WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 21, 2007

จารุวรรณ เมณฑกา


สามวันแล้ว ที่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ นำเสนอข่าว คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. มีพฤติกรรมเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน กรณี บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด เช่าอาคารพาณิชย์ของ นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีของคุณหญิงจารุวรรณ เป็นสำนักงาน แต่ไม่เคยเปิดใช้อาคารพาณิชย์หลังดังกล่าวเลย และไม่มีสภาพเป็นสำนักงานของบริษัทแต่อย่างใด

ความน่าสนใจของประเด็นก็คือว่า อาคารพาณิชย์หลังดังกล่าว มีชื่อผู้อาศัยคนสำคัญชื่อ จารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างบริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้เป็นผู้จัดการอบรมสัมมนาเจ้าหน้าที่ตรวจสอบบัญชีให้แก่เจ้าหน้าที่ สตง. โดยในปี 2550 บริษัทแห่งนี้มีรายได้จาก สตง. ไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท

สามวันแล้ว ที่ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา หลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงความเป็นมาของ บริษัท ออดิต แอนด์ แมนเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ว่าไปทำมาหากินกันอย่างไร ไปทำมาค้าขายกันอย่างไร จึงจับพลัดจับผลูมาเช่าตึกเจ้าปัญหาหลังนี้ได้อย่างไร และเหตุใดเมื่อจ่ายค่าเช่าแล้ว จึงไม่ยอมเข้าอยู่ และไม่ใช้ประโยชน์ ซึ่งผิดวิสัยของผู้เช่าทั่วไป ทั้งๆ ที่แจ้งข้อมูลต่อกระทรวงพาณิชย์ว่ามีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อาคารหลังดังกล่าว แต่เมื่อนักข่าวไปตรวจสอบ กลับไม่พบป้ายชื่อบริษัทฯ และไม่พบว่ามีการเปิดเป็นสำนักงานบริษัทฯ แต่อย่างใด

นักข่าวของประชาทรรศน์พยายามติดต่อสอบถามเรื่องนี้กับคุณหญิงจารุวรรณทุกวัน ตั้งแต่วันจันทร์จนถึงวันพุธ ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ สตง. เหมือนกันทุกวันคือ "ไม่ว่าง ติดประชุม" จนต้องสรุปว่า คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา หลีกเลี่ยงที่จะให้สัมภาษณ์เรื่องนี้

ลำพังแค่ไม่ชี้แจง และหลีกเลี่ยง ก็ยังพอเข้าใจได้ว่าคุณหญิงเธอยังไม่พร้อมที่จะตอบ เพราะตั้งตัวไม่ทัน คิดไม่ถึงว่าจะมีผู้ขุดคุ้ยเรื่องนี้ขึ้นมาแฉ ขึ้นมา ทดสอบจริยธรรมของตำแหน่งผู้ว่าการ สตง. และจริยธรรมของคนดี ที่คุณหญิงเธออวดโอ่และแอบอ้างราวกับว่าเป็น
เจ้าของนิยาม "คนดี" แต่เพียงผู้เดียวมาโดยตลอด

บุคคลสาธารณะหลายคนก็มีอาการไม่ผิดเพี้ยนไปจากคุณหญิงจารุวรรณ เมื่อถูกขุดคุ้ยเรื่องที่ตัวเองคิดว่าปกปิดไว้มิดชิดแล้ว
แรกๆ ก็ตกใจที่มีคนรู้ ต่อมาก็ประหลาดใจที่มีคนรู้ได้อย่างไร แล้วก็เจ็บใจที่คนรู้แล้วนำมาพูดนำมาแฉ

ต่อจากนั้นก็แล้วแต่
ความหนา-บางของจริยธรรมในแต่ละคน

คนที่หน้าบาง ก็จะละอายใจ สารภาพผิด ไม่กล้าอยู่สู้หน้าใครต่อไป แต่ถ้าหน้าหนา ก็จะไม่ละอายใจ และยังด้านที่จะทำต่อไปโดยไม่เกรงใจใครทั้งนั้น

ผมไม่เห็นว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด ที่คุณหญิงจารุวรรณจะไม่ตอบคำถามเรื่องนี้ และคิดว่าขณะนี้คุณหญิงเธอได้ผ่านอาการตกใจและประหลาดใจมาแล้ว อยู่ในขั้นเจ็บใจที่ถูกนำมาแฉประจาน แต่ในขั้นต่อไป คือ ขั้น "ละอายใจ" หรือไม่นั้น

ผมยังมองไม่เห็นอาการของคุณหญิงเธอ ว่าจะออกทางหนาหรือบาง

แต่ที่ผมเห็นว่าแปลกและประหลาดใจก็คือ ในขณะที่คุณหญิงไม่ตอบเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของสามีและตัวเองกับบริษัทฯ ที่ได้รับงานว่าจ้างจาก สตง. ที่คุณหญิงเป็นผู้ว่าการ เป็นผู้บริหารสูงสุด คุณหญิงกลับใช้กลยุทธ์ทางการข่าว โดยมีสื่อมวลชนที่อวดโอ่เป็นสื่อคุณภาพบางราย นำเสนอข่าวเอียงข้างคุณหญิงว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่กลุ่มอำนาจเก่านำมากลั่นแกล้งดิสเครดิตคุณหญิง จึงไม่อยากจะชี้แจง

