
"ทั้ง 3 ส่วนนี้นานาอารยประเทศ มีการจัดตั้งดำเนินการอยู่ ซึ่งหากพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาลก็จะผลักดันแนวคิดนี้ให้เกิดขึ้นจริง แต่ถ้าได้เป็นฝ่ายค้านเราก็จะเสนอเป็นกฎหมาย"ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ


////////////////////////////////
คอลัมน์:คาบลูกคาบดอก

ถึงแม้ว่าโพลทุกสำนักจะแจ้งผลตรงกันว่า พลังประชาชนชนะแน่นอน ได้ ส.ส. มากเป็นอันดับ 1 แน่นอน
แต่ผมกลับเห็นตรงกันข้ามว่า พรรคพลังประชาชนน่าจะได้ ส.ส. น้อยกว่าที่โพลทุกสำนักประกาศผลเอาไว้
ถึงแม้ว่าประชาชนจะเชื่อมั่นในพรรคพลังประชาชน
แต่กกต.กลับเชื่อมั่นในคมช.
จริงอยู่ พลังประชาชนอาจจะได้รับเลือกตั้งมากที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่า กกต. จะรับรองให้เป็น ส.ส. มากที่สุด เท่ากับจำนวนที่ได้รับเลือกจากประชาชน
กกต. 5 คน มีอำนาจที่จะปฏิเสธ ไม่รับรองการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ในเขตเลือกตั้งทุกเขตได้
วันนี้ กกต. 5 คน ได้แสดงให้เห็นแล้ว มีความภักดีต่อ คมช. เพียงใด จากกรณีเอกสารลับ และมีข้อสงสัยต่อพรรคพลังประชาชนอย่างไร จากกรณีวีซีดีทักษิณ
หลังการตัดสินเรื่องเอกสารลับของ กกต. ผมก็เปลี่ยนแปลงความคิด เริ่มจะเชื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มากกว่าเชื่อโพลเสียแล้ว
ทำไมผมจึงเชื่อ พล.อ.สนธิ ทั้งๆ ที่ผมชิงชังนายทหารคนนี้มากที่สุด
ก็เพราะทุกอย่างทุกประการที่นายทหารคนนี้พูดไว้ เป็นจริงมาแล้วทุกเรื่อง
พล.อ.สนธิ บอกว่า พรรคไทยรักไทยจะต้องถูกยุบ ตุลาการรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคทั้ง 111 คน
พล.อ.สนธิ บอกว่า อดีต ส.ส. ไทยรักไทย จะต้องกระจัดกระจายออกไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ นายพินิจ จารุสมบัติ และ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ก็ไปตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน ดึงอดีต ส.ส. ไทยรักไทย มาอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก
พล.อ.สนธิ บอกว่า พรรคการเมืองที่จะได้เป็นรัฐบาลคือพรรคการเมืองที่เคยต่อต้านรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งก็คือพรรคประชาธิปัตย์และพรรคชาติไทย วันนี้ นายบรรหาร ศิลปอาชา ประกาศแล้วว่าจะจัดรัฐบาลแข่ง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ ส.ส. มากเป็นอันดับ 1 ก็ตาม
พล.อ.สนธิ บอกว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบของประชาชน การลงประชามติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ประชาชนก็เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญของ คมช. จริงๆ
พล.อ.สนธิ บอกว่า เรื่องเอกสารลับเป็นเรื่องความมั่นคง และ คมช. ไม่ผิด เนื่องจากเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กกต. ก็วินิจฉัยออกมาตามแนวทางที่ พล.อ.สนธิ กำหนดไว้ทั้งหมด คือ คมช. ไม่ผิด
พล.อ.สนธิ ได้แสดงให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่า เขาคือผู้อยู่เหนือกฎหมายทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ในประเทศนี้ แม้แต่รัฐธรรมนูญก็ยังถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้อง แต่ถูกใช้เป็นอาวุธ เป็นเครื่องมือสกัดกั้นสิทธิเสรีภาพของฝ่ายตรงข้าม
พล.อ.สนธิ ได้แสดงให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่า เขามีสิทธิพิเศษที่จะไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และไม่ต้องรับโทษตามกฎหมายเมื่อละเมิดหรือปฏิบัติขัดกฎหมายด้วย นับแต่การก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน การจดทะเบียนสมรสซ้อน การสั่งให้สกัดกั้นพรรคพลังประชาชน การทุบตีทำร้ายประชาชนที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. โดยปกปิดบัญชีของนางวรรณา บุญยรัตกลิน ภรรยาคนที่ 3
เมื่อ พล.อ.สนธิ ได้แสดงให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเป็นผู้อยู่เหนือกฎหมาย และเป็นความถูกต้องในทุกกรณี ที่ต้องการจะทำ และต้องการให้เป็นไป ผมจึงต้องทำใจให้ยินยอมพร้อมเชื่อคำพูดของท่านบ้าง เพราะไม่มีครั้งใดเลยที่ท่านพูดแล้วจะผิดไปจากคำพูดของท่าน ไม่ว่าเรื่องนั้นจะขัดต่อความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศมากเพียงใดก็ตาม
เพราะฉะนั้นผมจึงต้องกลับไปทบทวนคำพูดของ พล.อ.สนธิ อีกครั้ง ว่าท่านเคยพูดเคยตอบคำถามเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้ว่าอย่างไร
