WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 17, 2007

พปช.ร้องกกต.ตรังจนท.รัฐวางตัวไม่เป็นกลาง

‘ศุภชัย’แฉ เจ้าหน้าที่รัฐชักจูงชาวบ้านเลือกผู้สมัครพรรคปชป. อำนวยความสะดวกขนคนไปเลือกตั้ง ร้องกกต.ตรวจสอบรายชื่อปชช.เหตุไปใช้สิทธิ์ล่วงหน้ามากถึง 3 เท่า

นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร ส.ส ระบบสัดส่วน อันดับ 4 กลุ่ม 8 พรรคพลังประชาชน ได้เข้ายื่นหนังสือถึง กกต.จังหวัดตรัง ร้องเรียนพฤติกรรมของนางสมฤดี จริงจิตร เจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งเสริมสุขภาพโรงพยาบาลปะเหลียนและนายสมาน หลักเทพ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10 ต.แหลมสอม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ได้อำนวยความสะดวกนำคนไปลงคะแนนเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา รวมทั้งมีการชักจูงชาวบ้านให้เลือกผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ เข้าข่ายการวางตัวไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่ โดยมีนายศิริชัย นาคไพลิน หัวหน้านักวิชาการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจ.ตรัง เป็นผู้รับเรื่อง

โดยนายศุภชัยฯ ได้เรียกร้องให้จังหวัดตรัง ยกเลิกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการขนคนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุหรือผู้พิการก็ตาม เพราะอาจเป็นเหตุให้มีการจูงใจให้เลือกผู้สมัครพรรคใดพรรคหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรม และขอให้ กกต.จังหวัดตรวจสอบรายชื่อชาวบ้านในหมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 ต.แหลมสอมอ.ปะเหลียน ด้วย เนื่องจาก มีประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าทั้งในเขตและนอกเขตถึง 12,640 คน ซึ่งมากกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 ถึง 3 เท่า.


พีทีวี นิวส์
17 ธันวาคม 2550 เวลา 17:01 น.

'ยงยุทธ'ย้ำ พปช.แข็งกร้าวแท้จริงต้องการปรองดอง



นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน แสดงความห่วงใยเกี่ยวกับการเลือกตั้งล่วงหน้า ที่ผ่านมาว่า หากการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่โปร่งใส จะทำให้ประเทศชาติถูกวิพาษ์วิจารณ์จากประชาคมโลกได้ เพราะรัฐบาลใหม่ที่ได้มาจะไม่มีความสง่างาม อันเป็นผลเนื่องมากจากการทำงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่อาจจะไม่ทั่วถึงเพราะมีฝ่ายเดียว

'การเก็บหีบบัตรเลือกตั้ง ก็น่าเป็นห่วง มีกฎระเบียบในการเก็บไว้ในที่ต่างๆ ทั้งโรงพัก ไปรษณีย์ ค่ายทหาร วิธีที่ง่ายที่สุดน่าจะนำมาเก็บไว้รวมกันที่เดียว มีตัวแทนพรรคการเมืองพยานองค์กรที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ไปดูแล จนกว่าจะถึงวันที่ 23 ธันวาคม เพราะการแยกเก็บยากแก่การดูแล' นายยงยุทธกล่าว

ทั้งนี้ นายยงยุทธ ยังเปิดเผยถึงแนวทางการทำงานของพรรคพลังประชาชนว่า พรรคจะยึดแนวทางการจัดตั้ง รัฐบาลเดิม ด้วยการร่วมมือกับทุกฝ่ายตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มุ่งเน้นทำให้ ประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัย รับฟังความคิดเห็นของพรรคอื่นโดยมองประเทศชาติเป็นหลัก และลดความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้น

ส่วนท่าทีที่แข็งกร้าวของพรรคพลังประชาชนที่ถูกสร้างขึ้นนั้น นายยงยุทธกล่าวว่า เป็นเพียงภาพจำแลง แต่จิตวิญญาณที่แท้จริงแล้วพรรคพลังประชาชนต้องการความปรองดอง เพื่อกู้วิกฤติชาติที่กำลังอยู่ในปากเหวขณะนี้ ขณะเดียวกันยังพร้อมที่จะสนับสนุนหลักการทำงานที่เป็นความคิดเห็นที่ตรงกันในเชิงนโยบาย กับทุกฝ่าย ส่วนสิ่งไหนที่เป็นความขัดแย้งก็จะหันหน้าคุยกัน และยอมรับในทัศนคติที่ไม่เหมือนกัน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หลักการปรองดองของพรรคพลังประชาชน จะไม่เป็นการขัดแย้งกับการกระทำของ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคที่มีท่าทีแข็งกร้าวหรือ นายยงยุทธกล่าวว่า สไตล์กับอุดมการณ์แตกต่างกัน แม้ท่าทีอาจแข็งกร้าว แต่ในใจแล้วต้องการให้เกิดความปรองดองมากกว่า รวมถึงนายยงยุทธยังชื่นชมนายสมัครว่า เป็นคนปากตรงกับใจ เป็นผู้ใหญ่ที่เชื่อถือได้ มั่นใจได้

นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกระแสข่าวที่ว่า อาจเกิดการต่อต้านหรือชุมนุมประท้วงหากพรรค พลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล นายยงยุทธกล่าวว่า เป็นสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยที่จะมีคนคิดเห็นแตกต่างกัน ออกไป แต่ขอให้ยอมรับผลการเลือกตั้ง และกระทำต่างๆ ขอให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม นายยงยุทธเชื่อมั่นว่า ถ้าพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาลก็สามารถทำงานร่วมมือ กับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษได้ เพราะเชื่อว่าผู้ใหญ่ทุกฝ่ายต้องนึกถึงบ้านเมืองเป็นหลัก



จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

กระชากหน้ากาก จารุวรรณ เมณฑกา



กรณีใส่ชื่อลูกชาย ลูกสาว เป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน แล้วจูงมือกันเดินขึ้นเครื่องบิน ติดสอยห้อยตามไปเที่ยวไปทัวร์ต่างประเทศ ด้วยเงินหลวง แต่ต่อมาถูกจับได้ และถูกลากไส้ประจานให้ประชาชนได้เห็น จนต้องยอมรับสารภาพ และกราบขอโทษ พร้อมทั้งแก้ไขด้วยวิธีการคืนเงินค่าตั๋วเครื่องบินให้แก่แผ่นดิน ยังไม่ทันได้ชำระความให้จบสิ้นหมดกลิ่นคอรัปชั่นตามกระบวนการทางกฎหมาย

แม้จะยอมรับผิด และนำเงินในกระเป๋า มาคืนหลวง แล้วก็ ยังไม่อาจถือได้ว่าพ้นผิด เนื่องเพราะการกระทำผิดได้สำเร็จไปแล้ว นับแต่วินาทีที่ จารุวรรณ เมณฑกา ลงลายมือชื่อ รับรองว่าลูกชายและลูกสาว เป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเท่ากับเป็นการแจ้งเท็จเบิกเงินหลวง เพื่อประโยชน์ส่วนตนและครอบครัว

ตรงกันข้ามการนำเงินในกระเป๋า มาคืนให้หลวง นอกจากจะไม่ใช่การลบล้างความผิด ยังเป็นการตอกย้ำและรับรองการกระทำความผิดด้วยมือตนเองให้ชัดเจนมากขึ้นไปอีก

หากไม่ผิด หากไม่ใช้เงินหลวงผิดประเภท ใช้เงินแผ่นดินผิดวัตถุประสงค์แล้ว จะต้องนำเงินตัวเองมาคืนหลวงทำไม

หากลูกชายและลูกสาวเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน จริง ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องคืนเงินให้หลวง

กรณีเบียดบังเงินหลวง ควงลูกชายลูกสาวทัวร์ต่างประเทศ ก็นับว่ารุนแรงและผิดจริยธรรม ผิดวิสัยของคนที่จะเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน อย่างสาหัสสากรรจ์แล้ว

