WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 14, 2007

สื่อนอกชี้ เลือก พปช. ‘ทักษิณ’ กลับบ้าน


สื่อมวลชนต่างชาติ ยังคงรายงานสถานการณ์การเลือกตั้งในประเทศไทย ที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธ.ค.50“แอมี่ คาซมิน” คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ “ไฟแนนเชี่ยล ไทม์ส”ประเทศ “อังกฤษ” รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์การเลือกตั้งประเทศไทย ที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคพลังประชาชน ไปหาเสียงในพื้นที่ชนบท และได้บอกกับชาวบ้านว่า หากพรรคพลังประชาชน (พปช.) ได้เป็นรัฐบาล พวกเขาจะนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขวัญใจคนต่างจังหวัดกลับประเทศไทยอีกครั้ง
“ผม ร.ต.อ.เฉลิม จะบินไปหาคุณทักษิณถึงลอนดอนด้วยตัวเองและพาท่านกลับมา แต่ผมจะทำแบบนี้ได้ไหม ขึ้นอยู่กับพ่อแม่พี่น้องว่าท่านจะลงคะแนนเลือกเราหรือไม่ หากพ่อแม่พี่น้องอยากให้คุณทักษิณกลับมา ก็ลงคะแนนให้พลังประชาชน”

“คาซมิน” บอกว่า นี่เป็นประโยคที่ชาวชนบทในประเทศไทยชอบฟังมากครูชนบทคนหนึ่งบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณทำทุกอย่างที่เขาให้สัญญากับประชาชน และพรรคไทยรักไทยทำงานหนักเพื่อชาวบ้าน แต่ตอนนี้ชีวิตของพวกเขาลำบากมากหลังเกิดการปฏิวัติยิ่งใกล้เวลาหาเสียงเลือกตั้งวันที่ 23ธ.ค. มากเท่าไหร่ ภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในวงการเมืองไทยยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

แม้รัฐบาลไทยที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติ จะพ ย า ย า ม เ อ า ค ว า ม ผิด แ ล ะ ยึด ท รัพ ย์พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ได้ แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ความพยายามทั้งหมดดูเหมือนจะสูญเปล่าขณะที่พรรคพลังประชาชน ที่เกิดขึ้นจากอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยเกือบ 200คน จะเป็นเหมือนตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณในประเทศไทย และจะนำอดีตนายกรัฐมนตรีกลับสู่บ้านเกิดอีกครั้ง ในฐานะผู้นำที่ได้รับการยกย่องไม่ใช่ในฐานะผู้ต้องหา

“คาซมิน” อ้างคำพูดของ นายไสวพราหมณี อดีตวุฒิสมาชิก ที่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นเหมือนการทำประชามติให้พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศไทยอีกครั้งนักวิเคราะห์การเมืองทั้งไทยและต่างชาติมองว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปปลายเดือนนี้พรรคพลังประชาชนจะได้ที่นั่งส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร จากจำนวนทั้งสิ้น 480 ที่นั่งคนไทยจำนวนมากตั้งข้อสงสัยว่า ทหารจะยอมให้พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่

โดยที่ พล.อ.อนุพงษ์เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันว่าทหารจะไม่ปฏิวัติรัฐประหารแน่นอนแม้พรรคพลังประชาชนจะชนะการเลือกตั้งก็ตามแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. พยายามที่จะยุบพรรคพลังประชาชนหลังจากมีหลักฐานวิดีโอที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดแนะนำ และให้กำลังใจสมาชิกพรรคพลังประชาชนและหลังการเลือกตั้ง ทหารอาจกดดันบรรดาพรรคการเมืองเล็กๆ ไม่ให้ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน

“ทหารจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้พรรคพลังประชาชนมีอำนาจ และพรรคเล็กๆ ที่กล้าร่วมรัฐบาลจะตกอยู่ในความเสี่ยงมาก”ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

Thai poll becomes referendum on Thaksin

On a chilly recent evening in Thailand’s rural heartland, veteran politician Chalerm Yoobamrung, a senior People’s Power party member, delivered a simple message to 5,000 villagers listening politely at a low-key election rally.

