WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 18, 2007

'ประพันธ์'เชื่อระเบิดพปช.ไม่หวังล้มลต.

กกต.ประพันธ์ นัยโกวิท เชื่อเหตุระเบิดศูนย์ประสานงานพรรคพลังประชาชน ไม่ได้หวังผลล้มเลือกตั้ง ชี้ ไม่จำเป็นต้องเลื่อนออกไป






นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กล่าวถึงเหตุระเบิดที่ทำการสาขาพรรคพลังประชาชนว่าเป็นเรื่องที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และฝ่ายความมั่นคง จะเขามาดูแลในเรื่องนี้ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับการสร้างสถานการณ์ให้มีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ทั้งนี้หากทางพรรคพลังประชาชนจะมาร้องเรียนที่กกต.ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการกลั่นแกล้งก็สามารถทำได้ แต่กกต.ก็ต้องขอดูข้อเท็จจริงก่อนว่าเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหรือไม่

นอกจากนี้ นายประพันธ์ ได้กำชับกกต.ประจำสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 23 ธ.ค. นี้ โดยเฉพาะเรื่องของความปลอดภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่และปัญหาน้ำท่วม ซึ่งอาจทำให้ต้องมีการเปลี่ยนหน่วยเลือกตั้งในบางจุด โดยอาจมีการจัดหาเรือขนส่งให้ประชาชนตามระเบียบของราชการพร้อมกับเห็นว่าสถานการณ์ในขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลื่อนการเลือกตั้ง

พันธมิตรฯจัดทัพปลุกพลังเงียบลงคะแนนสกัด“ทักษิณ”

“พันธมิตรฯ” เคลื่อน สกัด “ทักษิณ” เดินหน้ารณรงค์โค้งสุดท้าย ปลุก “พลังเงียบ” คว่ำ “พปช.” กางแผนดาวกระจายเน้น “แหล่งธุรกิจ-ชุมชน กทม.”

(18ธค.) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ( ครป.) สมัชชาประชาชนเพื่อการปฏิรูปการเมือง ( สปป.) นำโดยนายพิภพ ธงไชย ที่ปรึกษา ครป.นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการ ครป. นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ( กฟผ.) พร้อมประชาชน ประมาณ 100 คน ได้ตั้งขบวนรถรณรงค์ปลุกพลังเงียบออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยใช้รถติดป้ายผ้าประมาณ 15 คัน มีข้อความเรียกร้องให้พลังเงียบออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพื่อให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า อย่าเลือกพรรคที่จะเข้ามาเพื่อฟอกความผิดใครบางคน

นายพิภพ กล่าวกับกลุ่มผู้รณรงค์ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะบางพรรคการเมือง ได้ประกาศออกมาว่า ปฏิเสธจะให้อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีบางคน ต้องถูกตัดสินคดีตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส.) ได้ดำเนินการ และนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว จึงต้องรณรงค์กับพลังเงียบให้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพราะในต่างประเทศก็เคยมีตัวอย่างว่า เมื่อพลังเงียบออกมาแสดงพลัง การเมืองในประเทศนั้นก็กลับสู่เส้นทางที่ถูกต้องได้

“พลังเงียบควรจะออกมาตัดสินเลือกระหว่างประโยชน์ของประเทศชาติหรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พลังเงียบเคยพิสูจน์ตัวเองมาแล้วเมื่อครั้งมีการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต้องออกมาตัดสินใจทางการเมืองอีกครั้ง เพื่อความถูกต้องในกระบวนการยุติธรรม และให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้”อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าว

นายสุริยะใส กล่าวว่า เราจะมีการรณรงค์ใน 8 จุดที่สำคัญ คือ สีลม , อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ , สนามหลวง , บางกะปิ , เขตสวนหลวง , บางเขน, มาบุญครอง โดยจะรณรงค์ทุกวันจนถึงวันที่ 22 ธ.ค.นี้ ขอย้ำว่า เราไม่ต่อต้านพรรคพลังประชาชน ( พปช.) แต่หาก พปช.ได้รับเลือกตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และมีความพยายามฟอกความผิด แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม อาจทำให้เกิดการเผชิญหน้าและการเคลื่อนไหวในสังคมขึ้นอีกครั้ง

จาก http://www.komchadluek.net/

แฉ!‘วินัย’พบบิ๊กเซ็นทรัลขอต่อสัญญา3เหลี่ยมพหลฯ

‘บรรณวิทย์’เผย ดีเอสไอรับเรื่อง ที่ดินสามเหลี่ยมพหลโยธิน – เขากระโดง แฉ พล.อ.วินัย เคยพาผู้บริหารเซ็นทรัล มาให้ช่วยถึงกระทรวงกลาโหม จี้ ระงับแต่งตั้งประธานกรรมการการรถไฟ

วันนี้(18 ธ.ค.) เมื่อเวลา 11.30 น.ที่รัฐสภา พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการการ(กมธ.)คมนาคม สภานิติบัญัติแห่งชาติ(สนช.) และตัวแทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย 10 คน ร่วมกันแถลงกรณีปัญหาการดำเนินการของการรถไฟแห่งประเทศ โดยพล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าวว่า กมธ.ไปร้องทุกข์กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)แล้ว กรณีที่ดินสามเหลี่ยมพหลโยธิน และที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งดีเอสไอรับเรื่องไว้แล้ว

ทั้งนี้กมธ.ยืนยันว่า กรณีที่ดินสามเหลี่ยมพหลโยธิน การรถไฟฯต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.ร่วมทุน 2535 แต่ปรากฏว่า ผู้เกี่ยวข้องพยายามเอื้อประโยชน์ให้เอกชน ซึ่งหากมีการต่อสัญญาโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จะทำให้สิ่งปลูกสร้างไม่ตกเป็นของการรถไฟฯ แล้วใครจะรับผิดชอบ ในอดีตเรื่องนี้มีการสัมมนาที่สภา อดีตอัยการสูงสุดคนหนึ่ง ก็ยืนยันชัดเจนว่า การรถไฟฯต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว

“ผมต่อสู้และเดิมพันด้วยชีวิต เพราะเมื่อตอนยังเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.วินัย ภัททิยะกุล ปลัดกระทรวงกลาโหมได้พาผู้บริหารเครือเซ็นทรัล รายหนึ่งมาพบที่กระทรวง เพื่อขอให้ช่วยดำเนินการในการต่อสัญญา ซึ่งผมเห็นว่า เมื่อมาขอให้ผู้ใต้บังคับบัญชาดำเนินการดังกล่าว แต่ในขณะที่ผมเป็นประธานกมธ.การคมนาคม ผมจึงไม่รับเพราะไม่ต้องการหักหลังคนการรถไฟฯ ทั้งนี้วันนี้ผู้ที่รักษาทรัพย์สินของชาติ กลับถูกกล่าวหาต่าง ๆ นานา แต่ผู้ที่ดำเนินการจะต่อสัญญา ไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติ ไม่ทำตามกฎหมาย กลับไม่โดนกล่าวหา จึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารดำเนินการให้เป็นไปโดยถูกต้อง” พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าว

พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้เรื่องที่ดินเขากระโดง และแอร์พอร์ตลิ้ง กมธ.ไปยื่นเรื่องต่อรัฐมนตรีว่าการและช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมแล้วเช่นกัน แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ ส่วนเรื่องการแต่งตั้งประธานกรรมการการรถไฟฯ ดูเหมือนว่า กำลังจะมีการแต่งตั้งจากผู้ที่มีบทบาทในรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งกมธ.คมนาคม กำลังสอบเรื่องทุจริตในการรถไฟอยู่ แล้วกมธ.จะทำงานต่อได้อย่างไร ทั้งนี้หากกรณีดังกล่าวมีการดำเนินการ จะไปฟ้องศาลปกครองต่อไป