แต่ทว่ากรณีที่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ นำมาเปิดเผยในวันนี้ ยิ่งหนักหนาสาหัสกว่าหลายร้อยเท่า และเป็นกรณีที่ต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ไม่สามารถปล่อยให้ จารุวรรณ เมณฑกา คนดีจอมปลอม เดินปะปนอยู่กับคนดีทั่วไป ได้อีกต่อไป แม้แต่เดินกับประชาชนคนธรรมดาสามัญชน บนบรรทัดฐานของปกติชน ก็ยังไม่มีสิทธิจะร่วมชั้น

กรณีที่ว่า ก็คือ กรณีที่มีบริษัทรับจัดสัมมนาการตรวจสอบบัญชีรายหนึ่ง ชื่อว่าบริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ที่มี นางพิไล เปี่ยมพงศ์สานต์ เป็นประธานกรรมการ และ น.ส.ชนิดาภา สุขสะอาด เป็นผู้จัดการ ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับการว่าจ้างจาก จารุวรรณ เมณฑกา ในฐานะผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ให้มาจัดการอบรมสัมมนาเจ้าหน้าที่ตรวจเงินแผ่นดิน แบบผูกขาดเพียงรายเดียว อบรมไปแล้ว 9 รุ่น และยังทำสัญญาว่าจ้างต่อเนื่องกันไปจนปี 2551 ชนิดที่บริษัทอื่น เห็นแล้วอดอิจฉาตาร้อน น้ำลายหก ไม่ได้

แต่ก็อย่างที่โบราณว่าไว้ แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งบุญวาสนาแข่งไม่ได้

จากการสืบเสาะหาข่าวของ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ทำให้เราได้รู้ว่าเหตุที่บริษัทออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ได้รับการว่าจ้างจาก จารุวรรณ เมณฑกา อย่างต่อเนื่องยาวนานแบบข้ามปี ก็เพราะว่า บริษัทฯ ได้ทำบุญไว้เยอะ และเป็นการทำบุญทางตรง ไม่ใช่ทำบุญผ่านวัดวาอาราม ผ่านพระสงฆ์องค์เจ้าที่ไหน แต่เป็นการทำบุญ กับ จารวรรณ เมณฑกา และ สามี แบบ ทำบุญทางตรง ผลบุญจึงตอบแทนรวดเร็วทันใจ

ทำบุญทางตรงที่ผมกล่าวถึงนี้ ก็คือ บริษัทออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ได้จ่ายเงินให้แก่ จารุวรรณ เมณฑกา และสามี คือ ทรงเกียรติ เมณฑกา เป็นประจำทุกเดือน โดยทำเป็นว่าจ่ายค่าเช่าอาคารพาณิชย์ของสามีจารุวรรณ เมณฑกา เพื่อทำเป็นสำนักงานของบริษัท แต่ในความเป็นจริงแล้ว บริษัทออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ไม่ได้เข้าไปอยู่ หรือเปิดสำนักงานที่อาคารพาณิชย์หลังดังกล่าวเลย

อาคารพาณิชย์ เลขที่ 29 ซอย 40/1 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ ซึ่งบริษัทแจ้งว่าเป็นสำนักงานของบริษัทฯ มีชื่อสามีจารุวรรณ เมณฑกา เป็นเจ้าของ และมีชื่อจารุวรรณ อยู่ในบ้านหลังนั้นด้วย ตั้งอยู่ติดกับโรงพิมพ์กิตติวรรณ ซึ่งเป็นของ ทรงเกียรติ เมณฑกา สามีของจารุวรรณ เมณฑกา เปิดดำเนินการอยู่ ทั้งนี้จากการตรวจสอบของหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ พบว่าอาคารเลขที่ 29 เป็นอาคารร้าง ปิดเงียบ ไม่มีบริษัทมาเปิดดำเนินการ และไม่มีป้ายชื่อบริษัทติดไว้ว่าเป็นสำนักงานของบริษัทใดด้วย

ดังนั้น จึงต้องพิจารณากันว่าเงินที่อ้างว่ามีการจ่ายกันเป็นค่าเช่า ระหว่างบริษัทออดิตฯ กับ จารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ ทรงเกียรติ เมณฑกา สามีของจารุวรรณ เป็นค่าเช่าอาคาร ทำเป็นสำนักงานจริงหรือไม่ แต่จากหลักฐานเอกสารที่ปรากฎในขณะนี้ และจากตัวอาคารที่ไม่ได้เปิดเป็นสำนักงานจริง จึงไม่อาจจะถือว่าเป็นการจ่ายค่าเช่า หากแต่เป็นเพียงการทำนิติกรรมอำพราง เป็นการทำสัญญาเช่าอาคาร เพื่อใช้เป็นช่องทางการจ่ายเงินสิบบน หรือ เงินตอบแทนเพื่อแลกกับผลประโยชน์ ที่ได้จาก จารุวรรณ เมณฑกา ในฐานะผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มากกว่า

ด้วยการทำบุญทางตรง ส่งถึงมือผู้รับโดยไม่ต้องผ่านมือใคร ไม่ถูกใครหักค่าหัวคิวแบบนี้นี่เอง จึงส่งผลให้บริษัทออดิตฯ ได้รับผลบุญทันตาเห็น ได้รับการว่าจ้างให้เป็นบริษัทจัดอบรมสัมมนาให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน แบบผูกขาด โดยไม่ต้องเข้าแข่งขันประมูลราคา ประกวดแผนงาน กับบริษของใครหน้าไหนทั้งสิ้น เพราะได้รับความไว้วางใจจจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน มากเป็นพิเศษ เชื่อถือฝีมือกัน โดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง ไม่ต้องคิดถึงใครอีกแล้ว

ประชาทรรศน์ ระบุด้วยว่า สัญญาเช่าอาคารดังกล่าว กำหนดระยะเวลาการเช่าไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 คิดค่าตอบแทนการเช่าในอัตราปีละ 52,500 บาท โดยผู้เช่าเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรม เนียม ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งหมด โดยไม่มีการวางมัดจำ การจ่ายเงินล่วงหน้า หรือการวางเงินค้ำประกันแต่อย่างใด ประเด็นสัญญาเช่าอาคารนี้ ได้ถูกตั้งข้อสงสัยถึงความเกี่ยวพันและผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่าง จารุวรรณ เมณฑกา กับ บริษัท ออดิตฯ และ การที่บริษัทดังกล่าวเช่าอาคารพาณิชย์ของสามีจารุวรรณ โดยที่ตัวจารุวรรณ ก็มีชื่ออยู่ในบ้านหลังดังกล่าวด้วย

บังเอิญอย่างเหลือเชื่อ ประดาบ ก็เป็นคนฝั่งธน วิ่งเล่นอยู่แถวบางยี่ขัน มาตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน ทุกวันนี้ก็ยังไปเยี่ยมเยือนถิ่นเก่าอยู่เนืองๆ จึงพอรู้อยู่บ้างว่าอาคารพาณิชย์ หรือ ที่เรียกภาษาชาวบ้านว่าตึกแถวละแวกนั้น เช่ากันเดือนละไม่ต่ำกว่า 20,000-30,000 บาท แล้วแต่ทำเลอยู่หน้าถนน หรืออยู่ในซอย เพราะฉนั้นแล้ว ราคาค่าเช่าที่ตั้งกันไว้ปีละ 52,500 บาท นับว่าเป็นอัตราค่าเช่าที่ต่ำกว่าปกติ ต่ำพิสดารมากเกินไป ราคาต่ำแบบนี้ มีแต่เจ้าของเช่าอาคารตัวเองเท่านั้น เพื่อตัดค่าใช้จ่ายของบริษัท เพื่อประโยชน์ในการหลบหนีภาษีเท่านั้นล่ะ ที่จะพอหาได้