In a fiery speech, Mr Chalerm said that supporters of Thaksin Shinawatra – the former prime minister ousted in last year’s military coup – should vote for the PPP in parliamentary elections on December 23 so that they could help bring the exiled populist home.

//////////////////

ที่มา : Financial Times News

แปลโดย : บางกอกทูเดย์

ขู่ฟอกตัว"แม้ว"ฮือชุมนุมต้าน

นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) แสดงความกังวลต่อกรณี นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวปราศรัยในทำนองอาจมีเหตุให้มีการเลื่อน หรือล้มเลือกตั้งนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีที่นายสมัครรับรู้สถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ แต่น่าเสียดายที่นายสมัครไม่รู้ตัวว่า กำลังเป็นผู้สร้างเงื่อนปมให้การเลือกตั้งต้องถูกล้มหรือเลื่อนออกไปและต้องการเอาผลชนะการเลือกตั้งเพื่อฟอกความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยต่อต้าน ระบอบทักษิณ และพร้อมจะออกมาเดินขบวนครั้งใหญ่อีกครั้งหากมีการฟอกความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นการท้าทายกระบวนการยุติธรรมที่กำลังไต่สวนพฤติกรรมคอร์รัปชั่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่หลายคดี

“หากนายสมัครยังใช้ท่วงทำนองระรานคนอื่นแบบนี้ยิ่งจะ ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน จนไม่มีความคาดหวังต่อการเลือกตั้ง และในที่สุดอาจทำให้การเลื่อนการเลือกตั้งมีความชอบธรรมก็ได้ หากมีการล้มการเลือกตั้งจริงนายสมัคร และพรรคพลังประชาชนก็ต้องรับผิดชอบเพราะเป็นเงื่อนไขของปัญหา” นายสุริยะใส กล่าว.

จาก http://www.dailynews.co.th/

สรรพากรอายัดทรัพย์"โอ๊ค-เอม"แล้ว 1,040ล้าน

นายสัก กอแสงเรือง กรรมการคตส.ในฐานะคณะอนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป กล่าวภายหลังการประชุมว่า คณะอนุกรรมการฯได้สอบถามนายศานิต ร่างน้อย อธิบกรมสรรพากร เกี่ยวกับการดำเนินการยึดอายัดทรัพย์นายพานทองแท้ และน.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายศานิตระบุว่ากรมสรรพากรได้ดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ในส่วนที่ คตส.ตรวจสอบ และส่งไปให้แล้วจำนวน 1,035 ล้านบาท ทั้งหมดแล้ว ส่วนทรัพย์สินอื่นๆอยู่ระหว่างการสืบทราบของกรมสรรพากร

คมช.รอดตัว

มติ กกต. 4 ต่อ 1 ให้ยกคำร้องของพรรคพลังประชาชนที่ร้องว่า คมช.ออกคำสั่งในเอกสารลับให้ดำเนินการต่อต้าน พปช. ก็เป็นอันว่าประเด็นนี้จบกันไป คมช.ไม่มีความผิด

แต่ที่ยังติดใจก็คงเป็นพปช.อย่างไม่ต้องสงสัย

เหนืออื่นใดเหตุผลของ กกต.ที่ออกมานั้นมีอยู่ 2 ประเด็นคือ

1. รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองจึงเอาผิดไม่ได้

2. ยังไม่ได้กระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย หมายความว่าแม้จะมีคำสั่งนี้แต่ยังไม่ได้ปฏิบัติ เพราะยกเลิกก่อนและยังไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณมาดำเนินการใด

ส่วนประเด็นเอกสารเท็จหรือไม่นั้นไม่มีการพิจารณา พิจารณา เพียงว่าได้ดำเนินการหรือไม่และมีกฎหมายคุ้มครองอยู่ก็เลยพ้นผิด แต่ได้เตือนให้ คมช.ต้องวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง

การชี้ขาดของ กกต.ในเรื่องเอกสารลับนั้นคงทำให้ประเด็นนี้จบ แต่ก็ต้องมีคำถามต่อไปในประเด็นอื่นที่จะตามมา

