WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 19, 2007

ปัจจัย ‘ทักษิณ'


กาหลิบ

เขาไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ผมก็ไม่แน่ใจ ว่าคุณทักษิณมีอิทธิพลลึกลงไปในจิตใจของผู้คนเป็นจำนวนมากเสียแล้ว ขนาดห่างหายไปเป็นปีๆ และถูกตราหน้าสารพัดสารพัน เมื่อใดก็ตามที่คนเขาแสดงออกกันได้อย่างเสรีหรือแม้แต่กึ่งเสรี คุณทักษิณแกก็เด้งผึงกลับมาอยู่แถวหน้าในทันทีทุกครั้งไป
กรณีที่กรรมการการเลือกตั้งตัดสินใจลงโทษ ดร.ประแสง มงคลศิริ ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน ที่ จ. เพชรบูรณ์ โทษฐานที่รณรงค์หาเสียงโดยใช้ภาพลักษณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นอุปกรณ์อันสำคัญ ถือเป็นเรื่องเล็กๆที่บอกอะไรใหญ่ๆได้มาก
ไม่ใช่ประเด็นที่ว่าคุณทักษิณยังเป็นที่หวาดกลัวของฝ่ายอำนาจเดิมหรอกครับ นั่นเป็นเรื่องเก่าสุดกู่ไปแล้ว
สิ่งที่เรื่องนี้บอกกับเราน่าจะเป็นโลกทัศน์ของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับคุณทักษิณ และ "งาน" ที่ฝ่ายนี้ได้รับมอบมา นั่นคือมาตรการต่างๆเพื่อมิให้คุณทักษิณกลับสู่อำนาจทางการเมืองได้
ผมมิได้หมายถึงกรรมการการเลือกตั้งเป็นการเฉพาะ เพราะ "งาน" นี้ต้องอาศัยกำลังภายในและภายนอกมากกว่าอำนาจของ กกต. ทั้ง 5 คนหลายเท่า
ดูตรงไปที่ประเด็น โดยไม่ต้องพลิกแพลงอะไร ก็คงสรุปง่ายๆได้ว่าเขาห้ามมิให้คุณทักษิณมีกิจกรรมใดๆในทางการเมือง เพราะเป็น 1 ใน 111 คนที่ถูกตัดสิทธิ เพราะพรรคไทยรักไทยถูกยุบ
ดังนั้น การที่ใครก็ตามนำภาพลักษณ์ของคุณทักษิณมาใช้ในทางการเมืองก็คงไม่ใช่เรื่องถูกต้อง
พูดอย่างนี้ก็หมายความว่าเราตัดประเด็นเรื่องของหลักกฎหมายไปก่อน เพราะ "กฎหมาย" อะไรที่นำมาสู่การห้ามในย่อหน้าที่ว่ามานี้ ล้วนเป็นผลิตผลโดยตรงจากการฉีกรัฐธรรมนูญและรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทั้งสิ้น เถียงกันได้จนฟ้าล่มว่าของพรรค์นี้ถือเป็น "กฎหมาย" อันมีศักดิ์และสิทธิอย่างแท้จริง และควรต้องปฏิบัติตามหรือไม่
แต่เอาเถิดประเด็นของเราอยู่ที่การเลือกมองของคนบางคนว่า ต้องสกัดกั้นมิให้ภาพลักษณ์ของคุณทักษิณอยู่ในกระบวนการการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นอันขาด
แสดงให้เห็นว่าเขามองคุณทักษิณเป็นเรื่องโฆษณาล้วนๆ ถ้าหายไปจากสื่อโฆษณานานๆ คนก็จะลืมไปเอง อิทธิพลใดๆที่คุณทักษิณเคยมีก็จะลดลงไปตามส่วน
คนที่คิดว่ากลยุทธ์นี้เป็นความฉลาดแหลมคม และไปเที่ยวสอพลอผู้ใหญ่ประเภทโลกทัศน์แคบในเมืองไทย ว่าการกระทำอย่างนี้จะทำลายฐานอำนาจของทักษิณอย่างได้ผลนั้น ความจริงแล้วเป็นคนที่หลงโลกอย่างน่าสงสาร
เขาไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ผมก็ไม่แน่ใจ ว่าคุณทักษิณมีอิทธิพลลึกลงไปในจิตใจของผู้คนเป็นจำนวนมากเสียแล้ว ขนาดห่างหายไปเป็นปีๆ และถูกตราหน้าสารพัดสารพัน เมื่อใดก็ตามที่คนเขาแสดงออกกันได้อย่างเสรีหรือแม้แต่กึ่งเสรี คุณทักษิณแกก็เด้งผึงกลับมาอยู่แถวหน้าในทันทีทุกครั้งไป
อย่างนี้คงไม่ใช่ชิ้นงานโฆษณาที่พ้นระยะ "ไพรม์ไทม์" เมื่อไหร่เป็นถูกลืมเมื่อนั้น
ความลึกซึ้งอย่างนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับของคนที่หลงคิดว่าตนเองอยู่ในความนิยมอันล้นเหลือชนิดที่ไม่มีวันเกิดอนิจจังขึ้นได้ ลูกน้องตลอดจนเหล่า "สาวก" ก็ไม่อาจทำใจยอมรับได้เช่นกัน
ในที่สุดก็เลยมาเล่นเกมอันตื้นเขินด้วยการสั่งให้ "ปลดป้ายโฆษณา" ลงทั่วเมือง หลังจากที่คนทั้งหลายเขา "ซื้อ" เอาไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว
การลงโทษคุณประแสงก็ดี หรือการปลดป้ายด้วยวิธีการอื่นใดก็ดี จึงเป็นการเร่งเร้าให้เกิดความผูกพันกันมากยิ่งขึ้นในหมู่คนที่นิยมชมชอบคุณทักษิณ ไม่ใช่ลดลง
แถมในขณะนี้ยังอุตส่าห์แยกย้ายกันใช้กลยุทธ์อย่างนี้ในอีกหลายต่อหลายที่ จึงเชื่อว่าจะช่วยให้ความผูกพันนั้นแนบแน่นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และกว้างขวาง
มองพฤติกรรมของฝ่ายตรงข้ามกับประชาธิปไตยในขณะนี้แล้ว ผมนึกถึงวลีฝรั่งที่ว่า living in denial ขึ้นมาติดหมัด
วลีนี้อธิบายถึงคนที่ชอบหลอกตัวเอง และเชื่อมั่นชนิดหัวปักหัวปำว่าตัวเองเท่านั้นที่ถูกต้อง
ประวัติศาสตร์บอกเราว่าคนอย่างนี้จะหลอกตัวเองไปเรื่อยๆจนถึงวันสุดท้าย คือวันที่ภาพมายาที่ตัวเองสร้างขึ้นล่มสลายลงต่อหน้าต่อตา
ครับ เรื่องของกรรมแท้ๆทีเดียว.--จบ-



////////////////////////



คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

‘จอน’ท้าสนช.ดีเบตกม.

ม๊อบขับสนช.”ออกแผ่นพับแจงเหตุบุกสภา ‘จอน’ ท้า ‘มีชัย’ ดีเบตกม. แฉ นั่งที่ปรึกษาซีพี เร่งออกกฎหมายเอื้อ เตรียมต้านพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ คาดเข้าสนช.พรุ่งนี้ ขณะที่ ตำรวจ ตรึงกำลังกว่า 750 นาย หวั่นเกิดเหตุรุนแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา ฝ่ายผู้ชุมนุมที่ต้องการให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ยุติการพิจารณากฎหมายของรัฐบาลทุกฉบับ ประกอบด้วย คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) สภาเครือข่ายองค์กรประชาชนแห่งประเทศไทย(สค.ปท.) เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายองค์กรวิชาชีพครู และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) ได้ทำแผ่นพับชี้แจงเหตุผลในการชุมนุมโดยใช้หัวข้อของแผ่นพับว่า “ทำไม ต้องปฏิบัติการปิดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชน”

แผ่นพับระบุว่า การชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมาและการเข้ายึดพื้นที่ในห้องประชุมรัฐสภานำโดยกลุ่มดังกล่าวได้กลายเป็นการปฏิบัติการที่ท้าทายและถูกตั้งคำถามชวนให้เข้าใจได้ว่ามีเบื้องหลังอะไรที่ทำให้ต้องกระทำการที่เสี่ยงต่อการต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมายถึงขั้นต้องติดคุกติดตะราง
ความจริงที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าภายหลังการยึดอำนาจของคณะทหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ได้ทำให้ระบอบประชาธิปไตยถดถอย สิทธิเสรีภาพของประชาชนชะงักงันและสร้างความร้าวฉานในหมู่ประชาชนไทยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และยิ่งตอกย้ำให้เป็นเห็นชัดแจ้งมากขึ้นกับทำหน้าที่การออกกฎหมายของสนช.

แม้สนช.จะกล่าวอ้างว่าได้ทำหน้าที่ออกกฎหมายเสมือนสนช.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่เป็นการคาดหมายล่วงหน้าว่าการออกกฎหมายจะเอื้อประโยชน์สำหรับการถือครองอำนาจและการใช้อำนาจของข้าราชการเป็นหลัก เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ประกอบด้วย ข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการอัยการ ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการบำนาญ ผู้บริหารและพนักงานรัฐวิสาหกิจ

ในที่สุดสนช.แต่งตั้งได้พิสูจน์ความจริงข้อนี้ให้เห็นด้วยการพยายามผลักดันกฎหมายที่เป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพของการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างกว้างขวางที่ไม่อาจนำเอามาต่อรองแลกเปลี่ยนกับการออกกฎหมายที่ดีไม่ถึงสิบฉบับดังที่สมาชิกสนช.บางคนพยายามสร้างความเข้าใจผิดๆ ให้กับสังคมและซ้ำร้ายกว่านั้นประธานสนช.กลับบอกว่าหากกฎหมายออกมาไม่ดีก็ไปเสนอให้สนช.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแก้ไขเสีย ทั้งๆที่เป็นที่ทราบกันดีว่าการแก้ไขกฎหมายทำให้สำเร็จได้ค่อนข้างยาก และไม่บังควรผลักภาระความรับผิดชอบให้ประชาชนหรือสนช.ชุดหน้า ถือเป็นการขาดความรับผิดชอบต่อประชาชนเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นเนื้อแท้ที่เป็นเส้นแบ่งที่แตกต่างกันระหว่างสนช.ที่มาจากประชาชน และสนช.ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะทหารที่ยึดอำนาจการปกครอง

กฎหมายที่กลายเป็นเหตุผลของการปฏิบัติการให้หยุดการออกกฎหมาย เพื่อหยุดยั้งการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่สนช.ต้องการเร่งรัดที่จะออกให้ได้ ทั้งที่เหลือเวลาที่จะเลือกตั้งอยู่เพียง 4 วัน และประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าเพื่อแสดงเจตจำนงเลือกตัวแทนเพื่อให้ทำหน้าที่ในการออกกฎหมายแทนประชาชนตั้งแต่วันที่ 15-16 ธ.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้นหากพิจารณาโดยมโนธรรมสำนึกที่มนุษย์ผู้เจริญทั้งหลายพึงยึดถือปฏิบัติ จึงไม่เห็นเหตุผลความชอบธรรมใดๆที่สนช.ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะทหารยึดอำนาจการกระทำการฝ่าฝืนเจตจำนงของประชาชนอีกต่อไป
สำหรับกฎหมายสำคัญที่จะสร้างปัญหาให้กับสิทธิเสรีภาพของประชาชนและระบอบประชาธิปไตยโดยรวมคือ 1.ร่างกฎหมายความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 2.ร่างกฎหมายทรัพยากรน้ำ 3.ร่างกฎหมายการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ 4.ร่างกฎหมายว่าด้วยเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ 5 - 7 ร่างกฎหมายมหาวิทยาลัยนอกระบบ 3 ฉบับ และ 8.ร่างกฎหมายสภาการเกษตรแห่งชาติ

ขณะที่บรรยากาศด้านหน้าอาคารรัฐสภามีผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 300 คน ต่างช่วยกันตะโกนว่า “สนช.ออกมา” เพื่อให้ออกมาพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมตามที่ได้เคยสัญญาไว้ โดยมีแกนนำผลัดกันขึ้นพูดบนเวทีผ่านเครื่องขยายเสียงทำลายโสตประสาทอยู่ตลอดเวลา พร้อมกันนี้ยังได้สั่งให้ผู้ชุมนุมกระจายกำลังกันนั่งขวางประตูเข้า-ออก ของรัฐสภา และในส่วนของการรักษาความปลอดภัยได้มีการตรึงกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 5 กองร้อย ทั้งจากสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ 191 ตำรวจนครบาล กองร้อยควบคุมฝูงชน และหน่วยปราบจลาจล ทั้งที่อยู่ภายในและภายออกอาคารรัฐสภารวมแล้วกว่า 750 นาย ทั้งนี้ ประตูทางเข้ารัฐสภาฝั่งตรงข้ามกับสวนสัตว์ดุสิต(เขาดิน) เจ้าหน้าที่ได้นำคานเหล็กมาติดตั้งขวางประตูไว้อย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันหากมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น

แกนนำในการชุมนุม ได้กล่าวท้าทายให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสนช. ให้ออกมาดีเบตข้อกฎหมายกับตน และตนไม่กลัวการดีเบตกับนายมีชัยเพราะอ่านกฎหมายฉบับเดียวกัน และยังระบุด้วยว่านายมีชัยเป็นที่ปรึกษาบริษัทเกษตรขนาดใหญ่ที่ไทยคือ “ซีพี” จึงต้องเร่งออกกฎหมายสภาการเกษตรแห่งชาติเพื่อเอื้อประโยชน์กับซีพี

จากนั้นนายจอน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการมาชุมนุมในครั้งนี้ว่า พวกเราต้องการแสดงจุดยืนว่ากฎหมายสำคัญๆที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภา เช่น ร่างพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยนอกระบบทั้ง 3 ฉบับนั้น ควรให้สภาที่เป็นตัวแทนของประชาชนเป็นผู้พิจารณา และประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างรอบคอบ การที่สนช.พิจารณากฎหมายอย่างเร่งรีบแบบนี้ ในขณะที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งไม่เคยมีประเทศไหนในโลกทำกัน อย่างไรก็ตาม พวกเรายังคงเดินหน้าคัดค้านต่อไปเรื่อยๆ และเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจ เพื่อเป็นการแสดงออกตามสิทธิของระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เท่าที่กำลังจะมี

นอกจากนี้ นายจอนยังได้กล่าวถึงพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ที่คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสนช.ในวันพรุ่งนี้ ว่า พวกเราคัดค้านพ.ร.บ.ฉบับนี้เพราะว่ามันอันตราย และมีหลายฝ่ายออกมาคัดค้านแต่สภานิติบัญญัติฯก็ไม่ได้สนใจ ทั้งที่ไม่ได้เป็นสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่เป็นสภาที่มาจากการรัฐประหาร ทั้งนี้ พวกเราจะคัดค้านให้ถึงที่สุด แม้จะมีการแก้ไขบางมาตราให้ดีขึ้น แต่โดยรวมแล้วก็ยังมีปัญหาอยู่มาก ทั้งนี้ เรายังได้ตั้งข้อสงสัยว่ามีความจำเป็นอะไรที่จะต้องออกพ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะมีกฎหมายหลายฉบับรองรับอยู่แล้ว และประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสถานการณ์การก่อการร้าย หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้น พ.ร.บ.ดังกล่าวจึงไม่สมควรออกมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมของสนช.ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้แสดงปฏิกิริยาสะทกสะท้านใดๆ ต่อเสียงเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม ต่อมาในเวลา 11.30 น. แกนนำบนเวทีพยายามปลุกระดมให้แนวร่วมต่างๆ ออกมาทำกิจกรรม “ล้อมสภา เพื่อประชาธิปไตย” โดยเริ่มเคลื่อนไหวในรูปแบบโซ่มนุษย์ ด้วยการคล้องแขนต่อกันเหมือนห่วงโซ่ และเริ่มขยายขบวนออกไปจนปิดเส้นทางการจราจรบริเวณถ.อู่ทองใน หน้ารัฐสภา แต่หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้เคลียร์เส้นทางเพื่อเปิดผิวการจราจร อุณหภูมิที่ร้อนระอุในช่วงเที่ยงวันทำให้กลุ่มผู้ชุมที่กรำศึกมาตั้งแต่เช้า ต่างเริ่มอ่อนล้า แกนนำบนเวทีดูท่าแล้วคงไม่ไหวจึงประกาศให้พี่น้องทั้งหลายได้พักรบ กินข้าว ดื่มน้ำดับกระหายกันก่อน.



พีทีวี นิวส์
19 ธันวาคม 2550 เวลา 15:15 น.

กกต.ยันเลือกตั้งล่วงหน้าถูกต้องตามกม.รธน.

กกต. เตือนอย่าสร้างความวุ่นวายล้มการเลือกตั้ง ยืนยัน 15-16 ธันวาคม ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ล่วงหน้าได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้งและ นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ร่วมกันแถลงข่าว ถึงกรณี นายสราวุท ทองเพ็ญ ผู้สมัครส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 3 พรรคความหวังใหม่ พร้อมด้วย นายสุรสีห์ ผาธรรม ผู้สมัครส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 4 พรรคความหวังใหม่ และนายถนอมศักดิ์ นวลเศรษฐ ผู้สมัครส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 6 พรรคประชาราช ร่วมกันยื่นฟ้อง กกต.ต่อศาลปกครองสูงสุด โดยกล่าวหาว่า กกต.กระทำผิดและละเลยต่อการปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เนื่องจากปล่อยให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าอย่างเสรี ขัดต่อพระราชกฤษฏีกาเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 23 ธันวาคม เพียงวันเดียว ทำให้มีการทุจริตการเลือกตั้ง ด้วยการขนคนลงคะแนนอย่างมากมาย จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ กกต.ยุติกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด และประกาศให้การเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม เป็นโมฆะ โดยให้กกต.จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ให้ถูกต้อง โดยยืนยันว่า การเลือกตั้งล่วงหน้าที่จัดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ 15-16 ธันวาคม ถูกต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 95 ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พร้อมระบุว่าหากศาลรับคำร้องกรณีดังกล่าวก็จะไปชี้แจงต่อศาล

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่ กกต.กลางจ.ราชบุรี จัดแสดงดนตรีพร้อมแดนเซอร์เต้นโชว์ลีลายั่วยวน เพื่อสร้างความสนใจ หวังดึงคนมานั่งฟัง สลับกับการขึ้นโชว์วิสัยทัศน์ของผู้สมัคร ส.ส. ว่า สามารถจัดงานรื่นเริง เพื่อเรียกความสนใจจากประชาชนได้ แต่จะมีความเหมาะสมหรือไม่ ต้องพิจารณาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นายประพันธ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมพูดผ่าน Website Hi Thaksin ในวันที่ 21 ธันวาคม ซึ่งตรงกับวันปราศรัยใหญ่ของพรรคพลังประชาชนที่ท้องสนามหลวงว่า ต้องรอให้มีการพูดก่อน ซึ่งทางกกต.จะทำการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน แต่ขณะนี้ยังไม่มีการกระทำเกิดขึ้นจึงบอกไม่ได้ว่าผิดหรือไม่

ทั้งนี้ทางกกต.ยืนยันว่า ไม่เลื่อนการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมนี้แน่นอน ขอให้คนที่พยายามล้มการเลือกตั้งอย่าออกมาสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น.


พีทีวี นิวส์
19 ธันวาคม 2550 เวลา 14:22 น.

'ชิดชัย'วอนปชช.เลือกตั้งเผยการรวมตัว111คนไม่เกี่ยวพปช.

พล.ต.อ.ชิดชัย เผยการรวมตัวของ 111 คน ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชน เชิญประชาชนลงคะแนนแก้ปัญหาบ้านเมือง

พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวในการแถลงข่าวของคนบ้านเลขที่ 111 โดยยืนยันการรวมตัวกันเป็นไปด้วยความสุจริตในแบบเพื่อนฝูง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชนในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งพร้อมเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้มากที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง ทั้งนี้ ตนจะมีการออกหนังสือส่วนตัวเกี่ยวกับช่วงเวลาหลังการปฏิวัติ

ขณะที่ ทางด้าน น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ระบุว่า การมาร่วมกันในวันนี้มาตามปกติโดยยังคงมีจุดอื่น เพื่อต้องการเห็นประชาธิปไตยกลับคืนมา

สตง.ประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ทรท.790รายการ

สตง. เตรียมจัดประมูลขายทอดตลาดทรัพย์สิน พรรคไทยรักไทย มูลค่า กว่า 4 ล้านบาท วันที่ 9-10 ม.ค.ปีหน้า หลังตุลาการรัฐธรรมนูญ พิพากษายุบพรรค






คุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงข่าวการขายเข้าตลาดทรัพย์สินพรรคไทยรักไทยในวันที่ 9 และ 10 ม.ค. 2551 จำนวน 790 รายการ ราคาประเมินเบื้องต้น กว่า 4 ล้านบาท โดยหลังจากพรรคไทยรักไทยต้องคำพิพากษาจากตุลาการรัฐธรรนูญให้ยุบพรรค เมื่อวันที่ 30 พ.ค. สตง. ได้เข้าไปชำระบัญชีพบว่า ไทยรักไทย มีเงินสดและเงินฝากธนาคารเป็นเงินกว่า 1 ล้านบาท โดยมีบริษัทเอสซีแมสบ๊อก จำกัด ซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็นบริษัทแมสบ๊อก จำกัด เป็นเจ้าหนี้ มี นายนิวัฒน์ ธำรงบุญทรงไพศาล นายสมประสงค์ บุญชัย นายดำรงค์ เกษมเศรษฐ์ และนายอารักษ์ ชลธานนท์ เป็นกรรมการบริษัท ขณะที่ นายบรรพจน์ ดามาพงศ์ เป็นผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม สตง. ยังได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของพรรคไทยรักไทย ในช่วงยุบพรรคจำนวนกว่า 5 ล้านบาท ว่า เป็นจำนวนที่สูงเกินไปหรือไม่

นอกจากนี้ สตง. ยังได้รับหนังสือจากศาลแพ่งให้เป็นผู้แก้ต่าง กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคไทยรักไทยและพวก ฟ้องร้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ซึ่ง สตง. จะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดแก้ต่างแทน หากพรรคไทยรักไทย เป็นฝ่ายชนะและได้เงินค่าฟ้องร้อง ก็จะนำมารวมกับทรัพย์สินที่ขายเข้าตลาดได้ เพื่อนำไปชดใช้ให้เจ้าหนี้ จำนวนกว่า 11 ล้านบาท ต่อไป

ปตท.หุ้นร้อน

นอกเหนือจากประเด็นที่เคยมีประเด็นครึกโครมเกี่ยวกับการที่ ปตท.ให้หุ้นแก่บรรดานักการเมืองและผู้มีอุปการคุณในราคาถูกและได้สิทธิพิเศษอีกต่างหาก ดังนั้นการเข้าตลาดหุ้นของ ปตท.เลยเสียหายไปด้วย

ครับ...ดูรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีการเปิดเผยออกมาก็พอจะมองเห็นภาพ รัฐบาลชุดนี้ก็หลายคน รัฐมนตรีชุดที่แล้ว นักการเมือง พ่อค้า นักธุรกิจ ข้าราชการระดับดังๆ อีกเป็นจำนวนมากไม่รู้ว่าใครจะได้มาแบบไหน อย่างไร

แต่ใครที่ถือครองหุ้นในราคาพิเศษก็รับเละกันไป เพราะหุ้น ปตท.นั้นถือว่าสุดยอดที่สุดของตลาดหุ้นไทย และค้ำตลาดให้มีหน้ามีตาในตอนนี้

ยิ่งพลังงานที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา โดยเฉพาะน้ำมันที่มีราคาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและกำลังจะเป็นปัญหา ของประชาคมโลกในอนาคต

แต่ประเทศไทยนั้นหนักที่สุดโดนทั้งทางตรงทางอ้อม เพราะไม่มีแหล่งพลังงาน ก๊าซก็มีอยู่ไม่มาก น้ำมันไม่ต้องพูดถึงไม่มีเลย

หุ้นพลังงานขึ้นเมื่อน้ำมันขึ้น ผู้ถือหุ้นแฮปปี้ แต่คนไทยเจอราคาน้ำมันเข้าไปจนเกิดปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้

อย่างไรก็ดีการนำปตท.เข้าตลาดหุ้นนั้นแม้จะมีเสียงคัดค้านแต่ก็ผ่านสะดวก เพราะรัฐบาลยุคนั้นให้เดินหน้าเต็มตัวอยู่แล้ว แต่ ทุกอย่างก็ทำกันแบบรีบๆ ลวกๆ ไม่ค่อย เปิดเผยเพราะกลัวเสียงต้าน

ดังนั้น ความรอบคอบหรือกรอบวิธีคิดต่างๆ จึงมีปัญหาอย่างที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้ ปตท.ไปแก้ปัญหาเรื่องท่อก๊าซ, ที่ดิน, กรรมสิทธิ์ต่างๆ ที่มีการรวมเข้ากับ ปตท.ไปทั้งหมด โดยไม่ได้แยกออกจากกัน

ครับ...รัฐเสียประโยชน์ไปทันที เพราะแทนที่จะได้ผลตอบแทนจากเรื่องนี้อย่างเต็มที่และ ปตท.นั้นแม้รัฐจะยังมีเอี่ยวอยู่

แต่ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องก๊าซไปจะต้องไปรวบยอด อยู่ตรงนั้นซึ่งเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหุ้น

นี่หากฝรั่งต่างชาติเข้ามาฮุบหุ้นไปหมดมันก็จะยุ่ง เพราะนี่เป็นธุรกิจผูกขาดในประเทศนี้เสียด้วย

อย่างไรก็ดีเมื่อศาลปกครองสั่งให้ ปตท.ดำเนินการแยกส่วนนี้ออกมาตั้งแต่เรื่องที่ดินที่เวนคืน เพราะที่ดินเหล่านี้แม้จะมีการเวนคืนให้ปตท.แต่ก็ยังเป็นของรัฐไม่ใช่ของปตท.แต่อย่างใด กรรมสิทธิ์ในท่อก๊าซก็ต้องเป็นของรัฐ

และจะต้องเสียภาษี ทรัพย์สินต่างๆ ที่ดินที่จะต้องโอนให้รัฐทั้งหมด เพราะทุกอย่างมันของรัฐบาล

วันนี้ติดอยู่ว่าค่าโอนต่างๆ ที่ราคานับหมื่นล้านบาทใครจะจ่าย มีความพยายามที่จะให้รัฐยกเว้นค่าธรรมเนียมในการโอนให้

คือกลัวว่า ปตท.จะขาดทุน จะเกิดปัญหาเรื่องหุ้น ผู้ถือหุ้นจะขาดทุนกำไร ปตท.นั้นรวยจะตายไปเวลานับตัวเลขผลกำไรนับหมื่นนับแสนล้าน แต่พอจะต้องมาจ่ายให้รัฐ

แค่นี้ถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก...ท่านรัฐมนตรีหรือผู้บริหารปตท. ไม่ต้องไปกังวลมากมายจนทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีกทำตามที่ศาลสั่งนั้นดีที่สุด

คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นอนุมัติจนทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้น มาโดยไม่ได้ฟังเหตุฟังผลที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของชาติ ส่วนหนึ่งอาจจะไม่รู้เรื่องนี้ดีพอ แต่อีกส่วนหนึ่งเชื่อว่าจะทำให้หุ้นมีราคาดี ยิ่งมีเรื่องก๊าซด้วยก็ยิ่งดี

ไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ของชาติแม้แต่น้อย เพราะการดำเนินการที่ผิดพลาดและเป็นผลไปถึงรัฐวิสาหกิจอื่นๆที่ตั้งท่าจะเข้าตลาดหุ้นอีกด้วย

นายกฯ-รัฐมนตรีชุดนี้ถือหุ้นกันถึง 14 คน...คิดให้ดีนะครับ.

"สายล่อฟ้า"

คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย จาก http://www.thairath.co.th/column.html

วิธีทำใจเลือก ส.ส.

เมื่อวานนี้ผมเขียนเรื่อง “ประชาธิปไตยบัวใต้นํ้า” ไปแล้ววันนี้ผมมีบทสนทนา ธรรมจากหนังสือ “เบื่อการเมืองเรื่องขุ่นใจก่อนเลือกตั้ง” ที่ท่านผู้อ่านกรุณาส่ง มาให้ เป็นเรื่องที่ผู้ห่วงใยบ้านเมืองไปสนทนากับ ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ หรือ ป.อ.ปยุตโต แล้วพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน

มีบทสนทนาหลายท่อนที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง ผมเลยคัดเอามาลงให้อ่านกัน

ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ บอกว่า “สังคมทุกวันนี้ไม่มีหลัก ถ้าสังคมไทยมีหลักแค่ 3 ข้อต้นของมงคลสูตร คือ ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาคนที่ควรบูชา สังคมก็ไปรอดแล้ว แต่คนไทยในปัจจุบัน แค่ 3 ข้อต้นของมงคลสูตร ก็ยังไม่ได้ จะไปรอดได้อย่างไร นอกจากจะไม่ได้แล้ว ยังไปทางตรงข้าม สวนทางไปเสียอีก แล้วจะพ้นอัปมงคลได้อย่างไร”

ท่านพูดถึง “นักการเมืองไม่ดี” แต่ก็ยังได้รับเลือกตั้งทุกสมัยว่า

“แล้วที่ว่านักการเมืองไม่ดี ทำไมอยู่ในแวดวงการเมืองได้ดีและสังคมก็ยอมรับ อย่างดี นี่ก็บอกอยู่ในตัวเองแล้วว่า สังคมนี้ชอบนักการเมืองอย่างนั้นปัญหา จึงไม่อยู่แค่ที่ตัวนักการเมือง แต่อยู่ที่สังคมทั้งหมด คือ คนทั่วไปมีคุณภาพแค่นั้น เพราะฉะนั้น จะแก้ปัญหาให้ได้ผลจริง ก็หนีไม่พ้นว่าต้องพัฒนาคุณภาพ ของประชาชน

จริงไหมว่า นักการเมืองก็มาจากประชาชน หรือจากประชาชนนั่นแหละมาเป็นนักการเมือง นี่หมายถึงทั้งสองทาง คือ หนึ่ง-เมื่อประชาชนเป็นอย่างไร คนที่เป็นนักการเมืองก็คือ บางคนในประชาชนนั่นแหละมาเป็น สอง-คนที่เป็นนักการเมืองก็คือคนที่ประชาชน แบบนั้นแหละชอบอย่างนั้น แล้วเลือกเข้ามา

ดังนั้น คุณภาพของประชาธิปไตย จึงอยู่ที่คุณภาพของประชาชน”

อีกตอนหนึ่ง ท่าน ป.อ.ปยุตโต พูดถึง ก่อนกาเบอร์เลือกตั้ง กาหัวใจตัวเรา ว่า เอา “ธนะ” หรือเอา “ธรรมะ” ว่า

“เวลานี้เราต้องยอมรับความจริงว่าองค์ประกอบของสังคมแทบทุกส่วนเป็นปัจจัย ที่เอื้อต่อความโดดเด่นของผู้มีบาปธรรม ไม่ใช่เอื้อคุณธรรมมันจึงเป็นโอกาส ของเขา ก็ต้องรู้ตัวซิว่า เราได้ปล่อยสังคมของเราให้หมักหมมอยู่ใน ความประมาทมานาน จนกระทั่งสังคมนี้กลายเป็นสภาพเอื้อแก่คนพวกนี้ แล้วอย่างนี้ เราจะมาแก้ปัญหาฉับพลันทันทีได้อย่างไร

อย่างประชาชนทั่วไป ก็ไม่ใส่ใจแล้วว่า การเมืองจะทำให้บ้านเมืองส่วนรวมเป็นอย่างไร เอาแค่ให้ตัวฉันอยู่ได้ ก็ยอมรับเงินทองในการเลือกตั้งง่ายๆ ถ้าเราเอาคนดีมา ก็ยากที่จะได้รับการเลือกตั้ง นอกจากว่าจะมีความโดดเด่นประทับใจ จนกระทั่งเป็นสุดรักสุดบูชาของประชาชน

ในแง่หนึ่งคือ ต้องมีมหาบุรุษขนาดนั้น จึงจะสามารถเปลี่ยนสังคมอย่างนี้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่า องค์ประกอบในสังคมเวลานี้ มันเป็นอย่างนั้น และกระแสมันกำลังไหลไปทางนั้นอย่างรุนแรง...

เป็นทางเลือกของสังคมไทยว่า จะเอา ธรรมะ หรือจะเอา ธนะ ดูเหมือนว่าคนไทยมีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ที่จะใช้สิทธิในการเลือกนี้ และ คนไทยก็รู้ด้วยว่า ที่ถูกต้องนั้นต้องเอาธรรมะ แต่ถ้าไม่เลือกธรรมะ กลับไปเอาธนะ ก็เพราะใจนี่แหละไม่เป็นไท ใจนั้นจึงไม่มีเสรีภาพที่จะเลือกเอาสิ่งที่ถูกต้อง หมายความว่า คนไทยที่ใจไม่เสรีก็ไปใช้เสรีภาพที่จะเลือกเอาธนะ”

สิ่งที่ ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ เห็น กับสิ่งที่ อริสโตเติล เห็นเมื่อสามพัน กว่าปีก่อน ไม่มีอะไรต่างกันเลย สังคมเป็นอย่างไรก็ได้นักการเมืองอย่างนั้น

การ “พัฒนาการศึกษาของคนในชาติ” ผมจึงเห็นว่า “สำคัญที่สุด” ไม่ใช่เศรษฐกิจ คนในชาติมีความรู้ เศรษฐกิจก็ดีตามมาเอง ผมอยากให้ลองเลือกพรรคที่ “เน้นการศึกษา” ดู ประชาธิปไตยไทยอาจพัฒนาไปดีกว่านี้ก็ได้.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คอลัมน์หมายเหตุประเทศไทย จาก http://www.thairath.co.th/column.html

'จาตุรนต์'แถลงยอมรับผลลต.ซัดพันธมิตรฯอย่าขู่


"จาตุรนต์ ฉายแสง" ตำหนิ กลุ่มพันธมิตรเตรียมเคลื่อนไหว ขณะที่เจ้าตัวยัน ไม่ล้มรัฐบาลหลังเลือกตั้ง


นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวในการแถลงข่าวของ คนบ้านเลขที่ 111 โดยระบุว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรที่เคยล้มรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ไม่ควรประกาศล่วงหน้าว่าจะเคลื่อนไหว
ต่อต้านอีก หากพรรคพลังประชาชน ได้เป็นรัฐบาล เพราะไม่มีเหตุผลที่จะออกมาข่มขู่ประชาชน โดยยังเป็นห่วงว่าประชาชนอาจจะให้การต่อต้านและไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งนี้หลังการเลือกตั้งตนจะยังยืนยันในหลักการเดิมด้วยสันติวิธี โดยจะไม่มีการเรียกร้องล้มรัฐบาล ไม่ว่าพรรคใดจะได้เป็นผู้จัดตั้ง พร้อมกันนี้ยังได้เรียกร้องให้ผู้ที่ไม่ยอมรับผลตัดสินใจของประชาชนให้เปลี่ยนท่าทีเสียใหม่

ทางด้าน นายปองพล อดิเรกสาร อดีตกรรมการบริหารพรรคฯ ระบุว่า ไม่เห็นด้วยหากจะมีการเคลื่อนไหวต่อต้านหากพรรคพลังประชาชน ได้เป็นรัฐบาลเช่นกัน


สุดารัตน์ วอนทุกฝ่ายยอมรับผลเลือกตั้ง 23 ธ.ค.

คุณหญิงสุดารัตน์ หารือ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย พร้อมระบุ อยากให้มีการเลือกตั้ง 23 ธ.ค. วอนทุกฝ่าย ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน


อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน 12 คน นำโดย พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง และ น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เปิดแถลงข่าวกับสื่อมวลชน โดย คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า รู้สึกห่วงใยบ้านเมือง และยังคงมีเจตนารมณ์อยากให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ โดยเฉพาะการเลือกตั้งวันที่ 23 ธ.ค.นี้ ที่มีความหวังว่าทุกฝ่ายจะยอมรับได้กับผลการเลือกตั้งไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใด และหวังว่าจะไม่มีการบงการ หรือ ชี้นำการบริหารประเทศหลังการเลือกตั้ง

คุณหญิง สุดารัตน์ ยังกล่าวว่า อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยบางส่วนจะมีการเขียนบทความลงในเว็บไซต์ของบ้านเลขที่ 111 พลเมืองชั้น 2 ด้วย




นายกฯกำชับผู้ว่าฯทั่วประเทศรณรงค์ปชช.ออกใช้สิทธิ์23ธ.ค.

‘บิ๊กแอ้ด’ย้ำผู้ว่าฯทั่วประเทศ รีบรณรงค์ปชช.ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เชื่อผู้มาใช้สิทธิ์จะไม่ต่ำกว่าร้อยละ 87 เผยรัฐเตรียมใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินหากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ

วันนี้(19 ธ.ค.)พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เร้นท์ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ โดยนายกรัฐมนตรี ได้กำชับไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดว่าในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ขอให้นำข้อมูลจากการเลือกตั้งล่วงหน้าที่มีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เป็นจำนวนมาก มาเป็นประโยชน์ในการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมให้ช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ในวันที่ 23 ธันวาคม อย่างเต็มความสามารถในห้วงระยะเวลาที่เหลืออยู่ พร้อมขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยสอดส่องดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้มีการก่อเหตุร้ายในช่วงเลือกตั้งต่อเนื่อง ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่

พล.อ.สุรยุทธ์ ยังกล่าวด้วยว่า จากการประชุมรักษาความสงบในเขตเมืองที่ดำเนินการ ในวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา หากมีสถานการณ์ที่เข้าข่ายของสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐบาลจะใช้พระราชบัญญัติการบริการราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินตามความจำเป็นของพื้นที่และสถานการณ์ ทั้งนี้ยืนยัน จะมุ่งเน้นการป้องกันเป็นหลัก ดังนั้น ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันดูแลไม่ให้ผู้ไม่หวังดีก่อเหตุร้าย ไม่ว่าจะเป็นช่วงการเลือกตั้ง ช่วงปีใหม่หรือช่วงตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเชื่อว่าหากดำเนินการจริงจังก็จะทำให้การปราบปรามไม่มีความจำเป็น


พีทีวี นิวส์
19 ธันวาคม 2550 เวลา 13:04 น.