WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 18, 2007

ปฏิวัติครั้งใหม่ไม่ไกลเกินความจริง

ในการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรับประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13-14 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้านิทรรศการนานาชาติ กรุงเทพฯ (ไบเทค บางนา) ภายใต้หัวข้อ เมืองไทยในระยะเปลี่ยนแปลงได้มีการนำเสนอรายงานการวิจัยในหัวข้อต่างๆที่น่าสนใจ โดยการประชุมย่อยที่ว่าด้วยเรื่องราวของการรัฐประหหารและบทบาทของทหารกับการเมือง มีผลงานชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ทหารกับการเมืองไทย : วังวนแห่งรัฐประหาร ที่นำเสนอโดย พล.อ.ดร.ศุภลักษณ์ สุวรรณชฎ มีเนื้อหาตามบทคัดย่อที่น่าสนใจ ดังนี้

ประเทศที่มีการพัฒนาการทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมน้อย โอกาสที่จะถูกแทรกแซงทางการเมืองด้วยการทำรัฐประหารโดยกองทัพย่อมเป็นไปได้สูง การที่สังคมมีความแตกแยก และคนในสังคมขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตลอดจนปัญหาที่เกิดขึ้นทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเด็นหลักคือ การฉ้อราษฎร์บังหลวงล้วรเป็นเหตุให้ทหารนำมาใช้เป็นสาเหตุในการยึดอำนาจด้วยการทำรัฐประหาร และทำหน้าที่เป็นนักการเมืองชั่วคราว (Interim politicians)
บทบาททางการเมืองของทหารหลังจากการทำรัฐประหารแบ่งเป็น 2 รูปแบบคือ 1)การเข้าครอบครองทางการเมือง ของคณะทหารโดยตรง (Military Domination) ด้วยการทำหน้าที่เป็นผู้ปกครอง (Ruler) หรือเข้าบริหารประเทศเสียเอง และ 2) การมีอิทธิพลในทางการเมืองของผู้นำกองทัพ (Military Influence) หลังจากทำรัฐประหารสำเร็จ ทหารได้แต่งตั้งคณะบุคคลขึ้นมาทำหน้าที่ปกครองหรือบริหารราชการโดยมีคณะทหารเป็นผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง

การก่อรัฐประหารโดยกองทัพมักจะถูกมองว่า เป็นการถอยหลังเข้าคลอง คือ การยึดอำนาจจากรัฐบาลที่บริหารประเทศด้วยความชอบธรรมแล้ว คณะทหารเข้ายึดอำนาจและทำหน้าที่ปกครองแทนหรือ แต่งตั้งรัญบาลขึ้นบริหารประเทศเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ ทหารมักอ้างว่า การเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองเป็นเพราะต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองของสังคมนั้นให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น คือ เมื่อสังคมเกิดปัญหาความสับสนวุ่นวายมากจนถูกยกขึ้นเป็นประเด็นทางการเมืองจนเกิดช่องวางทางการเมืองขึ้นโดยไม่มีสถาบันอื่นใดจะแก้ไขได้ จึงเปิดโอกาสให้ทหารเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองด้วยการทำรัฐประหารและยึดอำนาจ แต่การกระทำเช่นนั้น หมายความว่า เมื่อใดที่ทหารได้เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองเมื่อนั้นการเมืองได้ก้าวเข้าไปสู่กองทัพด้วยเช่นกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับการเมืองของหลายประเทศ โดยเฉพาะกับการเมืองของไทย ที่วงเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ (The Vicious Circle of Thai Politices) คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองและมีความขัดแย้งกัน เกิดปัญหาความไม่ลงรอยระหว่างพรรคการเมืองหรือ กับรัฐบาลนำไปสู่การชุมนุมเดินขบวนต่อต้านเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจนขยายตัวออกไป หรือกับรัฐบาลนำไปสู่การชุมชุมเดินขบวนต่อต้านเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจนขยายตัวออกไป เป็นวิกฤตการณ์ทางการเมือง ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศที่รุมเร้ารัฐบาลจนเกิดความง่อนแง่น ขาดเสถียรภาพ ยิ่งพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาล มีหลายพรรคเกิดความขัดแย้งกันมากขึ้น และท้ายสุดจะมีการเรียกร้อง ให้ทหารเป็นอัศวินม้าขาว เข้ามาแก้ปัญหาให้ และทำให้ทหารต้องเข้ามาแทรกแซงการเมืองจนกลายเป็นวงจรอุบาทว์ หรือวัฏจักรแห่งความชั่วร้าย

ปัจจัยที่ทำให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง คือปัจจัยภายในประเทศ (สถาบัน/กองทัพ และเงื่อนไขในการทำรัฐประหาร) และปัจจัยภายนอกประเทศ (อิทธิพล/ภัยคุกคามจากภายนอก/ประเทสอาณานิคมเดิม) การทำรัฐประหารของไทยที่ผ่านมาไม่ได้หมายความว่ารัฐประหารจะทำสำเร็จได้ทุกครั้ง ในจำนวนรัฐประหารได้ทั้งหมด 24 ครั้ง (รวมทั้งครั้งล่าสุด 19 กันยายน 2549) พบว่าผู้ก่อการรัฐประหาร ประสบผลสำเร็จเพียง 13 ครั้ง และล้มเหลวถึง 11 ครั้ง คิดเป็นอัตราส่วนความสำเร็จความล้มเหลว เท่ากับ 13 ต่อ 11 ครั้ง หรือ คิดเป็นร้อยละ 54.17 ต่อ 45.83 เท่ากับว่าอัตราความเสียงในการทำรัฐประหารที่จะทำสำเร็จหรือล้มเหลวนั้นค่อนข้างสูง