นั่นคือ กกต.วางตัวเป็นกลางหรือไม่ แต่เหนืออื่นใดเรื่องนี้ ถือว่าเจ๊ากันไป แต่พลังประชาชนได้กำไรทางการเมืองไปแล้ว เพราะเท่ากับว่า คมช.หาคะแนนให้เองเรียกคะแนนเห็นใจจาก ประชาชนได้ ที่จากถูกกลั่นแกล้ง

ข้อสำคัญก็คือตัดมือตัดเท้า คมช.ที่จะออกมาราวีได้

แต่ที่จะเป็นเรื่องใหญ่ก็คือจะเรื่องวีซีดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หาเสียงช่วยพรรคพลังประชาชนที่แจกกระจายไปทั่วอีสานและเหนือ กกต.ได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้วพร้อมหลักฐานชุด 1 และชุด 2 ที่จะหาความผิด

ปรากฏที่ประชุมให้คณะอนุกรรมการฯ ไปดำเนินการสืบสวนสอบสวนและหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมแล้วสรุปผลเสนอ กกต. ชุดใหญ่พิจารณาโดยให้เวลาดำเนินการ 1 เดือน

เวลา 1 เดือนนั่นเท่ากับว่าการสอบสวนเรื่องนี้จะลงเอยก็หลังเลือกตั้งไปแล้ว ซึ่งตอนนั้นใครชนะเลือกตั้งคงรู้กันแล้วและคงรู้ว่าใครเป็นนายกฯ และรัฐบาลเช่นเดียวกัน

หากพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง เป็นผู้นำรัฐบาลบริหารประเทศ ประเด็นวีซีดีก็ยังคงและมีผลต่อพรรคพลังประชาชนด้วย หากการสอบสวนพบว่าผิดจริงและพรรคพลังประชาชนเกี่ยวข้องด้วย

นั่นถึงขั้น “ยุบพรรค” เลยทีเดียว

หรือหากโยงไม่ถึงพรรคแต่อาจจะมีผู้กระทำผิดเป็นตัวบุคคล เรียกว่ายังมีชนักติดหลังแม้เลือกตั้งจะผ่านไปแล้ว

ถึงตอนนั้นก็ต้องดูว่าผลจะออกมาอย่างไรเพราะสถานการณ์ ตอนนั้นกับขณะนี้มันต่างกันไปแล้ว

ยิ่งหากพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล ยึดกุมอำนาจรัฐ กกต. จะชี้ขาดออกมาอย่างไรหรือจะมีกำลังภายในอย่างไรน่าสนใจครับ...

เพราะพลังประชาชนขู่เอาไว้แล้วว่าหากมีการ “ยุบพรรค” บ้านเมืองลุกเป็นไฟแน่ เพียงแต่ไม่ได้บอกว่าใครจะเป็นคนจุดไฟ

นั่นก็หมายความว่าพลังประชาชนไม่ยอมแน่ หากมีคำสั่งยุบพรรคและคงจะก่อปฏิกิริยาต่อต้านและนำไปสู่ความรุนแรงได้

เว้นแต่นายกฯ และรัฐบาลใหม่ไม่ใช่พลังประชาชนอาจจะเจอ “แจ๊กพอต” ได้

แต่ที่แน่ๆแรงกดดันเรื่องวีซีดีก็คงผ่านพ้นไป โดยเฉพาะ กกต. น่าจะเบาใจไปได้มากเพราะมิฉะนั้นก็เป็นเรื่องกดดันตลอดเวลา เพราะนอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำผิดการเลือกตั้ง

เรียกว่าซื้อเวลาไปตายเอาดาบหน้า...ว่างั้นเถอะ.