เท่าที่จำได้ พล.อ.สนธิ พูดไว้ 2 เรื่องสำคัญ คือ
1.การเลือกตั้งครั้งนี้ เงินยังเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะคนอีสานและคนเหนือ คนในชนบท ยังขายเสียงให้นักการเมือง แลกเปลี่ยนกับเงินเล็กน้อยไม่กี่สิบบาท
2.หากพรรคพลังประชาชนจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องออกแรงมากหน่อย
เรื่องที่ 1 เป็นเรื่องที่ประชาชนคนอีสานและคนเหนือต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นจริงดังที่ พล.อ.สนธิ พูดไว้หรือไม่ ส่วนเรื่องที่ 2 นั้นไม่ต้องพิสูจน์ก็รู้ว่าจริง เพราะจนถึงขณะนี้ ชัดเจนแล้วว่าคู่แข่งของพรรคพลังประชาชนคือพรรคการเมืองทุกพรรคที่ลงแข่ง แต่ศัตรูของพรรคพลังประชาชน คือ คมช. กกต. และส่วนราชการทุกส่วน ที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของ คมช. เพราะฉะนั้นพรรคพลังประชาชนจึงต้องออกแรงมากกว่าทุกพรรค หากต้องการชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้
ผมอยากจะให้ความเชื่อและความคิดของผมที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นความเชื่อความคิดที่ผิด แต่ดูท่าว่าจะผิดยาก หากว่าประชาชนยังคงนิ่งเฉย และยอมจำนนต่ออำนาจเผด็จการ อำนาจรัฐที่เข้ามาจัดการชีวิต เข้าบงการการใช้สิทธิเลือกตั้งของตนเอง โดยไม่คิดต่อสู้และขัดขืน
หรือว่าเราจะปล่อยให้ พล.อ.สนธิ พูดถูกต้องอีกครั้ง คือ ขั้วอำนาจเก่าไม่มีทางได้หวนกลับคืนมาอีก ซึ่งก็แปลความได้ว่า พรรคพลังประชาชนไม่มีทางได้เป็นรัฐบาล
แต่ขอเตือนว่า หาก พล.อ.สนธิ พูดถูกในครั้งนี้อีกครั้ง ก็จะกลายเป็นบุคคลที่พูดอะไรและทำอะไรถูกต้องไปทั้งหมด โดยที่กฎหมายต้องคอยรับใช้คำพูดและการกระทำของ พล.อ.สนธิ และบิดจากผิดเป็นถูกตลอดไป

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ด้านกิจการพรรคการเมือง ยอมรับว่ามีผู้อ้างตัวเป็นผู้ต้องการล้มการเลือกตั้งโทรศัพท์มาบอกว่า ขณะนี้กำลังมีขบวนการจัดการกับกกต. ทั้งวิธีการอุ้มและให้พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้นำไปแจ้งต่อที่ประชุมเป็นที่ทราบโดยทั่วกันแล้วและเห็นว่ากกต.ต้องระวังตัวมากขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ขอเรียนว่า ไม่มีกกต.กลางการเลือกตั้งก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ เพราะสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) สามารถออกพ.ร.บ.พิเศษให้กกต.จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแทนกกต.กลางได้
"ย้ำว่าปัญหามีทางออกเสมอ กกต.ไม่ได้เกรงกลัวต่อคำขู่เมื่อตัดสินใจทำงานเพื่อชาติแล้ว ก็ถือว่าสละชีพเพื่อชาติได้ สุดท้ายทุกคนก็ต้องตายอยู่แล้ว ซึ่งเหตุผลเดียวที่จะล้มการเลือกตั้งได้ก็คือ การปฏิวัติอีกครั้ง แต่เชื่อว่าคงเป็นไปไม่ได้เพราะสภาพประเทศขณะนี้ถอยหลังไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ฝากให้รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ทำหน้าที่ดูแลองค์กรที่ทำหน้าที่ระดับชาติ ไม่ใช่ปล่อยให้มีม็อบบุกเหมือนเหตุการณ์ที่รัฐสภาที่ไม่มีใครปกป้อง ส่วนตนเห็นว่าองค์กรที่ทำหน้าที่ระดับชาติยังไม่รับการดูแลความปลอดภัย ก็คงไปสร้างหลักประกันให้กับคนในชาติไม่ได้เช่นกัน"นางสดศรี กล่าว
นางสดศรี ยังกล่าวถึงกรณีที่เรื่องที่นายประแสง มงคลสิริ ผู้สมัครส.ส. จังหวัดอุทัยธานี พรรคพลังประชาชน บุกกกต. กรณีใช้ภาพพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ประกอบการหาเสียง พร้อมนำซีดีมาให้ประชาชนที่บริเวณหน้าสำนักงานกกต.นั้น ถือว่าเป็นการกระทำซึ่งหน้า ซึ่งเรื่องนี้จะดำเนินการโดยจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมด้วย ทั้งนี้ ยืนยันไม่เคยมีกกต. คนใดออกมาพูดว่าจะให้ใบแดงนายประแสง
รายงานข่าวแจ้งว่า ในช่วงเวลา 06.00 น.เช้าวันนี้ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี และประธานครส.ได้เข้าหารือกับนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. และนางสดศรี สัตยธรรม กกต. นานประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ
ท่ามกลางเสียงวิพากวิจารณ์ว่าจะมีการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป ซึ่งในบรรดาพนักงานกกต.ต่างก็ได้มีการพูดคุยกันถึงประเด็นนี้เพราะตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางหน่วยปฏิบัติการพิเศษได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยคุ้มกัน โดยเฉพาะในส่วนของฝ่ายสืบสวนสอบสวน และในสัปดาห์หน้าก็จะมีกำลังตำรวจเข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทางกกต.ได้รับรายงานว่าจะมีการก่อความวุ่นวายขึ้นในบริเวณโดยรอบสำนักงาน เช่นจะมีการชุมนุมของกลุ่มประชาชนต่างๆ หรืออาจจะถึงขั้นวางระเบิดและอุ้มกกต. เพื่อไม่ให้มีการจัดการเลือกตั้ง จึงขอให้กกต.ระมัดระวังตัวในช่วงโค้งสุดท้ายนี้
โดย ประดาบ http://www.hi-thaksin.org/home.php


2 คดีที่ศาลฎีกา พิพากษาออกมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ หาได้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ มีสำนึกแต่อย่างใด หากแต่ยังคงเดินหน้าและดึงดันที่จะกระทำซ้ำเดิม อย่างไม่น่าเชื่อว่า นี่น่ะหรือคือ พรรคการเมืองที่อวดอ้างว่ามีคุณธรรม มีคุณงามความดีมากกว่าพรรคการเมืองอื่น เป็นพรรคการเมืองที่ยกตนข่มท่าน เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่นมาโดยตลอด
2 คดีที่ศาลฎีกาตัดสินออกมาแล้ว ยังไม่ปรากฎว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร ในฐานะที่เข้าไปมีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วย
คดีที่หนึ่ง คือ คดีที่ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกและเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของนายบุญมาก เนาวศิริกุล ผู้สมัครรับเลือกตั้งจังหวัดราชบุรี ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเวลา 10 ปี จากการกระทำความผิดซื้อเสียงในการเลือกตั้งเมื่อปี 2543
คดีนี้ นายบุญมาก ได้แจกเงินซื้อเสียงให้แก่ชาวบ้านในเขตเลือกตั้งของตนเอง และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสวมรอยปลอมตัวเป็นชาวบ้านเข้าไปรับเงินด้วย จึงถูกจับได้คาหนังคาเขา พยานหลักฐานคามือ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ เสียเครดิตอย่างมาก ในครั้งกระนั้น เนื่องจาก เป็นการจัดการเลือกตั้งในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลรักษาการ และนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศให้ประชาชนทุกคนในประเทศ ไม่ขายเสียง และบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนผู้สมัครทุกคน ไม่เคยจ่ายเงินซื้อเสียง แต่กลับปรากฎว่านายบุญมาก เนาวศิริกุล ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกกต.จับได้ว่าซื้อเสียงประชาชน แจกเงินให้ชาวบ้านไปลงคะแนนให้แก่ตนเอง
ถึงแม้ว่าจะเป็นรัฐบาล แต่ก็ไม่มีปัญญาที่จะช่วยให้นายบุญมาก พ้นผิดได้ เนื่องจาก เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่ กกต. เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง และตรวจสอบการกระทำความผิดในการเลือกตั้ง รัฐบาลจึงไปสั่งอะไรไม่ได้ เพราะกกต. ไม่ฟัง และต้องการสร้างผลงานในช่วงต้นของการทำงาน เพื่อเรียกเครดิตให้แก่องค์กร กกต. เมื่อเจรจากันไม่ได้ ขอกันไม่ได้ นายบุญมาก จึงถูกตัดสิทธิ ได้รับใบแดง ทันที ต้องออกจากการเลือกตั้งในครั้งนั้น ไปโดยที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ เสียเครดิตไปมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถปิดปากของนายชวน หลีกภัย และ ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้
พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงคุยข่มพรรคการเมืองอื่นๆ ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเลือกตั้งใหญ่ เลือกตั้งซ่อม เลือกตั้งระดับชาติ หรือ เลือกตั้งท้องถิ่น ว่าพรรคอื่น ซื้อเสียง แต่ประชาธิปัตย์ ไม่เคยซื้อเสียง ทั้งๆ ที่คดีนายบุญมาก ยังคาอยู่ที่ศาล เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ แต่นักกฎหมายอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็อ้างว่าคดียังไม่ถึงที่สุด นายบุญมาก ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ อยู่
กระทั่งวันนี้ วันที่ ศาลฎีกาตัดสินแล้วว่านายบุญมาก มีความผิดจริง แต่พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังคงกล่าวหาพรรคอื่นว่าซ้อเสียง และตัวเองไม่ได้ซื้อเสียง เหมือนเดิม พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่อง ทั้งๆ ที่ถูกจับ ถูกประจาน ด้วยคำพิพากษาของศาลฎีกา แต่ก็ยังปิดปากที่ท่องคำว่าคุณธรรมกลบกลิ่นปากของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้
