WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 25, 2007

ทักษิณ ประกาศหวนกลับสู่การเมืองแล้ว หลัง พปช. ชนะเลือกตั้ง

09:48 น.

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในการแถลงข่าวที่ฮ่องกงวันนี้ว่า เขาต้องการหวนกลับมาสู่เวทีการเมืองอีกครั้ง หลังพรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง โดยได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับ 1
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า "ผมต้องการจะกลับสู่การเมือง และกลับมาใช้ชีวิตของผมในฐานะประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง" โดยถ้อยแถลงของเขาสวนทางกับแถลงการณ์หลายครั้งของเขานับตั้งแต่เกิดรัฐประหารที่ระบุว่า เขาได้ประกาศวางมือทางการเมืองแล้ว
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังกล่าวว่า เขาจะเดินทางกลับสู่ประเทศไทยภายในเดือนเม.ย.เป็นอย่างช้าที่สุด และจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองในข้อหาคอร์รัปชันที่มีการกล่าวหาจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)

จาก Breaking News เนชั่นทันข่าว

Anonymous said...

ข่าวนี้ผิดพลาดครับ
ข้อความนี้ผิด -> พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า "ผมต้องการจะกลับสู่การเมือง และกลับมาใช้ชีวิตของผมในฐานะประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง"

ข้อความที่ถูก -> พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า "ผมต้องการจะกลับสู่บ้านเมือง และกลับมาใช้ชีวิตของผมในฐานะประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง"


คะแนนเสียง กทม โกงกันหรือเปล่า?

เรามีสิทธิที่จะคิดอย่างนี้ เพราะเหตุผลต่อไปนี้

๑. นับกันนานมาก แถมผลที่ออกมาก็ขัดแย้งกับ Exit Poll แบบหน้ามือเป็นฝ่าเท้า

๒. นายสุเทพเป็นเลขาพรรคกาจั๊ว คนแบบนายสุเทพไม่เคยมีศีลธรรมในชีวิตส่วนตัว การนับคะแนนแบบโกง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่คน ๆ นี้จะทำไม่ได้ ส่วนนายอภิรักษ์ก็เป็นรองหัวหน้าพรรคนี้จัดคนไปนับคะแนนได้ง่ายมาก

๓. ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ปราศรัย ผู้ฟังเป็นหลักร้อย แต่คะแนนมามากขนาดนั้น อย่าบอกว่าคนมาฟังปราศรัยน้อยไม่ใช่เหตุผล เพราะทุกครั้งที่พรรคไหนจัดปราศรัยใน กทม จากการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ พรรคที่มีคนมาฟังมากมายได้ทุกที ครั้งนี้มัน ridiculous เกินไป

๔. ทำไมการนับคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า การเก็บหีบบัตรฯลฯ ไม่มีข่าวคราวแสดงเลยว่าเก็บและนับที่ไหนอย่างไร ใครนับ มีพยานหรือเปล่า คะแนนเหยียบสองล้านน่ะไม่มีการแถลงข่าวว่าเป็นของพรรคไหนเท่าไรแต่มีผลมากสำหรับเขตเ
ลือกตั้ง กทม.เพราะหยิบเอาไปใส่เมื่อไรก็ได้ กกต.โปร่งใสจริงหรือ ทำไมไม่จัดการ คมช เรื่องเอกสารลับ หรือคลิปผู้พันขนมจีนแกงไก่ก็ชัดมาก อมรองเท้าบู๊ทไว้เต็มปากจนพูดไม่ออกหรือ

๕. รอบข้างทุกจังหวัด เอาตั้งแต่นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก ไม่มีการผิดเพี้ยนอย่าง กทม. พรรคพลังประชาชนกระแสดีก็มากันยกจังหวัดก็มี ยกเขตเป็นเรื่องปกติ พูดง่าย ๆ คนสี่ห้าจังหวัดนี้มาตรฐานชีวิตการศึกษา ไม่ได้ต่างจาก คนกทม เลย แต่ทำไม กทม. ไม่เหมือนกัน คนนิยม พปช มากมายไปไหนถามก็เลือกพปชหรือเลือกทักษิณทั้งนั้น แต่เลือกแล้ว ปชป มา พวก ปชป มันมาจริงหรือ หรือมีใครมั่วเอาคะแนนไปเพิ่มให้มัน

ประชาชนน่าจะขยายความสงสัยเรื่องคะแนนเสียง กทม โกงหรือเปล่า นี้ไปให้มากที่สุด เพราะแม้แต่อีเห็ดสดก็ยังมาปล่อยข่าวจะลาออกเพราะ พปช มาเยอะตอนเอ็กซิทโพล แล้วอีเวรนี่ก็เงียบไปเลย คงไปมีใบสั่งเรื่องคะแนนให้ลูกน้องหรือเปล่า? ช่วยกันคนละไม้ละมือแสดงความคิดเห็นที่ว่า "ประชาชนสงสัยผลเลือกตั้ง กทม.ว่าจะมีการทุจริตคดโกงจากผู้มีอำนาจทั้งในและนอกรัฐธรรมนูญ" และเรามีสิทธิคิดว่า กกต.ไม่โปร่งใส เพราะคะแนนที่ออกมาผิดเพี้ยนกับความจริงมากจนเห็นได้ชัด

