WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 19, 2007

"ในหลวง"ทรงแนะยึดกติกาสังคม

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม เวลา 16.42 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จออก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งหน้าที่

ในการนี้ นายวิชัย อริยะนันทกะ เลขาธิการประธานศาลฎีกา และนายศราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ร่วมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย โอกาสนี้ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทว่า

"บ้านเมืองจะต้องมีความยุติธรรม หมายความว่า คนจะปฏิบัติตัวตามใจชอบไม่ได้ ต้องทำตามกฎเกณฑ์ จะว่าของกฎหมายก็ได้ หรือต้องเป็นตามความดี กฎเกณฑ์ของความดี แล้วความดีนั้นก็คือ ทำอะไรที่ตรงไปตรงมา ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน ต่อประชาชน โดยเฉพาะทุกคนที่มีสิทธิที่จะมีชีวิตที่ต้องมีกฎเกณฑ์ ต้องมีขื่อมีแปร ถ้าไม่มีขื่อมีแปรแล้วประเทศชาติก็ล่มจม อันนี้ที่สำคัญที่ต้องมี ผู้พิพากษาที่มีความเข้มแข็ง การ ความเข้มแข็งของผู้พิพากษาไม่ใช่ง่าย เพราะว่า มีคนที่ไม่ค่อยดี ก็หมายความว่า ไม่ค่อยสุจริต ก็หาทางที่จะหลบเลี่ยงกฎหมาย หลบเลี่ยงกฎเกณฑ์ หลบเลี่ยงความดีเพื่อความดีของตัว

ฉะนั้น ก็ต้อง ท่านต้องรักษาความเข้มแข็งของคำปฏิญาณนี้ ซึ่งถ้าพูดถึงง่ายๆ ก็ไม่ยาก เพราะว่าความดีนั้นเป็นสิ่งที่ง่าย แต่ว่าทำไมมันยาก เพราะมีอคติ อคติ หมายความว่า คนเราอยากที่จะทำอะไรเพื่อประโยชน์ส่วนตัวมาก แต่ท่านได้ปฏิญาณว่า ท่านจะไม่ ไม่หลงในอคติ ซึ่งเป็นของดีมาก ถ้าไม่หลงในอคติก็ทำไม่ยาก ฉะนั้นก็ ถ้าท่านรักษาสิ่งที่ท่านได้เปล่งวาจานี้ก็จะทำได้ง่าย เพราะว่าสิ่งที่ ถ้าเราไม่หลงในอคติก็ไม่ยากที่จะทำดี ถ้าทำดีแล้วทุกคนก็ได้รับประโยชน์ ในการรักษาความดี บางอย่างอาจจะไม่ใช่ง่าย เพราะว่ามีคนที่ไม่ใช่หลงในอคติ มีคนที่อยากจะไปในทางที่ไม่ถูก อยากจะไปในทางที่เป็นอคติ เขาพยายามที่จะหลอกลวงตลอดเวลา ท่านต้องเข้มแข็ง ความเข้มแข็งของผู้พิพากษาจะต้องรักษาไว้ตลอดชีวิต"

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จลง ณ ศาลาดุสิตาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม นำตุลาการศาลทหารสูงสุด ตุลาการศาลทหารกลาง และตุลาการพระธรรมนูญศาลทหารกรุงเทพ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ ในการนี้ นายทหารสัญญาบัตรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย โอกาสนี้ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทว่า

"การปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากอคตินั้น เป็นหน้าที่สำคัญของนายทหารทุกคน และโดยเฉพาะตุลาการที่จะต้องรักษาความยุติธรรมของหน้าที่ ท่านเป็นทหารก็จะต้องรักษาความดีอยู่เป็นธรรมดา และยิ่งเป็นตุลาการก็ยิ่งสำคัญ เพราะว่าทหารถือว่ามีอาวุธ แต่ความยุติธรรมของตุลาการก็เท่ากับเป็นอาวุธอีกอย่าง ถ้าท่านรักษาความดีของตุลาการก็จะไม่ต้องใช้อาวุธที่ประหัตประหาร ฉะนั้นท่านก็ได้ปฏิบัติปฏิญาณตนก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าเป็นการยืนยันว่า ท่านมีหน้าที่ และหน้าที่ท่านจะสำคัญมากสำหรับประเทศชาติจะทำให้ประเทศชาติมีความสุข ความสงบอยู่ตลอดไม่จำเป็นที่ประหัตประหารกัน ฉะนั้นท่านก็ต้องรักษาคำปฏิญาณนี้โดยเด็ดขาด โดยเข้มแข็ง"

จาก http://www.prachatouch.com/

ส่อผิดม.252จี้ปปช.สอบ “จารุวรรณ”


รุมจี้ คุณหญิงจารุวรรณแสดงความรับผิดชอบกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน คู่สัญญา สตง. เช่าตึกจาก ทรงเกียรติ เมณฑกาสามีตามกฎหมาย ระบุเข้าข่ายมีความผิดอาญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 252 แถมไม่ใช่คร้งแรกที่มีเรื่องชวนให้สงสัยแบบนี้ ชี้ควรตั้งกรรมการขึ้นมาสอบให้เกิดความกระจ่าง แต่เพื่อความมั่นใจควรดำเนินการในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ฝากคำถามถึง สรุยุทธ์จะสางปัญหาอย่างไร ขณะที่ ปปช.พร้อมเดินหน้าสอบสวนทันทีที่มีผู้ร้องเรียน

ตามที่ ประชาทรรศน์รายวันได้รับเรื่องร้องเรียนความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จากกรณีคู่สัญญาของ สตง. คือบริษัท ออดิต แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งเข้ามารับงานจัดอบรมให้กับบุคลากรของ สตง. มูลค่าหลายล้านบาท ได้เช่าอาคารพาณิชย์ ของนายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีตามกฎหมายของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่า สตง. และกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ดังที่ปรากฎเนื้อหา รวมไปถึงเอกสารและภาพถ่ายที่ยืนยันเรื่องดังกล่าวไปแล้วนั้น


