WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 17, 2007

คมช.เร่ง "ทักษิณ" กลับไทยสู้คดี


รักษาการณ์ประธาน คมช. ไม่ห่วง "พ.ต.ท.ทักษิณ"กลับไทยเดือน ก.พ. ระบุ อยากให้กลับเร็วกว่านั้นเพื่อสู้คดีความต่างๆ เชื่อไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ รักษาการณ์ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) กล่าวถึงกรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ว่า ไม่รู้สึกเป็นห่วงเรื่องดังกล่าว เพราะความจริงแล้วอยากให้กลับมาเร็วกว่านั้น ควรจะมาต่อสู้คดีต่าง ๆ ที่ศาลสถิตยุติธรรมของประเทศได้มีข้อกล่าวหาไว้ ซึ่งจริงๆๆแล้วควรที่จะต้องมาก่อนหน้านั้น

ส่วนที่พ.ต.ท.ทักษิณห่วงเรื่องความปลอดภัย พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่าเป็นภาระหน้าที่ของทางตำรวจที่ต้องดูแล
“ความจริงท่านเองต้องรู้อยู่แล้วว่าใครจะเข้ามา เพราะท่านเป็นตำรวจเก่า ทุกคนต้องได้รับการดูแลให้เกิดความปลอดภัย ถ้ามาคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คงไม่มีใครอยากจะไปทำอะไรหรอก”พล.อ.อ.ชลิต

จาก : โพสต์ ทูเดย์

"ทักษิณ" ปักหลักฮ่องกง-ติดตามสถานการณ์เลือกตั้ง


พรรคพลังประชาชน ขายฝันตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว ปี 51 ประมาณ 1 ล้านล้านบาท พร้อมตั้งธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว เผย "ทักษิณ" เตรียมปักหลัก ฮ่องกง จับตาเลือกตั้ง 19-20 ธ.ค. นี้

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน และประธานคณะทำงานนโยบาย แถลงนโยบายเพื่อสร้างรายได้ เข้าประเทศของพรรคพลังประชาชน ว่า พรรคตั้งเป้าเพิ่มรายได้ด้านการท่องเที่ยวในปี 2551 ประมาณ 1 ล้านล้านบาท โดยจะประกาศให้ปี2551-2552 เป็นปีท่องเที่ยว พร้อมกับเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและประกาศความพร้อมของไทย ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อนำรายได้มากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มนักท่องเที่ยวจาก 14 ล้านคนเป็น 20 ล้านคน นอกจากนี้พรรคพลังประชาชนได้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวใหม่พัฒนาศักยภาพในทุกภาค

นายนพดล กล่าวว่า ทั้งนี้ในวันที่ 19 - 20 ธ.ค.พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาประเทศแถบเอเชีย ซึ่งอาจเป็นประเทศฮ่องกง เพื่อจะมาติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งและฟังการปราศรัยพรรคพลังประชาชนวันที่ 21 ธันวาคม โดยเฉพาะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคระบุว่าในวันปราศรัยใหญ่ของพรรคที่ท้องสนามหลวงวันที่ 21 ธ.ค.จะบอกว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับเข้ามาวันใด


ด้านนายสำราญ ภูวอนันตานนท์ กล่าวว่า หากพรรคพลังประชาชนได้รับเลือกเป็นรัฐบาลจะผลักดัน1.ตั้งธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว(Tourism Bank) เพื่อให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก พัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน และจะจัดทำให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ 2.จัดตั้งกองทุนเพื่อการท่องเที่ยว(Tourism Fund) โดยจะเสนอให้มีการลดภาษีให้กับผู้ที่ซื้อหน่วยลงทุนจากกองทุนเพื่อการท่องเที่ยวโดยนำเงินที่ได้ไปใช้สนับสนุนองค์กรท่องเที่ยวต่างๆระดับประเทศ 3.จะให้ธนาคารของรัฐจัดตั้งหน่วยงานสนับสนุนทางด้านการท่องเที่ยว


นายปลอดประสพ สุรัสวดี กล่าวว่า จะทำให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจการท่องเที่ยว คนไทยในอีก4ปีข้างหน้าคน64ล้านคนจะเป็นเศรษฐี ทุกคนจะมีรายได้เพิ่มจากการท่องเที่ยวรายละ7 หมื่นบาท ในอีก4ปี ก็จะมีรายได้ 4 ล้านล้านบาท โดยจะกำหนดยุทธศาสตร์และพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทุกภาค พร้อมกับพัฒนาเมืองชายทะเลด้านอ่าวไทยตั้งแต่จ.ตราด-สุราษฎร์ธานี ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกเหมือนเช่นเมืองนีซ ฝรั่งเศส และจะพัฒนาชายหาดการท่องเที่ยวที่ปัจจุบันใช้พื้นที่เพียง 500 กม.ให้เป็น 2500 กม. จะสร้างสถาบันดำน้ำของประเทศ นอกจากนี้ยังพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับโลกให้มาท่องเที่ยวและพักเมืองไทยในระยะยาว ตามโครงการเที่ยวไทยอยู่นานเหมือนบ้านที่ทั้งนี้สิ่งที่พูดอาจดูเหมือนโม้แต่ทั้งหมดทำได้ ถ้าไม่เชื่อลองเลือกพรรคพลังประชาชน


จาก โพสต์ ทูเดย์

พปช.อัดโฆษณาผ่านสื่อ เลือกเกินครึ่งศก.ฟื้นแน่

พรรคพลังประชาชน ซื้อพื้นที่สื่อ อัดแคมเปญโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง ขอให้ประชาชนเลือก ส.ส.พรรคเกินครึ่ง คุยทำเศรษฐกิจฟื้นแน่

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน แถลงถึงยุทธศาสตร์การรณรงค์หาเสียงการเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้ายของพรรคพลังประชาชนว่า พรรคจะเพิ่มการนำเสนอข้อมูลให้ประชาชนได้ตัดสินใจ โดยจะลงโฆษณาทางหน้าหนังสือพิมพ์ต่อเนื่องไปตลอดสัปดาห์ ระบุข้อความ "หมดเวลาทะเลาะกัน เลือกเกินครึ่ง เศรษฐกิจฟื้นแน่" อีกส่วนหนึ่งคือ ป้ายหาเสียงของพรรคที่ติดไว้ตามท้องถนนต่างๆ ก็จะมีป้ายเนื้อหาใหม่ไปปิดทับของเดิม เพื่อเสนอข่าวสารในช่วงโค้งสุดท้าย โดยมีเนื้อหา หมดเวลาแล้วที่จะทะเลาะกัน ขอให้เลือกพรรคพลังประชาชนเกินครึ่ง