ด้านนายเกรียงศักดิ์ แขงขัน ประธานสหภาพฯ กล่าวว่า กรณีที่พนักงานการรถไฟประท้วงหยุดเดินรถเมื่อวันที่ 31 ต.ค. ที่ผ่านมาเพราะทั้ง 3 เรื่อง ฝ่ายบริหารไม่ดำเนินการใดๆ จนสหภาพฯยื่นหนังสือ 18 ครั้ง ก็ยังไม่มีการแก้ไข กรณีที่ดินสามเหลี่ยมพหลโยธิน สหภาพยืนยันว่า ผู้บริหารต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่นี่มีการพยายามยื้อเพื่อต่อสัญญา ทั้งที่ต้องมีการเปิดประมูล ซึ่งจะได้เงินกว่า 60,000 ล้านบาท และจะทำให้ลดการขาดทุน พนักงานก็จะได้โบนัส

ส่วนกรณีแอร์พอร์ตลิ้งค์ การรถไฟฯต้องปรับผู้รับเหมาตามสัญญาวันละ 12 ล้านบาท แต่นี่กลับไปยืดเวลาให้ 370 วัน ทำให้ไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศได้ ส่วนที่ดินเขากระโดง ก็ยังไม่มีการดำเนินการเพิกถอนสิทธิ์จากนักการเมืองรายหนึ่ง จึงขอให้ฝ่ายบริหารบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายด้วย นอกจากนี้การแต่งตั้งประธานกรรมการการการรถไฟ ไม่มีความชอบธรรม ทราบว่า กรรมการสรรหาฯจะแต่งตั้ง กรรมการการรถไฟจากชุดเก่าถึง 3 คน ทั้งที่ยังมีปัญหาอยู่ และเรื่องเข้าสู่ป.ป.ช.แล้ว หากแต่งตั้งเข้ามาจะเกิดปัญหาซ้ำรอย จึงทำเรื่องเสนอรัฐมนตรีให้ยับยั้งไว้ก่อนรอรัฐบาลใหม่


พีทีวี นิวส์
18 ธันวาคม 2550 เวลา 14:49 น.

ลูกพรรคร้องหน.มัชฌิมาธิปไตยเบี้ยวเงินช่วยหาเสียง

ผู้สมัคร ส.ส.มัชฌิมาธิปไตย ประชดหัวหน้าพรรคประกาศขายเครื่องมือหาเสียง นำเงินจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงลูกน้อง แฉ ไม่ยอมจ่ายเงินตั้งแต่เริ่มลงสมัคร แถมให้ทำสัญญาเงินกู้

นายประเทืองวุฒิ ลิ้มรสสุคนธ์ ผู้สมัคร ส.ส.ปทุมธานี เขต 1 จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้นำรถจักรยานที่ใช้ปั่นหาเสียงจำนวน 17 คัน มาประกาศขายบริเวณริมถนนสายบางขัน-หนองเสือ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังจากที่หัวหน้าพรรค นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ไม่ยอมจ่ายค่าใช้จ่ายในการหาเสียง ตั้งแต่เริ่มลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ปทุมธานี เขต 1 ทั้งนี้ต้องการนำเงินจำนวนดังกล่าวไปจ่ายเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงให้กับลูกน้องจำนวน 50 คน

“การที่ นายประชัย สบประมาทพวกตนว่าเป็นเพียงไม้ประดับทางการเมืองนั้นเป็นการพูดแบบคนไร้ความคิด ตนเองเคยเป็น สมาชิกสภาจังหวัดปทุมธานีมา 1 สมัยและเป็นนักต่อสู้ให้กับชาวเกษตรกรทั้งจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดใกล้เคียงมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นว่านโยบายของพรรคมัชฌิมาธิปไตย สร้างความสุข ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง จึงตัดสินใจลงสมัคร ส.ส. เป็นตัวแทนของพรรค ด้วยการใช้กลยุทธ์หาเสียงแบบเศรษฐกิจพอเพียง คือนำจักรยานมาปรับปรุงตบแต่งจำนวน 17 คันมาปั่นหาเสียงโดยมีลูกน้องเกือบ 50 คน ช่วยแจกแผ่นพับ โดยใช้ทุนของตัวเองมาตลอด ซึ่งทางพรรคยังไม่ได้ให้ค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดมิหนำซ้ำยังให้ทำสัญญาเขียนเงินกู้อีก 2 แสนบาท จนมาถึงวันนี้ๆไม่ได้รับอะไรจากพรรคเลย จึงต้องขายรถจักยานที่ใช้หาเสียงทั้งหมด 17 คัน เพื่อนำเงินสู้ศึกในการเลือกตั้งต่อไป” นายประเทืองวุฒิ กล่าว.


พีทีวี นิวส์
18 ธันวาคม 2550 เวลา 14:21 น.

ผบช.น.เชื่อบึ้ม!ศูนย์ฯพปช.แค่ข่มขู่

‘อัศวิน’ กำชับ เจ้าหน้าที่รวบรวมหลักฐานหาสาเหตุการลอบวางระเบิด เบื้องต้น มั่นใจ ต้องการข่มขู่ ระบุ เตรียมประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางมาตรการรักษาความปลอดภัยเลือกตั้งและปีใหม่

พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.)กล่าวถึงกรณีคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง ลาดพร้าว พรรคพลังประชาชน เมื่อคืนที่ผ่านมา ว่า จากการตรวจสอบพบว่าระเบิดดังกล่าวทำงานแล้ว 1 ลูก และพบระเบิดน้อยหน่าในที่เกิดเหตุอีก 1 ลูก ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ได้ทัน ทั้งนี้ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ชิษณุพงศ์ ยุกตะทัต ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 และผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย ตรวจสอบรายละเอียดและรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อประมวลเหตุการณ์ว่า การลอบวางระเบิดมีสาเหตุมาจากอะไร แต่เบื้องต้น เชื่อว่า เป็นแค่การข่มขู่เท่านั้น

ส่วนการรักษาความปลอดภัยในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ในวันที่ 20 ธันวาคม เวลา 9.00 น. จะมีการประชุมร่วมกับกองทัพภาคที่ 1, กองทัพเรือ, กองทัพอากาศ, กรุงเทพมหานคร และตำรวจสันติบาล เพื่อวางมาตรการรักษาความปลอดภัยในช่วงการเลือกตั้งและเทศกาลปีใหม่.


พีทีวี นิวส์
18 ธันวาคม 2550 เวลา 13:34 น.