วิเคราะห์จากพฤติกรรมชองบริษัทออดิตฯ ที่เช่าตึกของทรงเกียรติ เมณฑกา ในราคาถูกแสนถูก ราคาต่ำติดดิน และ จารุวรรณ เมณฑกา ก็อนุมัติว่าจ้างบริษัทออดิตฯ มารับจ้างจัดการอบรมสัมมนาให้แก่เจ้าหน้าที่สตง.อย่างต่อเนื่องข้ามปี โดยไม่มีการประมูล หรือ ประกวดราคาแข่งขันกับใครทั้งนั้น ต้อง สันนิษฐานไว้ 2 ประเด็น คือ

1. จารุวรรณ เมณฑกา คือ เจ้าของตัวจริงของบริษัทออดิตฯ จึงให้เช่าตึกราคาถูก และ จ้างบริษัทนี้เป็นประจำ ทำกันต่อเนื่องแบบข้ามปีแบบนี้

2. จารุวรรณ เมณฑกา คือ ผู้รับผลประโยชน์จากบริษัทออดิตฯ ซึ่งเป็นผู้เช่าอาคารพาณิชย์ ของทรงเกียรติ เมณฑกา สามีตัวเอง ทั้งในรูปของการเช่าอาคาร แต่ไม่เข้าอยู่ เป็นนิติกรรมอำพราง และ ผลประโยชน์ในรูปอื่น จึงอนุมัติให้จ้างบริษัทนี้ เป็นประจำ

ไม่ว่ารูปการณ์จะออกทางใด ระหว่าง 1 กับ 2 ที่ประดาบ สันนิษฐานไว้ ก็ต้องกล่าวหากันตรงนี้เลยว่า จารุวรรณ เมณฑกา เป็นผู้ว่าการสตง. ที่มีผลประโยชนย์ทับซ้อนระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับ ประโยชน์บริษัทออดิตฯ และประโยชน์ของสตง. โดยผ่านงบประมาณของสต. เป็นสำคัญ และเอื้อประโยชน์ให้แก่ บริษัทออดิตฯ ได้เป็นผู้รับจ้างของสต. โดยไม่ชอบธรรม

ประชาทรรศน์ ยังรายงานการตรวจสอบงบดุลของบริษัทออดิต ฯ พบว่าจากปี 2548 ถึงปี 2549 บริษัทฯ มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 6.4 ล้านบาท เป็น 10.9 ล้านบาท โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นรายได้จากการสัมมนาล้วนๆ จากที่เคยมีรายได้ 1,194,893.45 บาท ในปี 2548 ได้เพิ่มเป็น 5,600,560.76 ในปี 2549 คิดเป็นเงินที่เพิ่มขึ้นกว่า 4.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ จารุวรรณ เมณฑกา ได้กลับเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินอีกครั้ง เมื่อ 31 มกราคม 2549

ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็ยังได้ประมาณการรายรับที่จะได้รับจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินในปี 2550 ไว้อีกประมาณ 2.8 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงรายได้ที่ยังคงผูกพันต่อไปถึงปี 2551 อีกด้วย

ประดาบ อ่านสกู๊ปข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนของประชาทรรศน์ ที่เปิดโปงพฤติกรรมของจารุวรรณ เมณฑกา ในเรื่องนี้แล้ว ต้องปรบมือชมเชยหนังสือพิมพ์น้องใหม่ ใจถึง พึ่งได้ รายนี้ จากหัวใจจริงๆ และขอแสดงความเคารพในความเป็นมืออาชีพของคนทำข่าวกลุ่มนี้

สกู๊ปข่าวชิ้นนี้ เป็นการกระชากหน้ากาก จารุวรรณ เมณฑกา คนดีจอมปลอม ที่มักจะอวดอ้างว่าเป็นผู้มีคุณธรรม เป็นผู้กระทำแต่ความดี เป็นคนดีที่ถูกรังแก กลั่นแกล้ง ให้สังคม ประชาชนหลงเชื่อ และเข้าใจผิด ได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงว่า ทุกสิ่ง ทุกคำพูด ทุกข้อกล่าวหา ที่จารุวรรณ กล่าวหา ใส่ไคล้ ให้ร้ายผู้อื่นนั้น ล้วนแต่เบาบางจนแทบมองไม่เห็นความผิด เมื่อเปรียบเทียบกับพฤติกรรมเชิงประจักษ์ที่ปรากฎต่อหน้าต่อตา ในเรื่องนี้

ลองคิดทบทวนดูกันอีกทีว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

บริษัทออดิตฯ เช่าอาคารของ ทรงเกียรติ เทมณฑกา สามีของ จารุวรรณ เป็นสำนักงานบริษัท แต่ปล่อยให้เป็นอาคารร้าง ไม่เคยเข้ามาอยู่ ไม่ติดป้ายบริษัท โทรศัพท์เข้าไป ก็ไม่มีใครรับ

บริษัทออดิตฯ ได้รับการว่าจ้างจากจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสตง. เป็นผู้จัดการอบรมสัมมนาให้แก่เจ้าหน้าที่สตง. ด้วยวิธีพิเศษ โดยไม่ต้องประกวดราคา ตั้งแต่ปี 2549 – 2551 มีรายได้ เพิ่มขึ้นเกือบ 100 % นับตั้งแต่ จารุวรรณ รีเทิร์นสู้สต. รอบที่สอง

คำถามมีอยู่ว่า บริษัทออดิตฯ กับ จารุวรรณ เมณฑกา มีความสัมพันธ์กันอย่างไร

คำถามมีอยู่ว่า จารุวรรณ เมณฑกา กับ บริษัทออดิตฯ รู้จักกันมาก่อนที่จะมาเป็นผู้ว่าจ้าง และ ผู้รับจ้างหรือไม่

คำถามมีอยู่ว่า ในขณะที่ตนมีพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์ผ่านนิติกรรมอำพรางการเช่าอาคาร เช่นนี้ เหตุใด จารุวรรณ เมณฑกา จึงยังกล้ากล่าวหาผู้อื่น และยกย่องชมเชยตัวเอง เป็นคนดีมีคุณธรรม ยกตนข่มผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา

คำถามที่อยู่ว่า เจ้าหน้าที่สตง. ยอมให้เกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้นในหน่วยงานตรวจเงินแผ่นดินของประเทศได้อย่างไร ในขณะที่หน่วยงานแห่งนี้กำลังตรวจสอบหน่วยงานอื่น อยู่

คำถามมีอยู่ว่า ประชาชนจะยอมให้ จารุวรรณ เมณฑกา หลอกลวง สวมหน้ากากคนดีจอมปลอมต้มตุ๋นคนทั้งประเทศ ไปอีกนานเท่าไร

คำถามมีอยู่ว่า คนที่มีพฤติกรรม อย่าง จารุวรรณ เมณฑกา แบบนี้น่ะหรือที่จะเป็นมือปราบคอรัปชั่นของประเทศไทย

คำถามมีอยู่ว่า สื่อมวลชนทั้งหลาย ประชาชนทั้งประเทศ จะช่วยกันกระชากหน้ากากคนดีจอมปลอม คนนี้หรือไม่

ผมไม่ได้ดูถูกใคร ไม่ได้ปรามาสสื่อรายใด แต่ผมเชื่อว่า จะไม่มีใครกล้าพอที่จะนำเสนอสกู๊ปข่าวชิ้นนี้ จะไม่มีใครกล้าพอที่จะกระชากหน้ากากจารุวรรณ เมณฑกา

ผมจึงไม่หวังว่าสังคมไทยจะดีขึ้นในเร็ววัน เพราะสื่อมวลชนยังอยู่กับความฝัน มากกว่าความจริง

เราอาจจะต้องรอให้มีสื่ออย่างประชาทรรศน์ อีกสักหลายเล่ม หรือ รอให้สื่ออย่างประชาทรรศน์ เติบโต มีกำลังกล้าแข็ง พอที่จะกำราบคนดีจอมปลอม ได้ เพื่อที่สังคมไทยจะดีขึ้นตามที่เราต้องการ

ขอชื่นชมด้วยหัวใจของประดาบอีกสักครั้งครา คงไม่ว่ากันนะครับ สำหรับ ประชาทรรศน์



โดย ประดาบ จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

นัดพร้อมคดี"ทักษิณ"ฟ้องหมิ่น"สนธิ-เครือผู้จัดการ"

นัดพร้อมคดี“ทักษิณ - ไทยรักไทย” ฟ้องหมิ่น“ สนธิ - ชัยอนันต์ - เจิมศักดิ์ และเครือผู้จัดการ ” จัดเสวนาแฉร่วมปฏิญญาฟินแลนด์ ล้มล้างสถาบัน โจทก์ขอนำสืบพยาน 20 ปาก ส่วนจำเลยเตรียมพยานสู้ 11 ปาก ศาลอนุญาตสืบพยานลับหลัง นัดสืบโจทก์ปากแรก 27 พ.ค.ปีหน้า

(17ธค.) ที่ห้องพิจารณาคดี 809 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์นัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน ในคดีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคไทยรักไทย มอบอำนาจให้นายนพดล มีวรรณะ ผู้รับมอบอำนาจ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ว.กทม.

