WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 17, 2007

“จารุวรรณ” ฉาว คู่สัญญาสตง.เช่าตึกผัว

ฉาวโฉ่ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ทำซะเอง ควักเงิน สตง. ว่าจ้างบริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ผูกขาดจัดอบรมสัมมนาข้ามปี พบ บริษัทฯ เช่าตึกแถวของ ทรงเกียรติ เมณฑกาสามีคุณหญิงเป็ด แฉบริษัทฯ ไม่มีการขึ้นป้ายและไม่มีคนนั่งทำงานจริง แถมปีเดียวหลังคุณหญิงรีเทิร์น กำไรเฉพาะจากการสัมมนาพรุ่งพรวด 5 เท่า

หนังสือพิมพ์ ประชาทรรศน์ รายวัน ได้รับการร้องเรียนถึงความไม่ชอบมาพากลในแวดวงราชการ ของข้าราชการระดับสูงบางคนอีกแล้ว หลังจากพบว่าการเข้าไปจัดอบรมให้กับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ของบริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ที่มี นางพิไล เปี่ยมพงศ์สานต์ เป็นประธานกรรมการ และ น.ส.ชนิดาภา สุขสะอาด เป็นผู้จัดการ มีประเด็นที่ชวนให้เกิดความสงสัยหลายประการด้วยกัน

โดยบริษัทดังกล่าวได้มีการจัดอบรมให้กับ สตง. ไปแล้ว ประมาณ 9 รุ่น ล่าสุดได้จัดอบรมไปเมื่อ 28 พฤศจิกายน13 ธันวาคม ที่ผ่านมา ที่โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน และยังมีการอบรมต่อเนื่องไปจนถึงปี 2551 ซึ่งผู้ร้องเรียนระบุว่า การจัดอบรมดังกล่าวใช้งบประมาณแผ่นดินส่วนหนึ่ง และงบประมาณจากธนาคารโลกอีกส่วนหนึ่ง โดยการจัดอบรมเกี่ยวกับมาตรฐานการจัดทำบัญชี

โดยมีการกล่าวหาว่าการจัดจ้างบริษัท ออดิตฯ เป็นการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ไม่มีการสอบราคาจากผู้ดำเนินธุรกิจลักษณะเดียวกันรายอื่นด้วย ซึ่งผู้ร้องเรียนตั้งข้อสงสัยว่า มีการจ่ายเงินตอบแทนให้กับผู้ใหญ่บางคนที่มีความใกล้ชิดและช่วยเหลือให้ได้รับงานมูลค่าสูงดังกล่าวด้วยหรือไม่ ทำไมจึงได้บริษัทดังกล่าว

ทั้งนี้ ในงานสัมมนาครั้งล่าสุด มีคุณหญิงจารุวรรณ เป็นประธานเปิดงาน และร่วมถ่ายรูปร่วมกับผู้เข้าร่วมสัมมนา รวมทั้ง นางพิไล เปี่ยมพงศ์สานต์ ประธานกรรมการบริษัท ออดิตฯ ด้วย

ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบบริษัทฯ ก็ยังพบว่ามีที่ตั้งอยู่ที่เลขที่ 29 ซอย 40/1 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ ที่บริเวณข้างเคียงเป็นสถานที่ตั้งโรงพิมพ์กิติวรรณ ของนายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีตามกฎหมายของ คุณหญิงจารุวรรณ ซึ่งบริษัท ออดิตฯ เช่าสถานที่อยู่

ทั้งนี้มีการตั้งข้อสงสัยว่า สัญญาเช่าอาคารดังกล่าว น่าจะกำหนดระยะเวลาในการเช่าไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 คิดค่าตอบแทนการเช่าในอัตราปีละ 52,500 บาท โดยผู้เช่าเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียม ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งหมด โดยไม่มีการวางมัดจำ การจ่ายเงินล่วงหน้า หรือการวางเงินค้ำประกันแต่อย่างใด

จากการตรวจสอบทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในหน่วยเลือกตั้ง 12 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด ซอยจรัญสนิทวงศ์ 40/1 บ้านเลขที่ 29 ในลำดับที่ 343 และ 344 ปรากฏชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 2 คน คือ นายทรงเกียรติ และคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน (คตส.) ที่มีการตั้งขึ้นหลังการรัฐประหารและตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

ประเด็นดังกล่าวได้ถูกตั้งข้อสงสัยถึงความเกี่ยวพันและผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่าง คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่า สตง. ในฐานะผู้ว่าจ้าง บริษัท ออดิตฯ และการที่บริษัทดังกล่าวเช่าอาคารพาณิชย์ของสามีคุณหญิงจารุวรรณ ที่ตัวคุณหญิงเองก็มีชื่ออยู่ในบ้านหลังดังกล่าวด้วย

