เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, December 17, 2007
เวทีพีเน็ตล่ม พปช.ไม่ร่วมดีเบต
ประแสง ยื่นศาลปกครองไต่สวนฉุกเฉิน กกต.
ผู้สมัครส.ส. เขต 1 อุทัยธานี พรรคพลังประชาชน ยื่นศาลปกครอง ไต่สวนฉุกเฉิน กกต. ขู่แจกใบแดง ให้เป็นรายแรกพร้อมเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งล่วงหน้าใหม่
เพื่อให้กกต.ดำเนินการเยียวยา กรณีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับตนในทางเสียหาย โดยกล่าวหาว่าตนเป็นบุคคลเสียสติ รวมถึงมีคำขู่ว่าจะแจกใบเหลือง ใบแดง ให้กับตนเป็นรายแรก ทั้งนี้ นายประแสง กล่าวว่า ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ กกต.หยุดการให้สัมภาษณ์ถึงตน พร้อมลงประกาศในสื่อสิ่งพิมพ์และโฆษณาแก้ไขว่าตนไม่ได้เป็นบุคคลเสียสติ รวมถึงการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตการเลือกตั้งที่ 1 จ.อุทัยธานี ใหม่เพราะเชื่อว่าผลจากการพูดพาดพิงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเสียหายและประชาชนอาจเกิดความเข้าใจผิดจนทำให้เสียคะแนนได้ พร้อมกันนี้ยืนยันว่า จะยังใช้สื่อเอกสารและสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกอบการหาเสียงต่อไป อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างการรอการพิจารณาของศาลว่าจะมีคำสั่งไต่สวนฉุกเฉินหรือไม่
สั่งสอบตร.ไม่เป็นกลางในการเลือกตั้งเพิ่ม
ผบ.ตร.ภูธร ภ.5 สั่งย้ายด่วนตร.เชียงราย ออกนอกพื้นที่อีก 1 นาย เหตุวางตัวไม่เป็นกลางในการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมา พร้อมสั่งสอบตร.ภาคเหนือเพิ่มอีก 10 นาย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท. ธีรศักดิ์ ชูกิจคุณ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้สั่งย้ายตำรวจชั้นประทวน จังหวัดเชียงราย 1 นาย เนื่องจากวางตัวไม่เป็นกลางในการเลือกตั้งล่วงหน้า-นอกเขตที่ผ่านมา ออกนอกพื้นที่ให้มาช่วยราชการที่ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นการชั่วคราว เพื่อความเหมาะสม พร้อมทั้งสั่งสอบข้อเท็จจริง ตำรวจอีก 10 นาย
โดยในพื้นที่จังหวัดลำปาง มีจำนวน 8 นาย พะเยา 1 นาย และตำรวจสังกัดภูธรภาค 5 อีก 1 นาย หลังได้รับการร้องเรียนว่าวางตัวไม่เป็นกลาง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีคำสั่ง ควบคุมดูแลความประพฤติ ตำรวจเชียงราย และเชียงใหม่ อย่างใกล้ชิด ที่ได้รับการร้องเรียน วางตัวไม่เป็นกลาง ไปแล้วจำนวน 14 นาย
พล.ต.ท. ธีรศักดิ์ กล่าวว่าในช่วงการเลือกตั้งล่วงหน้าช่วงวันเสาร์และอาทิตย์(15-16 ธ.ค.)ที่ผ่านมา ในพื้นที่ภาคเหนือ ยังไม่พบการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีแต่เพียงพื้นที่จังหวัดน่าน ที่มีการเผาป้ายหาเสียง ของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ติดไว้ริมถนนถึง 6 พรรค คาดว่าน่าจะเป็นความคึกคะนองของกลุ่มวัยรุ่น และเชื่อว่าในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง ไม่น่าจะเกิดความรุนแรง เนื่องจากผู้สมัคร ระมัดระวังตัวกันเพิ่มมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่จะปรับวิธีการหาเสียงตลอดเวลา เพื่อที่ชักจูงใจชาวบ้าน ให้ไปลงคะแนนให้ตนเอง
พีทีวี นิวส์
17 ธันวาคม 2550 เวลา 14:30 น.
