WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 14, 2007

คอรัปชั่นเชิงนโยบาย ที่ดินสปก.4-01 จาก เนวิน ถึง ประชาธิปัตย์ สู่ ทักษิณ



คนรุ่นหลัง จำนวนมากเกิดไม่ทันรู้ ดูไม่ทันเห็น ความชั่วร้ายของชายชื่อสุเทพ เทือกสุบรรณ และคณะพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อครั้งมีอำนาจในมือซ้าย ถือกฎหมายในมือขวา

เมื่อครั้งนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สุเทพ เทือกสุบรรณ สร้างผลงานโบว์ดำอันลือลั่นสั่นสะเทือนแผ่นดิน ด้วยการใช้อำนาจ และช่องโหว่ทางกฎหมาย แจกที่ดิน สปก.4-01 ให้กับ ทศพร เทพบุตร สามีของ อัญชลี เทพบุตร ขณะเป็นเลขานุการของตนเอง

ไม่เพียงแต่ ทศพร เทพบุตร คนเดียวที่ได้รับที่ดินผืนงามของเกาะภูเก็ต ไปกว่า 90 ไร่ ยังมี “นายหัว” อีกหลายคนของเกาะภูเก็ต ที่เป็นนายทุนของพรรคประชาธิปัตย์ และสนิทสนมชิดเชื้อ เอื้อเฟื้อสุเทพ เทือกสุบรรณ และ พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเอกสารสิทธิสปก.4-01 เหมือนกับทศพร เทพบุตร ไปด้วย

ทั้ง ทศพร เทพบุตร และคนเหล่านี้ ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเอกสารสิทธิที่ดินสปก.4-01 ซึ่งเป็นที่ดินของหลวง ที่ดินของรัฐ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะยกให้แก่เกษตรกรคนยากจนที่ไม่มีที่ดินทำกิน แต่ ทศพร และ”นายหัว” หลายคน ไม่ใช่เกษตรกร เป็นคหบดี เป็นเศรษฐีใหญ่ของเกาะภูเก็ต ไม่เช่นนั้นคงเป็นนายทุนใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้

คนเหล่านี้ ไม่มีสิทธิ แต่ได้รับสิทธิ ได้รับที่ดินหลวงไปเป็นสมบัติของตัวเองกันคนละหลายสิบไร่ เพราะการใช้อำนาจในมือซ้าย และใช้กฎหมายในมือขวา ตามสไตล์ สุเทพ เทือกสุบรรณ

เหตุการณ์อัปยศ โกงที่ดินหลวง แย่งที่ดินคนจน ไปแจกจ่ายแก่พวกพ้อง เกิดขึ้นเมื่อปี 2538 ขณะพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นโฆษกรัฐบาล

ทั้ง ชวน สุเทพ และ อภิสิทธิ์ ชี้แจงแสดงเหตุผล เถียงกับสื่อมวลชน และประชาชนทั้งประเทศ ที่เห็นว่าการแจกเอกสารสิทธิที่ดินสปก.4-01 แก่เศรษฐี คหบดี เป็นเรื่องผิด แต่ ทั้ง 3 คนของพรรคประชาธิปัตย์ เถียงคอเป็นเอ็น เห็นว่าเป็นเรื่องถูก

เถียงกันจน ชวน หลีกภัย กลายเป็นคนโง่ ไม่รู้ว่าเกษตรกรแปลว่าอะไร ต้องส่งให้กฤษฎีกาตีความคำว่า เกษตรกร

เถียงกันจน สุเทพ เทือกสุบรรณ ถูกต้อนจนมุม ถูกถลุงจนต้องโยนผ้ายอมแพ้ ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ไป

เถียงกันจน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับฉายาจากนักข่าว ว่า โฆษกเทวดา เพราะดูถูกดูแคลนนักข่าว สื่อมวลชน ประชาชน ที่จี้ถามเรื่องนี้ ว่าอธิบายอย่างไรก็ไม่เข้าใจ

เถียงกันจนพรรคประชาธิปัตย์ ต้องล่มสลาย หนีตายคาสภาฯ หนีการลงมติไม่ไว้วางใจในสภา ด้วยการยุบสภา เพื่อเอาตัวรอด ไม่กล้ายืนสู้หน้าประชาชน ไม่กล้ายืนตัวตรงรับฟังคำพิพากษาของสภาผู้แทนราษฎร

เถียงกันจนถึงวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังยืนยันว่าทำถูกต้องทุกประการ ทั้งๆ ศาลฎีกาพิพากษาแล้วว่าทำผิด และสั่งให้ ทศพร เทพบุตร ออกจากที่ดินหลวงที่ยึดครองเป็นสมบัติส่วนตัวนานถึง 12 ปี

พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงยืนกรานว่าทำถูก และต้องการใช้คนภูเก็ตพิสูจน์ความถูกต้องในเรื่องนี้ของตนเอง ด้วยการ ส่ง ทศพร เทพบุตร ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. ในยุคสมัยที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

พฤติกรรมของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ชวน หลีกภัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ทศพร เทพบุตรเมื่อ ปี 2538 คือ พฤติการณ์ของนักการเมืองที่สร้างภาพลักษณ์ตนเป็นคนดี แต่แท้จริงกลับเป็นปีศาจคาบคัมภีร์ ถืออำนาจเป็นศาสตรา ใช้กฎหมายเป็นอาวุธ ทำร้ายบ้านเมือง โกงที่ดินรัฐ คอรัปชั่นแผ่นดินหลวง ยักยอกทรัพย์สินของชาติ ไปให้แก่พวกพ้อง โดยไม่สนใจความถูกต้องอยู่ตรงไหน

การคอรัปชั่นเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง และความไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ประเทศชาติ คือ ข้อสรุปพฤติกรรมการบริหารงานของพรรคประชาธิปัตย์ ในกรณี สปก.4-01 ที่เป็นกรณีศึกษา กรณีตัวอย่าง ที่ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่ยังเป็นที่น่าประหลาดเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล้าอวดอ้างเป็นพรรคการเมืองที่มีธรรมาภิบาล เป็นพรรคการเมืองที่มีจริยธรรมในการบริหารบ้านเมือง

