WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 19, 2007

สิ่งดีๆ



ถ้า..กฎหมาย..เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และ
บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับใช้ได้ กับทุก
หมู่เหล่าของประชาชนในสังคมประเทศ
นั่นคือประเทศแห่งสันติสุข
ในห้วงเวลาแห่งความวุ่นวาย ที่แผ่รังสี
แห่งความเสื่อมลงมาครอบคลุมประเทศ และ
ชีวิตไทยติดต่อกันมาหลายปีนี้
ก่อนหน้านี้ เรายังมองไม่เห็นความหวัง
ที่จะปลีกตัวให้พ้นจากความวิบัติวอดวาย
เมื่อบ้านไม่เป็นบ้าน สิ้นขื่อไร้แป เมือง
ไม่เป็นเมือง กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ใช้ความ
ยิ่งใหญ่ของรัฐธรรมนูญลงมาบดขยี้กฎหมาย
อาญา..เพียงคำว่า..สามารถชุมนุมได้โดยสงบ
และปราศจากอาวุธ..เพื่อสินจ้างรางวัลอันน้อย
นิด..ความสงบสุขของบ้านเมืองก็ต้องชิดซ้าย
ให้ความไม่สงบ และวุ่นวายแซงขวาขึ้นไป
เรา....สร้างรัฐธรรมนูญ สร้างการ
เลือกตั้งขึ้นมา..แต่.."มัน"..ก็ยืนยันว่าจะ
เกาะกลุ่มชุมนุมกันขึ้นมาต่อต้าน ไม่รับรอง
ใน..คำพิพากษาของประชาชน
รัฐบาล..ยืนยันที่จะคืนบ้านเมืองให้กับ
ประชาชนบนการเลือกตั้ง... "มัน" พยายาม
จะเลื่อนและทำลายการเลือกตั้ง..เมื่อปรากฏ
ว่า..ประชาชนพากันโยนบัตรเลือกตั้ง ไปใน
ทิศทางที่พวกมันไม่ประสงค์
เช่นนั้น..การประหัตประหารกัน..จึง
หลีกเลี่ยงไม่ได้..ผู้ชนะในสงครามจะเป็นผู้เขียน
ประวัติศาสตร์..ผู้พ่ายแพ้ในสงคราม..คือ
ทรราช..อนาคตข้างหน้าคนไทยอย่างละครึ่งจะ
แบ่งเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ
ไม่นานมานี้..สิ่งดีๆ ได้เกิดขึ้นมาอย่าง
เงียบๆ
ผู้สร้างบาปหลายหลาย..ได้รับกฎแห่ง
กรรมกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน..สายฟ้า
แห่งความยุติธรรมผ่าลงไปยังคนบาปคนแล้ว
คนเล่า..โดยไม่เลือกชั้นยศ..บ่าวไพร่หรือเจ้าขุน
มูลนาย..ไม่ว่าสามัญชนหรือคนชั้นเสนาบดี..
สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นมานี้..ได้ชี้ให้เห็น
แสงสว่างที่จะนำทางไปสู่..สังคมแห่ง
สันติสุข..สังคมที่เสมอภาคกันภายใต้
บทบัญญัติแห่งกฎหมาย..สังคมที่เป็นไปเพื่อ
สังคมของมหาชนส่วนใหญ่..และอำนาจที่
เที่ยงตรงดุจเส้นทางเดินของแสง..ไม่ว่าซ้าย
หรือขวา..ไม่ว่าบนหรือล่าง..
ขอให้สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นมานี้..เป็นเข็มทิศ
ชี้ทาง..พาประเทศและประชาชนชาวไทย..
ออกไปจากวังวนแห่งความอุบาทว์ชาติชั่ว..
ที่ก่อตัวปกคลุมแผ่นดินนี้อยู่..
พญาไม้