เหลือแต่โกง


โดย กาหลิบ

ครับ ขู่จะยุบกันวันละสามเวลาหลังอาหาร และก่อนนอนอีกมื้อหนึ่งอย่างนี้ ถ้าไม่กลัวลานกันไปเลยก็ได้นั่งหัวเราะกันจนท้องคัดท้องแข็ง ขณะนี้ดูจะหมดความศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว
เอ่ยโดยไม่ต้องนึกรักพรรคไหนเป็นการเฉพาะ ผมเชื่อว่าแนวโน้มที่พรรคพลังประชาชนจะมาเป็นที่หนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะสูงมาก
ไม่ได้พูดจากข้อมูลของพรรคพลังประชาชนเองด้วยซ้ำ เพราะดูเหมือนใครๆเขาจะปฏิบัติการหยั่งเสียงวัดความนิยมกันทั้งนั้น เว้นแต่พรรคพลังประชาชนที่แม้แต่ป้ายหาเสียงก็ยังไม่ค่อยจะได้เห็น
ปราชญ์ซุนหวู่คือผู้ชี้ว่า ในการแข่งขันขับเคี่ยวทั้งหลาย ฐานะของเราว่าจะสูงหรือต่ำ น่าครั่นคร้ามหรือน่าหัวเราะเยาะ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา แต่ขึ้นอยู่กับศัตรูคู่แข่งของเรา
ถ้าฝ่ายตรงข้ามเคลื่อนไหวอย่างหวาดกลัวเราเต็มที ขนาดแสดงกิริยาอาการแปลกๆที่ทำให้ผู้เฝ้ามองต้องส่ายหน้าด้วยความเวทนา แสดงว่าเราคงจะเป็นคู่แข่งที่มีศักดิ์ศรีและน่าเกรงขาม แต่ถ้าเขามีชีวิตอันมั่นคงสุขสบาย เคยทำอะไรก็ทำอย่างนั้น ก็อาจจะต้องประเมินตัวเราว่าตกต่ำไปขนาดไหนแล้ว
ประโยคที่เอ่ยข้างต้นก็เนื่องมาจากแนวคิดนี้เอง เพราะเมื่อเห็น "โพล" ของฝ่ายที่มีอำนาจรัฐเอง ไม่ว่าจะเป็นรายงานวิเคราะห์ผลเลือกตั้งของ กอ.รมน. หรือกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งทุกคนเข้าใจได้ทันทีว่าเป็นข้อมูลที่เตรียมไว้ในแผนสืบทอดอำนาจมากกว่าอะไรทั้งสิ้น ชี้ตรงกันว่า อดีตพรรคไทยรักไทยน่าจะเข้าวินและมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่น่าสนใจขึ้นมาทันที
สิ่งที่แสดงออกมากมายพร่ำเพรื่อที่สุดเห็นจะเป็นคำขู่จะยุบพรรค
ลำดับความดูก็จะเกิดความขำ
อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ถูกห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถูก "ยุบพรรค"
ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเป็นศิษย์เก่าของพรรคไทยรักไทยเองแท้ๆ ขู่จะฟ้องพรรคพลังประชาชนว่าใช้ "เอกสารปลอม" มากล่าวหาว่าเขาสมัครเป็นสมาชิกพรรคซ้อนกันสองพรรค ก็ตามมาด้วยเสียงกร้าวๆจาก กกต. ว่าจะ "ยุบพรรค"
คุณทักษิณให้สัมภาษณ์เรื่องทั่วๆไปออกทางโทรทัศน์ดาวเทียมที่ยังมิได้มีใครกำหนดกฎเกณฑ์ใดๆในทางกฎหมาย ก็แสดงอาการโกรธเคืองกันและประกาศว่าอาจจะใช้เหตุนี้มา "ยุบพรรค"
แผ่นซีดีที่ทำไว้เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เมื่อเกิดการเผยแพร่ในเขตเลือกตั้งบางเขต ก็กลายเป็นเรื่องตึงตังโครมคราม และว่าจะ "ยุบพรรค" กันอีก
ครับ ขู่จะยุบกันวันละสามเวลาหลังอาหารและก่อนนอนอีกมื้อหนึ่งอย่างนี้ ถ้าไม่กลัวลานกันไปเลยก็ได้นั่งหัวเราะกันจนท้องคัดท้องแข็ง
ขณะนี้ดูจะหมดความศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว เพราะคนที่รู้เรื่องมาตลอดเขาสรุปง่ายๆไว้ในใจแล้วว่า ถ้าเคารพประชาชนก็เอาผลเลือกตั้งเป็นเกณฑ์ แต่ถ้ากลั่นแกล้งรังแกกันถึงขนาดนั้น จนกลไกประชาธิปไตยชำรุดเสียหายลงไปแล้ว ก็จะไม่เหลืออะไรที่เป็นประชาธิปไตยเอาไว้พูดจากัน เมื่อถึงจุดนั้นแล้วบ้านเมืองจะกลิ้งลงเหวไปอย่างไรคงไม่มีใครบอกได้
ถัดจากเรื่องยุบพรรค เราได้เห็นพรรคการเมืองตรงข้ามกับพรรคพลังประชาชนเปลี่ยนมาใช้เกมจิตวิทยาใหม่ วิธีการคือให้ผู้สมัครออกไปพูดทุกแห่งหนว่า หากพรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้งกลับมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว บ้านเมืองก็จะวุ่นวายอีก หาความสงบมิได้
แถมยังหยอดว่า เลือกพรรคของตนจะได้ผลตรงข้าม เพราะฝ่ายตนมีความสัมพันธ์อันดีกับฝ่ายทหาร และกับ "ผู้มีอำนาจเบื้องหลังทั้งหลาย" ที่คิดโค่นรัฐบาลทักษิณมาด้วยกัน
ไม่ว่าจะเป็นคนที่เตรียมก่อหวอดประท้วงในนามพันธมิตรฯ หรือคนใหญ่ขนาดอยู่บ้านหลวงได้จนตายก็ตาม ถ้าตนได้เป็นรัฐบาล ความสัมพันธ์ทุกอย่างภายใต้เงื่อนไขนี้จะราบรื่นเรียบร้อย
ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงว่าพรรคพลังประชาชนเป็นที่ครั่นคร้ามของฝ่ายตรงข้ามพอดู
เมื่อบรรยากาศเป็นอย่างนี้ เรื่องการนำเสนอนโยบายผ่านผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือการหาเสียงด้วยวิธีการต่างๆโดยพิสดาร น่าจะมีความสำคัญน้อยกว่าขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่ความเป็นประชาธิปไตยจะปรากฏขึ้นมาได้
นั่นคือการป้องกันการโกงเลือกตั้ง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบัตร หีบบัตร เจ้าหน้าที่คูหา กระบวนการรวบรวมและนับคะแนน ไปจนถึงการดำเนินการเมื่อมีคนท้วงติงผลการนับคะแนน
ขนาดปากกาที่ผูกเชือกไว้ให้ในจุดเลือกตั้ง ยังมีคนกระซิบว่า เขาอุตส่าห์เลือกปากกาที่เขียนไม่ค่อยติด เพื่อที่ผู้ใช้สิทธิจะต้องกาแล้วกาอีกจนบัตรขาด หรือไม่ก็กาหลายครั้งเกินไปจนบัตรเสียไปเลย ทางออกที่ง่ายที่สุดคือการใช้ปากกาที่นำติดตัวไปเอง ฯลฯ
ไม่ว่าจะใช้วิชามารอย่างไรก็ตาม ห้วงเวลานี้นักประชาธิปไตยทั้งหลายควรหันมาสนใจเรื่องป้องกันการโกงมากกว่าเรื่องใดๆครับ


///////////////////////


คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

มันมา (ตามบท) อีกแล้ว



ในเอกสารลับฉบับสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ของ คมช. ที่ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล เลขาธิการ คมช. แก้ตัวว่ายกเลิกคำสั่งไปแล้ว มีแผนงานหนึ่งที่น่าสนใจ และสอดคล้องอย่างยิ่งกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

"เชิญบุคคลที่ 3 ที่เป็นผู้นำทางความคิด/นักวิชาการ ออกรายการวิทยุ/โทรทัศน์ วิเคราะห์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น หากพรรค พปช. ชนะเลือกตั้ง แล้วดำเนินนโยบายที่ประกาศไว้ คือ นิรโทษกรรมกรรมการบริหารพรรค ทรท และยุบ คตส. ว่าหลายฝ่ายคงยอมไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรที่จะออกมาเคลื่อนไหว และทำให้ประเทศเกิดความวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง และอาจนำไปสู่ การรัฐประหารครั้งใหม่ เป็นวงจรที่ไม่สิ้นสุด"


