WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, December 16, 2007

เลขาฯ กกต.ดูความเรียบร้อยปิดหีบเลือกตั้งล่วงหน้า


กรุงเทพฯ 16 ธ.ค.- “สุทธิพล” ตรวจดูความเรียบร้อยการคัดแยกขนส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า หลังปิดหีบ มั่นใจมีการรักษาความปลอดภัย จนถึงวันนับคะแนน

เมื่อเวลา 17.30 น. นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เดินทางไปสังเกตการณ์การปิดหีบและคัดแยกเพื่อขนส่งบัตรลงคะแนนการเลือกตั้งล่วงหน้า ภายในเขตจังหวัดและภายนอกเขตจังหวัด ที่ทำการสำนักงานเขตหลักสี่ จากนั้นได้เดินทางไปดูความเรียบร้อยในการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งลงคะแนนในเขตจังหวัด ซึ่งส่งไปเก็บไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง และเดินทางไปดูการจัดเก็บและคัดแยกบัตรลงคะแนนนอกเขตจังหวัดที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย ถนนแจ้งวัฒนะ

นายสุทธิพล กล่าวว่า สำหรับการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งในเขตจังหวัด จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนบัตรเลือกตั้งนอกเขตจังหวัดทุกเขตเลือกตั้งจะส่งบัตรมารวมกันที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จากนั้นเจ้าหน้าที่จะคัดแยกและส่งไปยังเขตเลือกตั้งจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อนับคะแนนในวันที่ 23 ธ.ค. หลังจากปิดหีบเลือกตั้งแล้ว ทั้งนี้ บริษัทไปรษณีย์ไทย จะเริ่มทยอยส่งบัตรเลือกตั้งนอกเขต ออกไปยังเขตจังหวัดต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. โดยในรถที่ใช้ส่งบัตรเลือกตั้ง จะมีกรรมการกลางที่แต่งตั้งโดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย 2 คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 คน เดินทางไปส่งไปรษณีย์บัตรจนถึงเขตจังหวัดนั้น ๆ จึงมั่นใจว่าจะมีความปลอดภัย.-สำนักข่าวไทย



ที่มา : สำนักข่าวไทย

'คนจนกระอัก!!! ทำบัตรประชาชนเสีย 500 บาท'


ข่าว รายงาน รัฐมนตรีเตรียมแก้ไขกฎหมาย บัตรประชาชน ตั้งแต่เกิดก็ต้องทำบัตร กำหนดสิทธิและหน้าที่ไว้ใน บัตรประชาชน ขณะที่มีรายงานว่าคนจนโวยแน่หากเรียกเก็บค่าออก บัตรประชาชน ใหม่หรือเปลี่ยนบัตรใบละ 500 บาท

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล วาระหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ที่ประชุมเห็นชอบร่างแก้ไข พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่...) พ.ศ....โดยเหตุผล ในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ ิดังกล่าวระบุว่า เป็นการสมควรกำหนดให้ผู้มีสัญชาติไทยทุกคนต้องมี ีบัตรประจำตัวประชาชนตั้งแต่เกิด ไว้ใช้แสดงตนเพื่อประโยชน์ ในการเข้ารับบริการสาธารณะของรัฐ และปรับปรุงรายการ รวมทั้งหลักเกณฑ์ ์และวิธีการออกบัตร เพื่อให้สอดคล้องกับ การที่รัฐจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริการประชาชน ในด้านต่างๆ ผ่านทางบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อประโยชน์ของ ผู้ถือบัตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจะต้องผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัต ิแห่งชาติ ต่อไป ซึ่งก็มีประเด็นที่น่าสังเกตว่า กฎหมายนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนที่ยากจน กล่าวคือ ในส่วนของการเก็บค่าธรรมเนียมที่ร่างดังกล่าวระบุว่า

1. การออกบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตร เสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 500 บาท

2. การออกใบแทนใบรับ ฉบับละ 100 บาท

3.การขอคัดและรับรองสำเนาข้อมูลเกี่ยวกับบัตร ฉบับละ 50 บาท

นายไชยา ยิ้มวิไล โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ร่าง พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน กำหนดให้ผู้มีสัญชาติไทยทุกคนต้องมีบัตร และแก้ระยะเวลาการขอมีบัตร อายุของบัตรและเงื่อนไขในการขยาย เวลาการขอมีบัตร ขอมีบัตรใหม่หรือขอเปลี่ยนบัตร กำหนดตัวบุคคลมีหน้าที่ยื่นคำขอมีบัตร ขอมีบัตรใหม่ หรือขอเปลี่ยนบัตรให้แก่ผู้มีอายุไม่ถึง 15 ปี และกำหนดความผิดของบุคคลที่ไม่ทำหน้าที่จนพ้นกำหนดระยะเวลา ยื่นคำขอ นอกจากนี้การแก้ไขรายการในบัตร และกำหนดให้บัตรอาจมีหน่วยความจำเพื่อบันทึกข้อมูลของผู้ถือบัตร และเงื่อนไขในการเปิดเผยข้อมูล กำหนดเงื่อนไขการขอตรวจหลักฐาน รายการหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับบัตร ของผู้มีส่วน ได้เสีย เป็นต้น

โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ประชาชนผู้มีสัญชาติไทยย่อมได้รับสิทธิในการมีบัตรประจำตัว ประชาชน ตั้งแต่แรกเกิด โดยใช้ลายนิ้วมืออันเป็นลักษณะประจำตัวบุคคลเป็นหลัก และจะต้องต่ออายุบัตรทุก 10 ปี





จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

อันตรายใต้ดิน อันตรายโรคแทรก

ตั้งแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป่านกหวีดให้สัญญาณพรรคการเมืองต่างๆ หาเสียงเลือกตั้ง หลังจากได้หมายเลขผู้สมัคร ส.ส.

มหกรรมหาเสียงเลือกตั้งผ่านมาแล้วเดือนกว่า

ต้องยอมรับว่าบรรยากาศในการหาเสียงในทุกเขตทุกพื้นท ี่ทั่วประเทศมีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

จากช่วงแรกที่ดูกร่อยๆ เพราะทุกพรรคยังไม่ชัดเจนในเรื่องกฎเกณฑ์ กติกาใหม่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

แต่ในช่วงหลังๆ เมื่อนักการเมืองเริ่มคุ้นกับระเบียบกติกา บรรยากาศการหาเสียงก็เริ่มลื่นไหลคึกคักมากขึ้น เป็นลำดับ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนกว่าๆที่หาเสียงกันมา แม้ยังไม่มีปัญหา เรื่องการใช้เงินซื้อเสียงอย่างโจ๋งครึ่ม

ยังไม่มีเหตุการณ์ในเรื่องการใช้อำนาจรัฐเข้าไปข่มขู่คุกคามผู้สมัคร ส.ส. อย่างโจ่งแจ้งชัดเจนแบบจะจะ

มีแต่เคลื่อนไหวแบบตามน้ำ

การเดินเกมทางลับของพรรคการเมืองต่างๆ การเคลื่อนไหวของฝ่ายอำนาจรัฐ รวมทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะผู้คุมกฎ

เป็นแค่ลักษณะการคุมเชิง

ยังไม่ถึงเวลาใช้ยุทธศาสตร์โหมกระหน่ำ เพื่อผลในการเลือกตั้ง

เพราะเป็นที่รู้กันในหมู่นักการเมืองระดับเซียน สถานการณ์ช่วงเดือนกว่าที่ผ่านมาถือเป็นห้วงของการรณรงค์หาเสียง

เน้นการเดินสายปราศรัย โชว์หน้าโชว์ตัวผู้สมัคร

ขายนโยบาย เรียกความนิยม

แต่ในช่วงโค้งสุดท้าย 7 วันก่อนถึงวันลงคะแนนหย่อนบัตรเลือกตั้ง 23 ธันวาคม เป็นช่วงที่ทุกพรรคต้องเปิดยุทธศาสตร์เลือกตั้งที่แท้จริง

เพราะเป็นห้วงเวลาที่ต้องทำเสียงให้เป็นคะแนน

ด้วยเหตุนี้ ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้ง จึงถือว่า

เป็นช่วง “7 วันอันตราย”

และก็อย่างที่สังคมทั่วไปรู้ๆกัน การทำศึกเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการต่อสู้กันระหว่าง 2 ขั้วการเมือง

นั่นก็คือ ขั้วอำนาจเก่าพรรคไทยรักไทยเดิม ที่แปลงร่างมาเป็นพรรคพลังประชาชน กับขั้วพันธมิตรฝ่ายค้านเดิม พรรคประชาธิปัตย์และพรรคชาติไทย

เป็นการทำศึกแบบต่อเนื่อง หลังจากเคยต่อสู้กันมาถึงขั้นมีการบอยคอตการเลือกตั้ง พันธมิตรพรรคร่วมฝ่ายค้านประกาศคว่ำบาตร

ไม่ส่งคนลงสมัคร ส.ส.

