WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 20, 2007

ที่พึ่งสุดท้าย

ดังพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า “บ้านเมืองจะต้องมีความยุติธรรม หมายความว่า คนจะปฏิบัติตัวตามใจชอบไม่ได้ ต้องทำตามกฎเกณฑ์ จะว่าของกฎหมายก็ได้ หรือต้องเป็นตามความดี กฎเกณฑ์ของความดีแล้ว ความดีนั้นก็คือ ทำอะไรที่ตรงไปตรงมา ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน ต่อประชาชน โดยเฉพาะทุกคนที่มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตต้องมีกฎเกณฑ์ ต้องมีขื่อมีแป ถ้าไม่มีขื่อมีแปแล้ว ประเทศชาติก็ล่มจม อันนี้สำคัญที่ต้องมี ผู้พิพากษาที่มีความเข้มแข็ง ความเข้มแข็งของผู้พิพากษาไม่ใช่ง่าย เพราะว่า มีคนที่ไม่ค่อยดี ก็หมายความว่า ไม่ค่อยสุจริต ก็หาทางที่จะหลบเลี่ยงกฎหมาย หลบเลี่ยงกฎเกณฑ์ หลบเลี่ยงความดี เพื่อความดีของตัว”

ทรงชี้แนะทางสว่างให้กับคนไทยในยามนี้

ผมว่าเวลานี้ คนไทยกำลังโหยหาความเป็นธรรม และตั้งความหวังที่เป็นที่พึ่งสุดท้าย ที่จะช่วยปกป้องคุ้มครองประชาชน ที่จะทำให้ประเทศชาติร่มเย็นเป็นสุข อยู่กันด้วยความสมานฉันท์

นั่นคือกระบวนการยุติธรรม

ศาลทุกศาล ตุลาการ ผู้พิพากษา อัยการ และ บุคลากรที่อยู่ในระบบยุติธรรมทุกคนมีคุณค่า มีความหมายต่อสังคมไทยและประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง

เพราะมีแต่บุคคลเหล่านี้เท่านั้น ที่จะ ดึงรอยแตกแยก ความเห็นที่ไม่ลงรอย ความคิดที่ขัดแย้งให้กลับมาสู่บรรทัดฐานเดียวกัน

ต้องยอมรับว่า วิกฤติประเทศที่ผ่านมา ถลำลึกอย่างยิ่ง ลำพังสถาบันต่อสถาบัน หรือภายในสถาบันด้วยกันเอง ระหว่างสังคมเดียวกันเอง ระหว่างกติกาและกฎเกณฑ์เดียวกัน

ถูกมองว่าไม่มีมาตรฐาน

และวิธีที่จะผ่าทางตันก็มีอยู่วิธีเดียวก็คือ การทำหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ดังพระราชดำรัส แล้วผมเชื่อว่า ประเทศจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ความเชื่อมั่นในสังคมจะกลับคืนมา เพราะ ทุกคนมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมที่จะตัดสินด้วยความเที่ยงธรรมนั่นเอง และกระบวนการยุติธรรมที่บริสุทธิ์นี่แหละ จะเป็นเครื่องมือวัดความดี ความชอบธรรมและจริยธรรม ที่จับต้องได้

โดยปกติกระบวนการยุติธรรมนั่น มีอำนาจอยู่ในตัวเอง ไม่ใช่ อำนาจที่เกิดจากตัวบทกฎหมาย แต่เป็นอำนาจที่เรียกว่า บารมี เป็นอำนาจที่ได้มาจากการยกย่องและศรัทธา

เป็นอำนาจที่จะเหนี่ยวรั้งสังคมให้อยู่ในกรอบกติกา และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ถ้าบ้านเมืองใดไร้กระบวนการยุติธรรมให้ยึด หรือกระบวนการยุติธรรมอ่อนแอ ไร้ขื่อแป ประเทศนั้นก็จะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง

ตัดสินกันด้วยกำลังตามอำเภอใจ

บรรทัดนี้ผมก็ได้แต่ตั้งความหวังไว้ที่สถาบันตุลาการตั้งความหวัง ไว้ที่กระบวนการยุติธรรมของประเทศ ที่จะตั้งมั่นในการกู้วิกฤติประเทศในครั้งนี้ ให้สมกับเป็นข้าราชบริพาร ที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน.