ทั้งๆ ที่นายบุญมาก ศิริเนาวกุล ถูกกกต.ให้ใบแดงมาแล้ว ข้อหาซื้อเสียง และ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แต่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังคงส่งนายบุญมาก สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี อีกครั้ง ทำเหมือนกับดูถูกชาวราชบุรี ว่าไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ ถึงอย่างไรก็ต้องเลือกนายบุญมาก แม้ว่านายบุญมาก จะเคยทำผิด ถูกใบแดงจากกต. มาแล้วก็ตาม
ในขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ ตรวจสอบแล้วเชื่อว่านายบุญมาก ไม่มีความผิดในคดีซื้อเสียง ทั้งๆ ที่มีพยานหลักฐาน พยานบุคคลมัดแน่น แต่ดูเหมือนกับว่า กระบวนการยุติธรรม จะไม่ยอมรับ และไม่ปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ กระทำตามอำเภอใจตนเอง โดยไม่ใส่ใจความรู้สึกของประชาชน และไม่สนใจต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ศาลฎีกาจึงพิจารณาคดีซื้อเสียงของนายบุญมาก ได้เสร็จทันเวลาพอดี ก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้งล่วงหน้าเพียง 3 วัน และก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้งทั่วไป เพียง 10 วัน
คำตัดสินของศาลฎีกา ทำให้ประชาชนไม่ต้องเสียเวลาไปลงคะแนนให้แก่นายบุญมาก เพราะลงคะแนนไป ก็ไม่มีผล เนื่องจาก นายบุญมาก เป็นผู้กระทำความผิดทางการเมือง เป็นผู้ต้องโทษ ไม่สมควรเป็นผู้แทนราษฎร
ศาลฎีกา มีมุมมองต่อนายบุญมาก เนาวศิริกุล แตกต่างจากที่พรรคประชาธิปัตย์ มอง ชนิดดำกับขาว
ศาลฎีกา ตัดสินลงโทษนายบุญมาก ถึงขั้นจำคุก และตัดสิทธิการเลือกตั้ง 10 ปี ซึ่งถือว่าเป็นโทษร้ายแรงที่สุด เท่าที่นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เคยได้รับ และไม่เคยมีนักการเมืองคนใด พรรคการเมืองใด ถูกตัดสินเช่นนี้มาก่อน แต่ พรรคประชาธิปัตย์ กลับเห็นว่านายบุญมาก เป็นผู้บริสุทธิ์ และสมควรจะเป็น ส.ส.ราชบุรี จึงส่งนายบุญมาก ลงสมัครรับเลือกตั้ง
การพิจารณาส่งนายบุญมาก ลงสมัครรับเลือกตั้ง ของนายอภิสิทธิ์ และ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นการดูถูกดูแคลนชาวราชบุรี อย่างมาก และแสดงให้เห็นถึงความไม่สะทกสะท้านต่อคดีซื้อเสียงที่ติดตัวนายบุญมาก แต่อย่างใด
หลังจากศาลฎีกา พิพากษาแล้ว ยังไม่มีใครในพรรคประชาธิปัตย์ ออกมากล่าวคำขอโทษประชาชนชาวราชบุรี สักคำ โดยเฉพาะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หลีกเลี่ยงที่จะแสดงความเห็น ต่อกรณีนี้ อาจจะเป็นเพราะทำใจไม่ได้ ที่ถูกศาลฎีกากระชากหน้ากากว่า พรรคการเมืองที่ซื้อเสียงเลือกตั้ง ก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ หาใช่พรรคการเมืองอื่น ตามที่ตนและพวกพ้องชอบกล่าวหา แต่อย่างใด
คำพิพากษาของศาลฎีกา ต่อคดีซื้อเสียงของนายบุญมาก ทำให้เราได้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ โกหกประชาชนว่าโดยตลอด ว่าไม่เคยซื้อเสียงในการเลือกตั้ง และคำกล่าวที่ดูถูกดูแคลนกล่าวหาให้ร้ายพรรคการเมือง ว่าซื้อเสียงเลือกตั้ง ด้วยท่าทีอาการที่รังเกียจสุดแสนจะคบหากันต่อไปได้ นั้น แท้จริงก็เป็นเพียงอาการของปีศาจคาบคัมภีร์ เท่านั้น หาใช่อาการของนักการเมืองซื่อใสบริสุทธิ์ แต่อย่างใดไม่
น่าประหลาด ที่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่คิดจะแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีส่งนายบุญมาก ลงสมัครรับเลือกตั้ง
น่าแปลกที่ ทั้งนายอภิสิทธิ์ และ นายชวน ยังคงกล่าวหาพรรคการเมืองอื่นว่าซื้อเสียง และยืนยันว่าประชาธิปัตย์ไม่เคยซื้อเสียง อีก
น่าผิดหวังที่ ประชาชนบางส่วนยังคงหลงใหลไปกับคำพูดของปีศาจคาบคัมภีร์ และเห็นดีเห็นงาม ไปกับคำโฆษณาชวนเชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะทำการเมืองให้ใสสะอาด ทำการเมืองให้มีคุณธรรม ทำการเมืองด้วยความโปร่งใส และทำการเมืองให้ปลอดจากการซื้อเสียง
น่าเศร้าใจ ที่ประชาชนส่วนหนึ่งยังคงเห็นกงจักร เป็นดอกบัว
ได้แต่ภาวนาว่า ประชาชนเหล่านี้จะทันได้เห็นว่า “ดอกบัว” ที่เป็นภาพลวงตา ที่แท้คือ กงจักร ที่จะตัดคอตัวเอง ได้ก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้งที่กำลังใกล้เข้ามาแล้ว
คดีความที่ 2 ก็คือ คดีที่ศาลฎีกา พิพากษาให้ นายบันลือ ตันติวิท อดีตนายกอบจ.ภูเก็ต คหบดีคนสำคัญของจังหวัดภูเก็ต และนายทุนใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ คืนที่ดินสปก.4-01 จำนวน 69 ไร่ 70 ตารางวา ที่ได้รับไปจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้แก่รัฐ