//////////////////////////

คอลัมน์:พญาไม้ทูเดย์

จะเลือกใครเป็นนายกฯ


ผู้รู้ทางด้านเศรษฐกิจ ฟันธงว่า ปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะถึงเวลาเผาจริงแน่นอน ทำเอาใจคอห่อเหี่ยวไปหมด ในสภาวะที่ การเมืองนำเศรษฐกิจ เช่นนี้ ต่อให้มือเศรษฐกิจชั้นเซียนแค่ไหนก็แก้ปัญหาได้ลำบาก เนื่องจากการชี้นำจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมืองเป็นหลัก
ถ้าการเมืองนิ่ง และมีศักยภาพของความมั่นคง เศรษฐกิจก็จะได้รับความเชื่อมั่นโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าการเมืองมีแต่การต่อรองเรื่องของผลประโยชน์ ผู้นำขาดบารมี ที่จะควบคุมเสียงข้างมากได้ ปล่อยให้เป็นเรือลอยอยู่กลางทะเลไม่เห็นฝั่ง
ฟันธงได้เลยว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะเจ๊งและเน่า
เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ เศรษฐกิจก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ จะเป็นตัวกำหนดนายกฯคนต่อไป ผมรู้มา นักธุรกิจ เขาก็กำลังมองกันอยู่ว่า เท่าที่มีตัวเลือกอยู่ในขณะนี้ ใครเหมาะสมที่สุด
เดี๋ยวนี้นักธุรกิจฉลาดขึ้นเยอะ ไม่ให้เงินสนับสนุนพรรคการ เมืองสุ่มสี่สุ่มห้าเหมือนเมื่อก่อน โดยเฉพาะการตัดสินใจลงทุน ก็จะดูถึงรายละเอียดทั้งหมดคนโน้นพรรค โน้นขึ้นมาจะเป็นอย่างไรพรรคนี้คนนี้มาจะเป็นอย่างไร
เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนแต่ละบาทแต่ละสตางค์มีความหมายมาก ไม่ใช่บาทสองบาท แต่เป็นร้อยล้านพันล้านหมื่นล้าน เห็นท่าไม่ดีก็ต้องย้ายฐานลงทุนหนีเอาตัวรอดไว้ก่อน ยิ่งถ้าการเมืองมีโอกาสผันผวนอยู่ ตลอดเวลา อย่างดีก็อยู่เฉยเพื่อรอโอกาส ดีกว่าไปเสี่ยงโดยไม่มีจุดหมาย
ผมได้ยินนักธุรกิจเขาคุยกัน ให้เลือกระหว่างคนหนุ่มกับคนแก่ เขาให้คะแนนคนแก่มากกว่าคนหนุ่ม โดยมีเหตุผลก็คือ เรื่องของประสบการณ์ คนแก่ชนะขาด เรื่องของความมีบารมีอันนี้คนแก่ก็เอาไป เรื่องของความมีศักยภาพทั้งในพรรคและนอกพรรคพอที่จะชี้ขาดอะไรได้ อันนี้คนแก่ก็ได้เปรียบ ความเชื่อถือและการสั่งการต่อข้าราชการ คนแก่ได้คะแนนไปอีก
เรื่องของการเล่นพวกเล่นพ้อง ทุจริตคอรัปชัน ข้อนี้คะแนนสูสีกัน เมืองไทยให้ใสสะอาดแค่ไหนก็ไม่พ้นเรื่องคอรัปชัน คนหนุ่มจะได้คะแนนในเรื่องของการรับฟังปัญหา ใจเย็น สุภาพเรียบร้อย ไม่เอะอะโวยวาย มีทิฐิน้อยกว่าคนแก่ อาจจะได้เห็นสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้น และ ชนวนความขัดแย้งก็น่าจะน้อยกว่า
ข้อสำคัญความมีภาวะผู้นำสำคัญที่สุด
ถ้าเวทีนี้ยังต้องมีพี่เลี้ยง โดยเฉพาะถ้าใช้พี่เลี้ยงเยอะแยะไปหมด ขาดความเป็นตัวของตัวเองซะแล้ว ภาวะผู้นำก็หมดลงทันที ตามมาด้วยเรื่องของวิสัยทัศน์ วิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่คิดไม่ออกทำไม่เป็นก็จบ การเมืองอยู่ในช่วงโค้งอันตราย จะหลุดออกจากหลุมดำเผด็จการอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญได้หรือไม่
จะเป็นประชาธิปไตยเต็มใบหรือครึ่งเดียว
ผมยังถามย้ำอีกว่าแล้วเรื่องของการทุจริตคอรัปชันการซื้อเสียง ไม่ซื้อเสียงไม่เป็นปัจจัยวัดความซื่อสัตย์เลยหรือ เจอคำตอบถึงกับหน้าหงาย เรื่องทุจริตมีรัฐมนตรีติดคุกชัดเจนสมัยรัฐบาลไหน เมื่อเร็วๆนี้ศาลพิพากษาให้อดีต ส.ส.พรรคไหน มีความผิดฐานซื้อเสียง ก็เหมือนๆกันทั้งนั้น อึ้งกิมกี่ไปเลย.
"หมัดเหล็ก"--จบ--

////////////////////////////

คอลัมน์:คาบลูกคาบดอก

สถานการณ์เลือกตั้ง‘อึมครึม'