จนทำให้เกิดการจ้างพรรคเล็กลงสมัครเพื่อหนีเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำ 20 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละเขต

กลายเป็นเหตุให้ตุลาการรัฐธรรมนูญพิจารณาตัดสินลงโทษยุบพรรคไทยรักไทย

พร้อมสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน

เป็นปมให้หลายพรรคเกิดความปั่นป่วนในการเลือกตั้งคราวนี้ เนื่องจากขาดบุคลากรการเมืองที่จะมาเป็นแกนนำพรรค

ทำให้นักการเมืองระดับแกนนำที่ติดกลุ่มบ้านเลขที่ 111 ติดโทษแบนเว้นวรรค การเมือง 5 ปี ต้องส่งลูก เมีย ญาติ พี่ น้อง และคนสนิท ลงสมัครแทน หน้าสลอนไปหมด

อย่างไรก็ตาม ในการทำศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ขั้วอำนาจเก่าต้องเจอกับ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจากเดิม

เพราะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากมีการรัฐประหาร

เป็นการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กติกาใหม่

มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือผู้คุมกฎชุดใหม่ ไม่ใช่ กกต.สีเทา เหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ในขณะที่นายใหญ่ของขั้วอำนาจเก่าต้องไปบัญชาการอยู่ต่างประเทศ

แต่สิ่งที่ขั้วอำนาจเก่ายังไม่เปลี่ยนไป ก็คือ มีเงินทุนหนาแน่น และยังได้รับแรงหนุน จากผู้ชื่นชอบคลั่งไคล้นโยบายประชานิยม

ทั้งนี้ จากการสำรวจความเห็นประชาชนของโพลสำนักต่างๆ ที่เปิดโพยกันออกมาก่อนหน้านี้ ระบุตรงกัน

พรรคการเมืองขั้วอำนาจเก่ามีแต้มนำขั้วพันธมิตรฝ่ายค้านเดิม อย่างพรรคประชาธิปัตย์

ท่ามกลางสถานการณ์ที่การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ปกติ เพราะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังการรัฐประหาร

แถมเป็นการรัฐประหารที่ไม่สะเด็ดน้ำ

ถ้าขั้วอำนาจปัจจุบัน ฝ่ายกุมอำนาจรัฐ ยังเดินยุทธศาสตร์เดิมเหมือน ในช่วงที่เข้ามายึดอำนาจการปกครอง

ยังเน้นการสกัดกั้นขั้วอำนาจเก่า

ถือว่า อันตราย

แต่ถ้าขั้วอำนาจปัจจุบัน ฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ หันมาใช้แนวการปฏิบัติทางกฎหมาย

เป็นเพียงผู้คอยช่วยเหลือ คอยให้สนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ไม่ใช้อำนาจแฝงตั้งท่าสกัดอำนาจเก่า

อันตรายก็จะน้อยลง

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอชี้ว่า ในช่วง 7 วันก่อนการเลือกตั้ง การเดินเกมต่างๆ ของพรรคการเมืองในการช่วงชิงคะแนนเสียง และการเดินแผนสกัดกั้น จากฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ จะมีความเคลื่อนไหวมากเป็นพิเศษ

เดือดอยู่ใต้ดิน

เดือดอยู่หลังฉาก

ทั้งนี้ จากการที่มีประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้งห้ามมีการเผยแพร ่ผลสำรวจคะแนน นิยมของพรรคการเมืองในช่วง 7 วันก่อนการเลือกตั้ง

นั่นหมายถึงว่า ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม ไปจนถึง ช่วงปิดหีบเลือกตั้งบ่าย 3 โมงของวันที่ 23 ธันวาคม

การสำรวจคะแนนนิยมทำได้เป็นการภายในของแต่ละสำนักโพล แต่ห้ามเผยแพร่ผลสำรวจ ถ้าเผยแพร่ออกมาผิดกฎหมายทันที

ประเด็นข้อห้ามตรงนี้ เปรียบเสมือนเป็นสัญญาณ เป็นเพดานที่เป็นตัวสะท้อนว่า ในช่วง 7 วันก่อนเลือกตั้ง

ปฏิบัติการทางลับของแต่ละฝ่ายจะเข้มข้น ดุเดือด เลือดพล่าน

สภาวการณ์จะเหมือนกับที่ทีมของเราเคยตอกย้ำไว้ว่า การเลือกตั้งหนนี้ เหมือนภาวะสงคราม

อำนาจเงินจะปะทะกับอำนาจรัฐ

อย่าลืมว่า เมื่อขั้วอำนาจปัจจุบันลงทุนทำรัฐประหาร ไล่ขั้วอำนาจเก่าออกไป แต่ไม่สามารถใช้อำนาจพิเศษควบคุมเบ็ดเสร็จได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุ เพราะกระแสสังคมในประเทศ หรือกระแสโลกไม่ยอมรับก็ตาม

โดยหลักของความเป็นจริง คนที่เป็นฝ่ายยึดอำนาจ คงจะไม่ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามกลับคืนสู่อำนาจได้ง่ายๆ ส่วนจะใช้วิธีการไหนบ้างยังไม่รู้

ในขณะที่ขั้วอำนาจเก่าก็พยายามแก้เกม หาทางดิสเครดิต ออกมาโจมตีขั้วอำนาจปัจจุบันเป็นระลอกๆ

สถานการณ์อย่างนี้แหละ ที่เราบอกว่า อันตราย

เรียกได้ว่า “อันตรายใต้ดิน”

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีเหตุอื่นที่จะทำให้เกิดสถานการณ์

อันตรายตามมาได้เหมือนกัน นั่นก็คือ ปัญหาในการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ไม่ว่าจะเป็นกรณีแจกจ่ายวีซีดีหาเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ ทั้งที่ติดโทษแบนทางการเมือง อยู่ในกลุ่มบ้านเลขที่ 111

กรณีปัญหาเรื่องการปลอมลายเซ็นนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ในใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชาชน

กรณีปัญหาหัวคะแนนจ่ายเงินจูงใจให้คนไปฟังการปราศรัยหาเสียงของผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมา เขต 3 พรรคพลังประชาชน

กรณีการท้าทายของนายประแสง มงคลศิริ ผู้สมัคร ส.ส.อุทัยธานี พรรคพลังประชาชน ที่นำรูปของ พ.ต.ท.ทักษิณมาใช้ในการหาเสียง

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องอันตรายที่จะเกิดจากการถูกกฎหมายลงโทษ

โดยมีผู้คุมกฎ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็น ผู้พิจารณาวินิจฉัย สามารถที่จะเชือดรายหัว ถ้าพบว่าทำผิดกฎหมายจริง

หรืออาจจะเหมารวมหมดแบบยกเข่ง ก็เป็นไปได้

ตรงนี้ คือ “อันตรายบนดิน”

นอกจากนี้ สถานการณ์ในช่วง 7 วันก่อนการเลือกตั้ง ยังอาจเกิด “อันตรายจากโรคแทรกทางการเมือง” ที่ไม่คาดฝัน

ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นภายใต้แรงขับเคลื่อนจากขั้วอำนาจเก่า จากขั้วอำนาจปัจจุบัน หรือจากฝ่ายอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ 2 ขั้วอำนาจนี้ ก็เป็นไปได้

เช่น อาจมีม็อบเข้ามาก่อความวุ่นวาย เหมือนกับม็อบที่ปีนรั้วรัฐสภา บุกเข้าไปถึงหน้าห้องประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุด และเคยเกิดขึ้นมาแล้ว นั่นก็คือ การใช้วิธีป่วนเมือง

วางระเบิด บึม บอมบ์ หวังผลล้มกระดานเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม อันตรายจากปัจจัยเหล่านี้จะอันตรายเพิ่มมากขึ้นหรืออันตรายลดลง ก็ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม

ที่สังคมต้องติดตามกันต่อไป.

"ทีมการเมือง"

จาก http://www.thairath.co.th/#

กกต.ขวางนครบาล ขอเก็บหีบบัตรหมด

วันนี้ (16 ธ.ค.) นายยศศักดิ์ คงมาก ผู้อำนวยการกองปกครองและทะเบียน กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากทาง กกต.เขต ว่าช่วงกลางดึกที่ผ่านมา (15 ธ.ค.) มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปขอย้ายหีบบัตรลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า และนอกเขตจังหวัด จากสำนักงานเขตไปยังสถานีตำรวจนครบาล โดยอ้างคำสั่งจาก กกต. แต่ทาง กกต.เขตไม่สามารถนำหีบบัตรออกจากที่เก็บรักษาภายในเขตได้ เนื่องจากเป็นมติของ กกต.เขต

ทั้งนี้ นายยศศักดิ์ ระบุว่ามติของ กกต.เขตที่ให้เก็บหีบบัตรไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลมีเพียง 10 เขตเท่านั้น คือ เขตลาดพร้าว วังทองหลาง ดินแดง ห้วยขวาง คลองสาน ดุสิต วัฒนา ทวีวัฒนา บางบอน และหนองจอก

สำหรับบรรยากาศที่หน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกเขตจังหวัด ที่สำนักงานเขตหนองแขม มีประชาชนออกมาใช้สิทธิกันอย่างหนาแน่น

วันเดียวกัน นายอนันต์ ปลื้มสุด ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยว่า จากการออกตรวจสอบตามหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า มีประชาชนให้ความสนใจออกไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.กันตั้งแต่เปิดหน่วยเลือกตั้ง ทั้งที่หน่วยเลือกตั้งกลางล่วงหน้านอกเขตจังหวัด และล่วงหน้าในเขตจังหวัด ซึ่งนับเป็นการดีที่คนชัยภูมิ ให้ความสนใจออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ที่น่าสังเกต มีบางอำเภอมีประชาชนมาลงคะแนนเป็นหมู่คณะ หลังจากนำตัวมาสอบปากคำ ต่างบอกว่าจะรีบมาลงคะแนนล่วงหน้า แล้วจะเดินทางไปรับจ้างตัดอ้อย ที่ จ.กาญจนบุรี

