WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 21, 2007

'เยาวเรศ'ยกพวกทักษิณ ถล่ม 'ปกเหลือง'คตส. จ้องทำลายตระกูล


หลังจากที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ได้ออกสมุดปกเหลืองจำนวน 5 หมื่นเล่มแจกประชาชน โดยเนื้อหาระบุการบริหารประเทศ ของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ตลอดระยะเวลา 5 ปี ทำรัฐสูญเงินกว่า 2 แสนล้านบาทนั้น ได้มีความเคลื่อนไหวตามมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม น.ส.เยาวเรศ ชินวัตร น้องสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ได้รับความเป็น ธรรม เพราะเรื่องยังไม่ได้มีการสรุป หรือมีการสอบสวนถึงที่สุด แต่มาด่วนสรุป ควรจะให้มีผลสรุปว่าผิดหรือถูกก่อน เรื่องดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อวงศ์ตระกูลด้วยโดยเฉพาะการนำมาออกในช่วงเวลานี้ จะหมายความว่าอย่างไร ในความรู้สึกของครอบครัวถือว่าไม่ยุติธรรม

'อย่างน้อยๆพ.ต.ท.ทักษิณก็เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ทำงานรับใช้บ้านเมืองก็มีความดีไม่มากก็น้อย ควรจะให้เกียรติกันหน่อย พร้อมกันนี้ควรรอให้ท่านกลับมาได้ต่อสู้ตามกระบวนการของศาลยุติธรรมให้เรียบร้อยก่อนแล้วจึงจะมาวิจารณ์' น.ส.เยาวเรศ กล่าวในที่สุด

ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นเพียงข้อกล่าวหาเท่านั้น คดียังไม่ถึงศาล การกล่าวหาก็สามารถพูดได้ แต่ถ้าตนมาออกหนังสืออีกซักเล่มว่าคตส.ทำอะไรบกพร่องได้หรือไม่ ตนเชื่อว่าคตส.มีจุดประสงค์ต้องการเอาคนที่ถูกกล่าวหาให้บรรลัยวายวอดอยู่แล้ว แต่คงไม่กระทบต่อการเลือกตั้ง เพราะประชาชนรู้อยู่แล้วว่าคตส.คิดอย่างไร เพราะคตส.ไม่ใช่คนเลือกตั้งแต่เขาทำให้คนเลือกตั้งเสียหายได้

ด้านนายสัก กอแสงเรือง กรรมการคตส. ออกมากล่าวตอบโต้น.ส.เยาวเรศ น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ และนายสมัคร โดยยืนยันว่า การออกสมุดปกเหลืองนั้น คตส. ไม่ได้คำนึงว่าจะเกิดความเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม กับใคร และไม่ได้มองว่าจะกระทบชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของใคร เพราะเป็นการทำงานตามขั้นตอนปกติ โดยเป็นการสรุปผลการทำงานครบรอบ 1 ปี ซึ่งเมื่อหนังสือจัดทำเสร็จก็ต้องมีการเผยแพร่ตามขั้นตอนปกติ

'เจตนาของเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง เพราะเราเปรียบเหมือนใบตองแห้ง ไม่ทราบว่าทำไม ต้องมามองกันแบบนี้ พอทำช้าก็บอกไม่มีผลงาน พอทำเร็วก็บอกว่ากลั่นแกล้งกัน ถามหน่อยเถอะ ถ้าในขั้นตอนการไต่สวนของเรา ถ้าผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหา ยินดีมาให้ปากคำตามกำหนดเวลา ไม่ขอเลื่อนแล้วเลื่อนอีก งานคงออกมานานแล้ว' นายสักกล่าว และว่า ก่อนหน้านี้ คตส. ตั้งเป้าหมายว่าในช่วงสิ้นสุดเดือนธันวาคม นี้ จะมีหลายคดีที่แล้วเสร็จ แต่ทุกคดีก็ติดปัญหาไม่ว่าจะเป็นคดีซีทีเอ็กซ์ และคดีท่อร้อยสายไฟฟ้า ในสุวรรณภูมิ ที่ยังติดปัญหาเรื่องการแปลเอกสารจากต่างประเทศที่ยังไม่เรียบร้อย คดีกล้ายาง ที่มีมากกว่า 40 ประเด็นที่ต้องสรุปผลการไต่สวน หรือแม้กระทั่งคดีเอ็กซิมแบงค์ ก็ตั้งใจว่าจะสรุปให้เสร็จ แต่พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ขอเลื่อนการเข้าชี้แจงข้อกล่าวหาในวันที่ 29 ธันวาคม แต่เชื่อว่าคดีเหล่านี้ น่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จในเดือนมกราคม นี้แน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันเดียวกัน คตส.ได้แจกสมุดปกเขียวสรุป 20 ประเด็น ให้กับสื่อมวลชน เพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนที่ทางคตส.จะยื่นสำนวนให้อัยการสูงสุดในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ และจะมีการแจกสื่อมวลชน อย่างเป็นทางการอีกครั้ง ส่วนสมุดปกเหลือง จากเดิมที่จะมีการแจกในวันที่ 20 ธ.ค.นี้ ได้มีการเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 21 ธ.ค. หากประชาชนหรือหน่วยงานรัฐและเอกชนสนใจสามารถเดินทางมาขอรับได้ที่อาคารสตง. ซึ่งมีการพิมพ์เอาไว้จำนวน 5 หมื่นชุด