ประเด็นดังกล่าวได้สร้างความเคลือบแคลงสงสัย และสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากเรื่องดังกล่าวเป็นความจริงก็หมายถึงเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน อีกทั้งตำแหน่งหน้าที่การงานของคุณหญิงจารุวรรณ ไม่ว่าจะเป็นใน สตง. หรือที่ คตส. เป็นตำแหน่งที่ต้องตรวจสอบคนที่ประพฤติไปในทางทุจริต และต้องดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ซึ่งก็จะทำให้คุณหญิงจารุวรรณ ขาดความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งสำคัญทั้ง 2 ตำแหน่งดังกล่าวทันที


ทั้งนี้ หลายกระแสยังความพยายามที่จะจี้ให้คุณหญิงจารุวรรณ ออกมาสร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้นแก่สังคมหรือแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องดังกล่าวด้วย


ประชาทรรศน์รายวันได้ติดต่อไปยังหน้าห้องทำงานคุณหญิงจารุวรรณ เพื่อขอสัมภาษณ์ในประเด็นดังกล่าว เพื่อตอบข้อสงสัยของสังคม แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่หน้าห้องโดยระบุว่าคุณหญิงติดประชุมตลอด และจะให้สัมภาษณ์พิเศษในวันที่ 28 ธันวาคม


ขณะที่นายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. ก็ปฏิเสธที่จะออกความเห็นในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน โดยทันทีที่ทราบว่าผู้สื่อข่าวจะถามเรื่องอะไร ก็รีบชิงปฏิเสธว่าจะต้องรีบไปประชุม


ทางด้านนายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบการกระทำอันเป็นการทุริตคอรัปชั่นของข้าราชการ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีเรื่องดังกล่าวร้องเรียนมา จึงยังไม่สามารถทำการตรวจสอบอะไร ซึ่งตามกระบวนการแล้ว ปปช.ต้องรอให้มีผู้ร้องเรียนเสียก่อน จึงจะดำเนินการได้ตามระเบียบ ซึ่งหากมีการร้องเรียน ก็ต้องทำการตรวจาสอบในเชิงลึก เพื่อดูว่าเรื่องราวดังกล่าวมีมูลความจริงมากน้อยเพียงใด


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการติดต่อให้คุณหญิงจารุวรรณทำการชี้แจงในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายวิชา กล่าวต่อไปว่า เราจะทำข้ามขั้นตอนไม่ได้ เราคงยังไม่ติดต่อเพื่อให้เจ้าตัวออกมาชี้แจง คงต้องขอดูการร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวเป็นอันดับแรกเสียก่อน จึงจะทำการตรวจสอบเพื่อหามูลความจริงง จากนั้นหากมีมูลเหตุมากเพียงพอ ก็จะต้องให้คุณหญิงจารุวรรณ ชี้แจงตามกระบวนการต่อไป


ส่วนทางด้านนายจรัญ ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้ข้อคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องแรกที่มีการร้องเรียน เกี่ยวกับพฤติกรรมความไม่โปร่งใสของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ก่อนหน้านี้มีหลายกรณีแต่ก็เงียบไป อย่างเช่นเมื่อคราวเดินทางไปดูงานที่ประเทศรัสเซีย ก็ปรากฎว่ามีชื่อลูกของคุณหญิงจารุวรรณ ร่วมคณะเดินทางไปด้วยทั้งที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ และยังมีอีกคนที่ระบุว่าเป็นเลขานุการส่วนตัว ซึ่งจริงอยู่ว่าคนที่มีตำแหน่งดังกล่าวจะอ้างว่าแต่งตั้งใครไปทำงานภารกิจอะไรก็ได้ แต่คนดี มีคุณธรรม จริยธรรม เขาก็ไม่ทำแบบนี้กัน


ส่วนกรณีล่าสุดนี้ตนเองตั้งข้อสงสัยว่า เป็นเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล และเจ้าตัวควรที่จะออกมาชี้แจง เนื่องจากการกระทำเช่นนี้เข่าข่ายขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 252 ที่เกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งขัดต่อหลักความซื่อสัตย์ คุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรมของผู้ดำรงตำแหน่ง


อย่างไรก็ตามอยากเรียกร้องให้มีการร้องเรียนในกรณีนี้ และอยากให้องค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาและดำเนินการ


ผมไม่อยากจะเอ่ยว่าหน่วยงานใด เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็มาจากการแต่งตั้งหลังปฏิวัติทั้งสิ้น ดังนั้นจึงควรให้การพิจารณาตรวจสอบตัดสินเป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะเกรงว่าคดีความจะเงียบหายไปเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งหากมีการพิจารณาว่ามีความผิดจริง ก็ผิดกฎหมายอาญาเช่นกัน ดังนั้นภาพลักษณ์ขององค์กรที่เจ้าตัวกุมบังเหียนอยู่ต้องสั่นคลอนแน่นอน


สุดท้ายอยากฝากให้ นายณรงค์ โชควัฒนา พล.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และนายวีระ สมความคิด สมาชิกเครือข่ายภาคประชาชนต้านคอรัปชั่น ช่วยตั้งกระทู้สอบถาม ในวาระการประชุมในสภา และสอบถามไปยัง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้ไปตรวจสอบในเรื่องประเด็นดังกล่าวด้วย ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป


ทางด้านนายนพดล ปัทมะ เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงเองเดียวกันว่า ถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และขัดต่อกฎหมาย เนื่องจากมีการเอื้อผลประโยชน์ให้กับบุคคลในครอบครัว เป็นเรื่องที่ผิดปกติ เพราะคุณหญิงอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญขององค์กรภาครัฐ ซึ่งควรที่จะต้องมีการชี้แจงด้านข้อกฏหมายเพื่อให้สาธารณะชนรับทราบ


นอกจากนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ควรยื่นเรื่องเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการพิจารณาตรวจสอบ เพื่อหาข้อเท็จจริง ซึ่งหากคุณหญิงจารุวรรณ มีส่วนเกี่ยวพันความไม่โปร่งใสในประเด็นดังกล่าวแล้ว ก็ควรจะพิจารณาตัวเองว่าควรทำเช่นไรต่อไป


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าสมาพันธ์ประชาธิปไตย จะได้มีการบรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมของสมาพันธ์ด้วย เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง


จาก http://www.prachatouch.com/

9 สถานีทีวีจับมือ รายงานเลือกตั้ง ทุ่มงบกว่า 20 ล้าน

9 สถานีโทรทัศน์ร่วมกับมหาดไทย ทีโอที และ ม.ศรีปทุม จับมือรายงานผลเลือกตั้ง ส.ส.ภายหลังปิดหีบ ทุ่มงบกว่า 20 ล้านบาท

สถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยและพันธมิตรสถานีโทรทัศน์ รวม 9 สถานี ได้แก่ ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ช่อง 11 ทีไอทีวี เนชั่นแชนนัล ทรูวิชั่น นิวส์ ทเวนตี้โฟร์ (24) และเอเอสทีวี ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกระทรวงมหาดไทย บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดทำโครงการ "รายงานผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" อย่างไม่เป็นทางการ โดยมอบหมายให้บริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ดำเนินการจัดทำโครงการ ด้วยงบประมาณกว่า 20 ล้านบาท

ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้สถานีโทรทัศน์ทุกช่องสามารถรายงานผลการเลือกตั้ง ส.ส.อย่างไม่เป็นทางการภายหลังการปิดหีบลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งไม่เกิน 2 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนที่สนใจได้รับทราบผลคะแนนอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นการช่วยเสริมและสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยที่สถานีโทรทัศน์ทุกช่องไม่ต้องรอการประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจาก กกต.

การรายงานผลการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งทั่วประเทศมีจำนวน 88,500 หน่วย โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจได้ขอความร่วมมือไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จัดสรรกำลังคนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศมากกว่า 2 หมื่นคน ประจำที่หน่วยเลือกตั้ง เมื่อการนับคะแนนเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่จะส่งคะแนนผ่านระบบโทรศัพท์เข้าไปที่สำนักงานท้องถิ่นอำเภอ เพื่อส่งคะแนนผ่านระบบอินเทอร์เน็ตไปที่ศูนย์ประมวลผล โดยในส่วนของระบบโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์พื้นฐานได้รับความร่วมมือจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานเลือกตั้งขึ้นที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยเตรียมเจ้าหน้าที่กว่า 700 คน พร้อมเครื่องคอมพิวเตอร์ 300 เครื่อง เพื่อติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

จาก http://www.komchadluek.net/

"ชลิต"ลั่นเดินหน้าจัดเลือกตั้ง เชื่อพลังเงียบรู้ต้องเลือกใคร

ผบ.ทอ. ระบุ ไม่มีเหตุผลเลื่อนวันเลือกตั้ง ลั่นเดินหน้าต่อตามแผนที่วางไว้ เชื่อพลังเงียบรู้ว่าต้องเลือกใคร ระหว่างคนสร้างความเจริญ กับคนสร้างความเสียหาย เผย แกนนำพรรคคอมมินิสต์ป่วนไม่น่าห่วง

(19ธค.) ที่ท่าอากาศยานทหาร พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และรักษาการประธานคมช.ให้สัมภาษณ์ถึงพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทหารใช้ความดีป้องกันประเทศมากกว่าการใช้อาวุธ ว่า ทหารที่มีอยู่ทั่วไปความต้องการหลักของทหารคือการจัดหาอาวุธและการจัดเตรียมอาวุธเพื่อป้องปรามไม่ให้คนคิดเข้ามารุกราน การรบโดยไม่ต้องต่อสู้นั้นหรือการดำเนินการใดๆที่ไม่ใช้กำลังถือเป็นสิ่งดีที่สุดเพราะเราจะไม่ได้สูญเสียภายในประเทศก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเราคงไปเบียดเบียนหรือไปรังแกใคร

เมื่อถามว่า มีบางกลุ่มทำให้ภาพทหารออกไม่ดีจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า อาจจะมีหากทหารทหารวางตัวไม่ดี ถ้าทหารวางตัวเหมาะสมการปฏิบัติก็เหมือนอย่างที่ตนได้กล่าว ซึ่งเราพยายามได้ทำอย่างนั้น ซึ่งจะเห็นได้จากการกระทำของทหารในช่วงระยะเวลาปีกว่านี้ คิดว่าเราก็พยายามที่จะทำให้แก้ไขปัญหา และไม่สร้างปัญหาเพิ่ม

เมื่อถามว่า การออกมาใช้สิทธิ์จำนวนมากถือเป็นนิมิตหมายที่ดีใช่หรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ตนคิดว่าดีอาจเป็นเพราะสาเหตุช่วงหารเลือกตั้งหรือการลงประชามติที่ผ่านมา รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องมองเห็นภาพประการหนึ่งในการเลือกตั้งล่วงหน้า เพื่อที่จะได้หยุดยาวในวันเลือกตั้ง ซึ่งเป็นทางเลือกให้กับประชาชน ประชาชนจะได้ทำทั้งสองอย่างให้กับตนเองและครอบครัว