จึงไม่น่าแปลกใจที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะหยิบยกกรณี สปก.4-01 ของพรรคประชาธิปัตย์ มาสอบถาม และทดสอบมาตรฐาน และจริยธรรมของคตส. ว่าเคยเห็นความผิดปกติ หรือความไม่สุจริตในเรื่องสปก.4-01 ที่ ศาลฎีกาพิพากษาว่าเป็นการกระทำผิดแล้ว บ้างหรือไม

สำหรับท่านทั้งหลาย ที่เกิดไม่ทันรู้ ดูไม่ทันเห็น หรือเคยรู้เคยเห็นแต่ จำไม่ได้แล้วว่า รายละเอียดเป็นอย่างไร ก็จะได้เห็นได้รู้กันเสียที และอีกครั้งหนึ่ง ว่า ทำไมเมื่อพูดถึงสปก.4-01 ผู้อาวุโสหลายจึงคนต้องนึกถึงพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยอาการขนลุกขนพอง สยองเกล้า และทำไม สปก.4-01 จึงกลายเป็นเครื่องหมายตราบาปติดตัว สุเทพ เทือกสุบรรณ และ พรรคประชาธิปัตย์ จนแกะไม่ออก แยกไม่ได้

เนวิน ชิดชอบ คือนักการเมืองหนุ่มจากบุรีรัมย์ ในวันนั้น เป็นนักการเมืองที่สะสมข้อมูลทุกเรื่องไว้มากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย เป็นนักการเมืองที่ใช้ข้อมูลด้วยความพิถีพิถัน ใช้ข้อมูลเป็นอาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คือคนที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้สรุปความชั่วร้ายของพรรคประชาธิปัตย์ ในกรณีการแจกที่ดินสปก.4-01 ให้แก่ เศรษฐีภูเก็ต เมื่อ 12 ปีที่แล้ว

หลังการอภิปรายของเนวิน ชิดชอบ ในวันนั้น พรรคพลังธรรม โดยพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ทันที

ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่กล้านำคณะรัฐบาล เข้ารับฟังการพิพากษาจากสภาผู้แทนราษฎร และต้องหนีเอาตัวรอดด้วยการยุบสภาผู้แทนราษฎร ทันที

ทั้งๆ ที่ สภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้กระทำความผิด แต่เป็นผู้เปิดเผยการกระทำความผิดของรัฐบาล ต่างหาก

กรณี สปก.4-01 เป็นความผิดของรัฐบาล แต่ผู้ถูกลงโทษกลับเป็นสภาผู้แทนราษฎร เพราะการใช้อำนาจของ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ซึ่งเป็นการยุบสภาฯ หนีการลงมติไม่ไว้วางใจ โดยแท้ เป็นการยุบสภาฯ เพื่อประโยชน์ของพรรคประชาธิปัตย์ เพียงพรรคเดียว

ในขณะที่ เนวิน ชิดชอบ ได้รับผลตอบแทนคือ ถูกสร้างภาพว่าเกี่ยวข้องกับซื้อเสียงที่จังหวัดบุรีรัมย์ และเป็นที่มาของฉายา ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ ที่ติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่ศาลฎีกาพิพากษาแล้วว่า เนวิน ชิดชอบ ไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงครั้งนั้น และได้ลงโทษจำคุกผู้กระทำความผิด ไปแล้ว

แต่ด้วยความรอบจัดและความชำนาญทางการใช้สื่อเป็นอาวุธ และมีเครือข่ายสื่อเป็นพวกพ้องของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เนวิน ชิดชอบ ต้องได้รับเคราะห์กรรมอย่างสาหัสแต่เพียงลำพัง โดยที่ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

ในกรณีหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษาว่า เนวิน ชิดชอบ ไม่ใช่ผู้กระทำความผิด แต่พรรคประชาธิปัตย์ กลับเห็นว่าผิด

ในกรณีหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษาว่า ทศพร เทพบุตร ไม่ใช่ผู้มีสิทธิได้รับสปก.4-01 และต้องคืนที่ดินให้หลวง แต่พรรคประชาธิปัตย์ กลับบอกว่าทศพร ไม่ผิด สุเทพ ไม่ผิด ที่ผิดคือ กฎหมายที่เขียนไว้ไม่รองรับถึงทศพร

น่าประหลาดที่ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองที่มีนักกฎหมายอยู่เต็มพรรค และเป็นพรรคการเมืองที่ครั้งหนึ่งเมื่อเป็นรัฐบาล ชวน หลีกภัย ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เคยประกาศว่าจะทำให้ทุกคนอยู่ใต้กฎหมายอย่างเสมอภาคกัน

แต่ สองกรณีนี้เห็นได้ชัดเจนว่า นักกฎหมายที่มีอยู่เต็มพรรคประชาธิปัตย์เป็นนักกฎหมายชนิดใด และคำพูดของชวน หลีกภัย เชื่อถือได้หรือไม่

จะมีสักครั้งหรือไม่ ที่พรรคประชาธิปัตย์ จะพูดความจริงกับประชาชน

ฟังเรื่องสปก.4-01 ของพรรคประชาธิปัตย์ จากปากของ เนวิน ชิดชอบ ดีกว่า แล้วท่านจะได้รู้ และเข้าใจว่าทำไม นายกฯทักษิณ ต้องนำกรณีนี้มาเตือนสติ คตส. และประณามเป็นนักฎหมายสองมาตรฐาน

ฟังเรื่องสปก.4-01 จบ แล้วคุณจะรู้จักพรรคประชาธิปัตย์ ดีขื้นกว่าที่คุณเคยรู้จัก

แล้วคุณจะรู้ว่าปีศาจคาบคัมภีร์ ไม่ใช่คำเปรียบเทียบ หรืออุปมาอุปไมย แต่มีตัวตนจริงๆ ชื่อว่า..