โธ่...ถ้าเป็นเรื่องไม่จริง มีพยาน มีหลักฐาน มีเอกสารมาหักล้าง ก็จบ ไม่ต้องไปทุกข์ใจ ไม่ต้องปล่อยให้ใครเขามากล่าวหากันฟรีๆ มาตั้งคำถามเชิงดูถูกว่ามีจริยธรรมจริงหรือไม่ แบบนี้

ไม่ใช่เพียงแค่ชี้แจงแล้วจบกันไป จะต้องแจ้งความดำเนินคดีให้เข็ดหลาบด้วย หากเป็นการกระทำของพวกอำนาจเก่าจริงๆ
อย่าได้เก็บไว้ให้มาเหยียบย่ำเกียรติยศศักดิ์ศรีของผู้ว่าการ สตง. และคุณหญิงเล่นฟรีๆ แบบนี้

แต่การปิดปากเงียบและการวิ่งหนีคำถามของคุณหญิงแบบนี้ จะทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าอย่างไร จะทำให้เจ้าหน้าที่ สตง. เข้าใจเป็นอื่นได้อย่างไร นอกจากว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะหากไม่จริง คุณหญิงต้องพูดออกมาแล้ว

ก็ในห้วงเวลาที่ผ่านมา คุณหญิงพูดเรื่องไม่จริงไปตั้งหลายเรื่องแล้ว ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่พูดยากกว่า แล้วทำไมกับเรื่องที่เป็นจริงซึ่งพูดง่ายกว่า ทำไมจึงไม่พูด

นอกจากไม่พูดแล้ว คุณหญิงเธอยังเบี่ยงเบนประเด็น จากผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กล่าวหาคนอื่นอีกด้วยว่า ผลจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ เข้มแข็งของเธอ เป็นเหตุให้ถูกขู่ฆ่า จนเธอกับลูกชายต้องไปหัดยิงปืนเอาไว้ป้องกันตัวเอง

นี่ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าประหลาดใจ คือ เรื่องที่คุณหญิงถูกกล่าวหา โดยมีพยานเอกสาร หลักฐานปรากฏชัดแจ้งจากประชาทรรศน์ ไม่มีสื่อมวลชนรายใดสนใจตรวจสอบขยายผล แต่กลับปกป้องคุณหญิง ด้วยเทคนิคการเสนอข่าวทำให้ประชาชนไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง แต่กับ
กรณีที่คุณหญิงอ้างลอยๆ ว่าถูกขู่ฆ่า ไม่มีพยานหลักฐาน ไม่มีพยานบุคคล สื่อมวลชนกลับพร้อมใจกันนำเสนอเป็นเรื่องราวข่าวใหญ่โต

ปรากฏการณ์นี้ทำให้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคุณหญิงจารุวรรณกับสื่อมวลชนทุกสำนักในประเทศนี้ ดีต่อกันเป็นพิเศษ และพร้อมจะเข้าด้วยช่วยเหลือกันในทุกเรื่อง จนผมต้องอดคิดไม่ได้ว่า ประชาทรรศน์ คือ แกะดำตัวเดียว หรือ แกะขาวตัวเดียว กันแน่ในกรณีนี้
หากคุณหญิงและครอบครัว ทั้งผัวและลูก ได้อ่านคอลัมน์นี้ หรือมีใครตัดให้อ่าน ผมขอฝากไว้นิดเดียวว่า คุณหญิงกับครอบครัวไม่กลัวคำขู่ฆ่า แต่ไม่ประมาทก็ถูกแล้ว

แต่ที่คุณหญิงต้องกลัว ก็คือ ความจริงในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ประชาทรรศน์นำมาเสนอ นี่ล่ะที่จะฆ่าคุณหญิงให้ตายจากการเป็นคนดี มีจริยธรรม ได้ผลมากกว่าอาวุธชนิดใดๆ ทั้งสิ้น และการหัดยิงปืนก็ช่วยไม่ได้ แต่ จะต้องหัดพูดความจริง จึงจะช่วยลดหย่อนผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

ก็อยากจะเตือนเพียงแค่นี้ นอกเหนือจากนี้ไปก็แล้วแต่พระเจ้าล่ะครับ ว่ายังยอมรับ คุณหญิงเป็นคนดีของท่านอีกต่อไปหรือไม่

‘ทักษิณ'ฝากคนไทย23ธ.ค.เริ่มต้นปรองดองแห่งชาติเพื่อ‘ในหลวง'


นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ฝากข้อความมาถึงคนไทยทุกคนก่อนจะมีเลือกตั้งวันที่ 23 ธ.ค.นี้ว่า ปีนี้เป็นปีมหามงคลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายุครบ 80 พรรษาว่า ควรจะใช้วันเลือกตั้งเป็นวันปรองดองแห่งชาติ ทำดีเพื่อถวายในหลวง เพราะพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะเห็นคนไทยปรองดองและสามัคคีซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญ ส่วนเรื่องที่สอง อยากเห็นการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม เพราะเมื่อพรรคใดได้เสียงข้างมากก็ควรได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลตามเจตจำนง จึงหวังว่าคนไทยจะปรองดองกัน

