WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 15, 2007

ที่หนึ่งแค่วันเลือกตั้ง

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ดูอะไรๆจะเร้าใจไปหมด

เนื่องจากกฎหมายห้ามไม่ให้เปิดเผยผลสำรวจความนิยมในช่วง 7 วันก่อนเลือกตั้งเพราะจะถือเป็นการชี้นำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า นับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะถึงเวลา 15.00 น. วันที่ 23 ธันวาคม ปิดหีบเลือกตั้ง

หมดเวลานำเสนอโพล

ช่วงสุดสัปดาห์นี้จึงได้เห็นโพลสารพัดยี่ห้อแข่งกันโชว์ตัวเลข นำเสนอผลสำรวจความนิยมโค้งสุดท้ายเลือกตั้งกันคึกคัก

เข้าเค้ามั่ง มั่วนิ่มมั่ง

แต่ดูจากผลก็ยังเป็นไปตามรูปการณ์เดิม แตกต่างกันที่ตัวเลขขึ้นๆลงๆ แต่ในส่วนของอันดับคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง

พรรคพลังประชาชนยึดแป้นที่หนึ่ง ทิ้งห่างพรรคประชาธิปัตย์เกือบช่วงตัว

ยากที่จะพลิกเกมไล่ทันภายใน 7-8 วัน

อันดับหนึ่งแน่ๆ แต่จะได้เป็นแกนนำจัดรัฐบาลหรือไม่ นั่นอีกประเด็นหนึ่ง

ที่แน่ๆประเมินจากลีลาของมวยเก๋าอย่าง “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน แท็กทีม “น้าเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

รีบกระแอมดักคอพรรคประชาธิปัตย์

ทวงถามมาตรฐานยุคนายชวน หลีกภัย เป็นหัวหน้าพรรค ที่เปิดทางให้พรรคความหวังใหม่ของ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ได้อันดับหนึ่ง ฟอร์มทีมตั้งรัฐบาล

ทั้งๆที่เสียงห่างกันแค่ 125 กับ 123 ที่นั่ง

ทีมพลังประชาชนชิงดักทาง กระทุ้งให้คู่แข่งคำนึงถึงมารยาททางการเมืองที่พรรคอันดับสองจะแข่งแย่งจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคอันดับหนึ่ง หลัง “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศเจตนารมณ์เสียงดังฟังชัด

ถึงจะมาอันดับสองก็จะไม่ปล่อยให้พรรคพลังประชาชนจัดรัฐบาลง่ายๆ

ต้องแย่งกันให้ถึงที่สุดก่อน

และถึงแม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะประกาศเดิมพันวัดใจคนเมืองกรุง เพื่อขอให้ช่วยเทเสียงเลือกพรรคประชาธิปัตย์ หากไม่ได้เสียงมาเป็นอันดับหนึ่งจะไม่แย่งจัดรัฐบาล

แต่ก็มีข้อแม้ติดติ่งห้อยท้ายเผื่อไว้

เว้นเสียแต่ถ้าพรรคอันดับหนึ่งรวมเสียงจัดรัฐบาลไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องคว้าสิทธิเป็นคิวต่อไป

แบะท่าเปิดช่องเสียบไว้แล้ว

และก็มีการพูดกันหนาหูในหมู่คนวงใน คาดการณ์พรรคพลังประชาชนจะได้เสียงอันดับหนึ่งแค่วันที่ 23 ธันวาคม เป็นแชมป์แค่ชั่วข้ามคืน

จากนั้นตัวเลขจะค่อยๆลดลงไปจากพิษไข้ใบเหลือง ใบแดง

สอยกันเป็นพวง

ตามรูปเกมของหน่วยสกัดขั้วอำนาจเก่า จำเป็นต้องพยายามอย่างยิ่งยวดในการ “บอนไซ” เครือข่ายไทยรักไทยไม่ให้ฟื้นกลับมา

ดึงตัวเลขให้ปลอดภัยสุด

และแน่นอนภายใน 7 วันหลังรู้ผลเลือกตั้ง หากพรรคพลังประชาชนวิ่งจับขั้ว จีบพรรคร่วมตั้งรัฐบาลไม่ได้

โอกาสก็จะตกเป็นของทีม “บุญอุ้ม”

นายอภิสิทธิ์ล็อกแขนมัดข้าวต้มกับ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ประสานร่างพันธมิตรฝ่ายค้านเดิมที่ร่วมกันล้ม “ทักษิณ” มา

วิ่งเข้าหาพรรคเพื่อแผ่นดินในฐานะตัวแปรสำคัญ

ทำการกวาดต้อนไพร่พลของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคประชาราช รวบรวมทุกเสียงของพรรคเล็กพรรคน้อย

ปั่นตัวเลขแซงหน้า

โดดเดี่ยวค่ายพลังประชาชนเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

จาก http://www.thairath.co.th/#

'มาร์ค' แบ่งรับแบ่งสู้คำเชียร์พรรคอันดับ 2 ตั้งรบ.