เมื่อถามว่า กองทัพได้รับรายงานข่าวกรณีที่มีคนบางกลุ่มพยายามไม่ให้มีการเลือกตั้งหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ตนยังนึกไม่ออกถึงสาเหตุทีจะเลื่อนเลือกตั้ง อาจจะมีบางพรรค บางพวกไม่พร้อมที่จะให้มีการเลือกตั้ง ส่วนทหารไม่มีเพราะเราต้องการให้มีการเลือกตั้งตามวันเวลาและไม่มีใครเสียเปรียบได้เปรียบ จะเห็นได้ว่าทุกอย่างเป็นตามแผนงานที่เราได้วางไว้ตั้งแต่ต้น และไม่ทราบว่ามีขบวนการจ้องล้มวันเลือกตั้ง เพราะเราพยายามทำให้ได้ตามกรอบที่มีอยู่และตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนตนคิดว่าตรงนี้ก็น่าจะสดับตรับฟัง ทั้งนี้เหลือเวลาอีก 2 วัน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เราเลือกกันตามกฎเกณฑ์และได้ส.ส. ได้รัฐบาลมาแก้ไขปัญหาประเทศในระยะต่อไป

เมื่อถามว่า พรรคความหวังใหม่ ได้ยื่นหนังสือต่อศาลปกครองให้การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นโมฆะ จะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ตนไม่ทราบ อาจเป็นการสร้างภาพหรือทำอะไรตนไม่ทราบ

เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะเป็นมือไม่พายเอาเท้าลาน้ำหรือไม่ พล.อ.อ.ชลติ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องให้สื่อวิเคราะห์และวิจารณ์ให้ประชาชนทราบ เนื่องจากเหลือเวลาอีก3-4 วันเอง ซึ่งคนที่ต้องการให้มีการเลื่อนการเลือกตั้งเพียงบางกลุ่มเท่านั้น หากเลื่อนเลือกตั้งไปอีกหนึ่งเดือนถึงจะมีความพร้อมมากกว่านี้ และการที่ไปยื่นเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์บางครั้งทำให้เป็นการสร้างกระแสให้คนได้รู้จัก

เมื่อถามว่า เหลือเวลาอีกไม่กี่วันจะเรียกร้องให้พลังเงียบออกมาเลือกตั้งหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า คิดว่าพลังเงียบต่างๆ ที่อยู่ในประเทศโดยเฉพาะผู้ที่ทราบข้อมูลและความเคลื่อนไหวทางด้านการเมือง คิดว่าทุกท่านทราบแล้วว่าจะเลือกใคร จะเลือกคนที่กลับมาสร้างความเจริญให้กับประเทศ หรือจะไปเลือกคนที่กลับมาสร้างเสียหายอยู่เรื่อยๆ

เมื่อถามว่า ห่วงหรือไม่ที่ทหารอาจวางตัวไม่เป็นกลางในการเลือกตั้ง พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ทหารเราพูดอย่างชัดแจ้งว่าเราจะไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ส่วนบุคคลจะรักใครชอบพอใคร ก็เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะไปเลือกเราก็ปล่อย เราเพียงแต่แนะนำว่าประชาธิปไตยที่ดีและเหมาะสมคืออะไร และให้เขาไปใช้สิทธิ์ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาข้าราชการที่ออกไปใช้สิทธิ์ค่อนข้างมาก เรามองภาพว่ากกต.ได้ร้องขอหน่วยทหารบางหน่วยในบางจังหวัดออกไปทำงาน เพราะว่าคนของกกต.ไม่เพียงพอ ซึ่งทางกองทัพอากาศพร้อมให้การช่วยเหลือ ด้านกำลังพล หากกกต.ต้องการ

เมื่อถามว่า ในการเลือกตั้งช่วงโค้งสุดท้ายจะเตรียมการรักษาความปลอดภัยในอย่างไร พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ในส่วนของทางรัฐบาลทราบว่านายรัฐมนตรี ได้สั่งการเตรียมการอยู่แล้ว ในส่วนของทหารเราระวังป้องกันมาโดยตลอด พยายามให้ข้อมูลกับ กำลังพลและครอบครัว เพื่อสร้างความเข้าใจว่าจะต้องทำอย่างไรในการแจ้งเหตุ หรือการพบเบาะแสสิ่งต้องสงสัย ซึ่งจะเห็นว่าเวลาที่เรามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น อาจเป็นเพราะบ้านเมืองเรายังพัฒนาได้ไม่ดีนัก จึงทำให้คนดีคิดทำอะไรขึ้นมา ให้เกิดความวุ่นวาย โดยไม่คำนึงความเสียหายซึ่งมีข่าวความลับตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็ตีข่าวไปทั่วโลก จนทำให้นักท่องเที่ยวไม่อยากมาก ซึ่งบางครั้งได้ผลนิดเดียวแต่เสียหายต่อประเทศมากมาย

เมื่อถามว่า เป็นห่วงเรื่องหีบบัตรที่อาจมีการสูญหาย หากมีการร้องขอใช้สถานที่ของกองทัพอากาศในการเก็บบัตร จำพร้อมหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ตามกฎหมายตนคิดว่าน่าจะเก็บที่สำนักงานกกต.หรือจังหวัด หรือ สถานีตำรวจ หากไปจัดเก็บที่อื่นตนคิดว่าน่าจะมีปัญหาและอาจจะผิดกฎหมายได้

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าอดีตแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายในบ้านเมือง มองว่ามีศักยภาพที่จะกลับมาสร้างวุ่นวายได้หรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า พวกที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็นกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความนึกคิดที่แตกต่างจากคณะรัฐบาลในช่วงอดีตที่ผ่านมา ซึ่งถามว่าเป็นคนเลวหรือไม่ผมว่าก็ไม่ใช่คนเลว เพราะคนในประเทศเวียดนาม เกาหลีเหนือและจีนก็นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ เนื่องจากลัทธิคอมมิวนิสต์ คือสังคมนิยมที่แก่กว่า เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้ไม่ใช่คนเลวเพียงแต่มีแนวความคิด ทั้งนี้ เพียงแต่ว่าเราจะทำให้บุคคลเหล่านั้นได้เข้าใจในเหตุผลและความเป็นอยู่ของคนส่วนของประเทศที่เห็นว่าเสรีประชาธิปไตยดีกว่า