กกต.ลั่นอย่ากดดันการทำงาน
สมาพันธ์วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ร่วมรณรงค์ชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ สมัชชาภาคอีสานจี้กกต.ยุบพรรคพลังประชาชน อ้างเป็นนอมินี ‘ทักษิณ’ ผิดกม.เลือกตั้ง ‘สุทธิพล’ ยืนยันไม่ใส่เกียร์ว่างแต่ขออย่ากดดัน เมื่อช่วงเช้าที่อาคารศรีจุลทรัพย์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายจำนรรค์ ศิริตัน นายกสมาพันธ์สมาคมวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ นำทีมเหล่าสมาชิกทั้ง ดารา นักร้อง พิธีการ อาทิ เขต ฐานทัพ ท๊อป พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร เบนซ์ ปุณยพร พูนพิพัฒน์ และวิบูลย์ ลีรัตนขจร เป็นต้น ร่วมใส่เสื้อสกรีนข้อความ “ไม่ขายเสียง ไม่ขายชาติ” พร้อมแจกแผ่นพับรณรงค์ไม่ขายเสียง ให้กับประชาชนที่อยู่ด้านหน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมนี้
ขณะเดียวกัน มีกลุ่มสมัชชาภาคอีสาน นำโดย นพ.ศุภผล เอี่ยมเมธาวี และสมาชิกกว่า50คน เดินทางมายื่นหนังสือ เพื่อขอให้กกต.ตรวจสอบ กรณี พรรคพลังประชาชนเป็นนอมินี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งอาจเป็นการผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยได้มอบวีซีดีและภาพถ่าย ที่มีการอ้างว่าพรรคพลังประชาชนนำไปแจกจ่ายในภาคอีสานมามอบให้กับกกต. พร้อมเรียกร้องให้ กกต.แจกใบแดงให้กับพรรคพลังประชาชนก่อนวันเลือกตั้ง โดย นพ.ศุภผล กล่าวว่า ในช่วงบ่ายของวันนี้จะเดินทางไปยื่นหนังสือที่สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อขอให้สั่งฟ้องเรื่องดังกล่าวไปที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม วันนี้มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 10 นาย มาดูแลความเรียบร้อยที่อาคารศรีจุลทรัพย์อีกด้วย
ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. กล่าวว่า กกต.มีนโยบายวางตัวเป็นกลาง ขอให้กลุ่มที่เดินทางมายื่นเรื่องไว้วางใจการทำงานของกกต. โดยยืนยันว่าจะไม่ใส่เกียร์ว่าง และขออย่ากดดันการทำงานของกกต. เนื่องจากกกต.ทำงานเต็มที่ และทุกอย่างที่ทำจะเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศ โดยจะทำให้บ้านเมืองผ่านพ้นวิกฤตไปได้
ซึ่งขณะนี้กกต.ต้องเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยเนื่องจากมีหลายกลุ่มเดินทางมาร้องเรียนกับกกต. โดยเฉพาะช่วงนี้ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ทางกกต.เองก็หวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ไม่อยากให้เกิดการหวาดระแวงในการทำงาน เนื่องจากทุกขั้นตอนมีกระบวนการ อีกทั้งได้มีการประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่จะเข้ามาดูแลในเรื่องของความปลอดภัย
"ส่วนเรื่องของการแสดงเสรีภาพนั้น ทุกคนสามารถทำได้ แต่ขอให้ทำในกรอบของกฎหมาย อย่ารบกวนการทำงานของกกต." นายสุทธิพล กล่าว
ขณะที่ นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้งด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวว่า การชุมนุมต่าง ๆ เพื่อมากดดันให้กกต.ลาออกนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ และจะไม่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้ต้องมีเลื่อนการเลือกตั้งแน่นอน อย่างไรก็ตามสำหรับกรณีที่ นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้งออกมาระบุว่า กกต.ถูกข่มขู่นั้น ยืนยันว่าตนก็ถูกข่มขู่เช่นกัน แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการไม่พอใจในการทำงานของกกต.เท่านั้น ไม่มีอะไร
ทั้งนี้จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ออกมาระบุว่าจะมีการป่วนการเลือกตั้งนั้น นายประพันธ์ กล่าวว่า จากการดูยอดผู้มาใช้สิทธิ์ล่วงหน้าแล้ว มีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เป็นจำนวนมาก จึงไม่น่าที่จะเกิดปัญหาขึ้นได้ ส่วนการรักษาความปลอดภัยในวันที่ 23 ธันวาคม นั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงได้ทำหน้าที่นี้อยู่.
พีทีวี นิวส์
17 ธันวาคม 2550 เวลา 14:31 น.