"ถ้าเราจะเข้าไปทำหน้าที่ หนทางเดียวคือทางพรรคต้องได้เสียงเกินครึ่งและทำให้การแย่งชิงการจัดตั้งรัฐบาลไม่เกิดขึ้น แต่พรรคเองก็ไม่คิดว่าจะเป็นรัฐบาลเพียงพรรคเดียว เพราะเสถียรภาพของประเทศในการกู้วิกฤติเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญ ถ้ารัฐบาลมีความเข้มแข็ง มี ส.ส.ให้การสนับสนุนเรื่องนโยบายรัฐบาลเพียงพอ การแก้ไขปัญหาก็มากยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าเราได้ 241-242 เสียง แน่นอนว่าคงต้องรวมกับพรรคการเมืองอื่นจัดตั้งรัฐบาล ขณะเดียวกัน เราก็ไม่อยากให้เกิดภาวะที่ว่ามีเสียงข้างมากที่เกรงว่าจะเกิดเผด็จการรัฐสภา แต่เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ก็จะมีพรรคการเมืองได้รับเสียงจำนวนมาก โอกาสจะมีรัฐบาลพรรคเดียวก็มีได้ แต่คงไม่มากนัก" นพ.สุรพงษ์ กล่าว

จาก http://www.komchadluek.net/

ยุบพรรคพลังประชาชน

เมื่อนักการเมืองอย่าง บรรหาร ศิลปอาชา กับ สนั่น ขจรประศาสน์ ออกมาเร่งกระบวนการยุบพรรคพลังประชาชนด้วยตนเอง จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและจะมองข้ามไปไม่ได้เลย เพราะ คน 2 คนนี้เคยทำให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ล้มเหลว และเป็นโมฆะมาแล้ว

การเรียกร้อง กดดัน และจี้ให้ กกต. ลงมือยุบพรรคพลังประชาชนด้วยช่องทางพิเศษ ไม่ต้องเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย และมีเป้าหมายว่าต้องยุบให้ได้ก่อนวันเลือกตั้ง 23 ธันวาคม จะมาถึง แสดงให้เห็นถึง อาการร้อนรน ลุกลี้ลุกลน และอาการหวาดกลัวของคนแก่ 2 คนนี้ ไปพร้อมๆ กัน

กระบวนการยุบพรรคการเมืองตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ก็คือ กกต. ต้องตรวจสอบเรื่องที่ถูกร้องหรือพบว่าเข้าข่ายมีความผิด แล้วลงมติ หาก กกต. เห็นเป็นเอกฉันท์ว่าสมควรยุบ ก็ต้องทำสำนวนเสนอไปให้อัยการสูงสุดพิจารณา หากอัยการไม่เห็นด้วยก็ส่งคืน หากอัยการเห็นด้วยก็ส่งสำนวนคำร้องยุบพรรคไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล หากศาลเห็นว่ามีความผิดตามคำร้องก็สั่งยุบพรรค หากศาลเห็นว่าไม่มีความผิดก็ยกคำร้อง

ขั้นตอนตามกฎหมายต้องเป็นไปอย่างนี้ และในแต่ละขั้น ตั้งแต่ชั้น กกต. อัยการ และศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องมีการสอบผู้กล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหา พยานทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร ซึ่งกว่าจะมีข้อสรุปในแต่ละชั้นก็ต้องใช้เวลาไม่น่าจะเร็วกว่า 1 เดือน โดยเฉพาะในชั้นของศาลรัฐธรรมนูญ กว่าจะสืบพยาน กว่าจะฟังคำให้การของแต่ละคน แต่ละปากจบ ก็น่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5-6 เดือน กรณีการยุบพรรคไทยรักไทย ตุลาการรัฐธรรมนูญก็ใช้เวลาพิจารณามากกว่า 6 เดือน

กล่าวโดยรวมแล้ว ตั้งแต่ กกต. เริ่มรับข้อร้องเรียน ตั้งกรรมการสอบ ไปจนถึงศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยทางใดทางหนึ่ง น่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี จึงไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะมีการยุบพรรคพลังประชาชนได้ในเวลาที่เหลืออีกไม่ถึง 1 สัปดาห์ก็จะถึงวันลงคะแนนเลือกตั้ง

แต่ทว่า กลับมีความพยายามที่จะใช้ช่องทางพิเศษ ใช้อำนาจพิเศษที่ไม่มีอยู่ในกฎหมาย หากแต่อาศัยการตีความกฎหมายเพื่อประโยชน์ฝ่ายตน และให้โทษผู้อื่น ด้วยการเร่งรัดให้ กกต. สรุปสำนวนการยุบพรรคพลังประชาชนโดยไม่ต้องมีการสอบสวน แล้วส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งยุบพรรคพลังประชาชนทันที โดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมและหลักกฎหมาย

กระบวนการยุบพรรคพลังประชาชนโดยอาศัยอำนาจพิเศษนี้ อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องตลกที่เป็นไปไม่ได้ เพราะก่อนการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ก็ไม่มีใครคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน จะบอยคอตการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่พรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะแพ้หรือไม่มีทางสู้อย่างไร ก็ต้องทำตามหน้าที่ของตนในฐานะพรรคการเมือง

แต่สุดท้าย นายบรรหาร ศิลปอาชา และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ก็กล่อม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สำเร็จ ทำให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เกิดปัญหา และลุกลามเป็นวิกฤติการเมือง นำไปสู่การรัฐประหาร และ กลายเป็นต้นธารของวิกฤติทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่ไหลบ่าท่วมชีวิตคนไทยจนแทบจมปัญหา สำลักวิกฤติตายอยู่ในขณะนี้

เพราะฉะนั้น อย่าได้ประมาทว่าการยุบพรรคพลังประชาชนด้วยอำนาจพิเศษ ด้วยการตีความกฎหมายเพื่อความพึงพอใจและความสมประโยชน์ของคนบางคน จะเกิดขึ้นไม่ได้ โดยเฉพาะ บุคคลที่ถือว่าตนเป็นผู้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ และกฎหมายทั้งปวงที่มีอยู่ในแผ่นดินนี้