"สายล่อฟ้า"

คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย จาก http://www.thairath.co.th/#

เร่งเหลือเกิน

หวยล็อก กกต.กรณีเอกสารลับ คมช.สกัดพรรคพลังประชาชน ก็ออกมาตรงเป๊ะตามที่คาดไว้ทุกประการ

คือที่ประชุมใหญ่ กกต.ลงมติด้วยเสียง 4 ต่อ 1 ว่า คมช. “ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง” ข้อหาข้าราชการไม่เป็นกลางทาง การเมือง

เนื่องจากมีบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญมาตรา 309 ให้ความคุ้มครอง

สรุปว่า...ประเด็นร้อนเรื่องเอกสารลับ คมช. ก็ยุติได้อย่างสะดวกโยธิน

ส่วนพรรคพลังประชาชนจะเจอวิบาก กรรมอะไรต่อไป...คอการเมืองกำลังวิจารณ์กันนํ้าลายแตกฟอง

แต่วันนี้...“แม่ลูกจันทร์” ขอพูดถึงกรณีม็อบเอ็นจีโอ นำโดยอดีต ส.ว. “จอน อึ๊งภากรณ์” ที่ยกเครือข่ายนับพันคนไปปิดล้อมสภานิติบัญญัติฯ จนประธานสภาฯ มีชัย ฤชุพันธุ์ ต้องสั่งยุติการประชุมชั่วคราว

เหตุผลที่กลุ่มเอ็นจีโอยกขบวนไปปิดล้อมสภาฯ เพราะเห็นว่าเหลืออีกไม่กี่วันจะมีการเลือกตั้งใหญ่ และมีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่จากการเลือกตั้งของประชาชน

แต่การที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งแต่งตั้งจาก คมช. ยังประชุมเร่งออกกฎหมายกันโครมๆ จึงเป็นการผิดมารยาททางการเมือง!!

กลุ่มเอ็นจีโอจึงขอให้ สนช.หยุดทำหน้าที่ทันที!!

เนื่องจากมีร่างกฎหมายหลายฉบับเป็นกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน และเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มเดียว

เช่น...ร่าง ก.ม.ความมั่นคง ร่าง พ.ร.บ. ให้มหาวิทยาลัย (จุฬาฯ เชียงใหม่ พระจอมเกล้าฯ) ออกนอกระบบราชการ ร่าง พ.ร.บ.จัดสรรความ ถี่วิทยุ ทีวี และอื่นๆอีกบานตะเกียง

“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของกลุ่มเอ็นจีโอ

เพราะตามหลักการเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว สนช.ควรยุติการทำคลอดกฎหมายเพิ่มเติม

การเร่งรีบออกกฎหมายนับร้อยฉบับในเวลาไม่กี่วัน โดยมี สนช.นั่งประชุมกันไม่กี่สิบคน ทำให้การพิจารณาออกกฎหมายที่จะใช้บังคับประชาชนทั้งประเทศไม่รอบคอบเท่าที่ควร

แม้แต่ สนช.ด้วยกันเอง ก็แสดงความไม่สบายใจว่าการเร่งอนุมัติกฎหมายมากๆอาจเกิดปัญหาตามมา??

เฉลี่ยกฎหมายหนึ่งฉบับใช้เวลาพิจารณาไม่ถึง 10 นาที

เวลาแค่ 10 นาที หุงข้าวยังไม่สุกเลย นะท่านประธาน

ล่าสุด...ยังมีร่างกฎหมายตกค้างจะต้องเร่งสปีดให้ออกมาใช้อีก 45 ฉบับ และยังมีอีกหลายสิบฉบับที่ยังไม่บรรจุวาระการประชุม

โอ้อุแม่เจ้า...ฟังแล้วขออนุญาตตกใจ

แต่ “แม่ลูกจันทร์” ไม่เห็นด้วยที่ม็อบเอ็นจีโอปีนรั้วสภาฯเข้าไปกดดันถึงหน้าห้องประชุม สนช.

เข้าข่ายบุกรุกสถานที่ราชการ และข่มขู่คุกคามการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติชัดเจน!!