นอกจากนั้นการปฏิวัติและรัฐประหารที่ผ่านมาทั้ง 24 ครั้งในรอบ 75 ปี นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2475 เป็นต้นมา จากสถิติที่ออกมาพบว่า จะมีการทำรับประหารหนึ่งครั้งต่อทุกๆ 3 ปี 1 เดือนกับอีก 4 วันเศษ หรือกล่าวสั้นๆว่า ในการพัฒนาทางการเมืองของไทยทุกๆ 3 ปี 1 เดือน จะมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้น ไม่ว่ารัฐประหารครั้งนั้นจะสำเร็จหรือล้มเหลว

ในอดีตที่ผ่านมาทหารไทยมักเข้าแทรกแซงทางการเมืองในลักษณะที่เรียกว่า เล่นการเมืองแบบที่ต้องการอยู่เหนือการเมือง (Politics of wanting to be above politics) คือ ทหารจะเข้าแทรกแซงทางการเมืองโดยเป็นผู้นำที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นโดยการใช้อิทธิพลอยู่เบื้องหลังนักการเมืองหรือฝ่ายพลเรือน เนื่องจากทหารมักไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน ส่วนใหญ่ของกรเข้าแทรกแซงทางการเมืองของทหารไทยจึงมักเข้ามาในรูปแบบของการได้รับการแต่งตั้ง จากรัฐบาลพลเรือนให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการบริหารประเทศ

บทความนี้ต้องการที่จะเสนอมาตรการหรือวิธีการที่จะให้ทหารถอนตัวออกจากการแทรกแซงทางการเมืองและกลับเข้ากรมกองตามเดิม คือทำให้ทหารมีความเป็นทหารอาชีพมากขึ้น(Professionalism) และการยอมรับในความเป็นผู้นำของฝ่ายพลเรือน (Civilian Supremacy) สำหรับมาตรการให้ทหารถอนตัวออกจากการเมือง ตามแนวทางดังนี้

1. การลดจำนวนกำลังพลของทหาร (Demobilization) ลงให้เหลือเพียงเท่าที่จำเป็นโดยการกำหนดหรือวางแผนโครงสร้างการจัดการทางทหารเสียใหม่ หมายถึง การทำให้หน่วยทหารมีขนาดเล็กลงและกำลังพลน้อยลง แต่มีประสิทธิภาพ(จิ๋วแต่แจ๋ว)

2. การสร้างทหารให้มีความเป็นทหารอาชีพ (Professionalism) และเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางทหารอย่างแท้จริง (Military Expert) ด้วยการให้การศึกษาทางวิชาการด้านการทหารมากขึ้น มีทุนด้านการศึกษาการทหารทั้งในและนอกประเทศ ฝึกรบร่วมกับประเทศพันธมิตร ส่งทหารให้ร่วมรบกับองค์การสหประชาชาติ เพิ่มขีดความสามารถของอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัย การให้งบประมาณหรือจัดสรรเงินเดือนที่เพียงพอให้แก่ทหารในการยังชีพ และดำรงความมีเกียรติและสัชชศักดิ์ศรีของทหาร

3. สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เป็นสิ่งที่ทหารต้องคิดและพิจารณาให้ดีก่อนทำการรัฐประหาร เพราะกองทัพไม่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจดีเท่ากับพลเรือน และประสบการณ์ในการบริหารประเทศด้อยกว่า ถ้าทหารทำรัฐประหารย่อมสงผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้ตกต่ำลง และการถูกคัดค้านจากโลกภายนอก รวมถึงต้องศึกษาพิจารณาถึงผลจากการลงโทษ (Sanction) ของประเทศที่ต่อต้านการทำรับประการอีกด้วย ดังนั้น ทางที่ดีคืออย่าทำรัฐประหารถ้าเห็นว่ายังไม่ถึงทางตันจริงๆ

4. การยอมรับในลัทธิความเป็นผู้นำหรือความเหนือกว่าของผู้บริหารฝ่ายพลเรือน(Civilian Supremacy Doctrine) หลักการที่สำคัญคือ พลเรือนเป้ฯผู้กำหนดภาระกิจหน้าที่ของตนจากพลเรือนด้วย หมายถึง ทหารจะยอมรับในความเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา(Subordinate) หรือการยอมรับสิ่งที่เป็นรองจากผู้นำฝ่ายพลเรือน แต่จากความไร้ประสิทธิภาพของสถาบันทางการเมืองโดยตรงหรือโดยใช้อิทธิพลเข้าแทรกแซง

หลักการของการยอมรับในความเหนือกว่าของผู้บริหารฝ่ายพลเรือน จึงใช้ได้ผลฝนโลกตะวันตกมากกว่า แต่การเสนอแนวคิดนี้ขึ้น เพื่อให้ทหารในประเทศกำลังพัฒนาตระหนักและยอมรับในความเหนือกว่าของพลเรือน ด้วยการเน้นย้ำในหน้าที่หลักของทหาร คือความป้องกันและรักษาความมั่นคงภายในประเทศ

ด้วยเหตุนี้ถ้าจะให้ด้วยหลักการความเหนือกว่าของพลเรือนที่มีต่อทหารเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และเป็นไปตามทฤษฎีของความสัมพันธ์ระหว่างทหารและพลเรือน จึงเป็นความจำเป็นที่ทั้งสองฝ่ายคือทหารและพลเรือน ยอมรับในหลักการทฤษฎีนี้ร่วมกัน ถ้าเกิดความขัดแย้งกัน หมายถึงทหารไม่ยอมรับในความเหนือกว่า ของพลเรือนทฤษฎีนี้ก็ใช้ไม่ได้ และอาจทำให้ทหารก่อรัฐประหารขึ้นอีก