ศาลฎีกาพิพากษาว่า นายบันลือ ไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับที่ดิน สปก. 4-01 ซึ่งเป็นเศรษฐีภูเก็ต รายที่ 3 แล้ว ที่ถูกศาลฎีกาสั่งให้คืนที่ดิน สปก. 4-01 ให้แก่รัฐ ถัดจาก นายเจริญ ถาวรว่องวงศ์ และ นายทศพร เทพบุตร ผู้สมัครรับเลือกตั้งจังหวัดภูเก็ต ของพรรคประชาธิ ปัตย์ ในการเลือกตั้งครั้งนี้
12 ปีที่ รัฐต้องเสียเงินเสียเวลาต่อสู้คดีกับเศรษฐีภูเก็ตทั้ง 3 รายนี้เพื่อจะเอาที่ดินของรัฐกลับคืนมาเป็นสมบัติของแผ่นดิน เพราะการบริหารงานแบบเห็นแก่พวกพ้องของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ฉวยโอกาสในวันเวลาที่มีอำนาจอยู่ในมือ ตัดที่ดินของรัฐ เฉือนแผ่นดินอันเป็นสมบัติของชาติ ไปกำนัลเป็นของของขวัญ ของรางวัลตอบแทนให้แก่นายทุนของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นการกระทำที่ขัดกับกฎหมายปฏิรูปที่ดินอย่างชัดเจน แต่อาศัยว่าเป็นรัฐบาล มีอำนาจในมือ ก็ถืออำนาจ บาตรใหญ่ กระทำการตามใจตัวเอง แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ
เพราะในที่สุด “หลักกู” ก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่ “หลักการ”
เป็นหลักการแห่งกฎหมายจริงๆ ไม่ใช่หลักการแบบหลักกูของนายชวน หลีกภัย ที่จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่ยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์ ทำความเสียหายแก่ประเทศ ในกรณีสปก. 4-01 ที่จังหวัดภูเก็ต
แม้ว่า ศาลฎีกาจะพิพากษาให้เศรษฐีภูเก็ต คืนที่ดินสปก. 4-01 แล้ว 3 ราย คิดเป็นจำนวนที่ดินรวมกันมากกว่า 100 ไร่ แล้ว แต่ก็ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังได้เห็นพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศ ที่ทำให้รัฐเสียหาย แม้แต่คำเดียว ครั้งเดียว ราวกับว่ายังไม่รู้สำนึกว่าได้กระทำความผิดต่อชาติต่อแผ่นดินไว้อย่างไรบ้าง
ตรงกันข้าม พรรคประชาธิปัตย์ กลับเลือกที่จะเดินสวนทางกับคำพิพากษาของศาลฎีกา ด้วยการส่งนายทศพร เทพบุตร ที่ถูกศาลสั่งให้คืนที่ดินสปก. 4-01 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ภูเก็ต โดยไม่สนใจว่านายทศพร มีพฤติกรรมเช่นไรมาก่อน ในคำพิพากษาของศาลฎีกา
ไม่น่าเชื่อว่า พรรคการเมืองที่คอรัปชั่นเชิงนโยบาย อย่างพรรคประชาธิปัตย์ และศาลฎีกาตัดสินแล้วว่ามีความผิด จะเป็นพรรคการเมืองที่ คณะรัฐประหารมองเห็นว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีความสามารถ ความเหมาะสมจะเป็นผู้บริหารประเทศ หลังการเลือกตั้งครั้งนี้
ไม่น่าเชื่อว่า พรรคการเมืองที่บริหารประเทศ ด้วยหลักกู ไม่ยึดหลักการ และไม่แม้แต่จะคิดถึงหลักกฎหมาย จะเป็นพรรคการเมืองที่คณะรัฐประหาร เชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองที่จะทำให้กฎหมายเป็นกฎหมาย มีความศักดิ์สิทธิ์ และไม่มีใครกล้าละเมิดกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของตนเอง
ไม่น่าเชื่อว่า พรรคการเมืองที่บริหารประเทศ ด้วยการเอาสมบัติของแผ่นดิน ที่ดินของหลวง ไปยกให้แก่พวกพ้อง ตอบแทนแก่นายทุนของพรรค จะเป็นพรรคการเมืองที่คณะรัฐประหาร มั่นใจว่าจะเป็นรัฐบาลที่ดี เป็นผู้บริหารประเทศ ที่คิดคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม มากกว่าส่วนตน และพวกพ้อง
ไม่น่าเชื่อว่า ว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นพรรคการเมือง ที่ คณะรัฐประหาร ซึ่งบอกว่าเข้ามาแก้ไขปัญหาของชาติ ด้วยการยึดอำนาจ เพื่อสกัดกั้นการทุจริตคอรัปชั่นเชิงนโยบาย ป้องกันทรัพย์สมบัติของชาติสูญหาย ปิดทางนักการเมืองเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง ชื่นชอบ และชื่นชมนิยมยินดี และพร้อมที่จะทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล ถึงแม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับ และแพ้การเลือกตั้ง ก็ตาม
ไม่น่าเชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ กับ คณะรัฐประหาร จะเห็นคุณงามความดีของกันและกัน เหมือนกับไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ถ้อยทีถ้อยอาศัย ได้ดีกระไรเช่นนี้
ไม่น่าเชื่อว่า คนหนีทหารอย่างนายอภิสิทธิ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีได้ ในสายตาของชายชาติทหาร อย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร
สองคดีความที่ศาลฎีกาพิพากษาไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เป็นการบ่งชี้ได้เป็นอย่างดีว่า เนื้อแท้ หรือ ธาตุแท้ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นอย่างไร