โชคดีที่ไม่มีความรุนแรง ไม่งั้นเรื่องสั้นจะกลายเป็นเรื่องยาว

อย่างไรก็ตาม ถ้าหาก สนช.ยังลุยถั่วเร่งทำคลอดกฎหมายต่อไป ก็จะต้องเจอม็อบต่อต้านอย่างแน่นอน

ฉะนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาบานปลาย “แม่ลูกจันทร์” ขอเสนอให้พบกันครึ่งทาง

1, ร่างกฎหมายใหม่ที่จะเข้าสภาฯในวาระแรก ควรตัดออกไป

2, ร่างกฎหมายตกค้างวาระ 2 และ 3 ให้เลือกเฉพาะฉบับที่จำเป็นจริงๆ

3, ร่างกฎหมายที่จะมีกระแสต่อต้าน เช่น พ.ร.บ.ความมั่นคง ควรรอให้สภาฯใหม่จากการเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณา

4, ญัตติที่กรรมาธิการศึกษาเสร็จแล้วให้เสนอที่ประชุมเฉพาะเรื่องสำคัญ เช่น...กรณีเขายายเที่ยง ถ้าจะทิ้งไปก็น่าเสียดาย

5, เรื่องอื่นที่ตกค้าง เช่น “โครงการสร้างรัฐสภาใหม่” ต้องเก็บขึ้นหิ้งไปเลย

เอาเงินภาษีประชาชนไปสร้างรถไฟฟ้ายังเข้าท่ากว่านะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว จาก http://www.thairath.co.th/#

ปัดหนุน ปชป.แกนนำตั้งรัฐบาล



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (13 ธ.ค.) ที่ศาลพระแม่ธรณีบีบมวยผม สนามหลวง พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา (รช.) พร้อมผู้สมัคร ส.ส.กทม. ทำการสักการะศาล พระแม่ธรณีบีบมวยผม จากนั้น พล.อ.เชษฐาให้สัมภาษณ์ ถึงกระแสข่าวที่พรรคจะหนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลนั้น เป็นข่าวลือ มันไม่ตรงกับนโยบายของพรรค เพราะนโยบายพรรคต้องการให้เกิดความสมานฉันท์ ใครอยู่ในแนวคิดนี้ พรรคร่วมดำเนินการทางการเมืองได้ 100% ส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวคิดรัฐบาลแห่งชาติ เพราะมีหลายเรื่องที่จะต้องเป็นวาระแห่งชาติเท่านั้น มิเช่นนั้น บ้านเมืองไปไม่ได้ อยากเสนอว่า ควรเป็นรัฐบาลแห่งชาติสักระยะหนึ่ง เพื่อดำเนินการเรื่องสำคัญๆ ส่วนเจ้าภาพดำเนินการนั้น ทุกพรรคต้องหันหน้าเข้าหากัน เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นพรรคขนาดกลาง ถ้าผลคะแนนออกมาสูสี จะเลือกร่วมรัฐบาลกับพรรคเสียงมากที่สุด หรือร่วมกับพรรคขนาดกลางที่จับขั้วกันได้ พล.อ.เชษฐาตอบว่า พรรคตั้งหลักไว้แล้วว่า จะดูแนวนโยบายเป็นหลัก เพื่อจะทำงานร่วมกันได้ ถ้าแนวนโยบายไปด้วยกันได้ เราก็ร่วมได้ ส่วนตัวเลข ส.ส.ของพรรคที่คาดจะได้ตอนนี้ อยู่ที่ 30 ที่นั่ง บวกลบนิดหน่อย


ข่าวการเมือง จาก http://www.thairath.co.th/#

'สมัคร' ชูฟื้นนโยบายหวยบนดิน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.20 น. วานนี้ (13 ธ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เปิดปราศรัยหาเสียงภายในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ท่ามกลางประชาชนประมาณ 10,000 คนมาร่วมรับฟัง โดยตอนหนึ่งของการปราศรัย นายสมัครกล่าวว่า มีคนสุโขทัยคนหนึ่งเคยเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย แต่ครั้นทหารบุกยึดอำนาจกลับหนีเอาตัวรอด แล้วไปตั้งพรรคใหม่มีความหมายว่า ทางสายกลาง ไม่รู้ว่ากลางตรงไหน เพราะมีแต่เรื่องทะเลาะกัน และขณะนี้ถือว่าคนคนนั้นกำลังถูกลงโทษ ส่วนความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองขณะนี้เกิดจากทหารเป็นตัวการ และยืนยันว่าหากพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง จะดำเนินการสานต่อโครงการที่รัฐบาลทักษิณทำเอาไว้รวมถึงหวยบนดินด้วย และจะคืนความชอบธรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ดังนั้นจึงอยากจะขอร้องให้ประชาชนสนับสนุนเลือกผู้สมัครของพรรคแบบยกทีม