“หมัดเหล็ก”

จาก คอลัมน์คาบลูกคาบดอก

อยู่ที่คนฟันธงเอาใคร


การเลือกตั้งกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ยังมีทางตรงให้เร่งสปีดกันอีกเฮือกใหญ่ๆ แต่ดูเหมือนเหล่าประดาเซียนจะปิดกล่องลงคะแนน

อ่านหมากข้ามช็อต

วิ่งจับขั้วจัดรัฐบาลล่วงหน้าแล้ว

กับคิว “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคพลังประชาชน แสดงความมั่นอกมั่นใจในฐานะว่าที่พรรคอันดับหนึ่ง รีบส่งสัญญาณต่อสาย “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย

จีบพรรคร่วมรัฐบาลทางหน้าหนังสือพิมพ์

และก็เป็น “เสธ.หนั่น” ที่รับมุก ยอมรับเบื้องหลัง “สารวัตรเหลิม” โทร.ชวนให้เข้าร่วมรัฐบาล และที่ผ่านมาก็โทรศัพท์หากันตลอดเวลา

เอาเป็นว่า คู่นี้ตั้งวงจิบไวน์ถี่ยิบด้วยซ้ำ

“เฉลิม-เสธ.หนั่น” แนบแน่นเป็นการส่วนตัว อย่างน้อยก็มีน้ำหนักให้คาดการณ์ได้ว่า เป็นอีกหนึ่งช่องสัญญาณที่พรรคพลังประชาชนจะต่อสายกับพรรคชาติไทย

ถ้าแพ็กกันได้ “เฉลิม-เสธ.หนั่น” ก็จะเป็นศูนย์กลางการต่อรอง

แต่ที่ยังสงสัย อำนาจตัดสินใจจริงๆอยู่กับใคร

เพราะไม่ทันไร “ป๋าหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ก็รีบออกมาประกาศตัดบทแล้วว่า เรื่องการเจรจาหากจะมีจริง

จะเป็นคนดำเนินการเอง

และเหนือไปกว่านั้น เท่าที่เห็นสายตรงนายใหญ่ตัวจริงเสียงจริงอย่าง “ยุทธ ตู้เย็น” นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กับ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค ก็ยังไม่ขยับ

ที่สำคัญหากย้อนกลับไปจับสัญญาณจากประโยคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งข้ามฟ้ามาจากฮ่องกง

ยืนยันจากปากชัดถ้อยชัดคำ

“คุณบรรหารไม่เคยคุยกับผมเลย เพราะท่านทำหน้าที่โฆษก คมช.อยู่ตั้งนาน ไม่จริงเลยที่บอกว่า ผมไฟเขียวให้ท่านเป็นนายกฯ ไม่เคยคุยกันเลยตั้งแต่ออกจากประเทศไทย”

พูดถึงขั้น จำหน้าไม่ได้ด้วยซ้ำ

และหลังจากนั้นก็เป็นคิวของนายบรรหารที่ฉุนกึก ออกมาเล่นบทตัดสัมพันธ์ คว่ำชามหูฉลาม ประกาศเลิกคบคนหน้าเหลี่ยม

“ทักษิณ-บรรหาร” จบข่าวไปแล้ว

นาทีนี้สถานะของพรรคชาติไทยในสายตาของ “ทักษิณ” น่าจะถูกกันออกไปอยู่ขั้วตรงข้าม กลืนเป็นเนื้อเดียวกับฝ่ายประชาธิปัตย์ อดีตพันธมิตรฝ่ายค้านที่รวมหัวกันโค่นอำนาจเก่ามาด้วยกัน

โดยภาพการต่อสู้ “พลังประชาชน” บี้กับ “ประชาธิปัตย์” ผนึก “ชาติไทย”

“ทักษิณ” คงไว้ใจ “พี่บรรหาร” ยาก

เพราะยังมีทางเลือกอื่น

แว่วๆว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีทีมงานใกล้ชิดนายใหญ่กับนายหญิงส่งซิกถึงอดีตลูกทีมไทยรักไทย ทั้งกลุ่มของนายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ และทีมของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

จีบกันเงียบๆ

เลียบๆเคียงๆดึงเสียง ส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดินและ ส.ส.ในกลุ่มมัชฌิมาของนายสมศักดิ์ เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน

เพราะโดยเงื่อนไขในอดีต รัฐบาลพรรคเดียวเบ็ดเสร็จเกิน ไปไม่รอด จำเป็นต้องจัดรัฐบาลผสมอย่างน้อย 3 พรรค

เพื่อให้เกิดภาพการคานอำนาจ

และเมื่อเทียบกับ “บรรหาร” ลูกน้องเก่าอย่าง “พินิจ-ปรีชา-สมศักดิ์” คุยกันง่ายกว่า

ประกอบกับพรรคเพื่อแผ่นดินดันมีแรงฮึดช่วงโค้งสุดท้าย มีสิทธิแย่งเจาะฐานใหญ่อีสาน เบียดตัวเลขกับพรรคพลังประชาชน

หากจับขั้วจัดรัฐบาลกันได้ ก็ลงล็อก

เรือล่มในหนอง ตัวเลขที่นั่ง ส.ส.อีสานไม่หายไปไหน.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน


'จารุวรรณ'แขวะ 'เก้าอี้ทักษิณ' ไม่มีใครเอา - แฉถูกขู่ทำร้ายครอบครัว ต้องพาลูกซ้อมยิงปืน!