เมื่อถามว่า ปัญหาความวุ่นวายภายในประเทศส่วนหนึ่งเป็นเพราะแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ออกมาเคลื่อนไหวใช่หรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ไม่น่ามีปัญหา ไม่น่าห่วง เพราะว่าช่วงนี้หากสื่อมวลชนช่วย เพราะจากการติดตามการเสนอข่าว เช่น เหตุระเบิดหน้าสำนักงานประสานงานพรรคพลังประชาชน สื่อมวลชนนำเสนอได้ดีไม่ตกเป็นเครื่องมือของคนทำ ตนคิดว่าไม่น่าจะให้ความสำคัญมากนัก ยังมีเรื่องหลายที่ทั้งประชาชนและพลเมืองดีที่อยู่ในภาคใต้สูญเสีย น่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากเช่นเดียวกัน เพราะว่าประชาชน ทหาร หรือครู เดือดร้อนกว่ามาก


จาก http://www.komchadluek.net/

'เสนาะ'ยันไม่เอี่ยวลูกพรรคยื่นศาลปกครองล้มลต.

หัวหน้าพรรคประชาราช ระบุ อยากเห็น พรรคพลังประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ จับมือจัดตั้งรัฐบาล เชื่อเป็นไปได้ถ้าไม่มีอคติประกาศพร้อมนั่งฝ่ายค้านพร้อมปฏิเสธ ไม่เคยสนับสนุนลูกพรรค ยื่นศาลปกครองล้มการเลือกตั้ง เชื่อ เป็นการคิดเองทำเอง







นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวในรายการวิทยุ เอฟเอ็ม 101 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ถึงสถานการณ์ภายหลังการเลือกตั้งว่า ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะต้องมีการหารือกัน ซึ่งยอมรับว่า เป็นห่วงการต่อรองที่อาจจะมีมากกว่าเดิมขณะที่ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า พรรคอันดับ 1 หรือ 2 จะได้ตั้งรัฐบาล แต่ยืนยันว่า ไม่เชื่อโพลที่ออกมาระบุว่า พรรคการเมืองเดียว
จะได้ตั้งรัฐบาล รวมถึง โพลที่ระบุว่า ตนจะสอบตก ส.ส. ที่ จ.สระแก้วด้วย ส่วนพรรคการเมืองขนาดกลาง 5 พรรคเชื่อว่า ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะอย่างน้อยต้องมี 280 เสียงขึ้นไป ซึ่งทั้ง 5 พรรค ยังไม่ได้คุยกัน และตนไม่มีปัญหาว่าจะจับมือกับใครซึ่งรวมถึงพรรคพลังประชาชนด้วย

สิ่งดีๆ



ถ้า..กฎหมาย..เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และ
บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับใช้ได้ กับทุก
หมู่เหล่าของประชาชนในสังคมประเทศ
นั่นคือประเทศแห่งสันติสุข
ในห้วงเวลาแห่งความวุ่นวาย ที่แผ่รังสี
แห่งความเสื่อมลงมาครอบคลุมประเทศ และ
ชีวิตไทยติดต่อกันมาหลายปีนี้
ก่อนหน้านี้ เรายังมองไม่เห็นความหวัง
ที่จะปลีกตัวให้พ้นจากความวิบัติวอดวาย
เมื่อบ้านไม่เป็นบ้าน สิ้นขื่อไร้แป เมือง
ไม่เป็นเมือง กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ใช้ความ
ยิ่งใหญ่ของรัฐธรรมนูญลงมาบดขยี้กฎหมาย
อาญา..เพียงคำว่า..สามารถชุมนุมได้โดยสงบ
และปราศจากอาวุธ..เพื่อสินจ้างรางวัลอันน้อย
นิด..ความสงบสุขของบ้านเมืองก็ต้องชิดซ้าย
ให้ความไม่สงบ และวุ่นวายแซงขวาขึ้นไป
เรา....สร้างรัฐธรรมนูญ สร้างการ
เลือกตั้งขึ้นมา..แต่.."มัน"..ก็ยืนยันว่าจะ
เกาะกลุ่มชุมนุมกันขึ้นมาต่อต้าน ไม่รับรอง
ใน..คำพิพากษาของประชาชน
รัฐบาล..ยืนยันที่จะคืนบ้านเมืองให้กับ
ประชาชนบนการเลือกตั้ง... "มัน" พยายาม
จะเลื่อนและทำลายการเลือกตั้ง..เมื่อปรากฏ
ว่า..ประชาชนพากันโยนบัตรเลือกตั้ง ไปใน
ทิศทางที่พวกมันไม่ประสงค์
เช่นนั้น..การประหัตประหารกัน..จึง
หลีกเลี่ยงไม่ได้..ผู้ชนะในสงครามจะเป็นผู้เขียน
ประวัติศาสตร์..ผู้พ่ายแพ้ในสงคราม..คือ
ทรราช..อนาคตข้างหน้าคนไทยอย่างละครึ่งจะ
แบ่งเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ
ไม่นานมานี้..สิ่งดีๆ ได้เกิดขึ้นมาอย่าง
เงียบๆ
ผู้สร้างบาปหลายหลาย..ได้รับกฎแห่ง
กรรมกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน..สายฟ้า
แห่งความยุติธรรมผ่าลงไปยังคนบาปคนแล้ว
คนเล่า..โดยไม่เลือกชั้นยศ..บ่าวไพร่หรือเจ้าขุน
มูลนาย..ไม่ว่าสามัญชนหรือคนชั้นเสนาบดี..
สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นมานี้..ได้ชี้ให้เห็น
แสงสว่างที่จะนำทางไปสู่..สังคมแห่ง
สันติสุข..สังคมที่เสมอภาคกันภายใต้
บทบัญญัติแห่งกฎหมาย..สังคมที่เป็นไปเพื่อ
สังคมของมหาชนส่วนใหญ่..และอำนาจที่
เที่ยงตรงดุจเส้นทางเดินของแสง..ไม่ว่าซ้าย
หรือขวา..ไม่ว่าบนหรือล่าง..
ขอให้สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นมานี้..เป็นเข็มทิศ
ชี้ทาง..พาประเทศและประชาชนชาวไทย..
ออกไปจากวังวนแห่งความอุบาทว์ชาติชั่ว..
ที่ก่อตัวปกคลุมแผ่นดินนี้อยู่..
พญาไม้