คิดว่าไงครับถ้าจะเผยแพร่ความสงสัยนี้ออกไปให้มากที่สุด


โดย Advanced Member

จาก http://saturdayvoice.com/live.html

ผู้แพ้ที่ไม่ยอมพ่ายชื่อ ประชาธิปัตย์

หลังการเลือกตั้ง และคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการแล้ว พรรคพลังประชาชน เป็นฝ่ายได้ชัยชนะในการเลือกครั้งนี้ ได้รับเลือกเป็นส.ส.มากถึง 232 คน และ พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกเป็นส.ส.จำนวน 165 คน

โดยมารยาททางการเมืองที่ ถือปฏิบัติกันเป็นสากลทุกประเทศทั่วโลก ก็คือ เมื่อทราบผลการลงคะแนนของประชาชนแล้ว พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่า ก็จะประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ และแสดงความยินดีกับพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนมากกว่า พร้อมทั้งสนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศชาติ ต่อไป

กรณีการแข่งขันระหว่าง อัลกอร์ พรรคเดโมแครต กับ จอร์ ดับเบิลยู บุช พรรครีพับลิกัน เมื่อ ปี 2001 ถึงแม้จะมีผลต่างของคะแนนเพียงเล็กน้อย และมีข้อสงสัยว่าการนับคะแนนมีความผิดพลาดหรือไม่ แต่เมื่อมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการ อัลกอร์ ก็ประกาศยอมรับการตัดสินใจของประชาชน ยอมรับความพ่ายแพ้ และแสดงความยินดีกับจอร์จ ดับเบิลยู บุช พร้อมทั้งกล่าวว่าการแข่งขันได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมจะสนับสนุนให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เข้าบริหารประเทศ ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

เมื่อเปรียบเทียบมาถึงประเทศไทย ผู้แพ้อย่างพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากจะไม่แสดงอาการยอมรับความพ่ายแพ้กับผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของประ ชาชนเสียงส่วนใหญ่แล้ว ยังแสดงอาการประหนึ่งว่าเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะด้วยซ้ำไป เมื่อได้ทราบว่าพรรคพลังประชาชน ได้คะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนส.ส.ทั้งหมด คือ 240 เสียง ทั้งๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้จำนวนส.ส.น้อยกว่าพรรคพลังประชาชน 60 กว่าคน

คำแถลงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ยอมแพ้ แม้ว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน น้อยกว่าพรรคพลังประชาชน มากกว่า 60 เสียง แต่ก็ยังแสดงออกอย่างเปิดเผยว่า จะพยายามจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีความพยามที่จะดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนจะรู้ผลการเลือกตั้งด้วยซ้ำไป โดยการล็อกพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ให้ไปร่วมจัดรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน สะท้อนถึงการไม่ยอมรับกติกาประชาธิปไตย ไม่ยอมรับมติของประชาชน ไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน

นอกจากจะไม่แถลงยอมรับความพ่ายแพ้ อันเกิดจากการตัดสินของประชาชนแล้ว นายอภิสิทธิ์ ยังแสดงท่าทีเย้ยหยันพรรคพลังประชาชน ว่า “เป็นเรื่องที่น่าอายหากว่าพรรคพลังประชาชนซึ่งได้จำนวนส.ส.มากที่สุด ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้” แต่กลับปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนน้อยกว่า จะจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชาชน เป็นเรื่องที่น่าอายหรือไม่

ในขณะที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พยายามที่จะนำเสนอตรรกะแบบเข้าข้างตัวเอง ว่า “การที่พรรคพลังประชาชนได้ส.ส.ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง แสดงว่าประชาชนไม่ต้องการให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาล” แต่กลับหลีกเลี่ยงที่จะตอบว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับความไว้วางใจน้อยกว่าพรรคพลังประชาชน เป็นการแสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาล อย่างนั้นหรือ จึงมีความคิดและความพยายามที่จะจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชาชน ที่ได้ส.ส.มากกว่าถึง 60 กว่าคน

เป็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งจนแทบไม่น่าเชื่อว่าอายุ 61 ปี ของการดำเนินการทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็นระยะเวลาอันยาวนานมากพอที่จะทำให้สมา ชิกพรรคประชาธิปัตย์ เรียนรู้และเคารพกติกาประชาธิปไตย มีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย และรู้จักมารยาทของการอยู่ร่วมกันในสังคมการเมือง ที่จะต้องยอมรับการตัดสินของประชาชน ซึ่งเป็นการตัดสินที่สำคัญที่สุดที่นักการเมืองทุกคน พรรคการเมืองทุกพรรค ทั่วโลกต้องยอมรับ

ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ หลังทราบผลการลงคะแนนเสียงของประชาชนอย่างเป็นทางการแล้ว ไม่ได้บ่งบอกเลยว่า พรรคประชาธิปัตย์ “แพ้เป็น” ตรงกันข้ามกลับเป็นท่าทีอาการของคนไม่ยอมแพ้ มากกว่า นอกจากไม่ยอมแพ้ แล้ว ยังมีพฤติกรรมไม่แตกต่างจากผู้ไม่ยอม รับกฎกติกาประชาธิปไตย อีกด้วย

ภาพลักษณ์ของการเมืองไทยจะสวยงามอย่างยิ่ง ความตึงเครียด และวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นมายาวนานกว่า 2 ปีของประเทศไทย และการเมืองไทย จะคลี่คลายมลายหายไปและยุติลงทันที หากว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ และสนับสนุนให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาล เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งนายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ให้กับพรรคความหวังใหม่ และไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทั้งๆ ที่แพ้ให้แก่พรรคความหวังใหม่ เพียง 2 เสียงเท่านั้น

แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์แพ้ต่อพรรคพลังประชาชนมากกว่า 60 เสียง แต่นายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ กลับไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ และประกาศจัดตั้งรัฐบาลแข่งทันที โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ที่ได้ไปลงคะแนนเลือกตั้งและมอบความไว้วางใจให้แก่พรรคพลังประชาชนมากกว่าพรรคประ ชาธิปัตย์ ส่งผลให้สถานการณ์การเมืองไทย ยังคงอยู่ในภาวะตึงเครียด และอยู่ในวิกฤติต่อไป อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีปัจจัยแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย

หากพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงดึงดัน ไม่ยินยอมน้อมรับความพ่ายแพ้ และไม่ฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน เช่นที่กำลังกระทำอยู่ในขณะนี้ ก็จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองใหม่เกิดขึ้นแก่การเมืองไทย ที่เสียงส่วนใหญ่ของประชาชน และความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้แก่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเป็นผู้บริหารประเทศ เป็นสิ่งที่ไม่มีความหมาย และต้องยอมให้แก่ระบบพวกมากลากไป ที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังสร้างขึ้นในขณะนี้

เสียงของประชาชน จะมีความหมายได้อย่างไร หากว่าพรรคการเมืองไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน และยังคงแสดงพฤติกรรมต่อต้าน ท้าทายเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเช่นที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังกระทำอยู่ในขณะนี้

พฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองพรรคนี้ เป็นพรรคการเมืองที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน มากกว่ากฎเกณฑ์กติกา และมารยาททางสังคม ตลอดจนผลประโยชน์ของประเทศชาติ และการดำรงอยู่ของระบบและความถูกต้องที่สืบทอดกันมากว่า 75 ปีของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในประเทศไทย

ถึงแม้จะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่แสดงความยินดีกับผู้ชนะที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุด ไม่ยอมรับมติของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ไม่หยุดที่จะจัดรัฐบาลแข่ง ไม่เลิกราที่จะเอาชนะคะคานกัน โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ความดีงาม และประโยชน์ของส่วนรวม และมารยาททางการเมือง

แต่อย่างน้อยพรรคประชาธิปัตย์ ก็ควรจะมีสำนึกละอายแก่ใจบ้าง ว่า เมื่อประชาชนไม่ไว้วางใจให้เป็นรัฐบาล แล้ว แม้นว่าจัดตั้งรัฐบาลได้จริง ก็ไม่อาจจะบริหารประเทศได้ และจะนำการเมืองไทยเข้าสู่วิกฤติอีกครั้ง เพราะพรรคการเมืองที่ไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน พรรคการเมืองที่ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ไม่ต้องการให้มาบริหารประเทศ จะไม่มีวันเป็นรัฐบาลที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ได้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ก็เคยประสบกับสถานการณ์นี้มาแล้ว ในกรณี สปก. 4-01 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ต้องหนีการลงมติไว้วางใจ ด้วยการยุบสภา เพราะไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน นั่นเอง

พรรคประชาธิปัตย์ อาจจะเป็นพรรคการเมืองที่เก่งและมีความสามารถมากมายหลายเรื่อง ทั้ง ด้านดีและร้าย ทั้งทางเทพและทางมาร แต่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่มี และควรจะเริ่มต้นฝึกหัดให้มี ก็คือ มารยาททางการเมือง และ การแพ้เป็น

เพราะ ผู้ที่แพ้ไม่เป็น จะไม่มีวันที่จะพบกับคำว่าชัยชนะ ตลอดไป

เพราะ หลังจากแพ้เลือกตั้ง แล้ว ก็จะต้องแพ้ในการแข่งขันจัดตั้งรัฐบาล อีก

เพราะ จะเป็นการพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แพ้อย่างที่ยังมองไม่เห็นโอกาสแห่งชัยชนะ

เพราะ นี่คือการพ่ายแพ้ครั้งที่ 5 ติดต่อกันของพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้ง นับแต่ ปี 2538 เป็นต้นมา

เพราะ นี่คือพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศไทย ไม่เคยให้ความไว้วางใจเป็นผู้บริหารประเทศ อย่างน้อยก็เป็นเวลายาวนานต่อเนื่องกัน 12 ปี

เพราะ นี่คือผลของการ “แพ้ไม่เป็น” และ “ไม่ยอมแพ้” จึงทำให้ไม่เคยพบกับคำว่าชัยชนะ

เพราะ นี่คือผลของการไม่รู้จักแพ้ ไม่รู้จักชนะ และไม่รู้จักอภัย ของพรรคการเมืองที่ชื่อว่า ประชาธิปัตย์

จาก ประดาบ

บุรีรัมย์โมเดล “กระสุน”ด้าน


เพราะการแกล้งตาย ของกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่นำโดยนายเนวิน ชิดชอบ เมื่อครั้งลงประชา มติร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 19 สิงหาคม 2549 ทำได้อย่างแนบเนียน และหลอกให้คมช. เชื่อได้อย่างสนิทใจว่า ปฏิบัติการที่เรียกชื่อ บุรีรัมย์โมเดล เป็นกระสุนที่คมกล้าและมีอานุภาพรุนแรงเด็ดขาดที่สามารถปลิดชีวิตกลุ่มเพื่อนเนวิน และ นายเนวิน ชิดชอบ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง ที่คมช.มีความภาคภูมิใจยิ่งนักในอานุภาพของกระสุนนัดนี้