คุณหญิงจารุวรรณแซว'เก้าอี้ทักษิณ'ไม่มีคนประมูล ลั่นให้ดูชะตากรรมเจ้าของ หลังสตง.เตรียมขายทอด ตลาดทรัพย์สินพรรค'ไทยรักไทย'เกือบ800รายการ คาดได้แค่4ล้าน ขณะติดหนี้อยู่11ล้าน

คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเแถลงข่าวถึงการจัดการประมูลขายทอด ตลาดทรัพย์สินของพรรคไทยรักไทย ว่า สตง.จะจัดให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินของพรรคไทยรักไทย จำนวนกว่า 790 รายการ ในวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้ ที่อาคารสำนักงาน สตง. หลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบ พรรคไทยรักไทย

อย่างไรก็ตาม ทางบัญชีพบว่าพรรคไทยรักไทย มีหนี้สิน มากกว่าเงินที่จะได้รับจากการขายทรัพย์สินซึ่งหาก สตง.จะหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการชำระบัญชีทั้งหมดก่อน สำหรับราคาทรัพย์สินตามหลักวิชาชีพทางบัญชี ปรากฏว่ามีทรัพย์สินหลายรายการ ที่มีมูลค่า สุทธิ ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2550 จำนวน 1 บาท

เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ได้มาก่อนวันที่ 30 เมษายน 2545 เมื่อนำมาบันทึกบัญชีจะต้องมีการหักค่า เสื่อม ราคาทุกปี เมื่อครบ 5 ปี มูลค่าสุทธิของทรัพย์สินตามบัญชีจึงคงเหลือจำนวน 1 บาท แต่ในทางความเป็นจริงทรัพย์สิน ดังกล่าวมีมูลค่ามากกว่านั้น ดังนั้น ก่อนดำเนินการขายทอดตลาด จึงต้องมีการประเมินราคาทรัพย์สินให้เป็นไปตาม ราคาในท้องตลาด

คุณหญิงจารุวรรณ กล่าวว่า ทั้งนี้ จากการที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้ส่งบัญชีและงบดุลรวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงบการเงินพรรคไทยรักไทยต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2550 และกกต.ได้ส่งงบการเงินดังกล่าวมาให้ สตง.ตรวจสอบ พบว่า ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2550 พรรคไทยรักไทย มีเงินสด และเงินฝากธนาคาร รวมเป็นเงิน 1,147,358.69 บาท มีลูกหนี้ 590,312.01 บาท และมีเจ้าหนี้ รวม 11,285,284.76 บาท

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเจ้าหนี้บางรายพบว่า เป็นเงินค่าชดเชยการเลิกจ้างพนักงานจำนวน 57 คน เป็นเงิน 4,750,268 บาท ซึ่งหนี้ส่วนนี้เป็นหนี้ในส่วนที่ สตง.เห็นด้วย ที่จะต้องมีการชำระให้กับพนักงาน เพราะเป็นค่าเลิกจ้าง การทำงาน แต่ในส่วนของหนี้ที่มีการระบุว่าเป็นค่ากิจกรรมพิเศษ มีมูลหนี้สูงกว่า 4,965,988.40 บาท มีบริษัท เอสซีแมทซ์บอกซ์ จำกัด ต่อมาภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทแมทซ์บอกซ์ เป็นเจ้าหนี้ ซึ่งสตง.มีข้อสังเกตว่า เหตุใดการจัดงานลักษณะดังกล่าว จึงมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก มีความจำเป็นอย่างใดหรือไม่

รายงานข่าวจาก สตง.แจ้งว่า สำหรับทรัพย์สินจำนวน 790 รายการ ที่จะถูกนำมาเปิดประมูลขาย ให้กับประชาชน จะมีราคารวมกว่า 4 ล้านเศษ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือและของใช้ในสำนักงาน อาทิ เก้าอี้ โต๊ะ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ กล้องวีดีโอ โซฟาหนัง พัดลมตั้งโต๊ะ ซึ่งทรัพย์สินส่วนใหญ่อยู่ในสภาพดี ของบางชิ้นยังถูกเก็บไว้ในกล่อง ไม่เคยผ่านการใช้งาน ซึ่งถูกตั้งราคาประมูลเริ่มต้นไว้ที่ หลัก 50 -1,000 บาท เท่านั้น จะมีก็เพียงรถบรรทุกที่พรรคไทยรักไทย ดัดแปลงให้สามารถใช้ปราศรัยหาเสียงได้ จำนวน 2 คัน เท่านั้น ที่ถูกตั้งราคาไว้สูงถึง 450,000 บาท ซึ่งขณะนี้จดไว้ที่อู่แถวพุทธมณฑล