บทบรรณาธิการ

สถานการณ์เลือกตั้งกำลังเกิดภาวะอึมครึม ทั้งที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดและในเขตไปเมื่อวันที่ 15-16 ธันวาคมที่ผ่านมา ด้วยจำนวนประชาชนไปใช้สิทธิลงคะแนนกว่า 2.9 ล้านคน จนหลายฝ่ายพูดไปในทิศทางเดียวกัน ว่า เป็นแนวโน้มทิศทางที่ดีเพราะคนตื่นตัวกับการเลือกตั้ง แต่มีปมประเด็นที่แทรกซ้อนขึ้นมา โดยมีผู้สมัครบางพรรคการเมืองได้ร้องเรียนกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต.ว่าการจัดเลือกตั้งล่วงหน้าขัดกฎหมาย โดยเฉพาะปมประเด็นในเรื่องการให้คนไปใช้สิทธิล่วงหน้าในเขต เพราะกฎหมายไม่ได้มอบอำนาจให้ดำเนินการได้ และประเด็นร้อนนี้ยังมีผลต่อเนื่อง เมื่อผู้สมัครอีกหลายคนได้ไปยื่นเรื่องต่อศาลปกครองให้พิจารณาว่า เป็นการผิดกฎหมายหรือไม่ ถึงขั้นขอให้ศาลมีคำสั่งว่า การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นโมฆะ ให้มีการจัดเลือกตั้งล่วงหน้าครั้งใหม่ และยังขอให้มีการเลื่อนการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมออกไปด้วย
เหตุผลของการยื่นฟ้องอ้างว่า กกต.เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.กกต. แต่ปรากฏว่า กกต.กลับกำหนดให้มีการดำเนินการเลือกตั้งล่วงหน้า ณ ที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้ง โดยที่ไม่มีอำนาจ เพราะไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจไว้ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ปี 2550 พ.ร.บ.กกต. หรือพ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. โดยย้ำว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 99 วรรค 2 บัญญัติไว้เฉพาะการให้ใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ และพ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส.และการได้มา ซึ่งส.ว.ส่วนที่ 5 การลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง ซึ่งมีบัญญัติไว้ในมาตรา 94-102 ก็กำหนดเรื่องเฉพาะการให้ใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งทั้งสิ้น หาได้กำหนดให้ผู้มีสิทธิใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้งแต่อย่างใดไม่ กรณีนี้จึงอาจเข้าข่ายใช้อำนาจในการจัดการเลือกตั้งตามอำเภอใจ ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กรณีที่เกิดขึ้นศาลปกครองได้รับคำร้องไว้และนัดไต่สวนในวันนี้ (19 ธ.ค.) ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าคำวินิจฉัยของศาลปกครองจะออกมาเป็นเช่นไร แต่กลายเป็นว่าได้ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อสถานการณ์และองค์กรที่จัดการเลือกตั้งอย่างกกต.แบบหลีกเลี่ยงไม่พ้น แม้กรรมการ กกต.บางท่านจะออกมาสำทับว่า ให้ดูว่าจุดใดสำคัญกว่ากัน เพื่อทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ พร้อมท้วงติงว่าการกระทำดังกล่าวทำให้ประเทศชะงัก และมองผ่านไปด้วยว่าเป็นขบวนการที่จ้องล้มกกต.และล้มเลือกตั้ง ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงโค้งสุดท้ายอย่างขับเคี่ยวกันอย่างหนักของพรรคการเมือง และยิ่งก่อนหน้านี้ มีกระแสความพยายามขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ด้วยความรู้สึกผวาว่าขั้วอำนาจเก่าจะกลับมาได้ ส่งผลให้เกิดความอึมครึมของการเลือกตั้งเที่ยวนี้เป็นอย่างมาก แต่มุมมองอีกจุดหนึ่งจากฝั่งนักกฎหมายกลับเห็นว่า บรรดา 5 เสือ กกต.ต่างก็มาจากสายตุลาการ จึงไม่น่าจะเกิดความผิดพลาดได้
อย่างไรก็ดี ในเรื่องดังกล่าวก็คงต้องรอฟังการวินิจฉัยของศาลปกครอง ที่จะมีผลต่อช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยของประเทศ ขณะที่สังคมและภาคเอกชนต่างปรารถนาให้การเลือกตั้งเดินหน้าไปตามกระบวนการจนได้รัฐบาลใหม่ เพื่อเข้ามาบริหารจัดการ และที่สำคัญ เข้ามาฟื้นฟูประเทศจากความบอบช้ำที่ผ่านมา แต่ถ้าหากการดำเนินการเข้าข่ายไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็ต้องยอมรับ เพราะหลักการสำคัญต้องยึดตัวบทกฎหมาย ดังเช่นในอดีตก็เคยมีคำพิพากษามาแล้วเมื่อครั้งการเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษายน 2549 ที่ให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ แต่ก็คงนำเหตุการณ์ในอดีตมาเปรียบเทียบกับปัจจุบันไม่ได้ ด้วยปัจจัยและรายละเอียดต่างกัน แต่สิ่งที่มาเกิดทับซ้อนรอยคือความรู้สึกของสังคมที่รู้สึกว่า ความอึมครึมยังหนาทึบไม่จางลงไป ความวุ่นวายไม่รู้จบสิ้นเสียที แต่เชื่อว่าคนไทยพร้อมเผชิญอุปสรรคทุกอย่าง และดำเนินตามวิถีประชาธิปไตยที่ถูกต้อง อย่าเบื่อหน่ายไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่เป็นเสมือนการทดสอบตัวเราเอง--จบ--