ขณะนี้พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่ฮ่องกงและจะพักอยู่ต่ออีกสักระยะหนึ่ง หลังช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องพำนักอยู่ในอังกฤษและเดินทางไปยังประเทศต่างๆ หลังเกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจเมื่อ 19 ก.ย.ปีก่อน

เมื่อถามว่าการปรองดองหมายถึงจะต้องรวมกันทุกพรรคหรือไม่ นายนพดลกล่าวว่าการปรองดองคือจะต้องปฎิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เอาประชาธิปไตยกลับคืนมา ทุกคนทำหน้าที่ของตนเอง ภายใต้กรอบของกฎหมาย เอากฎหมายอยู่เหนือกฎหมู่ ผลการเลือกตั้งออกมาอย่างไรก็ต้องปฎิบัติไปตามนั้น ความคิดเห็นแกตต่างกันได้ แต่ไม่ใช่ไปกลั่นแกล้งอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนความปรองดองของชาติได้พูดไปแล้วซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ เขาไม่พร้อมที่จะมาร่วมสมานฉันท์ ก็เป็นสิทธิของเขา เมื่อเขาไม่เห็นด้วย ก็อย่าไปกล่าวหา ก็จบกันไป

จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

ปตท.ถูกจัดอันดับเป็นบริษัทน้ำมันที่ดีสุดในเอเชียปี51

ปตท. ถูกจัดอันดับเป็นบริษัทน้ำมันที่มีการจัดการกิจการที่ดีที่สุดในเอเชีย ประจำปี 2551 จาก Euromoney

นายสรัญ รังคสิริ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ได้รับการประกาศจาก Euromoney
ให้เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีการจัดการและการกำกับดูแลกิจการที่ดีที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียประจำปี 2551 (Best Managed and Governed Companies in Asia Poll 2008 for Oil and Gas services) จากผลการสำรวจ
กลุ่มนักวิเคราะห์สถาบันการเงินชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีเกณฑ์การพิจารณาจากศักยภาพด้านการจัดการองค์กร ความโปร่งใสทางการเงินและการบัญชี และกระบวนการกำกับดูแลกิจการขององค์กร แสดงถึงศักยภาพที่เข้มแข็งของ ปตท. ซึ่งสร้างความมั่นใจ
ต่อระบบเศรษฐกิจของไทยให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

นายสรัญ กล่าวว่า ส่วนสำคัญที่ทำให้ ปตท. ได้รับการยอมรับในครั้งนี้ เกิดจากการบริหารธุรกิจแบบครบวงจร ที่เน้นการสร้างพลังร่วม
(Synergy) ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีความโปร่งใส เพื่อนำองค์กรสู่การเป็นบริษัทข้ามชาติในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ ตลอดปี 2550 ที่ผ่านมา ปตท. ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารชั้นนำระดับโลกและสถาบันต่างๆ อาทิ บริษัทมหาชน ขนาดใหญ่ที่ดีที่สุดของโลกอันดับที่ 354 โดยนิตยสาร Forbes Global รางวัลบริษัทที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดีที่สุดในเอเชียโดยนิตยสาร Corporate Governance Asia บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลกอันดับที่ 207 โดยนิตยสาร Fortune บริษัทชั้นนำด้านการประกอบธุรกิจพลังงานอันดับที่ 27 ของโลกโดย Platts เป็นต้น

รองเลขาพปช.แถลง'ประแสง'ยื่นลาออกแล้วยันไม่ได้กดดัน

รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน เผย "ประแสง มงคลศิริ" ยื่นใบลาออกจากผู้สมัครส.ส.ระบบเขต จ.อุทัยธานี ทางไปรษณีย์ มีผลตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว ยืนยัน ไม่มีผู้ใหญ่กดดัน เพราะกลัวถูกยุบพรรค





นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า นายประแสง มงคลศิริ ผู้สมัครส.ส.ระบบเขต จ.อุทัยธานีได้ทำหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกภาพพรรคพลังประชาชนแล้ว ลงวันที่ 18 ธ.ค.2550 โดยได้ทำหนังสือลาออกส่งผ่านทางไปรษณีย์ ถึง เลขาธิการพรรคฯ เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. พร้อมยืนยันว่า การลาออกของนายประแสง ไม่เกี่ยวข้องกับการที่มีผู้ใหญ่ในพรรคไปกดดันให้ลาออก เพราะเกรงว่า การกระทำของนายประแสง ที่หาเสียงด้วยการแจกวีซีดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะส่งผลให้มีการยุบพรรคเกิดขึ้น เนื่องจาก พฤติกรรมดังกล่าว พรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง อีกทั้ง พรรคได้มีการทำหนังสือชี้แจงให้นายประแสง ยุติการกระทำดังกล่าวแล้ว