“ประชาธิปัตย์”

โดย คุณประดาบ จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

สามารถดูรายละเอียดวีดีโอได้

จาก http://www.hi-thaksin.org/contentdetail.php?ParamID=75548 ครับ

ศาลมีคำพิพากษาบางส่วน ในดคี ปตท.แล้ว


ศาลปกครอง 14 ธ.ค.- ผ่านไป 2 ชั่วโมง แล้วขณะนี้ตุลาการศาลปกครองสูงสุดยังคงอยู่ระหว่างอ่านคำพิพากษาคดี ปตท. ท่ามกลางการลุ้นระทึกของทุกฝ่าย คุณปรีชา มีชำนาญ รายงานสดจากศาลปกครองสูงสุด

ศาลปกครอง อ่านคำพิพากษาในคดีที่มูลนิธิผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้เพิกถอน ปตท. ออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยการยกเลิกการเป็นบริษัทจำกัด ในตลาดหลักทรัพย์ และกลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจเหมือนเดิม เนื่องจากการแปรรูป และการกระจายหุ้นปตท. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย


ผ่านมาแล้ว 2 ชม. ผู้พิพากษาศาลปกครองได้อ่านคำพิพากษา ซึ่งมีความยาว 99 หน้า โดยได้ยกฟ้องในบางประเด็น คือ ในเรื่อง คุณสมบัติของนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กับนายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ อดีตอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี


ส่วนที่ดินที่ปตท. เวรคืนเพื่อวางท่อก๊าซประมาณ 32 ไร่ ในจังหวัดระยอง สมุทรปราการ จังหวัดชลบุรี จ. ฉะเชิงเทรา เพื่อทำท่อส่งก๊าซ ศาลเห็นว่ายังเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ ปตท. ไม่สามารถโอนที่ดินไปเป็นทรัพย์สินของบริษัทได้ ต้องโอนที่ดินดังกล่าว เช่นเดียวกับทรัพย์สิน ท่อก๊าซ กลับไปเป็นของรัฐ โดยกระทรวงการคลังเช่นเดิม เนื่องจากเป็นทรัพย์สิืนที่ติดกับที่ดิน


ที่มา : สำนักข่าวไทย

ศาลปกครองมีคำพิพากษาไม่ต้องเพิกถอนปตท.ออกจากตลาดฯ แล้ว


ศาลปกครอง 14 ธ.ค.- ศาลปกครองสูงสุดตัดสิน พระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับในเรื่องการนำบริษัท ปตท.2 ฉบับ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องเพิกถอนปตท. ออกจากตลาดทรัพย์ แต่ให้แยกธุรกิจ ทรัพย์สินท่อขนส่งก๊าซออกจากบริษัท ปตท. ติดตามจากรายงาน

วันนี้ศาลปกครองได้พิจารณาคดีที่มูลนิธิผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้เพิกถอน ปตท. ออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยการยกเลิกการเป็นบริษัทจำกัด ในตลาดหลักทรัพย์ และกลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจเหมือนเดิม เนื่องจากการแปรรูป และการกระจายหุ้น ปตท. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย


โดยศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าพระราชกำหนดอำนาจสิทธิประโยชน์ของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) พ.ศ.2544 และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2544 ชอบด้วยกฎหมาย


อย่างไรก็ตามศาลปกครองได้พิพากษาให้ ปตท.ดำเนินการโอนสิทธิครอบครองที่ดินที่ได้เวรคืนมาวางท่อก๊าซ รวมทั้งระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปให้รัฐ คือกระทรวงการคลังดูแล ซึ่งหมายความว่า ปตท. ยังคงเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดทรัพย์เช่นเดิม

ขณะที่ ปตท. จะมีการแถลงข่าวถึงการดำเนินการ หลังศาลปกครองมีคำพิพาษาในบ่ายวันนี้ - สำนักข่าวไทย


ที่มา : สำนักข่าวไทย

กกต.พร้อมจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า


สำนักข่าวไทย 14 ธ.ค.-กกต.พร้อมจัดเลือกตั้งล่วงหน้า ประสานตำรวจ-ทหารช่วยดูแลความปลอดภัย โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดใต้ เชื่อขนคนมาลงคะแนนทำได้ยาก เพราะบัตรแต่ละใบมีเลขรหัสเฉพาะ ส่วนเรื่องวีซีดี “พ.ต.ท.ทักษิณ” ยืนยัน กกต.ทำตามขั้นตอน ไม่ได้ถ่วงหรือเร่งรัด

นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวใน "ข่าวเช้าโมเดิร์นไนน์" ถึงการเตรียมความพร้อมการเลือกตั้งล่วงหน้าที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ (15 ธ.ค.) ว่า กกต.ได้เตรียมความพร้อมทุกอย่างแล้ว ทั้งด้านเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ สำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าไว้กว่า 2 ล้านคน ทั้งนอกเขตและในเขต ส่วนประชาชนในเขตที่ไม่ได้ลงทะเบียนล่วงหน้า ทาง กกต.ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะมีจำนวนเท่าใด แต่ก็ได้เตรียมความพร้อมไว้เช่นเดียวกัน หากเกิดกรณีบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอ ก็จะนำบัตรเลือกตั้งของวันที่ 23 ธันวาคม มาใช้ก่อน


นางสดศรี ยังไม่เป็นห่วงเรื่องการขนคนมาลงคะแนน เพราะเชื่อว่าเป็นไปได้ยาก เพราะบัตรแต่ละใบจะมีเลขรหัสเฉพาะ ส่วนการรักษาความปลอดภัยในระหว่างการเลือกตั้ง ได้ประสานงานกับตำรวจและทหารจะช่วยดูแล โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้