ข้อความนี้อยู่ในหมวดงาน "สร้างกระแสให้ทุกฝ่ายต่อต้านการกลับมาของกลุ่มอำนาจเก่า ผ่านทางพรรค พปช." โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ "สร้างความรักความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชาติ"


พล.อ.วินัย ภัททิยกุล เลขาธิการ คมช. ซึ่งเป็นคนที่ไม่ได้เซ็นชื่อในเอกสารลับฉบับนี้ ให้การแก่ กกต. ว่า ยกเลิกคำสั่งไปตั้งแต่วันที่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ บังคับใช้ แต่ไม่มีเอกสารคำสั่งมาแสดง มีแต่วาจามายืนยันเท่านั้นเอง


เพียงแค่วาจาของทหารใหญ่ 1 คน ที่ไม่มีเอกสารหลักฐานยืนยัน ก็เพียงพอแล้วต่อความเชื่อถือโดยไม่มีข้อสงสัยของ กกต. ทั้ง 5 ท่าน และหักล้างผลการสอบสวนของกรรมการตรวจสอบ 7 ท่าน ที่มี นายสุพล ยุติธาดา เป็นประธาน ซึ่งเป็นกรรมการที่ กกต. แต่งตั้งขึ้นมาเอง และมีเอกสารหลักฐานประกอบอีกหลายแฟ้มใหญ่ ได้อย่างหมดจด ไม่มีข้อท้วงติงใดๆ


แต่การแถลงข่าวของ "กลุ่มพันธมิตรฯ" ที่นำโดย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสุริยะใส กตะศิลา นายพิภพ ธงไชย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา น่าจะเป็นการตบหน้า กกต. ให้หายโง่ หลงเชื่อคนง่ายเสียที และกระชากหน้ากาก พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ให้สังคมและประชาชนได้เห็นว่าจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เลิกโกหก


"หากได้พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หรือร่วมรัฐบาล เราไม่คัดค้าน แต่ไม่ใช่ได้พรรคพลังประชาชนเข้ามาแล้วให้ ส.ส. ของตัวเองเปลี่ยนแปลงกฎหมาย โดยยกเลิกการนิรโทษกรรมกรรมการบริหารพรรคทั้ง 111 คน และยกเลิก คตส. ถ้าเป็นเช่นนี้ ทางพันธมิตรฯ จะไม่หยุดแน่" คือคำประกาศของ พิภพ ธงไชย ที่สอดรับกับแผนการในเอกสารลับอย่างไม่น่าเชื่อ


"มีการหารือระหว่างแกนนำพันธมิตรฯ เช่น สันติอโศก ผู้ใช้แรงงาน นักวิชาการ เอ็นจีโอ พร้อมจะออกมาชุมนุมอีกครั้ง ถ้ารัฐบาลหลังเลือกตั้ง ไม่ว่าจะนำโดยพรรคพลังประชาชนหรือพรรคการเมืองใดก็ตาม พยายามที่จะฟอกความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ครอบครัวและเครือข่าย โดย ยืนยันจะต่อต้านถึงที่สุด นี่เป็นคำประกาศ เป็นคำยืนยันว่าเราจะไม่ให้การเมืองมาอยู่เหนือกระบวนการยุติธรรม เราจะไม่ให้ผลการเลือกตั้งนำไปสู่การฟอกผิดของใครคนใดคนหนึ่ง


ไม่ได้คัดค้านว่าถ้าพรรคพลังประชาชนมาเป็นรัฐบาลแล้วจะชุมนุมเลย ถ้าไม่พยายามฟอกผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ปกครองบริหารประเทศได้ แต่เมื่อไรก็ตามที่พยายามจะฟอกผิดใคร พันธมิตรฯ หรือคนที่เคยต่อสู้กับพันธมิตรฯ ก็มีสิทธิลุกขึ้นมาต่อต้านได้ตลอดเวลา" สุริยะใส กตะศิลา ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่พูดสอดคล้องกับความต้องการของ คมช. ด้วยความบังเอิญอย่างยิ่ง


เป็นอย่างไรล่ะครับ กับคำประกาศเจตนารมณ์ของ "กลุ่มพันธมิตรฯ" ทำไมมันช่างสอดคล้องตรงกันกับแผนลับของ คมช. ขนาดนี้


เมื่อพฤติการณ์ทั้ง 2 ฝ่ายสอดรับกันแบบนี้ จะไม่ให้เชื่อได้อย่างไรว่า "กลุ่มพันธมิตรฯ" กับ คมช. จะไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ จะไม่ร่วมมือกันเพื่อสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน


คงไม่ต้องถามอีกแล้วว่า แผนการในเอกสารลับเป็นจริงหรือไม่ ในเมื่อมีพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นเครื่องยืนยันแล้วในวันนี้


คงไม่ต้องถามอีกแล้วว่า แผนการในเอกสารลับถูกยกเลิกจริงหรือไม่ ในเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ ได้เข้ามารับดำเนินการตามแผนงานแล้ว


คงไม่ต้องถามอีกแล้วว่า คมช. มีความจริงใจกับการคืนประชาธิปไตยหรือไม่ และไม่ต้องถามว่า กกต. เข้าด้วยช่วยเหลือเกื้อกูลเอื้อเฟื้อประโยชน์แก่ คมช. เพื่อให้พ้นจากการกระทำความผิดหรือไม่


ข้อความที่ปรากฏอยู่ในเอกสารลับในหัวข้อนี้ แบ่งการกระทำออกเป็น 2 ระยะ คือ 1.กลุ่มพันธมิตรฯ จะเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วง ทำให้ประเทศชาติวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง และ 2.นำไปสู่การรัฐประหารครั้งใหม่ เป็นวงจรที่ไม่สิ้นสุด


ขณะนี้การดำเนินการระยะที่ 1 โดยกลุ่มพันธมิตรฯ เริ่มต้นขึ้นแล้ว คือ เริ่มข่มขู่ว่าจะก่อการชุมนุมประท้วงหากพรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล และนิรโทษกรรมให้กับ 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมอยู่ในจำนวนนี้ด้วย และเป็นสิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ยินยอม จะต่อต้านถึงที่สุด


ด้วยคำแถลงเช่นนี้ ภาพเหตุการณ์ความวุ่นวาย บ้านเมืองไม่สงบสุข เหมือน 1 ปีเศษที่ผ่านมาก่อนจะเกิดการรัฐประหาร ก็ลอยขึ้นมาหลอกหลอนประชาชนทั่วประเทศแล้ว


ต้องติดตามดูกันอย่างไม่กะพริบตาว่า การดำเนินการระยะที่ 2 คือ หากกลุ่มพันธมิตรชุมนุมประท้วงแล้วประเทศชาติวุ่นวายอีกครั้ง จะนำไปสู่การรัฐประหารครั้งใหม่ เป็นวงจรที่ไม่สิ้นสุด จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และเกิดเมื่อใด และใครจะเป็นผู้กระทำ ในเมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศแล้วว่าจะไม่ทำรัฐประหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่งี่เง่าที่สุดในโลก และการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง


สถานการณ์การเมืองในระยะนี้ต้องติดตามกันแบบเกาะติด ใกล้ชิดทุกนาที เพราะ กลุ่มพันธ มิตรฯ ออกโรงมาตามคิวในเอกสารลับของ คมช. แล้ว


แม้จะได้เลือกตั้งแล้วก็อย่าประมาท และอย่าวางใจ เพราะ...