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าววันนี้ (15 ธ.ค.) ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงที่ห้างสรรพสินค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ กรุงเทพฯ ว่า ช่วงโค้งสุดท้ายจะกระตุ้นคนทุกกลุ่มให้ไปใช้สิทธิกันมากๆ เพราะเป็นโอกาสที่คนไทยจะทำให้ประเทศกลับเข้ารูปรอย มีรัฐบาลที่ซื่อสัตย์ ร่วมทั้งทำงานให้ชาติและประชาชนเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า โดยเวลาอีก 7 วัน ไม่ว่าจะตัดสินใจเลือกพรรคใดก็ขอให้ไปใช้สิทธิแสดงพลังประชาธิปไตย ส่วนประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใดในช่วง 7 วันสุดท้ายที่เหลือนั้น พรรคประชาธิปัตย์จะย้ำประเด็นให้การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกอนาคต ว่าต้อง การรัฐบาลและผู้นำแบบใด

สำหรับกรณีที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย เสนอแนวคิดหากพรรคลำดับ 1 ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้พรรคอันดับที่ 2 สามารถจัดตั้งรัฐบาลแข่งขันได้ หัวหน้า ปชป. กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าว คงเป็นการพูดในข้อกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติพรรคที่ได้ลำดับ 1 มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่หากติดขัดไม่สามารถจัดตั้งได้ต้องเปิดโอกาสให้พรรคที่ได้ลำดับที่ 2 จัดตั้งรัฐบาล ส่วนจะเป็นการเปิดช่องให้พรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลหรือไม่นั้น เห็นว่า เป็นข้อเสนอในเชิงวิชาการ


“ถ้าพรรคที่ได้คะแนนลำดับ 1 จัดตั้งไม่ได้เป็นเรื่องของรัฐสภาที่จะรวบรวมเสียงข้างมากตั้งรัฐบาลให้ได้ ส่วนการกล่าวของนายบรรหารเป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ คงต้องการชี้ให้เห็นว่า มีความพยายามสร้างกระแสให้เกิดความสับสนอยู่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว และว่า


หัวหน้า ปชป. ยังกล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยรณรงค์และแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง (ครส.) ยอมรับว่า มีขบวนการจ้องล้มการเลือกตั้ง ว่า สิ่งสำคัญขอให้คนไทยแสดงความมั่นคงว่า จะออกไปใช้สิทธิใช้เสียงตัดสินใจชี้อนาคตบ้านเมือง อย่าให้การเลือกตั้งถูกเบี่ยงเบน


จาก http://www.thairath.co.th/#

"ชลิต" ปัด คมช. เบื้องหลังม็อบบุกสภา

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ รักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคงเพื่อหามาตรการดูแลความปลอดภัยในช่วงการเลือกตั้งและช่วงปีใหม่ ว่า ช่วงที่ประชุมเกิดขึ้นหลังจากมีกลุ่มม็อบบุกรุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา ซึ่งนายกรัฐมนตรีคงเป็นห่วงเรื่องการดูแลความปลอดภัย และความวุ่นวายต่างๆ บางครั้งใช้กฎหมู่มากเกินไป จึงรบกวนสิทธิ์ของคนอื่น เรื่องพวกนี้ทุกคนควรระมัดระวัง ไม่ทำลายสิทธิ์ของคนอื่น เมื่อเกิดความวุ่นวายก็จะทำลายความมั่นคง และเรื่องอื่นๆ ก็จะเริ่มสั่นคลอน
ส่วนที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ระบุว่า ม็อบที่บุกรุกที่อาคารรัฐสภาเป็นม็อบจัดตั้งโดยทหารที่ทำปฏิวัติ เพื่อล้มการเลือกตั้ง พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ไม่ทราบ ให้ทุกคนช่วยกันหาข่าว จะทำไปทำไม การพูดนั้นพูดกันได้ แต่ต้องดูว่าใครเข้าไป เป็นกลุ่มไหน และใครสามารถบังคับใครได้หรือไม่ บางทีคนที่พูดก็พูดไปเรื่อย บางทีต้องฟังหูไว้หู และคนฟังต้องคิดว่าไม่ใช่คำพูดที่ถูกต้องของจริง ต้องเก็บข้อมูลไว้ว่าเป็นอย่างไร ส่วนจะเป็นการโจมตี คมช.เพื่อต้องการไม่ให้ประชาชนไว้วางใจหรือไม่ ส่วนตัวคงไม่ทราบ เพราะจิตใจคนเดาใจยาก
กรณีนายสมัคร ระบุว่า ผู้ที่ปฏิวัติยังไม่หยุดยิ่ง ยังเดินหน้าสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนไม่ให้เป็นรัฐบาล พล.อ.อ.ชลิต กล่าวพร้อมกับหัวเราะว่า คงามจริงอยากหยุด คงจำได้สิ่งที่คณะปฏิรูปดำเนินการตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 เรามุ่งหวังอยากจะแก้ไขรัฐะรรมนูญไม่ให้เอื้ออำนวยกับกลุ่มใดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในที่สุดเราก็ได้มาจากการลงประชามติ ซึ่งตนเองคิดว่าเป็นความสำเร็จของคนไทย เรามีรัฐบาลและบริหารประเทศมา บางคนบอกว่าเศรษฐกิจไม่ค่อยดี แต่ต้องหันไปดูประเทศอื่น น้ำมันขึ้นขนาดนี้ เรื่องต่างๆ ต้องดูสิ่งแวดล้อมโลกด้วย สิ่งสุดท้ายที่ คมช.มองภาพคือต้องมีการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลใหม่ คมช.จะได้หมดภาระ ประชาชนต้องคนที่ดี รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แล้ว คมช.จะเลื่อนไปเพื่ออะไร เพราะทุกคนต้องการเลือกตั้งทั้งนั้น