นางสดศรี ยังชี้แจงกรณีการพิจารณาตรวจสอบการเผยแพร่วีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรีว่า เรื่องดังกล่าวได้รับการแจ้งมาในช่วงใกล้กับวันเลือกตั้ง โดยมีผู้ส่งวีซีดีในเวอร์ชั่นต่าง ๆ มาให้ตรวจสอบ ซึ่งการทำงานตามระเบียบต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นก่อน กกต.ชุดใหญ่จึงจะสามารถพิจารณาได้ ดังนั้นการพิจารณาเรื่องดังกล่าวยืนยันได้ว่าทำตามขั้นตอน ไม่ได้ถ่วงหรือเร่งรัด เป็นไปตามขั้นตอนปกติของกฎหมาย

ที่มา : สำนักข่าวไทย

"สมัคร” ไม่พอใจ ถูกเอาคดีจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง


"สมัคร” ไม่พอใจ ถูกเอาคดีจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง ของ กทม.ที่ คตส.ตรวจสอบอยู่ ไปเทียบเคียงกับคดีของ"ประชัย” ระบุคดียังอยู่ระหว่างสอบสวน ยังไม่ถึงอัยการ-ศาล แถมยังไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะมีก็คดีหมิ่นประมาทที่ได้รับการยกเว้น ซัดคนพูดไม่มีความรู้

นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องความสามัคคี ว่า ได้รับมาใส่เกล้าฯ และอยู่ในหัวใจตลอด แต่ไม่วิพากษ์วิจารณ์ และว่าต้องการให้ตั้งหลักให้ดีว่าที่ผ่านมาใครฟัดใครอยู่ แต่เมื่อได้ยินพระราชดำรัสทำให้ดีใจ เพราะรู้ว่าจะมีรัฐบาลใหม่

นายสมัคร ยังกล่าวถึงกรณีที่มีความพยายามโยงคดีจัดซื้อรถดับเพลิง-เรือดับเพลิง ของ กทม. ที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ตรวจสอบอยู่ และมีชื่อนายสมัคร เกี่ยวข้องด้วย ให้เหมือนกับกรณีของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ว่า คนที่พูดไม่มีความคิด ต้องการให้ไปตรวจสอบรายละเอียด

นายสมัคร กล่าวว่า ไม่ได้กลัวเกรง เพราะคดีอยู่ระหว่างการสอบสวน ยังไม่ถึงมืออัยการและศาลเลย แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเร่งสอบ เร่งให้ปากคำก่อนวันที่ 23 ธันวาคม ที่จริงคนที่ทำรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร เพราะกรณีนี้ไม่ได้เป็นความผิด ไม่ได้มีความเสียหาย ทำไมไม่ไปสอบบริษัท หรือฝรั่งที่เป็นคนจัดซื้อจัดหา เรื่องนี้แปลกตรงที่มีการจ่ายเงินไปแล้ว ทำไมไม่รับของ ของก็กองอยู่ตรงนั้น

“ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีจัดซื้อรถดับเพลิง-เรือดับเพลิง ของ กทม. อย่าเอามาพัวพัน และเชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบต่อการหาเสียงของพรรคพลังประชาชน คดีที่ผมมีไม่เหมือนกับคดีของนายประชัย เพราะคดีของผมเป็นเพียงคดีหมิ่นประมาท และเป็นข้อยกเว้นด้วย คนพูดคงไม่มีความรู้ แล้วเอามาคิด หรือมีความรู้ แต่จะคิดอย่างนั้น” นายสมัคร กล่าว

ต่อกรณีที่การหาเสียงของพรรคพลังประชาชนถูกเพ่งเล็งเรื่องซื้อสิทธิขายเสียง นายสมัคร กล่าวว่า แล้วแต่คนจะคิด แต่แปลกใจว่าเรื่องซื้อสิทธิขายเสียงพรรคอื่นไม่มีหรือ ทำไมมาจ้องที่พรรคพลังประชาชนอย่างเดียว เมื่อถามว่า แสดงว่าหลายฝ่ายรวมทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มองว่า พรรคพลังประชาชนมีคะแนนนำใช่หรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า จะว่า กกต.ไม่ได้ เพราะ กกต.ต้องเป็นที่พึ่ง ทำให้เกิดความยุติธรรม และ กกต.ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ไม่ได้เป็นคนของกลุ่มที่ปฏิวัติ. - สำนักข่าวไทย

ที่มา : สำนักข่าวไทย


ย้ำ เลือก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ สนธิ ลิ้มทองกุล

ก่อนจะเข้าเรื่องที่จะเขียนวันนี้ ต้องกราบขอบคุณทุกท่านที่เป็นกำลังใจแก่เราทั้ง 4 คน และสัญญาว่าเราจะจับมือกันเดินไปข้างหน้า โดยไม่หวาดหวั่นต่อภัยอันตรายทั้งปวงอันพึงมี จนกว่าภากิจการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย จะเสร็จสิ้น จนกว่าเผด็จการตัวสุดท้ายจะดับดิ้นสิ้น ลมหายใจไปตรงหน้า

ต้องบอกว่าเหนื่อยมาก และเหนื่อยเหลือเกินกับการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าให้รอดพ้นจากการถูกโจมตี ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการโจมตีที่รุนแรงและหนักหน่วงที่สุด เท่าที่เราเคยเจอมา ด้วยวิธีการที่เราคาดไม่ถึง ว่าจะมีผู้ใดกล้าทำเช่นนี้ บอกได้แต่เพียงว่าในแวดวงโลกไซเบอร์ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ต่างพากันส่ายหัวและทำท่ารังเกียจมากเมื่อได้รู้ว่าผู้มีอำนาจรัฐในประเทศไทย ใช้วิธีการใดจัดการกับ Hi-thaksin เนื่องจากเป็นวิธีการที่ทำให้ผู้อื่นซึ่งไม่เกี่ยวข้องเดือดร้อนไปด้วย โดยเฉพาะผู้ใช้อินเตอร์เนตในประเทศที่เราฝากเซิฟเวอร์ไว้

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา Hi-thaksin จึงมีอาการติดๆ ดับๆ บางวันดูได้ตอนเช้า ตอนเย็นดูไม่ได้ บางวันดูแต่ตอนดึกๆ ตอนเช้าถึงเย็นดูไม่ได้ ซึ่งเป็นไปตามเป้าประสงค์ของผู้กระทำการ ที่มุ่งสร้างความรำคาญใจแก่ผู้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากเวปไซต์นี้

แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทีมงานของเรา ก็ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานโดยไม่สนใจว่าใครจะคิดร้ายกับเราอย่างไร หากจะมีที่หายหน้าหายตาไปบ้าง ก็คือผม นายประดาบ นี่ล่ะ ที่ต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดประสานงานกับผู้ดูแลระบบของเราในต่างประเทศ เพื่อสร้างระบบป้องกันการถูกโจมตีขึ้นมาเพิ่มเติม และจากการทดสอบระบบได้ระยะหนึ่งแล้ว จนถึงขณะนี้ ทำให้มั่นใจได้ว่า เราจะกลับมาพบกันเหมือนเดิมได้แล้ว แม้อาจจะต้องหายไปอีก แต่ก็คงไม่นานเหมือนครั้งล่าสุดที่ผ่านมา

แจ้งข่าวเรื่องราวส่วนตัวจบแล้ว ก็ อยากจะชี้แจงแถลงไขสักเล็กน้อย ถึงกรณีคลิปวิดีโอ ที่เป็นต้นเหตุให้ สดศรี สัตยธรรม สั่งปิดเวปไซต์ Hi-Thaksin ซึ่งที่จริงแล้ว ไม่ใช่ฝีมือของผม หากแต่เป็นน้องสาวคนเก่งในทีมงานคิดและทำขึ้นมา ด้วยอารมณ์ประชดประชัน แกมขบขัน มากกว่าที่จะนำเสนอแบบซีเรียสจริงจัง แต่กลับปรากฎว่าผู้ถูกพาดพิง ไม่รับมุก และไม่มีอารมณ์ขันด้วยเลย จึงทำให้เกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โต

หลังจากเป็นข่าวใหญ่ข่าวดัง ผมก็มานั่งดูอีกหลายๆ เที่ยว ยิ่งดูก็ยิ่งชัด ยิ่งดูก็ยิ่งจริง ยิ่งดูก็ยิ่งใช่ จึงไม่เข้าใจว่าคนเหล่านี้ทำไมต้องโกรธด้วยเมื่อมีผู้เปิดเผยความจริงอีกด้านหนึ่งของตนเอง

โดยเฉพาะ นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ผู้ก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน รวมไปถึง นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่กำลังรอกินส้มหล่น คนอยากเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้ดูสารรูปตัวเองว่าแม้แต่คิดก็ผิดแล้ว แค่จัดงานไทยพาวิลเลี่ยน ในงานเวิล์ดเอ็กซ์โป ที่ญี่ปุ่น เมื่อ 3 ปีก่อน ยังทำให้ประเทศไทยเสียหน้าในเวทีโลก ไม่พอ ยังจะมาอาสาเป็นผู้นำประเทศไทยในเวทีโลก อีก คิดได้ไงหนอพ่อคนนี้

กรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประขาธิปัตย์ ผมยืนยันได้เลยว่า คลิปวิดีโอที่นำมาเสนอ ไม่ผิดไปจากความจริงแม้แต่น้อย หากจะผิด ก็ต้องผิดตรงที่ให้ความจริงน้อยเกินไป เพราะนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้สมคบ วางแผนร่วมกันกับกลุ่มพันธมิตร ของสนธิ ลิ้มทองกุล เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่คณะรัฐประหาร อีกด้วย

เรียกได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ มีส่วนร่วมกับสนธิ ลิ้มทองกุล และ คมช. ในการก่อวิกฤติประเทศไทยขึ้นมาในรอบ 2 ปีนี้ และทำท่าว่าจะลุกลามจนยากจะเยียวยาได้ในปีหน้า ซึ่งทุกสำนักเศรษฐกิจทั้งไทยและเทศ บอกว่า จะเลวร้ายกว่าปีนี้ และปีที่ผ่านไป

อันที่จริง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ควรจะต้องย้อนกลับดูตัวเองก่อนว่า เป็นจริงดังที่ถูกพาดพิงถึงหรือไม่

เลือก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ สนธิ ลิ้มทองกุล ทุกคะแนนที่ได้จะสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ สนธิ ลิ้ม ผู้นำขบวนการโค่นล้มอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

มีข้อความใดผิด มีข้อความใดใส่ร้ายนายอภิสิทธิ์ หรือพรรคประชาธิปัตย์ มีข้อความใดเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน

นายอภิสิทธิ์ ตั้งสติให้ดี แล้วย้อนกลับไปดูพฤติกรรมของตัวเอง และพรรคประชาธิปัตย์ แล้วนำมาพิจารณาด้วยใจที่เป็นธรรม ก็จะได้รู้ว่าความระยำที่พวกตนทำไว้ ไม่เกินไปกว่าที่คลิปวิดีโอ บอกไว้ ยังน้อยไปด้วยซ้ำ และจะได้รู้ว่าเพราะอะไรสื่อมวลชนทั่วไป จึงนำถ้อยคำเหล่านี้ไปนำเสนอซ้ำๆ หลายเที่ยว หลายครั้งหลายหน แบบมีชั้นเชิง คือ เสนอไปก็ตำหนิ Hi-Thaksin ไป แต่เท่ากับย้ำให้ประชาชนที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงเวปไซต์ ได้รู้ว่าเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แล้วจะได้อะไรเป็นของแถม

ในฐานะตัวแทนทีมงาน Hi-Thaksin ประดาบขอน้อมรับคำตำหนิจากทุกท่านไว้แต่เพียงผู้เดียว และขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยกันนำเสนอข้อความในคลิปวีดีโอไปยังประชาชนทั่วประ เทศ ให้ได้ฉุกคิดก่อนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ หรือให้คะแนนแก่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าจะต้องเจออะไร และใคร หลังการเลือกตั้ง หากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นรัฐบาล

ลองไล่เรียงพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ กันดูว่า ทำไม เลือกอภิสิทธิ์ แล้วจึงได้สนธิ ลิ้มทองกุล

รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร กำเนิดขึ้นครั้งแรกที่สวนลุมพินี โดยการสนับสนุนสถานที่ ไฟฟ้า และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างครบครันจาก นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทั้งจัดหาผู้ฟังมาร่วมรายการเพื่อให้ดูสมจริงสมจังว่า มีประชาชนสนใจติดตามรับฟังการชำแหละความเลวร้ายของรัฐบาลทักษิณ จำนวนมาก ด้วยการสั่งการให้เจ้าหน้าที่เทศกิจ และพนักงานทำความสะอาด ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาฟัง ทุกเย็นวันศุกร์

หากจะบอกว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้จุดเทียนแห่งปัญญา นายอภิรักษ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือ ผู้ใช้มือป้องลมกันเปลวไฟที่แท่งเทียนดับ และเป็นผู้ที่คอยอำนวยความสะดวกด้วยความยินดียิ่ง จนกลายเป็นว่า สวนลุมพินี ตกเป็นสมบัติส่วนตัวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ทุกเย็นวันศุกร์ ที่ใครจะมาจัดกิจกรรมใดๆ แข่งขัน หรือแย่งความสนใจของประชาชนไปอีกไม่ได้

นอกจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังไม่ปรากฎว่าจะมีใครได้สิทธิพิเศษในการใช้สวนลุมพินีเป็นเวทีจัดการอภิปรายทางการเมืองและปลุกระดมมวลชน อีกเลย

ไม่ใช่เพียงสวนลุมพินี เมื่อนายสนธิ เคลื่อนทัพสมาชิกพันธมิตร ออกมาปักหลักบนท้องถนน นานนับเดือน นายอภิรักษ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ก็ให้บริการอำนวยความสะดวกแก่ผู้นำม็อบ และผู้ร่วมชุมนุม อย่างครบครัน ไม่มีขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย ราวกับว่าเกรงประชาชนจะไม่ได้รับความสะดวกในการมาร่วมชุมนุม แล้วจะไม่มาอีก

การยึดสนามหลวงเป็นเวทีปลุกระดมประชาชนขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพันธมิตร ก็ได้สิทธิพิเศษในการใช้พื้นที่ โดยไม่ต้องขออนุญาตเช่นผู้อื่น ด้วยการประกาศวรรทองเพียงวรรคเดียวว่านี่คือ “อารยะขัดขืน”

นายสนธิ และพันธมิตร จะใช้สนามหลวง และท้องถนนที่ยึดมา กระทำการผิดกฎหมาย ขัดศีลธรรมอันดีของบ้านเมืองอย่างใด ก็ทำได้ตามอำเภอใจ จะนำขบวนประชาชนเดินไปทิศใด ทางใด ได้ทั้งนั้น แม้แต่การปิดถนนสายเศรษฐกิจหลักของกรุงเทพ ที่บริเวณสยามสแควร์ ปิดห้างสยามพารากอน ก็ทำได้ ราวกับว่าเป็นเจ้าของกรุงเทพมหานคร โดยที่นายอภิรักษ์ ในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้แต่เอามือซุกหีบ รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง ไม่ดำเนินการอะไรทั้งสิ้น เพราะการมีประโยชน์ทางการเมืองร่วมกันระหว่างนายสนธิ กับ พรรคประชาธิปัตย์ นั่นเอง

การโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร คือ ผลประโยชน์ร่วมกันของ นายสนธิ กับ พรรคประชาธิปัตย์ ที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ก่อนที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล จะเริ่มทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ทุกเย็นวันศุกร์ ที่สวนลุมพินี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำสมาชิกคนสำคัญของพรรค ไปเข้าพบ คารวะ และให้กำลังใจนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน และบอกให้นายสนธิ เดินหน้าสู้ต่อไป พรรคประชาธิปัตย์ เป็นกำลังใจให้

การพบกันวันนั้น บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น และร่วมมือร่วมใจกันอย่างยิ่ง ดังภาพถ่ายที่ปรากฎในเวปไซต์ต่างๆ เป็นภาพนายสนธิตบหลังตบไหล่ขอบอกขอบใจนายอภิสิทธิ์ ที่หยิบยื่นกำลังใจมาให้ ที่มีชื่อภาพว่า “ดีมากไอ้น้อง”

ไม่เพียงแต่นายอภิสิทธิ์ ที่ไปให้กำลังใจ และคารวะนายสนธิ ถึงสำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ สมาชิกคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายอลงกรณ์ พลบุตร นายเกียรติ สิทธิอมร คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ยังได้เข้าร่วมกับการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล อย่างเปิดเผย และขึ้นเวทีปราศรัยขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อีกด้วย

ว่ากันว่า ทุนในการจัดการชุมนุมของพันธมิตร ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่ก็ไหลมาจากแกนนำคนสำคัญบางคนของพรรคประชาธิปัตย์ นี้เอง จึงทำให้การชุมนุมของพันธมิตรดำเนินมาได้อย่างยาวนานต่อเนื่องกันเป็นแรมปี และยังรวมไปถึงการจัดผู้ฟังทั้งในกรุงเทพและต่างจัง หวัด เข้ามาร่วมสมทบเพื่อเพิ่มยอดจำนวนผู้ชุมนุมในนัดสำคัญๆ เป็นประจำ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากชุมชนในกรุงเทพมหานคร และ ภาคใต้

นักการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ต่างพาเหรดเข้าร่วมรายการสนทนาการเมือง ของสถานีโทรทัศน์ ASTV ไม่เว้นแต่ละวัน บางวันมีหลายรายการ ซึ่งทุกรายการล้วนแต่ด่า ไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ทั้งนั้น และพรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของสถานี โทรทัศน์แห่งนี้ ด้วยการออกสปอตประชาสัมพันธ์พรรคประชาธิปัตย์ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ทางตรง ก็คือ ใช้เงินอุดหนุนพรรคการเมืองที่ได้จากกกต. จ่ายค่าโฆษณาให้แก่ ASTV

ทางอ้อม ก็คือ แนะนำให้บริษัทธุรกิจต่างๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์ สนิทสนมเป็นพิเศษ เช่น ยูคอม ที่มี ดร.ประกอบ จิรกิตติ เป็นผู้บริหาร และ เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ซื้อโฆษณาใน ASTV เป็นกรณีพิเศษ

มืออาชีพในการจัดการชุมนุม ประเมินว่าแต่ละนัดของพันธมิตร ที่เรียกระดมประชาชนมาชุมนุกันที่สนามหลวงและลานพระราชวังดุสิต ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 30-40 ล้านบาท มีการตระเตรียมอาหารและน้ำ ไม่ต่ำกว่า 1 แสนชุด ในแต่ละครั้ง ยังไม่นับรวมค่าเดินทางผู้มาชุมนุมอีกคนละ 500-800 บาท แล้วแต่ว่าค้างคืนหรือไม่ หากไม่ต้องค้างคืน ก็ 500 บาท หากต้องค้างคืน ก็ 800 บาท ครั้งหนึ่งมียอดผู้ชุมนุมที่จัดมา และต้องจ่าย ประมาณ 50,000 คน

หลังการรัฐประหาร ซึ่งนายสนธิ และพรรคประชาธิปัตย์ สมประโยชน์ร่วมกัน เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และไม่สามารถกลับสู่ประเทศไทย ได้ นายอภิสิทธิ์ กับ นายสนธิ ต่างฉลองชัยชนะและความสำเร็จร่วมกัน ในงานวันเกิดของนายสนธิ โดยนายอภิสิทธิ์ ได้นำแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่ใบงาม เข้าแสดงความยินดี และคารวะต่อนายสนธิ ในฐานะผู้มีคุณูปการต่อการเมืองไทย และพรรคประชาธิปัตย์ อย่างยิ่ง ที่ได้ขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากการเมืองไทยได้สำเร็จ เพราะเท่ากับพรรคประชาธิปัตย์ จะได้มีโอกาสชนะเลือกตั้งบ้าง

ภาพนายอภิสิทธิ์ มอบแจกันดอกไม้แก่นายสนธิ ด้วยความนอบน้อมยิ่ง คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา ของคนสองคนนี้

หลังการรัฐประหาร คนสำคัญของขบวนการพันธมิตร ที่เดินตามนายสนธิ ได้รับรางวัลกันถ้วนหน้า นายสำราญ รอดเพชร โฆษกบนเวทีพันธมิตร และเป็นลูกจ้างของนายสนธิ ได้เป็น สนช. นายประพันธ์ คูณมี เลขานุการส่วนตัวของนต.ประสงค์ สุ่นศิริ แกนนำสำคัญของพันธมิตร ได้เป็นสนช. ในฐานะที่เป็นผู้นำนายสนธิ เข้าพบ พล.อ.สนธิ ที่กองทัพ บก เพื่อเชื่อมประสานแผนการรัฐประหาร เป็นครั้งแรก

แม้ว่าสถานการณ์การเมืองหลังการรัฐประหาร แม้จะวุ่นวายอยู่บ้าง เพราะผลประโยชน์ที่ได้มาจากการปล้นอำนาจ แบ่งสันปันส่วนกันไม่ลงตัว นายสนธิ ลิ้มทองกุล จึงออกอาการขัดอกขัดใจ และเคืองๆ คณะรัฐประหาร และรัฐบาลที่ไม่ตามใจ ไม่ให้ประโยชน์ตามที่คิดหวังไว้ ก็มีรายการกระทบกระทั่งให้กระเทือนกันอยู่หลายครั้ง แต่ระหว่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพันธ มิตร กับพรรคประชาธิปัตย์ ความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างราบรื่นและลึกซึ้งมากขึ้น

เมื่อถึงวันที่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง จึงปรากฎว่า นายสำราญ รอดเพชร และ นายประพนธ์ คูณมี สองแกนนำคนสำคัญของพันธมิตร และเป็นสองคนที่เป็นมือไม้คอยรับใช้คำสั่งของนายสนธิ ได้รับการพิจารณาจากพรรคประชาธิปัตย์ ว่าสมควรเป็นผู้แทนราษฎร จึงส่งสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมๆ กัน ในเขตเดียวกัน ที่กรุงเทพมหานคร

การปรากฎชื่อนายสำราญ รอดเพชร และ นายประพันธ์ คูณมี ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่เพียงพออีกหรือที่จะเป็นพยานหลักฐานว่า พรรคประชาธิปัตย์ กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพันธมิตรฯ ขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นพันธ มิตรทางการเมืองต่อกัน

การมีนายสำราญ รอดเพชร และ นายประพันธ์ คูณมี อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่เพียงพออีกหรือที่จะทำให้เชื่อได้ว่า หากเลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นของแถม และทุกคะแนนที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับ จะไปสร้างความยิ่งใหญ๋ให้แก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล

ผมกล้าพูดได้เลยว่า จนถึงขณะนี้ นายสำราญ รอดเพชร และ นายประพันธ์ คูณมี เชื่อและฟัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล มากกว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และหาก ทั้งสองคนนี้ได้เข้าไปในสภาผู้แทนราษฎร ก็จะเป็นส.ส.กลุ่มสนธิ ลิ้มทองกุล สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และจะเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะมีเครือข่ายสื่อ และเครือข่ายพันธมิตร เป็นกองหนุนอยู่นอกสภา

หากนายสำราญ และนายประพันธ์ ได้เป็นส.ส. เราก็จะได้เห็นบทบาทใหม่ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ เครือข่ายพันธมิตร อีกบทบาทหนึ่ง อย่างแน่นอน ก็เหมือนกับที่เราได้เห็นเครือข่ายพันธมิตร ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มีความแข็งขันอย่างยิ่งในการทำลายล้างทุกคน ทุกฝ่ายที่ขัดประโยชน์ตนเอง แม้แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีของเผด็จการทหาร และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช. ที่แต่งตั้งมาเป็นสนช. ก็ยังโดนเล่นงาน ฟ้องประจานได้ ในที่สุด