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภายหลังการประมูลครั้งนี้ สตง.ไม่ว่า สตง.จะได้รับเงินคืนกับมาเป็นจำนวนเท่าไร แต่ในส่วนการชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้นั้น อาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องเลื่อนออกไปในช่วงกลางปีนี้ เนื่องจากล่าสุด สตง. ได้รับหนังสือจากศาลแพ่ง ในทำหน้าที่เป็นผู้แก้ต่างให้กับพรรคไทยรักไทย ที่ขณะนี้ไม่มีตัวตนอยู่แล้ว ในคดีที่พรรคไทยรักไทย ยื่นเรื่องฟ้องหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ซึ่งเรื่องนี้ สตง.จะประสานไปยังอัยการสูงสุด ให้เข้าไปดูแลเรื่องคดีความส่วนนี้ให้ การคำนัดหมายของศาลในเดือนกันยายน 2551 นี้ ซึ่งหากทางหนังสือพิมพ์ผู้จัดการแพ้คดี ทางสตง. ก็คงจะนำเงินที่พรรคไทยรักไทย ได้รับในการชนะคดีทางแพ่ง มารวบกับเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สิน เพื่อนำไปชำระให้แก่เจ้าหน้าที่ต่อไป

ข่าวแจ้งว่า ในระหว่างการแถลงข่าว สื่อมวลชนได้ซักถามคุณหญิงจารุวรรณ ว่า ในรายการสินค้าที่นำมา ประมูลขาย มีโต๊ะและเก้าอี้ ทำงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยด้วยหรือไม่ คุณหญิงได้หันไปสอบถามเจ้าหน้าที่ว่ามีหรือไม่ เจ้าหน้าก็ยืนยันว่าน่าจะมีอยู่ แต่ไม่ทราบว่าเป็นตัวไหน คุณหญิงได้หันมาบอกกับสื่อมวลชนแบบทีเล่นทีจริง ว่า 'ใครจะไปประมูลเก้าอี้แบบนี้ เห็นไหม ตอนนี้เจ้าของเป็นอย่างไร ใครจะไปเอา'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าว คุณหญิงจารุวรรณ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ในช่วงใกล้เลือกตั้ง มักจะมีโทรศัพท์ลึกลับโทรเข้าไปที่บ้าน และพูดจาข่มขู่ตนและบุคคลในครอบครัวให้ระวังตัว โดยใช้ถ้อยคำที่หยาบคาย ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ตนได้รับโทรศัพท์ด้วยตนเอง และก็ถูกขู่ว่า 'ระวังตัวให้ดี มึงและครอบครัว' ซึ่งตนก็ได้ตอบไปว่า ไม่ต้องมาขู่กัน ให้มาที่ สตง.ได้เลย อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า เรื่องดังกล่าวมีผลกระทบต่อจิตใจ ในช่วงระยะหลังนี้ ตนและบุตรชายจึงได้ไปฝึกซ้อมยิงปืน เพื่อป้องกันตัวเอง

'เติ้ง' เชื่อไม่ 'หมัก' ก็ 'มาร์ค' ได้นั่งนายกฯ


นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งในรายการ 'จมูกมด'ทางสถานีโทรทัศน์ ์ช่อง 7 ถึงสถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้งวันที่ 23 ธ.ค.ว่า คงต้องขึ้นอยู่กับคะแนนของแต่ละพรรค ถ้าพรรค พลังประชาชนได้เกิน200เสียงก็จะจัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าไม่ถึง 200 เสียงก็ต้องดูว่าเขาจะทาบทาม ใคร ดังนั้นขึ้นอยู่กับว่าใครจะได้ 200 เสียงขึ้นหรือ 200เสียงลง

เมื่อถามว่ามีการพูดคุยกันเป็นการภายในว่าจะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองใดหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า คงไม่มีการคุยถึงขนาดนั้น แต่เรื่องการเมือง ต้องมีอุดมการณ์ที่แน่นอน เมื่อถามว่า อุดมการณ์ต้องมีเงื่อนไข อะไรบ้าง นายบรรหาร กล่าวว่า ตอนนี้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายไม่อยากฟันธงว่าคืออะไรเพราะไม่อยากก้าวล่วง ไปถึง บางบุคคล กระแสพระราชดำรัสที่ว่า บ้านเมืองในขณะนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจถือว่าเป็นที่สุด เพราะฉะนั้น พสกนิกรจะทำอย่างไรที่จะรับสนองฯ ถ้าสามัคคีกันได้ก็ไม่มีปัญหา แต่จะยอมกันได้แค่ไหน ยังไม่สามารถตอบได้

หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นอยู่กับว่า พรรคไหนจัดตั้งรัฐบาล ได้อีกพรรค ที่เป็นฝ่ายค้านก็ต้องช่วยสมานฉันท์ประคองให้รัฐบาลไปรอด 1-2 ปีแล้วมาแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่ามีบางพรรค ไม่พร้อมเป็นฝ่ายค้านและต้องชนะอย่างเดียวใช่หรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า ก็เป็นเช่นนั้นแต่ขอกล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งตนกับท่านชอบกันมากแต่ความชอบเป็นเรื่องส่วนบุคคล ส่วนบ้านเมืองและการเมือง ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ตนเองคิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะกลับเข้ามาได้หลังการเลือกตั้งเพื่อต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ถ้าพรรคพลังประชาชนเป็นฝ่ายรัฐบาลก็ไม่มีปัญหา แต่ต้องไม่ก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม แต่ถ้าเป็นฝ่ายค้านอาจใช้เวลา 2-3 ปีเพื่อคอยช่วยพ.ต.ท.ทักษิณทางอ้อม อย่างไรก็ตามตนคิดว่าในอนาคตพ.ต.ท. ทักษิณจะกลับมาเล่นการเมืองอีกแน่นอน ที่บอกว่าจะเลิกเล่นการเมืองนั้นตนไม่เชื่อจริงๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกอย่างไรที่พรรคพลังประชาชนประกาศว่าจะนิรโทษกรรมกรรมการบริหารพรรคไทย 111 คน นายบรรหาร กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วง เพราะหัวหน้าพรรคพลังประชาชนเป็นคนโผงผาง ดังนั้นถ้าจะทำอะไรต้องใช้ความรอบคอบ และดูบ้านเมืองเป็นหลักด้วยไม่ใช่ดูเฉพาะตัวบุคคลเพราะบางคนบอกว่าเทิดทูนสถาบันชาติ พระมหากษัตริย์ ซึ่งพูดแล้วก็ต้องทำให้ได้ ไม่ใช่พูดแต่ปาก

เมื่อถามว่าดังนั้นนายสมัครจึงได้ชักชวนให้นายบรรหาร ร่วมจัดตั้งรัฐบาล นายบรรหาร กล่าวว่า ตนยังตอบไม่ได้ เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่ระบุว่าถ้าไม่ใช่นายอภิสิทธิ์ ก็เป็นนายสมัคร ที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี นายบรรหาร กล่าวว่า คงหนีไม่พ้น2 คนนี้เพราะถ้าใครได้เสียงข้างมากแล้ว จัดตั้งรัฐบาลได้ก็มี2คนนี้เท่านั้น เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยสมัยม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เป็นนายกรัฐมนตรี 18 เสียง นายบรรหาร กล่าวว่า 'มันต้องเจอลูกฟลุคนะ ผมตอบได้แค่นี้ไปคิดเอาเองก็แล้วกัน มันอาจจะมีลูกฟลุคก็ได้' เมื่อถามว่า ลูกฟลุคคงไม่หล่นไปไหนนอกจากหล่นที่นายบรรหาร นายบรรหาร หัวเราะและกล่าวว่า คงไม่หรอก

เมื่อถามว่าการที่ระบุว่าเคยเป็นนายกฯมาแล้วไม่สามารถเป็นรองนายกฯได้ หากเลิกเล่นการเมืองจะไปทำอะไร นายบรรหาร กล่าวว่า ผู้ว่ากทม.เป็นตำแหน่งที่ท้าทาย หากไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็จะไปสมัครผู้ว่ากทม.เพราะต้องการ พัฒนากทม.ทุกด้านทั้งจราจร โครงสร้างพื้นฐาน ชุมชนแออัด และพัฒนาเมืองบริวารของกทม.โดยรอบปริมณฑล เช่น สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม ปทุมธานี เพื่อให้ไปมาหาสู่กันได้สะดวก

นายบรรหาร กล่าวว่า ก่อนวันเลือกตั้งช่วงนี้ตนใช้วิธีโทรศัพท์ถึงตัวบุคคลโดยตรง เพื่อสอบถามผู้สมัคร ของพรรคแต่ละพื้นที่ และให้กำลังใจ โดยจะโทร.หาคนที่คิดว่าจะได้ เพราะถ้าใครไม่ได้ โทรเท่าไหร่ก็ไม่ได้ นอกจากนี้ในคืนมาหอนก็ต้องระมัดระวัง เพราะเลือกตั้งคราวก่อนพรรคชาติไทยโดน 3 วันสุดท้าย และคืนสุดท้ายจนร่วงไปหมด ตอนนี้อำนาจรัฐไม่กลัว กลัวฝนอย่างเดียว อย่างไรก็ตามพรรคชาติไทยต้องได้ไม่ต่ำกว่า 30 เสียงแน่นอน สำหรับกทม.ยังต้องลุ้น เพราะดอนเมืองยังมีปัญหาว่าจะติดฝนหรือเปล่า เพราะขณะนี้ฝนตั้งเค้าแล้ว ดังนั้นจึงคิดว่าในกทม.น่าจะได้ไม่ 2 ก็ 3 ที่นั่ง ส่วนภาคใต้มั่นใจที่จ.นราธิวาสน่าจะได้ 2 ที่นั่ง

‘รอยเตอร์'วิเคราะห์การเมืองไทยหลัง 23 ธ.ค.วุ่นไม่เลิก!