เนชั่นทันข่าว จาก http://breakingnews.nationchannel.com/

สดศรี ระบุหารือ พล.อ.สนธิ ไม่ได้สกัดกั้นพรรคการเมือง


กรุงเทพฯ 15 ธ.ค. - “สดศรี” แฉ กกต.ทั้ง 5 คน ถูกข่มขู่ ระบุหารือ “พล.อ.สนธิ” ไม่ได้สกัดกั้นพรรคการเมืองใด ท้าหากไม่พอใจการทำงานของ กกต. ยื่นฟ้องศาลได้ อย่าใช้กฎหมู่มาข่มขู่ ยืนยันไม่เลื่อนเลือกตั้ง

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตและในเขตหน่วยเลือกตั้ง ที่วัดเวฬุราชิน และวัดอินทราราม เขตธนบุรี พบว่า ซองใส่บัตรเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งที่ฝั่งธนบุรีบางหน่วยเลือกตั้งไม่เพียงพอ จึงได้ประสาน กกต.กลาง ให้เร่งส่งซองใส่บัตรเลือกตั้งมาให้ นอกจากนี้ยังไม่พบปัญหาอะไร ส่วนปัญหาที่ จ.สมุทรปราการ พบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตไม่มีรายชื่อ ทั้งที่ได้ลงทะเบียนใช้สิทธิไว้ก่อนหน้านี้แล้วจำนวนมาก


นางสดศรี กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องตั้งกรรมการสอบว่ารายชื่อหายไปได้อย่างไร และจะแจ้งไปยังกรมการปกครองว่า รายชื่อที่ลงทะเบียนไว้หายไปได้อย่างไร ซึ่งการคุมเรื่องจำนวนผู้ลงคะแนน เป็นอำนาจของกรมการปกครองที่จะต้องแจ้งเข้ามายัง กกต. ไม่ใช่อำนาจของ กกต.โดยตรง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมในวันนี้ หลังจากที่ได้มีการลงคะแนนไปแล้วส่วนหนึ่ง ถือว่าเป็นที่พอใจ คิดว่าจะเรียบร้อย ไม่น่ามีปัญหาอะไร


"ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน เชื่อว่าการเลือกตั้งล่วงหน้า 2 วันนี้ คงไม่มีการทุจริต เพราะถ้าใครคิดจะทุจริต ขอให้คิดให้ดี กฎหมายคราวนี้แรงมาก เพราะถ้า กกต.สามารถจับทุจริตได้ จะยื่นฟ้องทันที" นางสดศรี กล่าว


นางสดศรี กล่าวถึงการหารือกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์และแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง (ครส.) ว่า พล.อ.สนธิ มาประสานงานและสอบถาม กกต.ว่ามีปัญหาอะไรที่จะให้ ครส.ช่วยหรือไม่ ซึ่ง กกต.ได้แจ้งว่า สิ่งที่ต้องการให้ช่วย คือ เรื่องความปลอดภัยของ กกต. เพราะการร้องเรียนและล้อมกรอบ กกต. เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไม่ได้ดูแล กกต.เลย


"มายืนด่า กกต.บนที่ทำงาน กกต. ซึ่งถือว่าเป็นความผิด แต่ก็ไม่มีใครดำเนินการอะไร ยืนยันว่า กกต.ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ต่อไปหากมีการมาประท้วงและด่าทอ กกต.อีก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ทำอะไร ก็จะถือว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งถือว่ามีความผิด" นางสดศรี กล่าว


นางสดศรี ยืนยันว่า การพบกับ พล.อ.สนธิ หากมองว่าเป็นการสกัดกั้นพรรคการเมืองบางพรรค ขอให้ไปฟ้องต่อศาลในการทำหน้าที่ของ กกต.ว่ามีพฤติกรรมอย่างไรในการสกัดกั้นพรรคการเมือง แต่ไม่ใช่มาใช้กฎหมู่แทนกฎหมาย ถ้าปล่อยให้กฎหมู่มาขัดขวาง กกต.แล้ว กกต.คงทำหน้าที่ไม่ได้ ซึ่งอาจมีพรรคการเมืองบางพรรคอยู่เบื้องหลังผู้ชุมนุมให้มาก่อกวน กกต. ก็เป็นเรื่องที่น่าเชื่อได้