การที่ทำให้จังหวัดบุรีรัมย์ มีผลการลงประชาติออกมาว่า “เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญ มากกว่า “ไม่เห็นชอบ” ถือว่าเป็นความสำเร็จอันเอกอุของ คมช. และปฏิบัติการบุรีรัมย์โมเดล ที่ทุ่มเทพสรรพกำลังทั้ง ทหาร ตำรวจ ข้าราชการฝ่ายปกครอง เข้าไปปฏิบัติการกดดันประชาชนและฝ่ายตรงข้าม ด้วยวิธีการในกฎหมายและนอกกฎหมาย และปรากฎผลตามที่ต้องการเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม จึงทำให้บุรีรัมย์โมเดล กลายเป็นต้นแบบของปฏิบัติการเพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม ที่ถูกนำเสนอและถ่ายทอดออกไปสู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นแผนหลักในวันลงคะแนนเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2549 ที่ผ่านมา และ นายเกษม วัฒนธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะประธานกกต.บุรีรัมย์ ก็ได้เป็นข้าราชการตัวอย่าง ได้รับคำชื่นชมจากคมช. มากมาย

แต่ทว่า ผลการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา ออกมาชนิดที่เรียกว่ากลับตาลปัตรจากเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่พ่ายแพ้อย่างไม่น่าเชื่อเมื่อวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ กลุ่มเพื่อนเนวิน ภายใต้การนำของนายเนวิน ชิดชอบ ที่เข้าไปทำงานช่วยเหลือผู้สมัครพรรคพลังประชาชน สามารถสร้างผลการเลือกตั้งที่ทำให้คมช. ต้องตกตะลึง และขยี้ตาดูด้วยความไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะว่า กลุ่มเพื่อนเนวิน สามารถทำให้ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ชนะการเลือกตั้งได้มากถึง 9 คน จากทั้งหมด 10 คน และในจำนวน 9 คนนี้เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ที่เพิ่งเป็นส.ส.สมัยแรก มากถึง 5 คน


พรรคพลังประชาชน ชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในทุกเขตเลือกตั้ง มีเพียงนายปณวัตร เลี้ยงผ่องพันธุ์ อดีตส.ส.ชาติไทย หลุดรอดเข้ามาได้เพียงคนเดียว เป็นเรื่องที่จนวันนี้ คมช. ก็ยังไม่อยากเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายเกษม วัฒนธรรม ประธานกกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีเป้าหมายจะทำให้พรรคพลังประชาชนสูญพันธุ์หรือเหลือน้อยที่สุด ในจังหวัดบุรีรัมย์ เหมือนกับที่เคยทำได้มาแล้วในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ต้องตกใจจนแทบหงายผลึ่ง ด้วยความไม่เชื่อผลการเลือกตั้งที่ออกมา

เพราะว่าในสภาพที่ถูกปิดล้อมทุกด้าน และถูกเกาะติดทุกความเคลื่อนไหว ไปทางไหนก็เจอกกต. ไปทางไหนก็เจอทหาร ไม่ต้องออกไปไหน ก็มีตำรวจเฝ้าหน้าบ้าน แม้กระทั่ง บ้านนายเนวิน ชิดชอบ ก็มีตำรวจ ทหาร ไปตั้งด่าน และตรวจรถเข้าออกทุกคัน เรื่องแจกเงินซื้อเสียง ไม่มีทางทำได้ เพราะเพียงแค่คิด ก็ถูกจับแล้ว เรื่องการทำผิดกฎหมาย อย่าได้คิดถึง เพียงแค่เงื้อมือก็จะถูกรวบแขนเสียแล้ว ในขณะที่พรรคการเมืองอื่น เล่นกันได้เต็มที่ ทั้งในเกม และนอกเกม เช่น ผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน ใช้หัวคะแนนเดินแจกเงินในวัด ขณะปราศรัยหาเสียงอย่างโจ๋งครึ่ม ในวัดที่พระพยอมเป็นเจ้าอาวาส ในวัดที่พระพยอมเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาของกกต. ว่าอย่าซื้อเสียง จนถูกตำรวจที่ทนดูไม่ได้ ต้องจับกุมดำเนินคดีกันบ้าง เพราะความผิดตำตาทนโท่แบบนั้น ปล่อยไว้ตำรวจก็จะผิดเสียเอง

แต่ในสภาพที่พรรคพลังประชาชน กระดิกตัวแทบไม่ได้ ในขณะที่พรรคอื่นเล่น ลุย ได้ทุกรูปแบบ แต่ผลการเลือกตั้งกลับปรากฎว่า พรรคพลังประชาชน ชนะ 9 ใน 10 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ปฏิบัติการบุรีรัมย์โมเดล ที่คมช. และประธานกกต.จังหวัด ภาคภูมิใจนักหนา และมั่นใจอย่างยิ่งว่าจะเป็นกระสุนพิฆาตเนวิน ชิดชอบ ให้ดับคาถิ่นของตัวเอง นั้น ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า และไร้ประสิทธิภาพที่สุด เมื่อเจอกับการทำงานการเมืองแบบเข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่ทุกหลังคาเรือน ของกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ทั้งซื้อใจและมัดใจชาวบ้านจนต้องไปลงคะแนนให้แก่พรรคพลังประชาชน ทั้งๆ ที่รับเงินจากพรรคการเมืองมาแล้ว