นายชัยอนันต์ สมุทรวณิช นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระ และคอลัมนิสต์ บริษัทไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด ผู้ให้บริการโทรทัศน์ระบบ ดาวเทียม ASTV นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล นายพชร สมุทวณิช นายขุนทอง ลอเสรีวานิช กรรมการ บ.ไทยเดย์ ฯ บริษัท แมเนจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด ( มหาชน) น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรงค์ ผู้บริหารแผนฟื้นฟู บมจ.แมเนเจอร์ และนายปัญจภัทร อังคสุวรรณ ผู้ดูแลเว็บไซด์ แมเนเจอร์ เป็นจำเลยที่ 1-11 ในความผิดฐานหมิ่นประมาท และดูหมิ่นด้วยการโฆษณา

กรณีเมื่อวันที่ 24 -28 พ.ค.49 พวกจำเลยจัดเสวนาเรื่อง ปฎิญญาฟินแลนด์ ยุทธศาสตร์ครองเมืองของไทยรักไทย ซึ่งถ่ายทอดสดออกอากาศทางสถานี โทรทัศน์ ASTV และเว็บไซด์ผู้จัดการ ว่าโจทก์ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปสู่การปกครองในระบอบทักษิณ โดยมุ่งหมายเข้าบริหารประเทศตามปฏิญญาฟินแลนด์

โดยเมื่อเริ่มการพิจารณา จำเลยที่ 2,3,9 และ11 ยื่นคำร้องต่อศาลขอพิจารณาคดีลับหลังเนื่องจากคดีมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี และจำเลยได้แต่งตั้งทนายความต่อสู้คดี ศาลสอบถามโจทก์ไม่คัดค้านจึงมีคำสั่งอนุญาตให้สืบพยานลับหลังได้

ขณะที่ทนายโจทก์แถลงขอนำพยานขึ้นเบิกความ 20 ปากใช้เวลาในการพิจารณา 7 นัด ด้านทนายจำเลยแถลงนำพยานขึ้นเบิกความรวม 11 ปากใช้เวลา 6 นัด โดยศาลนัดสืบพยานโจทก์ปากแรกในวันที่ 27 พ.ค.51 เวลา 09.00 น.

จาก http://www.komchadluek.net/

โอ๊ค พานทองแท้ ตะเวนช่วย พปช. หาเสียงอยุธยา

นายโอ๊ค พานทองแท้ ลูกชายอดีตนายกทักษิน ลงพื้นที่เขต 1 อยุธยา ช่วยลูกพรรคพลังประชาชน ตะเวนหาเสียง


เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ นายโอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิน ชินวัตร ได้นำคณะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้รถ จยย. นำขบวนขึ้นรถตะเวนทักทายขอคะแนนเสียง ช่วยลูกพรรคพลังประชาชน ในพื้นที่เขต 1 และ เขต 2 ซึ่งได้รับความสนใจจากบรรดาประชาชนที่เดินทางเข้ามาจับจ่ายสินค้าและติดต่อธุรกิจในย่านตลาดเจ้าพรหมและตลาดหัว ระหว่างตะเวนหาเสียงได้เข้าสักการะศาลพระพรหมสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอบารมีเรียกคะแนนเสียงท่ามกลางความสนใจของชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมา การมาของนายโอ๊ค พานทองแท้ วันนี้ ได้ชูประเด็น อยากให้ทักษินกลับบ้าน ต้องเลือกพรรคพลังประชาชน ชูการ หาเสียงครั้งนี้เพราะยังเชื่อว่าชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต้องการ พ.ต.ท.ทักษิน สำหรับสนามเลือกตั้งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแบ่งเป็น 2 เขตการเลือกตั้ง มี ส.ส.ได้ 5 คน ทั้ง 2 เขต มีการแข่งขันดุเดือน ๓ พรรคการเมือง ประชาธิปัตย์ พลังประชาชน และ พรรคมัชฌิมาธิปไตย ซึ่งพรรคพลังประชาชนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีแนวโน้มว่าจะได้ สส. ทั้ง 2 เขต มากกว่าพรรคการเมืองอื่น ๆ

ที่ จ.อ่างทอง เมื่อเวลา 16.00 น. นายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้เดินทางมายังบริเวณตลาดสดเทศบาลเมืองอ่างทองเพื่อช่วย น.ส. เพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย เบอร์ 3 และพล.ต.ต.ประจวบ เปาอินทร์ เบอร์ 4 ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน หาเสียง โดยได้รับการตอบรับจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้าเป็นอย่างดี โดยจุดแรกได้เดินหาเสียงบริเวณโรงเรียนสตรีอ่างทอง จากนั้นก็เดินทางมายังตลาดสดเทศบาลอ่างทอง และจุดสุดท้ายที่โรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม ระหว่างการเดินหาเสียงนายพานทองแท้และทีมงานได้บอกกับบรรดาพ่อค้าแม่ค้าว่าช่วยกาเบอร์ 3 และ เบอร์ 4 พร้อมกับเลือกพรรคพลังประชาชน เพื่อจะได้ช่วยพ่อคือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้าประเทศ และจะได้นำเศรษกิจประเทศไทยให้ดีขึ้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่นายพานทองแท้เดินหาเสียงก็มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างนำดอกกุหลาบมาให้พร้อมกับขอถ่ายรูปบางคนถึงกับกระโดดหอมแก้ม

คมช.เร่ง "ทักษิณ" กลับไทยสู้คดี


รักษาการณ์ประธาน คมช. ไม่ห่วง "พ.ต.ท.ทักษิณ"กลับไทยเดือน ก.พ. ระบุ อยากให้กลับเร็วกว่านั้นเพื่อสู้คดีความต่างๆ เชื่อไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ รักษาการณ์ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) กล่าวถึงกรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ว่า ไม่รู้สึกเป็นห่วงเรื่องดังกล่าว เพราะความจริงแล้วอยากให้กลับมาเร็วกว่านั้น ควรจะมาต่อสู้คดีต่าง ๆ ที่ศาลสถิตยุติธรรมของประเทศได้มีข้อกล่าวหาไว้ ซึ่งจริงๆๆแล้วควรที่จะต้องมาก่อนหน้านั้น

ส่วนที่พ.ต.ท.ทักษิณห่วงเรื่องความปลอดภัย พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่าเป็นภาระหน้าที่ของทางตำรวจที่ต้องดูแล
“ความจริงท่านเองต้องรู้อยู่แล้วว่าใครจะเข้ามา เพราะท่านเป็นตำรวจเก่า ทุกคนต้องได้รับการดูแลให้เกิดความปลอดภัย ถ้ามาคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คงไม่มีใครอยากจะไปทำอะไรหรอก”พล.อ.อ.ชลิต

จาก : โพสต์ ทูเดย์

"ทักษิณ" ปักหลักฮ่องกง-ติดตามสถานการณ์เลือกตั้ง


พรรคพลังประชาชน ขายฝันตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว ปี 51 ประมาณ 1 ล้านล้านบาท พร้อมตั้งธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว เผย "ทักษิณ" เตรียมปักหลัก ฮ่องกง จับตาเลือกตั้ง 19-20 ธ.ค. นี้