สำหรับอำเภอที่มีผู้มาใช้สิทธิล่วงหน้าหนาแน่นมากที่สุด คือ อ.บ้านแท่น ต้องนำบัตรลงคะแนนเพิ่มให้อีก 1,000 ใบ รวมถึงที่ อ.หนองบัวแดง และ อ.ภักดีชุมพล มีผู้มาขอใช้สิทธิ์ลงคะแนนมากเช่นกัน ส่วนอำเภออื่นๆ ในการลงคะแนนล่วงหน้าวันแรก มีผู้มาใช้ลงคะแนนแต่ละอำเภอไม่น้อยกว่า 1,000 คน และมีกระแสข่าวการซื้อเสียงจากประชาชนเข้ามาเป็นระยะๆ ซึ่งได้เร่งส่งฝ่ายสืบสวนออกไปหาหลักฐานแล้ว

ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชัยภูมิ ยังบอกอีกว่า ในการลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ล่วงหน้า ทั้งนอกเขตจังหวัดชัยภูมิ และในเขตจังหวัด ในวันที่ 2 ตามอำเภอต่างๆ ยังคงคึกคัก ทั้ง 2 วัน คาดว่าผู้มาใช้สิทธิ์ลงคะแนน ไม่น้อยกว่า 25,000 คน

ส่วนการเลือกตั้ง ส.ส. ล่วงหน้าที่ จ.สุรินทร์ ปรากฏว่ามีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งค่อนข้างบางตา ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งโดยทั่วไปไม่ค่อยคึกคัก โดยเฉพาะที่เลือกตั้งกลางนอกเขตจังหวัด ซึ่งจัดสถานที่ไว้ ณ หอประชุมวิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ หลังเปิดหีบผ่านไปแล้วกว่า 1 ชั่วโมง พบว่ามีประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งค่อนข้างน้อย หากเทียบกับการเลือกตั้งในวันแรกเมื่อวานนี้ ซึ่งมีประชาชนมาเลือกตั้งตั้งแต่เช้าเป็นจำนวนมาก ส่วนการเลือกตั้งล่วงหน้า ในเขตจังหวัด ที่หอประชุมจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นหน่วยเลือกตั้งกลางล่วงหน้าใน อ.เมืองสุรินทร์ เช่นเดียวกับอำเภออื่นๆ ก็มีประชาชนเดินทางมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีจำนวนน้อย ไม่ค่อยคึกคักเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม ในวันแรกมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ในเขตจังหวัด รวมทั้ง 3 เขต จำนวน 11,337 คน ส่วนผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด มีจำนวน 1,846 คน

จาก http://www.thairath.co.th/#

เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก โวยใส่สนธิ ไม่เอาเผด็จการ


ท่ามกลางกระแสข่าวอาจจะมีการก่อเหตุวุ่นวาย จนทำให้อาจต้องเลื่อนเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค. ถึงขนาดที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ต้องเรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อหามาตรการดูแลความปลอดภัยในช่วงการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ออกมายืนยันว่า ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องเลื่อนเลือกตั้งออกไป รวมทั้งได้มีการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 15-16 ธ.ค.แล้วนั้น

“สนธิ” โดนด่าไล่ไม่เอาเผด็จการ


เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 15 ธ.ค. ที่โรงเรียนสุโขทัย ถนนสุโขทัย สถานที่เลือกตั้งสำหรับหน่วยเลือกตั้งกลางนอกเขตจังหวัด ของสำนักงานเขตดุสิต พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และประธานคณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์และการแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง (ครส.) ได้เดินทางมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า กลุ่ม 2 จ.ลพบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก เพราะมีผู้มาลงทะเบียนใช้สิทธิล่วงหน้าถึง 12,830 คน ส่วนใหญ่จะเป็นกำลังพลทหารจากหน่วยต่างๆ อย่างไรก็ตามทันทีที่ พล.อ.สนธิเดินทางมาถึง และเดินเข้ามายังประตู โรงเรียน ได้เกิดเหตุการณ์ชุลมุนขึ้น เมื่อมีชายไทยอายุประมาณ 50 ปี สวมเสื้อยืดสีแดง มายืนตะโกนด่า พล.อ. สนธิไล่หลังเสียงดังลั่นว่า “ไม่ชอบเผด็จการ ไม่เอาเผด็จการ กูไม่เลือกมึง”


ทีม รปภ.ต้องกระโดดปิดปากคนด่า


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทำให้ประชาชนและทหารที่ตบเท้ามาใช้สิทธิ ต่างหันมามองหาต้นเสียงเป็นการใหญ่ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องรีบกันประชาชนและพา พล.อ.สนธิเดินขึ้นไปตรวจสอบรายชื่อ และลงทะเบียนใช้สิทธิลงคะแนนบนชั้น 2 ของอาคารเรียน โดยมีประชาชนบางส่วนที่ยืนต่อคิวใช้สิทธิอยู่ ไม่พอใจต่อว่า พล.อ.สนธิว่าไม่รู้จะมาทำไม มาทำให้ประชาชนเดือดร้อน มาทีหลังแต่ได้เลือกตั้งก่อน ทั้งๆที่คนอื่นมาต่อคิวตั้งนาน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ ชายคนที่ยืนตะโกนด่า พล.อ.สนธิ ทราบชื่อต่อมาว่าคือนายปรีชา ตังควัฒนา อายุ 50 ปี อาชีพทนายความอิสระ ยังคงปักหลักอยู่ด้านหน้าหน่วยเลือกตั้ง จนกระทั่ง พล.อ.สนธิใช้สิทธิลงคะแนนเสร็จและกำลังจะขึ้นรถเดินทางกลับ นายปรีชาก็ได้ตะโกนขึ้นมาอีกว่า “ผมไม่ชอบเผด็จการ” เจ้าหน้าที่ รปภ.ของ พล.อ.สนธิได้ตรงเข้าไปกันตัวนายปรีชาออกไปห่างๆ และใช้มือปิดปากนายปรีชาด้วย


เจ้าตัวบอกด่าทั้งทหารและ “ทักษิณ”


นายปรีชากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า มีอาชีพเป็นทนายความ ไม่ทราบว่า พล.อ.สนธิจะมาที่นี่ แต่ได้พาลูกจ้างที่บ้านมาลงคะแนน และไม่ได้เกี่ยวข้องกับ นปก.หรือกลุ่มใด แต่ที่แสดงออกเช่นนี้เพราะไม่ชอบเผด็จการ พอตะโกนออกไป รปภ.ของ พล.อ.สนธิก็วิ่งมากันเอามือปิดปากด้วย แต่ไม่กลัว สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย หรือแม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณก็เคยแบบนี้มาแล้ว และก็โดนตะโกนด่าอย่างนี้ ที่ผ่านมาประชาชนยอมจำนนเขามาตลอด ทั้งที่อำนาจควรจะเป็นของประชาชน ที่จะกำหนดทิศทางของประเทศชาติ ประชาชนไม่ควรอยู่ใต้อำนาจของเงิน อำนาจอาวุธใดๆทั้งสิ้น แม้แต่เผด็จการนายทุนอย่าง พ.ต.ท. ทักษิณก็ไม่ชอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ทำลาย พ.ต.ท. ทักษิณด้วยกองกำลังอาวุธ ไม่ว่าเลือกตั้งออกมาอย่างไรทหารก็ต้องยอมรับ ถ้ามีการทุจริตฉ้อฉลขึ้นมาประชาชนก็ควรมีสิทธิตรวจสอบ


จาก http://www.thairath.co.th/#

"เฉลิม"ฟันธง "ยิ่งถล่ม ยิ่งแลนสไลด์"

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : หลังจากสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน (พปช.) ไม่นานนัก ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง สมาชิกที่ไม่ธรรมดา ก็กลายเป็นแกนหลักสำคัญในการปราศรัยหาเสียงให้พรรค พปช. หลังจากที่หัวหน้าสมัคร สุนทรเวช ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความแรงในการตอบโต้ทางการเมืองอย่างหนัก จนภาพพจน์พรรคเริ่มติดลบ

ทำให้อดีตดาวสภาค้างฟ้าอย่าง สารวัตรเฉลิม ต้องรับภาระหนักที่พรรคมอบหมายให้เป็นตัวชูโรงแทบทุกเวทีปราศรัยทั่วประเทศ

และอดีตดาวสภาผู้นี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะนอกจากจะสร้างสีสันด้วยสำนวนตลกร้ายการเมืองในทุกเวทีแล้ว เขายังสอดแทรกเรื่องหนักๆ ที่ชาวบ้านเข้าใจได้ง่าย และที่สำคัญยังช่วยแก้ต่างข้อกล่าวหาต่างๆ ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรรค ที่ถูกคมช.อ้างเหตุในการยึดอำนาจ จนมั่นใจว่า ทุกประเด็นทำให้ชาวบ้านเข้าใจ และพร้อมจะเทคะแนนให้ถล่มทลายไม่ต่างกับการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา

ร.ต.อ.เฉลิม ให้สัมภาษณ์ ถึงการทำหน้าที่ครั้งนี้ในมุมของนักปราศรัยและนักการเมืองที่เจนสนามการเมืองมานานถึงประเด็นต่างๆอย่างน่าสนใจ

0 การทำหน้าที่ปราศรัยพรรคกำหนดประเด็นให้ หรือท่านว่าเอาเอง

พรรคกำหนดกรอบกว้างๆ เราก็เอาแนวทางมาผสมผสานกับถ้อยคำปราศรัย ทั้งเรื่องนโยบาย เรื่องท่านทักษิณ ถูกใส่ร้าย ส่วนเรื่องนโยบาย จริงๆ บนเวทีปราศรัยไม่ค่อยมีคนฟัง ก็จะมีการโฆษณาทางหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ประธานทีมเศรษฐกิจพรรค ก็ออกไปพูด

