WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 14, 2007

ย้ำ เลือก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ สนธิ ลิ้มทองกุล

ก่อนจะเข้าเรื่องที่จะเขียนวันนี้ ต้องกราบขอบคุณทุกท่านที่เป็นกำลังใจแก่เราทั้ง 4 คน และสัญญาว่าเราจะจับมือกันเดินไปข้างหน้า โดยไม่หวาดหวั่นต่อภัยอันตรายทั้งปวงอันพึงมี จนกว่าภากิจการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย จะเสร็จสิ้น จนกว่าเผด็จการตัวสุดท้ายจะดับดิ้นสิ้น ลมหายใจไปตรงหน้า

ต้องบอกว่าเหนื่อยมาก และเหนื่อยเหลือเกินกับการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าให้รอดพ้นจากการถูกโจมตี ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการโจมตีที่รุนแรงและหนักหน่วงที่สุด เท่าที่เราเคยเจอมา ด้วยวิธีการที่เราคาดไม่ถึง ว่าจะมีผู้ใดกล้าทำเช่นนี้ บอกได้แต่เพียงว่าในแวดวงโลกไซเบอร์ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ต่างพากันส่ายหัวและทำท่ารังเกียจมากเมื่อได้รู้ว่าผู้มีอำนาจรัฐในประเทศไทย ใช้วิธีการใดจัดการกับ Hi-thaksin เนื่องจากเป็นวิธีการที่ทำให้ผู้อื่นซึ่งไม่เกี่ยวข้องเดือดร้อนไปด้วย โดยเฉพาะผู้ใช้อินเตอร์เนตในประเทศที่เราฝากเซิฟเวอร์ไว้

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา Hi-thaksin จึงมีอาการติดๆ ดับๆ บางวันดูได้ตอนเช้า ตอนเย็นดูไม่ได้ บางวันดูแต่ตอนดึกๆ ตอนเช้าถึงเย็นดูไม่ได้ ซึ่งเป็นไปตามเป้าประสงค์ของผู้กระทำการ ที่มุ่งสร้างความรำคาญใจแก่ผู้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากเวปไซต์นี้

แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทีมงานของเรา ก็ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานโดยไม่สนใจว่าใครจะคิดร้ายกับเราอย่างไร หากจะมีที่หายหน้าหายตาไปบ้าง ก็คือผม นายประดาบ นี่ล่ะ ที่ต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดประสานงานกับผู้ดูแลระบบของเราในต่างประเทศ เพื่อสร้างระบบป้องกันการถูกโจมตีขึ้นมาเพิ่มเติม และจากการทดสอบระบบได้ระยะหนึ่งแล้ว จนถึงขณะนี้ ทำให้มั่นใจได้ว่า เราจะกลับมาพบกันเหมือนเดิมได้แล้ว แม้อาจจะต้องหายไปอีก แต่ก็คงไม่นานเหมือนครั้งล่าสุดที่ผ่านมา

แจ้งข่าวเรื่องราวส่วนตัวจบแล้ว ก็ อยากจะชี้แจงแถลงไขสักเล็กน้อย ถึงกรณีคลิปวิดีโอ ที่เป็นต้นเหตุให้ สดศรี สัตยธรรม สั่งปิดเวปไซต์ Hi-Thaksin ซึ่งที่จริงแล้ว ไม่ใช่ฝีมือของผม หากแต่เป็นน้องสาวคนเก่งในทีมงานคิดและทำขึ้นมา ด้วยอารมณ์ประชดประชัน แกมขบขัน มากกว่าที่จะนำเสนอแบบซีเรียสจริงจัง แต่กลับปรากฎว่าผู้ถูกพาดพิง ไม่รับมุก และไม่มีอารมณ์ขันด้วยเลย จึงทำให้เกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โต

หลังจากเป็นข่าวใหญ่ข่าวดัง ผมก็มานั่งดูอีกหลายๆ เที่ยว ยิ่งดูก็ยิ่งชัด ยิ่งดูก็ยิ่งจริง ยิ่งดูก็ยิ่งใช่ จึงไม่เข้าใจว่าคนเหล่านี้ทำไมต้องโกรธด้วยเมื่อมีผู้เปิดเผยความจริงอีกด้านหนึ่งของตนเอง

โดยเฉพาะ นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ผู้ก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน รวมไปถึง นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่กำลังรอกินส้มหล่น คนอยากเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้ดูสารรูปตัวเองว่าแม้แต่คิดก็ผิดแล้ว แค่จัดงานไทยพาวิลเลี่ยน ในงานเวิล์ดเอ็กซ์โป ที่ญี่ปุ่น เมื่อ 3 ปีก่อน ยังทำให้ประเทศไทยเสียหน้าในเวทีโลก ไม่พอ ยังจะมาอาสาเป็นผู้นำประเทศไทยในเวทีโลก อีก คิดได้ไงหนอพ่อคนนี้

กรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประขาธิปัตย์ ผมยืนยันได้เลยว่า คลิปวิดีโอที่นำมาเสนอ ไม่ผิดไปจากความจริงแม้แต่น้อย หากจะผิด ก็ต้องผิดตรงที่ให้ความจริงน้อยเกินไป เพราะนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้สมคบ วางแผนร่วมกันกับกลุ่มพันธมิตร ของสนธิ ลิ้มทองกุล เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่คณะรัฐประหาร อีกด้วย

เรียกได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ มีส่วนร่วมกับสนธิ ลิ้มทองกุล และ คมช. ในการก่อวิกฤติประเทศไทยขึ้นมาในรอบ 2 ปีนี้ และทำท่าว่าจะลุกลามจนยากจะเยียวยาได้ในปีหน้า ซึ่งทุกสำนักเศรษฐกิจทั้งไทยและเทศ บอกว่า จะเลวร้ายกว่าปีนี้ และปีที่ผ่านไป

อันที่จริง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ควรจะต้องย้อนกลับดูตัวเองก่อนว่า เป็นจริงดังที่ถูกพาดพิงถึงหรือไม่

เลือก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ สนธิ ลิ้มทองกุล ทุกคะแนนที่ได้จะสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ สนธิ ลิ้ม ผู้นำขบวนการโค่นล้มอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

มีข้อความใดผิด มีข้อความใดใส่ร้ายนายอภิสิทธิ์ หรือพรรคประชาธิปัตย์ มีข้อความใดเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน

นายอภิสิทธิ์ ตั้งสติให้ดี แล้วย้อนกลับไปดูพฤติกรรมของตัวเอง และพรรคประชาธิปัตย์ แล้วนำมาพิจารณาด้วยใจที่เป็นธรรม ก็จะได้รู้ว่าความระยำที่พวกตนทำไว้ ไม่เกินไปกว่าที่คลิปวิดีโอ บอกไว้ ยังน้อยไปด้วยซ้ำ และจะได้รู้ว่าเพราะอะไรสื่อมวลชนทั่วไป จึงนำถ้อยคำเหล่านี้ไปนำเสนอซ้ำๆ หลายเที่ยว หลายครั้งหลายหน แบบมีชั้นเชิง คือ เสนอไปก็ตำหนิ Hi-Thaksin ไป แต่เท่ากับย้ำให้ประชาชนที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงเวปไซต์ ได้รู้ว่าเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แล้วจะได้อะไรเป็นของแถม

ในฐานะตัวแทนทีมงาน Hi-Thaksin ประดาบขอน้อมรับคำตำหนิจากทุกท่านไว้แต่เพียงผู้เดียว และขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยกันนำเสนอข้อความในคลิปวีดีโอไปยังประชาชนทั่วประ เทศ ให้ได้ฉุกคิดก่อนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ หรือให้คะแนนแก่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าจะต้องเจออะไร และใคร หลังการเลือกตั้ง หากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นรัฐบาล

ลองไล่เรียงพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ กันดูว่า ทำไม เลือกอภิสิทธิ์ แล้วจึงได้สนธิ ลิ้มทองกุล

รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร กำเนิดขึ้นครั้งแรกที่สวนลุมพินี โดยการสนับสนุนสถานที่ ไฟฟ้า และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างครบครันจาก นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทั้งจัดหาผู้ฟังมาร่วมรายการเพื่อให้ดูสมจริงสมจังว่า มีประชาชนสนใจติดตามรับฟังการชำแหละความเลวร้ายของรัฐบาลทักษิณ จำนวนมาก ด้วยการสั่งการให้เจ้าหน้าที่เทศกิจ และพนักงานทำความสะอาด ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาฟัง ทุกเย็นวันศุกร์

หากจะบอกว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้จุดเทียนแห่งปัญญา นายอภิรักษ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือ ผู้ใช้มือป้องลมกันเปลวไฟที่แท่งเทียนดับ และเป็นผู้ที่คอยอำนวยความสะดวกด้วยความยินดียิ่ง จนกลายเป็นว่า สวนลุมพินี ตกเป็นสมบัติส่วนตัวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ทุกเย็นวันศุกร์ ที่ใครจะมาจัดกิจกรรมใดๆ แข่งขัน หรือแย่งความสนใจของประชาชนไปอีกไม่ได้

นอกจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังไม่ปรากฎว่าจะมีใครได้สิทธิพิเศษในการใช้สวนลุมพินีเป็นเวทีจัดการอภิปรายทางการเมืองและปลุกระดมมวลชน อีกเลย

ไม่ใช่เพียงสวนลุมพินี เมื่อนายสนธิ เคลื่อนทัพสมาชิกพันธมิตร ออกมาปักหลักบนท้องถนน นานนับเดือน นายอภิรักษ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ก็ให้บริการอำนวยความสะดวกแก่ผู้นำม็อบ และผู้ร่วมชุมนุม อย่างครบครัน ไม่มีขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย ราวกับว่าเกรงประชาชนจะไม่ได้รับความสะดวกในการมาร่วมชุมนุม แล้วจะไม่มาอีก

การยึดสนามหลวงเป็นเวทีปลุกระดมประชาชนขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพันธมิตร ก็ได้สิทธิพิเศษในการใช้พื้นที่ โดยไม่ต้องขออนุญาตเช่นผู้อื่น ด้วยการประกาศวรรทองเพียงวรรคเดียวว่านี่คือ “อารยะขัดขืน”

นายสนธิ และพันธมิตร จะใช้สนามหลวง และท้องถนนที่ยึดมา กระทำการผิดกฎหมาย ขัดศีลธรรมอันดีของบ้านเมืองอย่างใด ก็ทำได้ตามอำเภอใจ จะนำขบวนประชาชนเดินไปทิศใด ทางใด ได้ทั้งนั้น แม้แต่การปิดถนนสายเศรษฐกิจหลักของกรุงเทพ ที่บริเวณสยามสแควร์ ปิดห้างสยามพารากอน ก็ทำได้ ราวกับว่าเป็นเจ้าของกรุงเทพมหานคร โดยที่นายอภิรักษ์ ในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้แต่เอามือซุกหีบ รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง ไม่ดำเนินการอะไรทั้งสิ้น เพราะการมีประโยชน์ทางการเมืองร่วมกันระหว่างนายสนธิ กับ พรรคประชาธิปัตย์ นั่นเอง

การโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร คือ ผลประโยชน์ร่วมกันของ นายสนธิ กับ พรรคประชาธิปัตย์ ที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ก่อนที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล จะเริ่มทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ทุกเย็นวันศุกร์ ที่สวนลุมพินี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำสมาชิกคนสำคัญของพรรค ไปเข้าพบ คารวะ และให้กำลังใจนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน และบอกให้นายสนธิ เดินหน้าสู้ต่อไป พรรคประชาธิปัตย์ เป็นกำลังใจให้

การพบกันวันนั้น บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น และร่วมมือร่วมใจกันอย่างยิ่ง ดังภาพถ่ายที่ปรากฎในเวปไซต์ต่างๆ เป็นภาพนายสนธิตบหลังตบไหล่ขอบอกขอบใจนายอภิสิทธิ์ ที่หยิบยื่นกำลังใจมาให้ ที่มีชื่อภาพว่า “ดีมากไอ้น้อง”

ไม่เพียงแต่นายอภิสิทธิ์ ที่ไปให้กำลังใจ และคารวะนายสนธิ ถึงสำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ สมาชิกคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายอลงกรณ์ พลบุตร นายเกียรติ สิทธิอมร คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ยังได้เข้าร่วมกับการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล อย่างเปิดเผย และขึ้นเวทีปราศรัยขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อีกด้วย

ว่ากันว่า ทุนในการจัดการชุมนุมของพันธมิตร ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่ก็ไหลมาจากแกนนำคนสำคัญบางคนของพรรคประชาธิปัตย์ นี้เอง จึงทำให้การชุมนุมของพันธมิตรดำเนินมาได้อย่างยาวนานต่อเนื่องกันเป็นแรมปี และยังรวมไปถึงการจัดผู้ฟังทั้งในกรุงเทพและต่างจัง หวัด เข้ามาร่วมสมทบเพื่อเพิ่มยอดจำนวนผู้ชุมนุมในนัดสำคัญๆ เป็นประจำ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากชุมชนในกรุงเทพมหานคร และ ภาคใต้

นักการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ต่างพาเหรดเข้าร่วมรายการสนทนาการเมือง ของสถานีโทรทัศน์ ASTV ไม่เว้นแต่ละวัน บางวันมีหลายรายการ ซึ่งทุกรายการล้วนแต่ด่า ไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ทั้งนั้น และพรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของสถานี โทรทัศน์แห่งนี้ ด้วยการออกสปอตประชาสัมพันธ์พรรคประชาธิปัตย์ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ทางตรง ก็คือ ใช้เงินอุดหนุนพรรคการเมืองที่ได้จากกกต. จ่ายค่าโฆษณาให้แก่ ASTV

ทางอ้อม ก็คือ แนะนำให้บริษัทธุรกิจต่างๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์ สนิทสนมเป็นพิเศษ เช่น ยูคอม ที่มี ดร.ประกอบ จิรกิตติ เป็นผู้บริหาร และ เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ซื้อโฆษณาใน ASTV เป็นกรณีพิเศษ

มืออาชีพในการจัดการชุมนุม ประเมินว่าแต่ละนัดของพันธมิตร ที่เรียกระดมประชาชนมาชุมนุกันที่สนามหลวงและลานพระราชวังดุสิต ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 30-40 ล้านบาท มีการตระเตรียมอาหารและน้ำ ไม่ต่ำกว่า 1 แสนชุด ในแต่ละครั้ง ยังไม่นับรวมค่าเดินทางผู้มาชุมนุมอีกคนละ 500-800 บาท แล้วแต่ว่าค้างคืนหรือไม่ หากไม่ต้องค้างคืน ก็ 500 บาท หากต้องค้างคืน ก็ 800 บาท ครั้งหนึ่งมียอดผู้ชุมนุมที่จัดมา และต้องจ่าย ประมาณ 50,000 คน

หลังการรัฐประหาร ซึ่งนายสนธิ และพรรคประชาธิปัตย์ สมประโยชน์ร่วมกัน เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และไม่สามารถกลับสู่ประเทศไทย ได้ นายอภิสิทธิ์ กับ นายสนธิ ต่างฉลองชัยชนะและความสำเร็จร่วมกัน ในงานวันเกิดของนายสนธิ โดยนายอภิสิทธิ์ ได้นำแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่ใบงาม เข้าแสดงความยินดี และคารวะต่อนายสนธิ ในฐานะผู้มีคุณูปการต่อการเมืองไทย และพรรคประชาธิปัตย์ อย่างยิ่ง ที่ได้ขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากการเมืองไทยได้สำเร็จ เพราะเท่ากับพรรคประชาธิปัตย์ จะได้มีโอกาสชนะเลือกตั้งบ้าง

ภาพนายอภิสิทธิ์ มอบแจกันดอกไม้แก่นายสนธิ ด้วยความนอบน้อมยิ่ง คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา ของคนสองคนนี้

หลังการรัฐประหาร คนสำคัญของขบวนการพันธมิตร ที่เดินตามนายสนธิ ได้รับรางวัลกันถ้วนหน้า นายสำราญ รอดเพชร โฆษกบนเวทีพันธมิตร และเป็นลูกจ้างของนายสนธิ ได้เป็น สนช. นายประพันธ์ คูณมี เลขานุการส่วนตัวของนต.ประสงค์ สุ่นศิริ แกนนำสำคัญของพันธมิตร ได้เป็นสนช. ในฐานะที่เป็นผู้นำนายสนธิ เข้าพบ พล.อ.สนธิ ที่กองทัพ บก เพื่อเชื่อมประสานแผนการรัฐประหาร เป็นครั้งแรก

แม้ว่าสถานการณ์การเมืองหลังการรัฐประหาร แม้จะวุ่นวายอยู่บ้าง เพราะผลประโยชน์ที่ได้มาจากการปล้นอำนาจ แบ่งสันปันส่วนกันไม่ลงตัว นายสนธิ ลิ้มทองกุล จึงออกอาการขัดอกขัดใจ และเคืองๆ คณะรัฐประหาร และรัฐบาลที่ไม่ตามใจ ไม่ให้ประโยชน์ตามที่คิดหวังไว้ ก็มีรายการกระทบกระทั่งให้กระเทือนกันอยู่หลายครั้ง แต่ระหว่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพันธ มิตร กับพรรคประชาธิปัตย์ ความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างราบรื่นและลึกซึ้งมากขึ้น

เมื่อถึงวันที่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง จึงปรากฎว่า นายสำราญ รอดเพชร และ นายประพนธ์ คูณมี สองแกนนำคนสำคัญของพันธมิตร และเป็นสองคนที่เป็นมือไม้คอยรับใช้คำสั่งของนายสนธิ ได้รับการพิจารณาจากพรรคประชาธิปัตย์ ว่าสมควรเป็นผู้แทนราษฎร จึงส่งสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมๆ กัน ในเขตเดียวกัน ที่กรุงเทพมหานคร

การปรากฎชื่อนายสำราญ รอดเพชร และ นายประพันธ์ คูณมี ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่เพียงพออีกหรือที่จะเป็นพยานหลักฐานว่า พรรคประชาธิปัตย์ กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพันธมิตรฯ ขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นพันธ มิตรทางการเมืองต่อกัน

การมีนายสำราญ รอดเพชร และ นายประพันธ์ คูณมี อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่เพียงพออีกหรือที่จะทำให้เชื่อได้ว่า หากเลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นของแถม และทุกคะแนนที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับ จะไปสร้างความยิ่งใหญ๋ให้แก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล

ผมกล้าพูดได้เลยว่า จนถึงขณะนี้ นายสำราญ รอดเพชร และ นายประพันธ์ คูณมี เชื่อและฟัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล มากกว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และหาก ทั้งสองคนนี้ได้เข้าไปในสภาผู้แทนราษฎร ก็จะเป็นส.ส.กลุ่มสนธิ ลิ้มทองกุล สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และจะเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะมีเครือข่ายสื่อ และเครือข่ายพันธมิตร เป็นกองหนุนอยู่นอกสภา

หากนายสำราญ และนายประพันธ์ ได้เป็นส.ส. เราก็จะได้เห็นบทบาทใหม่ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ เครือข่ายพันธมิตร อีกบทบาทหนึ่ง อย่างแน่นอน ก็เหมือนกับที่เราได้เห็นเครือข่ายพันธมิตร ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มีความแข็งขันอย่างยิ่งในการทำลายล้างทุกคน ทุกฝ่ายที่ขัดประโยชน์ตนเอง แม้แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีของเผด็จการทหาร และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช. ที่แต่งตั้งมาเป็นสนช. ก็ยังโดนเล่นงาน ฟ้องประจานได้ ในที่สุด