แน่นอนพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่พระสังข์ ที่สววมรูปเงาะ มาลองใจผู้อื่น
หากแต่ เป็นเจ้าเงาะ ที่สวมรูปพระสังข์ มาหลอกลวงประชาชน ต่างหาก
สองคดีความที่ศาลฎีกาเพิ่งพิพากษามานี้ น่าจะเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสิน ใจว่าจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ไปเป็นรัฐบาล บริหารประเทศอีกหรือไม่
หากเจ็บแล้วไม่จำ ยังไม่นำความเจ็บปวดในอดีตมาเป็นบทเรียนสอนใจ ก็อย่ามาโวยวาย เมื่อต้องขายสมบัติของชาติ เหมือนกรณี ปรส. ที่ทำให้เสียหายไป 800,000 ล้านบาท และต้องขายแผ่นดินของหลวงให้แก่นายทุน เหมือน กรณีสปก. 4-01 ก็แล้วกัน
แม้แต่ศาลฎีกายังพิพากษาออกมาในเวลาที่เหมาะสมเช่นนี้ ก็ต้องไปคิดดูให้ดีว่านี่เป็นการส่งสัญญาณพิเศษอะไรออกมาหรือไม่
เหตุใด คำพิพากษาของศาลฎีกา จึงออกมาเพื่อบอกกล่าวพฤติกรรมการซื้อเสียงเลือกตั้ง และ การบริหารประเทศแบบคอรัปชั่นเชิงนโยบาย ของพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้
ตั้งสติสักนิด คิดให้มากสักหน่อย แล้วคุณจะตัดสินใจได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ควรจะเป็นรัฐบาล หรือไม่
สำหรับผมแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ควรจะเป็นอะไรอีกแล้ว
นอกจากเป็นบทเรียนแห่งความผิดพลาดทางการเมืองของประชาชน ที่เห็นกงจักร เป็นดอกบัว ทำให้พรรคการเมืองนี้ อยู่มาได้นานถึง 60 ปี
เป็น 60 ปี ที่น่าเสียดายอย่างยิ่งสำหรับประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ
หรือคุณคิดว่าอย่างไร ?
โดย ประดาบ จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php
หัวหน้าพรรคชาติไทย ย้ำ พรรคอันดับ 1 ไม่จำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาล ไม่เชื่อข่าวสกัดกั้น"สมัคร สุนทรเวช"เป็นนายกรัฐมนตรี
นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวยืนยันว่า ไม่จำเป็นพรรคที่มีคะแนนเสียงอันดับ 1จะต้องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคที่ได้อันดับ 2 หรือ 3 สามารถจัดตั้งได้ พร้อมทั้งได้แสดงความเห็นถึงกรณีที่มีกระแสข่าวที่ว่ามีความพยายามสกัดกั้น นายสมัคร สุนทรเวช หน้าหน้าพรรคพลังประชาชน ไม่ให้เป็นนายกฯนั้น ไม่มีใครที่มาสกัดได้ และพรรคชาติไทยก็ไม่เคยคิดจะสกัดกั้นเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายเชื่อว่าในแต่ละพื้นที่จะมีการทุ่มเงินเป็นจำนวนมากเพื่อการหาเสียง จึงอยากให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย รวมถึงอยากจะฝากถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกฯในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับผู้ว่าราชการและรองผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าไปดูแลเรื่องการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่จะถึงนี้ด้วย
พรรคพลังประชาชน ห่วงการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า 15-16 ธ.ค.นี้ วอน กกต.คุมเข้มหีบบัตรเลือกตั้ง และเพิ่มความระมัดระวังดูแลไม่ให้เกิดการทุจริตขึ้น

โค้งสุดท้าย การหาเสียงเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชน ยังคงเดินหน้าหาเสียงอย่างหนักในต่างจังหวัด ซึ่งมีกำหนดการลงพื้นที่หาเสียงตลอดทั้งสัปดาห์ ก่อนเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้ายหาเสียงวันที่ 21 ธ.ค. ที่ท้องสนามหลวง
โดยในวันนี้ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ควงคู่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้สมัครส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ลงพื้นที่หาเสียงในฐานที่มั่นของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ และลูกชาย จากพรรคชาติไทย ที่ จ.พิจิตร ต่อด้วย จ.ชัยนาท และ จ.สิงห์บุรี
ท่ามกลางผลสำรวจต่างๆ ที่ระบุว่า พรรคพลังประชาชน จะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ เช่นเดียวกับความมั่นใจของร.ต.อ.เฉลิม ที่เชื่อว่า พรรคพลังประชาชน จะได้เสียงเกินครึ่ง และจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้
ขณะเดียวกัน คงต้องจับตาดูการกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผ่านการเปิดเผยของ ร.ต.อ.เฉลิมในวันปราศรัยวันที่ 21 ธ.ค. ว่าจะสามารถเดินทางกลับมาในช่วงเวลาใดของเดือนก.พ.

แต่กว่าจะยอมรับว่าเอกสารลับคือเอกสารจริง ก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์คำโกหกของทหารระดับผู้บัญชาการกองทัพนานกว่า 1 เดือน
จึงเป็นเวลานานกว่า 1 เดือน ที่กองทัพต้องมัวหมอง และเสื่อมเกียรติศักดิ์ เพราะมีนายทหารที่ริรักเป็นคนโกหก มากกว่าคนถือสัตย์ยิ่งชีพ
เริ่มจาก ไม่มีเอกสาร เอกสารปลอม เอกสารมีความแตกต่างกัน ถ้อยคำในเอกสารไม่ตรงกับฉบับจริงที่มีอยู่ แต่สุดท้ายก็มาลงเอยที่ เอกสารฉบับจริงของ คมช. เหมือนกับสำเนาเอกสารที่สื่อมวลชนนำเสนอไปแล้วทั้งหมด ไม่ต้องพิสูจน์อะไรกันอีกแล้ว เพราะดูด้วยตาเปล่าก็รู้ได้ว่าเป็นเอกสารชุดเดียวกันทุกถ้อยคำ ทุกตัวอักษร ทุกวรรค ทุกย่อหน้า เพราะ หนีความจริงไปไม่พ้น
บอกตรงๆ กรณีเอกสารลับฉบับสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนนี้ ผมไม่ได้คาดหวังแล้วว่า กกต. จะมีมติอย่างไร และจะดำเนินการอย่างไร หรือไม่ดำเนินการอย่างไร ก็แล้วแต่ กกต. จะแสดงตัวตนและธาตุแท้ของตัวเองต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศให้ได้เห็น ให้ได้รู้ว่า กกต. แต่ละท่านพอจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ประชาชนจะฝากความหวังไว้ได้หรือไม่ พอจะเป็นกรรมการกลางที่ประชาชนเชื่อถือได้หรือไม่ว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ถูกครอบงำจากอำนาจภายนอกหรืออิทธิพลใดๆ
ไม่ว่า กกต. จะตัดสินอย่างไร ผมไม่ได้สนใจเลย แต่ผมสนใจการพิจารณาของประชาชนมากกว่า และอยากจะเสนอแนะนำว่าการพิจารณาเอกสารลับฉบับนี้ เราต้องย้อนไปพิจารณาเจตนาของ คมช. ตั้งแต่แรกเริ่มต้นด้วยการวางแผนสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน แทรกแซงการเลือกตั้งอย่างเป็นขบวนการ โดยใช้กำลังพลและเครื่องมือของกองทัพปฏิบัติการตามแผน และมีการจัดทำเอกสารแผนงานกันอย่างเป็นระบบ โดยผ่านการกลั่นกรอง การอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพ และ คมช. อย่างเป็นขั้นตอน
จากนั้น เมื่อถูกจับได้ไล่ทัน ถูกแฉ ถูกเปิดโปงว่ามีแผนการอย่างไร คมช. ทุกคนก็ปฏิเสธและโกหกประชาชนทั้งประเทศมาโดยตลอด การให้ข้อมูลแก่คณะกรรมการตรวจสอบของ กกต. ก็ยัง ให้ข้อมูลเท็จ ว่าในเอกสารที่สื่อนำเสนอมีถ้อยคำในเอกสารไม่ตรงกับเอกสารจริงที่ คมช. มีอยู่ ดังที่ นายสุพล ยุติธาดา ให้สัมภาษณ์ว่า เอกสารตรงกัน 90% และมีความคลาดเคลื่อนบางส่วน ซึ่งก็เป็นเพราะ คมช. ให้ข้อมูลเท็จนั่นเอง
แม้กระทั่งการยื่นหนังสือไม่ยอมรับมติของคณะกรรมการตรวจสอบเอกสารของ กกต. และขอให้กกต. เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน ก็ยังคง โกหกว่า เอกสารที่ กกต. ได้รับ กับเอกสารฉบับจริงในมือ คมช. มีความแตกต่างกัน
แต่เมื่อถึงเวลาต้องนำเอกสารฉบับจริงมาแสดง กลับปรากฏว่า เหมือนกับเอกสารที่สื่อ ซึ่งก็คือ ประชาทรรศน์นำเสนอไปทั้งหมดทุกตัวอักษร
การที่ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ให้ข้อมูลว่ายกเลิกคำสั่งไปแล้ว ย่อมแสดงให้เห็นว่า คมช. ก็รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ยังวางแผนกระทำการกันขึ้นมา ทั้งๆ ที่ คมช. เรียกร้องให้ผู้อื่นเคารพกฎหมาย แต่ คมช. กลับละเมิดกฎหมายเสียเอง