รัฐประหารเป็นมากกว่าการเข้ายึดอำนาจจากรัฐมาเป็นของทหาร หมายถึง รัฐประหารหยั่งรากลึกลงไปในสังคม ที่ประกอบด้วยชีวิตทางการเมืองและเศรษฐกิจซึ่งยากที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง รัฐประหารถือเป็นทางออกทางการเมือง ถ้าการเมืองถึงทางตันไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ จะมีการเรียกร้องให้ทหารทำรับประหาร วงจรอุบาทว์ทางการเมืองที่มีรัฐประหารเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญจึงยากที่จะหลุดพ้นไปจากการเมืองไทย ดังนั้น รับประหารเกิดขึ้นได้เสมอ เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น

ผลสรุปของบทความนี้ ต้องการชี้ให้เห็นว่า ในอนาคตถ้าประเทศไทย ประสบปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมที่แตกแยกและสับสนวุ่นวาย โอกาสที่เกิดรัฐประหารครั้งต่อไปย่อมมีความเป็นไปได้ สูงและอาจไม่ทิ้งช่วงระยะเวลานานเกินไป เพราะผู้ทำรัฐประหารครั้งต่อไป จะพิจารณาศึกษาจากตัวอย่างการทำรับประหารที่เกิดขึ้นเมื่อ 19 กันยายน 2549 ซึ่งได้รับการต้อนรับจากประชาชน เป็นส่วนใหญ่

ดังนั้นการทำรัฐประหารครั้งใหม่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่ไกลเกินความจริง และนั้นหมายความว่า วงจรอุบาทว์ หรือวัฏจักรแห่งความชั่วร้ายทางการเมืองมีโอกาสที่จะอยู่คู่กับสังคมไทยเสมอ

จาก http://www.prachatouch.com/

สปิริตผู้ว่าฯ กทม.

ตั้งแต่ เอกฉัตร รู้จักตัวตนของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ตั้งแต่เป็นหุ่นเชิดให้ทำรัฐประหารเมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 เพิ่งจะมีเมื่อวันวานที่ได้ยิน พล.อ.สนธิ พูดความจริง โดยไม่ต้องใช้ 100 หาร แล้วเอาผ้าขาวบางกรอง จึงจะได้ความจริงว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ชุดนี้ เป็นคนตั้งมากับมือ

ทำให้เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา ได้คำตอบที่ชัดเจน แจ่มแจ้งแดงแจ๋

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกสารลับของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่คณะกรรมการสอบสวนระบุว่า ทหารเอนเอียง แต่ กกต. พลิกมติกลับว่า แม้จะเป็นเอกสารจริง แต่ คมช. ได้สั่งยกเลิกไปแล้ว จึงถือว่าไม่มีความผิด

หรือแม้แต่ พล.อ.สนธิ ตั้งคณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์และแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง หรือ ครส. เพื่อขอนั่งเป็นประธานควบกับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ตามประสาคนที่ชอบควบ

ก็ไม่เห็น กกต. ออกมาโวยวายว่าทำงานซ้ำซ้อน ในทางกลับกัน ออกมาสนับสนุนกันออกหน้าออกตา เปิดประตูต้อนรับการไปเยี่ยมเยียนหลายครั้งหลายครา

ใครที่เคยคิดว่า กกต. ชุดนี้มาจากการคัดสรรของวุฒิสมาชิกก่อนจะมีการทำรัฐประหาร พล.อ.สนธิ ทำหน้าที่เพียงชุบชีวิต หลังจากที่ยุบองค์กรอิสระที่มีมาตามรัฐธรรมนูญปี 2540

คงจะไม่มีบุญคุณอะไรกันมากมาย ถึงกับสั่งได้

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ ที่ประกาศกันอย่างสวยหรูว่า เป็นการกำหนดทิศทางประเทศไทย หลายคนเบาใจ ไม่ว่าการเมืองจะสู้กันเข้มข้นอย่างไร ถ้าได้กรรมการชาติเป็นกลาง ก็พอจะควบคุมสถานการณ์

เปรียบเหมือนการแข่งขันฟุตบอล ไม่ว่านักเตะทั้ง 2 ฝ่ายจะเล่นกันแรงถึงลูกถึงคน แต่ถ้ากรรมการมีความเป็นกลาง ไม่เอนเอียงเข้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ก็สามารถควบคุมเกมการแข่งขันไม่ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นได้ ซึ่งเราได้เห็นกันบ่อยๆ ในการแข่งขันฟุตบอลในต่างประเทศ

แต่ถ้ากรรมการเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด รับรองได้ ความวุ่นวายจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ไม่ในสนามก็บนอัฒจันทร์คนดู

เพิ่งมาวันนี้แหละที่ พล.อ.สนธิ พูดชัดถ้อยชัดคำ เป็นคนตั้ง กกต. มากับมือ ไม่ใช่แค่ชุบชีวิตอย่างที่เข้าใจกัน

เพราะฉะนั้นก่อนและหลังเลือกตั้ง ย่อมหมิ่นเหม่เหลือเกินที่จะเกิดความวุ่นวายขึ้นตามที่หลายฝ่ายกังวล ก็เพราะไม่มั่นใจในความเป็นกลางของ กกต.