บก.นสพ.ผู้จัดการ ถูกศาลสั่งจำคุก6เดือน ปรับอีกแสน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง ศาลพิพากษาจำคุก นายขุนทอง ลอเสรีวนิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ เป็นเวลา 6 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ และพิพากษาปรับ บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเดียวกัน เป็นเงิน 100,000 บาท

คดีนี้นายดำรง พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 5 ตุลาคม 2545 - 6 ตุลาคม 2549 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเสนอข่าวผ่านทาง หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และเว็บไซด์ผู้จัดการออนไลน์ว่า ขณะที่โจทก์ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวนถึง 2 ครั้ง เนื่องจากไปสนับสนุนการนำเอาที่ดินโครงการพระราชดำริ 'ต้นน้ำแม่สะลอง' ไปออกโฉนดขายนายทุน ซึ่งการเสนอข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี จึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามความผิด จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาลงข้อความเพื่อใส่ความโจทก์ให้ผู้ที่อ่านเข้าใจว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี ซึ่งเป็นความเท็จ ทำให้โจทก์เสียหายถูกดูหมิ่นเกลียดชัง จำเลยที่1 เป็นผู้ดำเนินกิจการหนังสือพิมพ์จำต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น และจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบในการลงข้อความในหนังสือพิมพ์ จึงมีความผิดตามฟ้องพิพากษาดังกล่าว


'หมอเหวง'ร้องกกต.รื้อสอบ 'เอกสารลับ' ใหม่


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 18 ธัวาคม นพ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้เดินทางมาที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาคารศรีจุลทรัพย์ เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ กกต. กรณีที่กกต.มีมติเรื่องเอกสารลับ โดยไม่ได้ทำการ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และไม่ได้ปฏิบัติตามหลักนิติธรรม ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายความเสรีและเป็นกลาง ของการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคมนี้

นพ.เหวง กล่าวว่า การมายื่นเรื่องของสมาพันธ์ประชาธิปไตยก็เพื่อขอให้กกต.ทบทวนกรณีที่ได้มีมติ ยกคำร้องเรื่องเอกสารลับ โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงใน 4 เรื่อง คือ

1.ไม่มีการลงพื้นที่ตรวจสอบว่าได้มีการปฏิบัติตามคำสั่งเอกสารลับจริงหรือไม่ แต่กลับพิจารณาจากคำชี้แจง ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งไม่มีหลักฐานอื่นประจักษ์ จึงไม่ทราบว่าเป็นการนั่งเทียนหรือไม่

2.กกต.ไม่ให้โอกาสสมาพันธ์ประชาธิปไตยแสดงหลักฐานหรือพยานโดยเท่าเทียมกัน

3. คำวินิจฉัยของกกต. ที่อ้างว่าการกระทำของคมช.ได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ และการที่อ้างว่ายังไม่มีการอนุมัติงบประมาณ จึงยังไม่มีการกระทำการจริงนั้น ล้วนแต่เป็นข้อวินิจฉัยที่ไม่เที่ยงธรรม เพราะคำสั่งหลายข้อที่ปรากฏในเอกสารลับสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณ

4.เอกสารดังกล่าวเผยแพร่รวมเวลา 38 วัน และทางคมช.ได้ระบุว่าสั่งยกเลิกไปแล้วด้วยวาจา แต่ไม่สามารถแสดงคำสั่งที่ออกโดยราชการได้ เท่ากับว่าจนถึงขณะนี้เอกสารยังกล่าวยังมีผลบังคับใช้

ดังนั้น ทางสมาพันธ์ประชาธิปไตย จึงขอให้กกต.ได้ทบทวนมติกกต.ดังกล่าว เพราะเป็นห่วงว่า จะเป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิขององค์กร และความน่าเชื่อถือของกกต.ทั้ง 5 คน และอยากให้ดำเนินการก่อน วันเลือกตั้งที่ 23 ธันวาคมนี้ เพราะหากช้าไปกว่านี้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เนื่องจากผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว

นพ.เหวง กล่าวต่อว่า กกต.ควรออกมติกกต.ใหม่เพื่อยกเลิกมติเก่าและให้มีการสอบสวนใหม่ทั้งหมด เพราะหากไม่ทำการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่มีความบรุสิทธิ์ตั้งแต่ต้น และเมื่อเร็วๆ นี้ ขออ้างจากสื่อมวลชนว่า พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส. พรรคพลังประชาชน ได้ให้ข่าวกับสาธารณะว่ามีการขัดขวาง ไม่ให้ พล.อ.เรืองโรจน์ไปพบปะกับประชาชน ทั้งนี้ ได้รายงานเรื่องนี้ให้นายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ด้านการมีส่วนร่วม ให้ทราบแล้ว

ส่วนเหตุใด นพ.เหวง ถึงไม่ติดใจเรื่องการพิสูจน์เอกสารจริงหรือปลอมนั้น นพ.เหวง กล่าวว่า 'ขอทวงผ่านสื่อมวลชนว่านายสุพล ยุติธาดา ประธานคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน กรณีเอกสารลับ ยังไม่เคยตีพิมพ์คำวินิจฉัยส่วนตนต่อสาธารณะ ขอทวงให้กรรมการทุกท่านในคณะกรรมการฯ ตีพิมพ์คำวินิจฉัยส่วนตน

ด้วย ทั้งนี้ จากการติดตามข่าว พบว่านายสุพลไม่มีความคลางแคลงใจเกี่ยวกับเรื่องความถูกต้อง ของเอกสารลับแต่อย่างใด และนายสุพลเห็นว่าเนื้อความในเอกสารตรงกันเป็นส่วนใหญ่และเป็นลายมือชื่อจริง นอกจากนี้ ยังไม่เห็นคมช.ท่านใดออกมาระบุว่าเป็นเอกสารเท็จ ดังนั้น เรื่องเอกสารจริงหรือปลอมจึงควรยุติลงได้แล้ว'

ทางด้านนายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่า เรื่องเอกสารลับ น่าจะจบแล้ว และตามปกติ กกต. จะไม่วินิฉัยซ้ำเรื่องที่มีมติไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่ได้อ่านหนังสือที่น.พ.เหวง มายื่น แต่ได้มอบให้เจ้าหน้าที่รับเรื่องไว้และทำความเห็นว่าจะเอาเข้าที่ประชุม กกต.หรือไม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนตามปกติ

Tuesday, December 18, 2007

ครม.เห็นชอบคิดค่าเช่าท่อก๊าซฯปตท.ขั้นต่ำ5%

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เห็นชอบแนวทางการแยกทรัพย์สิน ทางแนวท่อก๊าซธรรมชาติ
ตามข้อเสนอของกระทรวงพลังงาน โดยให้กระทรวงการคลังเก็บค่าเช่าจาก ปตท.ขั้นต่ำร้อยละ 5






นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการแยกทรัพย์สินทางแนวท่อก๊าซธรรมชาติ ตามข้อเสนอของกระทรวงพลังงาน โดยให้กระทรวงการคลังเก็บค่าเช่าจาก ปตท.ขั้นต่ำร้อยละ 5 โดยเป็นทรัพย์สินตามแนวท่อก๊าซฯ จำนวน 15,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังแปรสภาพ เพราะไม่ควรเป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในช่วงเป็นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หลังจากนี้ต้องเริ่มกระบวนขั้นตอนการโอน โดยให้แยกทรัพย์สินออกเป็น 2 ส่วน คือ ทรัพย์สินก่อนการแปรรูปช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2544 และทรัพย์สินที่อยู่ในการดูแลของ ปตท.หลังจากแปรสภาพแล้ว ดังนั้น ทรัพย์สินก่อนการแปรสภาพก็ไม่สามารถโอนให้รัฐได้ โดยในช่วงเวลา 12.30 น. จะเข้าพบนางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อชี้แจงข้อมูลให้กับนักลงทุนรับทราบ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีผลกระทบต่อราคาหุ้นบ้าง

‘ประชัย’ชี้ปัญหาในพรรคแค่เล็กน้อย

หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ระบุ ปัญหาภายในพรรค เป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อย ระบุมีวิธีจัดการ ด้าน ‘อเนก’ เชื่อ ป่วนเวทีปราศรัยแค่ข่มขู่



นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวภายหลังการขึ้นเวที ประชันนโยบายด้านพลังงาน ที่โรงแรมดิเอ็มเมอร์รัล รัชดา ถึงกรณีปัญหาภายในพรรคว่า เป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อย ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร ตนมีวิธีจัดการ และการนิ่งเฉยก็ถือว่าเป็นอีกวิธีหนึ่ง

ส่วนการขึ้นเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวงวันพรุ่งนี้หากมีการตั้งเวทีป่วน ก็ไม่เป็นไร คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดการ

ด้านนาย ณรงค์ พิริยะอเนก โฆษกพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้เดินทางมาพบนายประชัย ที่โรงแรม โดยนายณรงค์ กล่าวว่า ที่มาเพราะมาปรึกษานายประชัย ถึงกรณีการฟ้องร้อง กลุ่มส.ส. มัชฌิมาสามัคคี หลังจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ โดยนายประชัยได้บอกว่าไม่ต้องการให้เป็นเรื่องใหญ่ ตนจึงไม่ติดใจเอาความและไม่มีการฟ้องร้องแต่อย่างใด ส่วนเรื่องการกรวดน้ำนั้น นายประชัยได้ทราบเรื่องแล้ว ก็ไม่ได้โกรธอะไร และไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ

ส่วนกรณีที่มีการขู่ว่าจะมีการตั้งเวทีป่วนเวทีปราศรัยของพรรคในวันพรุ่งนี้นั้น นายณรงค์ กล่าวว่า คงเป็นแค่คำขู่ อย่างไรก็ตามคงจะต้องมีการดูแลเรื่องความปลอดภัยให้กับนายประชัยมากขึ้น นอกจากนี้นายณรงค์ ยังกล่าวว่า การกระทำของกลุ่มดังกล่าวจะเหมาะสมหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเขาและประชาชนตัดสินใจว่าควรทำหรือไม่.


พีทีวี นิวส์
18 ธันวาคม 2550 เวลา 17:38 น.

‘ป๋าเหนาะ’แทงกั๊ก! ลั่นร่วมรัฐบาลได้ทั้งพปช.-ปชป.

หัวหน้าประชาราชเผยเข้าร่วมรัฐบาลได้ทั้งพปช.และปชป. ฝันอยากเห็น 2 พรรคใหญ่จับมือตั้งรัฐบาลแก้วิกฤตชาติ คุยได้ส.ส.อีสานไม่น้อยกว่า10ที่นั่ง

วันนี้(18 ธ.ค.) นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวว่า ตนรู้สึกมั่นใจว่าในช่วงหาเสียงโค้งสุดท้ายพรรคประชาราชจะมีเสียง ส.ส.อย่างน้อย 25 คนขึ้นไป ทั้งนี้เชื่อว่าภาคอีสานจะได้ส.ส.มากกว่า10ที่นั่งแน่นอน

“ผมขอยืนยันว่าพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากเพียงพรรคเดียวจะได้ ส.ส.อย่างมากที่สุดไม่เกิน 180-190 เสียง ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลจะต้องมี 4-5 พรรคแน่นอน และ หลัง 20.00 น.ของวันที่ 23 ธ.ค.นี้ ก็จะรู้แล้วว่าพรรคการเมืองใดเป็นพรรคใหญ่ และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้”นายเสนาะ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ล่าสุดนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ระบุว่า ขณะนี้กำลังจะเกิดฝนห่าใหญ่ นายเสนาะ กล่าวว่า การเลือกตั้งทุกครั้งก็มีข่าวเช่นนี้ตลอด จึงฝากถึงสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กกต. รวมถึงผู้ที่รักษากฎหมายให้เข้ามาดูแลให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ตรงไปตรงมาให้มากที่สุด ไม่ต้องถึง 100 เปอร์เซ็นต์ แค่ 60-70 เปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าดีแล้ว

นายเสนาะ กล่าวอีกว่า ตนอยากได้เสียงที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่ใช่ได้เสียงมาซึ่งอำนาจ การใช้เงินทอง หรืออิทธิพล ซึ่งประเทศกำลังประสบวิกฤตตนจึงอยากใช้บั้นปลายชีวิตสรรหาคนดีเข้ามาดูแลบ้านเมือง แก้วิกฤตร่วมกัน โดยยึดความสามัคคี

ทั้งนี้พรรคประชาราชเป็นพรรคเล็กๆ พรรคหนึ่ง แต่ยังเชื่อว่ามีบุคลากรที่มีคุณภาพและศักยภาพเพียงพอที่จะเข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งอาจจะดีกว่าพรรคใหญ่ที่ไม่มีความจริงใจ ไม่มีสามัญสำนึก เพราะคนที่เป็นรัฐบาลไม่ใช่จะทำอะไรได้ทุกอย่าง ทุกฝ่ายจะต้องยึดมั่นใจกรอบกติกา ความถูกต้อง