สำนักข่าว"รอยเตอร์"เสนอบทวิเคราะห์การเมืองไทย ขณะที่จะมีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค.นี้ เพื่อฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย และลดความบาดหมางในชาติ หลังเกิดการรัฐประหารในปี 2549 แต่ก็มีแนวโน้มว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้จะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมายืดเยื้อออกไปอีก

มีการคาดกันว่าพรรคพลังประชาชนจะได้ที่นั่งมาเป็นอันดับ 1 แต่อาจไม่สามารถได้คะแนนเสียงมากพอที่จะเป็นเสียงข้างมากในสภา ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเป็นรัฐบาลผสม

ทั้งนี้ จากการประมวลความเห็นของนักวิเคราะห์และการสำรวจจากสำนักต่างๆ "รอยเตอร์"คาดว่าผลการเลือกตั้งและสถานการณ์ต่างๆที่จะตามมา จะเป็นดังต่อไปนี้:-

*"พลังประชาชน"ได้คะแนนอันดับ 1 แต่"ประชาธิปัตย์"ได้เป็นรัฐบาล

- นี่จะเป็นผลการเลือกตั้งที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ต้องการ รวมทั้งนักลงทุนต่างชาติที่มีความพอใจในตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ในกรณีนี้ พรรคพลังประชาชนจะได้ที่นั่ง 180-200 ที่นั่ง แต่คมช.และกลุ่มต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะร่วมกันทำงานอย่างลับๆเพื่อให้แน่ใจว่า พรรคพลังประชาชนจะไม่สามารถรวบรวมพันธมิตรได้มากพอ

ที่จะมีเสียงในสภา 241 เสียงซึ่งจำเป็นสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ดี พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งคาดว่าจะได้ที่นั่งมากเป็นอันดับ 2 คือ 100-200 ที่นั่ง จะสามารถจับมือกับพรรคขนาดกลางเพื่อตั้งรัฐบาลผสมได้ แต่นักวิเคราะห์คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี

*"พลังประชาชน"ได้คะแนนอันดับ 1 และสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสม

- นี่จะเป็นผลการเลือกตั้งที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เริ่มวิตก

หากพรรคพลังประชาชนได้ที่นั่งมากกว่า 200 ที่นั่ง โอกาสที่จะโน้มน้าวพรรคขนาดกลางให้เข้าร่วมรัฐบาลผสม ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เป็นที่รู้กันว่ารัฐบาลที่นำโดยพรรคพลังประชาชนจะหาทางจัดการคมช. ทำให้ทางกองทัพจะพยายามขัดขวางการหาพันธมิตรของพรรคพลังประชาชน โดยจะกล่าวหาเกี่ยวกับการโกงการเลือกตั้งต่อผู้สมัครของพรรค และผู้ที่มีแนวโน้มจะเข้าร่วมรัฐบาล ขณะที่ผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนบางคนจะถูกใบแดงเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์อาจสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ และศาลอาจประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะอย่างที่เคยกระทำหลังการเลือกตั้งในเดือนเม.ย.2549 หรืออาจมีการทำรัฐประหารอีกครั้ง

*"พลังประชาชน"ครองเสียงข้างมากในสภา

- ถึงแม้ไม่มีโพลล์สำนักใดบ่งชี้ว่ามีแนวโน้มจะเกิดสถานการณ์ดังต่อไปนี้ ที่พรรคพลังประชาชนได้ครองเสียงข้างมากและสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว

ถ้าหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว การชุมนุมตามท้องถนนเพื่อต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณที่เคยเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2549 ก็จะเริ่มมีขึ้นอีกครั้ง แต่ก็จะเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง กองทัพก็จะเข้าทำรัฐประหารอีกครั้ง โดยจะระบุว่า กองทัพกระทำ "เพื่อผลประโยชน์ของความสามัคคีในชาติ" หลังจากนั้น กองทัพจะแต่งตั้งรัฐบาลชั่วคราว และเริ่มต้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ขณะที่ประเทศไทยจะถอยหลังกลับไปที่เดิมในเดือนก.ย.2549

*มีการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

- พ.ต.ท.ทักษิณเคยเสนอให้นักการเมืองจากทุกพรรคการเมืองใหญ่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้น เพื่อสร้างความปรองดองและสามัคคีในประเทศ แต่พรรคประชาธิปัตย์แสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีทางร่วมรัฐบาลกับพรรค

พลังประชาชน แต่พรรคประชาธิปัตย์อาจพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งถ้าหากสถาบันกษัตริย์เรียกร้องให้มีความสมานฉันท์ในชาติ


กลับกรมกองเถอะพวก


คมช.รู้ทุกทีมีระเบิด พอเรื่องเกิดโยงเข้าฝั่งตรงข้าม แต่เสียดายมือมืดหาครั้นคร้าม วางตูมตามถึงปลายปีไม่มีเว้น