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนั่งสุมหัวขบคิดหาช่องทางยุบพรรคพลังประชาชนให้ได้ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง และมีความพยายามหยั่งกระแสสังคมอยู่ตลอดเวลาว่าเห็นด้วยหรือไม่ ปรากฏว่าข้อเสนอของ นายวีระ สมความคิด 1 ในขบวนการหาเหตุยุบพรรคพลังประชาชน ยังไม่ได้รับความสนใจมากพอ จึงเป็นคิวของนายบรรหารเสนอขึ้นมาบ้างในระหว่างไปปราศรัยหาเสียงภาคใต้ และตามด้วย พล.ต.สนั่น ในระหว่างหาเสียงภาคเหนือ

ข้อเสนอของทั้ง 3 คนนี้ตรงกัน คือ เร่งรัดให้ กกต. ยุบพรรคพลังประชาชนก่อนการเลือกตั้ง ด้วยข้อกล่าวหาเดียวกันคือ วีซีดีทักษิณบอกให้ประชาชนเลือกพรรคพลังประชาชน

แต่ดูเหมือนว่าข้อเสนอนี้จะไม่มีเงื่อนไขเพียงพอที่ กกต. จะอ้างได้ว่าเป็นเหตุสำคัญที่ต้องพิจารณาและดำเนินการยุบพรรคพลังประชาชนอย่างเร่งด่วน ประกอบกับเหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึงสัปดาห์ก็จะเป็นวันเลือกตั้ง หากทำอะไรที่เป็นการคัดง้างความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็อาจจะทำให้การเลือกตั้งมีปัญหาทั้งหมดก็ได้

จึงมีการเปลี่ยนข้อเสนอใหม่ จากยุบพรรคพลังประชาชน มาเป็นตัดสิทธิผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนทุกคน ด้วยเหตุที่ว่าได้รับประโยชน์จากวีซีดีทักษิณ หากตัดสิทธิก่อนวันเลือกตั้งไม่ได้ ก็ไปตัดสิทธิหลังการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว

ความพยายามเหล่านี้ แม้จะดูไม่มีเหตุมีผล ไม่น่าจะเป็นไปได้ และน่าหัวเราะขบขัน แต่กลุ่มผู้ดำเนินการกลับทำกันอย่างเคร่งเครียดจริงจัง ไม่มีท่าทีล้อเล่น และมุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างให้พรรคพลังประชาชนถูกยุบ และได้ ส.ส. น้อยที่สุด ถ้าทำได้ก่อนเลือกตั้งก็เข้าเป้า แต่ถ้าทำไม่ทัน ต้องรอไปหลังเลือกตั้ง ก็ยังเอา

ในส่วนของประชาชนที่เอาใจช่วยพรรคการเมืองที่กำลังถูกหาเรื่องยุบพรรคในขณะนี้ มีทางแก้ทางเดียวก็คือ หากเชื่อว่าพรรคการเมืองนั้นถูกรังแก กลั่นแกล้ง เพื่อถูกลงโทษโดยไม่มีความผิด ก็คือการทำให้กลุ่มบุคคลที่กำลังดำเนินการอยู่ได้เห็นว่า ประชาชนพร้อมที่จะเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้กับพรรคการเมืองพรรคนั้น

หากวันใดมีการยุบพรรคเกิดขึ้น ก็จะเป็นการวัดกำลังกันระหว่าง พลังของประชาชน กับ พลังของผู้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ

ถึงเวลานั้น ไม่ใครก็ใคร ต้องไปกันข้างหนึ่งล่ะ

วันนี้ บรรหาร ศิลปอาชา กับ สนั่น ขจรประศาสน์ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ต้องฆ่ากันให้ตายไปข้าง ระหว่างพรรคชาติไทยกับพรรคพลังประชาชน

เพราะหากพรรคพลังประชาชนรอด พรรคชาติไทยก็จบเห่

เลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่มีเสมอ มีแต่ แพ้ กับ ชนะ เท่านั้น

สำหรับประชาชนก็เช่นเดียวกัน หากแพ้ก็อยู่ใต้อำนาจเผด็จการตลอดไป หากชนะโอกาสที่จะมีประชาธิปไตยอีกครั้งก็สดใส

พูดกันถึงขนาดนี้แล้ว ก็แล้วแต่จะเลือกล่ะครับว่า จะพาตัวเองไปทางไหน

จาก http://www.prachatouch.com/

เปิดหมดเปลือก หนึ่งปีที่หายไป

อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หลังจากนิราศร้างห่างบ้านเกิดเมืองนอนไปกว่า 1 ปี ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จของคณะรัฐประหารเป็นดาบแรก ตามซ้ำดาบสองด้วยขบวนการตุลาการภิวัตน์ แม้จะคิดถึงบ้านเมืองขนาดไหนก็ยังไม่อาจตัดใจกลับมาได้ เพราะกลัวความไม่ปลอดภัย ก็ขนาดอยู่ในตำแหน่ง และรักษาการนายกฯ ยังโดนทั้งแพลนบอมบ์ คาร์บอมบ์ จะให้วางใจตามคำของผู้เชื้อเชิญเชิงท้าทายให้กลับมาสู้คดีได้อย่างไร

และถ้ายังจำกันได้ ครั้งหนึ่ง นายกฯ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เล่นบทพระคุณ บอกให้กลับจะรับรองความปลอดภัย แต่อดีต ผบ.ทบ. และประธาน คมช. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กลับ สวมบทพระเดช ว่าจะไม่รับรองความปลอดภัยถ้ากลับมาในขณะนั้น

อดีตนายกฯ ทักษิณ ประกาศจะกลับมาเมื่อบ้านเมืองมีบรรยากาศเป็นประชาธิปไตย และพร้อมสู้คดีทุกข้อกล่าวหา กว่า 1 ปี ไม่มีหนังสือพิมพ์และข่าวทีวีช่องไหนบินไปสัมภาษณ์อดีตนายกฯ ทักษิณ จะมีก็แต่หมวดเจี๊ยบ ซึ่งเป็นทหารประจำการ อาจหาญบินไปสัมภาษณ์ถึงลอนดอน ซึ่งก็โดนถล่มงอมพระราม แถมถูกตั้งกรรมการสอบอีกต่างหาก