//////////////////////////

คอลัมน์:พญาไม้ทูเดย์

จะเลือกใครเป็นนายกฯ


ผู้รู้ทางด้านเศรษฐกิจ ฟันธงว่า ปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะถึงเวลาเผาจริงแน่นอน ทำเอาใจคอห่อเหี่ยวไปหมด ในสภาวะที่ การเมืองนำเศรษฐกิจ เช่นนี้ ต่อให้มือเศรษฐกิจชั้นเซียนแค่ไหนก็แก้ปัญหาได้ลำบาก เนื่องจากการชี้นำจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมืองเป็นหลัก
ถ้าการเมืองนิ่ง และมีศักยภาพของความมั่นคง เศรษฐกิจก็จะได้รับความเชื่อมั่นโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าการเมืองมีแต่การต่อรองเรื่องของผลประโยชน์ ผู้นำขาดบารมี ที่จะควบคุมเสียงข้างมากได้ ปล่อยให้เป็นเรือลอยอยู่กลางทะเลไม่เห็นฝั่ง
ฟันธงได้เลยว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะเจ๊งและเน่า
เพราะฉะนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ เศรษฐกิจก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ จะเป็นตัวกำหนดนายกฯคนต่อไป ผมรู้มา นักธุรกิจ เขาก็กำลังมองกันอยู่ว่า เท่าที่มีตัวเลือกอยู่ในขณะนี้ ใครเหมาะสมที่สุด
เดี๋ยวนี้นักธุรกิจฉลาดขึ้นเยอะ ไม่ให้เงินสนับสนุนพรรคการ เมืองสุ่มสี่สุ่มห้าเหมือนเมื่อก่อน โดยเฉพาะการตัดสินใจลงทุน ก็จะดูถึงรายละเอียดทั้งหมดคนโน้นพรรค โน้นขึ้นมาจะเป็นอย่างไรพรรคนี้คนนี้มาจะเป็นอย่างไร
เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนแต่ละบาทแต่ละสตางค์มีความหมายมาก ไม่ใช่บาทสองบาท แต่เป็นร้อยล้านพันล้านหมื่นล้าน เห็นท่าไม่ดีก็ต้องย้ายฐานลงทุนหนีเอาตัวรอดไว้ก่อน ยิ่งถ้าการเมืองมีโอกาสผันผวนอยู่ ตลอดเวลา อย่างดีก็อยู่เฉยเพื่อรอโอกาส ดีกว่าไปเสี่ยงโดยไม่มีจุดหมาย
ผมได้ยินนักธุรกิจเขาคุยกัน ให้เลือกระหว่างคนหนุ่มกับคนแก่ เขาให้คะแนนคนแก่มากกว่าคนหนุ่ม โดยมีเหตุผลก็คือ เรื่องของประสบการณ์ คนแก่ชนะขาด เรื่องของความมีบารมีอันนี้คนแก่ก็เอาไป เรื่องของความมีศักยภาพทั้งในพรรคและนอกพรรคพอที่จะชี้ขาดอะไรได้ อันนี้คนแก่ก็ได้เปรียบ ความเชื่อถือและการสั่งการต่อข้าราชการ คนแก่ได้คะแนนไปอีก
เรื่องของการเล่นพวกเล่นพ้อง ทุจริตคอรัปชัน ข้อนี้คะแนนสูสีกัน เมืองไทยให้ใสสะอาดแค่ไหนก็ไม่พ้นเรื่องคอรัปชัน คนหนุ่มจะได้คะแนนในเรื่องของการรับฟังปัญหา ใจเย็น สุภาพเรียบร้อย ไม่เอะอะโวยวาย มีทิฐิน้อยกว่าคนแก่ อาจจะได้เห็นสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้น และ ชนวนความขัดแย้งก็น่าจะน้อยกว่า
ข้อสำคัญความมีภาวะผู้นำสำคัญที่สุด
ถ้าเวทีนี้ยังต้องมีพี่เลี้ยง โดยเฉพาะถ้าใช้พี่เลี้ยงเยอะแยะไปหมด ขาดความเป็นตัวของตัวเองซะแล้ว ภาวะผู้นำก็หมดลงทันที ตามมาด้วยเรื่องของวิสัยทัศน์ วิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่คิดไม่ออกทำไม่เป็นก็จบ การเมืองอยู่ในช่วงโค้งอันตราย จะหลุดออกจากหลุมดำเผด็จการอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญได้หรือไม่
จะเป็นประชาธิปไตยเต็มใบหรือครึ่งเดียว
ผมยังถามย้ำอีกว่าแล้วเรื่องของการทุจริตคอรัปชันการซื้อเสียง ไม่ซื้อเสียงไม่เป็นปัจจัยวัดความซื่อสัตย์เลยหรือ เจอคำตอบถึงกับหน้าหงาย เรื่องทุจริตมีรัฐมนตรีติดคุกชัดเจนสมัยรัฐบาลไหน เมื่อเร็วๆนี้ศาลพิพากษาให้อดีต ส.ส.พรรคไหน มีความผิดฐานซื้อเสียง ก็เหมือนๆกันทั้งนั้น อึ้งกิมกี่ไปเลย.
"หมัดเหล็ก"--จบ--

////////////////////////////

คอลัมน์:คาบลูกคาบดอก

สถานการณ์เลือกตั้ง‘อึมครึม'