เรียกได้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนชาวบุรีรัมย์กว่าครึ่งจังหวัด กินฟรีเงินซื้อเสียงจากทุกพรรคการเมือง แล้วก็ไปลงคะแนนให้แก่พรรคพลังประชาชน แบบฟรีๆ

ไม่ใช่แต่ที่บุรีรัมย์เท่านั้น ที่บุรีรัมย์โมเดล ใช้ไม่ได้ผล ในอีกหลายจังหวัดที่ นายเกษม วัฒนธรรม ไปอบรม ไปสอนให้ใช้บุรีรัมย์โมเดล เพื่อสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ในภาคและภาคอีสาน ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะผลการเลือกตั้งที่ออกมาในภาค เหนือและภาคอีสาน ปรากฎว่า พรรคพลังประชาชนยกทัพเข้ามายึดครองสภามากเกือบ 200 ที่นั่ง

กว่าที่ คมช. และประธานกกต.บุรีรัมย์ จะทันรู้ตัวว่าถูกแผนแกล้งตาย ของกลุ่มเพื่อนเนวิน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม หลอกให้หลงเชื่อว่าทำงานสำเร็จอย่างดีเยี่ยม ก็ต่อเมื่อผลการเลือกตั้งส.ส.วันที่ 23 ธันวาคม ปรากฎขึ้นตรงหน้าเสียแล้ว

ไม่มีโอกาสที่จะแก้ไข แก้ตัว และแก้มือ โดยเฉพาะ พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 ที่พ่ายแพ้ย่อยยับในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และเคยขอโอกาสแก้มือ และแก้ตัวอีกครั้ง ในการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม ก็ต้องเป็นผู้แพ้ซ้ำซาก และแพ้แบบย่อยยับ ชนิดที่ต้องยอมรับแล้วว่ามือยัง “อ่อน” มากในเวทีการเมืองการเลือกตั้ง

ถึงวันนี้ วันที่ผลการเลือกตั้งบุรีรัมย์ ปรากฎ วันที่ผลการเลือกตั้งภาคเหนือและภาคอีสาน แจ้งแล้วว่าพรรคพลังประชาชนยึดครองพื้นที่ 2 ภาคนี้แบบเบ็ดเสร็จ คมช. คงจะต้องพิจารณาการทำงานของนายเกษม วัฒนธรรม ประธานกกต.บุรีรัมย์ อีกครั้ง ด้วยมาตรวัดใหม่ โดยเฉพาะ นายธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ภาคภูมิใจมากกับบุรีรัมย์โมเดล ก็คงจะรู้ตัวแล้วว่า “เสียค่าโง่” ให้แก่บุรีรัมย์โมเดล แบบหมดรูป และ เสียค่าโง่ ที่หลงเชื่อ นายเกษม วัฒนธรรม ประธานกกต.บุรีรัมย์ โดยไม่ศึกษาให้ถ่องแท้ว่าของจริงหรือของปลอม

เลือกตั้งครั้งล่าสุดที่เพิ่งผ่านไป คมช. คงจะต้องจดจำ บุรีรัมย์โมเดล ไปจนวันตาย แต่ นายเกษม วัฒนธรรม คงไม่อยากเอ่ยถึง บุรีรัมย์โมเดล คำที่ตนเองประดิษฐ์ขึ้นด้วยภาคภูมิใจในมันสมองของตัวเอง ไปจนวันตายเหมือนกัน ในขณะที่ นายธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ ก็ต้องตบกระโหลกตัวเองให้หายโง่เสียที และควรนำไปเป็นกรณีศึกษา สอนหนังสือแก่นักศึกษารัฐศาสตร์ หากว่ายังมีสถานการศึกษาที่ไหน ยังกล้าจ้างไปสอนให้เสียเครดิตมหาวิทยาลัยอีก

บรรทัดนี้ ต้องขอปรบมือให้แก่ กลุ่มเพื่อนเนวิน และ นายเนวิน ชิดชอบ ที่อดทนรอคอยวันเอาคืน บุรีรัมย์โมเดล ด้วยความเงียบงัน และสกัดกั้นอารมณ์ไว้ได้อย่างดียิ่ง และในที่สุดก็เอาคืนได้สำเร็จอย่างสาสมจริงๆ

ขอไว้อาลัยให้แก่ บุรีรัมย์โมเดล ของคมช.

ขอแสดงความยินดีกับ กลุ่มเพื่อนเนวิน และพรรคพลังประชาชน ที่เอาชนะศัตรูของประชาชนได้ด้วยยุทธการสงบสยบความเคลื่อนไหว และเป็นการตบหน้าเผด็จการ ได้สะใจจริงๆ

จาก ประดาบ

Monday, December 24, 2007

พปช.เสียงเกินครึ่ง รวมใจไทยฯรับหมั้น

นพ.สุรพงษ์ ยังกล่าวถึงเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ว่า ควรจะมี ส.ส.ในสภาตั้งแต่ 280-300 เสียง ในภาวะที่ประเทศเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจและรวมทั้งเราต้องการสร้างความปรองดองสามัคคี อย่างไรก็ตาม เมื่อเราได้รับการตอบรับแบบนี้ เชื่อว่า ปิดประตูการเป็นฝ่ายค้านแล้ว