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรณาธิการบริหาร นิตยสารรายสัปดาห์ ประชาทรรศน์ อุดมศักดิ์ เสาวนะ บินไปสัมภาษณ์อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ขณะพักผ่อนอยู่ที่ฮ่องกง หลังจากพยายามติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์มานาน และนำลงตีพิมพ์ใน นิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ฉบับที่ 46 ประจำวันเสาร์ที่ 15 – วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พุทธศักราช 2550

อดีตนายกฯ ทักษิณ ยังคงแสดงออกถึงความห่วงใยบ้านเมือง ต้องการเห็นความสามัคคี เพื่อให้ชาติบ้านเมืองเดินไปได้ “…ท่านพระพุทธทาสบอกว่า มนุษย์เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งสิ้น เราเป็นมนุษย์ร่วมชาติเดียวกัน ต้องถือว่าเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย ก็ต้องมีเมตตาต่อกัน ผมคิดอย่างนี้ ผมเลยไม่คิดจะไปอาฆาตอะไร ไม่คิดจะไปล้างแค้นใครหรืออะไร ผมคิดแต่ว่าวันนี้ผมเองอยากจะกลับไปอยู่บ้านให้มีความสุข ตามประสาพ่อแม่ลูก และทำหน้าที่ของประชาชนไทยคนหนึ่งให้ดี เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต่อเพื่อนร่วมชาติเท่าที่ทำได้ เอาแค่นั้น ไม่คิดอะไรมาก

เมื่อย้อนถามว่าที่ผ่านมาคิดว่าทำอะไรผิดพลาดบ้างไหม คำตอบคือ มีหลายอย่างที่ผมมีเวลาทบทวนตัวเองนะ สิ่งที่ถามว่าผมได้ทำทุ่มเทให้กับบ้านเมืองนั้น ต้องเปลี่ยนแปลงไหม ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง มันคือเป็นสิ่งที่ต้องทำ คนที่เป็นผู้นำนั้นต้องมองยุทธศาสตร์ชาติ และเป็นคนบริหารไม่ให้หน่วยงานเหล่านั้นขัดแย้งกัน เพราะว่าหน่วยงานมีเยอะ มีหลายกระทรวง มีองค์การต่างๆ เยอะแยะ ที่เราจะต้องทำอย่างไรที่จะให้เขาเคลื่อนตัวไปอย่างมีพลัง อันนั้นต้องทำ และต้องรู้ปัญหาอย่างแท้จริง นั่นเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อไป แต่สิ่งที่ดีตรงนั้นมันมีสิ่งที่เสีย สิ่งที่ดีตรงนั้นคือ เราใช้เวลากับมันลงรายละเอียดและทุ่มเทกับมันมาก แต่ไม่มีเวลาบริหารจัดการสิ่งที่เป็นแบบไทยๆ

แบบไทยๆ คือว่าจะต้องมีเวลาอยู่กับกลุ่มต่างๆ ในประเทศ ต้องมีเวลาไปกินข้าวกัน นั่งกินไวน์กัน อยู่ดึก กลุ่มนั้น กลุ่มนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน พอเราไม่ได้บริหารส่วนนั้น ความเข้าใจไม่เกิด การพูดกันไม่มี มันมีจิตปรุงแต่งว่าจะเป็นอย่างนั้น ว่าจะเป็นอย่างนี้ แล้วมองต่างๆ นานา และเวลาสงสัยเนี่ยจะมองแง่ร้ายไปหมด สิ่งเหล่านี้ทำให้ความไม่เข้าใจผมเกิดเป็นกระแสขึ้นมาได้ พอมีคนสร้าง คนเติมเชื้อ มันเลยเป็นกระแสลบ ทั้งๆ ที่เราได้ทำสิ่งที่เป็นบวกมากมาย

แต่ต้องถามก่อนว่าคนเราเกิดมามีใครสมบูรณ์ 100% ไม่มีครับ ไม่มีใคร 100% ฉะนั้นเราต้องยอมรับว่า จุดอ่อนเราก็มี แต่ว่าถ้าต้องทำใหม่นี้เป็นอย่างไร ก็ต้องตอบว่าพอแล้ว เหนื่อยแล้ว ให้รุ่นน้องๆ เขาทำ แล้วเราเป็นกำลังใจคอยให้การสนับสนุน คอยให้คำแนะนำถ้าเขาต้องการ อย่างนี้จะดีกว่าไหม อันนี้ขอเล่าให้ฟังเท่านี้ก่อน

เมื่อถูกถามว่า คิดถูกหรือไม่ที่ตั้ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็น ผบ.ทบ. เพราะเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ต้องออกจากอำนาจ

ก็เป็นไปได้นะ ก็เป็นไปได้ แต่ว่าผมเองเป็นคนซึ่งว่ากันไปตามระบบ เพราะว่าในวันนั้นบังเอิญว่ามีคนที่เป็นแคนดิเดตอยู่ 3 คน คนหนึ่งคือ พล.อ.สนธิ (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน) อีกคน พล.อ.บุญสร้าง (พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์) อีกคนหนึ่งก็ พล.อ.เลิศรัตน์ (พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวินิช) บังเอิญว่าทั้ง 2 ท่านนั้นเป็นนักเรียนทุน จบต่างประเทศ ถึงแม้ว่าเขาจะผ่าน จปร. ปี 1 แต่เขาไปจบต่างประเทศ ทีนี้เหลืออยู่คนเดียวที่จบ จปร. คือเขา โดยแบบธรรมเนียมแล้วยังไม่เคยตั้งคนที่ไม่จบ จปร. มาเป็น ผบ.ทบ. ผมเลยตั้งเขาเข้ามาเป็น ผบ.ทบ. อันนี้เป็นเรื่องที่ตั้งไปแล้ว ผมจะไม่พูดย้อนกลับไปว่าถูกไม่ถูก แต่ว่าตั้งไปแบบนี้ ตั้งด้วยเหตุผลแบบนี้ แล้วอีกอย่างหนึ่งมองว่า คุณสนธิเป็นมุสลิม หวังว่าจะให้ไปแก้ปัญหาทางภาคใต้ แต่ปรากฏว่าไม่ค่อยได้ใช้เวลากับเรื่องนี้เท่าไร”