ด้าน นายชูศักดิ์ ศิรินิล ฝ่ายกฎหมายของพรรค เตรียมฟ้องร้อง กกต. ให้ดำเนินคดีกับพรรคประชาธิปัตย์ หลังติดป้ายหาเสียงใส่ร้ายพรรคพลังประชาชน ทำให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยม และจูงใจให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งป้ายหาเสียงมีการอ้างชื่อพรรคไทยรักไทย ที่ทำให้เกิดหนี้เสียจากบัตรเครดิตเป็นจำนวนมาก จึงไม่ควรเลือกพรรคพลังประชาชน นอกจากนี้ ยังพบว่าที่ จ.ยโสธรมีพรรคการเมืองบางพรรค ปลอมแปลงเอกสารและลายเซ็นของอดีตนายกฯทักษิณ โดยอ้างว่าจะนำเงินให้ประชาชนคนละ 1 พันบาทเพื่อจูงใจให้เลือกพรรคพลังประชาชน

อภิสิทธิ์หรือชวน


คำประกาศ..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือสมัคร สุนทรเวช คนใดคนหนึ่งจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป..หลังการเลือกตั้งครั้งนี้..
สมัคร สุนทรเวช นั้น..ไม่มีปัญหา..
หากพรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะ หรือสามารถตั้งรัฐบาลผสมขึ้นมาได้
เขาคือนายกรัฐมนตรี
แต่สำหรับ..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์..นั้น..ยังไม่แน่..
ในฐานะแกนนำของรัฐบาลผสม..หรือพรรคประชาธิปัตย์ได้ผู้แทนต่ำกว่าความคาดหมาย หรือได้ผู้แทนแพ้พรรคพลังประชาชนในกรุงเทพมหานครจะกระทบกับความเป็นหัวหน้าพรรคและลามไปถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เพราะ..พรรคฝ่ายค้านที่มีเสียงมากที่สุดจากการเลือกตั้ง อย่างพรรคพลังประชาชนนั้น..จะเป็นดาบจ่อคอรัฐบาลผสมในการบริหารราชการแผ่นดิน
ประกอบกับ..ผู้นำในแต่ละพรรคของรัฐบาลผสม ล้วนแต่มีอายุเกือบ 60 ไปจนถึง70 กว่าๆ จะให้มานั่ง..เคารพบูชานายกรัฐมนตรีอายุรุ่นลูกนั้น..ปัญหาคือความรู้สึก..
และว่าที่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ..ยังมีแผลเป็นอยู่ที่..เรื่องการรับราชการทหาร..ที่ยังไม่รู้ว่า..ใครเป็นคนปล่อยข่าวออกมาทิ้งไว้
รัฐบาลผสมหรือสังคมคนหลายพรรคน่าจะมีการเสนอให้ประธานพรรคประชาธิปัตย์กลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..อย่างน้อยก็เพื่อสนองตอบต่อ..คนภาคใต้..ที่ยังเป็นปราการใหญ่ฐานหลักของพรรคประชาธิปัตย์..
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..จะสง่างามในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้..ก็ด้วยจำนวนผู้สอบได้ของพรรค สูงเท่าประมาณการหรือสูงกว่า..หรือได้ชัยชนะเหนือพรรคพลังประชาชนในกรุงเทพฯ
แต่จากสารพัดโพลล์ที่ปรากฏออกมานั้น..ตรงนี้มีปัญหา
วันเวลาในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น..ยังมีอีกยาวนานในวันหน้า..แต่ในวันที่การเมืองยังขับเคลื่อนด้วย..ผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่แบบนี้
ให้เตรียมทำใจเอาไว้ล่วงหน้า


● พญาไม้ ●

//////////////////////////////

คอลัมน์:พญาไม้ ทูเดย์


คมช. สั่ง รามฯ ห้ามยุ่งความมั่นคง!

ขณะที่หน้ารัฐสภามีภาคประชาชนหลายองค์กรรวมตัวปิดสภา เพื่อยื่นคำขาดให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. หยุดดำเนินการพิจารณากฎหมายทุกฉบับโดยเด็ดขาด...

ที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง...ก็เตรียมจัดเวทีคู่ขนานกับเวทีใหญ่ของพี่น้องภาคประชาชน ต้องการให้เป็นเวทีสาธารณะพูดคุยเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร รวมทั้งร่างกฎหมาย ฉบับอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง โดยมีจุดมุ่งหมายสื่อสารกับเพื่อนนักศึกษาด้วยกันโดยเฉพาะ...

แต่ทว่า...ราวๆ เกือบเที่ยงคืนของวันที่ 18 ธันวาคม ขณะที่น้องๆ นักศึกษากำลังเตรียมขนข้าวของ เช่น เครื่องเสียง ลำโพง เข้าไปใช้ในการทำ กิจกรรมเหมือนเช่นปกติที่เคยทำกันมาทุกครั้งในหลายๆ กิจกรรม แต่ปรากฏว่า คืนนี้พวกเขาเข้าไปในมหาวิทยาลัยของตนเองไม่ได้... เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ของมหาวิทยาลัย ล็อกกุญแจ ประตูทางเข้าอย่างแน่นหนา

คำอธิบายของเจ้าหน้าที่คือ เป็นคำสั่งของ นายสมหมาย สุรชัย รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา และเมื่อนักศึกษากลุ่มนี้ยืนยันที่จะเข้าไปทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยของตัวเองให้ได้แล้ว เจ้าหน้าที่ก็ต้องบอกว่า

...คมช. สั่งห้าม!