บทบรรณาธิการ

สถานการณ์เลือกตั้งกำลังเกิดภาวะอึมครึม ทั้งที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดและในเขตไปเมื่อวันที่ 15-16 ธันวาคมที่ผ่านมา ด้วยจำนวนประชาชนไปใช้สิทธิลงคะแนนกว่า 2.9 ล้านคน จนหลายฝ่ายพูดไปในทิศทางเดียวกัน ว่า เป็นแนวโน้มทิศทางที่ดีเพราะคนตื่นตัวกับการเลือกตั้ง แต่มีปมประเด็นที่แทรกซ้อนขึ้นมา โดยมีผู้สมัครบางพรรคการเมืองได้ร้องเรียนกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต.ว่าการจัดเลือกตั้งล่วงหน้าขัดกฎหมาย โดยเฉพาะปมประเด็นในเรื่องการให้คนไปใช้สิทธิล่วงหน้าในเขต เพราะกฎหมายไม่ได้มอบอำนาจให้ดำเนินการได้ และประเด็นร้อนนี้ยังมีผลต่อเนื่อง เมื่อผู้สมัครอีกหลายคนได้ไปยื่นเรื่องต่อศาลปกครองให้พิจารณาว่า เป็นการผิดกฎหมายหรือไม่ ถึงขั้นขอให้ศาลมีคำสั่งว่า การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นโมฆะ ให้มีการจัดเลือกตั้งล่วงหน้าครั้งใหม่ และยังขอให้มีการเลื่อนการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมออกไปด้วย
เหตุผลของการยื่นฟ้องอ้างว่า กกต.เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.กกต. แต่ปรากฏว่า กกต.กลับกำหนดให้มีการดำเนินการเลือกตั้งล่วงหน้า ณ ที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้ง โดยที่ไม่มีอำนาจ เพราะไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจไว้ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ปี 2550 พ.ร.บ.กกต. หรือพ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. โดยย้ำว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 99 วรรค 2 บัญญัติไว้เฉพาะการให้ใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ และพ.ร.บ.เลือกตั้งส.ส.และการได้มา ซึ่งส.ว.ส่วนที่ 5 การลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง ซึ่งมีบัญญัติไว้ในมาตรา 94-102 ก็กำหนดเรื่องเฉพาะการให้ใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งทั้งสิ้น หาได้กำหนดให้ผู้มีสิทธิใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้งแต่อย่างใดไม่ กรณีนี้จึงอาจเข้าข่ายใช้อำนาจในการจัดการเลือกตั้งตามอำเภอใจ ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กรณีที่เกิดขึ้นศาลปกครองได้รับคำร้องไว้และนัดไต่สวนในวันนี้ (19 ธ.ค.) ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าคำวินิจฉัยของศาลปกครองจะออกมาเป็นเช่นไร แต่กลายเป็นว่าได้ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อสถานการณ์และองค์กรที่จัดการเลือกตั้งอย่างกกต.แบบหลีกเลี่ยงไม่พ้น แม้กรรมการ กกต.บางท่านจะออกมาสำทับว่า ให้ดูว่าจุดใดสำคัญกว่ากัน เพื่อทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ พร้อมท้วงติงว่าการกระทำดังกล่าวทำให้ประเทศชะงัก และมองผ่านไปด้วยว่าเป็นขบวนการที่จ้องล้มกกต.และล้มเลือกตั้ง ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงโค้งสุดท้ายอย่างขับเคี่ยวกันอย่างหนักของพรรคการเมือง และยิ่งก่อนหน้านี้ มีกระแสความพยายามขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ด้วยความรู้สึกผวาว่าขั้วอำนาจเก่าจะกลับมาได้ ส่งผลให้เกิดความอึมครึมของการเลือกตั้งเที่ยวนี้เป็นอย่างมาก แต่มุมมองอีกจุดหนึ่งจากฝั่งนักกฎหมายกลับเห็นว่า บรรดา 5 เสือ กกต.ต่างก็มาจากสายตุลาการ จึงไม่น่าจะเกิดความผิดพลาดได้
อย่างไรก็ดี ในเรื่องดังกล่าวก็คงต้องรอฟังการวินิจฉัยของศาลปกครอง ที่จะมีผลต่อช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยของประเทศ ขณะที่สังคมและภาคเอกชนต่างปรารถนาให้การเลือกตั้งเดินหน้าไปตามกระบวนการจนได้รัฐบาลใหม่ เพื่อเข้ามาบริหารจัดการ และที่สำคัญ เข้ามาฟื้นฟูประเทศจากความบอบช้ำที่ผ่านมา แต่ถ้าหากการดำเนินการเข้าข่ายไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็ต้องยอมรับ เพราะหลักการสำคัญต้องยึดตัวบทกฎหมาย ดังเช่นในอดีตก็เคยมีคำพิพากษามาแล้วเมื่อครั้งการเลือกตั้งเมื่อ 2 เมษายน 2549 ที่ให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ แต่ก็คงนำเหตุการณ์ในอดีตมาเปรียบเทียบกับปัจจุบันไม่ได้ ด้วยปัจจัยและรายละเอียดต่างกัน แต่สิ่งที่มาเกิดทับซ้อนรอยคือความรู้สึกของสังคมที่รู้สึกว่า ความอึมครึมยังหนาทึบไม่จางลงไป ความวุ่นวายไม่รู้จบสิ้นเสียที แต่เชื่อว่าคนไทยพร้อมเผชิญอุปสรรคทุกอย่าง และดำเนินตามวิถีประชาธิปไตยที่ถูกต้อง อย่าเบื่อหน่ายไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่เป็นเสมือนการทดสอบตัวเราเอง--จบ--

บก.นสพ.ผู้จัดการ ถูกศาลสั่งจำคุก6เดือน ปรับอีกแสน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง ศาลพิพากษาจำคุก นายขุนทอง ลอเสรีวนิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ เป็นเวลา 6 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ และพิพากษาปรับ บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเดียวกัน เป็นเงิน 100,000 บาท