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน และประธานคณะทำงานนโยบาย แถลงนโยบายเพื่อสร้างรายได้ เข้าประเทศของพรรคพลังประชาชน ว่า พรรคตั้งเป้าเพิ่มรายได้ด้านการท่องเที่ยวในปี 2551 ประมาณ 1 ล้านล้านบาท โดยจะประกาศให้ปี2551-2552 เป็นปีท่องเที่ยว พร้อมกับเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและประกาศความพร้อมของไทย ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อนำรายได้มากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มนักท่องเที่ยวจาก 14 ล้านคนเป็น 20 ล้านคน นอกจากนี้พรรคพลังประชาชนได้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวใหม่พัฒนาศักยภาพในทุกภาค

นายนพดล กล่าวว่า ทั้งนี้ในวันที่ 19 - 20 ธ.ค.พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาประเทศแถบเอเชีย ซึ่งอาจเป็นประเทศฮ่องกง เพื่อจะมาติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งและฟังการปราศรัยพรรคพลังประชาชนวันที่ 21 ธันวาคม โดยเฉพาะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคระบุว่าในวันปราศรัยใหญ่ของพรรคที่ท้องสนามหลวงวันที่ 21 ธ.ค.จะบอกว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับเข้ามาวันใด


ด้านนายสำราญ ภูวอนันตานนท์ กล่าวว่า หากพรรคพลังประชาชนได้รับเลือกเป็นรัฐบาลจะผลักดัน1.ตั้งธนาคารเพื่อการท่องเที่ยว(Tourism Bank) เพื่อให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก พัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน และจะจัดทำให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ 2.จัดตั้งกองทุนเพื่อการท่องเที่ยว(Tourism Fund) โดยจะเสนอให้มีการลดภาษีให้กับผู้ที่ซื้อหน่วยลงทุนจากกองทุนเพื่อการท่องเที่ยวโดยนำเงินที่ได้ไปใช้สนับสนุนองค์กรท่องเที่ยวต่างๆระดับประเทศ 3.จะให้ธนาคารของรัฐจัดตั้งหน่วยงานสนับสนุนทางด้านการท่องเที่ยว


นายปลอดประสพ สุรัสวดี กล่าวว่า จะทำให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจการท่องเที่ยว คนไทยในอีก4ปีข้างหน้าคน64ล้านคนจะเป็นเศรษฐี ทุกคนจะมีรายได้เพิ่มจากการท่องเที่ยวรายละ7 หมื่นบาท ในอีก4ปี ก็จะมีรายได้ 4 ล้านล้านบาท โดยจะกำหนดยุทธศาสตร์และพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทุกภาค พร้อมกับพัฒนาเมืองชายทะเลด้านอ่าวไทยตั้งแต่จ.ตราด-สุราษฎร์ธานี ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกเหมือนเช่นเมืองนีซ ฝรั่งเศส และจะพัฒนาชายหาดการท่องเที่ยวที่ปัจจุบันใช้พื้นที่เพียง 500 กม.ให้เป็น 2500 กม. จะสร้างสถาบันดำน้ำของประเทศ นอกจากนี้ยังพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับโลกให้มาท่องเที่ยวและพักเมืองไทยในระยะยาว ตามโครงการเที่ยวไทยอยู่นานเหมือนบ้านที่ทั้งนี้สิ่งที่พูดอาจดูเหมือนโม้แต่ทั้งหมดทำได้ ถ้าไม่เชื่อลองเลือกพรรคพลังประชาชน


จาก โพสต์ ทูเดย์

พปช.อัดโฆษณาผ่านสื่อ เลือกเกินครึ่งศก.ฟื้นแน่

พรรคพลังประชาชน ซื้อพื้นที่สื่อ อัดแคมเปญโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง ขอให้ประชาชนเลือก ส.ส.พรรคเกินครึ่ง คุยทำเศรษฐกิจฟื้นแน่

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน แถลงถึงยุทธศาสตร์การรณรงค์หาเสียงการเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้ายของพรรคพลังประชาชนว่า พรรคจะเพิ่มการนำเสนอข้อมูลให้ประชาชนได้ตัดสินใจ โดยจะลงโฆษณาทางหน้าหนังสือพิมพ์ต่อเนื่องไปตลอดสัปดาห์ ระบุข้อความ "หมดเวลาทะเลาะกัน เลือกเกินครึ่ง เศรษฐกิจฟื้นแน่" อีกส่วนหนึ่งคือ ป้ายหาเสียงของพรรคที่ติดไว้ตามท้องถนนต่างๆ ก็จะมีป้ายเนื้อหาใหม่ไปปิดทับของเดิม เพื่อเสนอข่าวสารในช่วงโค้งสุดท้าย โดยมีเนื้อหา หมดเวลาแล้วที่จะทะเลาะกัน ขอให้เลือกพรรคพลังประชาชนเกินครึ่ง

"ถ้าเราจะเข้าไปทำหน้าที่ หนทางเดียวคือทางพรรคต้องได้เสียงเกินครึ่งและทำให้การแย่งชิงการจัดตั้งรัฐบาลไม่เกิดขึ้น แต่พรรคเองก็ไม่คิดว่าจะเป็นรัฐบาลเพียงพรรคเดียว เพราะเสถียรภาพของประเทศในการกู้วิกฤติเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญ ถ้ารัฐบาลมีความเข้มแข็ง มี ส.ส.ให้การสนับสนุนเรื่องนโยบายรัฐบาลเพียงพอ การแก้ไขปัญหาก็มากยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าเราได้ 241-242 เสียง แน่นอนว่าคงต้องรวมกับพรรคการเมืองอื่นจัดตั้งรัฐบาล ขณะเดียวกัน เราก็ไม่อยากให้เกิดภาวะที่ว่ามีเสียงข้างมากที่เกรงว่าจะเกิดเผด็จการรัฐสภา แต่เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ก็จะมีพรรคการเมืองได้รับเสียงจำนวนมาก โอกาสจะมีรัฐบาลพรรคเดียวก็มีได้ แต่คงไม่มากนัก" นพ.สุรพงษ์ กล่าว

จาก http://www.komchadluek.net/

ยุบพรรคพลังประชาชน

เมื่อนักการเมืองอย่าง บรรหาร ศิลปอาชา กับ สนั่น ขจรประศาสน์ ออกมาเร่งกระบวนการยุบพรรคพลังประชาชนด้วยตนเอง จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและจะมองข้ามไปไม่ได้เลย เพราะ คน 2 คนนี้เคยทำให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ล้มเหลว และเป็นโมฆะมาแล้ว

การเรียกร้อง กดดัน และจี้ให้ กกต. ลงมือยุบพรรคพลังประชาชนด้วยช่องทางพิเศษ ไม่ต้องเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย และมีเป้าหมายว่าต้องยุบให้ได้ก่อนวันเลือกตั้ง 23 ธันวาคม จะมาถึง แสดงให้เห็นถึง อาการร้อนรน ลุกลี้ลุกลน และอาการหวาดกลัวของคนแก่ 2 คนนี้ ไปพร้อมๆ กัน

กระบวนการยุบพรรคการเมืองตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ก็คือ กกต. ต้องตรวจสอบเรื่องที่ถูกร้องหรือพบว่าเข้าข่ายมีความผิด แล้วลงมติ หาก กกต. เห็นเป็นเอกฉันท์ว่าสมควรยุบ ก็ต้องทำสำนวนเสนอไปให้อัยการสูงสุดพิจารณา หากอัยการไม่เห็นด้วยก็ส่งคืน หากอัยการเห็นด้วยก็ส่งสำนวนคำร้องยุบพรรคไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล หากศาลเห็นว่ามีความผิดตามคำร้องก็สั่งยุบพรรค หากศาลเห็นว่าไม่มีความผิดก็ยกคำร้อง