พปช. คาดมีอำนาจแฝงแทรกแซงตั้งรัฐบาล


หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น และสำนักข่าวที-นิวส์ ร่วมด้วยช่วยกัน จัดเสวนาเรื่อง 'อนาคตประเทศไทย หลังการเลือกตั้ง' ขึ้นที่ห้องประชุม 2300 อาคาร ดร.เกริก มหาวิทยาลัยเกริก เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม

นายบุรณัชย์ สมุทรักษ์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า หลังจากวันที่ 23 ธันวาคม ผู้ที่บ่งชี้ว่าทิศทางทางการเมืองของประเทศเป็นอย่างไร คือ ประชาชน ซึ่งเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่งในการเลือกตั้งคราวนี้ และผู้ที่จะมาเป็นผู้นำประเทศต้องเชื่อเรื่องการสมานฉันท์ ต้องมีจิตวิญญาณประชาธิปไตย เคารพสิทธิเสรีภาพ ประชาชน และต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต

ด้านนายปลอดประสพ สุรัสวดี ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวว่า การที่ประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่พัฒนาเท่าที่ควร เป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเฮงซวย พรรคการเมืองไทยไม่นิ่งและไม่มั่นคง เพราะมีการยุบพรรค และมีการปฏิวัติ ซึ่งการแก้ไขคือต้องแก้รัฐธรรมนูญ และเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ ทหารต้องยุติบทบาททางการเมือง

'หลังวันที่ 23 ธันวาคม หากพรรคพลังประชาชนได้รับเลือกเข้ามามากและมีแนวโน้มจะจัดตั้งรัฐบาลผสม ต่อให้พรรคพลังประชาชนได้เกิน 240 ที่นั่ง หรือแม้พรรคประชาธิปัตย์จะต้องหาพันธมิตรทางการเมืองแน่ๆ ไม่เช่นนั้นจะเอาไม่อยู่ และการจัดตั้งรัฐบาลคราวนี้จะมีการต่อรองตำแหน่ง และจะมีการใช้อำนาจแฝง เข้ามาแทรกแซงในการจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน ไม่ว่าซีกซ้ายหรือซีกขวา และการตั้งรัฐบาลคราวนี้ ผู้ชนะอาจต้องคำนึงถึงผู้แพ้ด้วยว่าจะให้อยู่ได้อย่างไรบนเวทีการเมือง' นายปลอดประสพ กล่าว

นายจิรายุ วสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) กล่าวว่า พรรคเพื่อแผ่นดินเชื่อว่าพื้นฐาน ประเทศไทยไม่ได้เลวร้ายมากจนเกินไป สิ่งที่สำคัญคือความสามัคคีของคนในชาติจะต้องกลับมา การเมืองภาคประชาชนมีความเข้าใจถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น และจะต้องเอาผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง

นายเกษมสันต์ รองหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา (รช.) กล่าวว่า ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในสภาวะแย่ที่สุด อย่างไรก็ตาม วันที่ 23 ธันวาคม ประชาชนมีสิทธิเลือกอนาคตของประเทศไทย ว่าจะเป็นแบบใด

นายนาฬิกอติภัค แสงสนิท ตัวแทนพรรคชาติไทย (ชท.) กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองในอนาคต จะเป็นอย่างไร ความขัดแย้งความแตกแยกจะคลี่คลายไปในทิศทางใด อยู่ที่ผลลัพธ์ของการเลือกตั้ง อย่าไปลงคะแนน ด้วยความสะใจ หากรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีเสถียรภาพก็จะส่งผลให้การวางกรอบ นโยบาย และทิศทางเศรษฐกิจนั้น เกิดความชัดเจน ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการลงทุน แต่ถ้าหากหลังการเลือกตั้งไม่ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ก็จะทำให้เกิดการฉุดรั้งเศรษฐกิจตกต่ำลงไปอีก และรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งจะต้องไม่สืบทอด อำนาจ มาตรฐานจริยธรรมของรัฐบาลปัจจุบัน


เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ระบุ พรรคเน้นขอคะแนนเสียงเกินครึ่งสภาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ยอมรับขึ้นเวทีต้องพูดถึงอดีตนายกฯทักษิณบ้าง





นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการปราศรัยใหญ่ที่ท้องสนามหลวงเย็นนี้ว่าพรรคจะทำความเข้าใจเรื่องการแก้ไขปัญหาของประชาชน เรื่องก้าวต่อไปของบ้านเมืองและเรื่องประชาธิปไตยไทยสิ่งที่พรรคต้องการเน้นคือถ้าประชาชนอยากให้พรรคเป็นแกนนำในการบริหารประเทศก็ให้เลือก ส.ส.ของพรรคมาให้เกินครึ่ง หรือ 240 เสียง ส่วนการพูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บนเวที คงเป็นเรื่องของสีสันเท่านั้น

ทั้งนี้ผู้ที่จะขึ้นเวทีปราศรัยของพรรคพลังประชาชน เย็นนี้ ที่สนามหลวง เฉพาะบุคคลสำคัญ ประกอบด้วย นายสมัคร สุนทรเวช ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายยงยุทธ ติยะไพรัช นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ และ นายจตุพร พรหมพันธ์

กกต.มั่นใจหลังลต.แจกใบแดงได้10สำนวน

ประธาน กกต. มั่นใจหลังการเลือกตั้งแจกใบแดงได้ 10 สำนวน ชี้เวลากระชั้นทำงานเต็มที่แต่สรุปสำนวนไม่ทัน เผย เหตุที่เพชรบูรณ์มีความผิดชัดเจน





นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กล่าวว่า ถึงแม้ กกต.จะไม่สามารถแจกใบแดงให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ก่อนการเลือกตั้ง แต่มั่นใจว่าหลังการเลือกตั้งแล้วจะแจกใบแดงได้ถึง 10 สำนวน
และจะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ในจุดที่จัดสิทธิ์ผู้สมัคร ทั้งนี้ยืนยันว่าการพิจารณาให้ใบแดงได้ทำอย่างเต็มที่แล้วแต่ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงมักเกิดขึ้นก่อนวันเลือกตั้งไม่นาน ทำให้สรุปสำนวนไม่ทัน
เช่นกรณีการพบเงินที่ จ.เพชรบูรณ์ ที่พบความผิดที่ค่อนข้างชัดเจนแล้ว

นอกจากนี้ประธาน กกต.ยังได้สั่งเจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อมเฝ้าระวังการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในช่วงการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในช่วงคืนวันนี้และคืนวันหมาหอน

พปช.ชูทุ่ม5 แสนล.ทำรถไฟฟ้า9สาย


นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เปิดเผยในการสนทนาปัญหาระบบการจราจร และนครสุวรรณภูมิ ว่ายังย้ำหลักการการสร้างรถไฟฟ้า 9 สาย ขยายออกจากเส้นทางเดิม 8 ทิศทาง ด้วยงบประมาณ 500,000 ล้านบาท และใช้เวลาในการดำเนินการสำหรับรถไฟลอยฟ้าเป็นระยะเวลา 3 ปี รถไฟใต้ดิน ระยะเวลา 6 ปี ขณะที่การผลักดันนครสุวรรณภูมินั้น ตั้งเป้าจะสานต่อแนวทางเดิมจากรัฐบาลชุดก่อน เพื่อเนรมิตเมืองใหม่ เป็นศูนย์กลางการอุปโภคและบริโภค นอกจากนี้จะผลักดันนโยบายบ้านหลังแรกของคนทำงาน

สำหรับเส้นทางรถไฟฟ้า 9 สาย ประกอบด้วย สายแรกบางใหญ่-บางไทรน้อย-ดาวคะนอง, สายที่ 2 สำโรง-เมืองโบราณ, สายที่ 3หมอชิต-ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต, สายที่ 4 ตากสิน-มหาชัยเมืองใหม่-สมุทรสาคร, สายที่ 5 บางซื่อ-คลองเตย, สายที่ 6 มีนบุรี-ศาลายา, สายที่ 7ตากสิน-พุทธมณฑลสาย 4, สาย 8 วัดใหญ่-ป้อมพระจุลฯ และสาย 9 บางกะปิ