หากพิจารณากันด้วยใจที่เป็นธรรม เรียงลำดับพฤติกรรมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี และพรรคประชาธิปัตย์ ในห้วงเวลา 2 ปีเศษที่ผ่านมา โดยมีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นตัวขับเคลื่อนให้ทุกคนทุกฝ่ายในซีกข้างนี้ได้รับประโยชน์ตามต้องการแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าคลิปวิดีโอเลือกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ใช่เรื่องเกินจริง หรือใส่ร้ายกัน

หากแต่ไม่น่าเชื่อว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะวิ่งหนีเงาอดีตของตนเอง ที่เคยไปร่วมกระทำบางสิ่งบางอย่างกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล มาอย่างแนบแน่นและยาวนาน จนสำเร็จสมประโยชน์ด้วยกัน

ไม่น่าเชื่อว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะไม่ยอมรับความจริง ที่ตนได้ทำไปแล้ว และ พยานหลักฐานที่นำมาแสดง ก็ล้วนแต่เป็นการกระทำของตนทั้งสิ้น

นักการเมืองคนหนึ่งเมื่อไม่ยอมรับความจริงในสิ่งที่ตนได้กระทำไปแล้ว ก็อย่าได้หวังว่าเขาจะยอมรับความจริงในเรื่องใดๆ ได้อีกเลย

คงเป็นแบบนี้กระมัง ที่สโลแกน “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น” จึงเป็นสโลแกนของพรรคประชาธิปัตย์ มาอย่างยาวนานและยั่งยืน

วันที่ สนธิ ลิ้มทองกุล มีประโยชน์ และเป็นจุดสนใจของประชาชน ก็เดินเข้าหา และผูกมิตร

วันนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล หมดประโยชน์ และเป็นจุดรวมความเกลียดชังของประชาชน ในฐานะผู้ก่อวิกฤติชาติ ก็เดินหนี ทิ้งห่าง กลัวจะพลอยติดกลิ่นเหม็นมาด้วย

คนอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เพียงเท่านี้เอง

ใครอยากได้คนแบบนี้เป็นผู้นำ ก็อย่าได้ลังเล แต่เลือกแล้ว ต้องยอมรับให้ได้ว่าต่อจากนี้ไป เราจะต้องอยู่ในสังคมที่มีค่านิยม “มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ไม่ร่วมต้าน”





โดย ประดาบ จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

คุณสมัคร, ร.ต.อ.ดร.เฉลิม และแกนนำพรรคฯ, แนะนำตัวผู้สมัครส.ส.กรุงเทพฯ ณ ลานวงเวียนใหญ่

คุณสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน, ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ขุนศึกฝั่งธนฯ เบอร์ 12 นำทีมแกนนำพรรคฯและผู้สมัคส.ส.แบบสัดส่วน เบอร์ 12 ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่โซนฝั่งธนฯ แนะนำตัวผู้สมัครส.ส.กรุงเทพฯ และแถลงนโยบายต่างๆของพรรคฯ โดยมีประชาชนมาร่วมฟังปราศรัยนับหมื่นคน ณ ลานวงเวียนใหญ่ กรุงเทพฯ วันพุธที่ 12 ธันวาคม 2550 และมีผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขต ดังนี้

กทม เขต 1 เบอร์ 13 นางสาวลีลาวดี วัชโรบล
เบอร์ 14 นายกมล บันไดเพชร
เบอร์ 15 นางสาวยุวลักษณ์ อภิธนาคุณ
กทม เขต 2 เบอร์ 16 นายพงษ์พิสุทธ์ จินตโสภณ
เบอร์ 17 นายวิกรานต์ ศุภมงคล
เบอร์ 18 พ.ต.อ.พนาเจือเพชร์ กฤษณะราช
กทม เขต 3 เบอร์ 16 นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ
เบอร์ 17 นางสาวภูวนิดา คุนผลิน
เบอร์ 18 นายยุรนันท์ ภมรมนตรี
กทม เขต 4 เบอร์ 7 นายเฉลิมชัย จีนะวิจารณะ
เบอร์ 8 นางสาวศุภมาศ อิศรภักด
เบอร์ 9 นายกวี ณ ลำปาง
กทม เขต 5 เบอร์ 13 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
เบอร์ 14 นายอนุสรณ์ ปั้นทอง
เบอร์ 15 นายการุณ โหสกุล
กทม เขต 6 เบอร์ 10 นางสาวนลินี ทวีสิน
เบอร์ 11นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ
เบอร์ 12 นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงศ์
กทม เขต 7 เบอร์ 19 นายวิชาญ มีนชัยนันท์
เบอร์ 20 นายดนุพร ปุณณกันต์
เบอร์ 21 นายมงคล กิมสูนจันทร์
กทม เขต 8 เบอร์ 16 นายวัฒนา เซ่งไพเราะ
เบอร์ 17นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ
เบอร์ 18 พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์
กทม เขต 9 เบอร์ 4 นายเอนก หุตังคบดี
เบอร์ 5 นางสาวศิลัมพา เลิศนุวัฒน์
เบอร์ 6 นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ
กทม เขต 10 เบอร์ 13 นายสุวัฒน์ วรรณศิริกุล
เบอร์ 14นายจารุวงศ์ เรืองสุวรรณ
เบอร์ 15 นายสากล ม่วงศิริ
กทม เขต 11 เบอร์ 1 นายสุธา ชันแสง
เบอร์ 2 นายมานะ คงวุฒิปัญญา
เบอร์ 3 นายแสวง ฤกษ์จรัล
กทม เขต 12 เบอร์ 1 นายปิติพงษ์ เต็มเจริญ
เบอร์ 2 นายสมพรต สาระโกเศศ
เบอร์ 3 นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง

คลิกที่ภาพ เพื่อชมภาพขนาดใหญ่

ขอขอบคุณ

ทีมช่างภาพnorporkor แมวอ้วนอ้วน ต้นกร้า น้องหอมแดง เรดเอิร์ธ

Tuxedo และอีกหลายท่าน

จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

สื่อนอกชี้ เลือก พปช. ‘ทักษิณ’ กลับบ้าน


สื่อมวลชนต่างชาติ ยังคงรายงานสถานการณ์การเลือกตั้งในประเทศไทย ที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธ.ค.50“แอมี่ คาซมิน” คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ “ไฟแนนเชี่ยล ไทม์ส”ประเทศ “อังกฤษ” รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์การเลือกตั้งประเทศไทย ที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคพลังประชาชน ไปหาเสียงในพื้นที่ชนบท และได้บอกกับชาวบ้านว่า หากพรรคพลังประชาชน (พปช.) ได้เป็นรัฐบาล พวกเขาจะนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขวัญใจคนต่างจังหวัดกลับประเทศไทยอีกครั้ง
“ผม ร.ต.อ.เฉลิม จะบินไปหาคุณทักษิณถึงลอนดอนด้วยตัวเองและพาท่านกลับมา แต่ผมจะทำแบบนี้ได้ไหม ขึ้นอยู่กับพ่อแม่พี่น้องว่าท่านจะลงคะแนนเลือกเราหรือไม่ หากพ่อแม่พี่น้องอยากให้คุณทักษิณกลับมา ก็ลงคะแนนให้พลังประชาชน”