ส่วนกระแสข่าว กกต.จะแจกใบเหลืองใบแดงให้กับพรรคพลังประชาชนจำนวนมาก นพ.สุรพงษ์ ระบุว่าไม่เชื่อ เรื่องนี้ เพราะในส่วนของหัวหน้าพรรคและผู้บริหารของพรรคฯ ได้พูดคุยกันตลอดว่า ต้องขอบคุณ กกต. ชุดนี้ ที่ได้กรุณาจัดการเลือกตั้งอย่างบริสุทธ์ยุติธรรม และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินมาถึงจุดนี้ ได้

เลขาธิการพรรคพลังประชาชนยังย้ำด้วยว่า เรื่องเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่ ไม่ใช่การนิรโทษกรรม อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน และยุบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำ ที่ก่อให้เกิดความ เสียหายแก่รัฐ (คตส.) แต่เป็นเรื่องของการเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และสร้างความปรองดองในชาติ

'2 เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ จะต้องรอไปก่อน โดยเฉพาะกรณีของ คตส. ที่จะสิ้นวาระไปในเดือน มิ.ย. 2551 อยู่แล้ว' นพ.สุรพงษ์กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า ล่าสุด พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ได้ตอบรับร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนแล้ว ซึ่งจำนวน ส.ส.ของพรรครวมใจไทยฯ อย่างไม่เป็นทางการที่ 9 เสียง รวมกับตัวเลข ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่ กกต.ประกาศออกมา ที่ 232 เสียง จะเป็น 241 เสียง เกินครึ่งหนึ่งมาเพียง 1 เสียง

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้แกนนำพรรคพลังประชาชน ได้ประสานแกนนำจากทุกพรรค การเมืองเข้าร่วมรัฐบาลแล้ว ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทย แต่ที่ไม่สามารถระบุว่าเป็นพรรคการเมือง ใดบ้าง เพราะทุกพรรคต่างเกรงที่จะได้รับใบแดง ใบเหลือง จาก กกต.อยู่

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 กำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้งแบบสัดส่วนและแบ่งเขต รวม 480 คน เสียงเกินกึ่งหนึ่งคือมากกว่า 240 ที่นั่ง

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ไม่เชื่อว่า ขณะนี้พรรคพลังประชาชน จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว เพราะปัจจัยสำคัญของการรวมตัวของพรรคการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ต้องรอการ ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเป็นทางการก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาหลายวัน หรืออย่างเร็วในวันที่ 3 ม.ค. ปีหน้า

'ขณะนี้มีเพียงการกล่าวอ้างกันไป เพราะหากจะให้เห็นชัดเจนคงต้องให้หัวหน้าพรรคการเมืองแต่ละพรรค มาแถลงข่าวร่วมกัน' นายสุเทพ กล่าว


อย่าตกใจ!ทภ.1ย้ายกำลังทหารออกจากกทม.กลับที่ตั้ง-เริ่มค่ำวันนี้

กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) จะทำการเคลื่อนย้ายกำลังหน่วยทหารออกจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เพื่อกลับไปยังที่ตั้งหน่วยปกติ ในเขต จ.ปราจีนบุรี ลพบุรี และกาญจนบุรี โดยจะเคลื่อนย้ายกำลังดังกล่าวในวันนี้ ตั้งแต่เวลา 20.00 น.เป็นต้นไป ดังนี้
จากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) เขตบางเขน ไป จ.ปราจีนบุรี ใช้เส้นทางถนนรังสิต-นครนายก - จ.ปราจีนบุรี จากบริเวณพื้นที่เขตดุสิต ไป จ.ลพบุรี ใช้เส้นทางถนนวิภาวดีรังสิต - ถนนพหลโยธิน - จ.สระบุรี - จ.ลพบุรี
จากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปยัง จ.ชลบุรี ใช้เส้นทางถนนมอเตอร์เวย์ จ.ชลบุรี จากบริเวณพื้นที่เขตพระนคร และเขตบางพลัด ไป จ.กาญจนบุรี ใช้เส้นทางถนนพุทธมณฑล - ถนนเพชรเกษม - จ.กาญจนบุรี
จาก อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ไป จ.กาญจนบุรี ใช้เส้นทางถนนพุทธมณฑล - จ.นครปฐม - จ.กาญจนบุรี--จบ--


จาก hi-thaksin

สมัคร สุนทรเวชยืนยัน พปช.ตั้งรัฐบาลได้แล้ว

พรรคพลังประชาชนชิงแถลงข่าว ระบุมีพรรคการเมืองตอบรับร่วมรัฐบาลแล้ว เสียงเกินครึ่ง นายกรัฐมนตรีชื่อ'สมัคร'แน่นอน

ขณะที่การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองยังไม่มีความชัดเจนนัก และท่าทีของหลายพรรคจะไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชนเพื่อจัดตั้งรัฐบาล แต่ล่าสุดวานนี้ทางเลขาธิการพรรคพลังประชาชนออกมาแถลงข่าวว่ามีพรรคการเมืองตอบรับคำเชิญร่วมรัฐบาลแล้วและได้เสียงเกินครึ่ง

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน แถลงข่าวว่า ตามที่นายสมัคร สุนทรเวชา หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ประกาศเชิญพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมรัฐบาลนั้น ขณะนี้ ได้มีพรรคการเมืองตอบรับมาแล้ว และเสียงของ ส.ส.อย่างไม่เป็นทางการขณะนี้ก็เกินกึ่งหนึ่งแล้ว จึงไม่มีข้อขัดข้องอะไรในการที่พรรคพลังประชาชนจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

กระบวนการต่อไปจะรอการรับรองผลอย่างเป็นทางการจาก กกต.ก่อน ภายใน วันที่ 3 ม.ค.นี้จากนั้น จึงจะประกาศการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการต่อไป ซึ่งพรรคพลังประชาชนในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะเชิญพรรคคร่วมรัฐบาลมาหารือใน 3 ประเด็นคือ 1.การนำความปรองดองสามัคคีกลับสู่คนในชาติ 2.สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในชาติและต่างประเทศ 3.พลิกพื้นเศรษฐกิจโดยเร็ว ซึ่งแนวทางพลิกพื่นเศรษฐกิจมีการหารือเบื้องต้น คือ 1.จะออกโรดโชว์ทั้งภาครัฐและเอกชนในต่างประเทศ เพื่อให้เห็นความพร้อมของประเทศไทย 2.ยกเลิกมาตราการ 30% เพื่อให้ค่าเงินบาทสะท้อนภาวะความเป็นจริง 3.อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค 4.เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว 5.ปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน 6.ปรับค่าครองชีพข้าราชการให้สอดคล้องกับความเป็นจริง

ส่วนจำนวนของพรรคการเมืองที่ตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลตามมารยาทขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลที่จะจัดตั้งจะมีเสถียรภาพในการฟื้นเศรษฐกิจแน่นอน โดยยังคงยืนยันตัวเลข ส.ส.ที่ 280-300

พรรคการเมืองที่ตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลไม่มีเงื่อนอะไรเป็นพิเศษ เพราะทุกพรรคอยากให้ประเทศเดินหน้า ส่วนที่มีการข่าวลือว่าจะมีการแจกใบเหลืองใบแดงให้พรรคพลังประชาชนนั้น เราเชื่อมั่นใน กกต.ว่าได้พยายาม จัดการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์มาตั้งแต่ต้น ก็ขอให้กำลังใจ ดังนั้นจึงไม่เชื่อว่าจะมีการแจกใบเหลืองใบแดง

ส่วนกระทรวงด้านเศรษฐกิจเน้นว่าพรรคพลังประชาชนในฐานะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราจะขอดูแล กระทรวงเศรษฐกิจเอง เพราะเราเน้นเรื่องการฟื้นเศรษฐกิจซึ่งรัฐมนตรีที่จะดูแล จะเป็นคนในพรรคแน่นอน แต่อาจจะไม่ได้เปิดตัวมาก่อนหน้านี้

สำหรับ จุดยืนในเรื่องนิรโทษกรรมอดีต ผู้บริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน และการยกเลิกการทำงานของ คตส. นั้น เรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายสำคัญ และไม่ใช่เรื่องแรกที่รัฐบาลใหม่จะดำเนินการ เพราะ คตส.ก็จะหมดวาระอยู่แล้ว ส่วนเรื่องนิรโทษกรรม ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของประเทศในขณะนี้ จึงยังไม่มีการคุยกันในผู้บริหารของพรรคในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่นั้นขึ้นอยู่กับ จำนวน สส.และผลงานของรัฐบาล โดยการผลักดันนโยบายต่างๆ จะต้องเห็นผล ภายใน 3 เดือนและขอย้ำว่า หัวหน้าพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะต้องเป็นนายกฯ แน่นอน นั่น คือนายสมัคร สุนทรเวช


กกต.กำหนดวันเลือกตั้งใหม่แล้ว 13 ม.ค.51

กรุงเทพฯ24 ธ.ค.-กกต.จะเร่งพิจารณาเรื่องร้องเรียน และเรื่องร้องคัดค้าน พิจารณาใบเหลือง-ใบแดง และการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง หาก กกต.ต้องแจกใบเหลือง-ใบแดงผู้สมัคร และจะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งได้กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ไว้แล้ว คือ วันที่ 13 มกราคม 2551

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 15.30 น. วันนี้ (24 ธ.ค.) นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินทางมาตรวจเยี่ยมการรายงานผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการของแต่ละจังหวัด ที่ฝ่ายบริการจัดการเลือกตั้ง โดยมีการสอบถามเจ้าหน้าที่ว่า การรายงานผลเลือกตั้งจะเสร็จสิ้นเมื่อใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตอบว่า การรายงานผลการเลือกตั้งน่าจะเสร็จสิ้น ภายในวันนี้ (24 ธ.ค.)

จากนั้น นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม พร้อมกล่าวว่า รอผลการตรวจสอบอยู่ตลอดวัน แต่ยังไม่ทราบผล จึงเดินทางมาสอบถามด้วยตัวเอง เพราะต้องการทราบว่า การรายงานผลจะเสร็จเมื่อใด เนื่องจากต้องประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการโดยเร็ว และทุกฝ่ายรอผลประกาศการนับคะแนนของ กกต.อยู่ นายอภิชาต กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (25 ธ.ค.) กกต.จะเร่งพิจารณาเรื่องร้องเรียน และเรื่องร้องคัดค้าน โดยการพิจารณาใบเหลือง-ใบแดง และการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง กกต.จะเร่งดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน ทั้งนี้ หาก กกต.ต้องแจกใบเหลือง-ใบแดงผู้สมัคร และจะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งได้กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ไว้แล้ว คือ วันที่ 13 มกราคม 2551 ซึ่งจะเป็นวันหลังวันเด็กแห่งชาติ