นี่อีกคน ยิ่งใกล้เลือกตั้งยิ่งออกอาการ หรือออกลายให้เห็น คือ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ตอนที่เข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็บอกว่าจะเป็นผู้ว่าฯ ตลอด 24 ชั่วโมง น้ำท่วม ไฟไหม้ ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ ไปเสนอหน้าออกจอทีวีไม่มีเว้น

แต่พอถึงเวลารณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง กลับบอกว่าจะใช้เวลานอกราชการไปช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ในเขตต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร

คราวนี้ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน บอกว่ามาพบปะกับประชาชนในนามรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ถามหน่อยครับท่านผู้ว่าฯ อภิรักษ์ เจ้าหน้าที่เขตต่างๆ เขาจะแยกออกไหมว่าท่านเป็นผู้ว่าฯ กทม. หรือรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เจ้าหน้าที่เขตคนไหนแยกแยะออกมาว่า เวลา 5 โมงเย็นไปแล้ว นายอภิรักษ์เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่จำเป็นต้องไปพินอบพิเทา ไปบริการรับใช้

พรุ่งนี้ 8 โมงเช้า นายอภิรักษ์ย่อมมีสิทธิที่จะรับบทผู้ว่าฯ กทม. กับเจ้าหน้าที่คนนั้นได้ทันที

ไม่ทราบว่าหลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งออกมา ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ ได้อ่านข่าวหรือไม่ว่า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ นายกฯ อบจ. ลาออกไปเกือบ 20 คน เพราะญาติพี่น้องลงสมัคร ส.ส. เกรงว่าจะถูกกล่าวหาวางตัวไม่เป็นกลาง

มิใช่ลาออกไปลงสมัคร ส.ส. แต่อย่างใด

นี่คือสปิริตของนายกฯ อบจ. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งจังหวัด ไม่ได้ต่างจากผู้ว่าฯ กทม. เลย เพียงแต่เป็นการปกครองกันคนละแบบเท่านั้น

จริงอยู่ มีบางจังหวัดที่จำใจต้องลาออก เพราะอดีตสังกัดพรรคไทยรักไทย ปัจจุบันฝักใฝ่พรรคพลังประชาชน

แต่ส่วนใหญ่ลาออกเพราะต้องการแสดงสปิริต ไม่ให้ถูกกล่าวหาวางตัวไม่เป็นกลาง จะทำให้การกำหนดทิศทางของประเทศไทยบิดเบี้ยว

บอกตรงๆ เอกฉัตรเข้าใจและเห็นใจ ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ เป็นที่สุด เพราะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศล่วงหน้าว่า ถ้าได้ ส.ส. เขตกรุงเทพฯ ไม่ถึงครึ่ง ไม่ต้องมาพูดกันเรื่องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ในฐานะคนเป็นรองหัวหน้าพรรคและเป็นผู้ว่าฯ กทม. ก็ต้องช่วยให้ฝันของหัวหน้าพรรคเป็นจริง

แต่อย่าลืมว่า แม้ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ แสดงสปิริตสักคน วางตัวเป็นกลาง เป็นผู้ว่าฯ 24 ชั่วโมง พรรคประชาธิปัตย์ยังมีกองหนุนมากมาย ในฐานะผู้สนับสนุนเผด็จการ ไม่ตอบแทนบุญคุณกันบ้างก็ใจจืดใจดำเกินไป ใช่มั้ยขอรับ

จาก http://www.prachatouch.com/

ใครจ้องล้มกระดาน?


จากคิวท่อนเหล็กที่คนงานก่อสร้างตึกข้างบ้านทำตกใส่สนามหน้าบ้านจนตกอกตกใจโวยวายๆถูกปองร้าย มาถึงคิวที่ “เจ๊สด” นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาแฉถูกข่มขู่ ไล่ให้ลาออกจาก กกต.

ก็น่าฉงนสนเท่ห์อยู่หรอก ทำไม “เจ๊สด” แกป่วนอยู่คนเดียว

ถ้าไม่บังเอิญว่ารายการหลังนี้ มันพ่วงเอาเงื่อนไขล้มเลือกตั้งเข้าไปด้วย

ที่สำคัญเลย จับสัญญาณในหมู่เสือ กกต.คนอื่นๆ

นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนวินิจฉัย ก็พูดเป็นนัยทำนอง มีกระบวนการหนึ่งที่พอจะรู้ พยายามสร้างให้เกิดความวุ่นวาย เพื่อให้ภายหลังการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม หรือเพื่อนำไปสู่การยุบพรรคและมีความวุ่นวาย

อยากขอร้องให้ประชาชนและพรรคการเมืองช่วยกันให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต ยุติธรรม เพื่อให้บ้านเมืองมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเข้ามาบริหารประเทศ

นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ฝ่ายบริหารการเลือกตั้ง เรียกร้องให้ฝ่ายใดก็ตามที่ออกมาปล่อยข่าวล้มการเลือกตั้ง ขอให้ยุติได้แล้ว

สะท้อนข้อมูลเบื้องลึกไปในทางเดียวกัน

และล่าสุด นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. รีบออกมายกสถานการณ์ที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นจำนวนมหาศาล เป็นการแสดงให้เห็นว่า

ผู้ใดจะเลื่อนการเลือกตั้ง แผ่นดินจะลุกเป็นไฟแน่

ดักคอกันแรงๆ

นั่นย่อมแสดงว่า ขบวนการจ้องล้มเลือกตั้งไม่ใช่แค่ข่าวโคมลอย

เกมขู่ กกต.น่าจะเป็นของจริง

ยิ่งจับอาการ “เจ๊สด” ที่ไม่นิยมอมพะนำกับใคร คิวนี้อ้างกันโต้งๆ นายประพันธ์ก็โดนขู่ด้วย และคนที่รู้เรื่องดีที่สุดก็คือนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.