พฤติกรรมของ คมช. ต่อกรณีเอกสารลับนี้ แสดงให้เห็นว่า คมช. โกหก ให้ข้อมูลเท็จ หลอกลวงประชาชนมาโดยตลอด จนกระทั่งหมดทางหนีแล้ว จึงจำต้องยอมรับ ชนิดที่เรียกว่า จำนนด้วยหลักฐาน ไม่ใช่เพราะสำนึกในความผิดที่ตนเป็นผู้กระทำ
แต่ก็น่าประหลาดที่คนโกหกเช่นนี้ ยังพอจะมีเครดิตเป็นที่เชื่อถือแก่ประธาน กกต. ได้ เมื่อ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล เลขา คมช. ให้ข้อมูลว่ายกเลิกคำสั่งไปแล้วตั้งแต่มีการประกาศใช้กฎหมายเลือกตั้งฉบับใหม่ แต่ไม่มีหนังสือคำสั่งยกเลิกมาแสดงต่อ กกต. มีเพียงถ้อยคำ วาจา ก็มีน้ำหนักพอที่ประธาน กกต. บอกว่าเชื่อถือได้แล้ว
ผมถึงบอกว่า ไม่ได้คาดหวังว่า กกต. จะตัดสินอย่างไรในกรณีเอกสารลับ เพราะวันนี้ คมช. ได้ตายกลายเป็นศพไปแล้วในความคิดของประชาชนทั่วประเทศที่ติดตามข่าวนี้ จะเหลือก็แต่ กกต. นั่นล่ะ ว่าจะฆ่าตัวตายตาม คมช. ไปด้วยหรือไม่
การตัดสินของ กกต. จึงเป็นการแสดงให้เห็นสำนึก ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี ว่ามีอยู่มากน้อยเพียงใดในหัวใจของคนที่เคยเป็นผู้พิพากษา และรองอัยการสูงสุด ซึ่งจะต้องดำรงไว้ซึ่งความสุจริต เที่ยงธรรม ในการปฏิบัติหน้าที่ และการสร้างความเป็นธรรม การรักษาความยุติธรรมให้ดำรงอยู่ในสังคม เป็นที่เชื่อถือและพึ่งหวังได้ของประชาชน โดยเฉพาะในยามที่ประเทศอยู่ในภาวะไม่ปกติ และกฎหมายต้องตกอยู่ใต้กฎแห่งปืน
สำหรับ คมช. กับพฤติกรรมที่ผ่านมา ในเรื่องเอกสารลับฉบับนี้ ต้องบอกว่าพวกเขาไม่มีแล้วซึ่งสำนึก ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี ขณะนี้ในหัวสมองคิดแต่จะเอาตัวรอดได้อย่างไรจากการถูกความคิดฝันของตัวเองตามเล่นงานอยู่ จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ว่าหากพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล จะดำรงชีวิตอยู่อย่างไร ทั้งคนที่ยังอยู่ในราชการ อย่าง พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก คมช. คนโกหกคนแรกในเรื่องนี้ และบรรดาแม่ทัพที่กำลังจะเป็นข้าราชการบำนาญ จะมีอะไรมาคุ้มหัว ป้องกันตัวเองได้บ้าง เมื่อหมดอำนาจวาสนาในกองทัพ
การที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยังดึงดันที่จะเป็นรองนายกรัฐมนตรี สั่งสอน อบรม ผู้อื่นให้มีความเป็นกลางในการเลือกตั้ง และใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยความสุจริต ไม่ละเมิดกฎหมาย ทั้งๆ ที่ตัวเองทำในสิ่งที่ตรงข้ามทั้งหมด ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า หัวขบวนของ คมช. ไร้ซึ่งสำนึก ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี อย่างน่าตกใจ ว่าคนคนนี้เหตุใดจึง "ด้าน" ได้เพียงนี้ จึงไม่ต้องสงสัยว่าลูกแถวจะด้านขนาดไหน
จึงไม่ควรต้องใส่ใจกันอีกว่า คมช. จะเป็นอย่างไรนับจากวันนี้ไป
แต่ที่ต้องสนใจก็คือ นับจากวันนี้ไป กกต. จะยืนอยู่อย่างไรในหัวใจของประชาชน
///////////////////
นายกอ
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51