อย่างไรก็ตาม หลังจากนายสมัครสนทนาจบ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคพลังประชาชน ได้ขึ้นวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ โดยย้ำว่า ปีนี้ จะปีเผาหลอกและปีหน้าจะเป็นปีเผาจริง


จาก http://www.ppp.or.th/index.asp

"หมอเลี้ยบ"ยันถ้าที่ 1“สมัคร”เป็นนายกฯ

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เสนอให้มีรัฐบาลแห่งชาติว่า ถ้าถึงจุดจำเป็นจริงๆ ที่ประเทศต้องการรัฐบาลแห่งชาติ พลังประชาชนพร้อมจะร่วมกับทุกฝ่ายทุกพรรค รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ด้วย แต่ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ถึงขนาดเรียกร้องรัฐบาลแห่งชาติ เราคงต้องดูจำนวนของผู้ได้รับเลือกตั้งของทั้งสองพรรค ถ้าออกมาในลักษณะที่เป็นเสียงข้างมากเกินไปในสภาจะเกิดปัญหาว่าจะถูกกล่าวหาเป็นเผด็จการรัฐสภา นพ.สุรพงษ์กล่าว

และว่าถ้าพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล คนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีมีคนเดียวคือ นายสมัคร สุนทรเวช ไม่มีสูตรให้นายสมัคร เป็นประธานรัฐสภา และตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะไม่ถูกต้องตามหลักการ
ส่วนกรณีที่มีรายงานเงินพนันสะพัดนับหมื่นล้านในช่วงการเลือกตั้ง โดยเป็นการพนันว่าระหว่างพปช.-ปชป.พรรคใดจะได้เสียงข้างมากกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เงินซื้อเสียงและเงินพนันจะกระทบต่อคะแนนเสียงเลือกตั้งน้อยมาก เพราะความรู้สึกของคนมันเกินเลยในเรื่องซื้อเสียงและการพนันไปแล้ว ผู้คนมีความบีบคั้นจากภาวะเศรษฐกิจและการเมืองมาก ดังนั้นเชื่อว่าคนจะตัดสินใจในหลักการใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหามากกว่า

สมัคร"มั่นใจพปช.ไม่โดดเดี่ยว

นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่หาเสียงช่วยผู้สมัครของพรรค บริเวณวัดบำเพ็ญเหนือ ถนนเสรีไทย เขต 7 กทม. ถึงกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประกาศชัดเจนว่าจะตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคชาติไทย (ชท.) ว่า เป็นสิทธิที่ทำได้แต่ไม่ควรพูดก่อน ส่วนพปช.จะจับมือพรรคไหน เราก็มองไว้ทุกพรรค แต่รอให้เลือกตั้งเสร็จก่อน อย่างไรก็ดี มั่นใจว่าพปช.คงจะไม่โดดเดี่ยวเพราะเห็นอยู่แล้วถ้าพรรคถูกโดดเดี่ยวหมายถึงไม่มีคะแนน คะแนนดีแล้วจะกลัวโดดเดี่ยวไปทำไม คนที่ลงคะแนนยิ่งไม่กลัวโดดเดี่ยว แล้วพรรคการเมืองจะมากลัวโดดเดี่ยวได้อย่างไร ไม่มีปัญหารอดูผลการเลือกตั้งก่อน

"การเจรจาการจัดตั้งรัฐบาล ผมจะเป็นผู้เจรจาความเอง เพราะว่ารู้จักทุกพรรคทุกคนอยู่แล้ว ส่วนกระแสข่าว ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ไปเจรจากับพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยนั้น ยืนยันว่าการเจรจาผมจะเป็นคนเจรจาเอง" นายสมัคร กล่าวย้ำ


ต่อข้อถาม กรณีคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกมาระบุว่าจะชุมนุมเคลื่อนไหว หากมีการออกกฎหมายฟอกพ.ต.ท.ทักษิณ และออกกฎหมายนิรโทษกรรม 111 คน นายสมัครย้อนถามอย่างมีอารมณ์ว่า เป็นศาลหรือ เขาเป็นพ่อคนทั้งเมืองหรืออย่างไร ถ้าเขาทำอย่างนั้นเขาเป็นพ่อคนทั้งประเทศไทย เขาสั่งได้หรือ ไม่เข้าท่า