หากพิจารณากันด้วยใจที่เป็นธรรม เรียงลำดับพฤติกรรมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี และพรรคประชาธิปัตย์ ในห้วงเวลา 2 ปีเศษที่ผ่านมา โดยมีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นตัวขับเคลื่อนให้ทุกคนทุกฝ่ายในซีกข้างนี้ได้รับประโยชน์ตามต้องการแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าคลิปวิดีโอเลือกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ใช่เรื่องเกินจริง หรือใส่ร้ายกัน

หากแต่ไม่น่าเชื่อว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะวิ่งหนีเงาอดีตของตนเอง ที่เคยไปร่วมกระทำบางสิ่งบางอย่างกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล มาอย่างแนบแน่นและยาวนาน จนสำเร็จสมประโยชน์ด้วยกัน

ไม่น่าเชื่อว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะไม่ยอมรับความจริง ที่ตนได้ทำไปแล้ว และ พยานหลักฐานที่นำมาแสดง ก็ล้วนแต่เป็นการกระทำของตนทั้งสิ้น

นักการเมืองคนหนึ่งเมื่อไม่ยอมรับความจริงในสิ่งที่ตนได้กระทำไปแล้ว ก็อย่าได้หวังว่าเขาจะยอมรับความจริงในเรื่องใดๆ ได้อีกเลย

คงเป็นแบบนี้กระมัง ที่สโลแกน “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น” จึงเป็นสโลแกนของพรรคประชาธิปัตย์ มาอย่างยาวนานและยั่งยืน

วันที่ สนธิ ลิ้มทองกุล มีประโยชน์ และเป็นจุดสนใจของประชาชน ก็เดินเข้าหา และผูกมิตร

วันนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล หมดประโยชน์ และเป็นจุดรวมความเกลียดชังของประชาชน ในฐานะผู้ก่อวิกฤติชาติ ก็เดินหนี ทิ้งห่าง กลัวจะพลอยติดกลิ่นเหม็นมาด้วย

คนอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เพียงเท่านี้เอง

ใครอยากได้คนแบบนี้เป็นผู้นำ ก็อย่าได้ลังเล แต่เลือกแล้ว ต้องยอมรับให้ได้ว่าต่อจากนี้ไป เราจะต้องอยู่ในสังคมที่มีค่านิยม “มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ไม่ร่วมต้าน”





โดย ประดาบ จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

คุณสมัคร, ร.ต.อ.ดร.เฉลิม และแกนนำพรรคฯ, แนะนำตัวผู้สมัครส.ส.กรุงเทพฯ ณ ลานวงเวียนใหญ่

คุณสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน, ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ขุนศึกฝั่งธนฯ เบอร์ 12 นำทีมแกนนำพรรคฯและผู้สมัคส.ส.แบบสัดส่วน เบอร์ 12 ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่โซนฝั่งธนฯ แนะนำตัวผู้สมัครส.ส.กรุงเทพฯ และแถลงนโยบายต่างๆของพรรคฯ โดยมีประชาชนมาร่วมฟังปราศรัยนับหมื่นคน ณ ลานวงเวียนใหญ่ กรุงเทพฯ วันพุธที่ 12 ธันวาคม 2550 และมีผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขต ดังนี้

กทม เขต 1 เบอร์ 13 นางสาวลีลาวดี วัชโรบล
เบอร์ 14 นายกมล บันไดเพชร
เบอร์ 15 นางสาวยุวลักษณ์ อภิธนาคุณ
กทม เขต 2 เบอร์ 16 นายพงษ์พิสุทธ์ จินตโสภณ
เบอร์ 17 นายวิกรานต์ ศุภมงคล
เบอร์ 18 พ.ต.อ.พนาเจือเพชร์ กฤษณะราช
กทม เขต 3 เบอร์ 16 นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ
เบอร์ 17 นางสาวภูวนิดา คุนผลิน
เบอร์ 18 นายยุรนันท์ ภมรมนตรี
กทม เขต 4 เบอร์ 7 นายเฉลิมชัย จีนะวิจารณะ
เบอร์ 8 นางสาวศุภมาศ อิศรภักด
เบอร์ 9 นายกวี ณ ลำปาง
กทม เขต 5 เบอร์ 13 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
เบอร์ 14 นายอนุสรณ์ ปั้นทอง
เบอร์ 15 นายการุณ โหสกุล
กทม เขต 6 เบอร์ 10 นางสาวนลินี ทวีสิน
เบอร์ 11นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ
เบอร์ 12 นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงศ์
กทม เขต 7 เบอร์ 19 นายวิชาญ มีนชัยนันท์
เบอร์ 20 นายดนุพร ปุณณกันต์
เบอร์ 21 นายมงคล กิมสูนจันทร์
กทม เขต 8 เบอร์ 16 นายวัฒนา เซ่งไพเราะ
เบอร์ 17นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ
เบอร์ 18 พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์
กทม เขต 9 เบอร์ 4 นายเอนก หุตังคบดี
เบอร์ 5 นางสาวศิลัมพา เลิศนุวัฒน์
เบอร์ 6 นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ
กทม เขต 10 เบอร์ 13 นายสุวัฒน์ วรรณศิริกุล
เบอร์ 14นายจารุวงศ์ เรืองสุวรรณ
เบอร์ 15 นายสากล ม่วงศิริ
กทม เขต 11 เบอร์ 1 นายสุธา ชันแสง
เบอร์ 2 นายมานะ คงวุฒิปัญญา
เบอร์ 3 นายแสวง ฤกษ์จรัล
กทม เขต 12 เบอร์ 1 นายปิติพงษ์ เต็มเจริญ
เบอร์ 2 นายสมพรต สาระโกเศศ
เบอร์ 3 นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง

คลิกที่ภาพ เพื่อชมภาพขนาดใหญ่

ขอขอบคุณ

ทีมช่างภาพnorporkor แมวอ้วนอ้วน ต้นกร้า น้องหอมแดง เรดเอิร์ธ

Tuxedo และอีกหลายท่าน

จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php