ขั้นตอนตามกฎหมายต้องเป็นไปอย่างนี้ และในแต่ละขั้น ตั้งแต่ชั้น กกต. อัยการ และศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องมีการสอบผู้กล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหา พยานทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร ซึ่งกว่าจะมีข้อสรุปในแต่ละชั้นก็ต้องใช้เวลาไม่น่าจะเร็วกว่า 1 เดือน โดยเฉพาะในชั้นของศาลรัฐธรรมนูญ กว่าจะสืบพยาน กว่าจะฟังคำให้การของแต่ละคน แต่ละปากจบ ก็น่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5-6 เดือน กรณีการยุบพรรคไทยรักไทย ตุลาการรัฐธรรมนูญก็ใช้เวลาพิจารณามากกว่า 6 เดือน

กล่าวโดยรวมแล้ว ตั้งแต่ กกต. เริ่มรับข้อร้องเรียน ตั้งกรรมการสอบ ไปจนถึงศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยทางใดทางหนึ่ง น่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี จึงไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะมีการยุบพรรคพลังประชาชนได้ในเวลาที่เหลืออีกไม่ถึง 1 สัปดาห์ก็จะถึงวันลงคะแนนเลือกตั้ง

แต่ทว่า กลับมีความพยายามที่จะใช้ช่องทางพิเศษ ใช้อำนาจพิเศษที่ไม่มีอยู่ในกฎหมาย หากแต่อาศัยการตีความกฎหมายเพื่อประโยชน์ฝ่ายตน และให้โทษผู้อื่น ด้วยการเร่งรัดให้ กกต. สรุปสำนวนการยุบพรรคพลังประชาชนโดยไม่ต้องมีการสอบสวน แล้วส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งยุบพรรคพลังประชาชนทันที โดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมและหลักกฎหมาย

กระบวนการยุบพรรคพลังประชาชนโดยอาศัยอำนาจพิเศษนี้ อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องตลกที่เป็นไปไม่ได้ เพราะก่อนการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ก็ไม่มีใครคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน จะบอยคอตการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่พรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะแพ้หรือไม่มีทางสู้อย่างไร ก็ต้องทำตามหน้าที่ของตนในฐานะพรรคการเมือง

แต่สุดท้าย นายบรรหาร ศิลปอาชา และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ก็กล่อม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สำเร็จ ทำให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เกิดปัญหา และลุกลามเป็นวิกฤติการเมือง นำไปสู่การรัฐประหาร และ กลายเป็นต้นธารของวิกฤติทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่ไหลบ่าท่วมชีวิตคนไทยจนแทบจมปัญหา สำลักวิกฤติตายอยู่ในขณะนี้

เพราะฉะนั้น อย่าได้ประมาทว่าการยุบพรรคพลังประชาชนด้วยอำนาจพิเศษ ด้วยการตีความกฎหมายเพื่อความพึงพอใจและความสมประโยชน์ของคนบางคน จะเกิดขึ้นไม่ได้ โดยเฉพาะ บุคคลที่ถือว่าตนเป็นผู้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ และกฎหมายทั้งปวงที่มีอยู่ในแผ่นดินนี้

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนั่งสุมหัวขบคิดหาช่องทางยุบพรรคพลังประชาชนให้ได้ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง และมีความพยายามหยั่งกระแสสังคมอยู่ตลอดเวลาว่าเห็นด้วยหรือไม่ ปรากฏว่าข้อเสนอของ นายวีระ สมความคิด 1 ในขบวนการหาเหตุยุบพรรคพลังประชาชน ยังไม่ได้รับความสนใจมากพอ จึงเป็นคิวของนายบรรหารเสนอขึ้นมาบ้างในระหว่างไปปราศรัยหาเสียงภาคใต้ และตามด้วย พล.ต.สนั่น ในระหว่างหาเสียงภาคเหนือ

ข้อเสนอของทั้ง 3 คนนี้ตรงกัน คือ เร่งรัดให้ กกต. ยุบพรรคพลังประชาชนก่อนการเลือกตั้ง ด้วยข้อกล่าวหาเดียวกันคือ วีซีดีทักษิณบอกให้ประชาชนเลือกพรรคพลังประชาชน

แต่ดูเหมือนว่าข้อเสนอนี้จะไม่มีเงื่อนไขเพียงพอที่ กกต. จะอ้างได้ว่าเป็นเหตุสำคัญที่ต้องพิจารณาและดำเนินการยุบพรรคพลังประชาชนอย่างเร่งด่วน ประกอบกับเหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึงสัปดาห์ก็จะเป็นวันเลือกตั้ง หากทำอะไรที่เป็นการคัดง้างความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็อาจจะทำให้การเลือกตั้งมีปัญหาทั้งหมดก็ได้

จึงมีการเปลี่ยนข้อเสนอใหม่ จากยุบพรรคพลังประชาชน มาเป็นตัดสิทธิผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนทุกคน ด้วยเหตุที่ว่าได้รับประโยชน์จากวีซีดีทักษิณ หากตัดสิทธิก่อนวันเลือกตั้งไม่ได้ ก็ไปตัดสิทธิหลังการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว

ความพยายามเหล่านี้ แม้จะดูไม่มีเหตุมีผล ไม่น่าจะเป็นไปได้ และน่าหัวเราะขบขัน แต่กลุ่มผู้ดำเนินการกลับทำกันอย่างเคร่งเครียดจริงจัง ไม่มีท่าทีล้อเล่น และมุ่งมั่นที่จะทำทุกอย่างให้พรรคพลังประชาชนถูกยุบ และได้ ส.ส. น้อยที่สุด ถ้าทำได้ก่อนเลือกตั้งก็เข้าเป้า แต่ถ้าทำไม่ทัน ต้องรอไปหลังเลือกตั้ง ก็ยังเอา

ในส่วนของประชาชนที่เอาใจช่วยพรรคการเมืองที่กำลังถูกหาเรื่องยุบพรรคในขณะนี้ มีทางแก้ทางเดียวก็คือ หากเชื่อว่าพรรคการเมืองนั้นถูกรังแก กลั่นแกล้ง เพื่อถูกลงโทษโดยไม่มีความผิด ก็คือการทำให้กลุ่มบุคคลที่กำลังดำเนินการอยู่ได้เห็นว่า ประชาชนพร้อมที่จะเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้กับพรรคการเมืองพรรคนั้น

หากวันใดมีการยุบพรรคเกิดขึ้น ก็จะเป็นการวัดกำลังกันระหว่าง พลังของประชาชน กับ พลังของผู้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ

ถึงเวลานั้น ไม่ใครก็ใคร ต้องไปกันข้างหนึ่งล่ะ

วันนี้ บรรหาร ศิลปอาชา กับ สนั่น ขจรประศาสน์ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ต้องฆ่ากันให้ตายไปข้าง ระหว่างพรรคชาติไทยกับพรรคพลังประชาชน

เพราะหากพรรคพลังประชาชนรอด พรรคชาติไทยก็จบเห่

เลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่มีเสมอ มีแต่ แพ้ กับ ชนะ เท่านั้น

สำหรับประชาชนก็เช่นเดียวกัน หากแพ้ก็อยู่ใต้อำนาจเผด็จการตลอดไป หากชนะโอกาสที่จะมีประชาธิปไตยอีกครั้งก็สดใส

พูดกันถึงขนาดนี้แล้ว ก็แล้วแต่จะเลือกล่ะครับว่า จะพาตัวเองไปทางไหน

จาก http://www.prachatouch.com/

เปิดหมดเปลือก หนึ่งปีที่หายไป

อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หลังจากนิราศร้างห่างบ้านเกิดเมืองนอนไปกว่า 1 ปี ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จของคณะรัฐประหารเป็นดาบแรก ตามซ้ำดาบสองด้วยขบวนการตุลาการภิวัตน์ แม้จะคิดถึงบ้านเมืองขนาดไหนก็ยังไม่อาจตัดใจกลับมาได้ เพราะกลัวความไม่ปลอดภัย ก็ขนาดอยู่ในตำแหน่ง และรักษาการนายกฯ ยังโดนทั้งแพลนบอมบ์ คาร์บอมบ์ จะให้วางใจตามคำของผู้เชื้อเชิญเชิงท้าทายให้กลับมาสู้คดีได้อย่างไร