บึ้มล่าสุดดังขึ้นที่ลาดพร้าว

เด็กสมัครนอนหนาวเพราะถูกขู่

แม่ทัพฟ้าทำตัวเป็นนกรู้

บอกว่าผู้ลงมือคือพวกมัน

เพราะอย่างนี้บ้านเราบ่ก้าวหน้า

ยึดอำนาจแล้วยังกล้าขออยู่ต่อ

อาสาดูงานมั่นคงงงไม่พอ

ยังมาช่วยกกต.รอเลือกตั้ง

หยุดดีดดิ้นได้แล้วพวกลอยตัว

อย่ามามัวตบเท้ามิเข้าท่า

เอาประชาธิปไตยไทยคืนมา

หยุดดีกว่าท.ทหารคร่อมการเมือง

บูรพา เล็กล้วนงาม .. เรียบเรียง

เตือนชาวบ้านจะ'บอยคอต' กลุ่มเคลื่อนไหวต้านผลเลือกตั้ง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 ธ.ค.) อดีต กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน 12 คน นำโดย พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง และ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ร่วมชี้แจงในรายการ 'คนบ้านเลขที่ 111' โดย พล.ต.อ.ชิดชัย กล่าวว่า การรวมตัวกันของ 'คนบ้านเลขที่ 111' เป็นไปด้วยความสุจริตในแบบเพื่อนฝูง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชนในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง พร้อมเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้มากที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง ขณะที่ นพ. พรหมินทร์ กล่าวว่า การมาร่วมกันในวันนี้มาตามปกติ โดยมีจุดยืนเพื่อต้องการเห็นประชาธิปไตยกลับคืนมา

ด้าน นายจาตุรนต์ กล่าวกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอาจเคลื่อนไหว ต่อต้าน พรรคพลังประชาชนหากได้เป็นรัฐบาล ว่า องค์กรที่เคยล้มรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ไม่ควรประกาศล่วงหน้าว่าจะเคลื่อนไหว ต่อต้านอีก หากพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล เพราะไม่มีเหตุผลที่จะออกมาข่มขู่ประชาชน เนื่องจากเห็นว่า ประชาชนอาจจะต่อต้านและไม่ให้ความร่วมมือกับการเคลื่อนไหวดังกล่าว

'หลังการเลือกตั้งผมจะยังยืนยันในหลักการเดิมด้วยสันติวิธี โดยจะไม่มีการเรียกร้องล้มรัฐบาล ไม่ว่าพรรคใดจะได้เป็นผู้จัดตั้ง จึงขอเรียกร้องให้ผู้ที่ไม่ยอมรับผลตัดสินใจของประชาชนให้เปลี่ยนท่าทีเสียใหม่' อดีต รักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าว

ขณะที่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ตนรู้สึกห่วงใยบ้านเมือง และยังคงมีเจตนารมณ์อยากให้บ้านเมือง เดินหน้าไปได้ โดยเฉพาะการเลือกตั้งวันที่ 23 ธ.ค.นี้ ที่มีความหวังว่าทุกฝ่ายจะยอมรับได้กับผลการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใด และหวังว่าจะไม่มีการบงการ หรือชี้นำการบริหารประเทศหลังการเลือกตั้ง

Wednesday, December 19, 2007

‘หญิงเป็ด’พาลูกฝึกยิงปืน เหตุเจอ‘ฮัลโหล’ขู่ฆ่า

‘จารุวรรณ’ผวา!หลังเจอมือมืดโทรฯข่มขู่เอาชีวิตทั้งครอบครัว เจ้าตัวรีบพาลูกชายฝึกยิงปืนเพื่อป้องกันตัวด่วน ท้า“ไม่ต้องมาขู่ มาเจอกันเลยดีกว่า”

วันนี้(19 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ตนได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่ไม่เปิดเผยชื่อ โดยขู่ว่าให้ตนและครอบครัวระวังตัวให้ดี ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้โทรศัพท์มาที่บ้านหลายครั้งโดยเชื่อว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน

โดยครั้งหนึ่งตนเป็นผู้รับโทรศัพท์เอง โดยเป็นการพูดที่พยายามข่มขู่เหมือนครั้งก่อนๆ ตนจึงพูดกลับไปว่า “ไม่ต้องมาขู่ มาเจอกันเลยดีกว่า”

อย่างไรก็ตามตนได้พาลูกชายไปรับการฝึกยิงปืนเพื่อป้องกันตัว ทั้งนี้ยอมรับว่าการข่มขู่มีผลต่อจิตใจของครอบครัวบ้าง แต่เชื่อว่าพฤติกรรมการขมขู่คุกคามครั้งนี้จะไม่กระทบต่อการทำงานของตนแน่นอน..


พีทีวี นิวส์
19 ธันวาคม 2550 เวลา 16:45 น.