‘จาตุรนต์’จี้‘บิ๊กบัง’แจงดอดพบกกต.
‘อ๋อย’ไม่ไว้ใจ‘บังธิ’ย่องเงียบหา‘สดศรี’หวั่นเข้าแทรกแซง ชี้มีให้เห็นเมื่อครั้งตัดสินยุบพรรค‘บังธิ’เข้าพบตุลาการรธน. โดยอ้างชวนไปทำบุญ เชื่อพปช.ได้คะแนนเสียงเกินครึ่ง จากกรณีที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และประธานคณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์และการแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง (ครส.) ยอมรับว่า ได้ไปพบ นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรค โดยพล.อ.สนธิอ้างถึงการเข้าพบครั้งนี้ว่า เนื่องจากกกต.และครส.ทำงานใกล้ชิดกัน
ต่อมาทางด้าน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้พล.อ.สนธิ ในฐานะประธานครส.ออกมาชี้แจงกรณีที่เดินทางเข้าพบ กกต.ก่อนมีการเลือกตั้งล่วงหน้าว่าไปพบด้วยเรื่องใด เป็นการวางแผนหรือกำกับกกต.ทำอะไรหรือไม่ เพราะเหลือเวลาอีกเพียงแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้นก็จะถึงการเลือกตั้งแล้ว
“ผมคาดการณ์ไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับกรณีที่นางสดศรี ออกมาเปิดเผยว่ามีผู้ขอร้องให้ลาออกเพื่อล้มเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามหากจำได้ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยยุบพรรค พล.อ.สนธิ ก็เคยเข้าพบตุลาการรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งโดยอ้างว่าชวนไปทำบุญมาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าชวนนางสดศรีไปทำบุญอีกหรือไม่”นายจาตุรนต์ กล่าว
อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวยอมรับว่า เป็นห่วงขบวนการล้มเลือกตั้งเพราะมีร่องรอยปรากฏให้เห็นอยู่แล้วโดยองค์กรเดิมที่เคยเคลื่อนไหว ทั้งกลุ่มพันธมิตร สนช.สายพันธมิตร เคยเสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปเพื่อปฏิรูปการเมืองเสียก่อน ไม่เช่นนั้นบางพรรคอาจจะชนะเลือกตั้งกลับเข้ามา อีกทั้งไม่แน่ใจว่าผู้นำทางทหารจะคิดยึดอำนาจอีกหรือไม่ ตนจึงขอเรียกร้องให้ คมช.และคนเหล่านี้ออกมาแสดงความจริงใจว่าจะเคารพผลการเลือกตั้งและยึดมั่นในกติกา
ทั้งนี้นายจาตุรนต์เชื่อว่า การเลือกตั้งวันที่23 ธ.ค.นี้ พรรคพลังประชาชนจะได้เสียงเกินครึ่ง อย่างไรก็ตามในการเดินทางไปปราศรัยที่ภาคเหนือชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าการเลือกตั้งล่วงหน้าที่จ.ลำพูน และเชียงใหม่ มีการเขียนหมายเลขผู้สมัครส.ส.จากหลายพรรคลงบนฝ่ามือของทหารเกณฑ์ เพื่อให้ลงคะแนน ซึ่งแม้พรรคพลังประชาชนจะได้เสียงข้างมากแต่พวกตนจะไม่เรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรม แต่ยืนยันว่าจะผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญแน่นอน
พีทีวี นิวส์
17 ธันวาคม 2550 เวลา 15:18 น.
พปช.ร้องกกต.ตรังจนท.รัฐวางตัวไม่เป็นกลาง
‘ศุภชัย’แฉ เจ้าหน้าที่รัฐชักจูงชาวบ้านเลือกผู้สมัครพรรคปชป. อำนวยความสะดวกขนคนไปเลือกตั้ง ร้องกกต.ตรวจสอบรายชื่อปชช.เหตุไปใช้สิทธิ์ล่วงหน้ามากถึง 3 เท่า นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร ส.ส ระบบสัดส่วน อันดับ 4 กลุ่ม 8 พรรคพลังประชาชน ได้เข้ายื่นหนังสือถึง กกต.จังหวัดตรัง ร้องเรียนพฤติกรรมของนางสมฤดี จริงจิตร เจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งเสริมสุขภาพโรงพยาบาลปะเหลียนและนายสมาน หลักเทพ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10 ต.แหลมสอม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ได้อำนวยความสะดวกนำคนไปลงคะแนนเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา รวมทั้งมีการชักจูงชาวบ้านให้เลือกผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ เข้าข่ายการวางตัวไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่ โดยมีนายศิริชัย นาคไพลิน หัวหน้านักวิชาการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจ.ตรัง เป็นผู้รับเรื่อง