เป็นคำตอบสุดท้าย!

งานนี้นักศึกษาหลายสิบคนที่ทั้งสังกัด กลุ่มกิจกรรมนักศึกษาเพื่อสังคม และ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ต่างไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจ ตรงกันข้ามกลับยิ่ง เพิ่มดีกรี ีความมุ่งมั่นที่จะเข้าไปตั้งเวทีพูดคุยกับเพื่อนๆ ร่วมมหาวิทยาลัยข้างในให้ได้ เพราะนี่ไม่ใช่เวทีของพรรคการเมือง ไม่ได้มาช่วยใครหาเสียง แต่เป็นเวทีสาธารณะที่มุ่งเรื่องความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่กำลังจะผ่านสภา เพราะความจริงที่ต้องยอมรับกันอย่างหนึ่งก็คือว่า มีไม่กี่คนในประเทศนี้เท่านั้นที่เข้าใจแจ้งว่าร่างกฎหมายฉบับต่างๆ ที่ สนช. ดึงดันจะผลักผ่านให้ได้นั้น มันมีความไม่ชอบมาพากล มีความเสี่ยงภัย และมีความเสียหายต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วประเทศอย่างไร...

นักศึกษากลุ่มนี้จึงต้องการเปิดเวทีนี้เพื่อเป็นช่องทางทำความเข้าใจเรื่องดังกล่าวกับคนหมู่มาก...

คำสั่งห้ามจากรองอธิการฝ่ายกิจการนักศึกษา ที่อ้างชื่อเผด็จการอย่าง คมช. นั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหต ุสมผล และไม่ควรจะสยบยอมอย่างยิ่ง และถ้ามันเป็นจริงก็ แสดงว่ามหาวิทยาลัยของประชาชนแห่งนี้ ไม่มีผู้บริหาร ที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมหลงเหลืออยู่เลย เพราะนอกจากไม่ปกป้องนักศึกษาของตัวเอง ก็ยังยอมรับคำสั่งของเผด็จการมาน้อมรับใช้อย่างไม่ละอายแก่ใจ

แม้แต่มหาวิทยาลัยที่ถูกก่นด่าทั่วเมืองอย่างธรรมศาสตร์ เมื่อครั้งที่ผู้บริหารบางส่วนตบเท้าเข้ารับปูน บำเหน็จ รางวัลจากคณะรัฐประหาร...แต่อย่างน้อยอธิการบดีอย่างสุรพล ก็ยังกัดฟันยอมให้นักศึกษาของตัวเองจัดกิจกรรม เช่น วงเสวนาทางการเมืองได้...แม้จะจัดมาด่าตัวเองหรือด่า คมช. เจ้านายตัวเองอีกทีก็ตาม

แต่ที่รามคำแหงไม่ใช่อย่างนั้น...

จริงอยู่ที่ว่า พรรคการเมืองของนักศึกษารามคำแหงบางพรรคมีผู้สนับสนุนเป็นพรรคการเมืองใหญ่ๆ การระแวดระวังไม่อยากให้นักศึกษาจัดกิจกรรมในช่วงเลือกตั้ง จึงอาจเป็นเพราะเกรงว่าพรรคการเมืองจะฉวยโอกาส ซื้อเสียงจากนักศึกษาด้วยวิธีการที่ไม่ตรงไปตรงมา ไม่โปร่งใส

แต่ในกรณีเวทีสาธารณะของกลุ่มกิจกรรมนักศึกษาเพื่อสังคม รามคำแหงกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษา แห่งประเทศไทย (สนนท.) ที่ปีนี้มีเลขาธิการเป็นนักศึกษาเลือดรามคำแหงเต็มตัวนั้น... ถามว่าผู้บริหารจะไม่รู้เชียวหรือ ว่ามีเพื่อจุดประสงค์อันใด...

การที่นักศึกษากลุ่มนี้ประชาสัมพันธ์ไปล่วงหน้าทั่วมหาวิทยาลัย ว่าจะเป็นเวทีสำหรับชำแหละร่างกฎหมาย ฉบับต่างๆ ที่กำลังอยู่ในระหว่างพิจารณาของ สนช. นั้น เห็นได้ชัดว่าผู้เสียผลประโยชน์ก็เห็นจะมีแต่ฝ่าย สนช. หรือฝ่าย คมช. เท่านั้นเอง...โดยเฉพาะ ร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่ คมช. ตั้งเป้ามาเนิ่นนานแล้วว่า ยังไงก็ต้องผ่าน!