อีกทั้งจากการไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 29 ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 40/1 ดังกล่าว ไม่พบว่ามีผู้อาศัยอยู่ในบ้าน และไม่พบการขึ้นป้ายบริษัทหรือมีคนทำงานแต่อย่างใด ส่วนตัวคุณหญิงจารุวรรณ เองพบว่าพักอยู่ที่บ้านอีกหลังหนึ่งในย่านประชาชื่น

นอกจากนี้ จากการแสดงงบดุลของ บริษัท ออดิตฯ ยังพบว่าจากปี 2548 ถึงปี 2549 บริษัทฯ มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 6.4 ล้านบาท เป็น 10.9 ล้านบาท

โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นรายได้จากการสัมมนาล้วนๆ จากที่เคยมีรายได้ 1,194,893.45 บาท ในปี 2548 ได้เพิ่มเป็น 5,600,560.76 ในปี 2549 คิดเป็นเงินที่เพิ่มขึ้นกว่า 4.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ได้กลับเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินอีกครั้ง เมื่อ 31 มกราคม 2549

ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็ยังได้ประมาณการรายรับที่จะได้รับจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินในปี 2550 ไว้อีกประมาณ 2.8 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงรายได้ที่ยังคงผูกพันต่อไปถึงปี 2551 อีกด้วย

จาก http://www.prachatouch.com/

อย่าเล่นละครเพลิน


โดย กาหลิบ

พรรคการเมืองใดที่ร่วมกับระบอบรัฐประหาร จะต้องถือว่าไม่ใช่มิตรของประชาธิปไตย การแสดงออกของพรรคการเมืองฝั่งประชาชนก็จะต้องชัดเจน
บังเอิญได้ดูรายการโทรทัศน์ชื่อ "จมูกมด" ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม ก็เลยเกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างขึ้นมาติดหมัด
รายการนี้มีผู้ดำเนินรายการสามคนที่มีความแตกต่างกันมากทั้งความรู้ ความน่ารัก และอคติ ซึ่งก็ช่างเขาเถิด
ประเด็นอยู่ที่แขกรับเชิญในวันนั้น ซึ่งมีสามคนเหมือนกัน และเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองสามพรรคที่กำลังชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือพรรคชาติไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชาชน
ตัวบุคคลคือคุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ คุณกรณ์ จาติกวณิช และคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ตามลำดับ
ผมไม่ได้ดูตั้งแต่ต้น มาเห็นเอาตอนที่คุณวีระศักดิ์กำลังพูด และคุณกรณ์ได้รับเชิญให้พูดเป็นคนต่อมา ส่วนคุณมิ่งขวัญนั่งฟังอย่างเรียบร้อย และเป็นคนเดียวที่ไม่พิงหลัง
กำลังแสดงวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจกันเพลินไปทีเดียว
สิ่งที่น่าสังเกตไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาสาระของการพูด ซึ่งได้คุณภาพตามมาตรฐานของทั้งสามท่าน แต่กลับไปอยู่ที่อากัปกิริยาของแต่ละคนในจอช่อง 7 วันนั้น
เพราะนอกจากจะพูดอย่างเอื้อเฟื้อต่อกันในเชิงนโยบาย ในทำนองที่พรรคชาติไทยก็อ้างผลงานของพรรคพลังประชาชนในสมัยที่เป็นไทยรักไทยมาเริ่มต้นประโยค พรรคประชาธิปัตย์แท้ๆก็ยังพูดถึงพรรคพลังประชาชนอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ผิดกับบรรยากาศที่ผ่านมาอย่างชนิดจำหน้ากันไม่ได้
ระหว่างที่คนหนึ่งพูด อีกสองคนยังพยักหน้าคล้อยตามอย่างสวยงาม เหมือนคนสามคนที่เดินทางมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน หรือกำลังจะเดินไปสู่เป้าหมายปลายทางเดียวกัน
มองเผินๆก็น่าชื่นใจดี หรือถ้าจะพูดอย่างการเมืองแล้วก็เห็นภาพแห่งความสมานฉันท์ขึ้นมาเชียว
คำถามคือภาพเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่
และถ้าเป็นความจริง นี่คือสิ่งที่ควรเป็นหรือไม่ในขณะนี้
ไปถามคนร้อยคนก็คงจะได้คำตอบเดียวกันว่าความสมานฉันท์เป็นของที่ดีและมีคุณค่าสูง สมควรจะส่งเสริมกันให้มาก
กิริยาอาการอย่างในวันนั้นก็น่าจะได้รับการสนับสนุนให้แสดงออกกันมากๆ เพื่อประเทศไทยจะได้หลุดออกจากวงจรแห่งความขัดแย้งเสียที
แต่นั่นคือความหวังในสถานการณ์ปรกติ
ครับ ถ้าการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ไม่ได้เริ่มต้นจากยุทธการ "ยึดเมือง" ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่มีการใช้อำนาจของตุลาการเข้ามา "แก้ปัญหา" ในฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ไม่มีการวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ไม่เกิดการจำคุกกรรมการการเลือกตั้งทั้งสามคน จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชนทิ้ง
การพยักหน้ารับกันเป็นระวิงและการพูดกันอย่างเอื้อเฟื้อในรายการ "จมูกมด" ในวันนั้นจะเป็นพฤติกรรมที่สมควรและน่ายกย่องเป็นที่สุด
น่าเสียดายว่าสถานการณ์จริงมันมิได้เป็นเช่นนั้น
ก่อนจะ "สมานฉันท์" กันได้ใหม่ประเทศไทยจะต้องยอมตัวเดินผ่านกระบวนการอันเจ็บปวดและเรียนรู้จากความผิดพลาดเสียก่อน
ความผิดพลาดฉกาจฉกรรจ์ที่สุดคือการปฏิเสธโดยสิ้นเชิง และไม่ยอมรับเลยว่าประชาชนเป็นผู้ร่วมถือหุ้นในประเทศนี้ร่วมกับมหาอำมาตย์ทั้งหลายด้วย เมื่อมีความขัดแย้งกับรัฐบาลที่ผู้คนเขาเลือกตั้งขึ้นมา จึงได้ใช้วิธีการตบต่อยทุบตีและกระทืบระบอบประชาธิปไตยจนแทบจมธรณี
การรัฐประหารไม่ได้เกิดขึ้นจากผู้บัญชาการกองทัพโง่ๆหรอกครับ แต่เกิดขึ้นจากอำนาจอันล้นพ้นอย่างที่เขาเรียกกันว่า absolute power
ต้นเหตุของปัญหาอยู่ตรงไหนต้องแก้ที่ตรงนั้นก่อน ไม่ใช่เห็นผลโพลแล้วก็ตัดสินใจแสร้งลืมความหลังอันเจ็บปวดโดยไม่เยียวยาแก้ไข เล่นละครใส่กันเสียเลยง่ายกว่า
พรรคการเมืองใดที่ร่วมกับระบอบรัฐประหารจะต้องถือว่าไม่ใช่มิตรของประชาธิปไตย และการแสดงออกของพรรคการเมืองฝั่งประชาชนก็จะต้องชัดเจน
พรรคการเมืองที่เกาะกิ่งไม้สายทหารก็ไม่ควรชำเลืองแลหรือทอดสะพานมาทางประชาชนในขณะนี้ เพราะมันสายเกินไปแล้ว
ลัทธิ "ไม่เป็นไร" อย่างมักง่าย ไม่ยอมรับความจริง และไม่รับผิดชอบ ทำให้ไทยด้อยพัฒนามาหลายร้อยปีแล้วนะครับ.--จบ-

คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

‘ทักษิณ'ให้สัมภาษณ์พิเศษ‘ประชาทรรศน์'ปลื้มพปช. เพื่อนแท้


.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ ผ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ที่ประเทศฮ่องกงเมื่อไม่นานมานี้ โดยเนื่อหาสำคัญส่วนหนึ่งได้กล่าวยอมรับว่า การรัฐประหารที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความผิดพลาดของตน ที่ทุ่มเทกับการบริหารประเทศมากกว่าการบริหารงานการเมืองกับกลุ่มการเมืองกลุ่มต่าง ๆ จนกระทั่งทำให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นในที่สุด

พ.ต.ท.ทักษิณยังกล่าวยอมรับว่า ตนเองเตรียมเดินทางกลับมาประเทศไทยโดยอยากกลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุข และไม่เคยคิดแค้นใคร นอกจากนี้ ยังฝากขอบคุณเพื่อนแท้ กลุ่มต่าง ๆ ที่ไม่เคยทิ้งกันหลังจากที่ตนต้องประสบชะตากรรม ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ โดยเพื่อนแท้ดังกล่าว คือ กลุ่มพรรคพลังประชาชน หรือพปช.ส่วนอนาคตการเมืองนั้น ไม่คิดหวนกลับมาเล่นการเมืองอย่างเด็ดขาด โดยจะให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานทางการเมืองแทน แต่ตนจะให้เพียงคำแนะนำ ถ้าหากคนรุ่นใหม่ต้องการ

สำหรับหนังสือประชาทรรศน์ บทสัมภาษณ์พิเศษนี้ จะมีการเผยแพร่ ในวันที่ 21 ธ.ค.ซึ่งจะเป็นวันที่พรรคพลังประชาชน มีการเปิดปราศรัยใหญ่ในกทม. และจะมีการประกาศวาระ เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมเดินทางกลับประเทศ


จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

Sunday, December 16, 2007

สมัคร โจมตีอดีต กก.บริหารพรรค ทรท.ทิ้ง พ.ต.ท.ทักษิณ

หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวปราศรัยโจมตี “สมคิด-สุรเกียรติ์” ทิ้งอดีตนายกรัฐมนตรี โจมตีพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่อ้างจะนำ “พ.ต.ท.ทักษิณ” กลับประเทศ





นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พร้อมด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้สมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วน ขึ้นเวทีปราศรัยในเขต อ.เมือง จ.หนองคาย บริเวณไทย-อินโดจีน คอลเลจ ในช่วงบ่ายวันนี้ (16 ธ.ค.) โดยนายสมัคร ยังคงชี้แจงถึงผลงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคพลังประชาชน จะเข้ามาต่อยอดในนโยบายต่าง ๆ และขอเสียงสนับสนุนเกิน 241 เสียง นอกจากนี้ ยังตำหนิอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยบางคนที่ทอดทิ้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถูกปฏิวัติ และต้องอยู่ต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ไปอยู่พรรคฝั่งตรงข้าม และเอาตัวออกห่าง ทั้งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ที่เป็นนักวิชาการ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ช่วยปั้นจนมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ไม่ยอมกลับมาช่วยพรรคทำงาน อย่างไรก็ตาม การปราศรัยหาเสียงได้รับความสนใจจากประชาชนหลายพันคน ซึ่งนายสมัคร ได้ชี้แจงแนวทางและนโยบายของพรรคที่จะนำมาใช้ช่วยเหลือประชาชนระดับรากหญ้า

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ความไว้วางใจพรรคพลังประชาชนเพียงพรรคเดียว ที่จะนำพ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาสู้คดีในประเทศ ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดินที่กล่าวอ้างระหว่างปราศรัยให้เลือกผู้สมัครที่จะช่วยเอา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง และอย่าไปหลงเชื่อ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ความไว้วางใจพลังประชาชนเพียงพรรคเดียว




จาก http://www.innnews.co.th/

กกต.ระบุบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าจัดเก็บเรียบร้อยแล้ว

บัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด ถูกจัดส่งไปเก็บไว้ที่บริษัทไปรษณีย์ไทยแล้ว ก่อนจะจัดส่งไปยังจังหวัดต่างๆในวันที่ 21 ธันวาคมนี้ ขณะที่บัตรเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนำไปเก็บไว้ที่สถานีตำรวจและที่ทำการเขต โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

วันนี้ (16 ธ.ค.) นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. เดินทางมาตรวจเยี่ยมความพร้อมของการขนย้ายบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งแบ่งออกเป็นบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด และบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง หลังการปิดหีบบัตรเลือกตั้งในเวลา 17.00 น. ที่ทำการเขตหลักสี่ สำหรับบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดนั้น เจ้าหน้าที่บริษัทไปษณีย์ไทยจัดรถมาขนย้ายบัตรเลือกตั้งไปเก็บไว้ที่บริษัทไปรษณีย์ไทย ก่อนจัดส่งไปยังจังหวัดต่างๆในวันที่ 21 ธันวาคม ส่วนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง มีเจ้าหน้าตำรวจนำรถมารับบัตรเลือกตั้งไปเก็บไว้ที่สถานีตำรวจ และอีกส่วนหนึ่งจะเก็บไว้ที่ทำการเขต ขณะที่มาตรการรักษาความปลอดภัยนั้นจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันข้อครหาที่อาจจะเกิดขึ้น

พล.อ.เรืองโรจน์ โวยข้าราชการไม่เป็นกลาง


ดอนเมือง 16 ธ.ค.- รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เผยมีข้าราชการ จ.เชียงราย วางตัวไม่เป็นกลาง ตั้งด่านตรวจ ไม่ให้ประชาชนมาฟังการปราศรัย และสั่งห้ามไม่ให้เลือกพรรคพลังประชาชน เชื่อทหารไม่ยุ่งการเมือง หากพรรคได้จัดตั้งรัฐบาล

พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ปราศรัยใน จ.เชียงราย เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ได้เห็นความไม่เป็นธรรมของข้าราชการ มีบุคคลในเครื่องแบบตั้งด่านหัวท้ายปิดทางเข้า เพื่อให้คนมาฟังการปราศรัยของพรรคเดินทางไม่สะดวก ทำให้มองเห็นว่าข้าราชการไม่มีความเป็นกลาง จริง ๆ แล้วผู้บังคับบัญชาระดับสูงทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพ หรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้บอกให้ข้าราชการทั้งหมดวางตัวเป็นกลาง แต่ก็ยังมีคนแอบสั่ง-ใช้ผู้ใต้บังคับบัญชา ไปทำในสิ่งที่ไม่เป็นกลางขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ไม่ใช่ทุกพื้นที่ มีเพียงบางจุดเท่านั้น

รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ในภาวการณ์ขณะนี้ บรรยากาศการเลือกตั้งกำลังไปได้ดี เพราะอีกไม่กี่วันจะถึงวันเลือกตั้ง น่าจะปล่อยให้การเลือกตั้งเป็นไปในรูปแบบประชาธิปไตย ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่สมควรใช้อำนาจรัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวการเลือกตั้ง เมื่อถามว่ามีข้อมูลชัดเจนหรือไม่ว่ามีการสั่งให้ข้าราชการเลือกพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าวว่า มีน้องทหารมาเล่าให้ฟังว่ามีการแอบสั่งการว่าอย่าเลือกพรรคพลังประชาชน ให้เลือกพรรคอื่น เรื่องนี้มีแน่นอน แต่อย่าให้เอ่ยชื่อว่าเป็นพรรคใด อย่างไรก็ตาม คงไม่ทำหนังสือแจ้งใครอย่างเป็นทางการ เพราะเชื่อว่าคงทำอะไรไม่ได้ เพียงแต่อยากบอกผ่านสื่อเท่านั้น

ต่อข้อถามว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามเอกสารลับของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) หรือไม่ พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นทุกพื้นที่ ทำบางพื้นที่เท่านั้น เมื่อถามว่าถ้าพลังประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะมีความเคลื่อนไหวจากทหารหรือไม่ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า พรรคไม่มีนโยบายแก้แค้น เรามุ่งหน้าแก้ปัญหาให้กับประเทศ ถ้ามัวแต่เคียดแค้นไม่ดี เราต้องปรองดอง ตนเชื่อว่าทหารจะไม่เคลื่อนไหว เอาอำนาจมาใช้ในทางไม่ถูกต้อง.-สำนักข่าวไทย

ที่มา : สำนักข่าวไทย

พปช.เตรียมเปิดแคมเปญหาเสียงเน้นให้ประชาชนเลือกเกินครึ่ง


กรุงเทพฯ 16 ธ.ค.– พรรคพลังประชาชน เตรียมเปิดเคมเปญใหม่ช่วงสุดท้าย เน้น “ประชาชนเลือกเกินครึ่ง” แต่หากยังไม่มีเสถียรภาพเพียงพอ พร้อมเชิญพรรคอื่นเข้ามาร่วม ยืนยันพร้อมทำงานกับทุกพรรค มั่นใจพรรคไม่โดนใบเหลือง-ใบแดง

ที่พรรคพลังประชาชน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน แถลงว่าในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง พรรคจะเปิดเคมเปญการเมืองช่วงสุดท้าย โดยจะนำเสนอข้อมูลหลายรูปแบบให้ประชาชนได้ตัดสินใจในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ มีการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตลอดทั้งสัปดาห์ ในข้อความ 3 ส่วน คือ "เลือกเกินครึ่ง เศรษฐกิจฟื้นแน่" "หมดเวลาทะเลาะกัน" "เลือกพรรคพลังประชาชนเกินครึ่ง เศรษฐกิจฟื้นแน่" นอกจากนี้ ในส่วนของป้ายริมถนน จะทำเป็นกระดาษปิดทับป้ายโฆษณาเดิมของพรรค เพื่อได้นำเสนอข่าวสารในช่วงสุดท้าย ในส่วนของป้ายเดิมที่ปิดตั้งไว้แล้ว เช่น บอกว่าใครมีนโยบายดี ๆ ก็พูดได้ แต่คนที่พูดทำได้จริงคืนคนที่อยู่ในพรรคพลังประชาชน ซึ่งจะนำป้ายใหม่ไปปิดว่า "หมดเวลาแล้วที่เราจะทะเลาะกัน ขอให้เลือกเกินครึ่ง"

เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า สำหรับที่มาของเคมเปญโค้งสุดท้ายดังกล่าว คำว่า "หมดเวลาทะเลาะกัน" เพราะเราตระหนักดีว่าวันนี้ประเทศบอบช้ำ พรรคการเมืองและนักการเมือง ทุก ๆ ฝ่ายจำเป็นอย่างยิ่งต้องหันหน้ามาเน้นเรื่องความสามัคคี ความปรองดอง จะต้องไม่ทะเลาะกันอีก ส่วนที่เน้นให้เลือกเกินครึ่ง เพราะวันนี้เริ่มมีการพูดลักษณะที่ว่า แม้ไม่ได้เสียงไว้วางใจจากประชาชนมากเป็นอันดับ 1 ก็ยังพยายามจับมือรวมกันหลาย ๆ พรรค เพื่อแย่งกันจัดตั้งรัฐบาล เราจะเห็นบรรยากาศเก่า ๆ กลับมาอีก ดังนั้น เพื่อให้ประชาธิปไตยก้าวหน้าอย่างเข้มแข็งและมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้เสียงจากประชาชนเป็นจำนวนมากพอ เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลได้ดำเนินการไปอย่างชัดเจนและเปิดเผยและไม่มีการต่อรองอะไรทั้งสิ้น

"หากประชาชนเห็นว่า พรรคพลังประชาชน มีความรู้ความสามารถในการกู้วิกฤติเศรษฐกิจ พรรคพลังประชาชนจึงเสนอต่อประชาชนว่า ให้พิจาราณาผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน เลือกยกทีมให้เกินครึ่งเพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลเพื่อให้สมเจตนารมณ์ของประชาชน เพราะเราเชื่อว่าเรามีทีมงานที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นขึ้นอย่างแน่นอน" นพ.สุรพงษ์ กล่าวและว่า พรรคไม่ได้คิดว่าจะเป็นรัฐบาลเพียงพรรคเดียว เพราะเสถียรภาพของรัฐบาลในการแก้ปัญหาประเทศเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น หากพรรคได้ ส.ส. 241-242 เสียง ก็ต้องร่วมมือกับพรรคอื่นในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป แต่หากได้เสียงจำนวนมากจนมีเสถียรภาพเพียงพอ คงไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีพรรคอื่นร่วมรัฐบาล เพราะไม่อยากให้มีภาวะที่เรียกว่ามีเสียงข้างมากจนถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา

เมื่อถามว่า พรรคพลังประชาชนจะจับมือกับพรรคใด นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยอย่างเป็นทางการ เพราะเวลาที่เหลือจะทุ่มเทรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพรรคได้บอกตลอดว่า มีนโยบายที่สามารถทำงานร่วมกันได้ ไม่มีการตั้งเป็นข้อจำกัด ยืนยันว่าพร้อมทำงานกับทุกพรรคการเมือง

เมื่อถามอีกว่า เป็นห่วงเรื่องใบเหลืองใบแดงหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ทางกรรมการบริหารพรรคได้ออกข้อห้าม 45 ข้อ เพื่อให้ผู้สมัครได้ถือปฏิบัติอย่างเข้มงวดและได้มีการกำชับมาตลอด ดังนั้น เรื่องใบเหลืองใบแดง เราประมาณว่าไม่น่าจะมี ถ้ามีก็น้อย เพราะผู้สมัครได้ดำเนินการอย่างระมัดระวัง

ต่อข้อถามที่ว่า พรรคชาติไทยมีแนวนโยบายไม่ร่วมกับพรรคพลังประชาชน นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้จะเรียกว่าเป็นกุศโลบายหาเสียงโค้งสุดท้ายเพราะทุกพรรคการเมืองก็พยายามหาเสียง เพื่อเรียกร้องให้ประชาชนไว้วางใจพรรคของตัวเองมากที่สุด ดังนั้น ท่าทีต่าง ๆ ก็ปรับเปลี่ยนไปว่า ถ้าหากประชาชนมีมติออกมาอย่างไร เชื่อว่าพรรคการเมืองคงดำเนินการตามมติที่ประชาชนออกมา ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา ตนเคยทำงานกับผู้บริหารของพรรคชาติไทยในรัฐบาลชุดก่อน ก็เห็นได้ว่าผู้บริหารของพรรคก็เป็นผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพและมีอุดมการณ์ทำงาน เชื่อว่าทุกพรรคก็จะมีคนดี ตั้งใจ มุ่งมั่น

เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวด้วยว่า ในการปราศรัยใหญ่วันที่ 21 ธันวาคม ที่ท้องสนามหลวง เวลา 16.00 น. จะมีทีมปราศรัยครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อนำเสนอแนวทางให้ประชาชนได้พิจารณา ส่วนวันที่ 20 ธันวาคม เวลา 13.00 – 16.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค จะไปพูดถึงนโยบายเรื่องระบบจราจร ที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบทีดีทีซี ดิเอ็มโพเรียม ชั้น 6.-สำนักข่าวไท