“อภิสิทธิ์” ถาม ปชช.ต้องการชีวิตแบบไหน

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 07.40 น. ที่ จ.เชียงใหม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ สัมภาษณ์ภายหลังเดินหาเสียงช่วยผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นเรื่องของโอกาสของอนาคต เพราะฉะนั้นประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะต้องมองไปข้างหน้า ว่าต้องการอนาคตแบบไหนสำหรับบ้านเมือง ต้องการรัฐบาลแบบไหน ต้องการผู้นำแบบไหน ตนลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน และเข้ามาในโรงเรียน เพราะเราถือว่าเรื่องสำคัญคือเรื่องของอนาคต ปัญหาที่พูดคุยกันในวันนี้ก็เป็นเรื่องของการศึกษา ที่เยาวชนรอคอยการตัดสินใจของคนไทยจะพาบ้านเมืองไปในทิศทางไหน ในช่วง 10 วันสุดท้ายจะต้องให้ประชาชนตัดสินใจว่าเลือกตั้งครั้งนี้จะให้เป็นเรื่องอะไร ถ้าอยากจะให้เป็นเรื่องของการทะเลาะเบาะแว้ง ขัดแย้งกันว่าใครผิดใครถูก อย่างงั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็คงทำอะไรไม่ได้ แต่ว่าหากพี่น้องมาตัดสินใจว่าเลือกตั้งกันทั้งที เป็นเลือกเพื่ออนาคต เลือกเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า เลือกเอาคนที่มีความพร้อมความทุ่มเทความตั้งใจที่จะเข้ามา ทำงาน วางรากฐานที่ดีให้กับสังคม ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ขอให้มาสนับสนุนตนและพรรคประชาธิปัตย์

แขวะเลือก “สมัคร” ได้รัฐบาลทะเลาะ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องปรับหรือไม่ว่าจะดำเนินการไปทางไหน นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เรื่องนี้ประชาชนคงมองออกว่าทางเลือกต่างๆเป็นอย่างไร เมื่อวานนี้ก็ชัดเจน ได้เดินสายปราศรัยที่ จ.น่าน แพร่ พะเยา ก็พูดถึงปัญหาของลูกหลานของเรา ส่วนนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนยังพูดโจมตีกล่าวหาตน กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์อยู่ ตนก็บอกว่าก็ต้องเลือกว่าจะเอาอย่างไร อยากได้นายกรัฐมนตรี อยากได้รัฐบาลที่ทะเลาะกับฝ่ายค้านไปทะเลาะกับคนอื่น หรืออยากจะได้นายกฯและรัฐบาลที่เข้าไปทำงานเพื่อลูกหลานของเรา ผู้สื่อข่าวถามว่า โค้งสุดท้ายประเมินอย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ในตอนนี้ทุกโพลยืนยันว่าคนหนึ่งในสามยังไม่ตัดสินใจเลย เพราะฉะนั้นก็จะรอดูว่า 10 วันสุดท้ายเอาความชัดเจนออกมาว่าตนและพรรคประชาธิปัตย์คือตัวแทนของอะไร และนายสมัครและพรรคพลังประชาชนต้องการการเมืองให้เป็นแบบไหน และพี่น้องประชาชนคงตัดสินตรงนั้น คิดว่าคนไทยเดือดร้อนมามากแล้ว เศรษฐกิจก็ไม่ดี สังคมก็มีปัญหา ถ้าเรายังจะมุ่งที่จะ ทะเลาะเบาะแว้งเอาชนะคะคานกันมันไม่มีประโยชน์อะไร