โดยนายศุภชัยฯ ได้เรียกร้องให้จังหวัดตรัง ยกเลิกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการขนคนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุหรือผู้พิการก็ตาม เพราะอาจเป็นเหตุให้มีการจูงใจให้เลือกผู้สมัครพรรคใดพรรคหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรม และขอให้ กกต.จังหวัดตรวจสอบรายชื่อชาวบ้านในหมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 ต.แหลมสอมอ.ปะเหลียน ด้วย เนื่องจาก มีประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าทั้งในเขตและนอกเขตถึง 12,640 คน ซึ่งมากกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 ถึง 3 เท่า.
พีทีวี นิวส์
17 ธันวาคม 2550 เวลา 17:01 น.
'ยงยุทธ'ย้ำ พปช.แข็งกร้าวแท้จริงต้องการปรองดอง

'การเก็บหีบบัตรเลือกตั้ง ก็น่าเป็นห่วง มีกฎระเบียบในการเก็บไว้ในที่ต่างๆ ทั้งโรงพัก ไปรษณีย์ ค่ายทหาร วิธีที่ง่ายที่สุดน่าจะนำมาเก็บไว้รวมกันที่เดียว มีตัวแทนพรรคการเมืองพยานองค์กรที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ไปดูแล จนกว่าจะถึงวันที่ 23 ธันวาคม เพราะการแยกเก็บยากแก่การดูแล' นายยงยุทธกล่าว
ทั้งนี้ นายยงยุทธ ยังเปิดเผยถึงแนวทางการทำงานของพรรคพลังประชาชนว่า พรรคจะยึดแนวทางการจัดตั้ง รัฐบาลเดิม ด้วยการร่วมมือกับทุกฝ่ายตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มุ่งเน้นทำให้ ประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัย รับฟังความคิดเห็นของพรรคอื่นโดยมองประเทศชาติเป็นหลัก และลดความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้น
ส่วนท่าทีที่แข็งกร้าวของพรรคพลังประชาชนที่ถูกสร้างขึ้นนั้น นายยงยุทธกล่าวว่า เป็นเพียงภาพจำแลง แต่จิตวิญญาณที่แท้จริงแล้วพรรคพลังประชาชนต้องการความปรองดอง เพื่อกู้วิกฤติชาติที่กำลังอยู่ในปากเหวขณะนี้ ขณะเดียวกันยังพร้อมที่จะสนับสนุนหลักการทำงานที่เป็นความคิดเห็นที่ตรงกันในเชิงนโยบาย กับทุกฝ่าย ส่วนสิ่งไหนที่เป็นความขัดแย้งก็จะหันหน้าคุยกัน และยอมรับในทัศนคติที่ไม่เหมือนกัน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หลักการปรองดองของพรรคพลังประชาชน จะไม่เป็นการขัดแย้งกับการกระทำของ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคที่มีท่าทีแข็งกร้าวหรือ นายยงยุทธกล่าวว่า สไตล์กับอุดมการณ์แตกต่างกัน แม้ท่าทีอาจแข็งกร้าว แต่ในใจแล้วต้องการให้เกิดความปรองดองมากกว่า รวมถึงนายยงยุทธยังชื่นชมนายสมัครว่า เป็นคนปากตรงกับใจ เป็นผู้ใหญ่ที่เชื่อถือได้ มั่นใจได้
นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกระแสข่าวที่ว่า อาจเกิดการต่อต้านหรือชุมนุมประท้วงหากพรรค พลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล นายยงยุทธกล่าวว่า เป็นสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยที่จะมีคนคิดเห็นแตกต่างกัน ออกไป แต่ขอให้ยอมรับผลการเลือกตั้ง และกระทำต่างๆ ขอให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม นายยงยุทธเชื่อมั่นว่า ถ้าพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาลก็สามารถทำงานร่วมมือ กับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษได้ เพราะเชื่อว่าผู้ใหญ่ทุกฝ่ายต้องนึกถึงบ้านเมืองเป็นหลัก
กระชากหน้ากาก จารุวรรณ เมณฑกา
กรณีใส่ชื่อลูกชาย ลูกสาว เป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน แล้วจูงมือกันเดินขึ้นเครื่องบิน ติดสอยห้อยตามไปเที่ยวไปทัวร์ต่างประเทศ ด้วยเงินหลวง แต่ต่อมาถูกจับได้ และถูกลากไส้ประจานให้ประชาชนได้เห็น จนต้องยอมรับสารภาพ และกราบขอโทษ พร้อมทั้งแก้ไขด้วยวิธีการคืนเงินค่าตั๋วเครื่องบินให้แก่แผ่นดิน ยังไม่ทันได้ชำระความให้จบสิ้นหมดกลิ่นคอรัปชั่นตามกระบวนการทางกฎหมาย
แม้จะยอมรับผิด และนำเงินในกระเป๋า มาคืนหลวง แล้วก็ ยังไม่อาจถือได้ว่าพ้นผิด เนื่องเพราะการกระทำผิดได้สำเร็จไปแล้ว นับแต่วินาทีที่ จารุวรรณ เมณฑกา ลงลายมือชื่อ รับรองว่าลูกชายและลูกสาว เป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเท่ากับเป็นการแจ้งเท็จเบิกเงินหลวง เพื่อประโยชน์ส่วนตนและครอบครัว
ตรงกันข้ามการนำเงินในกระเป๋า มาคืนให้หลวง นอกจากจะไม่ใช่การลบล้างความผิด ยังเป็นการตอกย้ำและรับรองการกระทำความผิดด้วยมือตนเองให้ชัดเจนมากขึ้นไปอีก