การห้ามนักศึกษาจัดเวทีโดยอ้างคำสั่ง คมช. นั้น จึงเป็นเรื่องที่คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกเสียจากไม่ต้องการ ให้เกิดกระแสคัดค้านร่างกฎหมายฮิตเลอร์ฉบับนี้...แต่ต้องการให้ร่วมกันปิดหูปิดตานักศึกษาประชาชน เพื่อปล่อยให้ร่างกฎหมายเผด็จการฉบับนี้ผ่านไปได้โดยสะดวกดาย

ล่าสุดนักศึกษายืนยันจะจัดเวทีโดยตั้งประจันหน้าอยู่หน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ มาตั้งกำลังอยู่ประมาณกว่า 60 นาย

รวมทั้งยังไม่มีคำตอบอื่นใดจากผู้บริหาร นอกเสียจาก คาถา คมช. เท่านั้นเอง

สุดารัตน์-ชิดชัยถึงเวลามาตามนัด


ไม่ให้เรียกว่า 'นัดกันมา' ก็คงไม่มีใครเชื่อ สำหรับ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นำทีมโดย พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรักษาการนายกรัฐมนตรี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายปองพล อดิเรกสาร นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายภูมิธรรม เวชยชัย นายสุธรรม แสงประทุม นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี นายอดิศร เพียงเกษ นายจำลอง ครุฑขุนทด นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ และ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา

เรียกว่า 'มากันแบบพร้อมหน้าพร้อมตา' ข่าวว่า 'บรรยากาศ' สุดจะคึกคัก มีการ หยอกล้อ ประหนึ่งว่า เป็นการ 'ประชุม ครม. พลัดถิ่น' โดยมีอดีตรักษาการนายกรัฐมนตรี อย่าง พล.ต.อ.ชิดชัย นั่งหัวโต๊ะ

'เนื้อหาสาระ' ของการ 'รวมกลุ่มปรากฏตัว' ครั้งนี้ น่าจะแยกเป็น 3 ส่วนคือ

1. พล.ต.อ.ชิดชัย ยืนยันในเรื่อง อยากเห็นความสามัคคี ปรองดองของคนในชาติ

2. คุณหญิงสุดารัตน์ อยากให้ทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้ง

3. นายจาตุรนต์ ประกาศสัญญาประชาคม ไม่เรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรม

ในการพล.ต.อ.ชิดชัย ซึ่งน่าจะเป็น 'ผู้ใหญ่' ยืนยันว่า การมาแสดง ท่าทีครั้งนี้ 'ไม่มีนัยยะทางการเมือง จะเชื่อหรือไม่ ต้องเป็นเรื่องที่ 'ประชาชน' จะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกตั้งวันที่ 23 ธ.ค.

แต่ฟัง ๆ ดูแล้ว สังเกตท่าที บรรยา กาศการประชุมที่ครื้นเครงแล้วทำให้คิดได้ว่า 'มั่นใจ' กับคำตอบอะไรบางอย่างอยู่หรือเปล่า

เพราะ 'ท่าที' ทั้งหมดนี้เป็น 'นัยยะ' ในการหาเสียงทางการเมืองทั้งนั้น อย่าง เรื่อง 'ปรองดอง' นั้นพูดกันทุกพรรคการเมือง พูดกันมาตั้งแต่ยังไม่มีการเลือกตั้ง จะมีที่เป็นปัญหาก็คือ 'นิรโทษกรรม' นี่แหละ เพราะหัวหน้าพรรคพลังประชาชนประกาศชัดเจนปาว ๆ ว่า จะนิรโทษกรรม 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ขณะที่ 'ลูกพรรค' กลับให้สัญญา 'ไม่เรียกร้อง'

ก็จะเรียกร้องไปทำไม ในเมื่อหัวหน้าพรรคใช้หาเสียงว่า จะนิรโทษกรรมแน่นอน

ส่วนเรื่อง 'ยอมรับผลการเลือกตั้ง' เชื่อแน่ว่า หากเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่มี 'ฝนห่าใหญ่' อย่างที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ว่าไว้

เชื่อแน่ว่า 'คงไม่มีใคร' ไม่ยอมรับ

3 ประเด็นสำคัญ ดู ๆ ไปแล้ว เหมือนต้องการจะดึง 'พลังเงียบ' ที่มีทั้งคนที่ยังไม่ตัดสินใจ คนที่ยังลังเล และคนที่ยังไม่เชื่อมั่นว่า 'จะจบจริง'

หรือนี่จะเป็นอีก 'กลยุทธ์' หนึ่งในการหาเสียงโค้งสุดท้ายที่นัดกันไว้ อย่างไรก็มากัน'“ตามนัด'.