ชี้รัฐบาล ปชป. “ทักษิณ” กลับไทยดูดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะมารอดูผลชัยชนะที่ฮ่องกง และจะส่งสารมาที่เมืองไทยจะมีผลอะไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณพูดถึงชัยชนะของใคร ตนมุ่งมั่นจะให้เป็นชัยชนะของประเทศไทย ของประชาชน และถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์ได้ชัยชนะ พ.ต.ท.ทักษิณก็ได้กลับมาประเทศไทย ยืนยันไปแล้วว่า ให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ และจะดูแลว่ากลับมาต่อสู้คดีเหมือนกับคนไทยคนอื่นที่มีสิทธิ์ อย่างนี้คือวิธีที่ดีที่สุด ขอยืนยันว่าไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง สิทธิ และหน้าที่ในฐานะคนไทยเท่าเดิม กลับประเทศไทยได้และมาต่อสู้คดีพิสูจน์ตัวเองไป ดีเสียอีกถ้าหากพรรคการเมืองที่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้สนับสนุนเป็นรัฐบาล และ พ.ต.ท.ทักษิณมาพิสูจน์ตัวเองต่อสู้คดี คนจะได้มั่นใจว่า มันเป็นไปตามความเป็นจริง เป็นไปตามเนื้อผ้า เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่แทรกแซงขบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้จะเป็นข้ออ้างทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาพิสูจน์ตัวเองในเมืองไทย นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่มีเหตุผล จริงๆ แล้วหาก พ.ต.ท. ทักษิณพูดแบบนั้น ก็กลายเป็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณเตรียมที่จะมาแทรกแซงคดีความขึ้นอีก ซึ่งมันไม่เป็นผลดี เพราะในที่สุดจะทำให้เกิดความไม่ยอมรับ ความวุ่นวายในบ้านเมืองก็เกิดขึ้นอีก สู้ให้พรรคการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ เข้าไป และก็ยืนยันให้ความเป็นธรรมและมาต่อสู้กันตามเนื้อผ้า ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกอย่างก็จะจบ

ข่าวการเมือง จาก http://www.thairath.co.th/#

‘สดศรี’ชี้ยังไม่ได้รับรายงานเงิน60ล้าน


กกต.เตือนพรรคการเมืองแจ้งบัญชีรายรับรายจ่าย ขู่ ผู้สมัคร ส.ส. ใช้เงินเกินกฎหมายกำหนดระวังถูกเพิกถอน ชงเงิน 60 ล้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแล รับ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวนำมาใช้หาเสียง

นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ขอเตือนให้พรรคการเมืองต้องแจ้งบัญชีรายรับรายจ่าย ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ กรณีที่ไม่แจ้งถ้าเป็นส.ส.ก็อาจจะถูกเพิกถอนได้ และคิดว่า ค่าใช้จ่ายไม่น่าจะเกินจากที่กกต.กำหนดนั่นคือ คนละ 1.5 ล้านบาท ซึ่งก็น่าจะเพียงพอ

สำหรับกระแสเงินสำหรับนำไปใช้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้น น่าจะมากกว่า 1.5 ล้านบาท แต่เงินใต้ดินคงตรวจสอบลำบาก แต่หากได้หลักฐานก็ต้องลงโทษ

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีคนฮ่องกงขนเงินเข้ามาในไทยจำนวน 60 ล้านบาทนั้น กกต.ได้ประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้เป็นผู้ดูแลในเรื่องนี้ ว่ามีการนำมาใช้ในพรรคการเมืองหรือไม่ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน.


พีทีวี นิวส์
13 ธันวาคม 2550 เวลา 15:42 น.

‘มรกต’กำชับจนท.สธ.วางตัวเป็นกลาง

รมช.สาธารณสุข ระบุ 24 ธันวาคม โรงพยาบาลไม่ปิดบริการ พร้อมเตือนเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครทั่วประเทศออกไปใช้สิทธิ์และวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

นายแพทย์มรกต กรเกษม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 15-16 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า และวันเลือกตั้งใหญ่วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ภายหลังตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในจังหวัดพะเยา เมื่อเช้าวันนี้ (13ธค.) ว่า ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วประเทศ ซึ่งมีประมาณ 200,000 คน พร้อมด้วยอาสาสมัครสาธารณสุขหรือ อสม.ประมาณ 800,000 คน ให้วางตัวเป็นกลางทางการเมือง และ ร่วมกันออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างพร้อมเพรียงกัน ขณะเดียวกันขอให้ช่วยกันรณรงค์สมาชิกในครัวเรือน และประชาชน ไม่ให้ขายสิทธิ์ ไม่ขายเสียง เพื่อร่วมกันสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ โดยกระทรวงสาธารณสุขไม่มีนโยบายสนับสนุนให้มีการทำโพลล์การเมืองในส่วนของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือ อสม.