เมื่อถามย้ำว่า จะออกกฎหมายนิรโทษกรรม 111 คนหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า อย่าพูดดักหน้า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน แต่ใครแสดงอะไรออกมาก็ทำให้รู้ว่าคิดอย่างไร ต่อไปกฎหมายจะต้องเป็นกฎหมาย บ้านเมืองปกครองด้วยกฎหมาย เรื่องนี้ไม่ต้องมาถามอีก ขอให้มีสิทธิเข้าไปทำหน้าที่ก่อน ถ้ามีโอกาสเข้าไปบริหารบ้านเมือง เราก็จะทำตามที่สัญญาไว้


จาก http://www.ppp.or.th/index.asp

พปช. ขอสานต่อนโยบายแท็กซี่เอื้ออาทร


นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ลงพื้นที่ช่วยนายวิชาญ มีนชัยนันท์ นายดนุพร ปุณณกันต์ และนางมงคล กิมสูนจันทร์ ผู้สมัครเขต 7 กทม. (บางกะปิ สะพานสูง มีนบุรี ลาดกระบัง) พร้อมกับปราศรัยกับกลุ่มคนขับรถแท็กซี่ ที่ให้ความสนใจรับฟังกว่า 300 คน เมื่อนายสมัครเดินทางมาถึงกลุ่มคนขับรถแท็กซี่ได้ตั้งแถวรอรับพร้อมกับปรบมือ ขณะที่บางคนตะโกนเชียร์ นายกฯ ของเรามาแล้ว

จากนั้น นายสมัครได้ปราศรัยกับผู้ขับรถแท็กซี่ บนศาลาการเปรียญวัดบำเพ็ญเหนือ ตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ บริหารประเทศพร้อมทำโครงการต่างๆ สำเร็จมากมาย อาทิ กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารเอสเอ็มอี บัตรใบเดียวรักษาทุกโรค รวมทั้งโครงการแท็กซี่เอื้ออาทร จากเดิมผู้ขับแท็กซี่เจ้าของอู่ก็กินค่าเช่าไป แต่อดีตนายกฯ ได้ทำโครงการให้กู้ได้เต็ม 100% ให้ผ่อนชำระเพียง 400 กว่าบาทต่อเดือน คนขับก็มีรถเป็นของตัวเอง อันที่จริงตนเดินทางไปปราศรัย กกต.เขาห้ามไม่ให้พูดสัญญาว่าจะให้ แต่เชื่อว่าถ้าได้เป็นในรัฐบาลเดินหน้าต่อไปได้เลย ไม่มีปัญหาเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ของยาก สิ่งที่นายกฯ คนเก่าทำอาจยังไม่ครบแต่เรื่องนี้สามารถนำมาต่อได้เลยในรัฐบาลหน้า


ทั้งนี้ ที่พูดให้ฟังเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ ที่มีความคิด ไม่เป็นศัตรูกับใคร ไปค้าขายต่างประเทศเขาก็ยินดีค้าขายด้วย ทำงานตัวเป็นเกรียวสุดท้ายโดนปฏิวัติโดยไม่มีเหตุผล เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2549 คนไทยหน้าบานเป็นจานเชิง มีงานเฉลิมฉลองครองราชย์ครบ 60 ปี หลังจากนั้น 2 เดือนทหารแค่หยิบมือมาปฏิวัติทำให้บ้านเมืองเสียหาย เศรษฐกิจแย่ รายได้พวกเราหายไปกว่าครึ่ง และการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นยาวิเศษให้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น ซึ่งการปฏิวัติทำให้ชื่อเสียงท่านเสียหาย


นายสมัคร กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมาตนรู้มาว่ามีพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่งทำโพลสำรวจ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ว่าโพลกี่สำนักก็บอกว่าจะได้ที่นั่งเป็นจำนวนมาก แต่ว่าการเลือกตั้งล่วงหน้าในพื้นที่ กทม.กลับเหลือเพียง 13 ที่นั่ง ก็เลยเดือดร้อน ถึงคนเก็บหีบบัตรเรียกคนเฝ้าหีบบัตรมา สิ่งนี้ที่รู้มาจึงอยากออกมาพูดมาเตือนให้ระวังกัน ทั้งนี้ข้อเสนอของตนคือ การเลือกตั้งล่วงหน้าก็อยากให้ กกต.ประกาศออกมาเลยว่า แต่ละพื้นที่ใครเลือกใครได้คะแนนเท่าไหร่


จาก http://www.ppp.or.th/index.asp

อภิบาลประชาธิปไตย

ขับไล่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ
คว่ำบาตรรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร
ล้มอำมาตยาธิปไตยโค่นเผด็จการ
อภิบาลประชาธิปไตยประชาชนให้ยั่งยืน