อดีตนายกฯ ยังสอนมวยกลุ่มผู้มีอำนาจในขณะนี้ว่า ผมแนะนำนะ โลกยุคใหม่ นี่ผมพูดตั้งแต่สมัยผมเป็นนายกฯ ใหม่ๆ หรือก่อนเป็นนายกฯ ด้วยซ้ำ โลกยุคใหม่นั้นถ้ายิ่งปิดเขายิ่งอยากรู้ ถ้าใจแคบยิ่งแย่ลง ยิ่งใจกว้างยิ่งดีขึ้น นี่โลกยุคใหม่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเนี่ยสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้อย่างที่บอกว่า ผมทำไมเป็นข่าวอยู่ตลอดเวลา ก็เพราะว่าเขาพยายามปิดผม ถ้าเขาไม่พยายามปิดผมข่าวผมอาจจะไม่ได้รับความสนใจแล้ว พอเขาพยายามปิด หนังสือพิมพ์ที่มีข่าวผมขายดี ขายดีเขาก็เอาข่าวผมมาลงอีก พอมีข่าวผมก็ไปทำ มันเป็นเรื่องที่ คือผมอยากจะบอกนะ อยากจะสอนนะ ความจริงแล้วทุกคนก็เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาผมมา หลายคนก็เป็นน้อง เป็นพี่ๆ เพื่อนๆ มา ก็อยากจะบอกว่าต้องเข้าใจโลกเสียใหม่ ต้องเข้าใจวัฒนธรรมที่มันเปลี่ยนไป อยากเข้าใจดีที่สุดเลยคุยกับลูกตัวเอง จะได้รู้ว่าโลกมันเปลี่ยนไปนะ ถ้าเข้าใจลูกนะ นอกจากไปสั่งลูกให้ซ้ายหันขวาหันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าหากเข้าใจลูก คุยกับลูกเหมือนเพื่อน ให้ลูกกล้าเล่าให้ฟังเนี่ย เราจะเข้าใจโลกใหม่ดีขึ้น ถ้าเราเข้าใจโลกใหม่ได้ดีขึ้น เราจะปรับตัวได้ดีขึ้นนะครับ

อย่างเช่นวิธีที่พยายามจะทำกันอยู่เป็นวิธีการสมัยปี 2500 แล้วเอามาทำ มันไม่ได้ผลหรอก วันนี้อยากจะบอกว่า ให้มันจบตามวาระของ คมช. เถอะ สิ่งที่พยายามนำสิ่งเก่าๆ สิ่งที่มันสร้างความแตกแยก สิ่งที่มันล้าสมัย สิ่งที่ไปตีตราว่าคนนั้นเป็นอย่างนี้ คนนั้นเป็นอย่างนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยปี 2500 เพราะฉะนั้นให้เลิกไป ให้มันหมดอายุตาม คมช. ไปเสีย แล้วเมื่อมันเป็นประชาธิปไตยแล้ว ขอให้นำประเทศก้าวสู่การก้าวทันโลกเถอะ ไม่เช่นนั้นเยาวชนของเรา ลูกหลานเราจะเป็นผู้รับกรรม เพราะเนื่องจากว่าประเทศของเราตามโลกไม่ทัน ถ้าจะตามโลกให้ทันนั้นต้องเข้าใจวิธีคิดของโลกนะครับ อย่าไปคิดแต่ว่าตัวเราอย่างไร ไปคิดอยู่ในวงของเราเองไม่ได้ ไม่พอ คือ เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกแล้วนะ อย่าลืมว่าเราไม่ได้อยู่นะ ทุกอย่างถูกเปรียบเทียบหมด ทุกอย่าง เวลาเงินจะมาลงทุนเขาก็เปรียบเทียบว่าลงที่นี่เป็นอย่างไร กฎเกณฑ์กติกาที่นี่น่าเชื่อถือไหม ศักยภาพในการลงทุนเป็นอย่างไร น่าเชื่อถือไหม ประชาชนเป็นอย่างไร แรงงานเป็นอย่างไร เขาพิจารณาหมด และก็ความมั่นคงทางการเมืองเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นก็ขอให้มองไปกว้างๆ อย่ามองอะไรแคบๆ และบ้านเมืองมันจะดีขึ้นวันนี้ที่เขาต้องการจะล้มนโยบายผม ต้องการจะล้างความทรงจำของประชาชนที่มีต่อผม เลยไปยิงตรงฐานล่าง คือ ไปเปลี่ยนรากหญ้าเป็นรากแก้ว ไปเปลี่ยนนโยบาย ไปทำอะไร อย่าง 30 บาท บอกว่าให้ฟรี แต่ให้ฟรีแล้วไม่รักษาทุกโรค บางโรคคนจนกลายเป็นคนไข้อนาถาใหม่ แล้วยาเสพติดกลับเข้ามา กองทุนต่างๆ เงินไม่มี ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ มันทำลายฐานล่าง เมื่อฐานล่างถูกทำลาย ความเชื่อถือของผู้บริโภคหมด ความสามารถในการใช้จ่ายหมด มันเขยิบลามขึ้นไปถึงข้างบน

จนปัจจุบันนี้ธนาคารเริ่มมีหนี้เสียเยอะ อันนี้มันเป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่ไล่จากล่างขั้นบน ตอนปี 2540 ไล่จากบนลงล่าง อันนี้คือความที่เกิดขึ้นเพราะว่าไม่เข้าใจตรงนี้ และยิ่งไปทำเท่าไรมันเสียหาย เพราะว่าสิ่งที่ผมทำมันถูก คือ สิ่งที่ผมทำมามันถูก จะไปทำสิ่งที่มันถูกบอกว่ามันไม่ถูกเนี่ย มันต้องออกมาผิด เมื่อมันผิดวันนี้คนถึงคิดถึงผม เพราะตรงนี้ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนพิเศษหรืออะไร ไม่ใช่ แต่เป็นเพราะว่าสิ่งที่เราทำไปแล้วเนี่ยมันถูกต่อระบบเศรษฐกิจไทย เพราะว่าระบบเศรษฐกิจไทยมันเป็นสังคมที่แตกต่างกัน 2 สังคมอยู่ในประเทศเดียว

สังคมชนบทที่การศึกษายังไม่พอ ยังยากจนอยู่ เขาต้องการการประคับประคองสักนิดหนึ่งเขาก็ไปรอด ส่วนสังคมชั้นบนนั้นมันเป็นสังคมที่ช่วยตัวเองได้ แต่ถ้าสังคมข้างล่างไปรอดสังคมข้างบนยิ่งดีใหญ่ ทีนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราทำถูกแล้ว แต่เขาบอกว่า เฮ้ย...ไม่ถูก ไม่ถูก เขาจัดการสิ่งที่เราทำถูก เลยเป็นผิด เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือว่า เศรษฐกิจแย่ลง คนที่คิดถึงผมเพราะว่าตอนที่ผมอยู่เศรษฐกิจมันดีขึ้น แต่ตอนนี้เศรษฐกิจมันแย่ลง

นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง และถูกโค่นอำนาจ ท่ามกลางความสงสัยของประชาคมโลกว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ ที่ใช้วิธีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแทนการให้ประชาชนตัดสินใจด้วยการลงคะแนนเลือกตั้ง บอกถึงอนาคตของเขาว่าจะทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองในสถานะอื่น เช่น เรื่องการศึกษา เขาหวังที่จะกลับมาใช้ชีวิตในบ้านเมืองอย่างปกติสุข ไม่คิดไม่แค้นใครทั้งนั้น พร้อมทั้งขอบคุณไปยังเพื่อนแท้ทุกคนที่ไม่ทิ้งเขา ไม่ว่าจะสุขทุกข์อย่างไร เพื่อนแท้ที่ไปรวมกันต่อสู้ทางการเมืองในนามพรรคพลังประชาชน...

คนรักทักษิณ อย่าพลาดอ่านเล่มประวัติศาสตร์ เปิดอกหมดเปลือก ยิ่งคนเกลียดยิ่งต้องอ่าน 2 เที่ยวเป็นอย่างน้อย เพราะจะได้รู้ว่าเขาไม่เคยเกลียดคุณเลย ด่วน...ครับ ก่อนที่จะหมดจากแผง...

จาก http://www.prachatouch.com/

“จารุวรรณ” ฉาว คู่สัญญาสตง.เช่าตึกผัว

ฉาวโฉ่ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ทำซะเอง ควักเงิน สตง. ว่าจ้างบริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ผูกขาดจัดอบรมสัมมนาข้ามปี พบ บริษัทฯ เช่าตึกแถวของ ทรงเกียรติ เมณฑกาสามีคุณหญิงเป็ด แฉบริษัทฯ ไม่มีการขึ้นป้ายและไม่มีคนนั่งทำงานจริง แถมปีเดียวหลังคุณหญิงรีเทิร์น กำไรเฉพาะจากการสัมมนาพรุ่งพรวด 5 เท่า

หนังสือพิมพ์ ประชาทรรศน์ รายวัน ได้รับการร้องเรียนถึงความไม่ชอบมาพากลในแวดวงราชการ ของข้าราชการระดับสูงบางคนอีกแล้ว หลังจากพบว่าการเข้าไปจัดอบรมให้กับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ของบริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ที่มี นางพิไล เปี่ยมพงศ์สานต์ เป็นประธานกรรมการ และ น.ส.ชนิดาภา สุขสะอาด เป็นผู้จัดการ มีประเด็นที่ชวนให้เกิดความสงสัยหลายประการด้วยกัน

โดยบริษัทดังกล่าวได้มีการจัดอบรมให้กับ สตง. ไปแล้ว ประมาณ 9 รุ่น ล่าสุดได้จัดอบรมไปเมื่อ 28 พฤศจิกายน13 ธันวาคม ที่ผ่านมา ที่โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน และยังมีการอบรมต่อเนื่องไปจนถึงปี 2551 ซึ่งผู้ร้องเรียนระบุว่า การจัดอบรมดังกล่าวใช้งบประมาณแผ่นดินส่วนหนึ่ง และงบประมาณจากธนาคารโลกอีกส่วนหนึ่ง โดยการจัดอบรมเกี่ยวกับมาตรฐานการจัดทำบัญชี

โดยมีการกล่าวหาว่าการจัดจ้างบริษัท ออดิตฯ เป็นการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ไม่มีการสอบราคาจากผู้ดำเนินธุรกิจลักษณะเดียวกันรายอื่นด้วย ซึ่งผู้ร้องเรียนตั้งข้อสงสัยว่า มีการจ่ายเงินตอบแทนให้กับผู้ใหญ่บางคนที่มีความใกล้ชิดและช่วยเหลือให้ได้รับงานมูลค่าสูงดังกล่าวด้วยหรือไม่ ทำไมจึงได้บริษัทดังกล่าว

ทั้งนี้ ในงานสัมมนาครั้งล่าสุด มีคุณหญิงจารุวรรณ เป็นประธานเปิดงาน และร่วมถ่ายรูปร่วมกับผู้เข้าร่วมสัมมนา รวมทั้ง นางพิไล เปี่ยมพงศ์สานต์ ประธานกรรมการบริษัท ออดิตฯ ด้วย

ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบบริษัทฯ ก็ยังพบว่ามีที่ตั้งอยู่ที่เลขที่ 29 ซอย 40/1 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ ที่บริเวณข้างเคียงเป็นสถานที่ตั้งโรงพิมพ์กิติวรรณ ของนายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีตามกฎหมายของ คุณหญิงจารุวรรณ ซึ่งบริษัท ออดิตฯ เช่าสถานที่อยู่

ทั้งนี้มีการตั้งข้อสงสัยว่า สัญญาเช่าอาคารดังกล่าว น่าจะกำหนดระยะเวลาในการเช่าไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 คิดค่าตอบแทนการเช่าในอัตราปีละ 52,500 บาท โดยผู้เช่าเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียม ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งหมด โดยไม่มีการวางมัดจำ การจ่ายเงินล่วงหน้า หรือการวางเงินค้ำประกันแต่อย่างใด

จากการตรวจสอบทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในหน่วยเลือกตั้ง 12 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด ซอยจรัญสนิทวงศ์ 40/1 บ้านเลขที่ 29 ในลำดับที่ 343 และ 344 ปรากฏชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 2 คน คือ นายทรงเกียรติ และคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน (คตส.) ที่มีการตั้งขึ้นหลังการรัฐประหารและตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

ประเด็นดังกล่าวได้ถูกตั้งข้อสงสัยถึงความเกี่ยวพันและผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่าง คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่า สตง. ในฐานะผู้ว่าจ้าง บริษัท ออดิตฯ และการที่บริษัทดังกล่าวเช่าอาคารพาณิชย์ของสามีคุณหญิงจารุวรรณ ที่ตัวคุณหญิงเองก็มีชื่ออยู่ในบ้านหลังดังกล่าวด้วย