"มันมาตามบทอีกแล้ว"




จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

‘ในหลวง'ทรงเตือนสติผู้พิพากษา-ตุลาการทหารอย่าหลงในอคติ


วานนี้ เวลา 16.42 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับตำแหน่งหน้าที่

ในโอกาสนี้ นายวิชัย อริยะนันทกะ เลขาธิการประธานศาลฎีกา และนายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาท ใจความว่า ....

" . . . บ้านเมืองจะต้องมีความยุติธรรม หมายความว่า คนจะปฏิบัติตัวตามใจชอบไม่ได้ต้องทำตามกฎเกณฑ์ ต้องเป็นไปตามความดี กฎเกณฑ์ของความดี และความดีนั้น ก็คือ ทำอะไรที่ตรงไปตรงมาที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน โดยประชาชน โดยเฉพาะทุกคนที่มีสิทธิที่จะมีชีวิต ต้องมีกฎเกณฑ์ มีขื่อมีแป ถ้าไม่มีขื่อมีแปแล้วประเทศชาติก็ล่มจม

อันนี้ที่สำคัญที่ต้องมี ผู้พิพากษาที่มีความเข้มแข็ง ความเข้มแข็งของผู้พิพากษาไม่ใช่ง่าย เพราะว่า มีคนที่ไม่ค่อยดี ก็หมายความว่า ไม่ค่อยสุจริต ก็หาทางที่จะหลบเลี่ยงกฎหมาย หลบเลี่ยงกฎเกณฑ์ หลบเลี่ยงความดีเพื่อความดีของ
ตัว

ฉะนั้น ท่านจะต้องรักษาความเข้มแข็งของคำปฏิญาณนี้ ซึ่งถ้าพูดถึงง่ายๆ ก็ไม่ยาก เพราะว่าความดีนั้นเป็นสิ่งที่ง่าย แต่ว่าทำไมมันยาก เพราะมันมีอคติ แต่ถ้าได้ปฏิญาณว่าท่านจะไม่หลงในอคติ ในคำปฏิญาณนั้นเป็นสิ่งดีมาก

หมายความว่า คนเราอยากจะทำอะไรที่ประโยชน์ส่วนตัวมาก แต่ท่านได้ปฏิญาณว่า ท่านจะไม่หลงในอคติ ซึ่งเป็นของดีมาก ถ้าไม่หลงในอคติ ก็ทำไม่ยาก
ฉะนั้น ถ้าท่านรักษา สิ่งที่ท่านได้เปล่งวาจานี้ ก็จะทำได้ง่าย เพราะว่าสิ่งที่ถ้าเราไม่หลงในอคติ ก็ไม่ยากที่จะทำดี ถ้าทำดีแล้ว ทุกคนก็ได้รับประโยชน์ในการรักษาความดี บางอย่างอาจจะไม่ใช่ง่าย เพราะว่ามีคนที่ไม่ใช่หลงในอคติ มีคนที่อยากจะไปในทางที่ไม่ถูก อยากจะไปในทางที่เป็นอคติ เขาพยายามที่จะหลอกลวงตลอดเวลา ท่านต้องเข้มแข็ง ความเข้มแข็งของผู้พิพากษาจะต้องรักษาไว้ตลอดชีวิต ทั้งในเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ หมายความว่า เวลาขึ้นบัลลังก์ หรือทำหน้าที่ในการพิพากษา ทั้งเวลาธรรมดาปกติ อย่างท่านไปที่ไหน ท่านก็จะไม่ทิ้งความเป็นผู้พิพากษา ละทิ้งความเป็นคนดี ตรงไปตรงมาละทิ้งไม่ได้ อย่างเช่น ถ้าไปอยู่ในชนบท ท่านไปเห็นความไม่ดี ท่านต้องต่อสู้ให้หมดไป ต้องรักษาความดีไว้

ถ้าท่านพูดมาว่ารักษาคำปฏิญาณนี้ เป็นอันว่าท่านได้ทำหน้าที่ มันยากอยู่เพราะบางสิ่งบางอย่างมันล่อลวง มันหลอก ท่านต้องไม่ให้ความไม่ดีมันหลอกท่าน และถ้าท่านทำหน้าที่ดีแล้วอย่างเข้มแข็ง เรียกว่าทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติและท่านจะมีเกียรติ มีความภูมิใจได้ ไปไหนคนก็นับถือ นับถือท่านจริงๆ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอาย ถ้าท่านทำดีๆ อย่างนี้จะมีเกียรติเป็นสิ่งที่น่านับถือและน่าภูมิใจ

ฉะนั้นขอให้รักษาความซื่อตรงไว้ตลอดชีวิต ต้องตลอดชีวิต ต่อไปท่านถึงอายุที่จะเกษียณ ท่านก็มีคนนับถือเป็นคนดี มีเกียรติ ขอให้ท่านรักษาความดีของการปฏิญาณตนตลอดชีวิต และให้มีความสำเร็จในการทำดี และขอให้ความดีนี้ทำให้ท่านทุกคน มีร่างกายแข็งแรง จิตใจเข้มแข็ง และมีความสำเร็จทุกประการ ขอให้ท่านรักษาความดี การปฏิญาณอันนี้และท่านจะมีความสำเร็จ และเป็นคนที่น่านับถือตลอดชีวิต และเป็นความดีสำเร็จนี้ คนเขาบอกว่ากินไม่ได้อาจจะไม่มีอะไรที่ทำให้ร่ำรวย แต่ท่านจะร่ำรวยในใจ ยิ้มได้ตลอด พอใจได้ตลอด และมีความรู้สึกว่ามีเกียรติ คือทำให้ดี คำว่าดี บางทีมันยาก พูดยากว่าอะไรดี ถ้าท่านทำดี ตามที่ท่านได้เปล่งวาจาเมื่อครู่นี้ ท่านจะรับความเจริญ ความพอใจ ก็ขอให้ทุกท่านรักษาความดีของการปฏิญาณในครั้งนี้และท่านจะมีความสุขอย่างแท้จริง ขอให้มีความสำเร็จในชีวิต ขอให้ท่านมีร่างกายแข็งแรง จิตใจเข้มแข็ง และประสบแต่ความดี ความสำเร็จ

ต่อมาเวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จลง ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พลเอกบุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำตุลาการศาลทหารสูงสุด ตุลาการศาลทหารกลาง และตุลาการพระธรรมนูญศาลทหารกรุงเทพฯ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ ในโอกาสนี้ นายทหารสัญญาบัตร ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาท ใจความว่า ....

" ... การปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากอคตินั้น เป็นหน้าที่สำคัญของนายทหารทุกคน และโดยเฉพาะตุลาการที่จะต้องรักษาความยุติธรรมของหน้าที่ ท่านเป็นทหารก็จะต้องรักษาความดีอยู่เป็นธรรมดา และยิ่งเป็นตุลาการก็ยิ่งสำคัญ เพราะว่าทหารถือว่ามีอาวุธ แต่ความยุติธรรมของตุลาการก็เท่ากับเป็นอาวุธอีกอย่าง ถ้าท่านรักษาความดีของตุลาการก็จะไม่ต้องใช้อาวุธที่ประหัตประหาร ฉะนั้นท่านก็ได้ปฏิบัติปฏิญาณตนก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าเป็นการยืนยันว่า ท่านมีหน้าที่ และหน้าที่ท่านจะสำคัญมากสำหรับประเทศชาติจะทำให้ประเทศชาติมีความสุข ความสงบอยู่ตลอดไม่จำเป็นที่ประหัตประหารกัน

ฉะนั้นท่านก็ต้องรักษาคำปฏิญาณนี้โดยเด็ดขาด โดยเข้มแข็ง เพราะว่าส่วนมากเป็นความลำบากที่จะรักษาความยุติธรรม เพราะว่าความยุติธรรมนั้น หมายความว่า จะต้องรักษา เสียสละ เพราะว่าโดยมาก คนเราก็ชอบที่จะเอาเปรียบ

ถ้าเอาเปรียบคนก็ไม่ได้เป็นความยุติธรรม ฉะนั้นท่านต้องไม่เอาเปรียบ ท่านจะต้องรักษาไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบ ถ้ามีคนเอาเปรียบคนอื่นจะทำให้บ้านเมืองไปไม่รอด ขอให้ท่านดูแลความยุติธรรม ไม่ใช่ในกองทัพเท่านั้นเอง จะต้องทั่วไป จะต้องไม่ต้องประหัตประหารกัน

ก็ขอให้ท่านสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับ เพื่อความสงบสุขของทุกส่วนของประเทศ และเมื่อทุกส่วนของประเทศมีความสงบสุข บ้านเมืองทั้งหมดก็จะอยู่เย็นเป็นสุข และมีความสามารถที่จะรักษาอธิปไตย รักษาความดีของประเทศ ประเทศไทยได้อยู่เย็นเป็นสุขมานาน แต่ว่าเดี๋ยวนี้รู้สึกค่อนข้างเอาเปรียบกัน ไม่ดี จะต้องให้มีคนไม่เอาเปรียบ รักษาความสงบสุขต่อไป

ก็ขอให้ท่านมีความสำเร็จในงานของท่าน และมีความเข้มแข็ง รักษาความยุติธรรม ไม่ใช่ในกองทัพเท่านั้นเอง แต่ทั่วไป ให้คนเขาไว้ใจ ว่าทหารเป็นผู้ที่รักษาความยุติธรรม และช่วยกันรักษาความดีของประเทศชาติ ทหารจึงมีชื่อเสียงรักษาชื่อเสียงไว้ดีๆ ฉะนั้น ขอให้ท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ขอให้ท่านมีความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ และมีความสำเร็จในการทุกอย่าง ขอให้ท่านมีความดีอยู่ในตัว รักษาความดีนี้ไว้ตลอดไปจนกระทั่งทำให้กองทัพไทย รักษาชื่อเสียงไว้ได้

ถ้ากองทัพไทยรักษาชื่อเสียงไว้ให้ดี ไม่มีใครมาทำลายเราได้ ฉะนั้นต้องให้เข้าใจว่า กองทัพจะรักษาประเทศชาติได้ ไม่ใช่ด้วยอาวุธประหัตประหาร แต่ว่าด้วยความดีขอให้ท่านประสบความสำเร็จในงานของท่าน มีความสุขในความสำเร็จนี้ ขอจงมีความเจริญ และให้ มีความเข้มแข็งที่จะปฏิบัติหน้าที่ทุกด้าน

ปฏิวัติครั้งใหม่ไม่ไกลเกินความจริง

ในการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรับประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13-14 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้านิทรรศการนานาชาติ กรุงเทพฯ (ไบเทค บางนา) ภายใต้หัวข้อ เมืองไทยในระยะเปลี่ยนแปลงได้มีการนำเสนอรายงานการวิจัยในหัวข้อต่างๆที่น่าสนใจ โดยการประชุมย่อยที่ว่าด้วยเรื่องราวของการรัฐประหหารและบทบาทของทหารกับการเมือง มีผลงานชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ทหารกับการเมืองไทย : วังวนแห่งรัฐประหาร ที่นำเสนอโดย พล.อ.ดร.ศุภลักษณ์ สุวรรณชฎ มีเนื้อหาตามบทคัดย่อที่น่าสนใจ ดังนี้

ประเทศที่มีการพัฒนาการทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมน้อย โอกาสที่จะถูกแทรกแซงทางการเมืองด้วยการทำรัฐประหารโดยกองทัพย่อมเป็นไปได้สูง การที่สังคมมีความแตกแยก และคนในสังคมขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตลอดจนปัญหาที่เกิดขึ้นทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเด็นหลักคือ การฉ้อราษฎร์บังหลวงล้วรเป็นเหตุให้ทหารนำมาใช้เป็นสาเหตุในการยึดอำนาจด้วยการทำรัฐประหาร และทำหน้าที่เป็นนักการเมืองชั่วคราว (Interim politicians)
บทบาททางการเมืองของทหารหลังจากการทำรัฐประหารแบ่งเป็น 2 รูปแบบคือ 1)การเข้าครอบครองทางการเมือง ของคณะทหารโดยตรง (Military Domination) ด้วยการทำหน้าที่เป็นผู้ปกครอง (Ruler) หรือเข้าบริหารประเทศเสียเอง และ 2) การมีอิทธิพลในทางการเมืองของผู้นำกองทัพ (Military Influence) หลังจากทำรัฐประหารสำเร็จ ทหารได้แต่งตั้งคณะบุคคลขึ้นมาทำหน้าที่ปกครองหรือบริหารราชการโดยมีคณะทหารเป็นผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง

การก่อรัฐประหารโดยกองทัพมักจะถูกมองว่า เป็นการถอยหลังเข้าคลอง คือ การยึดอำนาจจากรัฐบาลที่บริหารประเทศด้วยความชอบธรรมแล้ว คณะทหารเข้ายึดอำนาจและทำหน้าที่ปกครองแทนหรือ แต่งตั้งรัญบาลขึ้นบริหารประเทศเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ ทหารมักอ้างว่า การเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองเป็นเพราะต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองของสังคมนั้นให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น คือ เมื่อสังคมเกิดปัญหาความสับสนวุ่นวายมากจนถูกยกขึ้นเป็นประเด็นทางการเมืองจนเกิดช่องวางทางการเมืองขึ้นโดยไม่มีสถาบันอื่นใดจะแก้ไขได้ จึงเปิดโอกาสให้ทหารเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองด้วยการทำรัฐประหารและยึดอำนาจ แต่การกระทำเช่นนั้น หมายความว่า เมื่อใดที่ทหารได้เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองเมื่อนั้นการเมืองได้ก้าวเข้าไปสู่กองทัพด้วยเช่นกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับการเมืองของหลายประเทศ โดยเฉพาะกับการเมืองของไทย ที่วงเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ (The Vicious Circle of Thai Politices) คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองและมีความขัดแย้งกัน เกิดปัญหาความไม่ลงรอยระหว่างพรรคการเมืองหรือ กับรัฐบาลนำไปสู่การชุมนุมเดินขบวนต่อต้านเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจนขยายตัวออกไป หรือกับรัฐบาลนำไปสู่การชุมชุมเดินขบวนต่อต้านเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจนขยายตัวออกไป เป็นวิกฤตการณ์ทางการเมือง ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศที่รุมเร้ารัฐบาลจนเกิดความง่อนแง่น ขาดเสถียรภาพ ยิ่งพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาล มีหลายพรรคเกิดความขัดแย้งกันมากขึ้น และท้ายสุดจะมีการเรียกร้อง ให้ทหารเป็นอัศวินม้าขาว เข้ามาแก้ปัญหาให้ และทำให้ทหารต้องเข้ามาแทรกแซงการเมืองจนกลายเป็นวงจรอุบาทว์ หรือวัฏจักรแห่งความชั่วร้าย