บทกวีอันไพเราะเสนาะหูจากเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์หลายองค์กร ประกอบไปด้วย สหพันธ์สถาบันประชาธิปไตยประชาชนแห่งประเทศไทย (สปป.ปท.) สถาบันประชาธิปไตยประชาชนลุ่มน้ำโขง (สปป.ลข.) สถาบันประชาธิปไตยประชาชนเทือกเขาบรรทัด (สปป.ทบ.) สถาบันประชาธิปไตยประชาชนภูหินร่องกล้า (สปป.ภร.) สถาบันประชาธิปไตยประชาชนเทือกเขาภูพาน (สปป.ทภ.) สถาบันประชาธิปไตยประชาชนลุ่มน้ำมูล (สปป.ลม.)


ท่ามกลางบรรยากาศประชาธิปไตยกำลังแบ่งบาน เหลือเวลาอีกเพียง 3 วันเท่านั้น ที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550


สถานการณ์อยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย มีความพยายามจากคณะบุคคลคุ้นหูคุ้นตา ในนาม คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หรือ ครป. ออกมาสร้างประเด็นให้เสียบรรยากาศที่ดีๆ ซึ่งกำลังจะเกิดกับประเทศไทยของเรา


การออกมาสร้างกิจกรรมรณรงค์คัดค้านพรรคการเมืองที่มีนโยบาย


1.นิรโทษกรรม 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย


2.ยกเลิกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส.


พร้อมคำขู่จะเคลื่อนไพร่พล หากมีการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว


การรณรงค์ คงไม่ผิดอะไร เป็นเรื่อง ให้ข้อมูลกับพี่น้องประชาชน ให้รับรู้เหตุผลทั้ง 2 ด้าน


แต่การ ข่มขู่ ว่าหากมีการดำเนินการจะมีการ สร้างกลุ่มต่อต้าน ออกมา ชุมนุมประท้วง อันนี้ เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม โดยแท้


ในเมื่อเลือกที่จะ รณรงค์ ให้ ประชาชน รับรู้ข้อมูลแล้ว


ประชาชน ได้ รับทราบข้อมูล แล้ว เขา ตัดสินใจ เลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายดังว่ามาเป็นรัฐบาลแล้ว จะมา ขัดขวาง การกระทำของเขาได้อย่างไร?


คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย เข้าใจถึงวิถีทางประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือไม่


คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ให้เกียรติกับประชาชนหรือไม่


คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ยอมรับผลผลิตภายใต้คณะปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งมีการเข้ายึดอำนาจการปกครองไปจากประชาชนกระนั้นหรือ


คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ควรจะมีคำต่อพ่วงท้ายว่า ลวงโลก เพิ่มไปอีกดีกว่าหรือไม่


หากจะพิจารณาเหตุผล 2 ข้อใหญ่ ที่ออกมาเคลื่อนไหว เป็น 2 ข้อที่มนุษย์สามัญชนก็ย่อมรู้แก่ใจดีว่าผิดหลัก นิติธรรม โดยแท้จริง เป็นผลพวงของหลัก อคติธรรม


กรณี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน เป็นการตัดสินโดยใช้กฎหมายย้อนหลัง ใช่หรือไม่ ผิดหลักการพิจารณาคดีความ


ครู เคยตั้งกฎว่า หาก ลูกศิษย์ ไม่ทำการบ้าน จะถูกลงโทษด้วยการ กวาดห้อง ต่อมา ครูคนใหม่ เพิ่มโทษว่าให้ ล้างห้องน้ำ ด้วย ปรากฏว่า ลูกศิษย์ที่เคยโดนลงโทษกวาดห้องไปแล้ว ต้องไปล้างห้องน้ำอีกรอบหรือไม่ เด็กๆ ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมยังตอบได้


บ้านป่าเมืองเถื่อนที่ไหนเขาทำกัน?