ที่มา : สำนักข่าวไทย

สมัคร ระบุแม้เสียงเกินครึ่ง ยังต้องเชิญพรรคอื่นร่วมรัฐบาล


หนองคาย 16 ธ.ค. – “สมัคร สุนทรเวช” นำทีมปราศรัยช่วยลูกพรรคที่ จ.หนองคาย ยืนยันแม้ได้เสียงเกินครึ่ง ยังต้องเชิญพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาล เพื่อให้มีเสถียรภาพ เตือนข้าราชการให้วางตัวเป็นกลาง เพราะรัฐบาล-คมช.ใกล้หมดวาระแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.หนองคาย ว่าในช่วงเช้าวันนี้ (16 ธ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พร้อมด้วยแกนนำพรรค อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้เดินทางมาปราศรัยหาเสียงช่วยลูกพรรคที่วัดผดุงสุข อ.โพนพิสัย โดยมีประชาชนจำนวนหลายพันคนมาร่วมรับฟัง ซึ่งนายสมัครยังคงชี้แจงถึงผลกระทบที่เกิดจากการทำปฏิวัติ โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นกับประชาชน ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ อีกทั้งยังระบุว่า ในการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เมื่อวานนี้ (15 ธ.ค.) ก็ถูกประชาชนโห่ไล่

นายสมัครยังให้สัมภาษณ์ถึงการรณรงค์หาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย ที่เรียกร้องให้ประชาชนเลือก ส.ส.พลังประชาชนเกินกึ่งหนึ่ง เพื่อไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจว่า แม้พรรคจะได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่ก็จะเชิญพรรคอื่นเข้ามาร่วมรัฐบาลด้วย เพราะแม้เสียงเกินครึ่งก็ยังเสียวอยู่ แต่ถ้าให้ได้ถึง 300 เสียงก็ดี

หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยังกล่าวถึงความห่วงใยต่อกระแสข่าวการสร้างความวุ่นวายก่อนการเลือกตั้งว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้ไม่ควรออกมาพูดในที่สาธารณะ เพราะข่าวที่ออกมาทำให้พรรคการเมืองหวั่นไหว แต่ในส่วนของพรรคพลังประชาชนไม่หวั่นไหว เพราะไม่ต้องไปตอบแทนบุญคุณใคร

ส่วนการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวานนี้ (15 ธ.ค.) ที่มีทหารออกมาใช้สิทธิจำนวนมากนั้น นายสมัคร กล่าวว่า รู้สึกวิตกกังวล เพราะผู้ที่ไม่ไปแจ้งขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าก็สามารถไปลงคะแนนได้ นอกจากนี้ ยังเป็นห่วงเรื่องของหีบบัตร จะไปเก็บไว้ที่ไหน ใครจะเป็นผู้ดูแล เพราะหากมีการเล่นสกปรกจะทำอย่างไร แต่ก็ยังเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของ กกต.ทั้ง 5 คน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวมีใบสั่งให้ทหารไปลงคะแนนให้บางพรรค นายสมัคร กล่าวว่า ทราบข่าวดังกล่าว แต่ไม่มีข้อมูลยืนยันในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมั่นใจว่าพรรคพลังประชาชนจะชนะการเลือกตั้ง เพราะมีข่าวรั่วออกมาก่อน ดังนั้น ใครที่คิดเรื่องนี้ก็ต้องเลิก และขอบคุณ กกต.ที่ใจแข็ง ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในวันที่ 23 ธันวาคม

เมื่อถามอีกว่า เป็นห่วงว่าจะมีใบสั่งจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) หรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า ห่วง แต่ไปร้องทุกข์ไม่ได้ ซึ่งในการดูแลการเลือกตั้ง ข้าราชการต้องวางตัวเป็นกลาง นายอำเภอแต่ละอำเภอทำอะไรก็ต้องอยู่ตรงกลาง ปล่อยให้ขบวนการเลือกตั้งเป็นไปตามปกติ เพราะทั้ง คมช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รวมทั้งรัฐบาล ใกล้หมดวาระลงแล้ว. -สำนักข่าวไทย

ที่มา : สำนักข่าวไทย

เลขาฯ กกต.ดูความเรียบร้อยปิดหีบเลือกตั้งล่วงหน้า


กรุงเทพฯ 16 ธ.ค.- “สุทธิพล” ตรวจดูความเรียบร้อยการคัดแยกขนส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า หลังปิดหีบ มั่นใจมีการรักษาความปลอดภัย จนถึงวันนับคะแนน

เมื่อเวลา 17.30 น. นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เดินทางไปสังเกตการณ์การปิดหีบและคัดแยกเพื่อขนส่งบัตรลงคะแนนการเลือกตั้งล่วงหน้า ภายในเขตจังหวัดและภายนอกเขตจังหวัด ที่ทำการสำนักงานเขตหลักสี่ จากนั้นได้เดินทางไปดูความเรียบร้อยในการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งลงคะแนนในเขตจังหวัด ซึ่งส่งไปเก็บไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง และเดินทางไปดูการจัดเก็บและคัดแยกบัตรลงคะแนนนอกเขตจังหวัดที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย ถนนแจ้งวัฒนะ