หากไม่ผิด หากไม่ใช้เงินหลวงผิดประเภท ใช้เงินแผ่นดินผิดวัตถุประสงค์แล้ว จะต้องนำเงินตัวเองมาคืนหลวงทำไม
หากลูกชายและลูกสาวเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน จริง ก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องคืนเงินให้หลวง
กรณีเบียดบังเงินหลวง ควงลูกชายลูกสาวทัวร์ต่างประเทศ ก็นับว่ารุนแรงและผิดจริยธรรม ผิดวิสัยของคนที่จะเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน อย่างสาหัสสากรรจ์แล้ว
แต่ทว่ากรณีที่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ นำมาเปิดเผยในวันนี้ ยิ่งหนักหนาสาหัสกว่าหลายร้อยเท่า และเป็นกรณีที่ต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ไม่สามารถปล่อยให้ จารุวรรณ เมณฑกา คนดีจอมปลอม เดินปะปนอยู่กับคนดีทั่วไป ได้อีกต่อไป แม้แต่เดินกับประชาชนคนธรรมดาสามัญชน บนบรรทัดฐานของปกติชน ก็ยังไม่มีสิทธิจะร่วมชั้น
กรณีที่ว่า ก็คือ กรณีที่มีบริษัทรับจัดสัมมนาการตรวจสอบบัญชีรายหนึ่ง ชื่อว่าบริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ที่มี นางพิไล เปี่ยมพงศ์สานต์ เป็นประธานกรรมการ และ น.ส.ชนิดาภา สุขสะอาด เป็นผู้จัดการ ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับการว่าจ้างจาก จารุวรรณ เมณฑกา ในฐานะผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ให้มาจัดการอบรมสัมมนาเจ้าหน้าที่ตรวจเงินแผ่นดิน แบบผูกขาดเพียงรายเดียว อบรมไปแล้ว 9 รุ่น และยังทำสัญญาว่าจ้างต่อเนื่องกันไปจนปี 2551 ชนิดที่บริษัทอื่น เห็นแล้วอดอิจฉาตาร้อน น้ำลายหก ไม่ได้
แต่ก็อย่างที่โบราณว่าไว้ แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แต่แข่งบุญวาสนาแข่งไม่ได้
จากการสืบเสาะหาข่าวของ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ทำให้เราได้รู้ว่าเหตุที่บริษัทออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ได้รับการว่าจ้างจาก จารุวรรณ เมณฑกา อย่างต่อเนื่องยาวนานแบบข้ามปี ก็เพราะว่า บริษัทฯ ได้ทำบุญไว้เยอะ และเป็นการทำบุญทางตรง ไม่ใช่ทำบุญผ่านวัดวาอาราม ผ่านพระสงฆ์องค์เจ้าที่ไหน แต่เป็นการทำบุญ กับ จารวรรณ เมณฑกา และ สามี แบบ ทำบุญทางตรง ผลบุญจึงตอบแทนรวดเร็วทันใจ
ทำบุญทางตรงที่ผมกล่าวถึงนี้ ก็คือ บริษัทออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ได้จ่ายเงินให้แก่ จารุวรรณ เมณฑกา และสามี คือ ทรงเกียรติ เมณฑกา เป็นประจำทุกเดือน โดยทำเป็นว่าจ่ายค่าเช่าอาคารพาณิชย์ของสามีจารุวรรณ เมณฑกา เพื่อทำเป็นสำนักงานของบริษัท แต่ในความเป็นจริงแล้ว บริษัทออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ไม่ได้เข้าไปอยู่ หรือเปิดสำนักงานที่อาคารพาณิชย์หลังดังกล่าวเลย
อาคารพาณิชย์ เลขที่ 29 ซอย 40/1 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ ซึ่งบริษัทแจ้งว่าเป็นสำนักงานของบริษัทฯ มีชื่อสามีจารุวรรณ เมณฑกา เป็นเจ้าของ และมีชื่อจารุวรรณ อยู่ในบ้านหลังนั้นด้วย ตั้งอยู่ติดกับโรงพิมพ์กิตติวรรณ ซึ่งเป็นของ ทรงเกียรติ เมณฑกา สามีของจารุวรรณ เมณฑกา เปิดดำเนินการอยู่ ทั้งนี้จากการตรวจสอบของหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ พบว่าอาคารเลขที่ 29 เป็นอาคารร้าง ปิดเงียบ ไม่มีบริษัทมาเปิดดำเนินการ และไม่มีป้ายชื่อบริษัทติดไว้ว่าเป็นสำนักงานของบริษัทใดด้วย
ดังนั้น จึงต้องพิจารณากันว่าเงินที่อ้างว่ามีการจ่ายกันเป็นค่าเช่า ระหว่างบริษัทออดิตฯ กับ จารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ ทรงเกียรติ เมณฑกา สามีของจารุวรรณ เป็นค่าเช่าอาคาร ทำเป็นสำนักงานจริงหรือไม่ แต่จากหลักฐานเอกสารที่ปรากฎในขณะนี้ และจากตัวอาคารที่ไม่ได้เปิดเป็นสำนักงานจริง จึงไม่อาจจะถือว่าเป็นการจ่ายค่าเช่า หากแต่เป็นเพียงการทำนิติกรรมอำพราง เป็นการทำสัญญาเช่าอาคาร เพื่อใช้เป็นช่องทางการจ่ายเงินสิบบน หรือ เงินตอบแทนเพื่อแลกกับผลประโยชน์ ที่ได้จาก จารุวรรณ เมณฑกา ในฐานะผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน มากกว่า