ที่สำคัญการตั้งองค์คณะของ ตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่ได้วินิจฉัยโดย สถานะของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะ ไม่ใส่เสื้อคลุม และ ไม่เขียน คำวินิจฉัย ภายใต้พระปรมาภิไธย ดังเช่นศาลสถิตยุติธรรมอื่น


ส่วนเรื่องของ คตส. ควรจะล้มเลิกหรือไม่ เมื่อติดตามผลงาน 1 ปี เสียงบประมาณไปมากมาย แค่แปลเอกสาร ซีทีเอ็กซ์ 9000 ไม่กี่ร้อยแผ่น ยังแปลไม่เสร็จ สมควรที่จะต้องยุบทิ้งหรือไม่ เพราะ ไม่โม้ ก็ ทำงานไม่เป็น หรือไร้ความสามารถ ทั้งก่อนหน้านี้บอกผิดแน่ ผิดชัวร์ เอาเข้าจริงๆ ปีกว่าๆ ไม่ได้เรื่องเลย


ไปเอาผิดเรื่องทางบริหารราชการแผ่นดิน เช่น หวยบนดิน เพียงหวังสร้างภาพ ทั้งที่ สนช. ชุดนี้ก็ผ่านกฎหมาย ให้สำนักงานสลากกินแบ่งดำเนินการได้เหมือนกัน


การตัดสินเต็มไปด้วยอคติ อย่างชัดเจน กรณีรถดับเพลิงฉาว ที่ไม่มีการดำเนินการกับผู้บริหารของ กทม. ในยุคปัจจุบัน ทั้งที่เป็นคน เซ็นเปิดแอลซี ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของสัญญา หากมองว่าเรื่องนี้สร้างความเสียหายให้กับชาติบ้านเมือง แต่เจาะจงเล่นงานกลุ่มที่มีความเห็นแตกต่าง


ที่สำคัญ บุคคลที่เป็น กรรมการ คตส. ล้วนเป็นบุคคลที่เคย มีเรื่องบาดหมาง กับรัฐบาลชุดที่ผ่านมาแทบจะ ไล่เรียงตัว ได้เลย


23 ธันวาคม ได้เวลาถือปากกา เข้าคูหา กากบาท ฆ่าทรราช พิฆาตเผด็จการ

บทบรรณาธิการ

ผ่าน พรบ.ความมั่นคงฯ : ขอไว้อาลัย พร้อมคำสาปแช่ง ให้แก่สภาหน้าด้าน

แม้ผู้คนในสังคมไทยจำนวนมากจะออกมาเรียกร้องและคัดค้านการออก พ.ร.บ. ความมั่นคงภายใน ที่เสนอโดยรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลที่มาจากอำนาจเผด็จการ!!!

และต้องผ่านการพิจารณาจาก สนช.ที่ก็มาจากการแต่งตั้งของเผด็จการชุดเดียวกัน
ที่ทำไปทำมา ก็ถูกผู้คนเรียกขานว่า สภาหน้าด้านไปแล้ว

ซึ่งโดยนัยที่สำคัญที่เขาออกมาคัดค้านกันก็คือ พ.ร.บ.อัปยศฉบับนี้ จะสถาปนารัฐทหารขึ้นอย่างถาวร!!! โดยผ่านหน่วยงานที่ชื่อ กอ.รมน.

เป็นการมอบอำนาจอย่างถูกต้องตามกฎหมายให้ทหาร กระทำการใดก็ได้ในการกดขี่ข่มเหง จำกัดสิทธิและเสรีภาพของคนไทย

แต่ก็ดูชัดเจนเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งรัฐบาลและสภาหน้าด้านชุดนี้ ไม่แยแส ไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่อย่างใด และก็คงจะผ่านออกมาอย่างหน้าด้านตามเคยในวันนี้ (20 ธันวาคม) แม้จะมีการชุมนุมต่อต้านอยู่หน้าสภาฯเป็นจำนวนมากก็ตาม

คำถามคือว่า ทำไมต้องรวบอำนาจให้กองทัพบกและ กอ.รมน. ? การทำเช่นนี้จึงเหมือนกับการสร้างอำนาจซ้อนรัฐ

นั่นก็คือ เป็นการให้อำนาจทหารทับซ้อน ควบคุมรัฐบาล และฝ่ายที่ทหารเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามได้ตลอดกาล
และยังสามารถขยายอำนาจกองทัพ เข้าไปมีบทบาททางการเมืองได้อีกในหลาย ๆ เรื่อง ในทุกพื้นที่ ทั้งระดับภูมิภาคและระดับจังหวัด เพียงอ้างแค่คำว่า ภัยความมั่นคง เท่านั้น

หรือบอกได้เลยว่า การใช้อำนาจนี้ คนที่มีตำแหน่ง ผอ.รมน. ซึ่งก็คือผู้บัญชาการทหารบก จึงมีอำนาจเทียบเท่านายกรัฐมนตรี นั่นเอง และยังเป็นการให้อำนาจแก่ทหารบกแบบสุด ๆ ในทุกพื้นที่ ด้วยตำแหน่ง ผอ.รมน.ภาค ซึ่งก็เป็นของแม่ทัพภาคทั้งหมด