“คาซมิน” บอกว่า นี่เป็นประโยคที่ชาวชนบทในประเทศไทยชอบฟังมากครูชนบทคนหนึ่งบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณทำทุกอย่างที่เขาให้สัญญากับประชาชน และพรรคไทยรักไทยทำงานหนักเพื่อชาวบ้าน แต่ตอนนี้ชีวิตของพวกเขาลำบากมากหลังเกิดการปฏิวัติยิ่งใกล้เวลาหาเสียงเลือกตั้งวันที่ 23ธ.ค. มากเท่าไหร่ ภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในวงการเมืองไทยยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

แม้รัฐบาลไทยที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติ จะพ ย า ย า ม เ อ า ค ว า ม ผิด แ ล ะ ยึด ท รัพ ย์พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ได้ แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ความพยายามทั้งหมดดูเหมือนจะสูญเปล่าขณะที่พรรคพลังประชาชน ที่เกิดขึ้นจากอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยเกือบ 200คน จะเป็นเหมือนตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณในประเทศไทย และจะนำอดีตนายกรัฐมนตรีกลับสู่บ้านเกิดอีกครั้ง ในฐานะผู้นำที่ได้รับการยกย่องไม่ใช่ในฐานะผู้ต้องหา

“คาซมิน” อ้างคำพูดของ นายไสวพราหมณี อดีตวุฒิสมาชิก ที่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นเหมือนการทำประชามติให้พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศไทยอีกครั้งนักวิเคราะห์การเมืองทั้งไทยและต่างชาติมองว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปปลายเดือนนี้พรรคพลังประชาชนจะได้ที่นั่งส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร จากจำนวนทั้งสิ้น 480 ที่นั่งคนไทยจำนวนมากตั้งข้อสงสัยว่า ทหารจะยอมให้พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่

โดยที่ พล.อ.อนุพงษ์เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันว่าทหารจะไม่ปฏิวัติรัฐประหารแน่นอนแม้พรรคพลังประชาชนจะชนะการเลือกตั้งก็ตามแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. พยายามที่จะยุบพรรคพลังประชาชนหลังจากมีหลักฐานวิดีโอที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดแนะนำ และให้กำลังใจสมาชิกพรรคพลังประชาชนและหลังการเลือกตั้ง ทหารอาจกดดันบรรดาพรรคการเมืองเล็กๆ ไม่ให้ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน

“ทหารจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้พรรคพลังประชาชนมีอำนาจ และพรรคเล็กๆ ที่กล้าร่วมรัฐบาลจะตกอยู่ในความเสี่ยงมาก”ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

Thai poll becomes referendum on Thaksin

On a chilly recent evening in Thailand’s rural heartland, veteran politician Chalerm Yoobamrung, a senior People’s Power party member, delivered a simple message to 5,000 villagers listening politely at a low-key election rally.

In a fiery speech, Mr Chalerm said that supporters of Thaksin Shinawatra – the former prime minister ousted in last year’s military coup – should vote for the PPP in parliamentary elections on December 23 so that they could help bring the exiled populist home.

//////////////////

ที่มา : Financial Times News

แปลโดย : บางกอกทูเดย์

ขู่ฟอกตัว"แม้ว"ฮือชุมนุมต้าน

นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) แสดงความกังวลต่อกรณี นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวปราศรัยในทำนองอาจมีเหตุให้มีการเลื่อน หรือล้มเลือกตั้งนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีที่นายสมัครรับรู้สถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ แต่น่าเสียดายที่นายสมัครไม่รู้ตัวว่า กำลังเป็นผู้สร้างเงื่อนปมให้การเลือกตั้งต้องถูกล้มหรือเลื่อนออกไปและต้องการเอาผลชนะการเลือกตั้งเพื่อฟอกความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยต่อต้าน ระบอบทักษิณ และพร้อมจะออกมาเดินขบวนครั้งใหญ่อีกครั้งหากมีการฟอกความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นการท้าทายกระบวนการยุติธรรมที่กำลังไต่สวนพฤติกรรมคอร์รัปชั่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่หลายคดี

“หากนายสมัครยังใช้ท่วงทำนองระรานคนอื่นแบบนี้ยิ่งจะ ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน จนไม่มีความคาดหวังต่อการเลือกตั้ง และในที่สุดอาจทำให้การเลื่อนการเลือกตั้งมีความชอบธรรมก็ได้ หากมีการล้มการเลือกตั้งจริงนายสมัคร และพรรคพลังประชาชนก็ต้องรับผิดชอบเพราะเป็นเงื่อนไขของปัญหา” นายสุริยะใส กล่าว.

จาก http://www.dailynews.co.th/

สรรพากรอายัดทรัพย์"โอ๊ค-เอม"แล้ว 1,040ล้าน

นายสัก กอแสงเรือง กรรมการคตส.ในฐานะคณะอนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป กล่าวภายหลังการประชุมว่า คณะอนุกรรมการฯได้สอบถามนายศานิต ร่างน้อย อธิบกรมสรรพากร เกี่ยวกับการดำเนินการยึดอายัดทรัพย์นายพานทองแท้ และน.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายศานิตระบุว่ากรมสรรพากรได้ดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ในส่วนที่ คตส.ตรวจสอบ และส่งไปให้แล้วจำนวน 1,035 ล้านบาท ทั้งหมดแล้ว ส่วนทรัพย์สินอื่นๆอยู่ระหว่างการสืบทราบของกรมสรรพากร

คมช.รอดตัว

มติ กกต. 4 ต่อ 1 ให้ยกคำร้องของพรรคพลังประชาชนที่ร้องว่า คมช.ออกคำสั่งในเอกสารลับให้ดำเนินการต่อต้าน พปช. ก็เป็นอันว่าประเด็นนี้จบกันไป คมช.ไม่มีความผิด

แต่ที่ยังติดใจก็คงเป็นพปช.อย่างไม่ต้องสงสัย

เหนืออื่นใดเหตุผลของ กกต.ที่ออกมานั้นมีอยู่ 2 ประเด็นคือ

1. รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองจึงเอาผิดไม่ได้

2. ยังไม่ได้กระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย หมายความว่าแม้จะมีคำสั่งนี้แต่ยังไม่ได้ปฏิบัติ เพราะยกเลิกก่อนและยังไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณมาดำเนินการใด

ส่วนประเด็นเอกสารเท็จหรือไม่นั้นไม่มีการพิจารณา พิจารณา เพียงว่าได้ดำเนินการหรือไม่และมีกฎหมายคุ้มครองอยู่ก็เลยพ้นผิด แต่ได้เตือนให้ คมช.ต้องวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง

การชี้ขาดของ กกต.ในเรื่องเอกสารลับนั้นคงทำให้ประเด็นนี้จบ แต่ก็ต้องมีคำถามต่อไปในประเด็นอื่นที่จะตามมา

นั่นคือ กกต.วางตัวเป็นกลางหรือไม่ แต่เหนืออื่นใดเรื่องนี้ ถือว่าเจ๊ากันไป แต่พลังประชาชนได้กำไรทางการเมืองไปแล้ว เพราะเท่ากับว่า คมช.หาคะแนนให้เองเรียกคะแนนเห็นใจจาก ประชาชนได้ ที่จากถูกกลั่นแกล้ง

ข้อสำคัญก็คือตัดมือตัดเท้า คมช.ที่จะออกมาราวีได้

แต่ที่จะเป็นเรื่องใหญ่ก็คือจะเรื่องวีซีดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หาเสียงช่วยพรรคพลังประชาชนที่แจกกระจายไปทั่วอีสานและเหนือ กกต.ได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้วพร้อมหลักฐานชุด 1 และชุด 2 ที่จะหาความผิด

ปรากฏที่ประชุมให้คณะอนุกรรมการฯ ไปดำเนินการสืบสวนสอบสวนและหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมแล้วสรุปผลเสนอ กกต. ชุดใหญ่พิจารณาโดยให้เวลาดำเนินการ 1 เดือน

เวลา 1 เดือนนั่นเท่ากับว่าการสอบสวนเรื่องนี้จะลงเอยก็หลังเลือกตั้งไปแล้ว ซึ่งตอนนั้นใครชนะเลือกตั้งคงรู้กันแล้วและคงรู้ว่าใครเป็นนายกฯ และรัฐบาลเช่นเดียวกัน

หากพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง เป็นผู้นำรัฐบาลบริหารประเทศ ประเด็นวีซีดีก็ยังคงและมีผลต่อพรรคพลังประชาชนด้วย หากการสอบสวนพบว่าผิดจริงและพรรคพลังประชาชนเกี่ยวข้องด้วย

นั่นถึงขั้น “ยุบพรรค” เลยทีเดียว

หรือหากโยงไม่ถึงพรรคแต่อาจจะมีผู้กระทำผิดเป็นตัวบุคคล เรียกว่ายังมีชนักติดหลังแม้เลือกตั้งจะผ่านไปแล้ว

ถึงตอนนั้นก็ต้องดูว่าผลจะออกมาอย่างไรเพราะสถานการณ์ ตอนนั้นกับขณะนี้มันต่างกันไปแล้ว

ยิ่งหากพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล ยึดกุมอำนาจรัฐ กกต. จะชี้ขาดออกมาอย่างไรหรือจะมีกำลังภายในอย่างไรน่าสนใจครับ...

เพราะพลังประชาชนขู่เอาไว้แล้วว่าหากมีการ “ยุบพรรค” บ้านเมืองลุกเป็นไฟแน่ เพียงแต่ไม่ได้บอกว่าใครจะเป็นคนจุดไฟ

นั่นก็หมายความว่าพลังประชาชนไม่ยอมแน่ หากมีคำสั่งยุบพรรคและคงจะก่อปฏิกิริยาต่อต้านและนำไปสู่ความรุนแรงได้

เว้นแต่นายกฯ และรัฐบาลใหม่ไม่ใช่พลังประชาชนอาจจะเจอ “แจ๊กพอต” ได้

แต่ที่แน่ๆแรงกดดันเรื่องวีซีดีก็คงผ่านพ้นไป โดยเฉพาะ กกต. น่าจะเบาใจไปได้มากเพราะมิฉะนั้นก็เป็นเรื่องกดดันตลอดเวลา เพราะนอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำผิดการเลือกตั้ง

เรียกว่าซื้อเวลาไปตายเอาดาบหน้า...ว่างั้นเถอะ.

"สายล่อฟ้า"

คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย จาก http://www.thairath.co.th/#

เร่งเหลือเกิน

หวยล็อก กกต.กรณีเอกสารลับ คมช.สกัดพรรคพลังประชาชน ก็ออกมาตรงเป๊ะตามที่คาดไว้ทุกประการ

คือที่ประชุมใหญ่ กกต.ลงมติด้วยเสียง 4 ต่อ 1 ว่า คมช. “ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง” ข้อหาข้าราชการไม่เป็นกลางทาง การเมือง

เนื่องจากมีบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญมาตรา 309 ให้ความคุ้มครอง

สรุปว่า...ประเด็นร้อนเรื่องเอกสารลับ คมช. ก็ยุติได้อย่างสะดวกโยธิน

ส่วนพรรคพลังประชาชนจะเจอวิบาก กรรมอะไรต่อไป...คอการเมืองกำลังวิจารณ์กันนํ้าลายแตกฟอง

แต่วันนี้...“แม่ลูกจันทร์” ขอพูดถึงกรณีม็อบเอ็นจีโอ นำโดยอดีต ส.ว. “จอน อึ๊งภากรณ์” ที่ยกเครือข่ายนับพันคนไปปิดล้อมสภานิติบัญญัติฯ จนประธานสภาฯ มีชัย ฤชุพันธุ์ ต้องสั่งยุติการประชุมชั่วคราว

เหตุผลที่กลุ่มเอ็นจีโอยกขบวนไปปิดล้อมสภาฯ เพราะเห็นว่าเหลืออีกไม่กี่วันจะมีการเลือกตั้งใหญ่ และมีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่จากการเลือกตั้งของประชาชน

แต่การที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งแต่งตั้งจาก คมช. ยังประชุมเร่งออกกฎหมายกันโครมๆ จึงเป็นการผิดมารยาททางการเมือง!!

กลุ่มเอ็นจีโอจึงขอให้ สนช.หยุดทำหน้าที่ทันที!!

เนื่องจากมีร่างกฎหมายหลายฉบับเป็นกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน และเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มเดียว

เช่น...ร่าง ก.ม.ความมั่นคง ร่าง พ.ร.บ. ให้มหาวิทยาลัย (จุฬาฯ เชียงใหม่ พระจอมเกล้าฯ) ออกนอกระบบราชการ ร่าง พ.ร.บ.จัดสรรความ ถี่วิทยุ ทีวี และอื่นๆอีกบานตะเกียง

“แม่ลูกจันทร์” เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของกลุ่มเอ็นจีโอ

เพราะตามหลักการเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว สนช.ควรยุติการทำคลอดกฎหมายเพิ่มเติม

การเร่งรีบออกกฎหมายนับร้อยฉบับในเวลาไม่กี่วัน โดยมี สนช.นั่งประชุมกันไม่กี่สิบคน ทำให้การพิจารณาออกกฎหมายที่จะใช้บังคับประชาชนทั้งประเทศไม่รอบคอบเท่าที่ควร

แม้แต่ สนช.ด้วยกันเอง ก็แสดงความไม่สบายใจว่าการเร่งอนุมัติกฎหมายมากๆอาจเกิดปัญหาตามมา??