อีกทั้งจากการไปตรวจสอบบ้านเลขที่ 29 ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 40/1 ดังกล่าว ไม่พบว่ามีผู้อาศัยอยู่ในบ้าน และไม่พบการขึ้นป้ายบริษัทหรือมีคนทำงานแต่อย่างใด ส่วนตัวคุณหญิงจารุวรรณ เองพบว่าพักอยู่ที่บ้านอีกหลังหนึ่งในย่านประชาชื่น

นอกจากนี้ จากการแสดงงบดุลของ บริษัท ออดิตฯ ยังพบว่าจากปี 2548 ถึงปี 2549 บริษัทฯ มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 6.4 ล้านบาท เป็น 10.9 ล้านบาท

โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นรายได้จากการสัมมนาล้วนๆ จากที่เคยมีรายได้ 1,194,893.45 บาท ในปี 2548 ได้เพิ่มเป็น 5,600,560.76 ในปี 2549 คิดเป็นเงินที่เพิ่มขึ้นกว่า 4.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ได้กลับเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินอีกครั้ง เมื่อ 31 มกราคม 2549

ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็ยังได้ประมาณการรายรับที่จะได้รับจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินในปี 2550 ไว้อีกประมาณ 2.8 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงรายได้ที่ยังคงผูกพันต่อไปถึงปี 2551 อีกด้วย

จาก http://www.prachatouch.com/

อย่าเล่นละครเพลิน


โดย กาหลิบ

พรรคการเมืองใดที่ร่วมกับระบอบรัฐประหาร จะต้องถือว่าไม่ใช่มิตรของประชาธิปไตย การแสดงออกของพรรคการเมืองฝั่งประชาชนก็จะต้องชัดเจน
บังเอิญได้ดูรายการโทรทัศน์ชื่อ "จมูกมด" ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม ก็เลยเกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างขึ้นมาติดหมัด
รายการนี้มีผู้ดำเนินรายการสามคนที่มีความแตกต่างกันมากทั้งความรู้ ความน่ารัก และอคติ ซึ่งก็ช่างเขาเถิด
ประเด็นอยู่ที่แขกรับเชิญในวันนั้น ซึ่งมีสามคนเหมือนกัน และเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองสามพรรคที่กำลังชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือพรรคชาติไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชาชน
ตัวบุคคลคือคุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ คุณกรณ์ จาติกวณิช และคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ตามลำดับ
ผมไม่ได้ดูตั้งแต่ต้น มาเห็นเอาตอนที่คุณวีระศักดิ์กำลังพูด และคุณกรณ์ได้รับเชิญให้พูดเป็นคนต่อมา ส่วนคุณมิ่งขวัญนั่งฟังอย่างเรียบร้อย และเป็นคนเดียวที่ไม่พิงหลัง
กำลังแสดงวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจกันเพลินไปทีเดียว
สิ่งที่น่าสังเกตไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาสาระของการพูด ซึ่งได้คุณภาพตามมาตรฐานของทั้งสามท่าน แต่กลับไปอยู่ที่อากัปกิริยาของแต่ละคนในจอช่อง 7 วันนั้น
เพราะนอกจากจะพูดอย่างเอื้อเฟื้อต่อกันในเชิงนโยบาย ในทำนองที่พรรคชาติไทยก็อ้างผลงานของพรรคพลังประชาชนในสมัยที่เป็นไทยรักไทยมาเริ่มต้นประโยค พรรคประชาธิปัตย์แท้ๆก็ยังพูดถึงพรรคพลังประชาชนอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ผิดกับบรรยากาศที่ผ่านมาอย่างชนิดจำหน้ากันไม่ได้
ระหว่างที่คนหนึ่งพูด อีกสองคนยังพยักหน้าคล้อยตามอย่างสวยงาม เหมือนคนสามคนที่เดินทางมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน หรือกำลังจะเดินไปสู่เป้าหมายปลายทางเดียวกัน
มองเผินๆก็น่าชื่นใจดี หรือถ้าจะพูดอย่างการเมืองแล้วก็เห็นภาพแห่งความสมานฉันท์ขึ้นมาเชียว
คำถามคือภาพเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่
และถ้าเป็นความจริง นี่คือสิ่งที่ควรเป็นหรือไม่ในขณะนี้
ไปถามคนร้อยคนก็คงจะได้คำตอบเดียวกันว่าความสมานฉันท์เป็นของที่ดีและมีคุณค่าสูง สมควรจะส่งเสริมกันให้มาก
กิริยาอาการอย่างในวันนั้นก็น่าจะได้รับการสนับสนุนให้แสดงออกกันมากๆ เพื่อประเทศไทยจะได้หลุดออกจากวงจรแห่งความขัดแย้งเสียที
แต่นั่นคือความหวังในสถานการณ์ปรกติ
ครับ ถ้าการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ไม่ได้เริ่มต้นจากยุทธการ "ยึดเมือง" ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่มีการใช้อำนาจของตุลาการเข้ามา "แก้ปัญหา" ในฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ไม่มีการวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ไม่เกิดการจำคุกกรรมการการเลือกตั้งทั้งสามคน จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชนทิ้ง
การพยักหน้ารับกันเป็นระวิงและการพูดกันอย่างเอื้อเฟื้อในรายการ "จมูกมด" ในวันนั้นจะเป็นพฤติกรรมที่สมควรและน่ายกย่องเป็นที่สุด
น่าเสียดายว่าสถานการณ์จริงมันมิได้เป็นเช่นนั้น
ก่อนจะ "สมานฉันท์" กันได้ใหม่ประเทศไทยจะต้องยอมตัวเดินผ่านกระบวนการอันเจ็บปวดและเรียนรู้จากความผิดพลาดเสียก่อน
ความผิดพลาดฉกาจฉกรรจ์ที่สุดคือการปฏิเสธโดยสิ้นเชิง และไม่ยอมรับเลยว่าประชาชนเป็นผู้ร่วมถือหุ้นในประเทศนี้ร่วมกับมหาอำมาตย์ทั้งหลายด้วย เมื่อมีความขัดแย้งกับรัฐบาลที่ผู้คนเขาเลือกตั้งขึ้นมา จึงได้ใช้วิธีการตบต่อยทุบตีและกระทืบระบอบประชาธิปไตยจนแทบจมธรณี
การรัฐประหารไม่ได้เกิดขึ้นจากผู้บัญชาการกองทัพโง่ๆหรอกครับ แต่เกิดขึ้นจากอำนาจอันล้นพ้นอย่างที่เขาเรียกกันว่า absolute power
ต้นเหตุของปัญหาอยู่ตรงไหนต้องแก้ที่ตรงนั้นก่อน ไม่ใช่เห็นผลโพลแล้วก็ตัดสินใจแสร้งลืมความหลังอันเจ็บปวดโดยไม่เยียวยาแก้ไข เล่นละครใส่กันเสียเลยง่ายกว่า
พรรคการเมืองใดที่ร่วมกับระบอบรัฐประหารจะต้องถือว่าไม่ใช่มิตรของประชาธิปไตย และการแสดงออกของพรรคการเมืองฝั่งประชาชนก็จะต้องชัดเจน
พรรคการเมืองที่เกาะกิ่งไม้สายทหารก็ไม่ควรชำเลืองแลหรือทอดสะพานมาทางประชาชนในขณะนี้ เพราะมันสายเกินไปแล้ว
ลัทธิ "ไม่เป็นไร" อย่างมักง่าย ไม่ยอมรับความจริง และไม่รับผิดชอบ ทำให้ไทยด้อยพัฒนามาหลายร้อยปีแล้วนะครับ.--จบ-

คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

‘ทักษิณ'ให้สัมภาษณ์พิเศษ‘ประชาทรรศน์'ปลื้มพปช. เพื่อนแท้


.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ ผ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ที่ประเทศฮ่องกงเมื่อไม่นานมานี้ โดยเนื่อหาสำคัญส่วนหนึ่งได้กล่าวยอมรับว่า การรัฐประหารที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความผิดพลาดของตน ที่ทุ่มเทกับการบริหารประเทศมากกว่าการบริหารงานการเมืองกับกลุ่มการเมืองกลุ่มต่าง ๆ จนกระทั่งทำให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นในที่สุด

พ.ต.ท.ทักษิณยังกล่าวยอมรับว่า ตนเองเตรียมเดินทางกลับมาประเทศไทยโดยอยากกลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุข และไม่เคยคิดแค้นใคร นอกจากนี้ ยังฝากขอบคุณเพื่อนแท้ กลุ่มต่าง ๆ ที่ไม่เคยทิ้งกันหลังจากที่ตนต้องประสบชะตากรรม ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ โดยเพื่อนแท้ดังกล่าว คือ กลุ่มพรรคพลังประชาชน หรือพปช.ส่วนอนาคตการเมืองนั้น ไม่คิดหวนกลับมาเล่นการเมืองอย่างเด็ดขาด โดยจะให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานทางการเมืองแทน แต่ตนจะให้เพียงคำแนะนำ ถ้าหากคนรุ่นใหม่ต้องการ

สำหรับหนังสือประชาทรรศน์ บทสัมภาษณ์พิเศษนี้ จะมีการเผยแพร่ ในวันที่ 21 ธ.ค.ซึ่งจะเป็นวันที่พรรคพลังประชาชน มีการเปิดปราศรัยใหญ่ในกทม. และจะมีการประกาศวาระ เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมเดินทางกลับประเทศ


จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

Sunday, December 16, 2007

สมัคร โจมตีอดีต กก.บริหารพรรค ทรท.ทิ้ง พ.ต.ท.ทักษิณ

หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวปราศรัยโจมตี “สมคิด-สุรเกียรติ์” ทิ้งอดีตนายกรัฐมนตรี โจมตีพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่อ้างจะนำ “พ.ต.ท.ทักษิณ” กลับประเทศ





นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พร้อมด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้สมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วน ขึ้นเวทีปราศรัยในเขต อ.เมือง จ.หนองคาย บริเวณไทย-อินโดจีน คอลเลจ ในช่วงบ่ายวันนี้ (16 ธ.ค.) โดยนายสมัคร ยังคงชี้แจงถึงผลงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคพลังประชาชน จะเข้ามาต่อยอดในนโยบายต่าง ๆ และขอเสียงสนับสนุนเกิน 241 เสียง นอกจากนี้ ยังตำหนิอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยบางคนที่ทอดทิ้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถูกปฏิวัติ และต้องอยู่ต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ไปอยู่พรรคฝั่งตรงข้าม และเอาตัวออกห่าง ทั้งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ที่เป็นนักวิชาการ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ช่วยปั้นจนมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ไม่ยอมกลับมาช่วยพรรคทำงาน อย่างไรก็ตาม การปราศรัยหาเสียงได้รับความสนใจจากประชาชนหลายพันคน ซึ่งนายสมัคร ได้ชี้แจงแนวทางและนโยบายของพรรคที่จะนำมาใช้ช่วยเหลือประชาชนระดับรากหญ้า

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ความไว้วางใจพรรคพลังประชาชนเพียงพรรคเดียว ที่จะนำพ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาสู้คดีในประเทศ ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดินที่กล่าวอ้างระหว่างปราศรัยให้เลือกผู้สมัครที่จะช่วยเอา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง และอย่าไปหลงเชื่อ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ความไว้วางใจพลังประชาชนเพียงพรรคเดียว




จาก http://www.innnews.co.th/

กกต.ระบุบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าจัดเก็บเรียบร้อยแล้ว

บัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด ถูกจัดส่งไปเก็บไว้ที่บริษัทไปรษณีย์ไทยแล้ว ก่อนจะจัดส่งไปยังจังหวัดต่างๆในวันที่ 21 ธันวาคมนี้ ขณะที่บัตรเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนำไปเก็บไว้ที่สถานีตำรวจและที่ทำการเขต โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

วันนี้ (16 ธ.ค.) นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. เดินทางมาตรวจเยี่ยมความพร้อมของการขนย้ายบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งแบ่งออกเป็นบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด และบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง หลังการปิดหีบบัตรเลือกตั้งในเวลา 17.00 น. ที่ทำการเขตหลักสี่ สำหรับบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดนั้น เจ้าหน้าที่บริษัทไปษณีย์ไทยจัดรถมาขนย้ายบัตรเลือกตั้งไปเก็บไว้ที่บริษัทไปรษณีย์ไทย ก่อนจัดส่งไปยังจังหวัดต่างๆในวันที่ 21 ธันวาคม ส่วนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง มีเจ้าหน้าตำรวจนำรถมารับบัตรเลือกตั้งไปเก็บไว้ที่สถานีตำรวจ และอีกส่วนหนึ่งจะเก็บไว้ที่ทำการเขต ขณะที่มาตรการรักษาความปลอดภัยนั้นจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันข้อครหาที่อาจจะเกิดขึ้น