"ถ้าเห็นว่า กกต.ทำงานไม่ถูกต้อง ไม่สุจริต ก็ใช้กระบวนการทางศาล แต่ไม่ใช่มากดดัน กกต. มาล้อมกรอบ กกต. แล้วถ้าถึงขั้นเผาอาคารศรีจุลทรัพย์ (ที่ทำงาน กกต.) ขอบอกว่าอาคารนี้เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ อย่าทำเกินเลยถึงขนาดนั้น ถ้าวันเลือกตั้งทั่วไป 23 ธ.ค. ทำถึงขนาดนั้น ก็จะต้องแจ้งความดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง และ สตช.ต้องดูแล กกต.ด้วย" นางสดศรี กล่าว


นางสดศรี กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังมีการข่มขู่ กกต.ทั้ง 5 คน แต่คนอื่นไม่พูด และขอบอกกับคนที่ไม่หวังดีต่อ กกต. ถ้าทำอะไร กกต.แล้ว อย่าคิดว่าทำให้ไม่มีการเลือกตั้ง และขอยืนยันว่าไม่มีการเลื่อนเลือกตั้งเด็ดขาด เพราะถ้าไม่มี กกต. กฎหมายยังกำหนดไว้แล้วว่าให้ใครทำหน้าที่แทนได้. - สำนักข่าวไทย


ที่มา : สำนักข่าวไทย

โคราชวุ่นสาวโรงงาน 500 คนรายชื่อหาย อดใช้สิทธิล่วงหน้า


นครราชสีมา 15 ธ.ค. - เลือกตั้งล่วงหน้าโคราชคึกคักแม้มีฝนโปรยปราย สาวโรงงานกว่า 500 คน ผิดหวัง หลังพบว่า ไม่มีรายชื่อในบัญชีผู้มีสิทธิ ทั้งที่แจ้งลงทะเบียนขอใช้สิทธิล่วงหน้าไว้แล้ว

นายเมธา ศิลาพันธ์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครราชสีมา กล่าวถึงการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าวันนี้ ว่าขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิด โดยเฉพาะผู้ที่มาใช้สิทธิล่วงหน้าในเขตจังหวัด มาแจ้งขอใช้สิทธิโดยไม่มีเหตุผลจำเป็น อย่างไรก็ตาม แม้จะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก ทาง กกต. ได้ป้องกันการขนคนมาลงคะแนน ด้วยการจัดเตรียมบัตรเลือกตั้งไว้แค่ 5% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในอำเภอนั้นๆ หากบัตรเลือกตั้งหมดก่อน ก็ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค.แทน และขณะนี้ยังไม่มีรายงานการขนคนมาลงคะแนนเสียงแต่อย่างใด สำหรับปัญหาที่พบในช่วงเช้าที่ผ่านมาคือ พนักงานโรงงานกว่า 500 คนที่ยืนยันว่าได้แจ้งลงทะเบียนขอใช้สิทธิล่วงหน้าไว้แล้ว แต่กลับไม่มีรายชื่อในบัญชีที่ติดประกาศในหน่วยเลือกตั้ง ทาง กกต.ได้แก้ไขปัญหาด้วยการให้กลับไปนำเอกสารตอบรับของ กกต. มายืนยันกับเจ้าหน้าที่ จึงจะให้ใช้สิทธิลงคะแนนได้ นอกจากนี้ ประชาชนบางส่วนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานที่ลงคะแนน และบางรายก็มาใช้สิทธิโดยไม่ได้แจ้งชื่อลงทะเบียนล่วงหน้าไว้


สำหรับบรรยากาศตามหน่วยเลือกตั้งต่างๆ เป็นไปด้วยความคึกคัก โดยในช่วงเช้าที่ผ่านมา มีฝนตกโปรยปรายลงมาเล็กน้อย แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไร ประชาชนจำนวนมากยังทยอยออกมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง. - สำนักข่าวไทย

ที่มา : สำนักข่าวไทย

พล.อ.อ.ชลิต เร่ง พ.ต.ท.ทักษิณ รีบกลับมาต่อสู้คดี


กรุงเทพฯ 15 ธ.ค.-"พล.อ.อ.ชลิต" ไม่ห่วงกรณี "พ.ต.ท.ทักษิณ" มีกำหนดกลับไทยเดือนก.พ. 51 ระบุ อยากให้กลับมาเร็วกว่านั้น เวลาอยากให้มากลับไม่มา เชื่อไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยแน่นอน และคงไม่มีใครอยากไปทำอะไรอดีตนายกฯ

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) กล่าวถึงกรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ว่า ไม่รู้สึกเป็นห่วงเรื่องดังกล่าว เพราะความจริงแล้วอยากให้กลับมาเร็วกว่านั้น ควรจะมาต่อสู้คดีต่าง ๆ ที่ศาลสถิตยุติธรรมของประเทศได้มีข้อกล่าวหาไว้


"จริง ๆ แล้วต้องมาก่อนหน้านั้น ขณะนี้อยากให้มาก็ไม่มา ควรต้องมาเร็ว ๆ"ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานคมช. กล่าว