และถ้ายังจำกันได้ ครั้งหนึ่ง นายกฯ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เล่นบทพระคุณ บอกให้กลับจะรับรองความปลอดภัย แต่อดีต ผบ.ทบ. และประธาน คมช. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กลับ สวมบทพระเดช ว่าจะไม่รับรองความปลอดภัยถ้ากลับมาในขณะนั้น

อดีตนายกฯ ทักษิณ ประกาศจะกลับมาเมื่อบ้านเมืองมีบรรยากาศเป็นประชาธิปไตย และพร้อมสู้คดีทุกข้อกล่าวหา กว่า 1 ปี ไม่มีหนังสือพิมพ์และข่าวทีวีช่องไหนบินไปสัมภาษณ์อดีตนายกฯ ทักษิณ จะมีก็แต่หมวดเจี๊ยบ ซึ่งเป็นทหารประจำการ อาจหาญบินไปสัมภาษณ์ถึงลอนดอน ซึ่งก็โดนถล่มงอมพระราม แถมถูกตั้งกรรมการสอบอีกต่างหาก

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรณาธิการบริหาร นิตยสารรายสัปดาห์ ประชาทรรศน์ อุดมศักดิ์ เสาวนะ บินไปสัมภาษณ์อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ขณะพักผ่อนอยู่ที่ฮ่องกง หลังจากพยายามติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์มานาน และนำลงตีพิมพ์ใน นิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ฉบับที่ 46 ประจำวันเสาร์ที่ 15 – วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พุทธศักราช 2550

อดีตนายกฯ ทักษิณ ยังคงแสดงออกถึงความห่วงใยบ้านเมือง ต้องการเห็นความสามัคคี เพื่อให้ชาติบ้านเมืองเดินไปได้ “…ท่านพระพุทธทาสบอกว่า มนุษย์เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งสิ้น เราเป็นมนุษย์ร่วมชาติเดียวกัน ต้องถือว่าเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย ก็ต้องมีเมตตาต่อกัน ผมคิดอย่างนี้ ผมเลยไม่คิดจะไปอาฆาตอะไร ไม่คิดจะไปล้างแค้นใครหรืออะไร ผมคิดแต่ว่าวันนี้ผมเองอยากจะกลับไปอยู่บ้านให้มีความสุข ตามประสาพ่อแม่ลูก และทำหน้าที่ของประชาชนไทยคนหนึ่งให้ดี เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต่อเพื่อนร่วมชาติเท่าที่ทำได้ เอาแค่นั้น ไม่คิดอะไรมาก

เมื่อย้อนถามว่าที่ผ่านมาคิดว่าทำอะไรผิดพลาดบ้างไหม คำตอบคือ มีหลายอย่างที่ผมมีเวลาทบทวนตัวเองนะ สิ่งที่ถามว่าผมได้ทำทุ่มเทให้กับบ้านเมืองนั้น ต้องเปลี่ยนแปลงไหม ไม่ต้องเปลี่ยนแปลง มันคือเป็นสิ่งที่ต้องทำ คนที่เป็นผู้นำนั้นต้องมองยุทธศาสตร์ชาติ และเป็นคนบริหารไม่ให้หน่วยงานเหล่านั้นขัดแย้งกัน เพราะว่าหน่วยงานมีเยอะ มีหลายกระทรวง มีองค์การต่างๆ เยอะแยะ ที่เราจะต้องทำอย่างไรที่จะให้เขาเคลื่อนตัวไปอย่างมีพลัง อันนั้นต้องทำ และต้องรู้ปัญหาอย่างแท้จริง นั่นเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อไป แต่สิ่งที่ดีตรงนั้นมันมีสิ่งที่เสีย สิ่งที่ดีตรงนั้นคือ เราใช้เวลากับมันลงรายละเอียดและทุ่มเทกับมันมาก แต่ไม่มีเวลาบริหารจัดการสิ่งที่เป็นแบบไทยๆ

แบบไทยๆ คือว่าจะต้องมีเวลาอยู่กับกลุ่มต่างๆ ในประเทศ ต้องมีเวลาไปกินข้าวกัน นั่งกินไวน์กัน อยู่ดึก กลุ่มนั้น กลุ่มนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน พอเราไม่ได้บริหารส่วนนั้น ความเข้าใจไม่เกิด การพูดกันไม่มี มันมีจิตปรุงแต่งว่าจะเป็นอย่างนั้น ว่าจะเป็นอย่างนี้ แล้วมองต่างๆ นานา และเวลาสงสัยเนี่ยจะมองแง่ร้ายไปหมด สิ่งเหล่านี้ทำให้ความไม่เข้าใจผมเกิดเป็นกระแสขึ้นมาได้ พอมีคนสร้าง คนเติมเชื้อ มันเลยเป็นกระแสลบ ทั้งๆ ที่เราได้ทำสิ่งที่เป็นบวกมากมาย

แต่ต้องถามก่อนว่าคนเราเกิดมามีใครสมบูรณ์ 100% ไม่มีครับ ไม่มีใคร 100% ฉะนั้นเราต้องยอมรับว่า จุดอ่อนเราก็มี แต่ว่าถ้าต้องทำใหม่นี้เป็นอย่างไร ก็ต้องตอบว่าพอแล้ว เหนื่อยแล้ว ให้รุ่นน้องๆ เขาทำ แล้วเราเป็นกำลังใจคอยให้การสนับสนุน คอยให้คำแนะนำถ้าเขาต้องการ อย่างนี้จะดีกว่าไหม อันนี้ขอเล่าให้ฟังเท่านี้ก่อน

เมื่อถูกถามว่า คิดถูกหรือไม่ที่ตั้ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็น ผบ.ทบ. เพราะเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ต้องออกจากอำนาจ

ก็เป็นไปได้นะ ก็เป็นไปได้ แต่ว่าผมเองเป็นคนซึ่งว่ากันไปตามระบบ เพราะว่าในวันนั้นบังเอิญว่ามีคนที่เป็นแคนดิเดตอยู่ 3 คน คนหนึ่งคือ พล.อ.สนธิ (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน) อีกคน พล.อ.บุญสร้าง (พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์) อีกคนหนึ่งก็ พล.อ.เลิศรัตน์ (พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวินิช) บังเอิญว่าทั้ง 2 ท่านนั้นเป็นนักเรียนทุน จบต่างประเทศ ถึงแม้ว่าเขาจะผ่าน จปร. ปี 1 แต่เขาไปจบต่างประเทศ ทีนี้เหลืออยู่คนเดียวที่จบ จปร. คือเขา โดยแบบธรรมเนียมแล้วยังไม่เคยตั้งคนที่ไม่จบ จปร. มาเป็น ผบ.ทบ. ผมเลยตั้งเขาเข้ามาเป็น ผบ.ทบ. อันนี้เป็นเรื่องที่ตั้งไปแล้ว ผมจะไม่พูดย้อนกลับไปว่าถูกไม่ถูก แต่ว่าตั้งไปแบบนี้ ตั้งด้วยเหตุผลแบบนี้ แล้วอีกอย่างหนึ่งมองว่า คุณสนธิเป็นมุสลิม หวังว่าจะให้ไปแก้ปัญหาทางภาคใต้ แต่ปรากฏว่าไม่ค่อยได้ใช้เวลากับเรื่องนี้เท่าไร”