บทความจากคอลัมน์ รายงานสถานการณ์ร้อน


'เยาวเรศ'ยกพวกทักษิณ ถล่ม 'ปกเหลือง'คตส. จ้องทำลายตระกูล


หลังจากที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ได้ออกสมุดปกเหลืองจำนวน 5 หมื่นเล่มแจกประชาชน โดยเนื้อหาระบุการบริหารประเทศ ของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ตลอดระยะเวลา 5 ปี ทำรัฐสูญเงินกว่า 2 แสนล้านบาทนั้น ได้มีความเคลื่อนไหวตามมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม น.ส.เยาวเรศ ชินวัตร น้องสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ได้รับความเป็น ธรรม เพราะเรื่องยังไม่ได้มีการสรุป หรือมีการสอบสวนถึงที่สุด แต่มาด่วนสรุป ควรจะให้มีผลสรุปว่าผิดหรือถูกก่อน เรื่องดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อวงศ์ตระกูลด้วยโดยเฉพาะการนำมาออกในช่วงเวลานี้ จะหมายความว่าอย่างไร ในความรู้สึกของครอบครัวถือว่าไม่ยุติธรรม

'อย่างน้อยๆพ.ต.ท.ทักษิณก็เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ทำงานรับใช้บ้านเมืองก็มีความดีไม่มากก็น้อย ควรจะให้เกียรติกันหน่อย พร้อมกันนี้ควรรอให้ท่านกลับมาได้ต่อสู้ตามกระบวนการของศาลยุติธรรมให้เรียบร้อยก่อนแล้วจึงจะมาวิจารณ์' น.ส.เยาวเรศ กล่าวในที่สุด

ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นเพียงข้อกล่าวหาเท่านั้น คดียังไม่ถึงศาล การกล่าวหาก็สามารถพูดได้ แต่ถ้าตนมาออกหนังสืออีกซักเล่มว่าคตส.ทำอะไรบกพร่องได้หรือไม่ ตนเชื่อว่าคตส.มีจุดประสงค์ต้องการเอาคนที่ถูกกล่าวหาให้บรรลัยวายวอดอยู่แล้ว แต่คงไม่กระทบต่อการเลือกตั้ง เพราะประชาชนรู้อยู่แล้วว่าคตส.คิดอย่างไร เพราะคตส.ไม่ใช่คนเลือกตั้งแต่เขาทำให้คนเลือกตั้งเสียหายได้

ด้านนายสัก กอแสงเรือง กรรมการคตส. ออกมากล่าวตอบโต้น.ส.เยาวเรศ น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ และนายสมัคร โดยยืนยันว่า การออกสมุดปกเหลืองนั้น คตส. ไม่ได้คำนึงว่าจะเกิดความเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม กับใคร และไม่ได้มองว่าจะกระทบชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของใคร เพราะเป็นการทำงานตามขั้นตอนปกติ โดยเป็นการสรุปผลการทำงานครบรอบ 1 ปี ซึ่งเมื่อหนังสือจัดทำเสร็จก็ต้องมีการเผยแพร่ตามขั้นตอนปกติ

'เจตนาของเราไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง เพราะเราเปรียบเหมือนใบตองแห้ง ไม่ทราบว่าทำไม ต้องมามองกันแบบนี้ พอทำช้าก็บอกไม่มีผลงาน พอทำเร็วก็บอกว่ากลั่นแกล้งกัน ถามหน่อยเถอะ ถ้าในขั้นตอนการไต่สวนของเรา ถ้าผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหา ยินดีมาให้ปากคำตามกำหนดเวลา ไม่ขอเลื่อนแล้วเลื่อนอีก งานคงออกมานานแล้ว' นายสักกล่าว และว่า ก่อนหน้านี้ คตส. ตั้งเป้าหมายว่าในช่วงสิ้นสุดเดือนธันวาคม นี้ จะมีหลายคดีที่แล้วเสร็จ แต่ทุกคดีก็ติดปัญหาไม่ว่าจะเป็นคดีซีทีเอ็กซ์ และคดีท่อร้อยสายไฟฟ้า ในสุวรรณภูมิ ที่ยังติดปัญหาเรื่องการแปลเอกสารจากต่างประเทศที่ยังไม่เรียบร้อย คดีกล้ายาง ที่มีมากกว่า 40 ประเด็นที่ต้องสรุปผลการไต่สวน หรือแม้กระทั่งคดีเอ็กซิมแบงค์ ก็ตั้งใจว่าจะสรุปให้เสร็จ แต่พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ขอเลื่อนการเข้าชี้แจงข้อกล่าวหาในวันที่ 29 ธันวาคม แต่เชื่อว่าคดีเหล่านี้ น่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จในเดือนมกราคม นี้แน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันเดียวกัน คตส.ได้แจกสมุดปกเขียวสรุป 20 ประเด็น ให้กับสื่อมวลชน เพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนที่ทางคตส.จะยื่นสำนวนให้อัยการสูงสุดในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ และจะมีการแจกสื่อมวลชน อย่างเป็นทางการอีกครั้ง ส่วนสมุดปกเหลือง จากเดิมที่จะมีการแจกในวันที่ 20 ธ.ค.นี้ ได้มีการเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 21 ธ.ค. หากประชาชนหรือหน่วยงานรัฐและเอกชนสนใจสามารถเดินทางมาขอรับได้ที่อาคารสตง. ซึ่งมีการพิมพ์เอาไว้จำนวน 5 หมื่นชุด