เฉลี่ยกฎหมายหนึ่งฉบับใช้เวลาพิจารณาไม่ถึง 10 นาที

เวลาแค่ 10 นาที หุงข้าวยังไม่สุกเลย นะท่านประธาน

ล่าสุด...ยังมีร่างกฎหมายตกค้างจะต้องเร่งสปีดให้ออกมาใช้อีก 45 ฉบับ และยังมีอีกหลายสิบฉบับที่ยังไม่บรรจุวาระการประชุม

โอ้อุแม่เจ้า...ฟังแล้วขออนุญาตตกใจ

แต่ “แม่ลูกจันทร์” ไม่เห็นด้วยที่ม็อบเอ็นจีโอปีนรั้วสภาฯเข้าไปกดดันถึงหน้าห้องประชุม สนช.

เข้าข่ายบุกรุกสถานที่ราชการ และข่มขู่คุกคามการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติชัดเจน!!

โชคดีที่ไม่มีความรุนแรง ไม่งั้นเรื่องสั้นจะกลายเป็นเรื่องยาว

อย่างไรก็ตาม ถ้าหาก สนช.ยังลุยถั่วเร่งทำคลอดกฎหมายต่อไป ก็จะต้องเจอม็อบต่อต้านอย่างแน่นอน

ฉะนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาบานปลาย “แม่ลูกจันทร์” ขอเสนอให้พบกันครึ่งทาง

1, ร่างกฎหมายใหม่ที่จะเข้าสภาฯในวาระแรก ควรตัดออกไป

2, ร่างกฎหมายตกค้างวาระ 2 และ 3 ให้เลือกเฉพาะฉบับที่จำเป็นจริงๆ

3, ร่างกฎหมายที่จะมีกระแสต่อต้าน เช่น พ.ร.บ.ความมั่นคง ควรรอให้สภาฯใหม่จากการเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณา

4, ญัตติที่กรรมาธิการศึกษาเสร็จแล้วให้เสนอที่ประชุมเฉพาะเรื่องสำคัญ เช่น...กรณีเขายายเที่ยง ถ้าจะทิ้งไปก็น่าเสียดาย

5, เรื่องอื่นที่ตกค้าง เช่น “โครงการสร้างรัฐสภาใหม่” ต้องเก็บขึ้นหิ้งไปเลย

เอาเงินภาษีประชาชนไปสร้างรถไฟฟ้ายังเข้าท่ากว่านะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว จาก http://www.thairath.co.th/#

ปัดหนุน ปชป.แกนนำตั้งรัฐบาล



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (13 ธ.ค.) ที่ศาลพระแม่ธรณีบีบมวยผม สนามหลวง พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา (รช.) พร้อมผู้สมัคร ส.ส.กทม. ทำการสักการะศาล พระแม่ธรณีบีบมวยผม จากนั้น พล.อ.เชษฐาให้สัมภาษณ์ ถึงกระแสข่าวที่พรรคจะหนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลนั้น เป็นข่าวลือ มันไม่ตรงกับนโยบายของพรรค เพราะนโยบายพรรคต้องการให้เกิดความสมานฉันท์ ใครอยู่ในแนวคิดนี้ พรรคร่วมดำเนินการทางการเมืองได้ 100% ส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวคิดรัฐบาลแห่งชาติ เพราะมีหลายเรื่องที่จะต้องเป็นวาระแห่งชาติเท่านั้น มิเช่นนั้น บ้านเมืองไปไม่ได้ อยากเสนอว่า ควรเป็นรัฐบาลแห่งชาติสักระยะหนึ่ง เพื่อดำเนินการเรื่องสำคัญๆ ส่วนเจ้าภาพดำเนินการนั้น ทุกพรรคต้องหันหน้าเข้าหากัน เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นพรรคขนาดกลาง ถ้าผลคะแนนออกมาสูสี จะเลือกร่วมรัฐบาลกับพรรคเสียงมากที่สุด หรือร่วมกับพรรคขนาดกลางที่จับขั้วกันได้ พล.อ.เชษฐาตอบว่า พรรคตั้งหลักไว้แล้วว่า จะดูแนวนโยบายเป็นหลัก เพื่อจะทำงานร่วมกันได้ ถ้าแนวนโยบายไปด้วยกันได้ เราก็ร่วมได้ ส่วนตัวเลข ส.ส.ของพรรคที่คาดจะได้ตอนนี้ อยู่ที่ 30 ที่นั่ง บวกลบนิดหน่อย


ข่าวการเมือง จาก http://www.thairath.co.th/#

'สมัคร' ชูฟื้นนโยบายหวยบนดิน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.20 น. วานนี้ (13 ธ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เปิดปราศรัยหาเสียงภายในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ท่ามกลางประชาชนประมาณ 10,000 คนมาร่วมรับฟัง โดยตอนหนึ่งของการปราศรัย นายสมัครกล่าวว่า มีคนสุโขทัยคนหนึ่งเคยเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย แต่ครั้นทหารบุกยึดอำนาจกลับหนีเอาตัวรอด แล้วไปตั้งพรรคใหม่มีความหมายว่า ทางสายกลาง ไม่รู้ว่ากลางตรงไหน เพราะมีแต่เรื่องทะเลาะกัน และขณะนี้ถือว่าคนคนนั้นกำลังถูกลงโทษ ส่วนความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองขณะนี้เกิดจากทหารเป็นตัวการ และยืนยันว่าหากพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง จะดำเนินการสานต่อโครงการที่รัฐบาลทักษิณทำเอาไว้รวมถึงหวยบนดินด้วย และจะคืนความชอบธรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ดังนั้นจึงอยากจะขอร้องให้ประชาชนสนับสนุนเลือกผู้สมัครของพรรคแบบยกทีม