อดีตนายกฯ ยังสอนมวยกลุ่มผู้มีอำนาจในขณะนี้ว่า ผมแนะนำนะ โลกยุคใหม่ นี่ผมพูดตั้งแต่สมัยผมเป็นนายกฯ ใหม่ๆ หรือก่อนเป็นนายกฯ ด้วยซ้ำ โลกยุคใหม่นั้นถ้ายิ่งปิดเขายิ่งอยากรู้ ถ้าใจแคบยิ่งแย่ลง ยิ่งใจกว้างยิ่งดีขึ้น นี่โลกยุคใหม่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเนี่ยสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้อย่างที่บอกว่า ผมทำไมเป็นข่าวอยู่ตลอดเวลา ก็เพราะว่าเขาพยายามปิดผม ถ้าเขาไม่พยายามปิดผมข่าวผมอาจจะไม่ได้รับความสนใจแล้ว พอเขาพยายามปิด หนังสือพิมพ์ที่มีข่าวผมขายดี ขายดีเขาก็เอาข่าวผมมาลงอีก พอมีข่าวผมก็ไปทำ มันเป็นเรื่องที่ คือผมอยากจะบอกนะ อยากจะสอนนะ ความจริงแล้วทุกคนก็เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาผมมา หลายคนก็เป็นน้อง เป็นพี่ๆ เพื่อนๆ มา ก็อยากจะบอกว่าต้องเข้าใจโลกเสียใหม่ ต้องเข้าใจวัฒนธรรมที่มันเปลี่ยนไป อยากเข้าใจดีที่สุดเลยคุยกับลูกตัวเอง จะได้รู้ว่าโลกมันเปลี่ยนไปนะ ถ้าเข้าใจลูกนะ นอกจากไปสั่งลูกให้ซ้ายหันขวาหันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าหากเข้าใจลูก คุยกับลูกเหมือนเพื่อน ให้ลูกกล้าเล่าให้ฟังเนี่ย เราจะเข้าใจโลกใหม่ดีขึ้น ถ้าเราเข้าใจโลกใหม่ได้ดีขึ้น เราจะปรับตัวได้ดีขึ้นนะครับ

อย่างเช่นวิธีที่พยายามจะทำกันอยู่เป็นวิธีการสมัยปี 2500 แล้วเอามาทำ มันไม่ได้ผลหรอก วันนี้อยากจะบอกว่า ให้มันจบตามวาระของ คมช. เถอะ สิ่งที่พยายามนำสิ่งเก่าๆ สิ่งที่มันสร้างความแตกแยก สิ่งที่มันล้าสมัย สิ่งที่ไปตีตราว่าคนนั้นเป็นอย่างนี้ คนนั้นเป็นอย่างนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยปี 2500 เพราะฉะนั้นให้เลิกไป ให้มันหมดอายุตาม คมช. ไปเสีย แล้วเมื่อมันเป็นประชาธิปไตยแล้ว ขอให้นำประเทศก้าวสู่การก้าวทันโลกเถอะ ไม่เช่นนั้นเยาวชนของเรา ลูกหลานเราจะเป็นผู้รับกรรม เพราะเนื่องจากว่าประเทศของเราตามโลกไม่ทัน ถ้าจะตามโลกให้ทันนั้นต้องเข้าใจวิธีคิดของโลกนะครับ อย่าไปคิดแต่ว่าตัวเราอย่างไร ไปคิดอยู่ในวงของเราเองไม่ได้ ไม่พอ คือ เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกแล้วนะ อย่าลืมว่าเราไม่ได้อยู่นะ ทุกอย่างถูกเปรียบเทียบหมด ทุกอย่าง เวลาเงินจะมาลงทุนเขาก็เปรียบเทียบว่าลงที่นี่เป็นอย่างไร กฎเกณฑ์กติกาที่นี่น่าเชื่อถือไหม ศักยภาพในการลงทุนเป็นอย่างไร น่าเชื่อถือไหม ประชาชนเป็นอย่างไร แรงงานเป็นอย่างไร เขาพิจารณาหมด และก็ความมั่นคงทางการเมืองเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นก็ขอให้มองไปกว้างๆ อย่ามองอะไรแคบๆ และบ้านเมืองมันจะดีขึ้นวันนี้ที่เขาต้องการจะล้มนโยบายผม ต้องการจะล้างความทรงจำของประชาชนที่มีต่อผม เลยไปยิงตรงฐานล่าง คือ ไปเปลี่ยนรากหญ้าเป็นรากแก้ว ไปเปลี่ยนนโยบาย ไปทำอะไร อย่าง 30 บาท บอกว่าให้ฟรี แต่ให้ฟรีแล้วไม่รักษาทุกโรค บางโรคคนจนกลายเป็นคนไข้อนาถาใหม่ แล้วยาเสพติดกลับเข้ามา กองทุนต่างๆ เงินไม่มี ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ มันทำลายฐานล่าง เมื่อฐานล่างถูกทำลาย ความเชื่อถือของผู้บริโภคหมด ความสามารถในการใช้จ่ายหมด มันเขยิบลามขึ้นไปถึงข้างบน

จนปัจจุบันนี้ธนาคารเริ่มมีหนี้เสียเยอะ อันนี้มันเป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่ไล่จากล่างขั้นบน ตอนปี 2540 ไล่จากบนลงล่าง อันนี้คือความที่เกิดขึ้นเพราะว่าไม่เข้าใจตรงนี้ และยิ่งไปทำเท่าไรมันเสียหาย เพราะว่าสิ่งที่ผมทำมันถูก คือ สิ่งที่ผมทำมามันถูก จะไปทำสิ่งที่มันถูกบอกว่ามันไม่ถูกเนี่ย มันต้องออกมาผิด เมื่อมันผิดวันนี้คนถึงคิดถึงผม เพราะตรงนี้ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนพิเศษหรืออะไร ไม่ใช่ แต่เป็นเพราะว่าสิ่งที่เราทำไปแล้วเนี่ยมันถูกต่อระบบเศรษฐกิจไทย เพราะว่าระบบเศรษฐกิจไทยมันเป็นสังคมที่แตกต่างกัน 2 สังคมอยู่ในประเทศเดียว

สังคมชนบทที่การศึกษายังไม่พอ ยังยากจนอยู่ เขาต้องการการประคับประคองสักนิดหนึ่งเขาก็ไปรอด ส่วนสังคมชั้นบนนั้นมันเป็นสังคมที่ช่วยตัวเองได้ แต่ถ้าสังคมข้างล่างไปรอดสังคมข้างบนยิ่งดีใหญ่ ทีนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราทำถูกแล้ว แต่เขาบอกว่า เฮ้ย...ไม่ถูก ไม่ถูก เขาจัดการสิ่งที่เราทำถูก เลยเป็นผิด เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือว่า เศรษฐกิจแย่ลง คนที่คิดถึงผมเพราะว่าตอนที่ผมอยู่เศรษฐกิจมันดีขึ้น แต่ตอนนี้เศรษฐกิจมันแย่ลง

นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง และถูกโค่นอำนาจ ท่ามกลางความสงสัยของประชาคมโลกว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ ที่ใช้วิธีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแทนการให้ประชาชนตัดสินใจด้วยการลงคะแนนเลือกตั้ง บอกถึงอนาคตของเขาว่าจะทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองในสถานะอื่น เช่น เรื่องการศึกษา เขาหวังที่จะกลับมาใช้ชีวิตในบ้านเมืองอย่างปกติสุข ไม่คิดไม่แค้นใครทั้งนั้น พร้อมทั้งขอบคุณไปยังเพื่อนแท้ทุกคนที่ไม่ทิ้งเขา ไม่ว่าจะสุขทุกข์อย่างไร เพื่อนแท้ที่ไปรวมกันต่อสู้ทางการเมืองในนามพรรคพลังประชาชน...

คนรักทักษิณ อย่าพลาดอ่านเล่มประวัติศาสตร์ เปิดอกหมดเปลือก ยิ่งคนเกลียดยิ่งต้องอ่าน 2 เที่ยวเป็นอย่างน้อย เพราะจะได้รู้ว่าเขาไม่เคยเกลียดคุณเลย ด่วน...ครับ ก่อนที่จะหมดจากแผง...

จาก http://www.prachatouch.com/