ด้วยการทำบุญทางตรง ส่งถึงมือผู้รับโดยไม่ต้องผ่านมือใคร ไม่ถูกใครหักค่าหัวคิวแบบนี้นี่เอง จึงส่งผลให้บริษัทออดิตฯ ได้รับผลบุญทันตาเห็น ได้รับการว่าจ้างให้เป็นบริษัทจัดอบรมสัมมนาให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน แบบผูกขาด โดยไม่ต้องเข้าแข่งขันประมูลราคา ประกวดแผนงาน กับบริษของใครหน้าไหนทั้งสิ้น เพราะได้รับความไว้วางใจจจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน มากเป็นพิเศษ เชื่อถือฝีมือกัน โดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง ไม่ต้องคิดถึงใครอีกแล้ว
ประชาทรรศน์ ระบุด้วยว่า สัญญาเช่าอาคารดังกล่าว กำหนดระยะเวลาการเช่าไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 คิดค่าตอบแทนการเช่าในอัตราปีละ 52,500 บาท โดยผู้เช่าเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรม เนียม ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งหมด โดยไม่มีการวางมัดจำ การจ่ายเงินล่วงหน้า หรือการวางเงินค้ำประกันแต่อย่างใด ประเด็นสัญญาเช่าอาคารนี้ ได้ถูกตั้งข้อสงสัยถึงความเกี่ยวพันและผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่าง จารุวรรณ เมณฑกา กับ บริษัท ออดิตฯ และ การที่บริษัทดังกล่าวเช่าอาคารพาณิชย์ของสามีจารุวรรณ โดยที่ตัวจารุวรรณ ก็มีชื่ออยู่ในบ้านหลังดังกล่าวด้วย
บังเอิญอย่างเหลือเชื่อ ประดาบ ก็เป็นคนฝั่งธน วิ่งเล่นอยู่แถวบางยี่ขัน มาตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน ทุกวันนี้ก็ยังไปเยี่ยมเยือนถิ่นเก่าอยู่เนืองๆ จึงพอรู้อยู่บ้างว่าอาคารพาณิชย์ หรือ ที่เรียกภาษาชาวบ้านว่าตึกแถวละแวกนั้น เช่ากันเดือนละไม่ต่ำกว่า 20,000-30,000 บาท แล้วแต่ทำเลอยู่หน้าถนน หรืออยู่ในซอย เพราะฉนั้นแล้ว ราคาค่าเช่าที่ตั้งกันไว้ปีละ 52,500 บาท นับว่าเป็นอัตราค่าเช่าที่ต่ำกว่าปกติ ต่ำพิสดารมากเกินไป ราคาต่ำแบบนี้ มีแต่เจ้าของเช่าอาคารตัวเองเท่านั้น เพื่อตัดค่าใช้จ่ายของบริษัท เพื่อประโยชน์ในการหลบหนีภาษีเท่านั้นล่ะ ที่จะพอหาได้
วิเคราะห์จากพฤติกรรมชองบริษัทออดิตฯ ที่เช่าตึกของทรงเกียรติ เมณฑกา ในราคาถูกแสนถูก ราคาต่ำติดดิน และ จารุวรรณ เมณฑกา ก็อนุมัติว่าจ้างบริษัทออดิตฯ มารับจ้างจัดการอบรมสัมมนาให้แก่เจ้าหน้าที่สตง.อย่างต่อเนื่องข้ามปี โดยไม่มีการประมูล หรือ ประกวดราคาแข่งขันกับใครทั้งนั้น ต้อง สันนิษฐานไว้ 2 ประเด็น คือ
1. จารุวรรณ เมณฑกา คือ เจ้าของตัวจริงของบริษัทออดิตฯ จึงให้เช่าตึกราคาถูก และ จ้างบริษัทนี้เป็นประจำ ทำกันต่อเนื่องแบบข้ามปีแบบนี้
2. จารุวรรณ เมณฑกา คือ ผู้รับผลประโยชน์จากบริษัทออดิตฯ ซึ่งเป็นผู้เช่าอาคารพาณิชย์ ของทรงเกียรติ เมณฑกา สามีตัวเอง ทั้งในรูปของการเช่าอาคาร แต่ไม่เข้าอยู่ เป็นนิติกรรมอำพราง และ ผลประโยชน์ในรูปอื่น จึงอนุมัติให้จ้างบริษัทนี้ เป็นประจำ
ไม่ว่ารูปการณ์จะออกทางใด ระหว่าง 1 กับ 2 ที่ประดาบ สันนิษฐานไว้ ก็ต้องกล่าวหากันตรงนี้เลยว่า จารุวรรณ เมณฑกา เป็นผู้ว่าการสตง. ที่มีผลประโยชนย์ทับซ้อนระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับ ประโยชน์บริษัทออดิตฯ และประโยชน์ของสตง. โดยผ่านงบประมาณของสต. เป็นสำคัญ และเอื้อประโยชน์ให้แก่ บริษัทออดิตฯ ได้เป็นผู้รับจ้างของสต. โดยไม่ชอบธรรม
ประชาทรรศน์ ยังรายงานการตรวจสอบงบดุลของบริษัทออดิต ฯ พบว่าจากปี 2548 ถึงปี 2549 บริษัทฯ มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 6.4 ล้านบาท เป็น 10.9 ล้านบาท โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นรายได้จากการสัมมนาล้วนๆ จากที่เคยมีรายได้ 1,194,893.45 บาท ในปี 2548 ได้เพิ่มเป็น 5,600,560.76 ในปี 2549 คิดเป็นเงินที่เพิ่มขึ้นกว่า 4.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ จารุวรรณ เมณฑกา ได้กลับเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินอีกครั้ง เมื่อ 31 มกราคม 2549
ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็ยังได้ประมาณการรายรับที่จะได้รับจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินในปี 2550 ไว้อีกประมาณ 2.8 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงรายได้ที่ยังคงผูกพันต่อไปถึงปี 2551 อีกด้วย
ประดาบ อ่านสกู๊ปข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนของประชาทรรศน์ ที่เปิดโปงพฤติกรรมของจารุวรรณ เมณฑกา ในเรื่องนี้แล้ว ต้องปรบมือชมเชยหนังสือพิมพ์น้องใหม่ ใจถึง พึ่งได้ รายนี้ จากหัวใจจริงๆ และขอแสดงความเคารพในความเป็นมืออาชีพของคนทำข่าวกลุ่มนี้
สกู๊ปข่าวชิ้นนี้ เป็นการกระชากหน้ากาก จารุวรรณ เมณฑกา คนดีจอมปลอม ที่มักจะอวดอ้างว่าเป็นผู้มีคุณธรรม เป็นผู้กระทำแต่ความดี เป็นคนดีที่ถูกรังแก กลั่นแกล้ง ให้สังคม ประชาชนหลงเชื่อ และเข้าใจผิด ได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงว่า ทุกสิ่ง ทุกคำพูด ทุกข้อกล่าวหา ที่จารุวรรณ กล่าวหา ใส่ไคล้ ให้ร้ายผู้อื่นนั้น ล้วนแต่เบาบางจนแทบมองไม่เห็นความผิด เมื่อเปรียบเทียบกับพฤติกรรมเชิงประจักษ์ที่ปรากฎต่อหน้าต่อตา ในเรื่องนี้
ลองคิดทบทวนดูกันอีกทีว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
บริษัทออดิตฯ เช่าอาคารของ ทรงเกียรติ เทมณฑกา สามีของ จารุวรรณ เป็นสำนักงานบริษัท แต่ปล่อยให้เป็นอาคารร้าง ไม่เคยเข้ามาอยู่ ไม่ติดป้ายบริษัท โทรศัพท์เข้าไป ก็ไม่มีใครรับ
บริษัทออดิตฯ ได้รับการว่าจ้างจากจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสตง. เป็นผู้จัดการอบรมสัมมนาให้แก่เจ้าหน้าที่สตง. ด้วยวิธีพิเศษ โดยไม่ต้องประกวดราคา ตั้งแต่ปี 2549 – 2551 มีรายได้ เพิ่มขึ้นเกือบ 100 % นับตั้งแต่ จารุวรรณ รีเทิร์นสู้สต. รอบที่สอง
คำถามมีอยู่ว่า บริษัทออดิตฯ กับ จารุวรรณ เมณฑกา มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
คำถามมีอยู่ว่า จารุวรรณ เมณฑกา กับ บริษัทออดิตฯ รู้จักกันมาก่อนที่จะมาเป็นผู้ว่าจ้าง และ ผู้รับจ้างหรือไม่
คำถามมีอยู่ว่า ในขณะที่ตนมีพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์ผ่านนิติกรรมอำพรางการเช่าอาคาร เช่นนี้ เหตุใด จารุวรรณ เมณฑกา จึงยังกล้ากล่าวหาผู้อื่น และยกย่องชมเชยตัวเอง เป็นคนดีมีคุณธรรม ยกตนข่มผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา
คำถามที่อยู่ว่า เจ้าหน้าที่สตง. ยอมให้เกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้นในหน่วยงานตรวจเงินแผ่นดินของประเทศได้อย่างไร ในขณะที่หน่วยงานแห่งนี้กำลังตรวจสอบหน่วยงานอื่น อยู่
คำถามมีอยู่ว่า ประชาชนจะยอมให้ จารุวรรณ เมณฑกา หลอกลวง สวมหน้ากากคนดีจอมปลอมต้มตุ๋นคนทั้งประเทศ ไปอีกนานเท่าไร
คำถามมีอยู่ว่า คนที่มีพฤติกรรม อย่าง จารุวรรณ เมณฑกา แบบนี้น่ะหรือที่จะเป็นมือปราบคอรัปชั่นของประเทศไทย
คำถามมีอยู่ว่า สื่อมวลชนทั้งหลาย ประชาชนทั้งประเทศ จะช่วยกันกระชากหน้ากากคนดีจอมปลอม คนนี้หรือไม่
ผมไม่ได้ดูถูกใคร ไม่ได้ปรามาสสื่อรายใด แต่ผมเชื่อว่า จะไม่มีใครกล้าพอที่จะนำเสนอสกู๊ปข่าวชิ้นนี้ จะไม่มีใครกล้าพอที่จะกระชากหน้ากากจารุวรรณ เมณฑกา
ผมจึงไม่หวังว่าสังคมไทยจะดีขึ้นในเร็ววัน เพราะสื่อมวลชนยังอยู่กับความฝัน มากกว่าความจริง
เราอาจจะต้องรอให้มีสื่ออย่างประชาทรรศน์ อีกสักหลายเล่ม หรือ รอให้สื่ออย่างประชาทรรศน์ เติบโต มีกำลังกล้าแข็ง พอที่จะกำราบคนดีจอมปลอม ได้ เพื่อที่สังคมไทยจะดีขึ้นตามที่เราต้องการ
ขอชื่นชมด้วยหัวใจของประดาบอีกสักครั้งครา คงไม่ว่ากันนะครับ สำหรับ ประชาทรรศน์

โดย ประดาบ จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php
นัดพร้อมคดี"ทักษิณ"ฟ้องหมิ่น"สนธิ-เครือผู้จัดการ"
นัดพร้อมคดี“ทักษิณ - ไทยรักไทย” ฟ้องหมิ่น“ สนธิ - ชัยอนันต์ - เจิมศักดิ์ และเครือผู้จัดการ ” จัดเสวนาแฉร่วมปฏิญญาฟินแลนด์ ล้มล้างสถาบัน โจทก์ขอนำสืบพยาน 20 ปาก ส่วนจำเลยเตรียมพยานสู้ 11 ปาก ศาลอนุญาตสืบพยานลับหลัง นัดสืบโจทก์ปากแรก 27 พ.ค.ปีหน้า
(17ธค.) ที่ห้องพิจารณาคดี 809 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์นัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน ในคดีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพรรคไทยรักไทย มอบอำนาจให้นายนพดล มีวรรณะ ผู้รับมอบอำนาจ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ว.กทม.