พปช. คาดมีอำนาจแฝงแทรกแซงตั้งรัฐบาล


หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น และสำนักข่าวที-นิวส์ ร่วมด้วยช่วยกัน จัดเสวนาเรื่อง 'อนาคตประเทศไทย หลังการเลือกตั้ง' ขึ้นที่ห้องประชุม 2300 อาคาร ดร.เกริก มหาวิทยาลัยเกริก เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม

นายบุรณัชย์ สมุทรักษ์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า หลังจากวันที่ 23 ธันวาคม ผู้ที่บ่งชี้ว่าทิศทางทางการเมืองของประเทศเป็นอย่างไร คือ ประชาชน ซึ่งเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่งในการเลือกตั้งคราวนี้ และผู้ที่จะมาเป็นผู้นำประเทศต้องเชื่อเรื่องการสมานฉันท์ ต้องมีจิตวิญญาณประชาธิปไตย เคารพสิทธิเสรีภาพ ประชาชน และต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต

ด้านนายปลอดประสพ สุรัสวดี ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวว่า การที่ประชาธิปไตยในประเทศไทยไม่พัฒนาเท่าที่ควร เป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเฮงซวย พรรคการเมืองไทยไม่นิ่งและไม่มั่นคง เพราะมีการยุบพรรค และมีการปฏิวัติ ซึ่งการแก้ไขคือต้องแก้รัฐธรรมนูญ และเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ ทหารต้องยุติบทบาททางการเมือง

'หลังวันที่ 23 ธันวาคม หากพรรคพลังประชาชนได้รับเลือกเข้ามามากและมีแนวโน้มจะจัดตั้งรัฐบาลผสม ต่อให้พรรคพลังประชาชนได้เกิน 240 ที่นั่ง หรือแม้พรรคประชาธิปัตย์จะต้องหาพันธมิตรทางการเมืองแน่ๆ ไม่เช่นนั้นจะเอาไม่อยู่ และการจัดตั้งรัฐบาลคราวนี้จะมีการต่อรองตำแหน่ง และจะมีการใช้อำนาจแฝง เข้ามาแทรกแซงในการจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน ไม่ว่าซีกซ้ายหรือซีกขวา และการตั้งรัฐบาลคราวนี้ ผู้ชนะอาจต้องคำนึงถึงผู้แพ้ด้วยว่าจะให้อยู่ได้อย่างไรบนเวทีการเมือง' นายปลอดประสพ กล่าว

นายจิรายุ วสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) กล่าวว่า พรรคเพื่อแผ่นดินเชื่อว่าพื้นฐาน ประเทศไทยไม่ได้เลวร้ายมากจนเกินไป สิ่งที่สำคัญคือความสามัคคีของคนในชาติจะต้องกลับมา การเมืองภาคประชาชนมีความเข้าใจถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น และจะต้องเอาผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง

นายเกษมสันต์ รองหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา (รช.) กล่าวว่า ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในสภาวะแย่ที่สุด อย่างไรก็ตาม วันที่ 23 ธันวาคม ประชาชนมีสิทธิเลือกอนาคตของประเทศไทย ว่าจะเป็นแบบใด

นายนาฬิกอติภัค แสงสนิท ตัวแทนพรรคชาติไทย (ชท.) กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองในอนาคต จะเป็นอย่างไร ความขัดแย้งความแตกแยกจะคลี่คลายไปในทิศทางใด อยู่ที่ผลลัพธ์ของการเลือกตั้ง อย่าไปลงคะแนน ด้วยความสะใจ หากรัฐบาลหลังการเลือกตั้งมีเสถียรภาพก็จะส่งผลให้การวางกรอบ นโยบาย และทิศทางเศรษฐกิจนั้น เกิดความชัดเจน ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการลงทุน แต่ถ้าหากหลังการเลือกตั้งไม่ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ก็จะทำให้เกิดการฉุดรั้งเศรษฐกิจตกต่ำลงไปอีก และรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งจะต้องไม่สืบทอด อำนาจ มาตรฐานจริยธรรมของรัฐบาลปัจจุบัน


เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ระบุ พรรคเน้นขอคะแนนเสียงเกินครึ่งสภาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ยอมรับขึ้นเวทีต้องพูดถึงอดีตนายกฯทักษิณบ้าง





นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการปราศรัยใหญ่ที่ท้องสนามหลวงเย็นนี้ว่าพรรคจะทำความเข้าใจเรื่องการแก้ไขปัญหาของประชาชน เรื่องก้าวต่อไปของบ้านเมืองและเรื่องประชาธิปไตยไทยสิ่งที่พรรคต้องการเน้นคือถ้าประชาชนอยากให้พรรคเป็นแกนนำในการบริหารประเทศก็ให้เลือก ส.ส.ของพรรคมาให้เกินครึ่ง หรือ 240 เสียง ส่วนการพูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บนเวที คงเป็นเรื่องของสีสันเท่านั้น

ทั้งนี้ผู้ที่จะขึ้นเวทีปราศรัยของพรรคพลังประชาชน เย็นนี้ ที่สนามหลวง เฉพาะบุคคลสำคัญ ประกอบด้วย นายสมัคร สุนทรเวช ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายยงยุทธ ติยะไพรัช นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ และ นายจตุพร พรหมพันธ์