ส่วนที่พ.ต.ท.ทักษิณห่วงเรื่องความปลอดภัย พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่าเป็นภาระหน้าที่ของทางตำรวจที่ต้องดูแล และว่า "ความจริงท่านเองต้องรู้อยู่แล้วว่าใครจะเข้ามา เพราะท่านเป็นตำรวจเก่า ทุกคนต้องได้รับการดูแลให้เกิดความปลอดภัย ถ้ามาคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คงไม่มีใครอยากจะไปทำอะไรหรอก"พล.อ.อ.ชลิต กล่าว.-สำนักข่าวไทย

ที่มา : สำนักข่าวไทย

เลือกตั้งล่วงหน้า-นอกเขตจังหวัดคึกคัก ปลัด กทม.เชื่อใช้สิทธิ 100%


กรุงเทพฯ 15 ธ.ค. - ปลัด กทม.ตรวจเยี่ยมการเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตกรุงเทพฯ และนอกเขตจังหวัด เชื่อใช้สิทธิ 100% ตามที่ลงทะเบียนไว้ ขณะที่ประชาชนต่างจังหวัดแห่ใช้สิทธินอกเขตจังหวัดที่เขตบางกะปิอย่างเนืองแน่น

นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตรวจเยี่ยมการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตกรุงเทพฯ และนอกเขตจังหวัด และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งที่โรงเรียนบ้านบางกะปิ ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตมากที่สุดถึง 89,602 คน พร้อมกล่าวว่า ภาพรวมในการเปิดหีบให้เลือกตั้งล่วงหน้าวันนื้ (15 ธ.ค.) เป็นไปด้วยความเรียบร้อยทุกเขต เชื่อว่าประชาชนที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขต จะใช้สิทธิเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะได้แจ้งความจำนงไว้แล้ว ซึ่งในวันนี้การใช้สิทธิค่อนข้างคึกคักมากทุกเขตใน กทม. นายพงศ์ศักติฐ์ กล่าวยืนยันขอให้ประชาชนมั่นใจ เรื่องการเก็บหีบบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะเก็บไว้ที่สำนักงานเขต ยกเว้นเขตที่สำนักงานคับแคบ จะเก็บไว้ที่สถานีตำรวจ การเก็บหีบบัตรมีสักขีพยาน สถานที่โปร่งใส มีการถ่ายวีดีโอเก็บไว้และผู้มีรับผิดชอบกุญแจโดยตรง รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลทุกเขต ส่วนบัตรเลือกตั้งนอกเขตจังหวัดจะจัดส่งทางไปรษณีย์กลับไปยังจังหวัดแบบวันต่อวัน ซึ่งบัตรเลือกตั้งนอกเขตจะถึงทุกจังหวัดก่อนวันเลือกตั้ง 23 ธ.ค.นี้ สำหรับกรณีผู้ทำบัตรประชาชนใหม่ในช่วงนี้ อาจไม่ค่อยได้รับความสะดวก เพราะระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ทุกเขตทำงานหนัก ทำให้ต้องรอคิวนาน จึงขอฝากผู้ที่จะใช้บัตรประชาชนไปเลือกตั้ง สามารถใช้บัตรประชาชนที่หมดอายุได้เพื่อความสะดวก ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเลือกตั้งล่วงหน้าในเขต กทม.และนอกเขตจังหวัด ที่โรงเรียนบ้านบางกะปิ ประชาชนใช้สิทธิกันอย่างคึกคักมาก เจ้าหน้าที่จะคอยประกาศให้มีการตรวจสอบรายชื่อ และกลุ่มจังหวัดของตนเองก่อนเข้าไปใช้สิทธิลงคะแนน นอกจากนี้ ปลัด กทม.ได้เดินทางตรวจเยี่ยมการจัดเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกเขตจังหวัดที่ สำนักงานเขตมีนบุรี โรงเรียนมีนบุรี สำนักงานเขตสะพานสูง และสำนักงานเขตประเวศ นายสวัสดิ์ นิติยโรจน์ อายุ 48 ปี ชาวจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า ปกติไม่ค่อยได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากมาทำงานที่กรุงเทพฯ และไม่ค่อยได้กลับบ้านในวันเลือกตั้ง การเปิดให้เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดทำให้คนต่างจังหวัดได้ใช้สิทธิมากขึ้น จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนออกมาลงคะแนนเลือกคนดีเข้าสู่สภา สำหรับการเลือกตั้งล่วงหน้า จัดขึ้น 2 วัน คือวันที่ 15-16 ธ.ค. 2550 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. โดยเขตที่มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตมาก 1-5 ตามลำดับ คือ เขตบางกะปิ 89,602 คน เขตบางขุนเทียน 48,180 คน เขตลาดกระบัง 34,325 คน เขตบางนา 29,182 คน และเขตบางเขน 27,569 คน ส่วนเขตที่มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตน้อยที่สุด คือ เขตสัมพันธวงศ์ 3,314 คน .- สำนักข่าวไทย


ที่มา : สำนักข่าวไทย

อธิการบดี มศว ทำนายรัฐบาลใหม่อายุไม่เกิน 1 ปี


กรุงเทพฯ 15 ธ.ค. - อธิการบดี มศว ติงนโยบายพรรคการเมืองไม่สนใจการศึกษา เน้นนโยบายให้รางวัลตอบแทนอย่างเดียว เป็นการดูถูกประชาชน ทำนายรัฐบาลใหม่มีอายุไม่เกิน 1 ปี

นายวิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ในฐานะสมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ถึงวันนี้ตนยังไม่เห็นการหาเสียงของพรรณการเมือง ไม่ว่าจะพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่ที่มีนโยบายที่ชัดเจนทางด้านการศึกษา สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม หากแต่การหาเสียงของทุกพรรคเน้นการให้รางวัล ตอบแทน แบบระบบทุนนิยม เน้นการให้ฟรีในหลายๆ เรื่อง เกือบทุกพรรคใช้วิธีการนี้ คิดว่านโยบายในลักษณะนี้เป็นการดูถูกประชาชน มองว่าประชาชนไม่มีสติปัญญา และขอเรียกการหาเสียงในลักษณะนี้ว่า เป็นการซื้อเสียงด้วยนโยบายให้รางวัลตอบแทนประชาชนมากเกินไป และบางพรรคใช้นโยบายตามใจประชาชน โดยประกาศจะเลิกระบบนั้นระบบนี้ โดยเฉพาะจะยกเลิกระบบโอเน็ต ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พรรคนั้นไม่มีความรู้ทางด้านการศึกษาเลย หากได้ ส.ส.ที่มีจุดอ่อนทางสติปัญญาเช่นนี้มาบริหารประเทศ คิดว่าระบบการศึกษาของชาติจะยิ่งแย่ลงๆ


"ถึงวันนี้ยูเนสโกได้วิพากษ์วิจารณ์การศึกษาไทยว่ามีปัญหา อ่อนด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ถ้านักการเมืองที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ยังไม่มีสติปัญญาในการช่วยกันผลักดันการศึกษาชาติ ผมคิดว่ารัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นคงมีอายุไม่เกิน 1 ปีแน่นอน" นายวิรุณ กล่าว


นายวิรุณ กล่าวอีกว่า เท่าที่ติดตามผู้สมัครของทุกพรรคยังเห็นคนเดิมๆ ที่ไม่เปลี่ยนวิธีคิด ส่วนคนใหม่หรือคนรุ่นใหม่ที่ประกาศตัวเองเข้ามาสู่การเมืองก็เป็นคนหน้าใหม่ที่หาเสียงด้วยวิธีการตลก เสมือนตัวตลก โดยเฉพาะป้ายโฆษณาในกรุงเทพฯ แม้จะมีสีสัน หากแต่บางพรรคซึ่งได้เสนอคนรุ่นใหม่เข้ามาไม่ได้บ่งบอกว่าตัวเองมีความสามารถ หากแต่ป้ายโฆษณากลับกลายเป็นเรื่องตลกมากกว่าจะเป็นเรื่องที่มีสาระ .- สำนักข่าวไทย

ที่มา : สำนักข่าวไทย

ไชโย! งาช้างงอกจากปากหมาแล้ว

เป็นเวรเป็นกรรมของประเทศชาติเสียจริงๆ ที่เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และมี “ผลผลิต” ของเผด็จการ ออกมาปกครองบ้านเมือง หลายองค์กรด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.

แสงไฟส่อง ประชาธิปไตยที่นับวันจะ เลือนราง เข้าไป จนถึงทุกวันนี้เรียกได้ว่า มืดมิด แบบที่เรียกว่า ดับสนิท!

ขณะนี้...คณะปฏิวัติรัฐประหาร และ ผลผลิต ของพวกเขา กำลังอยู่ในช่วง ขาลง เพราะมี การบริหารงานอันย่ำแย่ หลายเรื่อง ลิดรอนสิทธิของประชาชน กระทบต่อ ปวงชนชาวไทย และ การใช้อำนาจเกินขอบเขต

คณะกรรมการการเลือกตั้ง ออกมติสุดอัปยศ กรณี เอกสารลับ คมช. โดย อ้างมาตรา 309 พร้อมกับข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นว่า ปฏิบัติการถูกยกเลิกด้วยวาจา

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร้อนรน รีบ ออกกฎหมายมาหลายฉบับในช่วงนี้

กฎหมาย เป็น กติกา แทบจะทุกฉบับ ออกมาเพื่อการ บังคับ ใช้กับประชาชน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการ ลิดรอนสิทธิของประชาชน

ซึ่งควรจะพิจารณาถึง ที่มา ของผู้จะมาออกกฎหมายว่า มีที่มาจากประชาชน หรือ จากคณะปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งถือเป็นโจรกบฏ มีโทษประหารชีวิต

ควรพิจารณาถึง ความรอบคอบ ในการออกกฎหมาย ไม่ใช่คน 30-40 คน มานั่งเป็น สุนัขเฝ้ากรง เห่าหอน แบบขอไปที แสดงถึงการกระทำแบบ รกๆ รนๆ เหมือนได้ใบสั่งมา วิดพื้น 30 ครั้ง หรือ ซ้ายหัน ขวาหัน หน้าเดิน ตามแบบที่คุ้นเคย