“หากถามว่าเราจะไปร่วมรัฐบาลหรือไม่ ผมคงพูดไม่ได้ แต่ถามว่าอยากเป็นรัฐบาลหรือไม่ ในเมื่อเราเล่นการเมืองก็อยากเข้าไปบริหาร ซึ่งในเมื่อเราเป็นพรรคขนาดเล็กอาจจะมี ส.ส.20-30 คน เราก็ต้องเป็นพรรคผู้ตาม ถ้าพรรคใหญ่จัดตั้งรัฐบาลแล้วไม่เชิญมาเราก็คงไปร่วมไม่ได้ ทั้งนี้ ผมมั่นใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จะมีหลายพรรคการเมือง และพรรคประชาราชก็คงจะได้รับเกียรตินี้ด้วย” นายเสนาะ ระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าหากมีพรรคใหญ่เชิญเข้ามาก็พร้อมที่จะไปร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายเสนาะ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อน ต้องดูก่อน ไม่ใช่ว่ากลัวจะไม่ได้เป็นรัฐบาล ซึ่งตามมารยาทต้องคุยกัน ทั้งเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาว่ามีอะไรบ้าง นโยบาย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อถามว่า การเข้าร่วมรัฐบาลจะดูเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นหลักหรือไม่ นายเสนาะ กล่าวว่า ไม่ เพราะนี่คือการเมือง หากตนยึดมั่นเรื่องส่วนตัวหรือความผูกพันส่วนตัวเหตุการณ์ต่างๆ คงไม่เป็นเช่นนี้ เพราะตนยึดถือหลักการของประเทศเป็นหลัก ตนไม่ใช่คนที่พูดอะไรเลื่อนลอย

นายเสนาะกล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าหากมีการจัดตั้งรัฐบาลหลายพรรคการเมือง จะทำให้เกิดปัญหาการต่อรองแน่นอน แต่ขึ้นอยู่กับจะต่อรองกันมากน้อยแค่ไหนเพียงไร พรรคใหญ่จะมีความโอบอ้อมอารีหรือจะมีคุณธรรมในการคัดสรรบุคคลที่เหมาะสมไปทำงานมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตรงนี้พรรคขนาดใหญ่ไม่สามารถทำอะไรตามใจตัวเองได้ เพราะอย่าลืมว่าการโหวตตัวนายกรัฐมนตรีเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หาก 2 พรรคการเมืองใหญ่มาทาบทามพรรคประชาราชจะใช้แนวทางใดในการตัดสินใจเข้าร่วม นายเสนาะ กล่าวว่า ประการสำคัญคงต้องดูเหตุผล ดูแนวทางว่าจะร่วมกันทำงานไปในทิศทางใด และดูนโยบายหลักๆ ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยและสนทนาธรรมกันอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่ว่าเราได้เสียงเท่าไหร่แล้วจะวิ่งไปมุดโน้น มุดนี่โดยไม่มีเหตุผล เมื่อถามต่อว่า พรรคพลังประชาชน ส.ส.ส่วนใหญ่มาจากพรรคไทยรักไทย ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็เคยแยกตัวมาจากพรรคไทยรักไทย ณ วันนี้ถือว่าพรรคพลังประชาชนบริสุทธิ์แล้วหรือยัง นายเสนาะ กล่าวว่า ถือว่าบริสุทธิ์ คนไหนผิดก็ว่ากันไปตามผิดหรือใครที่ยังเป็นสีหม่นๆ อยู่ แล้วยังมีสิทธิ์ก็ให้เป็นเรื่องของอนาคต เราอย่าเพิ่งไปตัดสินใจเองว่าตรงนั้นไม่ถูก

“ผมพูดอย่างใจจริงว่าอยากให้ 2 พรรคการเมืองใหญ่จับมือกันตั้งรัฐบาล เพื่อแก้วิกฤตของประเทศให้ได้ ตนก็สาธุ และอยากจะเห็นความรัก ความสามัคคี ความปรองดองในชาติ แต่ก็เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะขนาดมีแค่พรรคเดียวปัญหาก็ยังตามมามากมาย” นายเสนาะ กล่าว


พีทีวี นิวส์
18 ธันวาคม 2550 เวลา 17:14 น.

ดร.นลินีขอโอกาสทำงานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนกทม.





ยิ้มได้...หายเหนื่อย..