นายชัยอนันต์ สมุทรวณิช นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระ และคอลัมนิสต์ บริษัทไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด ผู้ให้บริการโทรทัศน์ระบบ ดาวเทียม ASTV นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล นายพชร สมุทวณิช นายขุนทอง ลอเสรีวานิช กรรมการ บ.ไทยเดย์ ฯ บริษัท แมเนจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด ( มหาชน) น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรงค์ ผู้บริหารแผนฟื้นฟู บมจ.แมเนเจอร์ และนายปัญจภัทร อังคสุวรรณ ผู้ดูแลเว็บไซด์ แมเนเจอร์ เป็นจำเลยที่ 1-11 ในความผิดฐานหมิ่นประมาท และดูหมิ่นด้วยการโฆษณา
กรณีเมื่อวันที่ 24 -28 พ.ค.49 พวกจำเลยจัดเสวนาเรื่อง ปฎิญญาฟินแลนด์ ยุทธศาสตร์ครองเมืองของไทยรักไทย ซึ่งถ่ายทอดสดออกอากาศทางสถานี โทรทัศน์ ASTV และเว็บไซด์ผู้จัดการ ว่าโจทก์ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปสู่การปกครองในระบอบทักษิณ โดยมุ่งหมายเข้าบริหารประเทศตามปฏิญญาฟินแลนด์
โดยเมื่อเริ่มการพิจารณา จำเลยที่ 2,3,9 และ11 ยื่นคำร้องต่อศาลขอพิจารณาคดีลับหลังเนื่องจากคดีมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี และจำเลยได้แต่งตั้งทนายความต่อสู้คดี ศาลสอบถามโจทก์ไม่คัดค้านจึงมีคำสั่งอนุญาตให้สืบพยานลับหลังได้
ขณะที่ทนายโจทก์แถลงขอนำพยานขึ้นเบิกความ 20 ปากใช้เวลาในการพิจารณา 7 นัด ด้านทนายจำเลยแถลงนำพยานขึ้นเบิกความรวม 11 ปากใช้เวลา 6 นัด โดยศาลนัดสืบพยานโจทก์ปากแรกในวันที่ 27 พ.ค.51 เวลา 09.00 น.
โอ๊ค พานทองแท้ ตะเวนช่วย พปช. หาเสียงอยุธยา
นายโอ๊ค พานทองแท้ ลูกชายอดีตนายกทักษิน ลงพื้นที่เขต 1 อยุธยา ช่วยลูกพรรคพลังประชาชน ตะเวนหาเสียง
เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ นายโอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิน ชินวัตร ได้นำคณะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้รถ จยย. นำขบวนขึ้นรถตะเวนทักทายขอคะแนนเสียง ช่วยลูกพรรคพลังประชาชน ในพื้นที่เขต 1 และ เขต 2 ซึ่งได้รับความสนใจจากบรรดาประชาชนที่เดินทางเข้ามาจับจ่ายสินค้าและติดต่อธุรกิจในย่านตลาดเจ้าพรหมและตลาดหัว ระหว่างตะเวนหาเสียงได้เข้าสักการะศาลพระพรหมสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอบารมีเรียกคะแนนเสียงท่ามกลางความสนใจของชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมา การมาของนายโอ๊ค พานทองแท้ วันนี้ ได้ชูประเด็น อยากให้ทักษินกลับบ้าน ต้องเลือกพรรคพลังประชาชน ชูการ หาเสียงครั้งนี้เพราะยังเชื่อว่าชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต้องการ พ.ต.ท.ทักษิน สำหรับสนามเลือกตั้งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแบ่งเป็น 2 เขตการเลือกตั้ง มี ส.ส.ได้ 5 คน ทั้ง 2 เขต มีการแข่งขันดุเดือน ๓ พรรคการเมือง ประชาธิปัตย์ พลังประชาชน และ พรรคมัชฌิมาธิปไตย ซึ่งพรรคพลังประชาชนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีแนวโน้มว่าจะได้ สส. ทั้ง 2 เขต มากกว่าพรรคการเมืองอื่น ๆ
ที่ จ.อ่างทอง เมื่อเวลา 16.00 น. นายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้เดินทางมายังบริเวณตลาดสดเทศบาลเมืองอ่างทองเพื่อช่วย น.ส. เพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย เบอร์ 3 และพล.ต.ต.ประจวบ เปาอินทร์ เบอร์ 4 ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน หาเสียง โดยได้รับการตอบรับจากประชาชน พ่อค้าแม่ค้าเป็นอย่างดี โดยจุดแรกได้เดินหาเสียงบริเวณโรงเรียนสตรีอ่างทอง จากนั้นก็เดินทางมายังตลาดสดเทศบาลอ่างทอง และจุดสุดท้ายที่โรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม ระหว่างการเดินหาเสียงนายพานทองแท้และทีมงานได้บอกกับบรรดาพ่อค้าแม่ค้าว่าช่วยกาเบอร์ 3 และ เบอร์ 4 พร้อมกับเลือกพรรคพลังประชาชน เพื่อจะได้ช่วยพ่อคือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้าประเทศ และจะได้นำเศรษกิจประเทศไทยให้ดีขึ้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่นายพานทองแท้เดินหาเสียงก็มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างนำดอกกุหลาบมาให้พร้อมกับขอถ่ายรูปบางคนถึงกับกระโดดหอมแก้ม