ปัจจัยที่ทำให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง คือปัจจัยภายในประเทศ (สถาบัน/กองทัพ และเงื่อนไขในการทำรัฐประหาร) และปัจจัยภายนอกประเทศ (อิทธิพล/ภัยคุกคามจากภายนอก/ประเทสอาณานิคมเดิม) การทำรัฐประหารของไทยที่ผ่านมาไม่ได้หมายความว่ารัฐประหารจะทำสำเร็จได้ทุกครั้ง ในจำนวนรัฐประหารได้ทั้งหมด 24 ครั้ง (รวมทั้งครั้งล่าสุด 19 กันยายน 2549) พบว่าผู้ก่อการรัฐประหาร ประสบผลสำเร็จเพียง 13 ครั้ง และล้มเหลวถึง 11 ครั้ง คิดเป็นอัตราส่วนความสำเร็จความล้มเหลว เท่ากับ 13 ต่อ 11 ครั้ง หรือ คิดเป็นร้อยละ 54.17 ต่อ 45.83 เท่ากับว่าอัตราความเสียงในการทำรัฐประหารที่จะทำสำเร็จหรือล้มเหลวนั้นค่อนข้างสูง

นอกจากนั้นการปฏิวัติและรัฐประหารที่ผ่านมาทั้ง 24 ครั้งในรอบ 75 ปี นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2475 เป็นต้นมา จากสถิติที่ออกมาพบว่า จะมีการทำรับประหารหนึ่งครั้งต่อทุกๆ 3 ปี 1 เดือนกับอีก 4 วันเศษ หรือกล่าวสั้นๆว่า ในการพัฒนาทางการเมืองของไทยทุกๆ 3 ปี 1 เดือน จะมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้น ไม่ว่ารัฐประหารครั้งนั้นจะสำเร็จหรือล้มเหลว

ในอดีตที่ผ่านมาทหารไทยมักเข้าแทรกแซงทางการเมืองในลักษณะที่เรียกว่า เล่นการเมืองแบบที่ต้องการอยู่เหนือการเมือง (Politics of wanting to be above politics) คือ ทหารจะเข้าแทรกแซงทางการเมืองโดยเป็นผู้นำที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นโดยการใช้อิทธิพลอยู่เบื้องหลังนักการเมืองหรือฝ่ายพลเรือน เนื่องจากทหารมักไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน ส่วนใหญ่ของกรเข้าแทรกแซงทางการเมืองของทหารไทยจึงมักเข้ามาในรูปแบบของการได้รับการแต่งตั้ง จากรัฐบาลพลเรือนให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการบริหารประเทศ

บทความนี้ต้องการที่จะเสนอมาตรการหรือวิธีการที่จะให้ทหารถอนตัวออกจากการแทรกแซงทางการเมืองและกลับเข้ากรมกองตามเดิม คือทำให้ทหารมีความเป็นทหารอาชีพมากขึ้น(Professionalism) และการยอมรับในความเป็นผู้นำของฝ่ายพลเรือน (Civilian Supremacy) สำหรับมาตรการให้ทหารถอนตัวออกจากการเมือง ตามแนวทางดังนี้

1. การลดจำนวนกำลังพลของทหาร (Demobilization) ลงให้เหลือเพียงเท่าที่จำเป็นโดยการกำหนดหรือวางแผนโครงสร้างการจัดการทางทหารเสียใหม่ หมายถึง การทำให้หน่วยทหารมีขนาดเล็กลงและกำลังพลน้อยลง แต่มีประสิทธิภาพ(จิ๋วแต่แจ๋ว)

2. การสร้างทหารให้มีความเป็นทหารอาชีพ (Professionalism) และเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางทหารอย่างแท้จริง (Military Expert) ด้วยการให้การศึกษาทางวิชาการด้านการทหารมากขึ้น มีทุนด้านการศึกษาการทหารทั้งในและนอกประเทศ ฝึกรบร่วมกับประเทศพันธมิตร ส่งทหารให้ร่วมรบกับองค์การสหประชาชาติ เพิ่มขีดความสามารถของอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัย การให้งบประมาณหรือจัดสรรเงินเดือนที่เพียงพอให้แก่ทหารในการยังชีพ และดำรงความมีเกียรติและสัชชศักดิ์ศรีของทหาร

3. สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เป็นสิ่งที่ทหารต้องคิดและพิจารณาให้ดีก่อนทำการรัฐประหาร เพราะกองทัพไม่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจดีเท่ากับพลเรือน และประสบการณ์ในการบริหารประเทศด้อยกว่า ถ้าทหารทำรัฐประหารย่อมสงผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้ตกต่ำลง และการถูกคัดค้านจากโลกภายนอก รวมถึงต้องศึกษาพิจารณาถึงผลจากการลงโทษ (Sanction) ของประเทศที่ต่อต้านการทำรับประการอีกด้วย ดังนั้น ทางที่ดีคืออย่าทำรัฐประหารถ้าเห็นว่ายังไม่ถึงทางตันจริงๆ

4. การยอมรับในลัทธิความเป็นผู้นำหรือความเหนือกว่าของผู้บริหารฝ่ายพลเรือน(Civilian Supremacy Doctrine) หลักการที่สำคัญคือ พลเรือนเป้ฯผู้กำหนดภาระกิจหน้าที่ของตนจากพลเรือนด้วย หมายถึง ทหารจะยอมรับในความเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา(Subordinate) หรือการยอมรับสิ่งที่เป็นรองจากผู้นำฝ่ายพลเรือน แต่จากความไร้ประสิทธิภาพของสถาบันทางการเมืองโดยตรงหรือโดยใช้อิทธิพลเข้าแทรกแซง

หลักการของการยอมรับในความเหนือกว่าของผู้บริหารฝ่ายพลเรือน จึงใช้ได้ผลฝนโลกตะวันตกมากกว่า แต่การเสนอแนวคิดนี้ขึ้น เพื่อให้ทหารในประเทศกำลังพัฒนาตระหนักและยอมรับในความเหนือกว่าของพลเรือน ด้วยการเน้นย้ำในหน้าที่หลักของทหาร คือความป้องกันและรักษาความมั่นคงภายในประเทศ

ด้วยเหตุนี้ถ้าจะให้ด้วยหลักการความเหนือกว่าของพลเรือนที่มีต่อทหารเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และเป็นไปตามทฤษฎีของความสัมพันธ์ระหว่างทหารและพลเรือน จึงเป็นความจำเป็นที่ทั้งสองฝ่ายคือทหารและพลเรือน ยอมรับในหลักการทฤษฎีนี้ร่วมกัน ถ้าเกิดความขัดแย้งกัน หมายถึงทหารไม่ยอมรับในความเหนือกว่า ของพลเรือนทฤษฎีนี้ก็ใช้ไม่ได้ และอาจทำให้ทหารก่อรัฐประหารขึ้นอีก

รัฐประหารเป็นมากกว่าการเข้ายึดอำนาจจากรัฐมาเป็นของทหาร หมายถึง รัฐประหารหยั่งรากลึกลงไปในสังคม ที่ประกอบด้วยชีวิตทางการเมืองและเศรษฐกิจซึ่งยากที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง รัฐประหารถือเป็นทางออกทางการเมือง ถ้าการเมืองถึงทางตันไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ จะมีการเรียกร้องให้ทหารทำรับประหาร วงจรอุบาทว์ทางการเมืองที่มีรัฐประหารเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญจึงยากที่จะหลุดพ้นไปจากการเมืองไทย ดังนั้น รับประหารเกิดขึ้นได้เสมอ เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น

ผลสรุปของบทความนี้ ต้องการชี้ให้เห็นว่า ในอนาคตถ้าประเทศไทย ประสบปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมที่แตกแยกและสับสนวุ่นวาย โอกาสที่เกิดรัฐประหารครั้งต่อไปย่อมมีความเป็นไปได้ สูงและอาจไม่ทิ้งช่วงระยะเวลานานเกินไป เพราะผู้ทำรัฐประหารครั้งต่อไป จะพิจารณาศึกษาจากตัวอย่างการทำรับประหารที่เกิดขึ้นเมื่อ 19 กันยายน 2549 ซึ่งได้รับการต้อนรับจากประชาชน เป็นส่วนใหญ่

ดังนั้นการทำรัฐประหารครั้งใหม่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่ไกลเกินความจริง และนั้นหมายความว่า วงจรอุบาทว์ หรือวัฏจักรแห่งความชั่วร้ายทางการเมืองมีโอกาสที่จะอยู่คู่กับสังคมไทยเสมอ

จาก http://www.prachatouch.com/

สปิริตผู้ว่าฯ กทม.