อิงพยานปากเอกเลย

แต่ที่เอะใจกับประโยคลอยๆของ “เจ๊สด”

“กกต. 5 คน มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้ดีที่สุดเท่านั้น ไม่เข้าใจว่าทำไมบ้านเมืองจึงยังมีพวกซ้ายพวกขวา มีการแบ่งอำนาจเก่า อำนาจใหม่ เราไม่เคยคิดเข้าข้างทั้งฝ่ายซ้ายและขวา เพราะทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน อยากให้เคารพกฎหมาย”

พูดเหมือนมีคนไม่พอใจที่ กกต.ยืนอยู่ตรงกลาง

ใครล่ะผู้สูญเสียประโยชน์

ที่แน่ๆรีบชิ่งก่อนเลย “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ส่งเสียงแสดงความห่วงใยมาจากเวทีปราศรัยที่จังหวัดหนองคาย

ให้กำลังใจ “เจ๊สด” ที่โดนขู่ให้ลาออก

พร้อมเปิดข้อมูลส่วนตัว ได้รับการยืนยันว่า ไม่ใช่ฝีมือของพรรคการเมือง กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวเป็นพวกใจคอสกปรก ไม่อยากเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย

โบ้ยให้พ้นตัวไว้ก่อน

แต่ที่ไม่ทันชิ่ง เผือกร้อนวิ่งเข้าหาเอง “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์และแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง (ครส.) รีบรุดเข้าพบนายอภิชาต

เป็นห่วงเป็นใยที่ กกต.โดนขู่

ทั้งๆที่ตามรูปการณ์ มาด้วยความหวังดีแท้ๆ แต่กลับต้องออกมาปฏิเสธปมแทงใจ การไปพบ กกต.ทำให้เกิดความหวาดระแวงว่า อดีตประธาน คมช.ไปแทรกแซง

กดดันให้ กกต.ลาออก

พักหลังๆ “บิ๊กบัง” รับบทผู้ร้ายตลอดเลย

ทั้งๆที่ว่ากันตามรูปการณ์ ทั้งคิวของ “สมัคร” ต่อเนื่องมาถึงคิว “บิ๊กบัง” ขนาดยังไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ยังถูกตั้งแง่สงสัยซะได้

ใครจะโง่ตายน้ำตื้น

ไอ้ที่น่าระแวงจริงๆ พวกที่กำลังจะหมดราคา

ประเภทไอ้โม่งที่คอยคุมเชิงอยู่ข้างหลัง แกล้งยั่วม็อบเอ็นจีโอให้บุกสภา ก่อหวอดบ้านเมืองวุ่นวาย ไปยันพวกที่ยังไม่ทันไรก็ออกมาขู่ล่วงหน้า จะระดมพลม็อบป่วนเมืองกันท่านั้นท่านี้

ส่ออาการไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน


จาก http://www.thairath.co.th/#

มั่นใจพรรคไม่มีกลุ่มงูเห่าแน่นอน


นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงความปรองดองในการจัดตั้งรัฐบาลว่า ทางพรรคพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกพรรคการเมือง จะมองผลประโยชน์ประเทศชาติ ปัญหาเศรษฐกิจเป็นหลักโดยทำอย่างเร่งด่วน ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องรอง เพื่อให้บ้านเมืองสงบ ลดความขัดแย้ง แต่หากไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งและไม่เคารพผลการเลือกตั้ง เชื่อว่าบ้านเมืองก็จะวุ่นวายไม่จบ และขอยืนยันว่าแนวทางนิรโทษกรรม 111 กรรมการบริหารพรรค เป็นเรื่องรอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพรรค พปช.เป็นรัฐบาลจะทำงานร่วมกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษได้หรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า ในส่วนขององคมนตรีส่วนใหญ่จะเป็นงานที่มีกฎหมายรองรับ ทำงานด้วยกันได้อยู่แล้วทุกอย่างมีกฎหมายรองรับหมดไม่ว่าจะเป็นองค์กรไหน
ยืนยันว่าหากพรรคได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งนายสมัคร จะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน และต้องพิจารณาว่าพรรคการเมืองใดจะสนับสนุนให้นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง
เมื่อถามว่า ห่วงขั้นตอนการโหวตเลือกนายกฯจะเกิดกรณีงูเห่ารอบ 2 หรือไม่ นายยงยุทธกล่าวว่า นักการเมืองอยู่ในที่แจ้ง ก่อนโหวตบอกอย่าง แต่พอถึงเวลาโหวตกลับเป็นอีกอย่าง เพื่อความสะใจของตนแต่ความเป็นมนุษย์จะหายไปหมด ซึ่งมั่นใจว่าพรรคจะไม่มีกลุ่มงูเห่าแน่นอน เพราะได้ต่อสู้กับอำนาจทุกรูปแบบผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน ต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ที่ก่อนหน้านี้ต่อสู้กับเผด็จการรัฐประหารทุกรูปแบบแต่ตอนนี้ความอยากเป็นรัฐบาลมากถึงกับต้องแก้หลักการใหม่
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวยืนยันว่า หากผลการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคมนี้ ปรากฏออกมาว่า พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงจากประชาชนเกินจำนวนครึ่ง พรรคพลังประชาชนก็จะไม่จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว แต่จะจับมือร่วมกับพรรคการเมืองอื่นเพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องมี 300 เสียงขึ้นไป แต่ขณะนี้พรรคยังไม่ได้พิจารณา หรือหาสูตรในการจับขั้วว่าจะรวมกับพรรคการเมืองไหน