คดีนี้นายดำรง พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 5 ตุลาคม 2545 - 6 ตุลาคม 2549 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเสนอข่าวผ่านทาง หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และเว็บไซด์ผู้จัดการออนไลน์ว่า ขณะที่โจทก์ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวนถึง 2 ครั้ง เนื่องจากไปสนับสนุนการนำเอาที่ดินโครงการพระราชดำริ 'ต้นน้ำแม่สะลอง' ไปออกโฉนดขายนายทุน ซึ่งการเสนอข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี จึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามความผิด จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาลงข้อความเพื่อใส่ความโจทก์ให้ผู้ที่อ่านเข้าใจว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี ซึ่งเป็นความเท็จ ทำให้โจทก์เสียหายถูกดูหมิ่นเกลียดชัง จำเลยที่1 เป็นผู้ดำเนินกิจการหนังสือพิมพ์จำต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น และจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบในการลงข้อความในหนังสือพิมพ์ จึงมีความผิดตามฟ้องพิพากษาดังกล่าว


'หมอเหวง'ร้องกกต.รื้อสอบ 'เอกสารลับ' ใหม่


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 18 ธัวาคม นพ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้เดินทางมาที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาคารศรีจุลทรัพย์ เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ กกต. กรณีที่กกต.มีมติเรื่องเอกสารลับ โดยไม่ได้ทำการ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และไม่ได้ปฏิบัติตามหลักนิติธรรม ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายความเสรีและเป็นกลาง ของการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคมนี้

นพ.เหวง กล่าวว่า การมายื่นเรื่องของสมาพันธ์ประชาธิปไตยก็เพื่อขอให้กกต.ทบทวนกรณีที่ได้มีมติ ยกคำร้องเรื่องเอกสารลับ โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงใน 4 เรื่อง คือ

1.ไม่มีการลงพื้นที่ตรวจสอบว่าได้มีการปฏิบัติตามคำสั่งเอกสารลับจริงหรือไม่ แต่กลับพิจารณาจากคำชี้แจง ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งไม่มีหลักฐานอื่นประจักษ์ จึงไม่ทราบว่าเป็นการนั่งเทียนหรือไม่

2.กกต.ไม่ให้โอกาสสมาพันธ์ประชาธิปไตยแสดงหลักฐานหรือพยานโดยเท่าเทียมกัน

3. คำวินิจฉัยของกกต. ที่อ้างว่าการกระทำของคมช.ได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ และการที่อ้างว่ายังไม่มีการอนุมัติงบประมาณ จึงยังไม่มีการกระทำการจริงนั้น ล้วนแต่เป็นข้อวินิจฉัยที่ไม่เที่ยงธรรม เพราะคำสั่งหลายข้อที่ปรากฏในเอกสารลับสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณ

4.เอกสารดังกล่าวเผยแพร่รวมเวลา 38 วัน และทางคมช.ได้ระบุว่าสั่งยกเลิกไปแล้วด้วยวาจา แต่ไม่สามารถแสดงคำสั่งที่ออกโดยราชการได้ เท่ากับว่าจนถึงขณะนี้เอกสารยังกล่าวยังมีผลบังคับใช้

ดังนั้น ทางสมาพันธ์ประชาธิปไตย จึงขอให้กกต.ได้ทบทวนมติกกต.ดังกล่าว เพราะเป็นห่วงว่า จะเป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิขององค์กร และความน่าเชื่อถือของกกต.ทั้ง 5 คน และอยากให้ดำเนินการก่อน วันเลือกตั้งที่ 23 ธันวาคมนี้ เพราะหากช้าไปกว่านี้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เนื่องจากผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว

นพ.เหวง กล่าวต่อว่า กกต.ควรออกมติกกต.ใหม่เพื่อยกเลิกมติเก่าและให้มีการสอบสวนใหม่ทั้งหมด เพราะหากไม่ทำการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่มีความบรุสิทธิ์ตั้งแต่ต้น และเมื่อเร็วๆ นี้ ขออ้างจากสื่อมวลชนว่า พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส. พรรคพลังประชาชน ได้ให้ข่าวกับสาธารณะว่ามีการขัดขวาง ไม่ให้ พล.อ.เรืองโรจน์ไปพบปะกับประชาชน ทั้งนี้ ได้รายงานเรื่องนี้ให้นายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ด้านการมีส่วนร่วม ให้ทราบแล้ว

ส่วนเหตุใด นพ.เหวง ถึงไม่ติดใจเรื่องการพิสูจน์เอกสารจริงหรือปลอมนั้น นพ.เหวง กล่าวว่า 'ขอทวงผ่านสื่อมวลชนว่านายสุพล ยุติธาดา ประธานคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน กรณีเอกสารลับ ยังไม่เคยตีพิมพ์คำวินิจฉัยส่วนตนต่อสาธารณะ ขอทวงให้กรรมการทุกท่านในคณะกรรมการฯ ตีพิมพ์คำวินิจฉัยส่วนตน

ด้วย ทั้งนี้ จากการติดตามข่าว พบว่านายสุพลไม่มีความคลางแคลงใจเกี่ยวกับเรื่องความถูกต้อง ของเอกสารลับแต่อย่างใด และนายสุพลเห็นว่าเนื้อความในเอกสารตรงกันเป็นส่วนใหญ่และเป็นลายมือชื่อจริง นอกจากนี้ ยังไม่เห็นคมช.ท่านใดออกมาระบุว่าเป็นเอกสารเท็จ ดังนั้น เรื่องเอกสารจริงหรือปลอมจึงควรยุติลงได้แล้ว'

ทางด้านนายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่า เรื่องเอกสารลับ น่าจะจบแล้ว และตามปกติ กกต. จะไม่วินิฉัยซ้ำเรื่องที่มีมติไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่ได้อ่านหนังสือที่น.พ.เหวง มายื่น แต่ได้มอบให้เจ้าหน้าที่รับเรื่องไว้และทำความเห็นว่าจะเอาเข้าที่ประชุม กกต.หรือไม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนตามปกติ