WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 20, 2007

'เติ้ง' เชื่อไม่ 'หมัก' ก็ 'มาร์ค' ได้นั่งนายกฯ


นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งในรายการ 'จมูกมด'ทางสถานีโทรทัศน์ ์ช่อง 7 ถึงสถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้งวันที่ 23 ธ.ค.ว่า คงต้องขึ้นอยู่กับคะแนนของแต่ละพรรค ถ้าพรรค พลังประชาชนได้เกิน200เสียงก็จะจัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าไม่ถึง 200 เสียงก็ต้องดูว่าเขาจะทาบทาม ใคร ดังนั้นขึ้นอยู่กับว่าใครจะได้ 200 เสียงขึ้นหรือ 200เสียงลง

เมื่อถามว่ามีการพูดคุยกันเป็นการภายในว่าจะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองใดหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า คงไม่มีการคุยถึงขนาดนั้น แต่เรื่องการเมือง ต้องมีอุดมการณ์ที่แน่นอน เมื่อถามว่า อุดมการณ์ต้องมีเงื่อนไข อะไรบ้าง นายบรรหาร กล่าวว่า ตอนนี้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายไม่อยากฟันธงว่าคืออะไรเพราะไม่อยากก้าวล่วง ไปถึง บางบุคคล กระแสพระราชดำรัสที่ว่า บ้านเมืองในขณะนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจถือว่าเป็นที่สุด เพราะฉะนั้น พสกนิกรจะทำอย่างไรที่จะรับสนองฯ ถ้าสามัคคีกันได้ก็ไม่มีปัญหา แต่จะยอมกันได้แค่ไหน ยังไม่สามารถตอบได้

หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นอยู่กับว่า พรรคไหนจัดตั้งรัฐบาล ได้อีกพรรค ที่เป็นฝ่ายค้านก็ต้องช่วยสมานฉันท์ประคองให้รัฐบาลไปรอด 1-2 ปีแล้วมาแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่ามีบางพรรค ไม่พร้อมเป็นฝ่ายค้านและต้องชนะอย่างเดียวใช่หรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า ก็เป็นเช่นนั้นแต่ขอกล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งตนกับท่านชอบกันมากแต่ความชอบเป็นเรื่องส่วนบุคคล ส่วนบ้านเมืองและการเมือง ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ตนเองคิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะกลับเข้ามาได้หลังการเลือกตั้งเพื่อต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ถ้าพรรคพลังประชาชนเป็นฝ่ายรัฐบาลก็ไม่มีปัญหา แต่ต้องไม่ก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม แต่ถ้าเป็นฝ่ายค้านอาจใช้เวลา 2-3 ปีเพื่อคอยช่วยพ.ต.ท.ทักษิณทางอ้อม อย่างไรก็ตามตนคิดว่าในอนาคตพ.ต.ท. ทักษิณจะกลับมาเล่นการเมืองอีกแน่นอน ที่บอกว่าจะเลิกเล่นการเมืองนั้นตนไม่เชื่อจริงๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกอย่างไรที่พรรคพลังประชาชนประกาศว่าจะนิรโทษกรรมกรรมการบริหารพรรคไทย 111 คน นายบรรหาร กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วง เพราะหัวหน้าพรรคพลังประชาชนเป็นคนโผงผาง ดังนั้นถ้าจะทำอะไรต้องใช้ความรอบคอบ และดูบ้านเมืองเป็นหลักด้วยไม่ใช่ดูเฉพาะตัวบุคคลเพราะบางคนบอกว่าเทิดทูนสถาบันชาติ พระมหากษัตริย์ ซึ่งพูดแล้วก็ต้องทำให้ได้ ไม่ใช่พูดแต่ปาก

เมื่อถามว่าดังนั้นนายสมัครจึงได้ชักชวนให้นายบรรหาร ร่วมจัดตั้งรัฐบาล นายบรรหาร กล่าวว่า ตนยังตอบไม่ได้ เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่ระบุว่าถ้าไม่ใช่นายอภิสิทธิ์ ก็เป็นนายสมัคร ที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี นายบรรหาร กล่าวว่า คงหนีไม่พ้น2 คนนี้เพราะถ้าใครได้เสียงข้างมากแล้ว จัดตั้งรัฐบาลได้ก็มี2คนนี้เท่านั้น เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยสมัยม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เป็นนายกรัฐมนตรี 18 เสียง นายบรรหาร กล่าวว่า 'มันต้องเจอลูกฟลุคนะ ผมตอบได้แค่นี้ไปคิดเอาเองก็แล้วกัน มันอาจจะมีลูกฟลุคก็ได้' เมื่อถามว่า ลูกฟลุคคงไม่หล่นไปไหนนอกจากหล่นที่นายบรรหาร นายบรรหาร หัวเราะและกล่าวว่า คงไม่หรอก

เมื่อถามว่าการที่ระบุว่าเคยเป็นนายกฯมาแล้วไม่สามารถเป็นรองนายกฯได้ หากเลิกเล่นการเมืองจะไปทำอะไร นายบรรหาร กล่าวว่า ผู้ว่ากทม.เป็นตำแหน่งที่ท้าทาย หากไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็จะไปสมัครผู้ว่ากทม.เพราะต้องการ พัฒนากทม.ทุกด้านทั้งจราจร โครงสร้างพื้นฐาน ชุมชนแออัด และพัฒนาเมืองบริวารของกทม.โดยรอบปริมณฑล เช่น สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม ปทุมธานี เพื่อให้ไปมาหาสู่กันได้สะดวก

นายบรรหาร กล่าวว่า ก่อนวันเลือกตั้งช่วงนี้ตนใช้วิธีโทรศัพท์ถึงตัวบุคคลโดยตรง เพื่อสอบถามผู้สมัคร ของพรรคแต่ละพื้นที่ และให้กำลังใจ โดยจะโทร.หาคนที่คิดว่าจะได้ เพราะถ้าใครไม่ได้ โทรเท่าไหร่ก็ไม่ได้ นอกจากนี้ในคืนมาหอนก็ต้องระมัดระวัง เพราะเลือกตั้งคราวก่อนพรรคชาติไทยโดน 3 วันสุดท้าย และคืนสุดท้ายจนร่วงไปหมด ตอนนี้อำนาจรัฐไม่กลัว กลัวฝนอย่างเดียว อย่างไรก็ตามพรรคชาติไทยต้องได้ไม่ต่ำกว่า 30 เสียงแน่นอน สำหรับกทม.ยังต้องลุ้น เพราะดอนเมืองยังมีปัญหาว่าจะติดฝนหรือเปล่า เพราะขณะนี้ฝนตั้งเค้าแล้ว ดังนั้นจึงคิดว่าในกทม.น่าจะได้ไม่ 2 ก็ 3 ที่นั่ง ส่วนภาคใต้มั่นใจที่จ.นราธิวาสน่าจะได้ 2 ที่นั่ง

‘รอยเตอร์'วิเคราะห์การเมืองไทยหลัง 23 ธ.ค.วุ่นไม่เลิก!


สำนักข่าว"รอยเตอร์"เสนอบทวิเคราะห์การเมืองไทย ขณะที่จะมีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค.นี้ เพื่อฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย และลดความบาดหมางในชาติ หลังเกิดการรัฐประหารในปี 2549 แต่ก็มีแนวโน้มว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้จะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมายืดเยื้อออกไปอีก

มีการคาดกันว่าพรรคพลังประชาชนจะได้ที่นั่งมาเป็นอันดับ 1 แต่อาจไม่สามารถได้คะแนนเสียงมากพอที่จะเป็นเสียงข้างมากในสภา ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเป็นรัฐบาลผสม

ทั้งนี้ จากการประมวลความเห็นของนักวิเคราะห์และการสำรวจจากสำนักต่างๆ "รอยเตอร์"คาดว่าผลการเลือกตั้งและสถานการณ์ต่างๆที่จะตามมา จะเป็นดังต่อไปนี้:-

*"พลังประชาชน"ได้คะแนนอันดับ 1 แต่"ประชาธิปัตย์"ได้เป็นรัฐบาล

- นี่จะเป็นผลการเลือกตั้งที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ต้องการ รวมทั้งนักลงทุนต่างชาติที่มีความพอใจในตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ในกรณีนี้ พรรคพลังประชาชนจะได้ที่นั่ง 180-200 ที่นั่ง แต่คมช.และกลุ่มต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะร่วมกันทำงานอย่างลับๆเพื่อให้แน่ใจว่า พรรคพลังประชาชนจะไม่สามารถรวบรวมพันธมิตรได้มากพอ

ที่จะมีเสียงในสภา 241 เสียงซึ่งจำเป็นสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ดี พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งคาดว่าจะได้ที่นั่งมากเป็นอันดับ 2 คือ 100-200 ที่นั่ง จะสามารถจับมือกับพรรคขนาดกลางเพื่อตั้งรัฐบาลผสมได้ แต่นักวิเคราะห์คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี

*"พลังประชาชน"ได้คะแนนอันดับ 1 และสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสม

- นี่จะเป็นผลการเลือกตั้งที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เริ่มวิตก

หากพรรคพลังประชาชนได้ที่นั่งมากกว่า 200 ที่นั่ง โอกาสที่จะโน้มน้าวพรรคขนาดกลางให้เข้าร่วมรัฐบาลผสม ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เป็นที่รู้กันว่ารัฐบาลที่นำโดยพรรคพลังประชาชนจะหาทางจัดการคมช. ทำให้ทางกองทัพจะพยายามขัดขวางการหาพันธมิตรของพรรคพลังประชาชน โดยจะกล่าวหาเกี่ยวกับการโกงการเลือกตั้งต่อผู้สมัครของพรรค และผู้ที่มีแนวโน้มจะเข้าร่วมรัฐบาล ขณะที่ผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนบางคนจะถูกใบแดงเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์อาจสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ และศาลอาจประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะอย่างที่เคยกระทำหลังการเลือกตั้งในเดือนเม.ย.2549 หรืออาจมีการทำรัฐประหารอีกครั้ง

*"พลังประชาชน"ครองเสียงข้างมากในสภา

- ถึงแม้ไม่มีโพลล์สำนักใดบ่งชี้ว่ามีแนวโน้มจะเกิดสถานการณ์ดังต่อไปนี้ ที่พรรคพลังประชาชนได้ครองเสียงข้างมากและสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว

ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว การชุมนุมตามท้องถนนเพื่อต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณที่เคยเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2549 ก็จะเริ่มมีขึ้นอีกครั้ง แต่ก็จะเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง กองทัพก็จะเข้าทำรัฐประหารอีกครั้ง โดยจะระบุว่า กองทัพกระทำ "เพื่อผลประโยชน์ของความสามัคคีในชาติ" หลังจากนั้น กองทัพจะแต่งตั้งรัฐบาลชั่วคราว และเริ่มต้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ขณะที่ประเทศไทยจะถอยหลังกลับไปที่เดิมในเดือนก.ย.2549

*มีการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

- พ.ต.ท.ทักษิณเคยเสนอให้นักการเมืองจากทุกพรรคการเมืองใหญ่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้น เพื่อสร้างความปรองดองและสามัคคีในประเทศ แต่พรรคประชาธิปัตย์แสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีทางร่วมรัฐบาลกับพรรค

พลังประชาชน แต่พรรคประชาธิปัตย์อาจพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งถ้าหากสถาบันกษัตริย์เรียกร้องให้มีความสมานฉันท์ในชาติ


กลับกรมกองเถอะพวก


คมช.รู้ทุกทีมีระเบิด พอเรื่องเกิดโยงเข้าฝั่งตรงข้าม แต่เสียดายมือมืดหาครั้นคร้าม วางตูมตามถึงปลายปีไม่มีเว้น

บึ้มล่าสุดดังขึ้นที่ลาดพร้าว

เด็กสมัครนอนหนาวเพราะถูกขู่

แม่ทัพฟ้าทำตัวเป็นนกรู้

บอกว่าผู้ลงมือคือพวกมัน

เพราะอย่างนี้บ้านเราบ่ก้าวหน้า

ยึดอำนาจแล้วยังกล้าขออยู่ต่อ

อาสาดูงานมั่นคงงงไม่พอ

ยังมาช่วยกกต.รอเลือกตั้ง

หยุดดีดดิ้นได้แล้วพวกลอยตัว

อย่ามามัวตบเท้ามิเข้าท่า

เอาประชาธิปไตยไทยคืนมา

หยุดดีกว่าท.ทหารคร่อมการเมือง

บูรพา เล็กล้วนงาม .. เรียบเรียง

เตือนชาวบ้านจะ'บอยคอต' กลุ่มเคลื่อนไหวต้านผลเลือกตั้ง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 ธ.ค.) อดีต กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน 12 คน นำโดย พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง และ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ร่วมชี้แจงในรายการ 'คนบ้านเลขที่ 111' โดย พล.ต.อ.ชิดชัย กล่าวว่า การรวมตัวกันของ 'คนบ้านเลขที่ 111' เป็นไปด้วยความสุจริตในแบบเพื่อนฝูง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชนในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง พร้อมเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้มากที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง ขณะที่ นพ. พรหมินทร์ กล่าวว่า การมาร่วมกันในวันนี้มาตามปกติ โดยมีจุดยืนเพื่อต้องการเห็นประชาธิปไตยกลับคืนมา

ด้าน นายจาตุรนต์ กล่าวกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอาจเคลื่อนไหว ต่อต้าน พรรคพลังประชาชนหากได้เป็นรัฐบาล ว่า องค์กรที่เคยล้มรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ไม่ควรประกาศล่วงหน้าว่าจะเคลื่อนไหว ต่อต้านอีก หากพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล เพราะไม่มีเหตุผลที่จะออกมาข่มขู่ประชาชน เนื่องจากเห็นว่า ประชาชนอาจจะต่อต้านและไม่ให้ความร่วมมือกับการเคลื่อนไหวดังกล่าว

'หลังการเลือกตั้งผมจะยังยืนยันในหลักการเดิมด้วยสันติวิธี โดยจะไม่มีการเรียกร้องล้มรัฐบาล ไม่ว่าพรรคใดจะได้เป็นผู้จัดตั้ง จึงขอเรียกร้องให้ผู้ที่ไม่ยอมรับผลตัดสินใจของประชาชนให้เปลี่ยนท่าทีเสียใหม่' อดีต รักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าว

ขณะที่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ตนรู้สึกห่วงใยบ้านเมือง และยังคงมีเจตนารมณ์อยากให้บ้านเมือง เดินหน้าไปได้ โดยเฉพาะการเลือกตั้งวันที่ 23 ธ.ค.นี้ ที่มีความหวังว่าทุกฝ่ายจะยอมรับได้กับผลการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใด และหวังว่าจะไม่มีการบงการ หรือชี้นำการบริหารประเทศหลังการเลือกตั้ง

Wednesday, December 19, 2007

‘หญิงเป็ด’พาลูกฝึกยิงปืน เหตุเจอ‘ฮัลโหล’ขู่ฆ่า

‘จารุวรรณ’ผวา!หลังเจอมือมืดโทรฯข่มขู่เอาชีวิตทั้งครอบครัว เจ้าตัวรีบพาลูกชายฝึกยิงปืนเพื่อป้องกันตัวด่วน ท้า“ไม่ต้องมาขู่ มาเจอกันเลยดีกว่า”

วันนี้(19 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ตนได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่ไม่เปิดเผยชื่อ โดยขู่ว่าให้ตนและครอบครัวระวังตัวให้ดี ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้โทรศัพท์มาที่บ้านหลายครั้งโดยเชื่อว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน

โดยครั้งหนึ่งตนเป็นผู้รับโทรศัพท์เอง โดยเป็นการพูดที่พยายามข่มขู่เหมือนครั้งก่อนๆ ตนจึงพูดกลับไปว่า “ไม่ต้องมาขู่ มาเจอกันเลยดีกว่า”

อย่างไรก็ตามตนได้พาลูกชายไปรับการฝึกยิงปืนเพื่อป้องกันตัว ทั้งนี้ยอมรับว่าการข่มขู่มีผลต่อจิตใจของครอบครัวบ้าง แต่เชื่อว่าพฤติกรรมการขมขู่คุกคามครั้งนี้จะไม่กระทบต่อการทำงานของตนแน่นอน..


พีทีวี นิวส์
19 ธันวาคม 2550 เวลา 16:45 น.

พปช.เปิดเวทีภาคใต้ชนปชป.

‘ณัฐวุฒิ’ เตรียมจี้ ‘มาร์ค’ ตอบคำถาม หนีเกณฑ์ทหารผ่านเวทีปราศรัยทุ่งส่ง นครศรีธรรมราช ท้าปชป.-พปช.ใครฟังมากกว่ากัน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้สมัคร สส.ระบบสัดส่วนกลุ่ม 8 พรรคพลังประชาชนและหัวหน้าทีมปราศรัยภาคใต้ แถลงข่าวเตรียมเปิดเวทีปราศรัยในพื้นที่ภาคใต้บริเวณหน้าสถานีรถไฟทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ตั้งแต่เวลา 17.00 น. โดยจะตั้งเวทีปะทะกับเวทีของพรรคประชาธิปัตย์บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอทุ่งสง ซึ่งการปราศรัยครั้งนี้นำทีมโดย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจักรภพ เพ็ญแขและผู้สมัครในพื้นที่ ทั้งนี้ เนื้อหาการปราศรัยส่วนใหญ่จะเน้นการชี้แจงตั้งคำถามกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ในข้อเท็จจริงหลายๆเรื่อง เช่น เรื่องที่ดิน สปก.4-01,หน.พรรคปชป หนีการเกณฑ์ทหารหรือแม้กระทั่งกรณีเกี่ยวกับครอบครัว นายธวัช วิชัยดิษฐ์ อดีตเลขาฯนายชวน หลีกภัย โดยนายณัฐวุฒิ ยังกล่าวว่า จะเป็นตั้งเวทีปราศรัยแบบตรงไปตรงมากับประชาธิปัตย์ และเวทีนี้จะเปิดความจริงทุกเรื่องที่ไม่เคยเปิดบนเวทีที่ไหน ทั้งนี้นายณัฐวุฒิได้กล่าวว่า มิได้มีเจตนาพูดให้ร้ายคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแค่ต้องการจะถามความจริงจากประชาธิปัตย์ว่าเป็นอย่างไร

“อยากให้ประชาชนภาคใต้ได้รับทราบข้อมูลทั้ง 2 ด้านพร้อมๆกันและจะได้เป็นการพิสูจน์ว่าในคืนวันที่ 20 ธันวาคม ว่าเวทีของพรรคพลังประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์จะมีประชาชนให้ความสนใจรับฟังพรรคการเมืองไหนมากกว่ากัน” นายณัฐวุฒิกล่าว


พีทีวี นิวส์
19 ธันวาคม 2550 เวลา 15:45 น.

111 อดีตกก.บห.ทรท.เปิดเว็บวิจารณ์การเมือง


เวลา 11.00 น. อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน อาทิ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายบุญธรรม เวชยชัย นายปองพล อดิเรกสาร นายสุธรรม แสงประทุม นายจำลอง ครุฑขุนทด นางสาวศันสนีย์ นาคพงษ์ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช และนายอดิศร เพียงเกษ ร่วมหารือและแถลงข่าว โดย นายชิดชัย เปิดเผยว่า แกนนำ 111 คนแม้จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่ก็รู้สึกห่วงใยบ้านเมืองและอยากให้ประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไป ดังนั้น ทั้ง 111 คนจึงต้องนัดหารือเพื่อแสดงจุดยืนทางการเมือง

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางกลุ่มได้เปิดเว็บไซต์ www.secondclass111.com เพื่อให้ทั้ง 111 คนได้เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาบ้านเมืองให้กับผู้มีอำนาจ อย่างไรก็ตามในการเลือกตั้ง 23 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ ทางกลุ่มอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้ง เพราะเป็นการตัดสินของประชาชน และไม่ควรให้อำนาจใดมาชี้นำ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม


ด้านนายจาตุรนต์ กล่าวว่า ทางกลุ่ม 111 คน ขอประกาศสัญญาประชาคมโดยยืนยันว่าจะไม่เสนอประเด็นนิรโทษกรรม หรือเรียกร้องประโยชน์ใดๆ ให้ตัวเอง แม้ว่าพรรคพลังประชาชนจะเป็นรัฐบาลก็จะปล่อยให้เป็นเรื่องของรัฐสภา และยืนยันว่าหากพรรคการเมืองอื่นๆ ได้เป็นรัฐบาล พรรคพลังประชาชนจะใช้สันติวิธีไม่เคลื่อนไหวต่อต้าน อยากมากก็แค่วิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น ทั้งนี้อยากเรียกร้องให้องค์กรต่างๆ เช่น ครป. ที่ออกมาแสดงท่าทีไม่ยอมรับมติของประชาชนในการเลือกตั้งหากเลือกพลังประชาชนเป็นรัฐบาลให้มีความสำนึกและยอมรับผลการตัดสินใจของประชาชนด้วย


จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

ปัจจัย ‘ทักษิณ'


กาหลิบ

เขาไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ผมก็ไม่แน่ใจ ว่าคุณทักษิณมีอิทธิพลลึกลงไปในจิตใจของผู้คนเป็นจำนวนมากเสียแล้ว ขนาดห่างหายไปเป็นปีๆ และถูกตราหน้าสารพัดสารพัน เมื่อใดก็ตามที่คนเขาแสดงออกกันได้อย่างเสรีหรือแม้แต่กึ่งเสรี คุณทักษิณแกก็เด้งผึงกลับมาอยู่แถวหน้าในทันทีทุกครั้งไป
กรณีที่กรรมการการเลือกตั้งตัดสินใจลงโทษ ดร.ประแสง มงคลศิริ ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน ที่ จ. เพชรบูรณ์ โทษฐานที่รณรงค์หาเสียงโดยใช้ภาพลักษณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นอุปกรณ์อันสำคัญ ถือเป็นเรื่องเล็กๆที่บอกอะไรใหญ่ๆได้มาก
ไม่ใช่ประเด็นที่ว่าคุณทักษิณยังเป็นที่หวาดกลัวของฝ่ายอำนาจเดิมหรอกครับ นั่นเป็นเรื่องเก่าสุดกู่ไปแล้ว
สิ่งที่เรื่องนี้บอกกับเราน่าจะเป็นโลกทัศน์ของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับคุณทักษิณ และ "งาน" ที่ฝ่ายนี้ได้รับมอบมา นั่นคือมาตรการต่างๆเพื่อมิให้คุณทักษิณกลับสู่อำนาจทางการเมืองได้
ผมมิได้หมายถึงกรรมการการเลือกตั้งเป็นการเฉพาะ เพราะ "งาน" นี้ต้องอาศัยกำลังภายในและภายนอกมากกว่าอำนาจของ กกต. ทั้ง 5 คนหลายเท่า
ดูตรงไปที่ประเด็น โดยไม่ต้องพลิกแพลงอะไร ก็คงสรุปง่ายๆได้ว่าเขาห้ามมิให้คุณทักษิณมีกิจกรรมใดๆในทางการเมือง เพราะเป็น 1 ใน 111 คนที่ถูกตัดสิทธิ เพราะพรรคไทยรักไทยถูกยุบ
ดังนั้น การที่ใครก็ตามนำภาพลักษณ์ของคุณทักษิณมาใช้ในทางการเมืองก็คงไม่ใช่เรื่องถูกต้อง
พูดอย่างนี้ก็หมายความว่าเราตัดประเด็นเรื่องของหลักกฎหมายไปก่อน เพราะ "กฎหมาย" อะไรที่นำมาสู่การห้ามในย่อหน้าที่ว่ามานี้ ล้วนเป็นผลิตผลโดยตรงจากการฉีกรัฐธรรมนูญและรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทั้งสิ้น เถียงกันได้จนฟ้าล่มว่าของพรรค์นี้ถือเป็น "กฎหมาย" อันมีศักดิ์และสิทธิอย่างแท้จริง และควรต้องปฏิบัติตามหรือไม่
แต่เอาเถิดประเด็นของเราอยู่ที่การเลือกมองของคนบางคนว่า ต้องสกัดกั้นมิให้ภาพลักษณ์ของคุณทักษิณอยู่ในกระบวนการการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นอันขาด
แสดงให้เห็นว่าเขามองคุณทักษิณเป็นเรื่องโฆษณาล้วนๆ ถ้าหายไปจากสื่อโฆษณานานๆ คนก็จะลืมไปเอง อิทธิพลใดๆที่คุณทักษิณเคยมีก็จะลดลงไปตามส่วน
คนที่คิดว่ากลยุทธ์นี้เป็นความฉลาดแหลมคม และไปเที่ยวสอพลอผู้ใหญ่ประเภทโลกทัศน์แคบในเมืองไทย ว่าการกระทำอย่างนี้จะทำลายฐานอำนาจของทักษิณอย่างได้ผลนั้น ความจริงแล้วเป็นคนที่หลงโลกอย่างน่าสงสาร
เขาไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ผมก็ไม่แน่ใจ ว่าคุณทักษิณมีอิทธิพลลึกลงไปในจิตใจของผู้คนเป็นจำนวนมากเสียแล้ว ขนาดห่างหายไปเป็นปีๆ และถูกตราหน้าสารพัดสารพัน เมื่อใดก็ตามที่คนเขาแสดงออกกันได้อย่างเสรีหรือแม้แต่กึ่งเสรี คุณทักษิณแกก็เด้งผึงกลับมาอยู่แถวหน้าในทันทีทุกครั้งไป
อย่างนี้คงไม่ใช่ชิ้นงานโฆษณาที่พ้นระยะ "ไพรม์ไทม์" เมื่อไหร่เป็นถูกลืมเมื่อนั้น
ความลึกซึ้งอย่างนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับของคนที่หลงคิดว่าตนเองอยู่ในความนิยมอันล้นเหลือชนิดที่ไม่มีวันเกิดอนิจจังขึ้นได้ ลูกน้องตลอดจนเหล่า "สาวก" ก็ไม่อาจทำใจยอมรับได้เช่นกัน
ในที่สุดก็เลยมาเล่นเกมอันตื้นเขินด้วยการสั่งให้ "ปลดป้ายโฆษณา" ลงทั่วเมือง หลังจากที่คนทั้งหลายเขา "ซื้อ" เอาไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว
การลงโทษคุณประแสงก็ดี หรือการปลดป้ายด้วยวิธีการอื่นใดก็ดี จึงเป็นการเร่งเร้าให้เกิดความผูกพันกันมากยิ่งขึ้นในหมู่คนที่นิยมชมชอบคุณทักษิณ ไม่ใช่ลดลง
แถมในขณะนี้ยังอุตส่าห์แยกย้ายกันใช้กลยุทธ์อย่างนี้ในอีกหลายต่อหลายที่ จึงเชื่อว่าจะช่วยให้ความผูกพันนั้นแนบแน่นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และกว้างขวาง
มองพฤติกรรมของฝ่ายตรงข้ามกับประชาธิปไตยในขณะนี้แล้ว ผมนึกถึงวลีฝรั่งที่ว่า living in denial ขึ้นมาติดหมัด
วลีนี้อธิบายถึงคนที่ชอบหลอกตัวเอง และเชื่อมั่นชนิดหัวปักหัวปำว่าตัวเองเท่านั้นที่ถูกต้อง
ประวัติศาสตร์บอกเราว่าคนอย่างนี้จะหลอกตัวเองไปเรื่อยๆจนถึงวันสุดท้าย คือวันที่ภาพมายาที่ตัวเองสร้างขึ้นล่มสลายลงต่อหน้าต่อตา
ครับ เรื่องของกรรมแท้ๆทีเดียว.--จบ-



////////////////////////



คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

‘จอน’ท้าสนช.ดีเบตกม.

ม๊อบขับสนช.”ออกแผ่นพับแจงเหตุบุกสภา ‘จอน’ ท้า ‘มีชัย’ ดีเบตกม. แฉ นั่งที่ปรึกษาซีพี เร่งออกกฎหมายเอื้อ เตรียมต้านพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ คาดเข้าสนช.พรุ่งนี้ ขณะที่ ตำรวจ ตรึงกำลังกว่า 750 นาย หวั่นเกิดเหตุรุนแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา ฝ่ายผู้ชุมนุมที่ต้องการให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ยุติการพิจารณากฎหมายของรัฐบาลทุกฉบับ ประกอบด้วย คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) สภาเครือข่ายองค์กรประชาชนแห่งประเทศไทย(สค.ปท.) เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายองค์กรวิชาชีพครู และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) ได้ทำแผ่นพับชี้แจงเหตุผลในการชุมนุมโดยใช้หัวข้อของแผ่นพับว่า “ทำไม ต้องปฏิบัติการปิดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชน”

แผ่นพับระบุว่า การชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมาและการเข้ายึดพื้นที่ในห้องประชุมรัฐสภานำโดยกลุ่มดังกล่าวได้กลายเป็นการปฏิบัติการที่ท้าทายและถูกตั้งคำถามชวนให้เข้าใจได้ว่ามีเบื้องหลังอะไรที่ทำให้ต้องกระทำการที่เสี่ยงต่อการต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมายถึงขั้นต้องติดคุกติดตะราง
ความจริงที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าภายหลังการยึดอำนาจของคณะทหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ได้ทำให้ระบอบประชาธิปไตยถดถอย สิทธิเสรีภาพของประชาชนชะงักงันและสร้างความร้าวฉานในหมู่ประชาชนไทยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และยิ่งตอกย้ำให้เป็นเห็นชัดแจ้งมากขึ้นกับทำหน้าที่การออกกฎหมายของสนช.

แม้สนช.จะกล่าวอ้างว่าได้ทำหน้าที่ออกกฎหมายเสมือนสนช.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่เป็นการคาดหมายล่วงหน้าว่าการออกกฎหมายจะเอื้อประโยชน์สำหรับการถือครองอำนาจและการใช้อำนาจของข้าราชการเป็นหลัก เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ประกอบด้วย ข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการอัยการ ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการบำนาญ ผู้บริหารและพนักงานรัฐวิสาหกิจ

ในที่สุดสนช.แต่งตั้งได้พิสูจน์ความจริงข้อนี้ให้เห็นด้วยการพยายามผลักดันกฎหมายที่เป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพของการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างกว้างขวางที่ไม่อาจนำเอามาต่อรองแลกเปลี่ยนกับการออกกฎหมายที่ดีไม่ถึงสิบฉบับดังที่สมาชิกสนช.บางคนพยายามสร้างความเข้าใจผิดๆ ให้กับสังคมและซ้ำร้ายกว่านั้นประธานสนช.กลับบอกว่าหากกฎหมายออกมาไม่ดีก็ไปเสนอให้สนช.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแก้ไขเสีย ทั้งๆที่เป็นที่ทราบกันดีว่าการแก้ไขกฎหมายทำให้สำเร็จได้ค่อนข้างยาก และไม่บังควรผลักภาระความรับผิดชอบให้ประชาชนหรือสนช.ชุดหน้า ถือเป็นการขาดความรับผิดชอบต่อประชาชนเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นเนื้อแท้ที่เป็นเส้นแบ่งที่แตกต่างกันระหว่างสนช.ที่มาจากประชาชน และสนช.ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะทหารที่ยึดอำนาจการปกครอง

กฎหมายที่กลายเป็นเหตุผลของการปฏิบัติการให้หยุดการออกกฎหมาย เพื่อหยุดยั้งการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่สนช.ต้องการเร่งรัดที่จะออกให้ได้ ทั้งที่เหลือเวลาที่จะเลือกตั้งอยู่เพียง 4 วัน และประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าเพื่อแสดงเจตจำนงเลือกตัวแทนเพื่อให้ทำหน้าที่ในการออกกฎหมายแทนประชาชนตั้งแต่วันที่ 15-16 ธ.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้นหากพิจารณาโดยมโนธรรมสำนึกที่มนุษย์ผู้เจริญทั้งหลายพึงยึดถือปฏิบัติ จึงไม่เห็นเหตุผลความชอบธรรมใดๆที่สนช.ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะทหารยึดอำนาจการกระทำการฝ่าฝืนเจตจำนงของประชาชนอีกต่อไป
สำหรับกฎหมายสำคัญที่จะสร้างปัญหาให้กับสิทธิเสรีภาพของประชาชนและระบอบประชาธิปไตยโดยรวมคือ 1.ร่างกฎหมายความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 2.ร่างกฎหมายทรัพยากรน้ำ 3.ร่างกฎหมายการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ 4.ร่างกฎหมายว่าด้วยเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ 5 - 7 ร่างกฎหมายมหาวิทยาลัยนอกระบบ 3 ฉบับ และ 8.ร่างกฎหมายสภาการเกษตรแห่งชาติ

ขณะที่บรรยากาศด้านหน้าอาคารรัฐสภามีผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 300 คน ต่างช่วยกันตะโกนว่า “สนช.ออกมา” เพื่อให้ออกมาพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมตามที่ได้เคยสัญญาไว้ โดยมีแกนนำผลัดกันขึ้นพูดบนเวทีผ่านเครื่องขยายเสียงทำลายโสตประสาทอยู่ตลอดเวลา พร้อมกันนี้ยังได้สั่งให้ผู้ชุมนุมกระจายกำลังกันนั่งขวางประตูเข้า-ออก ของรัฐสภา และในส่วนของการรักษาความปลอดภัยได้มีการตรึงกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 5 กองร้อย ทั้งจากสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ 191 ตำรวจนครบาล กองร้อยควบคุมฝูงชน และหน่วยปราบจลาจล ทั้งที่อยู่ภายในและภายออกอาคารรัฐสภารวมแล้วกว่า 750 นาย ทั้งนี้ ประตูทางเข้ารัฐสภาฝั่งตรงข้ามกับสวนสัตว์ดุสิต(เขาดิน) เจ้าหน้าที่ได้นำคานเหล็กมาติดตั้งขวางประตูไว้อย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันหากมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น

แกนนำในการชุมนุม ได้กล่าวท้าทายให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสนช. ให้ออกมาดีเบตข้อกฎหมายกับตน และตนไม่กลัวการดีเบตกับนายมีชัยเพราะอ่านกฎหมายฉบับเดียวกัน และยังระบุด้วยว่านายมีชัยเป็นที่ปรึกษาบริษัทเกษตรขนาดใหญ่ที่ไทยคือ “ซีพี” จึงต้องเร่งออกกฎหมายสภาการเกษตรแห่งชาติเพื่อเอื้อประโยชน์กับซีพี

จากนั้นนายจอน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการมาชุมนุมในครั้งนี้ว่า พวกเราต้องการแสดงจุดยืนว่ากฎหมายสำคัญๆที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภา เช่น ร่างพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยนอกระบบทั้ง 3 ฉบับนั้น ควรให้สภาที่เป็นตัวแทนของประชาชนเป็นผู้พิจารณา และประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างรอบคอบ การที่สนช.พิจารณากฎหมายอย่างเร่งรีบแบบนี้ ในขณะที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งไม่เคยมีประเทศไหนในโลกทำกัน อย่างไรก็ตาม พวกเรายังคงเดินหน้าคัดค้านต่อไปเรื่อยๆ และเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจ เพื่อเป็นการแสดงออกตามสิทธิของระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เท่าที่กำลังจะมี

นอกจากนี้ นายจอนยังได้กล่าวถึงพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ที่คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสนช.ในวันพรุ่งนี้ ว่า พวกเราคัดค้านพ.ร.บ.ฉบับนี้เพราะว่ามันอันตราย และมีหลายฝ่ายออกมาคัดค้านแต่สภานิติบัญญัติฯก็ไม่ได้สนใจ ทั้งที่ไม่ได้เป็นสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่เป็นสภาที่มาจากการรัฐประหาร ทั้งนี้ พวกเราจะคัดค้านให้ถึงที่สุด แม้จะมีการแก้ไขบางมาตราให้ดีขึ้น แต่โดยรวมแล้วก็ยังมีปัญหาอยู่มาก ทั้งนี้ เรายังได้ตั้งข้อสงสัยว่ามีความจำเป็นอะไรที่จะต้องออกพ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะมีกฎหมายหลายฉบับรองรับอยู่แล้ว และประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสถานการณ์การก่อการร้าย หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้น พ.ร.บ.ดังกล่าวจึงไม่สมควรออกมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมของสนช.ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้แสดงปฏิกิริยาสะทกสะท้านใดๆ ต่อเสียงเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม ต่อมาในเวลา 11.30 น. แกนนำบนเวทีพยายามปลุกระดมให้แนวร่วมต่างๆ ออกมาทำกิจกรรม “ล้อมสภา เพื่อประชาธิปไตย” โดยเริ่มเคลื่อนไหวในรูปแบบโซ่มนุษย์ ด้วยการคล้องแขนต่อกันเหมือนห่วงโซ่ และเริ่มขยายขบวนออกไปจนปิดเส้นทางการจราจรบริเวณถ.อู่ทองใน หน้ารัฐสภา แต่หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้เคลียร์เส้นทางเพื่อเปิดผิวการจราจร อุณหภูมิที่ร้อนระอุในช่วงเที่ยงวันทำให้กลุ่มผู้ชุมที่กรำศึกมาตั้งแต่เช้า ต่างเริ่มอ่อนล้า แกนนำบนเวทีดูท่าแล้วคงไม่ไหวจึงประกาศให้พี่น้องทั้งหลายได้พักรบ กินข้าว ดื่มน้ำดับกระหายกันก่อน.



พีทีวี นิวส์
19 ธันวาคม 2550 เวลา 15:15 น.

กกต.ยันเลือกตั้งล่วงหน้าถูกต้องตามกม.รธน.

กกต. เตือนอย่าสร้างความวุ่นวายล้มการเลือกตั้ง ยืนยัน 15-16 ธันวาคม ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ล่วงหน้าได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้งและ นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ร่วมกันแถลงข่าว ถึงกรณี นายสราวุท ทองเพ็ญ ผู้สมัครส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 3 พรรคความหวังใหม่ พร้อมด้วย นายสุรสีห์ ผาธรรม ผู้สมัครส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 4 พรรคความหวังใหม่ และนายถนอมศักดิ์ นวลเศรษฐ ผู้สมัครส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 6 พรรคประชาราช ร่วมกันยื่นฟ้อง กกต.ต่อศาลปกครองสูงสุด โดยกล่าวหาว่า กกต.กระทำผิดและละเลยต่อการปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เนื่องจากปล่อยให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าอย่างเสรี ขัดต่อพระราชกฤษฏีกาเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 23 ธันวาคม เพียงวันเดียว ทำให้มีการทุจริตการเลือกตั้ง ด้วยการขนคนลงคะแนนอย่างมากมาย จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ กกต.ยุติกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด และประกาศให้การเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม เป็นโมฆะ โดยให้กกต.จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ให้ถูกต้อง โดยยืนยันว่า การเลือกตั้งล่วงหน้าที่จัดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ 15-16 ธันวาคม ถูกต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 95 ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พร้อมระบุว่าหากศาลรับคำร้องกรณีดังกล่าวก็จะไปชี้แจงต่อศาล

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่ กกต.กลางจ.ราชบุรี จัดแสดงดนตรีพร้อมแดนเซอร์เต้นโชว์ลีลายั่วยวน เพื่อสร้างความสนใจ หวังดึงคนมานั่งฟัง สลับกับการขึ้นโชว์วิสัยทัศน์ของผู้สมัคร ส.ส. ว่า สามารถจัดงานรื่นเริง เพื่อเรียกความสนใจจากประชาชนได้ แต่จะมีความเหมาะสมหรือไม่ ต้องพิจารณาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นายประพันธ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมพูดผ่าน Website Hi Thaksin ในวันที่ 21 ธันวาคม ซึ่งตรงกับวันปราศรัยใหญ่ของพรรคพลังประชาชนที่ท้องสนามหลวงว่า ต้องรอให้มีการพูดก่อน ซึ่งทางกกต.จะทำการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน แต่ขณะนี้ยังไม่มีการกระทำเกิดขึ้นจึงบอกไม่ได้ว่าผิดหรือไม่

ทั้งนี้ทางกกต.ยืนยันว่า ไม่เลื่อนการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมนี้แน่นอน ขอให้คนที่พยายามล้มการเลือกตั้งอย่าออกมาสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น.


พีทีวี นิวส์
19 ธันวาคม 2550 เวลา 14:22 น.