“อภิสิทธิ์” ถาม ปชช.ต้องการชีวิตแบบไหน

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 07.40 น. ที่ จ.เชียงใหม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ สัมภาษณ์ภายหลังเดินหาเสียงช่วยผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นเรื่องของโอกาสของอนาคต เพราะฉะนั้นประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะต้องมองไปข้างหน้า ว่าต้องการอนาคตแบบไหนสำหรับบ้านเมือง ต้องการรัฐบาลแบบไหน ต้องการผู้นำแบบไหน ตนลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน และเข้ามาในโรงเรียน เพราะเราถือว่าเรื่องสำคัญคือเรื่องของอนาคต ปัญหาที่พูดคุยกันในวันนี้ก็เป็นเรื่องของการศึกษา ที่เยาวชนรอคอยการตัดสินใจของคนไทยจะพาบ้านเมืองไปในทิศทางไหน ในช่วง 10 วันสุดท้ายจะต้องให้ประชาชนตัดสินใจว่าเลือกตั้งครั้งนี้จะให้เป็นเรื่องอะไร ถ้าอยากจะให้เป็นเรื่องของการทะเลาะเบาะแว้ง ขัดแย้งกันว่าใครผิดใครถูก อย่างงั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็คงทำอะไรไม่ได้ แต่ว่าหากพี่น้องมาตัดสินใจว่าเลือกตั้งกันทั้งที เป็นเลือกเพื่ออนาคต เลือกเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า เลือกเอาคนที่มีความพร้อมความทุ่มเทความตั้งใจที่จะเข้ามา ทำงาน วางรากฐานที่ดีให้กับสังคม ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ขอให้มาสนับสนุนตนและพรรคประชาธิปัตย์

แขวะเลือก “สมัคร” ได้รัฐบาลทะเลาะ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องปรับหรือไม่ว่าจะดำเนินการไปทางไหน นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เรื่องนี้ประชาชนคงมองออกว่าทางเลือกต่างๆเป็นอย่างไร เมื่อวานนี้ก็ชัดเจน ได้เดินสายปราศรัยที่ จ.น่าน แพร่ พะเยา ก็พูดถึงปัญหาของลูกหลานของเรา ส่วนนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนยังพูดโจมตีกล่าวหาตน กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์อยู่ ตนก็บอกว่าก็ต้องเลือกว่าจะเอาอย่างไร อยากได้นายกรัฐมนตรี อยากได้รัฐบาลที่ทะเลาะกับฝ่ายค้านไปทะเลาะกับคนอื่น หรืออยากจะได้นายกฯและรัฐบาลที่เข้าไปทำงานเพื่อลูกหลานของเรา ผู้สื่อข่าวถามว่า โค้งสุดท้ายประเมินอย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ในตอนนี้ทุกโพลยืนยันว่าคนหนึ่งในสามยังไม่ตัดสินใจเลย เพราะฉะนั้นก็จะรอดูว่า 10 วันสุดท้ายเอาความชัดเจนออกมาว่าตนและพรรคประชาธิปัตย์คือตัวแทนของอะไร และนายสมัครและพรรคพลังประชาชนต้องการการเมืองให้เป็นแบบไหน และพี่น้องประชาชนคงตัดสินตรงนั้น คิดว่าคนไทยเดือดร้อนมามากแล้ว เศรษฐกิจก็ไม่ดี สังคมก็มีปัญหา ถ้าเรายังจะมุ่งที่จะ ทะเลาะเบาะแว้งเอาชนะคะคานกันมันไม่มีประโยชน์อะไร

ชี้รัฐบาล ปชป. “ทักษิณ” กลับไทยดูดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะมารอดูผลชัยชนะที่ฮ่องกง และจะส่งสารมาที่เมืองไทยจะมีผลอะไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณพูดถึงชัยชนะของใคร ตนมุ่งมั่นจะให้เป็นชัยชนะของประเทศไทย ของประชาชน และถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์ได้ชัยชนะ พ.ต.ท.ทักษิณก็ได้กลับมาประเทศไทย ยืนยันไปแล้วว่า ให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ และจะดูแลว่ากลับมาต่อสู้คดีเหมือนกับคนไทยคนอื่นที่มีสิทธิ์ อย่างนี้คือวิธีที่ดีที่สุด ขอยืนยันว่าไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง สิทธิ และหน้าที่ในฐานะคนไทยเท่าเดิม กลับประเทศไทยได้และมาต่อสู้คดีพิสูจน์ตัวเองไป ดีเสียอีกถ้าหากพรรคการเมืองที่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้สนับสนุนเป็นรัฐบาล และ พ.ต.ท.ทักษิณมาพิสูจน์ตัวเองต่อสู้คดี คนจะได้มั่นใจว่า มันเป็นไปตามความเป็นจริง เป็นไปตามเนื้อผ้า เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่แทรกแซงขบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้จะเป็นข้ออ้างทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาพิสูจน์ตัวเองในเมืองไทย นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่มีเหตุผล จริงๆ แล้วหาก พ.ต.ท. ทักษิณพูดแบบนั้น ก็กลายเป็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณเตรียมที่จะมาแทรกแซงคดีความขึ้นอีก ซึ่งมันไม่เป็นผลดี เพราะในที่สุดจะทำให้เกิดความไม่ยอมรับ ความวุ่นวายในบ้านเมืองก็เกิดขึ้นอีก สู้ให้พรรคการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ เข้าไป และก็ยืนยันให้ความเป็นธรรมและมาต่อสู้กันตามเนื้อผ้า ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกอย่างก็จะจบ

ข่าวการเมือง จาก http://www.thairath.co.th/#

‘สดศรี’ชี้ยังไม่ได้รับรายงานเงิน60ล้าน


กกต.เตือนพรรคการเมืองแจ้งบัญชีรายรับรายจ่าย ขู่ ผู้สมัคร ส.ส. ใช้เงินเกินกฎหมายกำหนดระวังถูกเพิกถอน ชงเงิน 60 ล้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแล รับ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวนำมาใช้หาเสียง

นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ขอเตือนให้พรรคการเมืองต้องแจ้งบัญชีรายรับรายจ่าย ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ กรณีที่ไม่แจ้งถ้าเป็นส.ส.ก็อาจจะถูกเพิกถอนได้ และคิดว่า ค่าใช้จ่ายไม่น่าจะเกินจากที่กกต.กำหนดนั่นคือ คนละ 1.5 ล้านบาท ซึ่งก็น่าจะเพียงพอ

สำหรับกระแสเงินสำหรับนำไปใช้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้น น่าจะมากกว่า 1.5 ล้านบาท แต่เงินใต้ดินคงตรวจสอบลำบาก แต่หากได้หลักฐานก็ต้องลงโทษ

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีคนฮ่องกงขนเงินเข้ามาในไทยจำนวน 60 ล้านบาทนั้น กกต.ได้ประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้เป็นผู้ดูแลในเรื่องนี้ ว่ามีการนำมาใช้ในพรรคการเมืองหรือไม่ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน.


พีทีวี นิวส์
13 ธันวาคม 2550 เวลา 15:42 น.