การหาเสียงรอบนี้ พปช.เป็นระบบเป็นหมวดหมู่ เรื่องไหนใครพูด เข้าตำรา ใช้คนให้ถูกกับงาน ไม่สะเปะสะปะ จึ่งเห็นว่าระยะสั้นๆ เราสามารถทำให้ประชาชนเข้าใจได้ และจะเห็นว่าพปช.วันนี้ แนวทางก็คือเป็นพลังของพรรค ไม่เน้นคนหนึ่งคนใด เอาผลงานรัฐบาลที่แล้วมาเป็นตัวตั้ง เอานโยบายที่ท่านทักษิณทำไว้มาเป็นหลัก แล้วก็เพิ่มเติมต่อ ซึ่งประชาชนชอบอยู่แล้วในเรื่องนั้น ก็หาเสียงง่าย

0 หลักในการปราศรัย ให้โดนใจชาวบ้าน

ก็ปราศรัยไปตามธรรมดา ไม่ได้เรียนจากไหน แต่เรียนรู้ด้วยตัวเอง ก็อ่านหนังสือ เพื่อศึกษาเรื่องราวของแต่ละพื้นที่ ประวัติศาสตร์การเมืองเป็นอย่างไร ก็เก็บมาใส่ แล้วเวลาพูดก็เอาเกร็ดมาใส่ เมื่อประชาชนชอบเราก็ใส่นโยบาย ใส่เนื้อหา เวลาพูด 10-20 นาที คนเริ่มเปลี่ยนอารมณ์ เราก็ใส่เกร็ดต่อ อย่างนี้มันสอนกันไม่ได้ และไม่มีที่เรียน

0 ประเด็นการปราศรัยในต่างจังหวัดกับกทม.ต่างกันอย่างไร

อย่างเรื่องการลอบสังหารอดีตนายกฯ ที่คนนึกว่าเป็นเรื่องตลก ก็เป็นเรื่องจริง อย่างเรื่องคดีที่ถูกกล่าวหา เค้าสั่งไม่ฟ้องแล้วก็ไม่มีใครพูดถึง ตรงนั้นกินใจคนต่างจังหวัด หรือการลอบฆ่าชัดเจน 5 ครั้ง แล้วเราก็พูดถึงนโยบายแก้ปัญหาความยากจนบ้าง ส่วนกทม.ก็อีกรูปแบบหนึ่ง ก็จะเน้นความต้องการประชาชนว่าจะต่อยอดนโยบายอย่างไร การหาเงินเข้ามาบริหารจัดการนโยบายที่มีอยู่ การทำงานทางการเมือง นโยบายมันเป็นนามธรรม มันจะเป็นรูปธรรมได้ต้องมีเงิน เงินจะเป็นตัวจักรขับเคลื่อนนโยบายให้เห็นผลจริงจัง คือ พปช.เน้นเศรษฐกิจป็นตัวตั้ง แล้วปัญหาสังคมตามมา

0 เวทีกทม.เน้นเรื่องไหนเป็นพิเศษ ท่ามกลางกระแสการเมืองเวลานี้

แต่ละเวทีก็ต้องทำการบ้าน อย่างวันนี้(12 ธ.ค.)ที่เวทีวงเวียนใหญ่ จะพูดเรื่อง สัญญาบาร์ตัน เดคเคอเรชั่น ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่าง 4 มิตรประเทศในกลุ่มอาเซียน หรือกันอนุอาเซียน มีไทยเป็นคนนำ มีพม่า ลาว เขมร ร่วมด้วย ซึ่งปี 2546 มีท่านทักษิณเป็นผู้นำ

บาร์ตัน เดคเคอเรชั่น เป็นการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงเป็นที่มาของการให้พม่ากู้เงินไป 4,000 ล้าน ก่อนหน้านี้ก็ให้เขมรกู้ไป 1,300 ล้าน ไปสร้างถนน ให้ลาวกู้ไป 1,500 ล้าน ไปสร้างเชื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า แล้วเราก็ซื้อไฟฟ้าจากลาวราคาถูก พ.ต.ท.ทักษิณมองการณ์ไกลเพราะพลังงานบ้านเราลดลง จะสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ไม่ยอม ท่านก็ให้เอ็กซิมแบงค์ปล่อยกู้ไป เราก็ทำสัญญาซื้อไฟฟ้าจากลาว ที่เขื่อนน้ำงึม กับเขื่อนที่สร้างใหม่ ในราคามิตรภาพ โดยเอ็กซิมแบงค์ ก็รับรองโดยให้ลาวมาขายพันธบัตร นี่เป็นวิสัยทัศน์ของคนทำธุรกิจ และเป็นผู้นำในกลุ่มอาเซียนระดับอนุอาเซียน

เงินกู้ที่ให้เขมรและลาว สุดท้ายเค้าก็มาซื้อวัสดุอุปกรณ์จากไทยไปสร้างถนน ซื้อเครื่องจักร จ้างผู้ชำนาญการ คนงาน ไปทำงาน เงินก็กลับมาประเทศเรา

เช่นเดียวกับพม่ากู้ไป 4,000 ล้าน คนก็มองว่า เอาไปซื้อของจากบริษัทชินคอร์ปฯ คนหยิบตรงนี้มาเป็นประเด็น เพราะคับแคบ ไม่เข้าใจ ความไม่รู้ เพราะบริษัทชินคอร์ป อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ คิดว่าเขามาซื้อคนถือหุ้นก็ได้ส่วนแบ่งเป็นกำไร ถามว่าจะเป็นกำไรได้อย่างไร ในเมื่อยังไม่มีการแบ่งส่วนแบ่ง ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องบอกให้คนรู้ว่า ให้พม่ากู้ไป 4,000 ล้าน เขาให้ความร่วมมือดีมาก ในการแก้ปัญหายาเสพติด จนกระทั่งปัญหายาเสพติดลดลง ผมอยากพูดมากกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้เพราะมันเป็นการพูดคุยกันใต้โต๊ะ

อีกอันเค้าให้สัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่อ่าวเมาะตะมะ มีรัศมี 2 หมี่น 5 พัน 3 ร้อย ตารางกม.ขณะนี้ ปตท.สผ.ก็ไปดำเนินการในฐานะรัฐวิสาหกิจของประเทศไทย ได้กำไรก็เอาเข้ามาสู่ประเทศ ไม่ใช่พ.ต.ท.ทักษิณได้ เป็นการหยิบยกเรื่องเล็กน้อยมาโจมตีกัน ผมจะเล่าให้ประชาขนที่เวทีปราศรัยวงเวียนใหญ่ และจะไปปิดท้ายที่สนามหลวง 21 ธ.ค.นี้

0 การปราศรัยที่ผ่านมา มีผลอย่างไรในทางการเมือง

คือถ้าเล่นการเมืองตรงไปตรงมา ไม่มีซื้อเสียง ไม่มีเทคนิค ไม่มีการกลั่นแกล้งกัน มันก็ต้องเอาการปราศรัยเป็นตัววัด มันไม่มีตัวอื่น ก็ปรากฏว่าประชาชนให้ความสนใจมาก ระหว่างการปราศรัยก็มีความรู้สึกร่วม และที่สำคัญที่สุดคือเขามีความมั่นใจ เพราะคดีความพ.ต.ท.ทักษิณ ที่คณะปฏิวัติกล่าวหาไว้ กำลงจะจบ ก็มีคดีที่ฟ้องเรื่องเดียวคือที่ดินรัชดา วันนี้คนไทยฉลาด เขาเข้าใจ อยากให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับมา ช่วยหาเงินเข้าประเทศ เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ อาจะป็นทูตพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ ท่านก็ไม่ได้สนใจ แต่ยังรักและห่วงพรรคพวก

ตามที่มีข่าวในวีซีดี ซึ่งคนอ่านไปแปลความเกินไป ผมเพิ่งได้ดู ไม่มีอะไรเลยที่ผิดกฏหมาย แล้วท่านทำมาก่อนมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ทำมาก่อนที่จะปรึกษาหารือกับกกต. ส่วนคนจะไปเผยแพร่ระยะไหน จะไปรู้ได้อย่าไรเพราะท่านอยู่อังกฤษ

การที่พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาบอกให้ประชาชนสนับสนุน พปช.ผมอยากฝากไปยังคณะปฏิวัติ ให้ทำใจให้กว้าง เพราะภารกิจของท่านจบแล้ว ที่ผ่านมาแล้ว แล้วไปไม่พูดถึง แต่ถ้าท่านยังไม่คิดกลับกรมกอง ประชาชนเขาจะตำหนิ

และวันนี้ท่านออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองมากเท่าไหร่ ก็ให้มองว่าท่านสนับสนุนอีกพรรคหนึ่งใช่หรือไม่ เวลานี้ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน หน้าที่คือไปเลือกตั้งพรรคที่ชอบ

แล้วที่มีการไปรายงานทางลับทางเปิดว่า ถ้าพปช.กลับมา แล้วคดีความพ.ต.ท.ทักษิณจะหมดไป จะหมดไปได้อย่างไร มันทำไม่ได้ แล้วจะมากล่าวหากลั่นแกล้ง คมช.ก็ไม่ได้ เพราะจบแล้วก็จบกัน ท่านไม่คิด ไม่นึก ไม่มีแล้ว บรรยากาศอย่างนั้น จบ ขอให้ประชาธิปัตย์(ปชป.)เขาแข่งกับพปช.เถอะ แล้วก็ให้ประชาชนตัดสิน ใครได้เสียงมากกว่าก็จัดตั้งรัฐบาลไป

อีกอันที่เป็นเรื่องไม่มีเหตุผลคือ ชอบไปออกข่าวว่า ถ้าพปช.มาบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ ไม่สงบ ถ้าปชป.มาบ้านเมืองจะเรียบร้อย เอาอะไรเป็นตัววัด เอาความรู้สึก พวกที่ไล่ทักษิณไปก่อนปฏิวัติ ออกทีวีด่าอย่างเดียว นี่แหละคะแนนจะแลนสไลด์ จำคำพูดผมไว้ ประชาชนเขารับไม่ได้หรอก ถ้าอยากเลือกโจรให้เลือกพรรคนี้ คุณเอาอะไรมาพูดว่าเขาเป็นโจร และเป็นมหาโจร มันต้องอยู่ที่ศาล แต่ปีสามเดือนแล้ว เรื่องก็ยังไม่ไปไหน ผมมีความมั่นใจว่าเราน่าจะได้เกินครึ่ง และตั้งรัฐบาลได้

0 ถ้าพปช.มาที่ 1 ซึ่งชอบธรรมในการตั้งรัฐบาล คิดว่าจะมีปัจจัยอะไรที่จะทำให้ตั้งไม่ได้

ผมยังมองไม่เห็นตรงนั้น เพราะผมยังมั่นใจว่าเราเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าเราเกินกึ่งหนึ่งไม่มาก เกิน 1-2 เสียง แล้วไม่มีใครมาร่วม เราก็ตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ก็ต้องระดมกันมาดูในส่วนของกฏหมายที่จำเป็น เพราะเราพร้อมด้านนโยบาย พร้อมด้านการหาเงินเข้าประเทศ

0 ตัวเลขเท่าไหร่จึงจะตั้งรัฐบาลพรรคเดียว

ผมคิดว่า 270 ก็ปลอดภัย เลยมา 30 ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว พปช.เราเอาอดีตมาสู่ปัจจุบันแล้วศึกษาเพื่อนำไปสู่อนาคต

0 ห่วงกระแสกลุ่มต่อต้านใน กทม.อย่างกลุ่มพันธมิตรหรือไม่

คราวที่แล้วอาจจะมีคนเห็นดีเห็นงาม แต่คราวนี้คนชั้นกลางไม่มีเงินผ่อนบ้านแล้ว เขาจะปล่อยให้คนอื่นบริหารไม่ได้แล้ว ต้องให้พปช. ผมคิดว่าตรงนั้นจะมีอีก มีรอบนี้ ต้องชี้แจงกัน ไม่ปล่อยซับซ้อนเอาไว้จนเกิดความเข้าใจผิด

0 การชูยุทธศาสตร์เลือกสมัคร เท่ากับได้ทักษิณ ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการสร้างเงื่อนไข ที่ไม่ใช่ความปรองดองหรือสมานฉันท์

ปรองดอง เขาเสนอแล้ว แต่ไม่เห็นมีใครเอาด้วย มันเป็นคนละเรื่องกัน เราจะไปบอกว่าคู่ต่อสู้ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วบอกมาเลือกผม มีที่ไหนประชาธิปไตยในโลก เมื่อแข่งขันก็ต้องบอกข้อบกพร่องของแต่ละฝ่าย เขาก็บอกของเรา เราก็บอกของเขา ปัญหาอยู่ที่ว่า ประชาชนจะเชื่อใคร ถ้าเชื่อเขาเราก็แพ้ ถ้าเชื่อเราๆ ก็ชนะ แต่หลังเลือกตั้ง ก็มาเจรจาความสิ ถ้าจะเป็นรัฐบาลสมานฉันก็เป็นไปได้ ถ้าอยากเป็นฝ่ายค้านก็ตามใจ มันขาดตั้ง 70-80 แต้ม มาคิดตั้งรัฐบาลแข่ง คุณกล้าทำไหม ผมไม่ได้ท้าทาย แต่คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่กล้าทำ

ถามว่าแนวโน้มความสมานฉันท์ทางการเมืองจะมีไหม มีได้ แต่หลังการเลือกตั้ง ระหว่างการรณรงค์หาเสียงมันต้องแข่งขันกัน มันก็มีแข่งสองพรรค ผมพูดมานานแล้ว ว่าแข่งระหว่างประชาธิปัตย์ กับพลังประชาชน แต่หลังเลือกตั้งเมื่อเบ็ดเสร็จ ก็จัดตั้งรัฐบาลสมานฉันท์ได้ แต่เท่าที่ปรากฏ ก็ไม่เห็นมีใครยอมรับ คนโน้นก็ไม่เอา คนนี้ก็ไม่เอา

เรื่องเลือกสมัคร ได้ทักษิณ เราก็พูดชัด มันผสมผสานกันอยู่แล้ว เลือกสมัครได้ทักษิณถูกต้อง ผมเป็นคนพูดเรื่องนี้ที่สนามหลวง เป็นแนวคิดของผม แต่ก็ยังมีคนมากระแนะกระแหน ว่าพปช.หาเสียงผิดพลาดมาก อย่างนี้แต่แพ้ แต่ไม่ใช่ อันนี้แหละเข้าเป้า

และที่สำคัญที่สุด เรามีนโยบายด้านเศรฐกิจดีกว่าพรรคอื่น พรรคอื่นมีแต่นโยบายที่เป็นไปไม่ได้ ผมไประบุพรรคไม่ได้ ไม่เหมาะ แต่ถามว่านโยบายพรรคไหนที่จะเข้าไปทำทันที มันเป็นไปไม่ได้ เพราะงบประมาณเขาจัดไว้หมดแล้ว มันต้องรองบประมาณปีหน้า 51 มันเริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค.50 ครั้นเข้าไป จะไปจัดงบเพิ่มเติมมันทำไมได้ เพราะมันไม่มีเงิน คราวนี้จัดงบขาดดุลตั้ง 1 แสน 6 หมื่นล้าน ถ้าจัดงบเพิ่มเติม มันหมายความว่าเงินเหลือ ถึงจัดงบเพิ่มได้

ตรงนี้เมื่อมาเปรียบเทียบกัน แล้วคนเขาเห็นชัด เมื่อมาเปรียบเทียบกันแล้ว ทุกคนประชานิยมหมด แต่ไม่บอกวิธีหาเงิน ตรงนี้เราทำได้ผล เพราะบอกชัด แล้วประชาขนเห็นและเชื่อว่า พปช.ทำได้ แล้วเขาเชื่อว่า ถ้าวันหนึ่งถ้ากฏหมายมันปลอดโปร่ง และให้ท่านทักษิณทำงานได้ เขาก็บอกจะหาเงินเข้าประเทศ ทุกอย่างจะดี

'เรืองโรจน์' ตอกคมช.มุ่งสกัด'พปช.' ไม่เชื่อทหารกล้ารัฐประหารซ้ำ

"พล.อ.เรืองโรจน์" รองหัวหน้าพปช. ตอกย้ำ คมช.พยายามสกัดกั้น"พลังประชาชน"ทุกอย่าง วอนยุติได้แล้วให้ประชาชนตัดสินเลือกตั้ง เชื่อ ทหารไม่กล้ายึดอำนาจซ้ำ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะไปปราศรัยใหญ่จังหวัดหนองคาย

ที่ผ่านมา คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) พูดไปเรื่อย พูดให้ประชาชนรู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้ง แต่ความเป็นจริงแล้วพรรคพลังประชาชนถูก คมช. และทหารสกัดกั้นทุกอย่าง แต่เวลาพรรคพลังประชาชนจะพูดออกมาก็หาว่ามีข้ออ้าง ทั้งที่พรรคโดนกลั่นแกล้งมาตลอด ตนอยากจะให้ทุกอย่างยุติได้แล้ว และปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ โดยเฉพาะการเลือกตั้ง โดยให้ประชาชนตัดสิน ไม่ใช่จะเข้ามาสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนอย่างเดียว

พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าวว่า ทหารได้เข้าไปสกัดกั้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีการสกัดกั้นทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการเข้าไปตั้งด่านในพื้นที่ที่พรรคพลังประชาชนจะไปหาเสียง เมื่อพรรคพลังประชาชนมีการสอบถาม ก็อ้างว่ามาดูแลความปลอดภัย การพูดกับการกระทำมันไม่ใช่ ทั้งนี้ ยังมีการส่งหทารเข้าไปพูดคุยกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยบอกว่า ไปคบหากับพวกนี้ทำไม เป็นการทำในลักษณะข่มขู่ พรรคพลังประชาชนไปหาเสียงก็จะถูกสกัด ไม่ได้รับความสะดวก อย่างนี้ คมช.ทำถูกหรือ ให้มาตั้งด่านดูแลความปลอดภัย เป็นแค่คำอ้าง ตนเห็นว่าทั้งรัฐบาล คมช. ทหารบอกว่าจะวางตัวเป็นกลางก็ดีแต่พูด แต่เบื้องหลังมีการนำกำลังทหารเข้าไปสกัดกั้นในหลายพื้นที่ และตนก็เคยเจอมากับตัวเอง

"ความจริงแล้วผมหนักใจมาก แต่ไม่ใช่หนักใจว่าพรรคพลังประชาชนจะไม่ได้รับการเลือกตั้ง แต่หนักใจในการกระทำของรัฐบาลและ คมช.มากกว่า ผมอยากให้การเลือกตั้ง เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าประชาชนจะเลือกใครเข้ามาอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ"

เมื่อถามว่า พรรคพลังประชาชนจะเรียกร้อง คมช.อย่างไร พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าวว่า ตนไม่อยากฝากอะไร เพียงแต่บอกว่าสิ่งที่ทำขอให้หยุดเถิด อย่าทำอีกเลย เพราะบ้านเมืองเดินทางมาถึงขณะนี้แล้วจะทำให้เสียหาย

เมื่อถามว่า หลังจากนี้พลังประชาชนจะเดินเกมอย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ในสิ่งที่พลังประชาชนต้องการทำ พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าวว่า จะไปสู้อะไรได้ แต่ก็อยากให้ประชาชนได้รับรู้ พรรคพลังประชาชนต้องการความเป็นธรรม ไม่อยากให้ถูกสกกัดกั้น

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายวิเคราะห์ หลังเลือกตั้งบ้านเมืองจะวุ่นวายจนต้องปฏิวัติซ้ำ พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าวว่าไม่มีปฏิวัติแน่นอน ข่าวที่เกิดเป็นแค่การปล่อยข่าว เพราะการปฏิวัติไม่ได้ทำกันง่าย ๆ การปล่อยข่าวเช่นนี้ทำให้ประชาชนหวาดกลัว ว่าพลังประชาชนจะได้รับเข้ามาทำให้เขาหวาดผวา และไม่เลือกพลังประชาชน อย่างไรก็ตามการไปร่วมเวทีปราศรัยครั้งนี้ตนคงไม่พูดเรื่องการทำงานของ คมช. ให้เป็นหน้าที่หัวหน้าพรรค

จาก http://www.bangkokbiznews.com/

'เสธ.หนั่น' บี้ กกต.เร่งยุบ พปช.


พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ผู้สมัคร ส.ส.พิจิตร เขต 2 พรรคชาติไทย แสดงความมั่นใจว่า กกต.จะดำเนินการกับพรรคพลังประชาชนในเรื่องวีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่หาเสียงให้พรรคพลังประชาชน

ทั้งที่ กกต.ระบุว่า ห้าม 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิมายุ่งเกี่ยวการเมือง รวมทั้งกรณีทำผิดกฎหมายเลือกตั้งอีกหลายเรื่อง เพราะ กกต.เป็นผู้ถือกฎหมาย ส่วน กกต.จะนำเรื่องนี้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญเองได้หรือไม่ หรือว่าจะผ่านไปทางอัยการ ถ้าส่งศาลรัฐธรรมนูญได้ กกต.ก็ควรเร่งปฏิบัติ ซึ่งเท่าที่ทราบน่าจะมีการยุบพรรคพลังประชาชนเพราะมีความผิดหลายกระทง

พล.ต.สนั่น กล่าวว่า โค้งสุดท้ายไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเพราะผู้สมัครเองก็หาเสียงกันแบบสงบ ตนมั่นใจว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ ตนกับลูกชาย คือ นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ น่าจะได้ทั้ง 2 ที่นั่งในเขตเลือกตั้งที่ 2 และยืนยันได้ว่า พรรคชาติไทยจะไม่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนหากมีเสียงข้างมาก เพราะนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ประกาศจุดยืนไปแล้ว



จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

ถ้าชนะ..ยุบแน่!! ถ้าแพ้..ก็แล้วไป


'ผมจบปริญญาเอกด้านกฎหมายดุษฎีนิพนธ์ ทำเรื่องหน้าที่ของ กกต. ทั่วโลก ซึ่ง กกต. มีอำนาจเพียงพนักงานสอบสวน ถ้าสงสัยว่าใครผิดก็ตั้งกรรมการมาสอบ ส่งอัยการสูงสุดมาพิจารณา ถ้าอัยการไม่เห็นด้วยก็ต้องส่งกลับมา กกต. ตั้งร่วมกัน 2 ฝ่าย ก่อนเข้าสู่กระบวนการตุลาการรัฐธรรมนูญ ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี ไม่ใช่ง่ายๆ ฉะนั้นที่บอกว่าจะยุบนั้นเราไม่กลัว ยิ่งพูดคะแนนเรายิ่งเพิ่ม และถึงจะยุบก็ตั้งใหม่ได้อีก'

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้สมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชน (พปช.) ปราศรัยหาเสียงที่บริเวณแฟลตดินแดง พร้อมระบุว่าเพิ่งกลับจากภาคอีสาน ชาวบ้านทั้งภาคบอกว่าเลือกพรรคประชาธิปัตย์ไม่เกิน 5 คน ฉะนั้นถ้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะจัดตั้งรัฐบาลต้องรอชาติหน้า


ตั้งคณะอนุกรรมการสอบ พปช.


ส่วนกรณีวีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พรรคพลังประชาชนนำไปแจกในการปราศรัยหาเสียงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอาจมีผลให้พรรคพลังประชาชนต้องถูกยุบพรรคนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนเรื่องดังกล่าว 5 คน มีนายไพฑูรย์ เนติโพธิ์ อดีตผู้พิพากษาศาลอาญา เป็นประธาน ทำการหาข้อเท็จจริงภายในระยะเวลา 1 เดือน


นอกจากนี้ กกต. ยังมีมติให้ร้องทุกข์กล่าวโทษพรรคพลังประชาชนต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรณีการปลอมแปลงเอกสารสมัครเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชนของนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ ผู้สมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 4 พรรคเพื่อแผ่นดิน ถือว่ามีความผิดทางอาญา ซึ่งโทษการแอบอ้างชื่อผู้ใดสมัครเป็นสมาชิกเป็นพรรคการเมืองของตน ตามมาตรา 19 วรรค 2 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ระบุไว้ในมาตรา 106 ว่าหัวหน้าพรรคหรือนายทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองผู้ใดจัดทำทะเบียนสมาชิกอันเป็นเท็จ อาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่นายสิทธิชัยก็ยื่นหนังสือถึง กกต. ให้ดำเนินการดังนี้ 1.ถอดชื่อออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน 2.ขอให้สอบสวนว่ามีการแอบอ้างชื่อนายสิทธิชัยหรือไม่ และพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวผิดหรือไม่ หากผิดขอให้ กกต. ดำเนินการสอบสวน 3.เมื่อนายทะเบียนพรรคพลังประชาชนรู้ว่าการแอบอ้างชื่อดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบในการขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัคร ส.ส. รัฐมนตรี และผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ จะเข้าข่ายเป็นการกลั่นแกล้งตามมาตรา 104 หรือไม่


ตั้งธง 'ยุบ' และทำลาย


เมื่อ กกต. รับลูกตั้งคณะอนุกรรมการสอบทั้ง 2 ประเด็น จึงทำให้เชื่อว่าโอกาสที่พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบก็มีอยู่ไม่น้อย เพราะก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นกรณีเอกสารลับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ กกต. เพิ่งมีมติว่าไม่มีความผิด หรือกระแสข่าวที่ออกมาตั้งแต่มีการเปิดตัวพรรคพลังประชาชนอย่างเป็นทางการก็มีแต่ข่าวการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนให้ได้ ส.ส. น้อยที่สุด หรือไม่มีโอกาสตั้งรัฐบาล


แต่กระแสของประชาชนในภาคอีสานและเหนือที่ยังมีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณและนโยบายประชานิยมจึงทำให้เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคพลังประชาชนน่าจะได้ ส.ส. มากกว่า 200 เสียง


แม้แต่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลที่ถือเป็นคนที่มีความรู้และมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ผลการสำรวจของทุกสำนักยังสอดคล้องกันว่าคะแนนเสียงของพรรคพลังประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ค่อนข้างสูสี ดังนั้น กลุ่มอำนาจที่เคยต่อต้านระบอบทักษิณย่อมรู้ดีว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าการล้มล้างระบอบทักษิณหรือการอ้างความชอบธรรมในการรัฐประหาร เพราะขนาดคนกรุงยังสนับสนุนพรรคพลังประชาชน


บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ


ดังนั้น หากปล่อยให้การเลือกตั้งเป็นไปตามปรกติ พรรคพลังประชาชนก็ต้องได้ ส.ส. มากที่สุด ซึ่งทุกฝ่ายก็เชื่อเช่นนั้น แต่ก็มั่นใจว่าพรรคพลังประชาชนไม่มีวันจะจัดตั้งรัฐบาลได้ ถ้าจัดตั้งได้ก็ต้องเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจนต้องเลือกตั้งใหม่ หรือเกิดความรุนแรงจนกองทัพกลับมาอีกครั้ง


จึงมีคำถามว่าหากพรรคพลังประชาชนถูกยุบจริง บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร



'เชื่อว่าแผ่นดินจะลุกเป็นไฟอย่างแน่นอน'


ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ผู้สมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่ม 7 พรรคพลังประชาชน เรียกร้องให้ กกต. พิจารณากรณีวีซีดีโดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนตามกฎบัตรของสหประชาชาติ และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะโดยส่วนตัวแล้วไม่มีข้อความใดเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีข้อความใดที่ก่อความไม่สงบในบ้านเมืองและศีลธรรมอันดีต่อประชาชน แต่คนบางกลุ่มขณะนี้อยู่ในอาการกลัวเงาตัวเอง กลัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมา 'การห้าม พ.ต.ท.ทักษิณพูดโดยสิ้นเชิงมันมากเกินไป สิทธิความเป็นมนุษย์สามารถพูดได้ แม้อดีตกรรมการบริหารพรรค 111 คนถูกตัดสิทธิ แต่ก็ไม่ควรทำกับเขาเหมือนเป็นสัตว์เดรัจฉาน ห้ามไม่ให้พูดเลยก็ไม่ถูกต้อง เชื่อว่า กกต. ทั้ง 5 คน จะมีวิจารญาณอย่างรอบครอบ'


พรรคพลังประชาชนยันไม่ผิด


ด้าน พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน อดีตหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ชี้แจงกรณีการปลอมลายเซ็นนายสิทธิชัยว่า ในขั้นตอนการรับสมัครสมาชิกพรรคก่อนหน้านี้ไม่ต้องใช้ลายเซ็นรับรองสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชน ทราบว่าคนของอดีตพรรคไทยรักไทยเดิมเป็นผู้รับใบสมัครจากนายสิทธิชัยเอง เรื่องนี้หากมีโทษก็ไม่ถึงขั้นต้องยุบพรรค


'หากต้องดำเนินคดีอาจต้องย้อนกันถึงพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง คิดว่าเรื่องนี้จะยุติลง และเห็นว่า กกต. ไม่ควรพูดเรื่องยุบพรรค ซึ่งเป็นลักษณะชี้นำ แต่ควรดำเนินการตรวจสอบเอกสารและสรุปเพื่อส่งศาลตามขั้นตอน และขอเรียกร้องให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์และแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง (ครส.) เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นกลางจริงๆ และเพื่อความสมานฉันท์ของประเทศ' พ.ต.ท.กานต์กล่าว


ขณะที่นายสมาน เลิศวงศ์รัตน์ นายทะเบียนพรรคพลังประชาชน ยืนยันว่า พรรคมีลายมือชื่อหรือลายเซ็นของนายสิทธิชัยตั้งแต่ปี 2543 และในปี 2548 นายสิทธิชัยก็มีลายมือชื่อเหมือนกัน จึงไม่มีเหตุผลใดๆที่จะกลั่นแกล้ง เพราะที่ผ่านมาได้แจ้งนายสิทธิชัยให้มาลาออกแล้ว แต่ไม่ยอมมาดำเนินการให้ถูกตามขั้นตอน จึงพร้อมที่จะสู้คดี และหลักฐานก็ไม่ได้มีเฉพาะลายมือหรือลายเซ็นเท่านั้น แต่มีเอกสารหลักฐานอย่างอื่นเพิ่มเติมอีก


ใช้มาตรฐานเดียวกัน


ส่วน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ตัดพ้อกรณีนายสิทธิชัยว่าพรรคไม่มีโอกาสให้ข้อมูลกับ กกต. เลย


ส่วนเรื่องวีซีดีหากใช้มาตรฐานนี้มายุบพรรคพลังประชาชนก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน โดยต้องยุบพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เนื่องจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไปร่างนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง รวมถึงนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ที่เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค และต้องยุบพรรคเพื่อแผ่นดินที่นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ไปเป็นประธานสภายุทธศาสตร์ของพรรค และสนับสนุนให้ตั้งรัฐบาล 3 พรรค โดยให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ดังนั้น ต้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ด้วย


ขณะที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า ควรให้พิจารณาไปตามกรอบกฎหมาย เพราะเท่าที่ดูก็ผิดอยู่หลายเรื่อง


'แม้จะยุบพรรคพลังประชาชนก็ไม่น่าจะเกิดความวุ่นวาย รัฐบาลต้องดูแล อย่าไปเดาว่าจะเกิดความวุ่นวาย อะไรผิดก็ต้องว่าผิด ต้องพิจารณา อย่ารีรอ และผมไม่คิดว่าแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ' นายบรรหารกล่าว


เอกสารลับยังไม่จบ


ส่วนกรณีเอกสารลับที่ กกต. มีมติ 4 ต่อ 1 เสียง ให้ยกคำร้องที่พรรคพลังประชาชนกล่าวหาว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เป็นข้าราชการวางตัวไม่เป็นกลาง เนื่องจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 และฉบับปัจจุบันก็ให้ความคุ้มครอง คมช. นั้น นพ.สุรพงษ์ถาม กกต. ว่ามั่นใจได้อย่างไรว่าการกระทำเหล่านี้ไม่เข้าข่ายของการวางตัวไม่เป็นกลาง เพราะหาก กกต. มีหลักฐานที่เป็นเอกสารว่ามีการยกเลิกคำสั่งในเอกสารลับจริงก็ควรเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความคลางแคลงใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์ที่พรรคพลังประชาชนได้ประสบอยู่ ทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัด โดยเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมจึงเกิดขึ้นเฉพาะกับพรรคพลังประชาชน โดยไม่เกิดกับพรรคอื่น แต่ก็หวังว่า กกต. ที่ดูแลการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้จะทำหน้าที่ของตัวเองให้สมกับที่ประชาชนไว้วางใจและประชาคมโลกเฝ้ามองอยู่


พปช. ดึงประชาชนปกป้อง


เมื่อ คมช. พ้นผิด แต่พรรคพลังประชาชนกลับถูกตรึงด้วย 2 ข้อกล่าวหา จึงไม่ต้องบอกว่าความรู้สึกลึกๆของพรรคพลังประชาชนเป็นอย่างไร อย่างนายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคพลังประชาชน ที่แย้งทันทีหลังจาก กกต. มีมติยกคำร้องกรณีเอกสารลับ คมช. ว่า กกต. อาจไม่ได้พิจารณาไปตามอำนาจหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ โดยเอกสารลับของ คมช. มีคำสั่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2550 เช่น เรื่องการป้องกันคนชั้นกลางไม่ให้มีแนวคิดไปสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม ชี้จุดด้อยของนโยบายประชานิยม สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้อย่างไรว่าไม่มีการกระทำ เพราะมีคำสั่งตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน รวมทั้งยังไม่มีการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวอย่างเป็นทางการ จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณว่าเรื่องที่เกิดขึ้น กกต. ให้ความเป็นธรรมกับพรรคพลังประชาชนหรือไม่


ตั้งกรรมการยุตินองเลือด


แต่ที่มาแปลกกว่าพรรคอื่นๆคือ นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ออกแถลงการณ์หัวข้อ 'พรรคเพื่อแผ่นดิน ยุติความขัดแย้ง ยุติการนองเลือด' โดยนำเสนอ 4 แนวทางยุติความแตกแยกทางการเมืองคือ 1.ยุติปัญหาทางการเมืองที่จะนำไปสู่ความรุนแรงและการนองเลือดหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะรับประกันความยุติธรรมให้ทุกฝ่าย โดยขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรม โดยรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อแผ่นดินเป็นแกนนำ


2.จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติและกรรมาธิการวิสามัญในรัฐสภา มีองค์ประกอบจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชนและพรรคการเมือง เพื่อกำหนดโครงสร้างทางการเมืองใหม่ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


3.แก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องผ่านกระบวนการที่มาจากประชาชน เพื่อสร้างความมั่นคงและปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชน ให้สังคมไทยมีความโปร่งใส มีกลไกในการตรวจสอบ จนกระทั่งวางกระบวนการยุติความขัดแย้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เพื่อป้องกันการรัฐประหารหรือความขัดแย้งที่จะนำไปสู่การจลาจลและการนองเลือดในอนาคต


4.สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ โดยปลูกฝังจิตสำนึกผ่านการศึกษา เพื่อสร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันที่ต้องถือประโยชน์ของชาติเป็นหลัก


มือถือสาก ปากถือศีล


ปัญหาการเมืองขณะนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของพรรคการเมืองเท่านั้นที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดความสมานฉันท์ แต่ต้องขึ้นอยู่กับผู้ที่กุมอำนาจขณะนี้ว่าจะลดอคติและเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอย่างจริงใจหรือไม่ โดยเฉพาะกองทัพที่ทุกฝ่ายต่างยอมรับว่าจะยังมีอิทธิพลอีกนานในการเมืองไทย


ดังนั้น จึงไม่มีใครเชื่อเรื่อง 'โซ่ข้อกลาง' หรือรัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติที่บางพรรคเสนอขึ้นมา อย่างที่นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตประธานกรรมการสภานโยบายและยุทธศาสตร์พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ออกมาโต้ พ.ต.ท.ทักษิณที่เสนอให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติว่า เรื่องความสมานฉันท์หากใครผิดก็ต้องว่าไปตามผิด ว่าไปตามกฎหมาย ไม่ใช่คิดว่าเมื่อมีความสมานฉันท์แล้วเมื่อกระทำผิดจะไม่ต้องรับโทษ


เช่นเดียวกับนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่เชื่อว่าข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติมีนัยแอบแฝงทางการเมือง หวังประโยชน์ตัวเองมากกว่าประโยชน์ชาติ หรือเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มั่นใจว่าพรรคพลังประชาชนจะได้ตั้งรัฐบาล หรือกังวลว่านายสมัครจะไม่สามารถเป็นนายกฯได้


จุดชนวน 'อีแอบผมขาว'


ยิ่งล่าสุดนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ปราศรัยอย่างดุเดือด โดยยังย้ำว่าบ้านเมืองที่มีปัญหายุ่งยากขณะนี้เพราะมีอีแอบบางคนด่าอดีตนายกฯว่าไม่เคารพสถาบันและเอาสถาบันไปเหยียบย่ำเขา ไปพูดจากับไฮโซไฮซ้อจนทำให้เป็นชนวนนำไปสู่การรัฐประหาร


'คนประเภทอีแอบผมขาวเป็นคนเรียกร้องให้สื่อมวลชนเขียนข่าวด่าผม บ้านเมืองวุ่นวายเพราะเจ้าคนนี้' ความเข้มข้นทางการเมืองจึงเดินไปสู่การแตกหักข้างใดข้างหนึ่ง แต่จะลุกเป็นไฟอย่างที่ร.ต.ท.เชาวรินออกมาพูดหรือไม่นั้นก็อยู่ที่ทุกกลุ่มการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหวขณะนี้ ทั้งอย่างเปิดเผยและอีแอบ


อย่างนายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ที่ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบการเผยแพร่วีซีดีของ พ.ต.ท.ทักษิณในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ก็เชื่อว่า กกต. จะยุบพรรคพลังประชาชนได้


คมช.ลั่นเช็กบิลหลังเลือกตั้ง


พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กระทรวงกลาโหม และหัวหน้าสำนักเลขาธิการ คมช. ก็ให้เหตุผลที่ไม่ฟ้องร้องนายสมัครกรณีเอกสารลับว่า เพราะท่าทีของนายสมัครและพรรคพลังประชาชนมอง คมช. เหมือนศัตรู ดังนั้น หากดำเนินการใดๆในขณะนี้ก็จะถูกกล่าวหาว่ากลั่นแกล้ง แต่หลังเลือกตั้งก็ยังไม่สายที่จะดำเนินการฟ้องร้อง


แต่นายบรรหารกลับออกมาเรียกร้องให้ กกต. เร่งพิจารณากรณีวีซีดี ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก เพราะโดยหลักแล้ววีซีดีเป็นสิ่งไม่ถูกต้องที่แจกจ่ายไปทั่วภาคอีสาน ตำรวจก็ไม่จัดการ รัฐบาลก็เฉย ไม่ได้ทำอะไร หากเป็นสมัยก่อนถูกจับไปนานแล้ว


มั่นใจคุมสถานการณ์ได้


สถานการณ์ทางการเมืองวันนี้จึงไม่ใช่แค่ผลการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม ว่าพรรคพลังประชาชนหรือพรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นรัฐบาล เพราะสิ่งที่จะตามมานั้นไม่ใช่มหกรรมน้ำเน่าของพรรคการเมืองต่างๆที่จะโผล่ให้เห็นหลังการเมืองตั้ง แต่เป็นการผนึกกำลังเพื่อไม่ให้พรรคพลังประชาชนขึ้นมามีอำนาจ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม ดังนั้น คำขู่หรือการวิเคราะห์จากหลายๆฝ่ายที่คาดว่าสถานการณ์หลังเลือกตั้งจะวุ่นวาย หรือหากยุบพรรคพลังประชาชนแล้วแผ่นดินจะลุกเป็นไฟนั้น แหล่งข่าวในกองทัพก็มั่นใจว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และได้มีการประเมินสถานการณ์เพื่อเตรียมรับมือไว้แล้ว


โดยเฉพาะ คมช. ที่จะยังมีอำนาจต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ก็ได้กำชับแผนและยุทธการต่างๆร่วมกับทุกเหล่าทัพแล้ว ซึ่ง พล.อ.สนธิยังร่วมประชุมกับ คมช. ตามปรกติ แม้พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ จะย้อนผู้สื่อข่าวที่ถามกรณีนายจาตุรนต์ ฉายแสง เรียกร้องให้ทหารยืนยันว่าจะไม่มีการปฏิวัติหลังการเลือกตั้งว่า “จะให้ยืนยันอย่างไร” เช่นเดียวกับที่ให้นักการเมืองยืนยันว่าจะดูแลบ้านเมืองให้เรียบร้อยได้หรือไม่ นักการเมืองจะยืนยันหรือไม่


มีเลือกตั้งแต่อาจไม่มี พปช.


กรณี กกต. พรรคพลังประชาชน และคมช. ที่ทำให้หลายฝ่ายวิตกว่าจะไม่มีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย นอกจากจะเกิดภัยพิบัติแผ่นดินถล่มทลายอย่างเหตุการณ์สึนามิ แต่ปัญหาที่วิตกกันมากที่สุดคือหลังการเลือกตั้งจะเกิดอะไรขึ้น


เพราะวันนี้ กกต. ได้ตั้งธงอย่างชัดเจนแล้วว่าจะดำเนินการพิจารณาว่าพรรคพลังประชาชนมีความผิดในกรณีวีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณและกรณีปลอมลายเซ็นนายสิทธิชัยหรือไม่ ซึ่งความผิดทั้ง 2 กรณีสามารถนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชนได้ทั้งสิ้น


สถานการณ์ของพรรคพลังประชาชนจึงนับว่าง่อนแง่นอย่างยิ่ง แม้จะได้ ส.ส. แบบถล่มทลายก็ตาม แต่


หาก 2 ข้อกล่าวหาที่นำขึ้นเขียงของ กกต. ก็เท่ากับความตายของพรรคพลังประชาชนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อย่างบทเรียนของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่วันนี้ไม่ต่างอะไรกับผีดิบ


ขอขอบคุณ www.dailyworldtoday.com

จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

Saturday, December 15, 2007

กกต.เสื่อม???

ไม่ผิดคาดเท่าไหร่กับมติ “กกต.” ที่ให้ยกคำร้องของสมาพันธ์ประชา ธิปไตย กรณีฟ้อง คมช. ออกเอกสารลับสกัดพรรคพลังประชาชนไม่เป็นธรรม

เพราะก่อนหน้านี้ อภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ก็เล่นออกตัวแต่ไก่โห่ว่า

มติ กกต.ชุดใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเหมือนชุด อนุ กก.สอบ สุพล ยุติธาดา ที่ 7 เสียงลงมติเอกฉันท์ว่า คมช. วางตัวไม่เป็นกลาง แต่ 4 ต่อ 3 เสียง ฝ่าย 4 เห็นว่า คมช. ผิดตามมาตรา 57 ใน รธน. กรณีเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวไม่เป็นกลาง

แต่หลังจากนั้นก็มีหนังสือจาก คมช. ขอให้ทบทวนมติอนุ กก.สอบสวน เป็นข่าวฮือฮาไปทั่วว่า คมช. แทรกแซงองค์กรอิสระยังไงเล่า

มติ กกต.ชุดใหญ่ ที่ออกมาสวนทางชุดเล็กจึงไม่เป็นเรื่องเกินคาด แค่อยากรู้จะหาเหตุผลอ้างอีท่าไหน

กรณีนี้ กกต. มีมติ 4 ต่อ 1 ให้ยกคำร้อง 1 เสียงของ สดศรี สัตยธรรม เห็นว่า กกต. ไม่มีอำนาจพิจารณา

4 เสียงที่เหลือ 2 เสียงบอก แค่วางแผนเท่านั้น ยังไม่มีการปฏิบัติจริง (เอกสง-เอกสาร ยืนยันสั่งยกเลิกปฏิบัติการก็ไม่ต้องมี เพราะ กกต. เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า คมช. เลิก ทำแล้วจริง ๆ)

อีกอย่างที่อ้าง งบประมาณก็ยังไม่ได้จัดให้ จะไปทำได้ไง เรื่องเอกสารลับ คมช. จริงเท็จเมื่อเทียบกับพลังประชาชนก็ไม่ต้องพิสูจน์ เพราะไม่ใช่หน้าที่กกต. ......ต้องอุทาน โอ พระเจ้าจอร์จ

กกต. จะบอกว่า แค่วางแผนฆ่า บังเอิญแผนแตกซะก่อน เมื่อไม่ตาย ก็ไม่ผิด งั้นหรือเนี่ย ???

กกต. ที่เหลืออีก 2 เสียงยก มาตรา 309 ในรัฐธรรมนูญ (ปีศาจคาบไปป์) มาปกป้อง เออ....ก็ถ้าเป็นเช่นนี้ คมช. ก็น่าจะเดินหน้าต่อนะ เพราะได้ “นิรโทษกรรม” อยู่แล้ว ทำไปเลย

แต่นั่นแหละ วิญญูชนพึงตรองดูเถอะ กกต. ยึดหลักเที่ยงธรรม ยุติธรรม แค่ไหน ???

เห็นใจก็แต่ อนุ กก. ที่เหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง ป่านนี้คงชาด้านหมดแล้ว เหนืออื่นใด มติออกมาอย่างนี้มีแต่ส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของกกต. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

ใครจะเชื่อ กกต.ชุดนี้จะทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม และเกิดความเท่าเทียมอีกต่อไป

โดยเฉพาะข่าวเรื่องใบแดง-ใบเหลือง ที่สะพัดว่าเตรียมชักตั้ง 30-40 ใบ สกัดอำนาจเก่า เกิดความน่าเชื่อถืออีกพะเรอเกวียน !!!

แปลกนะ ที “วีซีดีทักษิณ” หรือข้อหาปลอมลายเซ็น กกต. เอาจริงเอาจังทุกประตู มีความพยายามจะให้โยงไปถึงพรรค พปช.ให้ได้ คำก็ยุบพรรค 2 คำก็ยุบพรรค เหมือนตั้งธงแต่ต้น (อีก) แล้ว

บอกได้เลย ยิ่ง กกต. ทำให้คนรู้สึกว่าเอียงกะเท่เร่ เลือกปฏิบัติมากเท่าไหร่

พรรคพลังประชาชนยิ่งจะได้คะแนนสงสารมากขึ้นอีกเท่านั้น !!!

ข้อสำคัญ ความเป็นองค์กรอิสระของ กกต. กำลังถูกตั้งข้อสงสัยอย่างหนักนับจากนี้ ออกมติหรือคำตัดสินอะไรออกมาก็จะไม่ได้รับความเชื่อถือเท่าที่ควร

กกต. กำลังจะทำให้คนเสื่อมศรัทธา เพราะมติเรื่องเอกสารลับ คมช. เป็นต้นเหตุนี่แหละ
.

ดาวประกายพรึก

จาก http://www.dailynews.co.th/