แค่เห็นว่ามีความไม่ปลอดภัยต่อความมั่นคง ก็สามารถบังคับบัญชาหน่วยงานรัฐทุกหน่วยได้ แต่งตั้งบุคคลได้

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากฝ่ายกองทัพเห็นชอบ หรือฝ่ายที่กองทัพไม่เห็นด้วย ก็ง่ายอย่างยิ่งที่จะทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลชุดนั้นๆ ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องลากรถถังออกมาปฎิวัติรัฐประหารให้เป็นที่รังเกียจของสังคมโลก

พ.ร.บ. ความมั่นคงภายในยังให้อำนาจ ผบ.ทบ. ลิดรอนสิทธิประชาชนได้หลายเรื่อง

ห้ามเดินทาง ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม ห้ามชุมนุมการเมือง ห้ามแสดงมหรสพ ห้ามโฆษณา ห้ามออกจากเคหะสถาน ให้เจ้าของกิจการรายงานประวัติลูกจ้างทั้งหมด หรือครอบครองสินค้าได้

หรือหากสงสัยผู้ใดก็ยังสามารถเรียกมาคุมตัวก่อนได้ภายใน 30 วัน โดยเรียกว่า ผู้ต้องสงสัย ทั้งห้ามเยี่ยม ห้ามมีทนาย หนักว่า ผู้ต้องหา เสียอีก

หนักขึ้นไปอีกก็คือ อำนาจของ ผอ.รมน.ยังสามารถเข้าแทรกแซงการสอบสวนได้ ทั้งเรียกข้อมูลการสอบสวนทางอาญามาดู หรือเข้าฟังการสอบสวนก็ได้ หรือแม้กระทั่งสั่งปล่อยก็ยังได้

แล้วแบบนี้ ใช่หรือไม่ ที่ทหารได้ใช้อำนาจทั้งสอบสวน จับกุม ตัดสิน ไปได้ในคน
ๆ เดียวกัน

และมันก็ไม่ใช่ พ.ร.บ.นี้ มาทำหน้าที่ดูแลประเทศ ตามที่กล่าวอ้าง

แต่เป็นความพยายามที่จะรักษาโครงสร้างกอ.รมน. ที่เคยใช้ปราบปรามคอมมิวนิสต์ และหาพื้นที่ให้ผู้นำกองทัพเข้าแทรกแซงการเมืองของพลเรือนได้

หลายคนจึงพูดว่า เป็นการฟื้นแนวคิดอมาตยาธิปไตยขึ้นมาใหม่นั่นเอง

ล่าสุด ดูเหมือนจะแกล้งถอยออกไปบ้าง แต่ก็ยังไม่มีใครเห็นถูกแก้ไขจริงหรือไม่ นั่นก็คือ ประเด็นที่เขียนไว้ว่า ห้ามตรวจสอบโดยศาลปกครอง ไม่ต้องรับความผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย

แต่มันก็คงไม่เพียงพอ เพราะเพียงแค่ตัดเนื้อหาส่วนนี้ออกไป ก็ไม่ได้ทำให้อำนาจของกองทัพบก อำนาจของ ผบ.ทบ.หรืออำนาจของ แม่ทัพภาคทุกภาค ถูกต้องห้ามในการเข้าแทรกแซงทางการเมืองแต่อย่างใดเลย

และถึงแม้ จะกล่าวว่า จำเป็นต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพบ้าง แต่การจำกัดสิทธิเสรีภาพก็ต้องเป็นไปเพียงเท่าที่จำเป็นและประชาชนยินยอมโดยผ่านกระบวนการตรากฎหมาย หรือผ่านผู้แทนที่ปะชาชนเลือกเข้าไป

สนช.ชุดนี้ ไม่ได้มาจากประชาชน จึงไม่มีความชอบธรรมในการรับร่างฉบับนี้ไว้พิจารณาอย่างใดทั้งสิ้น หรือแม้กระทั่งกฎหมายอื่น ๆ อีกหลายฉบับ

ก็ต้องขอไว้อาลัย พร้อมกับคำสาปแช่ง ไปถึงกลุ่มคนที่ยกมือผ่านร่าง พ.ร.บ.อัปยศในวันนี้

เพราะมันจะกลายเป็นชนวนที่สร้างรอยร้าวให้เกิดขึ้นในกลุ่มสังคมไทย

ที่รอเพียงแต่จะเร็ววันหรือช้าวันเท่านั้น ที่มันจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ


จาก เวบไซต์ประชาทรรศน์