ดร. นลินี ทวีสิน

ผู้สมัครเบอร์ 10 เขต 6 พรรคพลังประชาชน พบปะชุมชนมุสลิม โดยได้รับความชื่นชม และการตอบรับอย่างดี เห็นแบบนี้แล้วกำลังใจมาเป็นกอง แม้เหนื่อยก็ยังยิ้มสวยได้เหมือนเดิม

บรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งเขต ๖ กรุงเทพมหานคร ซึ่งประกอบไปด้วยเขตบึงกุ่ม คันนายาว คลองสามวา และหนองจอก แม้ว่าเขตเลือกตั้งนี้จะกินพื้นที่มากกว่า 1 ใน 3 ของ กรุงเทพมหานคร แต่ก็ไม่ได้ทำให้ ดร. นลินี ทวีสิน ผู้สมัครหมายเลข 10 จากพรรคพลังประชาชน ลดละความพยายามในการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ กลับยิ่งมีความคึกคัก เพราะดร. ขยันลงพื้นที่ทั้ง 4 เขต ทั้งมีทีมงานในพื้นที่ช่วยเหลืออย่างแข็งขัน และด้วยความที่ ดร. นลินี มีประสบการณ์จากการหาเสียงเมื่อครั้งลงสมัคร ส.ว. เมื่อปีที่ผ่านมา จึงไม่ยากที่ประชาชนจะรู้จัก และจดจำได้ขึ้นใจ ทำให้ชื่อ ดร. นลินี ทวีสิน ติดอันดับโพลล์ทุกสำนักที่สำรวจว่าจะได้รับเลือกเป็น ส.ส. แน่ ๆ

ดร. นลินี กล่าวว่า เขต 6 นี้ มีประชากรที่เป็นทั้งคนพุทธ และคนมุสลิมอาศัยอยู่มาก ซึ่งเมื่อได้เข้าไปพบปะ สัมผัสประชาชน ก็มีการตอบรับที่ดีในทุกที่ ทำให้มีกำลังใจ และมั่นใจว่า จะมีโอกาสได้นำประสบการณ์การทำงานเพื่อประเทศชาติในหลายบทบาทที่ผ่านมา มาช่วยประชาชนได้จริง โดยเฉพาะเรื่องของการกระจายรายได้ ทำให้คนระดับรากหญ้ามีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุข.. ซึ่งจะเป็นการทำงานต่อเนื่องจากครั้งที่นั่งเป็นประธานคณะทำงานกระจายรายได้อยู่ที่สภาที่ปรึกษาฯ .. บรรยากาศการหาเสียงก็สนุกมาก บางพื้นที่ต้องลงเรือไปขอคะแนน บางที่ต้องแห่ด้วยรถอีแต๋นก็มี จนช่อง 11 มาถ่ายทำไปออกรายการเพราะเห็นว่าแปลกไม่เหมือนใคร... อยากเห็นปัญหาของคนแถบนี้ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว มีความเดือดร้อนอยู่มากทีเดียวที่รอผู้แทนช่วยเขา ไม่นานเกินวันที่ 23 ธันวาคมนี้ เราก็จะได้ทราบผลกันว่า ดร. นลินี ทวีสิน จะถือธงเข้าโค้งสุดท้ายไปเป็นดาวรุ่งสตรีดวงใหม่ในรัฐสภาได้ดังตั้งใจหรือไม่


จาก http://www.ppp.or.th/index.asp

กกต.พัทลุง เลี่ยงฟันปชป.ฐานทำป้ายหาเสียงเลียนแบบบัตรลต.

กกต.พัทลุง เลี่ยงฟันผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ กรณีขึ้นป้ายหาเสียงเลียนแบบบัตรเลือกตั้ง
พร้อมโยนกกต.กลาง เป็นผู้ชี้ขาด

จากกรณีที่ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ จ.พัทลุง ได้นำป้ายหาเสียงมีลักษณะคล้ายบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบสัดส่วนมาติดตามริมถนนสายต่างๆทั่วเมือง ทำให้ชาวบ้านที่พบเห็นเกิดการเข้าใจผิด เมื่อได้เห็นป้ายดังกล่าวเหมือนกับบัตรเลือกตั้งจริง และมีตราของพรรคประชาธิปัตย์ และตราของ กกต.ติดอยู่ด้วยกัน ทำให้เข้าใจว่าทางกกต.ร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยล่าสุด พ.ต.อ.คำรณ ชิตโชติ ประธานกกต.จ.พัทลุง ก็ได้ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดเข้าไปสืบสวนและสอบสวนและฝ่ายกฎหมายมาร่วมประชุมร่วมกันพิจารณาในเรื่องดังกล่าว

โดย พ.ต.อ.คำรณ ชิตโชติ ประธานกกต. จ.พัทลุง กล่าวว่า สำหรับป้ายหาเสียงเลือกตั้งดังกล่าวเมื่อตรวจสอบตามกฎหมายเลือกตั้งตามหมดที่ 1 ข้อที่ 7 พบว่า โดยลักษณะการกระทำดังกล่าวในเบื้องต้น ทาง กกต.จังหวัด ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ แต่การกระทำต้องดูที่เจตนาของผู้กระทำ ซึ่งในเรื่องนี่ทางกกต.จ.พัทลุง ได้รวบรวมหลักฐานเพื่อส่งให้ทางกกต.กลางพิจารณาต่อไป