พปช.แนะกทม.เก็บหีบบัตรที่กลาง


นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน แถลงว่าเป็นห่วงการเลือกตั้ง หากการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม และไม่โปร่งใส จะทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะหากการเลือกตั้งมีปัญหาจะกลายเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ขยายตัวออกไป และเชื่อว่าภาระในการตรวจสอบเฉพาะ กกต.ฝ่ายเดียวไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการเก็บรักษาหีบบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า จึงขอเสนอแนววิธีที่ง่ายที่สุด คือในกทม.ควรจัดเก็บไว้สถานที่กลางแห่งใดแห่งหนึ่งเพียงจุดเดียว และมีตัวแทนพรรคการเมืองหรือพยาน เข้าไปดูแลจนก่อนถึงวันเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคมนี้ ส่วนในต่างจังหวัด ก็เก็บส่วนกลางจุดเดียว ที่มีเจ้าหน้าที่ดูแล

“สมัคร” ประกาศไม่มีทางหยุดพปช.


นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พร้อมคณะเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่สนามทุ่งศรีเมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี เวลา 16.00 น. ท่ามกลางประชาชนกว่า 6,000 คน โดยเล่าเหตุการณ์การเมืองที่สาเหตุ พ.ต.ท.ทักษิณ เสนอตัวมาแก้ปัญหา และระบุว่า นายกฯทักษิณ รวยมาก่อนเพราะธุรกิจ ไม่ต้องไปขอสนับสนุนจากใคร เงินหาเสียงแค่ 720 ล้านบาท ไม่มีปัญหา ท่านคิดไม่เหมือนชาวบ้าน พรรคการเมืองแบบราชการนิยม แก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ ก็เอาวิธีการใหม่ๆ เข้ามา ไม่ว่ากองทุนหมู่บ้าน สินค้าโอท็อป บัตรสุขภาพ รวมไปถึงบทบาทกับต่างประเทศ ทำให้คืนเงินกู้ไปได้ทั้งหมดŽ นายสมัครกล่าว และว่าไม่มีทางหยุดพรรคพลังประชาชนได้ หนทางเดียวคือต้องยุบพรรคทิ้ง
"สมัคร"จวกคนขู่ กกต."ใจสกปรก"

นายสมัคร ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงช่วยผู้สมัคร ส.ส.หนองคาย ของพรรค ที่ตลาดโพธิ์ชัย อ.เมือง จ.หนองคาย เกี่ยวกับกรณีที่นางสดศรี ระบุว่าถูกข่มขู่ให้ลาออก และคนที่ข่มขู่ไม่ใช่นักการเมืองว่า รู้สึกเห็นใจ กกต. อยากบอกว่าคนที่ข่มขู่นั้นใจคอสกปรก ไม่อยากเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย หวังว่าทุกอย่างต้องเดินหน้าจนมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม


ผู้สื่อข่าวถามว่ามี คมช.บางคนไปพบ กกต.เพื่อขอให้ลาออก นายสมัคร กล่าวว่า ประชาชนจะเห็นความจริงว่าใครทำอะไรไว้ ยืนยันว่าพรรคพลังประชาชน และพรรคอื่นๆ จะไม่ก่อเหตุก่อกวน กกต. เพราะทุกคนอยากให้มีการเลือกตั้ง หากไปดำเนินการกับ กกต.อย่างนั้นจริง จะขายหน้าไปทั่วโลก เพราะที่จริง กกต.ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาล แต่เป็นคนกลางอย่างแท้จริงที่จะดูแลการเลือกตั้ง ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปเล่นงาน กกต.อย่างนี้


เผยยุบคตส.ใช้เสียงในของสภา

ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยระบุว่าจะเคลื่อนไหวหากรัฐบาลหน้ายุบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) และออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คนนั้น นายสมัคร กล่าวว่า เมื่อมีการเลือกตั้งทุกคนก็ควรยอมรับ เมื่อมีรัฐสภาก็ไม่ควรมีองค์กรพิเศษอีก


ผมไม่ได้บอกว่าจะยุบคตส. แต่การดำเนินการควรทำตามกฎหมาย คตส.เองก็รู้ว่าแต่งตั้งมาเป็นองค์กรพิเศษ คนที่ถูกแต่งตั้งหลายคนก็ไม่เป็นกลาง เป็นศัตรูของผู้ถูกสอบสวน ดังนั้น เมื่อเป็นรัฐบาลผมจะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย จะขอเสียงในสภา 1 ใน 4 เพื่อให้ คตส.ยุติการทำงานโดยอัตโนมัติ จากนั้นก็ให้กระบวนการศาลรับไปดำเนินการตามปกติ การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 111 คนนั้น ยืนยันว่าต้องดำเนินการ เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้ทำความผิด ที่ผ่านมาเป็นเพียงการวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ใช่คำตัดสินหรือคำพิพากษา ส่วนตัวไม่อยากใช้คำว่าทุเรศ นายสมัครกล่าว

Monday, December 17, 2007

พปช.ชูแคมเปญใหม่ให้เลือกเกินครึ่ง



นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน แถลงแคมเปญหาเสียงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งว่า แถลงแคมเปญหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งว่า พปช.จะนำเสนอการให้ข้อมูลเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจในช่วงโค้งสุดท้ายหลายรูปแบบ โดยวันที่ 17 ธันวาคม จะทำเป็นโฆษณาลงหนังสือพิมพ์ต่างๆ จนตลอดสัปดาห์ โดยเป็นข้อความ "หมดเวลาทะเลาะกัน เลือกเกินครึ่ง เศรษฐกิจจะฟื้นแน่"


นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า เนื้อหาจะแสดงให้เห็นถึง 3 ส่วน คือ 1.หมดเวลาทะเลาะกัน 2.เลือก พปช.เกินครึ่ง และ 3.เศรษฐกิจจะฟื้นแน่ จะทำเป็นกระดาษไปปิดทับป้ายหาเสียงเดิมให้เหมือนกันทั่วประเทศ เพื่อจะบอกกับประชาชนว่าหมดเวลาแล้วที่จะมาทะเลาะกันเอง ขอให้เลือก พปช.มาเกินครึ่ง เพื่อจะบอกว่าวันนี้ประเทศชาติบอบช้ำแล้ว นักการเมือง พรรคการเมืองและทุกๆ คน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหันมาเน้นความสามัคคี และไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันอีก เพราะเป็นหน้าที่ของนักการเมืองทุกคน และทุกพรรคที่จะมาร่วมใจกัน แล้วแต่ละคนทำหน้าที่ บทบาทของตัวเองให้ดีที่สุด ทั้งหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยไม่มุ่งทำลายล้างให้ประเทศชาติบอบช้ำและเสียหายหนักกว่านี้


"ที่เราเน้นว่าให้เลือกเกินครึ่ง เพราะวันนี้เริ่มมีการพูดในลักษณะที่ว่า ถึงแม้จะไม่ได้รับเสียงความไว้วางใจจากประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง ก็จะพยายามจับมือรวมๆ กันหลายๆ พรรค เพื่อแย่งกันจัดตั้งรัฐบาล ที่จะทำให้เห็นบรรยากาศเก่า โดยเฉพาะในคืนวันเลือกตั้ง ตอนห้าทุ่มหรือเที่ยงคืน จะมีการแย่งชิงกัน จับกลุ่มคุยเพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่เราไม่ได้เห็นมากว่า 10 ปีแล้ว เพราะในภาวะที่มีระบอบประชาธิปไตยที่เอื้ออำนวยให้มีพรรค การเมืองที่เข้มแข็ง มีรัฐบาลเข้มแข็ง เราจะได้เห็นฉันทานุมัติของประชาชนที่ได้มอบให้พรรคการเมืองที่มีเสียงอันดับหนึ่งก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างชัดเจน เปิดเผยไม่ต้องแย่งชิงกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาล แต่วันนี้ท่าทีที่ออกมาว่าจะมีการรวมกลุ่มแย่งชิง เป็นท่าทีที่น่าห่วงใย เพราะสุดท้ายการจัดตั้งรัฐบาลจะขึ้นอยู่กับการต่อรองผลประโยชน์ ที่เป็นเก้าอี้ใน ครม." นพ.สุรพงษ์กล่าว


นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า ถ้าประชาชนต้องการให้ พปช. ไปกู้วิกฤตเศรษฐกิจหนทางเดียวที่จะทำให้ พปช.ทำได้อย่างนั้นก็ต้องเลือกให้เกินครึ่งหรือเกิน 240 เสียง เพื่อจะได้ไม่ต้องไปแย่งชิงในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ พปช. ไม่ได้คิดว่าจะเป็นรัฐบาลเพียงพรรคเดียว เพราะเสถียร ภาพของรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญ แต่หากรัฐบาลเข้มแข็งมีเสถียรภาพ โดยมี ส.ส.สนับสนุนมากเพียงพอ การแก้ปัญหาก็เป็นไปได้ง่ายมากนั้น


นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า ได้พูดตลอดว่า พปช.สามารถร่วมทำงานได้ทุกพรรคที่มีแนวนโยบายที่ทำงานร่วมกันได้ แม้จะเป็นการทำงานต่างบทบาทก็ต้องการที่จะทำงานร่วมกัน ในส่วนของพรรคฝ่ายค้านเดิมในอดีตที่มีอยู่หลายพรรค แม้บางพรรคจะไม่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน แต่ไม่ใช่ว่าจะทำงานร่วมกันไม่ได้


ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคชาติไทยน่าสนใจชวนมาร่วมรัฐบาลหรือไม่ นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า พรรคชาติไทยในอดีตก็เคยทำงานร่วมกันมา ผู้บริหารพรรคชาติไทยหลายคนก็มีประสิทธิภาพและอุดมการณ์ ในการทำงาน ส่วนพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาที่ออกมาบอกว่าพร้อมทำงานร่วมกับ พปช.นั้นก็ต้องขอบคุณ ที่พยายามที่จะส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกันทุกฝ่าย ซึ่ง พปช.พร้อมจะร่วมมือกับทุกฝ่ายที่จะได้กู้วิกฤตของประเทศ


"วันที่ 20 ธันวาคม เวลา 13.00-16.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค จะพูดเรื่อง นโยบายระบบจราจรโดยใช้หัวข้อ "การสนทนาปัญหาระบบจราจรและเรื่องนครสุวรรณภูมิ" ที่ห้องประชุม เอดิทอเรียน ชั้น 6 ศูนย์สรรพสินค้าดิ เอ็มโพเรียม" นพ.สุรพงษ์กล่าว


นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พร้อมด้วยแกนนำ หาเสียงช่วยผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 จ.หนองคาย โดยนายสมัครให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคพลังประชาชนออกแคมเปญหาเสียงลอตใหม่ โดยชูประเด็นเลือกพลังประชาชนเกินครึ่งว่า พลังประชาชนเสนอ ชูในเรื่องความปรองดองเลิกทะเลาะกันมานานแล้ว แม้ว่าจะได้เสียงเกินครึ่ง 240 พรรคพลังประชาชนก็พร้อมเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองอื่นมาร่วมงาน หากเสียงเกิน 300 ก็ดี การบริหารงานของรัฐบาลมีความมั่นคง ขณะนี้มีพรรคการเมืองที่อยากร่วมงานกับเรา แต่ยังไม่อยากเอ่ยชื่อเพราะสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่ สามารถพูดได้