พปช.เปิดเวทีภาคใต้ชนปชป.

‘ณัฐวุฒิ’ เตรียมจี้ ‘มาร์ค’ ตอบคำถาม หนีเกณฑ์ทหารผ่านเวทีปราศรัยทุ่งส่ง นครศรีธรรมราช ท้าปชป.-พปช.ใครฟังมากกว่ากัน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้สมัคร สส.ระบบสัดส่วนกลุ่ม 8 พรรคพลังประชาชนและหัวหน้าทีมปราศรัยภาคใต้ แถลงข่าวเตรียมเปิดเวทีปราศรัยในพื้นที่ภาคใต้บริเวณหน้าสถานีรถไฟทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ตั้งแต่เวลา 17.00 น. โดยจะตั้งเวทีปะทะกับเวทีของพรรคประชาธิปัตย์บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอทุ่งสง ซึ่งการปราศรัยครั้งนี้นำทีมโดย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจักรภพ เพ็ญแขและผู้สมัครในพื้นที่ ทั้งนี้ เนื้อหาการปราศรัยส่วนใหญ่จะเน้นการชี้แจงตั้งคำถามกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ในข้อเท็จจริงหลายๆเรื่อง เช่น เรื่องที่ดิน สปก.4-01,หน.พรรคปชป หนีการเกณฑ์ทหารหรือแม้กระทั่งกรณีเกี่ยวกับครอบครัว นายธวัช วิชัยดิษฐ์ อดีตเลขาฯนายชวน หลีกภัย โดยนายณัฐวุฒิ ยังกล่าวว่า จะเป็นตั้งเวทีปราศรัยแบบตรงไปตรงมากับประชาธิปัตย์ และเวทีนี้จะเปิดความจริงทุกเรื่องที่ไม่เคยเปิดบนเวทีที่ไหน ทั้งนี้นายณัฐวุฒิได้กล่าวว่า มิได้มีเจตนาพูดให้ร้ายคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแค่ต้องการจะถามความจริงจากประชาธิปัตย์ว่าเป็นอย่างไร

“อยากให้ประชาชนภาคใต้ได้รับทราบข้อมูลทั้ง 2 ด้านพร้อมๆกันและจะได้เป็นการพิสูจน์ว่าในคืนวันที่ 20 ธันวาคม ว่าเวทีของพรรคพลังประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์จะมีประชาชนให้ความสนใจรับฟังพรรคการเมืองไหนมากกว่ากัน” นายณัฐวุฒิกล่าว


พีทีวี นิวส์
19 ธันวาคม 2550 เวลา 15:45 น.

111 อดีตกก.บห.ทรท.เปิดเว็บวิจารณ์การเมือง


เวลา 11.00 น. อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน อาทิ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายบุญธรรม เวชยชัย นายปองพล อดิเรกสาร นายสุธรรม แสงประทุม นายจำลอง ครุฑขุนทด นางสาวศันสนีย์ นาคพงษ์ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช และนายอดิศร เพียงเกษ ร่วมหารือและแถลงข่าว โดย นายชิดชัย เปิดเผยว่า แกนนำ 111 คนแม้จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่ก็รู้สึกห่วงใยบ้านเมืองและอยากให้ประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไป ดังนั้น ทั้ง 111 คนจึงต้องนัดหารือเพื่อแสดงจุดยืนทางการเมือง

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางกลุ่มได้เปิดเว็บไซต์ www.secondclass111.com เพื่อให้ทั้ง 111 คนได้เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาบ้านเมืองให้กับผู้มีอำนาจ อย่างไรก็ตามในการเลือกตั้ง 23 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ ทางกลุ่มอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้ง เพราะเป็นการตัดสินของประชาชน และไม่ควรให้อำนาจใดมาชี้นำ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม


ด้านนายจาตุรนต์ กล่าวว่า ทางกลุ่ม 111 คน ขอประกาศสัญญาประชาคมโดยยืนยันว่าจะไม่เสนอประเด็นนิรโทษกรรม หรือเรียกร้องประโยชน์ใดๆ ให้ตัวเอง แม้ว่าพรรคพลังประชาชนจะเป็นรัฐบาลก็จะปล่อยให้เป็นเรื่องของรัฐสภา และยืนยันว่าหากพรรคการเมืองอื่นๆ ได้เป็นรัฐบาล พรรคพลังประชาชนจะใช้สันติวิธีไม่เคลื่อนไหวต่อต้าน อยากมากก็แค่วิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น ทั้งนี้อยากเรียกร้องให้องค์กรต่างๆ เช่น ครป. ที่ออกมาแสดงท่าทีไม่ยอมรับมติของประชาชนในการเลือกตั้งหากเลือกพลังประชาชนเป็นรัฐบาลให้มีความสำนึกและยอมรับผลการตัดสินใจของประชาชนด้วย


จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php