ประชาชนทนไม่ได้กับวิธีการรกๆ รนๆ ที่จะออกกฎหมายทำลายประชาชนหลายฉบับ จึงพาพรรคพวก พุ่งดิ่ง ปิดสภา และใช้บันไดบุกเข้าไปถึงชั้น 2 ของอาคารรัฐสภา

ผู้นำสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สวมบท ระห่ำ บ้าอำนาจ จะให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปราม แต่ พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นตรงกับประชาชน เลยทักท้วง จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่สุดจึงงัดวลีที่ ไม่อยากเชื่อ ว่าจะได้ยินกับหู

วันนี้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบในรัฐสภา ถือว่าน่าเสียใจที่เราไม่ได้ใช้กลไกในระบอบประชาธิปไตยมาพูดคุยทำความเข้าใจกัน

เวลาจนมุม เขาจะงัดคำว่า ประชาธิปไตย ออกมาใช้

ทั้งที่เขาคือ ผลผลิต ของ เผด็จการ ใช้ อาวุธปืน รถถัง และ ท็อปบู๊ต ผสมปนเปกับความ หน้าด้าน มาปล้น “ประชาธิปไตย” ไปจากปวงชนชาวไทย ดังนั้น พวกเขาไม่มีสิทธิ์สักนิด ในการที่จะเอาคำว่า “ประชาธิปไตย” มาเป็นข้ออ้างเพื่อ ความชอบธรรม ในการดำรง ตำแหน่งหน้าที่การงาน และกิน เงินเดือน จากหยาดเหงื่อของประชาชนที่ให้เป็นภาษีอากร

ขณะที่ ลิ่วล้อผลผลิตเผด็จการ อ้างว่าได้รับ พระบรมราชโองการแต่งตั้ง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าเช่นนั้น ถามว่า อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ หรือไม่

วันนี้กลับนำคำว่า ประชาธิปไตย และ สถาบันเบื้องสูง มาเป็นเกราะป้องกันตนเอง

ช้างกำลังงอกจากปากหมา แล้วครับ

กระจองงอง...กระจองงอง...เจ้าข้าเอ้ย...คนไทย และ คนทั้งโลก เห็นไหม

พอได้หรือยัง สังคมแห่งความหลอกลวง พอๆ กับเจอ เหี้..ย แล้วต้องเรียกว่า ตัวเงินตัวทอง กิน แห้ว แล้วให้เรียกว่า สมหวัง

นี่คนนะ ไม่ใช่ควาย

จาก บทบรรณรธิการ ประชาทรรศน์

สนช. ยืนหยัด ฉันรักเผด็จการ


ไม่เข้าใจจริงๆ ว่า บรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานอยู่นี้ คิดหรือรู้สึกอย่างไรกันบ้างต่อชะตากรรมในอนาคตของเพื่อนร่วมชาติ


หรือเพราะว่ารู้สึกตัวอยู่เสมอว่าพวกตนได้ดิบได้ดีมาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชน เวลาจะหยิบจับทำอะไรจึงไม่ต้องใส่ใจคนส่วนใหญ่...แต่มุ่งเอาใจคนที่แต่งตั้งตัวเองมาจะดีกว่า


เพราะคิดเช่นนี้หรือเปล่า จึงยังทำเสมือนไร้เดียงสา ไม่รู้จริงๆ ว่าร่าง พ.ร.บ. หลายฉบับที่ตัวเองเตรียมจ่อประกาศใช้เป็นกฎหมายอยู่นั้น...มันมีความร้ายแรงกระทบชีวิตพลเมืองคนอื่นๆ มากขนาดไหน


และในบรรดาร่างกฎหมาย 66 ฉบับที่รอการพิจารณาในเวลานี้ เห็นจะไม่มีกฎหมายใดแผ่รังสีมฤตยูได้มากไปกว่าร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร อีกแล้ว


ประชาทรรศน์ เองก็ได้เคยนำเสนอถึงเนื้อหาที่เลวร้ายของร่าง พ.ร.บ.มั่นคง ไปแล้วหลายครั้ง รวมทั้งนำเสนอความเคลื่อนไหวจากสื่อมวลชนหลายสังกัด หลายกลุ่ม ซึ่งนั่นหมายความว่า ร่าง พ.ร.บ.มั่นคงนี้ ไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องของคนดีหรือไม่ดี (อย่างที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เคยพูดจาเลื่อนเปื้อนไว้ว่า คนดีไม่ต้องกลัวกฎหมายฉบับนี้) แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกคนในประเทศนี้ตั้งแต่ทารกถึงคนชรา ที่จะได้รับความเดือดร้อนอย่างถ้วนหน้ากัน กลายเป็นการส่งมอบประเทศให้ผู้มีอำนาจ หรืออย่างที่ นายจอน อึ๊งภากรณ์ ได้สรุปอย่างตรงที่สุดว่า เป็นการสถาปนาอำนาจทหารคู่รัฐบาลพลเรือนตลอดไป


หาก พ.ร.บ.ความมั่นคง ประกาศใช้ ทหารอาจไม่ต้องรัฐประหารอีกแล้ว เพราะกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจอย่างเหลือเฟือในการจะทำอะไรก็ได้อยู่แล้ว...