ส่วนกรณีที่การรายงานผลการนับคะแนนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความคลาดเคลื่อนล่าช้า นายอภิชาต กล่าวว่า เป็นเพราะมีผู้ดำเนินการหลายส่วน ทั้งนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผลที่ได้รายงานมาถึงร้อยละ 90 แล้ว อาจมีการคลาดเคลื่อนไปบ้าง เกิดจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจำนวนผู้ใช้สิทธิ อย่างไรก็ตาม กกต.ได้พยายามแก้ไข จึงขอให้ทุกฝ่ายใจเย็น ๆ และรอผลอย่างเป็นทางการจาก กกต. ซึ่งอีกไม่นานคงจะทราบผล

"ขณะนี้ผลอย่างไม่เป็นทางการก็มีถึง 90% แล้ว หากพรรคการเมืองจะจัดตั้งรัฐบาล ก็สามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องรอ กกต. ส่วนพรรคไหนจะจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร ผมไม่ขอออกความเห็น เพราะเราเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง ซึ่งผมได้จัดการเลือกตั้งเสร็จแล้ว" นายอภิชาต กล่าว.-สำนักข่าวไทย

จาก สำนักข่าวไทย

พปช.เสียงเกินครึ่ง รวมใจไทยฯรับหมั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา (24 ธ.ค.) นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ได้เปิดแถลงข่าว โดยเปิดเผยว่าขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ตอบรับร่วมจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ซึ่งทำให้มีคะแนนเสียงรวมกันเกินกึ่งหนึ่ง


"ขณะนี้มีพรรคที่ตอบรับคำเชิญมาแล้ว และได้เสียง ส.ส.ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศอย่างไม่เป็นทางการ เกินกึ่งหนึ่งแล้ว" นพ.สุรพงษ์ กล่าว


พร้อมกันนี้ เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ยังปฏิเสธข่าวนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ต่อรองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่ยืนยันว่า หากพรรคพลังประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาลจริง ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคเท่านั้น


รายงานข่าวแจ้งว่า ล่าสุด พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ได้ตอบรับร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนแล้ว ซึ่งจำนวน ส.ส.ของพรรครวมใจไทยฯ อย่างไม่เป็นทางการที่ 9 เสียง รวมกับตัวเลข ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่ กกต.ประกาศออกมา ที่ 232 เสียง จะเป็น 241 เสียง เกินครึ่งหนึ่งมาเพียง 1 เสียง


อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้แกนนำพรรคพลังประชาชน ได้ประสานแกนนำจากทุกพรรคการเมืองเข้าร่วมรัฐบาลแล้ว ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทย แต่ที่ไม่สามารถระบุว่าเป็นพรรคการเมืองใดบ้าง เพราะทุกพรรคต่างเกรงที่จะได้รับใบแดง ใบเหลือง จาก กกต.อยู่


ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 กำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้งแบบสัดส่วนและแบ่งเขต รวม 480 คน เสียงเกินกึ่งหนึ่งคือมากกว่า 240 ที่นั่ง


ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ไม่เชื่อว่า ขณะนี้พรรคพลังประชาชนจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว เพราะปัจจัยสำคัญของการรวมตัวของพรรคการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ต้องรอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเป็นทางการก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาหลายวัน หรืออย่างเร็วในวันที่ 3 ม.ค. ปีหน้า


"ขณะนี้มีเพียงการกล่าวอ้างกันไป เพราะหากจะให้เห็นชัดเจนคงต้องให้หัวหน้าพรรคการเมืองแต่ละพรรคมาแถลงข่าวร่วมกัน" นายสุเทพ กล่าว


จาก http://www.thairath.co.th/#

‘พปช.' เผยมีพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลแล้ว-ตั้งเป้า3เดือนฟื้นศก.

นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค พลังประชาชน กล่าวว่า ขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ตอบรับร่วมจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ซึ่งทำให้มีคะแนนเสียงรวมกันเกินกึ่งหนึ่งแล้ว โดยกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นการเจรจาอย่างเปิดเผย

"ขณะนี้มีพรรคที่ตอบรับคำเชิญมาแล้ว และได้เสียง ส.ส.ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศอย่างไม่เป็นทางการ เกินกึ่งหนึ่งแล้ว"นายแพทย์ สุรพงษ์ กล่าวแถลงข่าว

ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ กำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)ทั้งแบบสัดส่วนและแบ่งเขต รวม 480 คน โดยหากเสียงเกินกึ่งหนึ่งคือมากกว่า 240 ที่นั่ง

ทั้งนี้ พปช.ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่หลังผลนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ระบุว่า ผู้สมัครของ พปช.ได้รับเลือกตั้งรวม 232 ที่นั่ง ทั้งจาก ส.ส.ระบบสัดส่วน และ ส.ส.ระบบแบ่งเขต

ขณะเดียวกัน น.พ.สุรพงษ์เปิดเผยว่า พปช.ตั้งเป้าภายใน 3 เดือนต้องเห็นผลเศรษฐกิจฟื้นชัดเจน และคาดว่าจะเปิดเผยรายชื่อพรรคร่วมรัฐบาลได้ในวันที่3 มกราคม ปีหน้านี้


จาก hi-thaksin