นายแพทย์มรกต กล่าวต่อว่า ในวันที่ 24 ธันวาคม 2550 ที่รัฐบาลประกาศเป็นวันหยุดชดเชย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่ภูมิลำเนานั้น ในส่วนของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ ไม่ได้ปิดให้บริการ ยังคงให้บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมงเช่นเดิม.


พีทีวี นิวส์
13 ธันวาคม 2550 เวลา 18:00 น.

นายกฯเตรียมแผนรับมือความไม่สงบจนถึงรัฐบาลใหม่


เผย‘บิ๊กแอ้ด’เรียกหน่วยงานด้านความมั่นคงประเทศถกเตรียมรับมือ สถานการณ์ไม่สงบ จนกว่าจะได้นายกฯคนใหม่ ย้ำไม่ให้ใช้‘อัยการศึก’เด็ดขาด แต่หากมีสภาวะฉุกเฉินให้ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแทน


วันนี้(13 ธ.ค.) นายไชยา ยิ้มวิไล โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าสำนักข่าวกรองแห่งชาติและสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้รายงานและประเมินสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เกิดความกังวล และได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและรักษาความสงบ

โดยพล.อ.สุรยุทธ์ ได้เป็นประธานการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) กองทัพภาคที่ 1 และกรุงเทพมหานคร เพื่อหารือเกี่ยวกับแผนงานปฏิบัติการป้องกันและรักษาความสงบในเขตเมือง

นายไชยา กล่าวว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะพยายามสร้างความสามัคคีในกลุ่มต่างๆ ของปัญหา แต่ก็ยังมีการเผยแพร่และชี้นำทาง ความคิด ข้อมูลข่าวสารเพื่อหวังผลในการโฆษณาชวนเชื่อ รวมทั้งมีสงครามจิตวิทยาในทางการเมือง นอกจากนั้นยังมีรูปแบบการก่อความไม่สงบเพิ่มขึ้น จะมีการยั่วยุ การชุมนุม ก่อกวน การสร้างความไม่สะดวกในการสัญจร การก่อวินาศกรรม

ดังนั้นในช่วงเวลานี้จนถึงมีรัฐบาลใหม่จึงได้มีการกำหนดแผนป้องกันและรักษาความสงบในเขตเมือง ซึ่งจะใช้แผนนี้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หรือมีรัฐบาลใหม่

แผนดังกล่าวแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.นโยบายอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ย้ำในที่ประชุมว่าห้ามไม่ให้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกเด็ดขาด แต่หากมีสภาวะฉุกเฉินให้ใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสภาวการณ์ฉุกเฉิน

ทั้งนี้ทาง สมช.จะต้องขออนุมัติจากนายกรัฐมนตรี เพื่อประชุม สมช.ในการแก้ไขปัญหา แต่ถ้าเป็นสถานการณ์การก่อการร้ายสากล จะต้องนำเข้าหารือในคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขการก่อการร้ายสากล ที่นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และส่วนที่

2.การป้องกันและป้องปรามการก่อความไม่สงบซึ่งจะดำเนินการภายใต้กลไกงานข่าวกรอง โดย สตช. กองทัพ และ กทม. จะเป็นหน่วย ปฏิบัติงาน

"การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพราะว่ามีข่าวจะเกิดเหตุการณ์หรือเกิดการก่อความไม่สงบขึ้น แต่เป็นการเตรียมการและกำหนดแผนปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ" นายไชยา กล่าว


พีทีวี นิวส์
13 ธันวาคม 2550 เวลา 17:50 น.