ตั้งแต่ เอกฉัตร รู้จักตัวตนของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ตั้งแต่เป็นหุ่นเชิดให้ทำรัฐประหารเมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 เพิ่งจะมีเมื่อวันวานที่ได้ยิน พล.อ.สนธิ พูดความจริง โดยไม่ต้องใช้ 100 หาร แล้วเอาผ้าขาวบางกรอง จึงจะได้ความจริงว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ชุดนี้ เป็นคนตั้งมากับมือ

ทำให้เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา ได้คำตอบที่ชัดเจน แจ่มแจ้งแดงแจ๋

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกสารลับของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่คณะกรรมการสอบสวนระบุว่า ทหารเอนเอียง แต่ กกต. พลิกมติกลับว่า แม้จะเป็นเอกสารจริง แต่ คมช. ได้สั่งยกเลิกไปแล้ว จึงถือว่าไม่มีความผิด

หรือแม้แต่ พล.อ.สนธิ ตั้งคณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์และแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง หรือ ครส. เพื่อขอนั่งเป็นประธานควบกับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ตามประสาคนที่ชอบควบ

ก็ไม่เห็น กกต. ออกมาโวยวายว่าทำงานซ้ำซ้อน ในทางกลับกัน ออกมาสนับสนุนกันออกหน้าออกตา เปิดประตูต้อนรับการไปเยี่ยมเยียนหลายครั้งหลายครา

ใครที่เคยคิดว่า กกต. ชุดนี้มาจากการคัดสรรของวุฒิสมาชิกก่อนจะมีการทำรัฐประหาร พล.อ.สนธิ ทำหน้าที่เพียงชุบชีวิต หลังจากที่ยุบองค์กรอิสระที่มีมาตามรัฐธรรมนูญปี 2540

คงจะไม่มีบุญคุณอะไรกันมากมาย ถึงกับสั่งได้

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ ที่ประกาศกันอย่างสวยหรูว่า เป็นการกำหนดทิศทางประเทศไทย หลายคนเบาใจ ไม่ว่าการเมืองจะสู้กันเข้มข้นอย่างไร ถ้าได้กรรมการชาติเป็นกลาง ก็พอจะควบคุมสถานการณ์

เปรียบเหมือนการแข่งขันฟุตบอล ไม่ว่านักเตะทั้ง 2 ฝ่ายจะเล่นกันแรงถึงลูกถึงคน แต่ถ้ากรรมการมีความเป็นกลาง ไม่เอนเอียงเข้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ก็สามารถควบคุมเกมการแข่งขันไม่ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นได้ ซึ่งเราได้เห็นกันบ่อยๆ ในการแข่งขันฟุตบอลในต่างประเทศ

แต่ถ้ากรรมการเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด รับรองได้ ความวุ่นวายจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ไม่ในสนามก็บนอัฒจันทร์คนดู

เพิ่งมาวันนี้แหละที่ พล.อ.สนธิ พูดชัดถ้อยชัดคำ เป็นคนตั้ง กกต. มากับมือ ไม่ใช่แค่ชุบชีวิตอย่างที่เข้าใจกัน

เพราะฉะนั้นก่อนและหลังเลือกตั้ง ย่อมหมิ่นเหม่เหลือเกินที่จะเกิดความวุ่นวายขึ้นตามที่หลายฝ่ายกังวล ก็เพราะไม่มั่นใจในความเป็นกลางของ กกต.

นี่อีกคน ยิ่งใกล้เลือกตั้งยิ่งออกอาการ หรือออกลายให้เห็น คือ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ตอนที่เข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็บอกว่าจะเป็นผู้ว่าฯ ตลอด 24 ชั่วโมง น้ำท่วม ไฟไหม้ ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ ไปเสนอหน้าออกจอทีวีไม่มีเว้น

แต่พอถึงเวลารณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง กลับบอกว่าจะใช้เวลานอกราชการไปช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ในเขตต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร

คราวนี้ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน บอกว่ามาพบปะกับประชาชนในนามรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ถามหน่อยครับท่านผู้ว่าฯ อภิรักษ์ เจ้าหน้าที่เขตต่างๆ เขาจะแยกออกไหมว่าท่านเป็นผู้ว่าฯ กทม. หรือรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เจ้าหน้าที่เขตคนไหนแยกแยะออกมาว่า เวลา 5 โมงเย็นไปแล้ว นายอภิรักษ์เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่จำเป็นต้องไปพินอบพิเทา ไปบริการรับใช้

พรุ่งนี้ 8 โมงเช้า นายอภิรักษ์ย่อมมีสิทธิที่จะรับบทผู้ว่าฯ กทม. กับเจ้าหน้าที่คนนั้นได้ทันที

ไม่ทราบว่าหลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งออกมา ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ ได้อ่านข่าวหรือไม่ว่า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ นายกฯ อบจ. ลาออกไปเกือบ 20 คน เพราะญาติพี่น้องลงสมัคร ส.ส. เกรงว่าจะถูกกล่าวหาวางตัวไม่เป็นกลาง

มิใช่ลาออกไปลงสมัคร ส.ส. แต่อย่างใด

นี่คือสปิริตของนายกฯ อบจ. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งจังหวัด ไม่ได้ต่างจากผู้ว่าฯ กทม. เลย เพียงแต่เป็นการปกครองกันคนละแบบเท่านั้น

จริงอยู่ มีบางจังหวัดที่จำใจต้องลาออก เพราะอดีตสังกัดพรรคไทยรักไทย ปัจจุบันฝักใฝ่พรรคพลังประชาชน

แต่ส่วนใหญ่ลาออกเพราะต้องการแสดงสปิริต ไม่ให้ถูกกล่าวหาวางตัวไม่เป็นกลาง จะทำให้การกำหนดทิศทางของประเทศไทยบิดเบี้ยว

บอกตรงๆ เอกฉัตรเข้าใจและเห็นใจ ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ เป็นที่สุด เพราะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศล่วงหน้าว่า ถ้าได้ ส.ส. เขตกรุงเทพฯ ไม่ถึงครึ่ง ไม่ต้องมาพูดกันเรื่องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ในฐานะคนเป็นรองหัวหน้าพรรคและเป็นผู้ว่าฯ กทม. ก็ต้องช่วยให้ฝันของหัวหน้าพรรคเป็นจริง

แต่อย่าลืมว่า แม้ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ แสดงสปิริตสักคน วางตัวเป็นกลาง เป็นผู้ว่าฯ 24 ชั่วโมง พรรคประชาธิปัตย์ยังมีกองหนุนมากมาย ในฐานะผู้สนับสนุนเผด็จการ ไม่ตอบแทนบุญคุณกันบ้างก็ใจจืดใจดำเกินไป ใช่มั้ยขอรับ

จาก http://www.prachatouch.com/