ซึ่งเนื้อหาร้ายแรงเช่นนี้ ที่แม้แต่ประชาชนนิสิตนักศึกษา ยายมาตามีที่ไหนก็ยังรู้ ถามว่า แล้วสมาชิกผู้ทรงเกียรติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะไม่สำเหนียกกับเขาบ้างเลยหรือ...


คำตอบคือ ก็น่าจะรู้...รู้ดีเสียด้วย เพราะอ่านทบไปทวนมากันหลายครั้ง ถกเถียงกันก็หลายหน...ย่อมต้องรู้และเข้าใจหลักการเหตุผล รวมทั้งผลที่จะเกิดขึ้นตามมาได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าใคร


และผลการยกมือรับหลักการไปในวาระแรกที่ผ่านมา ก็สะท้อนความรับรู้นี้ได้อย่างน่าชื่นใจจริงๆ คือ รับหลักการ 101 คน และไม่รับหลักการเพียง 20 คน


แค่นี้ก็รู้แล้วว่า สนช. ชุดนี้เป็น ของใคร โดยใคร และ เพื่อใคร


และใครที่ว่านี้ ก็คงไม่น่าจะใช่ตาสีตาสายายมายายมี อย่างเราๆ ท่านๆ กันแน่นอน...


เหตุการณ์ปีนรั้วสภาบุกเข้าไปถึงหน้าห้องประชุมเมื่อวันพุธนั้น แม้ว่า สนช. บางคนจะติติงทำนองว่ามันผิดกฎหมาย แต่ใครกันจะอยากทำผิดกฎหมาย ถ้าไม่เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายและไม่อาจประนีประนอมใดๆ ได้อีกต่อไปแล้ว


เหมือนก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน การรวมกลุ่มของนิสิตนักศึกษาภายใต้ชื่อว่า คนวันจันทร์รักเผด็จการ ไม่เอาประชาธิปไตย ที่มายื่นดอกไม้และเรียนเชิญให้ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน เป็นประธานกลุ่มนั้น ก็คือภาพสะท้อนที่สุดโต่งว่า เมื่อทหารอยากให้ประเทศนี้ตกอยู่ในระบอบเผด็จการจนตัวซี้ตัวสั่น...ก็ยกให้มันไปเลย...


ทั้งสองเหตุการณ์นี้ที่สุดโต่งกันไปคนละทาง แต่ล้วนมาจากทิศทางเดียวกัน คือ ทิศทางของการต่อต้านร่างพ.ร.บ.มั่นคง มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีการที่ดีและสุภาพชนมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ทั้งการจัดวงเสวนาเผยแพร่ความเข้าใจในเนื้อหาอย่างที่ปัญญาชนพึงกระทำ การเข้าพบ ยื่นข้อเรียกร้อง และหารือกับ สนช. ในลักษณะที่ให้เกียรติว่ายังพูดจากันดีๆ ได้ หรือกระทั่งการชุมนุมกดดันอย่างสงบตามวิถีทางประชาธิปไตยเพื่อให้ สนช. ฉุกใจคิดว่า ร่าง พ.ร.บ. ตัวนี้มันเป็นยาพิษจริงๆ


แต่ทั้งหมดก็ยังไม่เข้าหู สนช. หรือไม่ก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ประชาชนจึงต้องทะลุจุดเดือดแหกรั้ววิ่งเข้าไปถึงหน้าห้องประชุม ไปตะโกนให้พวกนั้นฟังใกล้ๆ เผื่อจะได้ยินกันชัดๆ บ้าง หรือไม่ก็ประกาศตัวรักเผด็จการกันไปซะเลย...


แต่ทว่า...นอกจากไม่มีทีท่าจะหวนกลับมาคิดถึงผลประโยชน์และสวัสดิภาพของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้แล้ว วันถัดมาที่ประชุม สนช. ยังดึงกำลังตำรวจมาตั้งกำลังอารักขา รวมทั้งเสริมแผงเหล็กที่ประตูแต่ละด้านอย่างหนาแน่น ทำราวกับว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเป็นอภิมหาโจรที่จะบุกมาปล้นฆ่าเมื่อไรก็ได้...


ทั้งที่ประชาชนก็มีแค่มือเปล่า ไม่ได้มีอาวุธสงครามหรือกองกำลังรถถังอย่างที่พวกเผด็จการมี


สนช. เหล่านี้ ชื่อแซ่อะไรท่องจำกันเอาไว้ให้ดี...เผื่อว่าหลังจากนี้กฎหมายอัปยศผ่าน...แล้วเกิดอะไรเสียหายร้ายแรงขึ้นกับคนในชาติ...จะได้ตามหาต้นตอกันถูกตัว...


นอกจากคณะรัฐประหารที่ควรจะโดนฟ้าดินลงทัณฑ์แล้ว...พวกมือตีนเผด็จการเหล่านี้ ก็ยิ่งไม่ควรให้รอดไป






จาก http://www.prachatouch.com/comment5.php?idnews=44