นายสุทธิพล กล่าวว่า สำหรับการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งในเขตจังหวัด จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนบัตรเลือกตั้งนอกเขตจังหวัดทุกเขตเลือกตั้งจะส่งบัตรมารวมกันที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จากนั้นเจ้าหน้าที่จะคัดแยกและส่งไปยังเขตเลือกตั้งจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อนับคะแนนในวันที่ 23 ธ.ค. หลังจากปิดหีบเลือกตั้งแล้ว ทั้งนี้ บริษัทไปรษณีย์ไทย จะเริ่มทยอยส่งบัตรเลือกตั้งนอกเขต ออกไปยังเขตจังหวัดต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. โดยในรถที่ใช้ส่งบัตรเลือกตั้ง จะมีกรรมการกลางที่แต่งตั้งโดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย 2 คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 คน เดินทางไปส่งไปรษณีย์บัตรจนถึงเขตจังหวัดนั้น ๆ จึงมั่นใจว่าจะมีความปลอดภัย.-สำนักข่าวไทย



ที่มา : สำนักข่าวไทย

'คนจนกระอัก!!! ทำบัตรประชาชนเสีย 500 บาท'


ข่าว รายงาน รัฐมนตรีเตรียมแก้ไขกฎหมาย บัตรประชาชน ตั้งแต่เกิดก็ต้องทำบัตร กำหนดสิทธิและหน้าที่ไว้ใน บัตรประชาชน ขณะที่มีรายงานว่าคนจนโวยแน่หากเรียกเก็บค่าออก บัตรประชาชน ใหม่หรือเปลี่ยนบัตรใบละ 500 บาท

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล วาระหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ที่ประชุมเห็นชอบร่างแก้ไข พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่...) พ.ศ....โดยเหตุผล ในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ ิดังกล่าวระบุว่า เป็นการสมควรกำหนดให้ผู้มีสัญชาติไทยทุกคนต้องมี ีบัตรประจำตัวประชาชนตั้งแต่เกิด ไว้ใช้แสดงตนเพื่อประโยชน์ ในการเข้ารับบริการสาธารณะของรัฐ และปรับปรุงรายการ รวมทั้งหลักเกณฑ์ ์และวิธีการออกบัตร เพื่อให้สอดคล้องกับ การที่รัฐจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริการประชาชน ในด้านต่างๆ ผ่านทางบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อประโยชน์ของ ผู้ถือบัตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจะต้องผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัต ิแห่งชาติ ต่อไป ซึ่งก็มีประเด็นที่น่าสังเกตว่า กฎหมายนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนที่ยากจน กล่าวคือ ในส่วนของการเก็บค่าธรรมเนียมที่ร่างดังกล่าวระบุว่า

1. การออกบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตร เสียค่าธรรมเนียมฉบับละ 500 บาท

2. การออกใบแทนใบรับ ฉบับละ 100 บาท

3.การขอคัดและรับรองสำเนาข้อมูลเกี่ยวกับบัตร ฉบับละ 50 บาท

นายไชยา ยิ้มวิไล โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ร่าง พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน กำหนดให้ผู้มีสัญชาติไทยทุกคนต้องมีบัตร และแก้ระยะเวลาการขอมีบัตร อายุของบัตรและเงื่อนไขในการขยาย เวลาการขอมีบัตร ขอมีบัตรใหม่หรือขอเปลี่ยนบัตร กำหนดตัวบุคคลมีหน้าที่ยื่นคำขอมีบัตร ขอมีบัตรใหม่ หรือขอเปลี่ยนบัตรให้แก่ผู้มีอายุไม่ถึง 15 ปี และกำหนดความผิดของบุคคลที่ไม่ทำหน้าที่จนพ้นกำหนดระยะเวลา ยื่นคำขอ นอกจากนี้การแก้ไขรายการในบัตร และกำหนดให้บัตรอาจมีหน่วยความจำเพื่อบันทึกข้อมูลของผู้ถือบัตร และเงื่อนไขในการเปิดเผยข้อมูล กำหนดเงื่อนไขการขอตรวจหลักฐาน รายการหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับบัตร ของผู้มีส่วน ได้เสีย เป็นต้น

โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ประชาชนผู้มีสัญชาติไทยย่อมได้รับสิทธิในการมีบัตรประจำตัว ประชาชน ตั้งแต่แรกเกิด โดยใช้ลายนิ้วมืออันเป็นลักษณะประจำตัวบุคคลเป็นหลัก และจะต้องต่ออายุบัตรทุก 10 ปี





จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php