จาก http://www.ppp.or.th/index.asp

เวทีพีเน็ตล่ม พปช.ไม่ร่วมดีเบต

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดเวทีแสดงวิสัยทัศน์ (ดีเบต) ระหว่างพรรคพลังประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ ในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ ว่า การจัดดีเบตดังกล่าวคงไม่เกิดขึ้นแล้ว เนื่องจากพรรคพลังประชาชนแจ้งมาในวันนี้ ว่าผู้บริหารพรรคทุกคนติดภารกิจ ไม่สะดวกที่จะมาร่วมดีเบต จึงขอสละสิทธิ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน แจ้งว่าจะส่ง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ นายยงยุทธ ติยะไพรัช และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มาร่วม ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ตอบรับว่า จะส่งผู้บริหารพรรค คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรณ์ จาติกวณิช และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เข้าร่วม

จาก http://breakingnews.nationchannel.com/index.php?cat=

ประแสง ยื่นศาลปกครองไต่สวนฉุกเฉิน กกต.

ผู้สมัครส.ส. เขต 1 อุทัยธานี พรรคพลังประชาชน ยื่นศาลปกครอง ไต่สวนฉุกเฉิน กกต. ขู่แจกใบแดง ให้เป็นรายแรกพร้อมเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งล่วงหน้าใหม่



ในวันนี้ นายประแสง มงคลศิริ ผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขต ในเขตการเลือกตั้งที่ 1 จ.อุทัยธานี พรรคพลังประชาชนได้เดินทางมายื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อศาลปกครองสูงสุด และขอให้ศาลมีคำสั่งไต่สวนฉุกเฉิน
เพื่อให้กกต.ดำเนินการเยียวยา กรณีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับตนในทางเสียหาย โดยกล่าวหาว่าตนเป็นบุคคลเสียสติ รวมถึงมีคำขู่ว่าจะแจกใบเหลือง ใบแดง ให้กับตนเป็นรายแรก ทั้งนี้ นายประแสง กล่าวว่า ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ กกต.หยุดการให้สัมภาษณ์ถึงตน พร้อมลงประกาศในสื่อสิ่งพิมพ์และโฆษณาแก้ไขว่าตนไม่ได้เป็นบุคคลเสียสติ รวมถึงการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตการเลือกตั้งที่ 1 จ.อุทัยธานี ใหม่เพราะเชื่อว่าผลจากการพูดพาดพิงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเสียหายและประชาชนอาจเกิดความเข้าใจผิดจนทำให้เสียคะแนนได้ พร้อมกันนี้ยืนยันว่า จะยังใช้สื่อเอกสารและสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกอบการหาเสียงต่อไป อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างการรอการพิจารณาของศาลว่าจะมีคำสั่งไต่สวนฉุกเฉินหรือไม่

สั่งสอบตร.ไม่เป็นกลางในการเลือกตั้งเพิ่ม

ผบ.ตร.ภูธร ภ.5 สั่งย้ายด่วนตร.เชียงราย ออกนอกพื้นที่อีก 1 นาย เหตุวางตัวไม่เป็นกลางในการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมา พร้อมสั่งสอบตร.ภาคเหนือเพิ่มอีก 10 นาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท. ธีรศักดิ์ ชูกิจคุณ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้สั่งย้ายตำรวจชั้นประทวน จังหวัดเชียงราย 1 นาย เนื่องจากวางตัวไม่เป็นกลางในการเลือกตั้งล่วงหน้า-นอกเขตที่ผ่านมา ออกนอกพื้นที่ให้มาช่วยราชการที่ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นการชั่วคราว เพื่อความเหมาะสม พร้อมทั้งสั่งสอบข้อเท็จจริง ตำรวจอีก 10 นาย

โดยในพื้นที่จังหวัดลำปาง มีจำนวน 8 นาย พะเยา 1 นาย และตำรวจสังกัดภูธรภาค 5 อีก 1 นาย หลังได้รับการร้องเรียนว่าวางตัวไม่เป็นกลาง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีคำสั่ง ควบคุมดูแลความประพฤติ ตำรวจเชียงราย และเชียงใหม่ อย่างใกล้ชิด ที่ได้รับการร้องเรียน วางตัวไม่เป็นกลาง ไปแล้วจำนวน 14 นาย

พล.ต.ท. ธีรศักดิ์ กล่าวว่าในช่วงการเลือกตั้งล่วงหน้าช่วงวันเสาร์และอาทิตย์(15-16 ธ.ค.)ที่ผ่านมา ในพื้นที่ภาคเหนือ ยังไม่พบการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีแต่เพียงพื้นที่จังหวัดน่าน ที่มีการเผาป้ายหาเสียง ของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ติดไว้ริมถนนถึง 6 พรรค คาดว่าน่าจะเป็นความคึกคะนองของกลุ่มวัยรุ่น และเชื่อว่าในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง ไม่น่าจะเกิดความรุนแรง เนื่องจากผู้สมัคร ระมัดระวังตัวกันเพิ่มมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่จะปรับวิธีการหาเสียงตลอดเวลา เพื่อที่ชักจูงใจชาวบ้าน ให้ไปลงคะแนนให้ตนเอง


พีทีวี นิวส์
17 ธันวาคม 2550 เวลา 14:30 น.